Home Blog Page 272

เปิดแล้ว! สเตลล่าร์ มอเตอร์ โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร ทั้ง ‘เปอโยต์-จี๊ป’ ครอบคลุมเมืองพัทยา และภาคตะวันออก

0

บริษัท สเตลล่าร์ มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ฝรั่งเศส เปอโยต์ และ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน ได้ฤกษ์เปิดโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี รองรับลูกค้าโซนภาคตะวันออก ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่ม สเตลแลนทิส เจ้าของแบรนด์รถยนต์ เปอโยต์ และ จี๊ป ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย กล่าวว่า สเตลล่าร์ มอเตอร์ นับเป็นอีกหนึ่งแรง
ที่ช่วยขับเคลื่อนให้ เปอโยต์ และ จี๊ป เติบโตไปอีกขั้น โดยโชว์รูมแห่งนี้ไม่เพียงรองรับลูกค้า
ในจังหวัดชลบุรี หากยังครอบคลุมทั่วทั้งภาคตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นระยอง จันทบุรี และ ตราด ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพและมีกำลังซื้อที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป

วรชน บรรณวิรุฬห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สเตลล่าร์ มอเตอร์ จำกัด เผยว่า “รู้สึกภูมิใจในฐานะ ผู้จำหน่ายยนตรกรรมชั้นนำอย่าง เปอโยต์ ดีไซน์เฉียบ สมรรถนะดีเยี่ยมจากฝรั่งเศส และ จี๊ป
ยอดเอสยูวีพันธุ์แกร่ง ที่สะท้อนดีเอ็นเอความเป็นอเมริกัน โดยโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน
ครบวงจรใหม่ล่าสุด ภายใต้ชื่อ สเตลล่าร์ มอเตอร์ นับเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคตะวันออก ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ทำเลที่เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว และขนส่ง
ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ สำหรับการเติบโตของ เปอโยต์ และ จี๊ป ขอเชิญชวนผู้ชื่นชอบแบรนด์รถยนต์ชั้นนำดังกล่าว เข้ามาสัมผัสและทดลองขับรุ่นที่ชอบ ได้แล้ววันนี้”

ภายใต้พื้นที่กว่า 1,100 ตารางเมตร พร้อมสรรพด้วยโชว์รูมจัดแสดงรถยนต์ รุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างเอสยูวี เปอโยต์ 2008, 3008 และ 5008 เจ็ดที่นั่ง รวมถึง จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน และ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองขับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ จี๊ป มีอุปกรณ์ตกแต่งลิขสิทธิ์แท้ ภายใต้แบรนด์ Mopar จากสหรัฐอเมริกา เตรียมไว้ให้เลือกสรรอย่างจุใจ รวมถึงมีเลานจ์ บริการเครื่องดื่มและของว่าง ให้ได้ผ่อนคลายขณะเข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมอีกด้วย

ขณะที่ศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจรของทั้งสองแบรนด์ เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือทันสมัย สร้างความอุ่นใจในงานซ่อมบำรุงโดยทีมช่างเทคนิค ที่ผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตรมาตรฐานระดับสากล เตรียมพร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

“ซีพี โฟตอน” ปั้นดรีมทีมเสริมกลยุทธ์งานบริการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สานต่อนโยบาย “The Future of Truck”

0

บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถบรรทุกและรถบัส แบรนด์ “FOTON” แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ปลุกความพร้อม เสริมแนวรุกการตลาด ปั้นดรีมทีม “Project Management” คุมเข้มรอบด้าน ขานรับแผนนโยบายรุกตลาดสู่การก้าวเป็น “The Future of Truck” แห่งวงการยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ไทย

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด เผยว่า “เพื่อให้การทำการตลาดของแบรนด์ FOTON ในปีนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น บริษัทฯ ได้เสริมทัพทีมงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูงเข้ามาดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน เพื่อปูทางสู่การก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เร่งนำเข้ารถเพื่อการพาณิชย์หลากรุ่น ทั้งรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล ได้แก่ Aumark Flex รถบรรทุก 4 ล้อ ไม่ติดเวลาคุ้มค่าที่สุดแห่งปี เจ้าของรางวัล “Best 4W Jumbo Truck 2022” จากเวที Thailand Car & Motorcycle Marketing Awards 2022 ของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.), Aumix รถผสมคอนกรีต ขนาด 3 และ 6 คิว และ ทัพรถบรรทุกไฟฟ้า “FOTON iBlue” ประกอบด้วย TM iBlue 45 รถบรรทุก 4 ล้อ อัจฉริยะงานขนส่ง, Aumark iBlue 85 รถบรรทุก 6 ล้อ และ EST iBlue 280 รถบรรทุกหัวลากไฟฟ้า โดยมุ่งหวังให้การพัฒนาความพร้อมด้านผลิตภัณฑ์และมาตรฐานการให้บริการหลังการขายด้วยทีมงานคุณภาพในครั้งนี้ เป็นส่วนผลักดันสำคัญให้ยอดขายในปีนี้บรรลุเป้า 900-1,000 คัน ตามที่คาดการณ์ ไว้ ได้อย่างแน่นอน”

