Home Blog Page 272

ครบรอบ 60 ปี โตโยต้า สานต่อเจตนารมณ์สร้างโอกาสเด็กไทย มอบเงินสมทบทุนให้มูลนิธิโตโยต้า 500 ล้านบาท

0

ในวาระครบรอบ 60 ปี โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย คุณนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้เกียรติในพิธีฉลองครบรอบ 30 ปี มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย และมอบเงินสมทบทุนจดทะเบียนให้แก่มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เป็นจำนวน 500 ล้านบาท โดยมีคุณประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เป็นผู้รับมอบ ทำให้เงินทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นเป็น 900 ล้านบาท เพื่อขยายการดำเนินกิจกรรมสนับสนุนในด้านทุนการศึกษา และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส ทั้งในด้านความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม และสุขอนามัยซึ่งนับเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ในวันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม 2565 ณ ห้องเบญจสิริ บอลรูม โรงแรมแบงค็อก แมริออท สุขุมวิท 57 

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 ภายใต้เจตนารมณ์ของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ให้ได้รับโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจาก นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากสถาบันการศึกษาในประเทศ เพื่อพัฒนาทรัพยากรบุคคลอันเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. สนับสนุนการศึกษาทุกระดับชั้น  2. ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม  3. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์

สนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาในทุกระดับชั้น ดังนี้

สนับสนุนด้านการศึกษา

  • มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
    • โครงการเยาวชนไทยวันพรุ่งนี้ (มอบทุนการศึกษาให้แก่เยาวชนที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดโอกาส)
    • โครงการทุนการศึกษาเยาวชนภาคเหนือ
  • มหาวิทยาลัยขอนแก่น
    • ทุนการศึกษานักเรียน นักศึกษาขาดแคลนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    • ทุนการศึกษานักเรียนพยาบาล แก่คณะพยาบาลศาสตร์
  • มหาวิทยาลัยบูรพา
    • ทุนการศึกษานักเรียน นักศึกษาขาดแคลน ในภาคตะวันออก
  • มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
    • ทุนการศึกษานักเรียน นักศึกษาขาดแคลนในภาคใต้
  • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • โครงการจัดพิมพ์หนังสือผลงานทางวิชาการ TTF Award

สนับสนุนการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิต ตลอดจน สนับสนุนองค์กรสาธารณกุศล ดังนี้

สนับสนุนด้านคุณภาพชีวิต

  • มูลนิธิ พล.ต.อ.เภา สารสิน
    • ทุนการศึกษาแก่บุตรธิดาเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
    • โครงการบ้านตะวันใหม่ (ศูนย์ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหายาเสพติด)
  • มูลนิธิหมอเสม พริ้งพวงแก้ว
    • ทุนการศึกษาสำหรับเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการติดเชื้อเอชไอวี

โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้มุ่งเน้นในการช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการศึกษา ซึ่งได้มอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ไปแล้วกว่า 18,000 ทุน ครอบคลุม 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย รวมถึงในด้านของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 500 ล้านบาท

ซึ่งในปีนี้ ในวาระครบรอบ 60 ปี ในการดำเนินกิจกรรมในประเทศไทยของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์
ประเทศไทย จำกัด บริษัทฯ จึงมีความมุ่งมั่นในการสานต่อเจตนารมณ์ เพื่อสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กไทย โดยได้มอบเงินเพื่อสมทบทุนจดทะเบียนให้กับมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย เป็นจำนวน 500 ล้านบาท ทำให้ทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้นเป็น 900 ล้านบาท เพื่อขยายการดำเนินกิจกรรมสนับสนุนทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ด้อยโอกาสในทุกระดับชั้น และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนในถิ่นทุรกันดารอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ก็ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาด้านวิชาชีพ รวมไปถึงปัญหา
ด้านความขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข จึงได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในการส่งเสริม
ฝีมือแรงงาน โดยจะสนับสนุนทุนการศึกษาด้านอาชีวศึกษา และนักเรียนพยาบาล อีกทั้งยังสนับสนุนให้มีโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนและชุมชนที่อยู่ห่างไกล เพื่อให้เด็กในวัยเรียนได้รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นสร้างโอกาสทางการศึกษา ควบคู่ไปกับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสังคมให้ดีขึ้น และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้สังคมไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ผ่านการแบ่งปันที่ไม่สิ้นสุด สู่การขับเคลื่อนความสุขอย่างยั่งยืน

ฟอร์ด แนะนำอุปกรณ์ตกแต่งฟอร์ด เรนเจอร์และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ยกขบวนอุปกรณ์ตกแต่งมาเอาใจลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ชื่นชอบการแต่งรถให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงตามไลฟ์สไตล์ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน โดยฟอร์ดมีหลากหลายอุปกรณ์ตกแต่ง ทั้งอุปกรณ์ตกแต่งแท้จากฟอร์ด รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสำหรับคอออฟโรดจากผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำอย่าง ARB ให้ลูกค้าเลือกปรับแต่งรถได้ตามความต้องการมากยิ่งขึ้น

“ฟอร์ดต้องการให้รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ของเราสามารถตอบโจทย์และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าได้ในทุกๆ ด้าน เราทราบดีว่าลูกค้าชาวไทยชื่นชอบการแต่งรถและมีสไตล์เป็นของตนเอง จึงได้พัฒนาอุปกรณ์ตกแต่งมาเพื่อให้ลูกค้าได้ปรับแต่งรถให้สะท้อนตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังเพิ่มอรรถประโยชน์การใช้งานให้รถของลูกค้ามีความอเนกประสงค์ไปอีกขั้น” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ดมีอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ครอบคลุมไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของลูกค้ารวมกว่า 150 ประเภทสินค้า ได้แก่ อุปกรณ์ตกแต่งแท้จากฟอร์ดสำหรับรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนาและผ่านการทดสอบโดยวิศวกรของฟอร์ดตามมาตรฐาน ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัย และฟอร์ดยังได้ร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์ตกแต่งชั้นนำอย่าง ARB ในการผลิตอุปกรณ์ตกแต่งที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะเพื่อลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ โดยวิศวกรฟอร์ดและ ARB ได้ร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์ตกแต่งที่เหมาะสมลงตัวกับรถยนต์มากที่สุดและมีการทดสอบคุณภาพอย่างเข้มข้น นำรถออกไปทดสอบในสถานที่จริง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกชิ้นส่วนจะทำงานได้ตามที่ควรจะเป็น โดยอุปกรณ์ตกแต่งจาก ARB อาทิ ชุดกันชนหน้าซาฮาร่า แบบมีไฟ ARB ชุดปกป้องใต้ท้องเครื่อง – เหล็ก ARB ชุดหูลาก ARB ที่ปั๊มลม ARB หรือ เต็นท์นอนเหนือหลังคา พร้อมบันได ARB ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้คอออฟโรดและผู้ที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวแบบผจญภัยออกไปลุยทุกเส้นทางได้อย่างมีสไตล์

ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ สามารถสั่งซื้อแพคเกจและอุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ และอุปกรณ์ตกแต่งที่ได้รับการรับประกันจากโรงงาน เพื่อปรับแต่งรถฟอร์ดคันใหม่ให้ตรงใจตามสไตล์และตอบโจทย์การใช้งาน ผ่านการจองทั้งบนช่องทางออนไลน์หรือที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ ในส่วนของอุปกรณ์ตกแต่งจาก ARB ลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้พร้อมรถใหม่ที่โชว์รูม โดยจะมีทีมช่างผู้ชำนาญที่ศูนย์บริการฟอร์ดติดตั้งให้ ที่มาพร้อมการรับประกันเท่ากับตัวรถสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

ฟอร์ดยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้ารถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ซื้ออุปกรณ์ตกแต่ง ลูกค้าสามารถผ่อนอุปกรณ์ตกแต่งร่วมกับราคารถได้ หรือร่วมแคมเปญผ่อน 0% 10 เดือน กับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ โดยลูกค้าสามารถดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ตกแต่งแท้ฟอร์ด อุปกรณ์ตกแต่งจาก ARB การรับประกัน และข้อเสนอพิเศษได้ที่เว็บไซต์ https://www.ford.co.th/owner/ford-accessories/ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เปิดรับจองก่อนใคร บีเอ็มดับเบิลยู ที่ใช้เป็นยานพาหนะอย่างเป็นทางการ สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2565

