Home Blog Page 273

มาสด้า ล้ำหน้าไปอีกขั้นพร้อมมอบความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เมื่อจองซื้อรถผ่านระบบ Sky Journey ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

0

มาสด้า เดินหน้ายกระดับคุณค่าของแบรนด์ผ่านโมเดลธุรกิจ “Retention Business Model” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าของแบรนด์ Brand Value Management สร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว Customer Retention Business มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ด้วยบริการด้านการขายและการบริการที่ดีที่สุด เพื่อให้ก้าวทันโลกธุรกิจยุคดิจิทัล โดยเปิดระบบ Sky Journey ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ในการซื้อรถยนต์ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพียง สแกน QR Code ผ่านระบบ Sky Journey จากที่ปรึกษาการขายที่ได้รับการรับรองโดย มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมกับผู้จำหน่าย เพื่อรับข้อเสนอพิเศษ รายละเอียด การออกใบเสนอราคา เอกสารการจองซื้อ กำหนดการวันรับรถ และเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบดังกล่าว พร้อมมาตรฐานด้านความปลอดภัยของข้อมูลด้วยการเข้ารหัสและจำกัดการเข้าถึง เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการซื้อรถ และเพลิดเพลินกับการใช้รถมาสด้าอย่างปลอดภัยไปตลอดการเดินทาง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้ามุ่งมั่นอย่างเต็มความสามารถที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ด้วยการยกระดับประสบการณ์ในทุก Touchpoint รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลเอาใจใส่ลูกค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมมอบความพิเศษและข้อเสนอที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละคนอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงได้นำระบบและเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาต่อยอดในการใช้งาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวมาสด้าได้อย่างง่ายดายที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน ในการนำระบบต่างๆ มาใช้ก็ต้องมีความพร้อมในเรื่องความปลอดภัยด้านข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้า ซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการติดต่อเพื่อรับข้อเสนอทางการขายจนถึงการบริการหลังการขาย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

มาสด้าจึงได้พัฒนาและเปิดตัวระบบ Sky Journey ขึ้นมา เพื่อเป็นช่องทางหลักในการจองซื้อรถยนต์ เพียงลูกค้าลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลการเสนอการขายจากที่ปรึกษาการขายอย่างเป็นทางการของมาสด้า ผ่านการสแกน QR Code ประจำตัวของที่ปรึกษาการขาย ตามโชว์รูม ตามงานอีเวนต์ เพื่อเข้าสู่ระบบ Sky Journey โดยเมื่อสแกนและกรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนแล้ว ลูกค้าจะรับข้อมูลพร้อมข้อเสนอพิเศษจากที่ปรึกษาการขาย รายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ข้อมูลด้านไฟแนนท์ อัตราการผ่อนชำระ รวมถึงรายละเอียดสำคัญๆ เกี่ยวกับการซื้อรถ ซึ่งการจองผ่านช่องทาง Sky Journey จะช่วยให้ลูกค้าสามารถยืนยันความถูกต้องของข้อมูลที่ใช้ในการจองรถ การออกใบเสนอราคา การออกใบจอง รวมถึงสามารถเรียกดูรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลรถยนต์เพื่อใช้แจ้งไปยังประกันภัยได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและมอบความปลอดภัยของข้อมูลให้กับลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

การลงทะเบียนระบบ Sky Journey

นอกจากนั้น ระบบ Sky Journey ยังเป็นระบบที่ช่วยปกป้องความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่ลงทะเบียน เพราะเป็นช่องทางที่ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และผู้จำหน่ายฯ สามารถตรวจสอบได้ พร้อมกับยังได้วางระบบเพื่อปกป้องข้อมูลให้กับลูกค้า ด้วยการตรวจสอบบุคคลที่ทำการเข้าถึงข้อมูล จำกัดการเข้าถึงข้อมูล และเข้ารหัสข้อมูลสำคัญ เพื่อมอบความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ทั้งนี้ มาสด้าวางแผนที่จะใช้ระบบ Sky Journey เป็นช่องทางเดียวในการเสนอขายสำหรับที่ปรึกษาการขายทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ทั้งด้านในความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความพึงพอใจสูงสุดในการเข้าร่วมเป็นครอบครัวมาสด้า ตั้งแต่ก่อนการซื้อไปจนถึงตลอดอายุการใช้งาน