สำหรับทีมกลยุทธพิเศษ หรือ Project Management เป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญ 3 ด้านหลัก ดังนี้

  • นายสมเกียรติ มาลาฤทธิพร ผู้จัดการงานบริหารโครงการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ดูแลงานด้านแผนและนโยบายด้านการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย และที่ปรึกษาโครงการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า
  • นายภูรินันท์ เมธีนันท์ ผู้จัดการงานบริหารโครงการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ดูแลงานด้านแผนและนโยบายด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์
  • นายสุชาติ หวังมี ผู้จัดการงานบริหารโครงการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ดูแลงานแผนและนโยบายด้านการพัฒนาด้านบริการหลังการขาย

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เร่งขยายฐานผู้ใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้าในภาคธุรกิจ โดยทำโครงการความร่วมมือทดลองใช้รถบรรทุกไฟฟ้าคุณภาพระดับ Best in Class รุ่นต่าง ๆ กับผู้ประกอบการขนส่ง – โลจิสติกส์ชั้นแนวหน้าของประเทศ ตอกย้ำ Brand DNA ของ FOTON ในการเป็น “อนาคตแห่งยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ไทย” หรือ “The Future of Truck” ของผู้ประกอบการขนส่งเมืองไทย อย่างจริงจัง

MMS ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจร ฉลองครบรอบปีที่ 15 จับแจก เปอโยต์ 2008, สร้อยคอทองคำ และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท

0

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน ฉลองการดำเนินธุรกิจครบปีที่ 15 จัดแคมเปญสุดพิเศษ แทนคำขอบคุณลูกค้า ที่ได้มอบความไว้วางใจให้ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ เป็นผู้ดูแล เพียงเข้ามาใช้บริการที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทุกสาขา ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรถยนต์ เปอโยต์ 2008 และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท โดยมีการจับรางวัลย่อยทุก 2 เดือน ตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2566

คุณอรุณ สมุทรสาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ได้ดำเนินธุรกิจมาถึงปีที่ 15 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากลูกค้าที่ได้มอบโอกาสและความไว้วางใจ ให้เราเป็นผู้ดูแลรถยนต์เป็นจำนวนรวมกว่า 500,000 คัน และลูกค้าองค์กรกว่า 500 บริษัท รวมถึงการได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ กับองค์กรระดับโลกอย่าง บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนยานยนต์จากเยอรมนี จึงได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อเฉลิมฉลอง และแทนคำขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การก้าวเดินต่อไปจากนี้ จะเป็นก้าวย่างที่มั่นคง จากการที่เราเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลังการขาย ที่อยู่ภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่ครอบคลุมทุกมิติ ของกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ด้วยการบริหารจัดการวิเคราะห์ฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรผ่าน ‘มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง’ (Master Automotive Training-MAT) สถาบันฝึกอบรมมาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำระดับโลก ปัจจุบัน เรามีเครือข่ายให้บริการทั้งหมด 21 สาขา และมีโครงการเพิ่มสาขา เป็นจำนวนกว่า 30 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี”

++ กว่า 15 ปี แห่งความสัมพันธ์ กับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง

หนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ เติบโตได้อย่างมั่นคง คือ การมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนยานยนต์จากเยอรมนี พร้อมกับพันธมิตร ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และยางรถยนต์ชั้นนำ อาทิเช่น น้ำมันเครื่อง TOTAL, MOBIL, VALVOLINE,โช้กอัพ KAYABA, ผ้าเบรก-จานเบรก BOSCH ยางรถยนต์ Continental, Pirelli, Goodyear, Yokohama, Michelin, แบตเตอรี่ BOSCH และ TUNAP ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และช่วยดูแลรักษารถยนต์ ยืดอายุการใช้งานเครื่องยนต์ จากประเทศเยอรมนี และได้เปิดศูนย์บริการ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ สาขาแรก บนถนนรามอินทรา ปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 15 ปี แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาโครงสร้าง
ทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้าส่งและค้าปลีกกับตัวแทน และร้านขายส่งอะไหล่ชั้นนำกว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งในแบบ

ออฟไลน์-ออนไลน์ และหมายเลขโทรศัพท์ 4 หลัก ‘1396 MMS CAR SERVICES AND TYRES’ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ และสร้างประสบการณ์พิเศษ ให้กับลูกค้าทุกราย

++ ปักหลักพื้นที่ยุทธศาสตร์ มุ่งขยายเครือข่ายให้บริการต่อเนื่อง

จากวันนั้น เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ก็เริ่มได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับในตลาด พร้อมดำเนินการขยายเครือข่ายให้บริการ โดยเน้นปักหลักบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อาทิ สาขางามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3 และสำโรง ก่อนขยายสาขาสู่ต่างจังหวัดที่ระยองเป็นแห่งแรก ภายในระยะเวลา 2 ปี มีการขยายสาขาทั้งหมดถึง 5 แห่ง และเพิ่มเป็น 10 สาขา ในอีก 3 ปีถัดมา ครอบคลุมการขยายตัวของเมืองสู่ภาคตะวันออก กับสาขาบางแสนและพัทยาตามลำดับ พร้อม 3 สาขาล่าสุด คือ พุทธบูชา กาญจนาภิเษก และศรีนครินทร์ ที่เปิดบริการช่วงต้นปีที่ผ่านมา