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู หลายรุ่น ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นยานพาหนะอย่างเป็นทางการ สำหรับการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หรือ เอเปค 2565 (APEC: Asia-Pacific Economic Cooperation) พร้อมหยิบยื่นความคุ้มค่า สำหรับการครอบครองยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู เอเปค (จำนวนจำกัด) ภายใต้ข้อเสนอ สุดพิเศษ ระหว่างวันที่ 21-23 ตุลาคมนี้ ที่แฟลกชิปโชว์รูมแห่งใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพัฒนาการ-ศรีนครินทร์

สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์และการให้บริการอันเป็นเอกลักษณ์แก่ลูกค้า นับเป็นหัวใจสำคัญของเรา เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งสำคัญนี้ ผ่านการจัดสรรยานยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู i7 ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่หรูหราและล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน รวมถึงยนตรกรรมอีกหลายรุ่นจาก บีเอ็มดับเบิลยู เพื่อใช้ในภารกิจระหว่างการประชุม เอเปค ปี 2565 ที่ประเทศไทย

เป็นเจ้าภาพ ในโอกาสนี้ขอขอบคุณบริษัท การบินไทย ในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีกับเรามาโดยตลอด สำหรับลูกค้าที่กำลังมองหายนตรกรรมหรูจาก บีเอ็มดับเบิลยู เราขอมอบแพ็กเกจข้อเสนอที่เรียกว่าสุดคุ้ม พร้อมด้วยบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ ไป-กลับประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 ที่นั่ง (เฉพาะรุ่น 530e M Sport) ในวันที่ 21-23 ตุลาคมนี้”

วิชญ์ กิจจาทร หัวหน้าฝ่ายขายเส้นทางยุโรป ผู้แทนสายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป นับเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นและยาวนาน พิสูจน์ได้จากความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสองบริษัท ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมขอแสดงความยินดีกับ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้จัดสรรยนตรกรรมหรูจาก บีเอ็มดับเบิลยู สำหรับต้อนรับและใช้ในการเดินทางของท่านผู้นำทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ ระหว่างการประชุม เอเปค ปี 2565 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และขอขอบคุณ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ที่ได้มอบความไว้วางใจ ซื้อบัตรโดยสารการบินไทย เพื่อมอบให้แก่ลูกค้า ที่จองรถยนต์ภายในงาน”

ปัจจุบัน การบินไทย ทำการบินในเส้นทางระหว่างประเทศ ทั้งในทวีป เอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย รวม 34 จุดบิน โดยเฉพาะ เส้นทางญี่ปุ่น ที่เป็นหนึ่งในเส้นทางยอดนิยมของบริษัทฯ ซึ่งการบินไทย ได้ให้บริการในเส้นทาง โตเกียว (ฮาเนดะ นาริตะ) โอซาก้า นาโกย่า และมีแผนกลับมาบินเส้นทาง ฟุกุโอกะ ในวันที่ 30 ตุลาคม และ เส้นทางซับโปโร วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป จึงอยากเชิญชวนทุกท่าน ร่วมเดินทางไปกับเรา การบินไทย สายการบินแห่งชาติ

++ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ผู้สนับสนุนยานพาหนะอย่างเป็นทางการ สำหรับการประชุม เอเปค ปี 2565 

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ได้รับความไว้วางใจจาก บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และกระทรวงต่างประเทศ ในการจัดสรรและดูแลยานพาหนะ เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างการประชุม เอเปค ปี 2565 โดยทางบริษัทฯ ได้จัดเตรียมรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู หลากรุ่นเพื่อใช้เป็นพาหนะอย่างเป็นทางการ สำหรับผู้นำและคณะจากนานาประเทศ ประกอบด้วยบีเอ็มดับเบิลยู i7 ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ผสมผสานความหรูหรา และสุนทรียภาพแห่งการขับเคลื่อน พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด ‘FORWARDISM & 7 Senses’ ทะยานแรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว มีกำลัง 544 แรงม้า แรงบิด 745 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีระยะทางขับเคลื่อนสูงสุดถึง 625 กิโลเมตร, 745Le M Sport ยนตรกรรมที่มาพร้อมความมั่นใจ สมรรถนะดีเยี่ยม และความสะดวกสบายสูงสุด, X7 ยนตรกรรมอเนกประสงค์สุดหรู พร้อมทะยานไปในทุกสภาพเส้นทางได้อย่างสะดวกสบาย, 530e M Sport ยนตรกรรมสำหรับผู้นำยุคใหม่ และ 330Li ที่เพิ่มความกว้างขวาง ให้กับผู้โดยสารด้านหลังมากยิ่งขึ้น

 

++ เชิญมาพิสูจน์ความคุ้มค่า ด้วยกิจกรรมทดลองขับ City Test Drive พร้อมรับสิทธิพิเศษก่อนใคร (รถมีจำนวนจำกัด) 

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ได้ร่วมกิจกรรมทดลองขับ ‘City Test Drive’ บีเอ็มดับเบิลยู i7 พร้อมรับสิทธิพิเศษก่อนใคร ในงานนี้เท่านั้น สำรองคิวทดลองขับ โทร. 1286 Millennium Auto Connect อีกทั้งยังร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มอบบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ ไป-กลับประเทศญี่ปุ่น 2 ที่นั่ง ฟรี!* สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ภายในงาน ผสานข้อเสนอสุดพิเศษมากมาย

 

  • BMW 530e M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 3.45 ล้านบาท มาพร้อม BSI นาน 5 ปี

และบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ ไป-กลับประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท*

  • BMW 330Li M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 69 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
  • BMW 745Le M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 5.35 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
  • BMW X7 xDrive40d M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 05 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
  • BMW i7 (First Edition) ราคาพิเศษ 599 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 4 ปี*
  • รับฟรี! บัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท*
  • รับฟรี! กล้อง GoPro 10 มูลค่า 16,500 บาท เมื่อนำรถคันเก่ามาแลกกับรถ BMW*

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ คือ พัฒนาการ-ศรีนครินทร์, พระรามที่ 4, ลาดพร้าว, พระรามที่ 3, สยามพารากอน และไอคอนสยาม รวมถึงสาขาต่างจังหวัดคือ อุบลราชธานี, ภูเก็ต, หาดใหญ่ และสุราษฎร์ธานี

 

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้
โทร.1286 Millennium Auto Connect
LINE Official: @millenniumauto
Facebook: millennium auto
Instagram: millennium auto
Website: www.millenniumauto.co.th

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

มาสด้า เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี เปิดตัวรุ่นพิเศษ 4 รุ่นรวด CARBON EDITION สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตหรูหราพรีเมี่ยม

0

มาสด้า เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อผนวกกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจที่กำลังคึกคักในช่วงปลายปี ส่งรุ่นพิเศษเอาใจคนรักความสปอร์ตพรีเมี่ยมภายใต้ชื่อ Carbon Edition มาพร้อมแนวคิด “Unique You” โดดเด่นทั้งภายนอกและภายในที่ได้รับการออกแบบขึ้นพิเศษเพื่อลูกค้าชาวไทย สร้างความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ โดยนำคอนเซ็ปต์สไตล์คาร์บอนมาสร้างแรงบันดาลใจในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ความสปอร์ตเพิ่มความหรูหรามีระดับ ผ่านรถยนต์มาสด้าที่กำลังฮ็อตมากที่สุดในขณะนี้ถึง 4 รุ่น ประกอบด้วย มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า CX-3 และมาสด้า CX-30 คัดสรรวัสดุอย่างพิถีพิถัน ดีไซน์ภายนอกโทนสีเข้มบ่งบอกความเรียบหรู ภายในเบาะนั่งสีแดง Burgundy สปอร์ตโฉบเฉี่ยวมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร ครบครันด้วยฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ระบบความปลอดภัยระดับโลกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้า สนุกสนานในการขับขี่และเติมเต็มเสน่ห์อันน่าดึงดูดใจ ที่สำคัญ ปรับราคาเพิ่มจากรุ่นปกติเพียง 10,000 บาทเท่านั้น พร้อมเปิดให้เป็นเจ้าของแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