++ มา MMS ที่เดียวจบ ครบทุกบริการแบบ ‘One-Stop Service’

เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘หนัก-เบา เราซ่อมได้’ อาทิ การตรวจสภาพพร้อมบำรุงรักษาตามระยะทาง, ทำความสะอาดระบบปรับอากาศ, เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, แบตเตอรี่, ยาง, เบรก ไปจนถึงการซ่อมช่วงล่าง, เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ และระบบไฮบริด โดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบัน มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อมสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กม. ลูกค้าสามารถผ่อนชำระ 0% ได้หลายรายการ หรือแม้แต่โปรแกรมที่ปรึกษา ช่วยดูแลรถยนต์สำหรับลูกค้าองค์กร เพื่อช่วย
ในการควบคุมค่าใช้จ่าย ตอบโจทย์การบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร อีกทั้งให้ความสำคัญกับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อทำให้กลายเป็นลูกค้าประจำ หรือแนะนำลูกค้าใหม่ ให้เข้ามาใช้บริการ

++ ฉลองครบ 15 ปี MMS ลุ้นรับฟรี! รถยนต์ เปอโยต์ 2008 และอื่นๆ รวมกว่า 5 ล้านบาท

โอกาสพิเศษฉลองครบ 15 ปี เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ใจป้ำจัดแคมเปญยิ่งใหญ่ให้ลูกค้าได้ลุ้นรับ รถยนต์ เปอโยต์ 2008*, สร้อยคอทองคำ*, iPhone 14*, แบตเตอรี่ BOSCH* ยาง Continental* น้ำมันเครื่อง TOTAL* ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ TUNAP* จากประเทศเยอรมนี รวมถึงบัตรกำนัลจาก ซิกท์ รถเช่า* และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพียงเข้ามาใช้บริการที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทุกสาขา ครบ 4,500 บาท โดยมีการจับรางวัลย่อยทุก 2 เดือน ตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2566

ปัจจุบัน เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ มีเครือข่ายพร้อมให้บริการทั้งหมด 21 สาขา คือ เกษตร-นวมินทร์, ประดิษฐ์มนูธรรม, พระราม 4, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สำโรง, เพชรเกษม, ราชพฤกษ์, ลำลูกกา, รังสิต, รามคำแหง, คู้บอน, พุทธบูชา, กาญจนาภิเษก, ศรีนครินทร์, ระยอง, บางแสน, พัทยา, อุบลราชธานี และภูเก็ต

 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES AND TYRES
LINE Official: @mmsbosch
Facebook: MMSBoschcarservice
www.mmsboschcarservice.com

 

SUZUKI CELERIO คอมแพ็คคาร์สุดคุ้มค่า กวาดยอดขายกว่า 4,000 คัน อัดแคมเปญพิเศษเอาใจลูกค้า โปรโมชั่นร้อนแรง ผ่อนเดือนละ 1,999 บาท

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า SUZUKI CELERIO คอมแพ็คคาร์สุดคุ้มค่า เป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนยอดขายของซูซูกิมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงปี 2557 สามารถสร้างยอดขายมากกว่า 23,000 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเกิดวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยในกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์  มีตัวเลขยอดขายรถยนต์หดตัวลงเป็นอย่างมาก ด้วยหลายเหตุปัจจัยส่งผลต่อการปรับตัวของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า รวมไปถึงการเดินทางในชีวิตประจำวันที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและรักษาระยะห่างจากผู้อื่นมากยิ่งขึ้น การเริ่มมองหารถยนต์ส่วนบุคคลมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิต แต่ด้วยสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การคำนึงถึงความคุ้มค่า คุ้มราคา มาพร้อมกับความต้องการรถยนต์คุณภาพดี จึงเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นยอดขาย SUZUKI CELERIO ให้มีตัวเลขที่ดีเกินคาด

ในปี 2565 ที่ผ่านมา ซูซูกิปิดยอดขายประจำปีที่ 20,083 คัน ถึงแม้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในภาพรวมจะต้องเผชิญวิกฤติขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง จนส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการส่งมอบรถให้กับลูกค้า แต่ SUZUKI CELERIO ยังคงมีความพร้อมด้านการส่งมอบ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด และเดินหน้าเก็บเกี่ยวยอดขายไปได้มากกว่า 4,000 คัน ผนวกเข้ากับความโดดเด่นทั้งในเรื่องของสมรรถนะการใช้งานที่คุ้มค่า คล่องตัว ภายใต้ราคาจำหน่ายที่จับต้องได้ง่ายยิ่งขึ้น

SUZUKI CELERIO เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างสูงสุด ส่งผลให้ฐานลูกค้าในปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งในรถทางเลือกของครอบครัวขนาดเล็กยุคใหม่ ที่วางแผนการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ มองหาความปลอดภัยในการเดินทาง สมรรถนะการใช้งานที่ดีเกินราคา เน้นความคุ้มค่า ประหยัดพลังงาน ซึ่งล้วนแต่เป็นจุดเด่นสำคัญของ  SUZUKI CELERIO