New Mazda CX-30 6

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ายังคงมุ่งมั่นและพัฒนารถยนต์โดยยึดหลักการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human Centricity Philosophy) เพื่อส่งมอบรถยนต์มาสด้าที่มีความลงตัวในการใช้งานรอบด้านมากที่สุด รวมถึงให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม สิ่งอำนวยความสะดวกครบทุกฟังก์ชั่น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน โดดเด่นด้วยด้วยดีไซน์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์จาก Kodo: Soul of Motion เรียบง่ายแต่งดงาม Less is More ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว มอบความสนุกสนานเพลิดเพลินในการขับขี่ซึ่งเป็นคุณค่าที่ถูกถ่ายทอดดีเอ็นเอมาสู่รถยนต์มาสด้าทุกคัน ทำให้มาสด้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า และสามารถเติบโตเคียงคู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

การแนะนำรุ่นพิเศษทั้ง 4 รุ่นนี้ เพื่อถ่ายทอดปรัชญาความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนารถยนต์ให้ตอบสนองการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ถือเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์และให้การสนับสนุนมาโดยตลอด มาสด้าจึงนำเสนอรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุด นำมาผลิตขึ้นเป็นรุ่นพิเศษ Carbon Edition โดดเด่นด้วยการออกแบบใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพสูงรอบคัน โดยใช้รูปแบบการตกแต่งสไตล์คาร์บอนในการถ่ายทอดภาพลักษณ์ดีเอ็นเอความเป็นสปอร์ต ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม บ่งบอกอัตลักษณ์ตัวตนความพิเศษแบบไม่เหมือนใคร ผ่านรถยนต์มาสด้าที่กำลังร้อนแรงมากที่สุดในตลาด ได้แก่ มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า CX-3 และ มาสด้า CX-30 ผสมผสานคุณค่าและเอกลักษณ์ดั้งเดิมซึ่งเป็นจุดขายหลักของรถยนต์ในแต่ละรุ่น ที่ได้รับความชื่นชอบจากลูกค้าและตอบสนองต่อการใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ซึ่งมาสด้ามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ารถรุ่นพิเศษ Carbon Edition เหล่านี้ จะได้รับความนิยมจากลูกค้าชาวไทย บ่งบอกถึงรสนิยมและความกล้าที่จะแตกต่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหารถยนต์ที่มีการออกแบบที่แตกต่าง และมอบความสนุกสนานในการขับขี่ซึ่งเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจของรถยนต์มาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดตัวรถรุ่นพิเศษ Carbon Edition ในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอรถยนต์รุ่นพิเศษที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตหรูมีระดับไปอีกขั้นให้กับลูกค้าในประเทศไทย โดยถ่ายทอดผ่านแนวคิด “Unique You” และใช้การตกแต่งสไตล์คาร์บอนช่วยในการถ่ายทอดความโดดเด่น เพื่อสร้างความแตกต่างไม่ซ้ำแบบใคร และบ่งบอกตัวตนที่ชัดเจนด้วยการผสมผสานระหว่างรูปลักษณ์ภายนอกที่มีให้เลือก 2 สี ประกอบด้วย สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ และ สีเทา แมชชีน เกรย์ ที่มาพร้อมการตกแต่งที่พิเศษ ด้วยกระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ที่ตัดกันอย่างลงตัวกับภายในห้องโดยสารมาพร้อมความพิเศษกับเบาะนั่งสีแดง Burgundy และตกแต่งภายในด้วยหนังสีดำเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดง ซึ่งการผสมผสานของสีและการตกแต่งนี้ทำให้รถรุ่นนี้ดูสปอร์ตอย่างเด่นชัด กลายเป็นรถที่เติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่กำลังมองหารถยนต์ที่มีภาพลักษณ์สปอร์ต และถ่ายทอดความสนุกสนานในการขับขี่ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่น่าดึงดูดใจอันเป็นลักษณะเฉพาะของรถยนต์มาสด้าได้อย่างลงตัว

รถรุ่นพิเศษ Carbon Edition มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ใน 6 รุ่นย่อย

  • มาสด้า2 Carbon Edition รุ่นซีดาน 4 ประตู มาพร้อมความแตกต่างอย่างมีสไตล์ สะท้อนความสปอร์ตไม่ซ้ำใครด้วยกระจกมองข้างสีดำตัดกับโทนสีเข้มภายนอก ภายในตกแต่งพิเศษด้วยเบาะนั่งสีแดง Burgundy ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วย Wireless Apple CarPlay® พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) มอบความสนุกในทุกกิจกรรมและเป็นตัวเองได้อย่างไม่ซ้ำแบบใคร ราคาจำหน่าย 669,000 บาท
  • มาสด้า2 Carbon Edition Sports รุ่นแฮตซ์แบค 5 ประตู ได้รับการเติมเต็มความสปอร์ตพรีเมี่ยมให้แตกต่างแบบไม่ธรรมดา บอกสไตล์ที่โดดเด่นด้วยกระจกมองข้างสีดำ และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเบาะนั่งสีแดง Burgundy มอบความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง และเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่กับ Sports Paddle Shift ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความสนุกสนานกับความแตกต่างในแบบฉบับที่มีเอกลักษณ์ ราคาจำหน่าย 669,000 บาท
  • มาสด้า3 Carbon Edition รุ่นซีดาน 4 ประตู มาพร้อมกับสีภายนอกใหม่ สีเทา โพลี เมทัล เกรย์ เป็นครั้งแรก โดยการตกแต่งตัดกับสีโทนเข้ม กระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ตอบโจทย์ทุกความสปอร์ต สง่างาม เรียบหรูทุกมุมมอง ภายในตกแต่งเป็นพิเศษด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง พร้อมเบาะหนังสีแดง Burgundy และมอบความมั่นใจให้ทุกการเดินทางด้วยระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง ราคาจำหน่าย 1,210,000 บาท
  • มาสด้า 3 Carbon Edition Sports รุ่นฟาสต์แบค 5 ประตู ผสานความแตกต่างด้วยดีไซน์สะกดสายตาทุกมุมมอง มาพร้อมกระจกมองข้างสีดำ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ตัดกับสีภายนอก สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ มอบความโดดเด่นที่เหนือระดับกับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า ภายในห้องโดยสารตกแต่งเป็นพิเศษด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง พร้อมเบาะหนังสีแดง Burgundy เพิ่มความพิเศษในสไตล์สปอร์ตพรีเมี่ยมได้อย่างลงตัว ราคาจำหน่าย 1,210,000 บาท
  • มาสด้า CX-3 Carbon Edition พร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 0 ลิตร โดดเด่นด้วยการตัดโทนสีเข้มกับกระจังหน้าสีดำ กระจกมองข้างสีดำ และล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว มอบความเหนือระดับด้วยหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า พร้อมเชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ดิจิตอลได้อย่างอิสระกับ Wireless Apple CarPlay® พร้อมด้วยอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) พร้อมเบาะไฟฟ้า พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง มอบความสะดวกสบายไปตลอดการเดินทาง ราคาจำหน่าย 904,000 บาท
  • มาสด้า CX-30 Carbon Edition มาพร้อมความโดดเด่นด้วยสีโทนเข้ม ตัดกับกระจกมองข้างสีดำที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ล้ออัลลอยสีดำ ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารประณีตพิถีพิถันทุกรายละเอียด สะท้อนความพรีเมี่ยมด้วยเบาะหนังสีแดง Burgundy ตกแต่งภายในด้วยหนังสีดำและด้ายสีแดง มอบความเพลิดเพลินไปตลอดการเดินทางกับระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ตอบโจทย์ทุกมิติของการใช้ชีวิต และมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้มีความหมายมากขึ้นกว่าเดิม ราคาจำหน่าย 1,211,000 บาท