“ความคุ้มค่าคุ้มราคายังคงเป็นจุดแข็งของรถยนต์ SUZUKI CELERIO และยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค จึงส่งผลให้อีโคคาร์รุ่นนี้ยังคงเป็นรถยนต์ที่ผู้บริโภคมองหา ด้านสมรรถนะการขับขี่รวมถึงอัตราบริโภคเชื้อเพลิงตอบสนองการใช้งานได้ในระดับที่น่าพอใจ” นายวัลลภ กล่าว

สำหรับ SUZUKI CELERIO ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดความคุ้มค่าและประหยัดในการใช้งาน รวมถึงความพึงพอใจในการขับขี่ เป็นรถยนต์ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริง ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่รองรับการเดินทางที่สะดวกสบายมากพอ ทั้งห้องโดยสารตอนหน้าและห้องโดยสารตอนหลัง รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระที่สามารถบรรจุได้มากเกินคาด มาพร้อมเครื่องยนต์ที่มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว โดดเด่นด้วยอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่า 20 กิโลเมตร/ลิตร เสริมความมั่นใจและความปลอดภัยด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน ตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิ ภายใต้ราคาจำหน่ายที่กระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค

อีกทั้งยังนำเสนอเงื่อนไขพิเศษเพื่อให้ลูกค้าได้เข้าถึงการใช้งานที่แสนคุ้มค่า และเป็นเจ้าของรถยนต์สักคันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น กับแคมเปญ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้” สำหรับผู้ที่สนใจรับข้อเสนอพิเศษผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 1,999 บาท พร้อมส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 10,000 บาท ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี

SUZUKI CELERIO ตอบสนองการใช้งานด้วย 3 รุ่นทางเลือก ได้แก่ GA/MT ราคาจำหน่ายเพียง 338,000 บาท รวมถึง GL/CVT ราคาจำหน่าย 416,000 บาท และ GX/CVT ราคาจำหน่าย 442,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกใช้ 4 สี ได้แก่ สีแดง สีเทา สีดำ และสีขาว (เฉพาะสีขาว เพิ่ม 3,000 บาท)

ทั้งนี้ ซูซูกิยังคงจับมือกับสถาบันการเงินเพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกด้านการอนุมัติสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อให้แก่ลูกค้า ได้แก่ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ภายใต้เงื่อนไขตามที่บริษัทฯกำหนด โดยลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

นิสสัน ส่งเสริมการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า แก่ คณาจารย์ และบุคลากรจาก 5 สถาบันการศึกษา

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นิสสัน ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าระดับโลก ได้จัดอบรมเพื่อให้ความรู้ของเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า แก่ คณาจารย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง จาก 5 สถาบันการศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สุรชัย นิลคำวงศ์ รองประธานสายงานทรัพยากรบุคคลภูมิภาคอาเซียน และสายงานทรัพยากรบุคคล และบริหาร กล่าวว่า “นิสสัน เริ่มผลิต และจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก คือ นิสสัน ลีฟ เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน มีผู้ขับขี่ทั่วโลกที่ใช้นิสสัน ลีฟ มากกว่าหกแสนคัน โดยคาดว่ามีการเดินทางด้วยนิสสัน ลีฟ เป็นระยะทางรวมแล้วกว่าสองหมื่นสามพันล้านกิโลเมตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี   ยานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน และเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า นิสสัน มีประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบถ้วน ซึ่งเราพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่เรามี ให้แก่ คณาจารย์ เพื่อให้การพัฒนากำลังคน มีความสอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีและสังคม”

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ของนิสสัน บรรยายให้ความรู้ด้านเทคโนโลยียานยนต์ ณ ศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมของนิสสัน (Nissan Education & Training Center)

การให้ความรู้ในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมทดลองขับ นิสสัน ลีฟ และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ซึ่งคณาจารย์สามารถนำความรู้ และประสบการณ์จากเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน ไปถ่ายทอดให้แก่นักศึกษาเพื่อสานต่อปณิธานของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล อันเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงสุดขององค์กร และยังเป็นพื้นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป

คณาจารย์และบุคลากร รับฟังการบรรยายพร้อมสาธิตการทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า จากผู้เชี่ยวชาญของนิสสัน

ฟอร์ด เสริมความมั่นใจไปอีกขั้น ขยายรับประกันอะไหล่ สูงถึง 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบสิทธิขยายการรับประกันอะไหล่ (Service Parts Warranty) สูงถึง 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน เพื่อเสริมความมั่นใจแก่เจ้าของรถยนต์ฟอร์ด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ลูกค้าที่นำรถยนต์ฟอร์ดเข้ารับบริการเปลี่ยนอะไหล่แท้ฟอร์ด (Ford Genuine Parts) หรือฟอร์ดมอเตอร์คราฟท์ (Ford Motorcraft) จะได้รับสิทธิขยายการรับประกันอะไหล่ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566 ณ ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ

ฟอร์ดเดินหน้าเน้นย้ำการยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ฟอร์ด พร้อมเสริมความมั่นใจให้แก่ลูกค้าผ่านโปรแกรมการขยายการรับประกันอะไหล่ที่ยาวนานขึ้นจากเดิม 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร เป็น 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน เมื่อลูกค้านำรถยนต์ฟอร์ดเข้ารับบริการเปลี่ยนอะไหล่แท้ฟอร์ด หรือฟอร์ดมอเตอร์คราฟท์ ซึ่งครอบคลุม 5 กลุ่มอะไหล่หลัก ประกอบด้วย 1. เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 2. ชิ้นส่วนเครื่องยนต์และส่วนประกอบ 3. อุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 4. กลุ่มอะไหล่บำรุงรักษา และการสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ได้แก่ ผ้าเบรคและก้ามเบรค จานดิสเบรค และโช้คอัพ และ 5. แบตเตอรี่ เฉพาะรุ่น AGM โดยแบตเตอรี่ FoMoCo ประเภท AGM หมายเลขอะไหล่ EB3Z 10655 A จะขยายระยะรับประกันเป็น 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการรับสิทธิและเงื่อนไขที่ไม่ครอบคลุมการขยายรับประกันอะไหล่ ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

อีซูซุ จัดแคมเพจ์นบริการสุดว้าว! ลุ้นรับทองคำ สำหรับลูกค้าเข้าศูนย์ทุกรุ่น ต้อนรับเดือนแห่งความรัก

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เชิญชวนผู้ใช้รถปิกอัพ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุ และรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตันขึ้นไปทุกรุ่น เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุกับแคมเพจ์นสุดพิเศษ “เข้าศูนย์สุดคุ้ม ทั้งลด ทั้งลุ้น ที่อีซูซุ” ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • สิทธิลุ้นรับของรางวัลต่างๆมากมาย อาทิ สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 บาท สร้อยคอทองคำน้ำหนัก 1 สลึง คูปองเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอีซูซุ เกรดกึ่งสังเคราะห์ และเกรดมาตรฐาน พร้อมไส้กรองตรีเพชร รวม 1,820 รางวัล รวมมูลค่าสูงสุดกว่า 6,129,388 บาท โดยรายชื่อลูกค้าบนใบเสร็จรับเงินจะได้รับสิทธิจับรางวัล ตามเงื่อนไขดังนี้
  • ใช้บริการที่ศูนย์บริการฯ รับทันที 1 สิทธิ
  • ทุกๆยอดการซื้อสินค้าและบริการอีซูซุ 1,000 บาท หลังหักส่วนลดรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม รับทันที 1 สิทธิ
  • พิเศษสำหรับสมาชิก my-ISUZU รับเพิ่ม 1 สิทธิ ต่อการเข้าศูนย์บริการฯ 1 ครั้ง
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่แท้ตรีเพชร สูงสุด 20% ในกลุ่มซ่อมบำรุงช่วงล่าง ผ้าเบรก ชุดคลัตช์ ซีลล้อ และลูกปืนล้อ
  • ส่วนลดพิเศษอะไหล่บำรุงรักษาเชิงป้องกัน สำหรับอะไหล่แท้ตรีเพชร ลดสูงสุด 20% อะไหล่แท้อีซูซุ ลดสูงสุด 10%
  • ราคาพิเศษสำหรับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตรีเพชร เกรดกึ่งสังเคราะห์ จำนวน 6 ลิตร ราคาเริ่มต้น 1,299 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม จากปกติ 1,306 บาท
  • ตรวจเช็กสภาพรถฟรี 8 ระบบสำคัญ ครอบคลุมกว่า 30 รายการ สำหรับรถปิกอัพอีซูซุทุกรุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์อีซูซุทุกรุ่น และ ตรวจเช็กครอบคลุมกว่า 50 รายการ สำหรับรถบรรทุกอีซูซุขนาด 2 ตัน ขึ้นไปทุกรุ่น
  • แบ่งจ่ายสบายๆ สูงสุด 9 เดือน สำหรับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ 

สามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 – 31 พฤษภาคม 2566 สอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ หรือสายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2118-0777 ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

“ไปรษณีย์ไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และโออาร์” เดินหน้านำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่นำจ่ายไปรษณียภัณฑ์

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อความร่วมมือระยะที่ 2 กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ‘โออาร์’ เพื่อใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ สำหรับการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ภายในประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จในโครงการศึกษานำร่องที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีก่อน โดยมุ่งต่อยอดการพัฒนากระบวนการนำจ่ายของไปรษณีย์ไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในรูปแบบที่ใช้งานได้จริง 

ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และหน่วยงานพันธมิตรที่มีเจตนารมณ์ร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งการไปรษณีย์ญี่ปุ่น และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ในการถ่ายทอดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ เพื่อสาธิตการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในเส้นทางเดิมเป็นประจำทุก ๆ วัน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกิจการโลจิสติกส์ และการเดินทางในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปที่มีการเดินทางไป-กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงานด้วยเส้นทางที่คุ้นเคย 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณพันธมิตรชั้นนำที่ให้ความร่วมมือกับเราเป็นอย่างดีมาตลอด ทั้งไปรษณีย์ไทย และ โออาร์ การผนึกกำลังทำงานร่วมกัน ช่วยให้เราเดินหน้าเข้าใกล้เป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง สอดคล้องกับวาระการส่งเสริมยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย”

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะเดินหน้าแสวงหาโอกาสและร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ ๆ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อช่วยขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและส่งเสริมระบบเดินทางขนส่งในประเทศไทย การนำ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ มาทดลองใช้ในการนำจ่ายไปรษณียภัณฑ์ จะเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตจริง ทั้งเพื่อธุรกิจ และเพื่อการเดินทางไป-กลับที่ทำงานด้วยเส้นทางประจำทุก ๆ วัน” มร. โคอิโตะ กล่าวเพิ่มเติม

ในการดำเนินโครงการศึกษาระยะที่ 2 นี้ ไปรษณีย์ไทย จะทดลองใช้รถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ นำจ่ายไปรษณียภัณฑ์บนเส้นทางที่ลาดชันในจังหวัดภูเก็ตและชลบุรี รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยศักยภาพการบรรทุกสินค้าได้สูงสุด 350 กิโลกรม พร้อมผู้โดยสาร 2 คน

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2566 แผนงานด้านการนำจ่ายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากการเติบโตของภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาการขนส่ง และไปรษณีย์ไทยต้องมีการนำจ่ายทุกเส้นทางในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดมลพิษ ตลอดจนช่วยควบคุมต้นทุนและรายจ่ายในด้านพลังงานน้ำมันซึ่งนับว่ามีความผันผวนในทุก ๆ ปี โดยแผนงานด้านดังกล่าวไปรษณีย์ไทยได้เริ่มดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 3 ปี โดยเฉพาะในปี 2565 ที่ได้ทดลองและเริ่มใช้ทั้งรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า รถขนส่งพลังงานไฟฟ้า เช่น รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถตู้ นำจ่ายจริงในเส้นทางต่างๆ

“ไปรษณีย์ไทยได้เริ่มเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการนำจ่ายพัสดุ – ไปรษณียภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนระยะยาว และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากการนำจ่ายของไปรษณีย์ไทยมีระยะทางที่ชัดเจนและต้องให้บริการในทุก ๆ วัน โดยนอกจากกลยุทธ์ ‘กรีนโลจิสติกส์’ แล้ว ยังมีการร่วมกับองค์กรที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า อย่างมิตซูบิชิในการนำ “มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ” ยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้ในงานขนส่งบนเส้นทางที่วิ่งเป็นประจำ ซึ่งพบว่าประหยัดค่าเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายในการลดคาร์บอนขององค์กร โดยในระยะเริ่มต้นปี 2566 นี้จะทดลองนำจ่ายในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเมืองสมาร์ทซิตี้และมีการเติบโตในด้านธุรกิจขนส่ง ก่อนจะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป” ดร.ดนันท์ กล่าวเสริม

มร.อาคิระ โกโตะ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ สำนักนโยบายด้านบริการไปรษณีย์ กระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารของญี่ปุ่น กล่าวว่า “เราสนับสนุนโครงการนี้เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในการใช้งานจริง ปัจจุบัน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการก้าวสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง อีกทั้งที่ญี่ปุ่นก็มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ เพื่อการขนส่งพัสดุทั่วประเทศอยู่ก่อนแล้ว การนำรถยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มีฟ มาปรับใช้กับกิจการขนส่งที่คล้ายคลึงกันในไทยจึงนับว่าเหมาะสมและเป็นไปได้จริง”

ในประเทศญี่ปุ่น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดส่งรถยนต์ไฟฟ้ามิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ รวมทั้งสิ้น 10,000 คัน ให้กับบริษัทขนส่งต่าง ๆ รวมถึงบริษัทค้าปลีกและหน่วยงานรัฐหลายแห่งทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ได้รวมถึงการจัดส่งมิตซูบิชิ มีฟ 1,800 คัน ไปยังการไปรษณีย์ของญี่ปุ่นเพื่อใช้ในกิจการไปรษณีย์

นายทรงพล เทพนำโสมนัสส์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจเอนเนอร์ยี่โซลูชัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ‘โออาร์’ กล่าวว่า “หนึ่งในเป้าหมายของเราภายในปี 2030 คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินธุรกิจและเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อความเป็นกลางทางคาร์บอน ความร่วมมือกับมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ ไปรษณีย์ไทย จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายดังกล่าว และสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ โออาร์ ได้วางแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีวี สเตชั่น พลัซ (EV Station PluZ) ให้มากขึ้น รวมเป็น 800 แห่ง ภายในปี 2566 ทั้งภายในและภายนอก พีทีที สเตชั่น พร้อมทั้งแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการขยาย EV Station PluZ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมาย 7,000 หัวชาร์จในปี 2573 และเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