หมายเหตุ: สีเทา แมชชีน เกรย์ เพิ่ม 10,000 บาท สำหรับ มาสด้า2 และ มาสด้า CX-3 และเพิ่ม 15,000 บาท สำหรับ มาสด้า3 และมาสด้า CX-30

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและทดลองขับได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th พร้อมรับข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ย 2.09%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีแพ็กเกจ Mazda Ultimate Service (MUS)** อาทิ ฟรีบำรุงรักษารถตามระยะ 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่)3 และขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร4 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2565 เท่านั้น

**ยกเว้น มาสด้า2 Carbon Edition และ มาสด้า2 Carbon Edition Sports ได้รับ ฟรีแพ็กเกจ บำรุงรักษารถตามระยะ Mazda Care 5 ปี (รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว)

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (4) บมจ. ทิพยประกันภัย (5) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย

3 ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

4 รับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรมขยายรับประกันคุณภาพรถ เป็น 5 ปี

เงื่อนไขเพิ่มเติม:

  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ mazda.co.th
  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต ที่จองและออกรถ ภายในวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2565 เท่านั้น

นิสสัน ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

0

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย นำคณะสื่อมวลชนสายยานยนต์ ร่วมคาราวาน นิสสัน นาวารา เพื่อส่งมอบน้ำดื่ม 3,000 ขวด ข้าวสารอาหารแห้งกว่า 200 ชุด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ร่วมกับผู้จำหน่าย สยาม นิสสัน ศรีษะเกษ โดยส่งมอบให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งมอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม

(มีคลิปวีดีโอ) 1 วันกับ MG 5 D+ ขับตามหาอาหารอร่อย บรรยากาศดี ย่านชานเมือง

0
New MG 5 Pic Open

New MG 5 กับการปรับปรุงใหม่ ซึ่งรถที่นำมาทดลองในครั้งนี้เป็นรุ่น D+ ซึ่งแตกต่างจากรุ่นท๊อพเพียงเล็กน้อยในเรื่องของฟีเจอร์การใช้งาน แต่ภาพรวมทั้งภายนอก ภายใน แทบไม่ต่าง โดยราคาค่าตัวเพียง 679,000 บาท และก็เป็นอีกครั้งที่เป็นการตามหาอาหารอร่อย บรรยากาศดีย่านชานเมืองกับร้าน Hub Alholic ติดตามรับชมเรื่องราวต่างๆได้เลย

เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำ NEW MG 5 (MY2022) รุ่นD+ ถือเป็นรุ่นที่ปรับใหม่ หลังจากที่ล่าแต้มยอดขายทะลุ 10,000 คัน ในเวลาเพียง 3 เดือน ซึ่งมองจากภาพรวมแล้วแทบไม่ต่างไปจากรุ่น X ที่เป็นรุ่นท๊อพไลน์ ซึ่งครบครันด้วยออปชั่น ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ ที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าสีทูโทน เพิ่มความสุนทรีย์ในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟ (Sunroof) รวมถึงล้อลายซิ่งสีทูโทน ขนาด 17 นิ้ว

New MG 5 1

ห้องโดยสารแต่งสีทูโทนสไตล์สปอร์ต พร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว ในด้านความสะดวกสบายที่คำนึงถึงทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร กับเบาะปรับไฟฟ้าด้านคนขับแบบ 6 ทิศทาง ไฟส่องสว่างที่นั่งแถวหลัง และที่เก็บแว่นตา ขับขี่ปลอดภัย มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cruise Control และกล้องรอบคันแบบ 3 มิติ

New MG 5 2

New MG 5 3

แต่ในส่วนของ I-Smart ที่เป็นส่วนของคำสั่งเสียง ถูกถอดออก รวมถึงเนวิเกเตอร์ติดรถก็เช่นกัน แต่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง แอปเปิลคาร์เพลย์ และ เอนดรอยด์ ออโต้ และไม่พลาดที่จะติดตั้งช่องระบายความเย็นไว้ให้กับผู้โดยสารแถวหลัง แต่ไวเลทชาร์จเจอร์ และช่องเสียบชาร์จแบบ Type Z ไม่ได้รับการติดตั้งมาให้

New MG 5 6

ชุมพลังในการขับเคลื่อนใช้แบบเดียวกับ MG ZS ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด พร้อมระบบช่วงล่างแบบ EURO TUNING SUSPENSION ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่น บีม รวมถึงระบบที่ส่งเสริมการขับขี่ในด้านต่างๆ ให้ทั้งประสบการณ์การขับขี่และความมั่นใจ

New MG 5 8

การเดินทางครั้งนี้เราใช้เส้นทางชานเมืองในการสัมผัส ซึ่ง New MG 5 D+ เป็นรถที่ควบคุมได้ง่าย นำหนักของพวงมาลัยสามารถปรับได้ 3 ระดับ และทีเด็ดที่ได้เปรีบคู่แข่งนั่นคือ ความกว้างขวางของห้องโดยสาร ที่ขนาดใกล้เคียงกับเซกเมนต์ที่สูงกว่า แต่ในเรื่องเสียงในห้องโดยสารอาจจะมีเข้ามารบกวนเล็กน้อย แต่ก็ต้องใช้ความเร็ว 100 กม./ชม.ขึ้นไป

New MG 5 9

ในด้านอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาประมาณ 14 วินาที ซึ่งค่อนข้างช้าไปนิด แต่ในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 17 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างประหยัด

New MG 5 10

ปลายทางที่ว่าเป็นร้านอาหารนั้นอยู่บริเวณ ถนนเทพรักษ์ ย่านสะพานใหม่ กับ “Hub Alholic” ร้านอาหารที่รังสรรค์เมนูหลากหลาย และจัดจ้าน ภายใต้มาตรฐานความสะอาด บรรยากาศติดทะเลสาบใหญ่มีลมเย็นพัดผ่านตลอดวัน

New MG 5 11

ในช่วงกลางค่ำจะมีดนตรีสดขับกล่อม สำหรับหมูคณะ หรือครอบครัวที่หาสถานที่ดื่มด่ำในวันพิเศษ พร้อมการบริการแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ร้านนี้ถือเป็นคำตอบ ซึ่งได้ทั้งอาหารอร่อย และ บรรยากาศดีๆ

New MG 5 11

New MG 5 13

ส่วน New MG 5 ในรุ่น D+ แม้ออฟชั่นจะไม่ครบครันเท่ารุ่น X แต่ที่มีมาให้ก็เพียงพอ ที่ใช้งานบ่อยๆ ทั้งเบรกมือไฟฟ้า และ Auto Hold อัตราเร่งอาจจะไม่จี๊ดจ๊าดสักเท่าไหร่ แต่ความสะดวกสบายของห้องโดยสาร และความประหยัดเชื้อเพลิง 30,000 บาท ที่ต้องเพิ่มเพื่อให้ได้รุ่นท๊อพ เอาเงินส่วนนี้ไปตกแต่งเสริมความสปอร์ตกับส่วนอื่นก็น่าจะดี

New MG 5 13

 

 

“ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023” ประกาศจัดงานเต็มรูปแบบ เตรียมเปิดสนามครั้งที่ 16 วันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2566

0

ฮอนด้า ร่วมกับ ไอเอ็มจี ประกาศความพร้อมจัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 16 กับศึกดวลวงสวิงนักกอล์ฟหญิงรายการระดับโลก โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา ในครั้งนี้จะเป็นการกลับมาจัดงานอย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกหลังจากจัดแบบสนามปิดมาตั้งแต่ปี 2019 และพร้อมเปิดจำหน่ายบัตรเพื่อต้อนรับแฟนกอล์ฟให้มาร่วมเชียร์และลุ้นถึงขอบสนาม พิเศษกับเงินรางวัลของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นรวมเป็น 1.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 62 ล้านบาท*) นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดควบคู่ไปกับทัวร์นาเมนต์ หรือ  Road to Honda LPGA Thailand เพื่อส่งเสริมการพัฒนากีฬากอล์ฟในหมู่เยาวชนและนักกอล์ฟรุ่นใหม่ ทั้งการแข่งขันรอบคัดเลือก National Qualifiers งานสัมมนาและกิจกรรมเวิร์กชอป Young Ambassadors และกิจกรรม Junior Golf Clinic