ภายใต้บันทึกข้อตกลงที่ลงนามในปีที่แล้ว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ มินิแค็บ มีฟ จำนวน 2 คัน เพื่อการศึกษาและทำความเข้าใจถึงการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการพาณิชย์ รวมถึงการเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องชาร์จไฟฟ้า พฤติกรรมการใช้งานในกลุ่มรถขนส่งพัสดุของไปรษณีย์ไทย และความเป็นไปได้ที่จะขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อันเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ความรับผิดชอบต่อสังคมที่มุ่ง “สรรค์สร้าง เคียงข้างสังคมไทย” และหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมของประเทศไทย

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เฉลิมฉลองหนึ่งศตวรรษแห่ง จิตวิญญาณ ‘Make Life a Ride’

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำมอเตอร์ไซค์ระดับโลก พร้อมความสำเร็จมากมายตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ภายใต้ปรัชญา ‘Make Life A Ride’ และยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ด้วยแนวคิดที่มองการณ์ไกลและการพัฒนาแนวคิดยนตรกรรมที่ล้ำยุคอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีการขับขี่ ในโอกาสนี้ ยังได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมรดกอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศของแบรนด์ โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี จะผลิตขึ้นเพียง 1,923 คันในแต่ละรุ่นทั่วโลก เพื่อรำลึกถึงปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ซึ่งมีการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 32 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นอกจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ยังมาพร้อมสีตัวถังภายนอกแบบใหม่ ช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องราวของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เริ่มต้นจากหัวหน้านักออกแบบ Max Friz ผู้สร้างสรรค์มอเตอร์ไซค์บีเอ็ม
ดับเบิลยูรุ่นแรกซึ่งถูกเปิดตัวที่งานเยอรมันมอเตอร์โชว์ ปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ณ ประเทศเยอรมนี ในปีถัดมา Rudolf Schleicher ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์บีเอ็มดับเบิลยู R 37 ซึ่งนำไปสู่การเปิดตัวมอเตอร์ไซค์สปอร์ตรุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2467) Ernst Jakob Henne
ยังทำลายสถิติความเร็วบนท้องถนนกับบีเอ็มดับเบิลยู 500 Kompressor ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 279.503 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) Georg ‘Schorsch’ Meier ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้ชนะจากต่างประเทศคนแรกในการแข่งขัน Senior TT กับรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู Kompressor

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เส้นทางอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำแรงผลักดันอันไม่หยุดยั้งที่นำไปสู่ความสำเร็จของแบรนด์ แม้ต้องพบกับความท้าทายต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไม่เคยหยุด
ความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจ พร้อมมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติท้องถนนด้วยแนวคิดนวัตกรรมสองล้อ ในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคือก้าวย่างสำคัญของเราในการเฉลิมฉลองปรัชญา ‘Make Life A Ride’ ซึ่งช่วยผลักดันให้บีเอ็มดับเบิลยู
มอเตอร์ราด เติบโตขึ้นทุกวันนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท เพื่อร่วมเดินทางอันสุดพิเศษสู่ศตวรรษหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เราขอเชิญชวนแฟน ๆ มาร่วมสานต่อเรื่องราวแห่งตำนานของผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกกับรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ ซึ่งจะมาสร้างความตื่นเต้นให้เหล่าสาวกบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ชาวไทยในปีนี้”

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)
ราคาจำหน่าย: 1,219,000  บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R 18 100 Years

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่สื่อถึงแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ในแบบดั้งเดิม การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงมอบกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างถึงอารมณ์ด้วยชิ้นส่วนแฮนด์เมดต่าง ๆ ที่ล้วนตอกย้ำถึงความเรียบง่ายที่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในทุกองค์ประกอบ สัดส่วนที่ลงตัวของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกรุ่นพี่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลาด้วยดีไซน์เปลือยสะกดสายตา

หัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 จังหวะ 2 สูบขนาดใหญ่ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้ทรงพลังทั้งในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ มาพร้อมความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มาพร้อมกับชุดเกียร์ 6 สปีด แบบ claw-shift และคลัทช์เดี่ยวแบบแห้ง และยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่ปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้
เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 90 มิลลิเมตร ระบบเบรกของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิปเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้สะดุดตายิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน มาพร้อม 3 โหมด ได้แก่ ‘Rain’ ‘Roll’ และ ‘Rock’ เลือกปรับได้ตามความชอบเฉพาะตัว พกพาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล๊อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) เสริมความล้ำสมัยด้วยระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) นอกจากนี้ ไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบไฟส่องสว่างตอนกลางวันยังช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวให้แก่รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้

ดีไซน์ของรุ่นนี้นำเอกลักษณ์ความคลาสสิกมาผสานเข้ากับดีไซน์แบบร่วมสมัย สืบทอดรายละเอียดต่าง ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ที่ได้สร้างตำนานไว้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถัง ส่วนโครงสร้างเฟรมและถังน้ำมันสร้างเส้นสายที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่หน้ารถไปจนถึงซุ้มล้อหลัง สร้างความสง่างามด้านดีไซน์จากมุมข้าง