 

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณแฟนกอล์ฟและสื่อมวลชนที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีนับตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ประกาศจัดการแข่งขัน ฮอนด้า
แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ อย่างเป็นทางการ ฮอนด้ามีความยินดีที่ทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญแก่วงการกอล์ฟในเมืองไทยอีกครั้ง โดยปีนี้ เรามีความพร้อมที่จะต้อนรับแฟนกอล์ฟจากทั้งในประเทศและทั่วโลกให้กลับเข้ามาชมและเชียร์การแข่งขันกันอีกครั้ง โดยทุกท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์แบบติดขอบสนามกับเหล่าโปรกอล์ฟสาวระดับโลกทั้งไทยและต่างชาติกว่า 70 คน อาทิ นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ปีล่าสุด รวมถึงโปรกอล์ฟขวัญใจชาวไทย แพตตี้– ปภังกร ธวัชธนกิจ, เม-เอรียา จุฑานุกาล และ โม-โมรียา จุฑานุกาล และรุกกี้ดาวรุ่งของปีนี้ จีน-อาฒยา ฐิติกุล พร้อมด้วยโปรกอล์ฟชั้นนำอีกมากมาย เชื่อว่า ปีนี้จะเต็มไปด้วยสีสัน ที่สร้างความตื่นเต้นและความสนุกสนานกว่าที่เคย”

“ฮอนด้ายังคงเดินหน้าเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เพื่อเป็นเวทีในการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจในกีฬากอล์ฟ รวมทั้งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักไปในทั่วโลก ในฐานะ World Golf Destination โดยในการแข่งขันครั้งนี้ เรายังได้เพิ่มเงินรางวัลเป็น 1.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 62 ล้านบาท*) เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักกอล์ฟในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นายพิทักษ์ กล่าว

ด้วยจำนวนโปรกอล์ฟสาวชั้นนำจากทั่วโลกกว่า 70 คนที่จะเดินทางมาร่วมแข่งขันในฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 เพื่อชิงเงินรางวัลรวม 1.7 ล้านดอลลาร์ หรือราว 62 ล้านบาท* รวมถึงรางวัลพิเศษอื่น ๆ จากผู้สนับสนุนหลักการจัดงาน จึงทำให้ทัวร์นาเมนต์นี้กลายเป็นหนึ่งในอีเวนต์กอล์ฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชียที่วงการกอล์ฟทั่วโลกเฝ้าจับตามอง ผู้ชมจะได้ชมนักกอล์ฟหญิงระดับโลก รวมทั้ง นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ซึ่งทำอีเกิลในหลุมเพลย์ออฟที่ 2 จนคว้าแชมป์แอลพีจีเอทัวร์แรกของตัวเอง  และจะกลับมาป้องกันแชมป์ในปีนี้

ย้อนกลับไปในปี 2006 การแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ มีนักกอล์ฟไทยเพียง 4 คน ที่สามารถเข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่ปัจจุบัน ทัวร์นาเมนต์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถปูทางสู่ความสำเร็จแก่นักกอล์ฟไทย จนทำให้มีนักกอล์ฟไทยมากถึง 11 คน ที่ได้เข้าร่วมในทัวร์นาเมนต์ปี 2022 ที่ผ่านมา โดยนักกอล์ฟที่มีอันดับสูงสุดของไทย คือ โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล ซึ่งเข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้ในฐานะนักกอล์ฟรับเชิญมาตั้งแต่ปี 2017 สามารถทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี โดยสามารถคว้าตำแหน่งผู้ชนะทัวร์นาเมนต์แอลพีจีเอทั้ง 2 ครั้งในฐานะรุกกี้ ทั้งรายการ Walmart NW Arkansas Championship และ JTBC Classic ทำให้นักกอล์ฟสาวดาวรุ่งวัย 19 ปีคนนี้ ติดโผรายชื่อ LPGA Priority List ครั้งแรก และได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์  ส่วนนักกอล์ฟไทยชั้นนำคนอื่น ๆ อาทิ โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ (เจ้าของแชมป์รายการเมเจอร์ 2021 ANA Inspiration) และโปรเม-เอรียา จุฑานุกาล (แชมป์แอลพีจีเอ 12 ครั้ง) รวมถึง โปรโม-โมรียา จุฑานุกาล (แชมป์แอลพีจีเอ 2 ครั้ง) ก็จะกลับมาร่วมแข่งขันในปีนี้เช่นกัน

นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 “ฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษมากสำหรับฉัน เพราะนอกจากจะเป็นแชมป์แอลพีจีเอแรกแล้วก็ยังได้ทำสถิติสนามครั้งใหม่อีกด้วย ฉันรู้สึกดีใจมากและตั้งตารอที่จะได้กลับไปอีกครั้ง”

โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟอันดับ 2 ของโลก กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์เป็นทัวร์นาเมนต์ที่จีนติดตามดูตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนได้เข้ามาเป็นนักกีฬารับเชิญตอนปี 2017 จนปี 2022 ก็ได้เข้าร่วมในฐานะรุกกี้แอลพีจีเอ   ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่พิเศษที่สุดในเส้นทางอาชีฟกอล์ฟของจีนเลยค่ะ แล้วปี 2023 ก็ดีใจมากยิ่งขึ้นที่จะได้เข้าร่วมแข่งขันตามการจัดอันดับ LPGA Priority List จีนจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้แฟน ๆ ภูมิใจและเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจที่เคยได้รับมา ให้แก่นักกอล์ฟรุ่นต่อไปค่ะ”

“เมร่วมแข่งขันรายการนี้ เมื่อปี 2007 เหมือนโตมากับทัวร์นาเมนต์นี้เลยค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นรายการนี้เปิดโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและแฟนๆอย่างต่อเนื่อง  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเมรู้สึกว่าวงการกีฬากอล์ฟในประเทศไทยและนักกีฬากอล์ฟชาวไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพมาก ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ในการยกระดับวงการกอล์ฟไทย” โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าว

มิสวินนี เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ไอเอ็มจีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าในการจัดแข่งขันทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสตรีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในประเทศไทยอีกครั้ง และในฐานะอีเวนต์กีฬาชั้นนำของไทย เราจึงพยายามนำเสนอประสบการณ์ที่สนุกสนานและแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬากอล์ฟไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล ซึ่งจะช่วยดึงดูดแฟนกอล์ฟทั่วโลกให้ซื้อบัตรเดินทางมาเข้าชมการแข่งขันกันมากขึ้น โดยเราจะเปิดจำหน่ายบัตรโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 12 – 31 ตุลาคม 2565  ในโอกาสนี้ ต้องขอขอบคุณพันธมิตร ผู้สนับสนุน และแฟนกอล์ฟทุกท่าน และเราพร้อมมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ทุกท่านใน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023”

การแข่งขันในครั้งนี้ นักกอล์ฟจะได้ดวลวงสวิงบนสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา เรียกได้ว่าเป็นสนามเจ้าบ้านของการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ อีกทั้งเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดของเอเชีย ทั้งนี้สนามกอล์ฟในเครืองสยามคันทรีคลับเอง ยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาแล้วหลายรายการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักกีฬามืออาชีพและมือสมัครเล่นทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นรายการ Trust Golf Asian Mixed Series และ Women’s Amateur Asia-Pacific Championship (WAAP) ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ โดยสนามแห่งนี้มีขนาด 7,162 หลา พาร์ 72 มีมาตรฐานระดับสูง จึงเป็นสนามดวลวงสวิงที่สร้างความท้าทายให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน

นายธยาน์ ก่อนันทเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สยามคันทรีคลับ พัทยา กล่าวว่า “เราตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมการแข่งขันรายการอาชีพและรายการสมัครเล่น เพื่อร่วมสร้างสรรค์วงการกอล์ฟของไทย สำหรับครั้งนี้ นับเป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้จัดการแข่งขันรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ร่วมกับพันธมิตรอย่างฮอนด้าและไอเอ็มจี ซึ่งถือเป็นการจัดรายการนี้ครั้งที่ 14 ที่สยามคันทรีคลับ พัทยา เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นสนามของทัวร์นาเมนต์นี้อีกครั้ง และมีความพร้อมที่จะต้อนรับนักกอล์ฟสาวระดับโลกที่จะมาดวงวงสวิงกันอย่างสนุกสนาน พร้อมด้วยเหล่าแฟนกอล์ฟทุกคนครับ”

สำหรับสมาชิก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จะได้รับสิทธิ์ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันก่อน ผ่านการลงทะเบียนที่เว็บไซต์ https://hondalpgathailand.com/  เพื่อรับรหัสส่วนลด 30% **จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 โดยจะเปิดจำหน่ายบัตรแก่บุคคลทั่วไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบัตรจะหมด นอกจากนี้ยังมีบัตรวีไอพีเปิดจำหน่ายเช่นกัน

แฟนกอล์ฟสามารถรับชมการถ่ายทอดสดตลอดทัวร์นาเมนต์ผ่านทางช่อง PPTV HD 36 และผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของทางสถานี www.pptvhd36.com สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 ที่เว็บไซต์ https://hondalpgathailand.com/ หรือติดตามในเฟซบุ๊ก www.facebook.com/lpgaThailand อินสตาแกรม https://www.instagram.com/hondalpgathailand

 

* อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเทียบเท่า 36.47 บาท

**ผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิตธนาคารกรุงเทพรับส่วนพิเศษลดเพิ่มอีก 10% ในการซื้อบัตรสำหรับบุคคลทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป

มาสด้า สร้างมาตรฐานการบริการใหม่พร้อมดูแลลูกค้าแบบพรีเมี่ยม เปิดตัวบริการรูปแบบใหม่ MAZDA ULTIMATE SERVICE ฟรีทุกค่าใช้จ่าย

0

มาสด้า ยกระดับคุณภาพการบริการ สร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในด้านการดูแลลูกค้า เปิดตัวบริการหลังการขายรูปแบบใหม่ระดับพรีเมี่ยม MAZDA ULTIMATE SERVICE (MUS) มอบความอุ่นใจมากยิ่งขึ้นด้วยการเอาใจใส่ดูแลรถยนต์ของลูกค้าตลอดระยะเวลา 5 ปี ไร้ความกังวลกับค่าใช้จ่ายตลอดการคุ้มครอง ฟรีรับประกันคุณภาพรถ ฟรีค่าบำรุงรักษารถตามระยะ ฟรีค่าแรง และฟรีค่าอะไหล่ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของเหลว มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางกับบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยและลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้ลูกค้าสามารถขับขี่รถยนต์มาสด้าได้อย่างสนุกสนานเร้าใจทุกการเดินทาง โดยสิทธิพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่จองซื้อรถยนต์มาสด้าตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป ณ โชว์รูมมาสด้าทั้ง 138 แห่งทั่วประเทศ

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ความสุขและความพึงพอใจของลูกค้าคือหัวใจสำคัญที่มาสด้ายึดมั่นมาโดยตลอด เราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบทั้งผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ รวมถึงการปรับปรุงโชว์รูมและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการให้การบริการทุกแห่ง เพื่อดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ด้วยการเอาใจใส่ดูแลทั้งด้านการขายและการบริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้งานรถยนต์มาสด้า  และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าเราจะดูแลรถยนต์ที่ลูกค้ารักให้อย่างดีที่สุดในทุกๆ ช่วงเวลาไปตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งที่ผ่านมานั้น เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อวางรากฐานของการบริการให้ครอบคลุมรอบด้าน รวมถึงยกระดับการบริการให้เกิดประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเดียวกันทุกโชว์รูม พร้อมกับส่งมอบโปรแกรมพิเศษต่างๆ เพื่อดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นมากกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง ซึ่งทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนวางอยู่บนพื้นฐาน “ความสุขของลูกค้า” เพื่อตอบแทนที่ลูกค้าไว้วางใจเลือกซื้อรถยนต์มาสด้าเป็นยานพาหนะคู่ใจ

สำหรับโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถตลอดระยะเวลา 5 ปี ระดับพรีเมี่ยม MAZDA ULTIMATE SERVICE หรือ MUS อุ่นใจกว่า…ทุกการดูแลรถคุณ เป็นโปรแกรมใหม่ที่มาสด้าออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อดูแลลูกค้าครอบคลุมมากถึง 5 รุ่น และถือเป็นการมอบสิทธิพิเศษด้านการบริการหลังการขายครั้งแรกของบริษัทรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น โดยครอบคลุมลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มาสด้าใหม่ตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป สำหรับรถยนต์ 5 รุ่น ประกอบด้วย มาสด้า3, มาสด้า CX-3, มาสด้า CX-30, มาสด้า CX-5 และมาสด้า CX-8 นอกจากนี้ในรุ่นมาสด้า2 มาสด้าได้จัดโปรแกรมสุดพิเศษซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ ด้วยการมอบฟรีแพ็กเกจค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือ Mazda Care1 ประกอบไปด้วย ฟรีค่าแรง ฟรีค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 ดอกเบี้ย 2.09%3 พร้อมรับประกันคุณภาพนานสูงสุด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร1

โปรแกรมพิเศษนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักสำคัญที่มาสด้าจัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าหมดความกังวลกับค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองและได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า จนเกิดความประทับใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพื่อให้ลูกค้าสามารถนำรถเข้ามารับบริการหลังการขายที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องด้วยความสบายใจ แถมประหยัดค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของรถและช่วยเพิ่มมูลค่าของรถเมื่อต้องการเทรดอินหรือขายต่อ ซี่งรวมถึงสิทธิ์บริการให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยมีมูลค่ารวมสูงสุดถึง 62,568 บาท** นอกจากนี้ รถยนต์ทุกรุ่นของมาสด้ายังมาพร้อมประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือ MPI ลูกค้าเพียงเติมน้ำมันอย่างเดียวก็สามารถใช้รถยนต์มาสด้าด้วยความสบายใจ ทั้งหมดนี้เกิดจากความปรารถนาดีที่อยากจะให้ลูกค้าผู้ใช้รถยนต์มาสด้าทุกคนได้รับความปลอดภัยสูงสุดจากการใช้งาน อันเป็นมาตรฐานการบริการที่มาสด้าตั้งใจส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคนนับจากวันนี้เป็นต้นไป

รายละเอียดของโปรแกรม MAZDA ULTIMATE SERVICE ครอบคลุมรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  1. รับประกันคุณภาพของรถยนต์ตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร* มอบความไร้กังวลในเรื่องของค่าซ่อม ค่าแรงและค่าอะไหล่ จากการซ่อม พร้อมคุ้มครองอะไหล่ที่บกพร่องตลอดอายุการคุ้มครอง
  2. ฟรีค่าบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะตลอดระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ครอบคลุมทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว
  3. ฟรีบริการให้ความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Roadside Assistant ตลอดระยะเวลา 5 ปี* มอบความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ด้วยบริการที่ส่งตรงถึงคุณอย่างรวดเร็วทันใจ
รุ่น มูลค่าสูงสุดโปรแกรมคุ้มครองและดูแลรถ 5 ปี***
มาสด้า3 50,007 บาท
มาสด้า CX-3 50,343 บาท
มาสด้า CX-30 50,007 บาท
มาสด้า CX-5 61,417 บาท
มาสด้า CX-8 62,568 บาท

มูลค่าสูงสุดประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance ที่มาสด้ามอบให้สำหรับรถแต่ละรุ่น

รุ่น มูลค่าสูงสุดประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance****
มาสด้า2 26,500 บาท
มาสด้า3 28,900 บาท
มาสด้า CX-3 21,500 บาท
มาสด้า CX-30 25,300 บาท
มาสด้า CX-5 23,000 บาท
มาสด้า CX-8 35,700 บาท