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาในสี Classic Chrome และยังอวดโฉมรูปลักษณ์ที่งดงาม พร้อมตัวเลือกการออกแบบโครเมียมอันสง่างามซึ่งมีส่วนประกอบโครเมียมต่าง ๆ บริเวณคันโยกมือและเท้า ที่จับแฮนด์ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้า และกระจก คุณสมบัติอื่นที่เป็นเอกลักษณ์เพิ่มเติมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ ได้แก่ ท่อไอเสีย Akrapovic ชุบโครเมียมทรงตรงแบบเจาะรูสไตล์ใบพัดลวดลายโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู และเบาะนั่งบุนวมสีแดง Oxblood

 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)

ราคาจำหน่าย: 1,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT 100 Years

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S (สี Imperial Blue Metallic)

ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT Urban GS

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler (สี Manhattan Metallic Matt)

ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

BMW R nineT Scrambler

มอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ใหม่ มาใน 3 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler โดยทั้ง 3 รุ่นล้วนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ความจุเครื่องยนต์ 1,170 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งสามรุ่นมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเบนซินค่าออกเทน 95 ถึง 98 นอกจากนั้น ระบบคลัทช์แห้งแผ่นเดียวทำงานด้วยระบบไฮโดรลิก และระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Helical gear teeth ได้รับการติดตั้งมาเพื่อให้การส่งกำลังที่เหนือกว่าอีกด้วย

โหมดการขับขี่แบบ Pro ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทั้ง 3 รุ่น ประกอบด้วยโหมดการขับขี่มาตรฐาน Rain และ Road เพิ่มเติมด้วยโหมด Dyna สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler มาพร้อมโหมด Dirt โดยขณะขับขี่ด้วยโหมด Dyna หรือ Dirt ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสความสปอร์ตยิ่งขึ้น ระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC และ ABS Pro จะทำงานขณะขับขี่บนถนนที่มีแรงเสียดทานสูง ระบบ Dynamic Traction Control หรือ DTC ช่วยเสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ในขณะที่ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น แม้ขณะเบรกในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก

การออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler ใหม่ ยังคงรักษาองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ด้วยไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ไฟเลี้ยวแบบ LED ล้อซี่ลวดสีทอง และยางล้อออฟโรด ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มากับไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟหน้าแบบปรับได้และไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) และโช๊คหน้าแบบกลับหัวซึ่งสามารถปรับได้ยังช่วยเสริมการควบคุมรถและเสถียรภาพให้ดีขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามด้วยสี Classic Chrome และชุดแต่ง Option 719 Wheel classic และ Option 719 Billet pack shadow คุณภาพสูง ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler มาในสีฟ้า Imperial Blue Metallic และสี Manhattan Metallic Matt ตามลำดับ

ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่และแคมเปญฉลองครบรอบ 100 ปี บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMWMotorradTH เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ

คนรุ่นใหม่โหวตโตโยต้า “50 องค์กรที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด” เทคะแนนอันดับ 1 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

0

นายนันทวัฒน์ ศรีวรัตน์อัชกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นตัวแทนรับมอบรางวัล “50 บริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุด” ในงาน “Top 50 Companies in Thailand 2023” จัดโดย บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด โดยโตโยต้าเป็นองค์กรที่ได้รับคะแนนลำดับสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ จากผลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มนักศึกษา และกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 20-35 ปี จำนวนกว่า 10,000 คน  ภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรระดับโลก สนับสนุนความหลากหลาย และให้โอกาสคนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ รวมถึงให้ผลตอบแทน และสวัสดิการความมั่นคงแก่พนักงาน และครอบครัว โดยมี มร.เย็นส์ โพลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวิร์คเวนเจอร์ เทคโนโลจีส์ จำกัด เป็นผู้มอบรางวัล ณ ห้องแกรนด์ฟูจิบอลรูม โรงแรมนิกโก้              

ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา โตโยต้ามีความมุ่งมั่นผลักดันหลากหลายนโยบาย และการดำเนินการขององค์กร เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาทักษะ และความสามารถของพนักงานให้ก้าวทันยุคสมัย อาทิ กิจกรรมยกระดับ และส่งเสริมความสามารถพนักงานในระดับสากล ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยน และพัฒนาศักยภาพพนักงาน พร้อมดูแลในด้านความเป็นอยู่ และสุขภาพของพนักงาน โดยการดูแลในเรื่องสวัสดิการรักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน และครอบครัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีความตั้งใจในการส่งเสริมพัฒนาบุคลากร เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคหน้า รวมถึงปรับโครงสร้างระบบการจัดการบริหารงานบุคคลให้มีประสิทธิภาพเท่าทันยุคสมัย และสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงานสำหรับพนักงาน ด้วยการเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานที่มีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ภายใต้รูปแบบการทำงานแบบ Hybrid working โดยโตโยต้ามุ่งหวังที่จะได้ก้าวมาเป็นองค์กรแห่งการขับเคลื่อนที่คนรุ่นใหม่อยากร่วมงานด้วยมากที่สุด