“วันนี้มาสด้าได้สร้างมาตรฐานใหม่ในด้านของการให้บริการลูกค้า เพื่อให้เกิดความความอุ่นใจไร้ความกังวลกับการเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า มาสด้าจึงขอตอบแทนลูกค้าที่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของมาสด้า ที่มั่นใจในเทคโนโลยี และคุณภาพของรถยนต์มาสด้า มาสด้าได้กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนเพื่อดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้รถยนต์มาสด้า ทั้งนี้ ยังยึดมั่นในพันธะสัญญาว่าเราจะให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจและภาคภูมิใจที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวมาสด้าอย่างที่ไม่มีใครสามารถให้ได้” นายธีร์ กล่าวเสริม

หมายเหตุ:

*รับประกันคุณภาพรถ บำรุงรักษารถตามระยะ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด และไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

**คำนวณจากมูลค่าแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะ และโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถเป็น 5 ปี ของ New Mazda CX-8

***คำนวณจากมูลค่าแพ็กเกจบำรุงรักษารถตามระยะ และโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถเป็น 5 ปี ของแต่ละรุ่น

****เป็นมูลค่าสูงสุดเท่านั้น ซึ่งราคาและเงื่อนไขจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ

1 ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการบำรุงรักษารถตามระยะนาน 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์  (4) บมจ. ทิพยประกันภัย (5) บมจ. กรุงไทยพานิชประกันภัย

3 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

Rêver Automotive เปิดตัว BYD ATTO 3 ราคา 1,199,900 บาท* เผยความพร้อมจากโชว์รูมผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

0

บริษัท Rêver Automotive จำกัด (เรเว่ ออโตโมทีฟ) ในฐานะผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายสำหรับกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (Thailand Authorized Distributor) จัดแถลงข่าวเปิดตัว BYD ATTO 3 ภายใต้แนวคิด “ENERGY AWAKEN ปลุกพลังใหม่ ปลุกชีวิตที่ดีกว่า” พร้อมประกาศราคา 1,199,900 บาท (หลังรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ) เพื่อให้คนไทยได้สัมผัส Premium SUV เทคโนโลยีขั้นสุดของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าที่แท้จริง ซึ่งเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตลอดจนสุดดีไซน์โฉบเฉี่ยว พร้อม Rêver Care ดูแลรถทุกคันแบบจัดเต็มมูลค่า 180,000 บาท การันตีเงินอุดหนุนจากภาครัฐสูงสุดที่ 150,000 บาท โดยมีโชว์รูมอีกกว่า 32 แห่งทั่วประเทศร่วมสร้างความเชื่อมั่นขับเคลื่อนประเทศสู่ NEV Nation

ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด เปิดเผยว่า “การเปิดตัว BYD ATTO 3 ในวันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่ Rêver Automotive ได้นำเทคโนโลยีและยานยนต์พลังงานรูปแบบใหม่มาเพื่อสร้าง NEV Ecosystem ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับคนไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจในการผลักดัน Zero Emission ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม BYD ATTO 3 ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถ EV เท่านั้น แต่สิ่งที่ Rêver Automotive อยากสื่อสารไปถึงคนไทยทุกคน นั่นคือ ENERGY AWAKEN เราคิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่จะปลุกคนไทยทุกคนให้ตระหนักว่า การใช้พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา แต่หมายถึงทุกสิ่งรอบตัวเราจะดีขึ้น”

ปลุกพลังใหม่ ปลุกชีวิตที่ดีกว่า ด้วยการผสานสมรรถนะ เทคโนโลยี ดีไซน์ได้อย่างลงตัว

BYD ATTO 3 นับเป็นที่สุดของ Premium SUV 5 ประตู 5 ที่นั่ง ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยว พร้อมการตกแต่งภายในที่ล้ำสมัยสไตล์ Sporty & Rhythmic Design ที่คำนึงถึงความสะดวกและปลอดภัยของผู้ขับขี่ โดดเด่นด้วยขุมพลังจาก BYD Blade Battery (LFP) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะแบรนด์ BYD ความจุ 60.48 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 201 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร ระยะทางวิ่ง 480 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC หรือ 420 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร / ชั่วโมง ภายใน 7.3 วินาที พวงมาลัยไฟฟ้า Electric Power Assisted Steering (EPAS) ช่วงล่างมีระบบกันสะเทือนมัลติ-ลิงค์ด้านหลัง ให้ความนุ่มนวลและเกาะถนนดีเยี่ยม ระบบเบรคด้านหน้าดิสก์เบรคแบบมีช่องระบาย
ความร้อน รองรับหัวชาร์จ แบบ AC Type 2 และแบบ DC – CCS 2 สูงสุด 80kW มีระบบ V2L (Vehicle To Load) จ่ายไฟฟ้าได้สูงสุด 2.2 kW พร้อมระบบการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ (Regenerative braking)

ปลุกทุกความแตกต่างด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเอกสิทธิ์เฉพาะ

ATTO 3 จะสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่โดดเด่นอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ BYD เท่านั้น ได้แก่

  • Blade Battery นวัตกรรมใหม่ของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่มีประสิทธิภาพ
    ยอดเยี่ยมด้วยรูปทรงเซลล์แบตเตอรี่ลักษณะคล้ายใบมีดวางเรียงกัน จึงมีพื้นที่ว่างในการเพิ่มจำนวนเซลล์เพื่อพลังงานที่มากขึ้น มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า และมีระบบจัดการความร้อนอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนได้ถึง 20% พร้อมลดการสูญเสียพลังงานเสริมด้วยระบบ
    ปั๊มความร้อน ทนทานทุกสภาพอากาศ ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย Nail Penetration Test ที่ปลอดภัยสูงสุดแม้ได้รับความเสียหายรุนแรง ขึ้นแท่นเป็นแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยที่สุดในตลาด
  • e-Platform 3.0 แพลตฟอร์มแห่งอนาคต ที่จะยกระดับการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปอีกขั้น
    ถูกพัฒนาออกแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ การวางตำแหน่งของระบบส่งกำลัง 8 in 1 (ควบคุมกระแสไฟฟ้า แบตเตอรี่ และ การขับเคลื่อน) สอดคล้องลงตัว โครงสร้างแชสซีส์ และ แบตเตอรี่
    เกิดความสมดุล ทำให้มีช่วงฐานล้อที่กว้างมากถึง 2720 มม. มากที่สุดในรถยนต์ขนาดเดียวกัน กระจายน้ำหนัก ยีดเกาะถนนเป็นเยี่ยม ตลอดจนความนุ่มนวลในทุกการขับขี่ ปรับปรุงประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะได้อย่างน่าทึ่ง
  • DiPilot ปลุกให้คุณสัมผัสความปลอดภัยอัจฉริยะ ระบบผู้ช่วยในการขับขี่ พร้อมระบบความปลอดภัยแบบ Active Safety และ Passive Safety ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน -Stop and Go (ACC-S&G) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ – Lane Keeping Assist (LKA) ระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน – Lane Departure Warning (LDW) ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง ถุงลมนิรภัย 7 จุด และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อย้ำถึงการให้ความสำคัญ
    ในด้านความปลอดภัยขั้นสุด ให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกสถานการณ์

ปลุกทุกสายตาด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว โดดเด่นด้วยเส้นสายรอบคันที่ทรงพลังและเฉียบคมในทุกมิติ

ดีไซน์ภายนอกของ BYD ATTO 3 มาจากแนวคิด Edgy Exterior สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากมังกรที่มอบความทรงพลังให้ทุกเส้นสาย สะกดทุกสายตา ไล่จาก Dragon Face ด้านหน้า โดดเด่นด้วย Crystal LED Combination Headlight คาดคิ้วโครเมียม โฉบเฉี่ยวล้ำสมัยสไตล์สปอร์ตกับกรอบร่างเรียบง่ายแฝงไปด้วยความเฉียบคม เสา C วัสดุขึ้นรูปลายคลื่นน้ำคล้ายเกล็ดมังกร หลังคา Panoramic Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ ด้านหลังสโลปลงพร้อมสปอยเลอร์ ไฟท้าย LED คาดยาวซ้ายจรดขวาประดุจปีกนก ไฟเลี้ยว Sequential สะดุดตาไม่เหมือนใคร เปิด-ปิดประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้าแบบ One-Touch ล้ออัลลอยด์ 18 นิ้วที่ออกแบบโดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ โดยมีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ ขาว Frost เทา Graphite ฟ้า Lagoon เขียว Emerald และ แดง Solar

ภายในได้รับแรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ผู้กล้าที่จะแตกต่าง BYD ATTO 3 ได้ปลุกนิยามใหม่ของการออกแบบ ด้วยภายในห้องโดยสารที่หรูหรา โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัยภายใต้แนวคิด Electric Interior ผสานอย่างลงตัวกับดีไซน์ Music Streamline Design ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องดนตรีเพื่อให้ความรู้สึกผ่อนคลาย โดดเด่นแปลกตาด้วยสายกั้นสัมภาระสีแดงที่แผงประตู พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันปรับได้ 4 ทิศทางพร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง และสวิตช์ควบคุมหน้าจอ ดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้าน สวิตช์เปลี่ยนเกียร์แบบ Finger-touched electronic shift รูปทรงช่องแอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดัมเบลเท่ไม่เหมือนใคร ก้านมือจับประตูล้ำสมัยแบบ Grip Style และที่พักแขนขนาดใหญ่ สไตล์ Treadmill พิเศษด้วยเบาะนั่งคู่หน้าโอบรับสรีระแบบ gaming Seat พิเศษสำหรับเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าแบบ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับได้ถึง 4 ทิศทาง หน้าจอกลางขนาด 12.8 นิ้ว สามารถหมุนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ทั้งหมดนี้เพื่อประสบการณ์ใหม่ที่ให้สัมผัสความสะดวกสบายและเพลิดเพลินตลอดการเดินทาง

ดูแลอย่างใส่ใจด้วย Rêver Care พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ

รถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ทุกคัน จะได้รับเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาท ตามมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Rêver Care สิทธิพิเศษมากมายที่จะช่วยคลายทุกความกังวลของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. ระยะเวลา 1 ปี บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปีเต็ม โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 8 ปีเต็ม ฟรี! ทุกรายการ พิเศษกับการรับประกันตัวรถ (Warranty) และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.และ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.68%% นาน 48 เดือน และอื่นๆอีกมากมาย รวมมูลค่า 180,000 บาท) พร้อมกับการเปิดตัว BYD ATTO 3 ทาง Rêver Automotive ยังประกาศมิติใหม่และไทม์ไลน์การจอง-รับรถ โดยเปิดตัวโชว์รูม 32 แห่งทั่วประเทศ ที่จะร่วมสร้างความมั่นใจในบริการการขาย และบริการหลังการขายอย่างทั่วถึง

“ด้วยความรู้ความชำนาญในธุรกิจรถยนต์ Rêver Automotive ได้มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถ EV จึงจัดโปรแกรม Rêver Care ที่จะดูแลรถทุกคันด้วยสิทธิพิเศษแบบเต็มที่ เมื่อผสานกับความเชี่ยวชาญในด้านบริการทั้งก่อนและหลังการขายจากพันธมิตรทั่วประเทศ เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าสามารถนำเสนอบริการที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ BYD ATTO 3 ได้รับประสบการณ์ใหม่ที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับไลฟ์สไตล์ที่เกินความคาดหมาย Rêver Automotive จะเป็นผู้ปลุกพลังใหม่ ปลุกชีวิตที่ดีกว่า ให้กับคนไทยได้อย่างแท้จริง” ประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด กล่าว

สัมผัสรถคันจริง พร้อมทดลองขับ BYD ATTO 3 ได้ที่โชว์รูมทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป โดยจะเปิดรับจองเฉพาะที่โชว์รูม และพร้อมส่งมอบรถได้ทันที

SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กยอดนิยม ยอดขาย 9 เดือนโตสูงต่อเนื่องกว่า 33.44% อัดโปรโมชั่นแรง ซื้อรถวันนี้ ผ่อนปีหน้ากับโปรแกรม Super Flash Deal

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ว่าในปีนี้ตลาดรถยนต์นั่งคอมแพ็คคาร์มีการแข่งขันสูง SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กยังคงเป็นรถรุ่นยอดนิยมที่ยังครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดีเสมอมา โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กันยายน 2565) มีตัวเลขยอดจำหน่ายอยู่ที่ 6,529 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 33.44% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รักษาอันดับรถยนต์ที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของซูซูกิอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรวมทุกรุ่นของซูซูกิมีอัตราเติบโตขึ้น 5.18%

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ SUZUKI SWIFT สามารถครองใจคนไทยได้ นอกจากการพัฒนาตัวรถให้มีความสดใหม่ตอบรับความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ ด้วยดีไซน์สปอร์ตดุดัน ปราดเปรียวมากขึ้น ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว มีสมรรถนะที่ดี ขับสนุกเร้าใจ ด้วยเครื่องยนต์ K12M ที่มีเทคโนโลยีหัวฉีดคู่หรือ DUALJET ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันมากกว่า 23 กม. ต่อลิตร แพลตฟอร์ม HEARTECT ช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

อีกทั้งสปอร์ตแฮทช์แบ็กรุ่นนี้ ยังเป็นที่นิยมในการนำไป Custom หรือตกแต่งได้อย่างหลากหลายตามสไตล์ที่ชื่นชอบ โดยที่ผ่านมาซูซูกิ ก็ได้จัดให้มีการประกวดตกแต่งรถยนต์ SUZUKI SWIFT อยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็นับเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งผู้จำหน่ายและเจ้าของรถได้นำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ในการ Custom รถยนต์คันโปรดในสไตล์ที่เป็นตัวเอง ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงตอกย้ำให้ลูกค้าได้เห็นถึงความโดดเด่นของสปอร์ตแฮทช์แบ็กรุ่นยอดนิยม แต่ยังเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้เห็นถึงแนวทางการตกแต่งรถยนต์ในรูปแบบที่หลากหลายผ่านความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว  โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่าง สามารถนำไปตกแต่งหรือเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีรองรับในท้องตลาด เพิ่มความสวยงามตามสไตล์ของแต่ละคนได้อย่างหลากหลาย เติมเต็มความสนุกให้กับทุกวันของชีวิตได้อย่างลงตัว

นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับลูกค้าที่ความสนใจเป็นเจ้าของ SUZUKI SWIFT และเพื่อเป็นการตอบแทนความไว้วางใจที่มีให้แก่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิต ซูซูกินำเสนอแคมเปญพิเศษ SUPER FLASH DEAL สำหรับผู้ที่จอง SUZUKI SWIFT  เลือกรับข้อเสนอพิเศษ ออกรถวันนี้ ผ่อนปีหน้า ขับฟรี 90 วัน  พร้อม ดอกเบี้ยพิเศษ 0.49%  สำหรับรุ่น GL GLX  หรือ ดอกเบี้ยพิเศษ 0.79%  สำหรับรุ่น GL PLUS และรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท  หรือเลือกรับข้อเสนอโปรแกรมพิเศษ My Way ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท (คำนวณจากราคาของรถรุ่น GL)  พร้อม ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 30,000 บาทสำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 25,000 บาท สำหรับรุ่น GL PLUS และรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท พร้อมฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถ ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2565 ซูซูกิมีความพร้อมในการส่งมอบรถแก่ลูกค้า เพื่อตอบรับความต้องการให้คุณสามารถมีพาหนะในการเดินทางในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก ไม่ต้องรอนาน รวมไปเรามีพันธมิตรเป็นสถาบันการเงินเข้ามาช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อให้มีความหลากหลายสามารถเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้สะดวกมากยิ่งขึ้น คือบริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด. ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

SUZUKI SWIFT มีให้เลือก 6 สี ได้แก่ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทาอ่อน Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic สำหรับรุ่น GL จำหน่ายในราคาเพียง 567,000 บาท รุ่น GL PLUS จำหน่ายในราคา 572,000 บาท และรุ่น GLX จำหน่ายในราคา 637,000 บาท สีขาว Pure White Pearl ทุกรุ่นเพิ่ม 5,000 บาท

 

ช่องทางการติดต่อ

www.suzuki.co.th

www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900