สำหรับขั้นตอนในการลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลการเสนอขายผ่านระบบ Sky Journey มีดังต่อไปนี้

  • ลูกค้าสแกน QR Code โดยตรงจากที่ปรึกษาการขายเพื่อลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ
  • เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะแสดงชื่อ-นามสกุล บริษัทผู้จำหน่าย และหมายเลขติดต่อของที่ปรึกษาด้านการขาย
  • ตรวจสอบข้อเสนอจากพนักงานขาย เพื่อยืนยันความถูกต้อง
  • ตรวจสอบใบจองที่ได้รับจากพนักงานขาย เพื่อยืนยันความถูกต้อง
  • ลูกค้าสามารถดูรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลรถยนต์ที่ใช้แจ้งประกันภัย เพื่อยืนยันความถูกต้อง

“ระบบ Sky Journey นับเป็นอีกขั้นของเทคโนโลยีที่มาสด้าได้นำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการจองซื้อรถ และยังช่วยให้มาสด้าสามารถส่งมอบรถได้อย่างแม่นยำ ทั้งรุ่น สี และระยะเวลาตามที่กำหนด เนื่องจากลูกค้าสามารถยืนยันข้อมูลและข้อเสนอการขายได้ผ่านทางช่องทางดิจิทัล โดยหากเกิดข้อผิดพลาดก็สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามแนวทาง All for Customers ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก และช่วยยกระดับประสบการณ์ลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ทั้งนี้ มาสด้าหวังว่าระบบ Sky Journey จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยสร้างความพึงพอใจ และมอบความสะดวกให้กับลูกค้าเมื่อจองซื้อรถกับมาสด้า” นายธีร์ กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจจองซื้อรถกับมาสด้า หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ Sky Journey สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือที่ www.mazda.co.th

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีในไทย เตรียมนำ TANK 500 TANK 300 และ ORA Grand Cat รุกตลาดปี 2566 พร้อมเปิดจอง ORA Good Cat อีกครั้ง

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 2 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เผยความสำเร็จของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและสังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยยอดขายปี 2565 รวมทั้งสิ้น 11,616 คัน ประกาศเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ด้วยกลยุทธ์เชิงรุก 4 ด้าน ทั้งแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ การขาย และการบริการหลังการขาย พร้อมนำทัพรถยนต์ไฟฟ้าอีก 5 รุ่นเปิดตัวสู่ตลาดไทยในปีนี้ นำทัพโดย TANK 500 TANK 300 และ ORA Grand Cat เสริมทัพด้วยการเปิดรับจองเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชน ORA Good Cat ที่จะกลับมาให้แฟนๆ ชาวไทยได้จับจองเป็นเจ้าของอีกครั้ง สะท้อนจุดยืนของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่จะตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายอย่างครบครัน

มร. ไมเคิล ฉง ผู้จัดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ตลอดสองปีมานี้ มีสมาชิกชาวไทยมากกว่า 15,000 ครอบครัว ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ จากการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 5 รุ่น ปัจจุบันเรามีกลุ่มในโซเชียลมีเดียถึง 16 กลุ่ม โดยมีผู้ใช้งานรวมกันกว่า 530,000 คน และ GWM Application ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 126,825 ราย รวมถึงมีจำนวนผู้ติดตามข่าวสารบนโซเชียลมีเดียรวมมากกว่า 1.1 ล้านคนในทุกช่องทาง รวมถึงมีช่องทางจำหน่ายและให้บริการที่ขยายครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ รวมกว่า 80 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และครอบคลุมถึง 82 เปอร์เซ็นต์ในต่างจังหวัด ในปีนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า เราได้เปิดตัวกลยุทธ์ ‘ONE GWM’ เพื่อเร่งสร้างแบรนด์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สู่ระดับสากลในทุกมิติ ผ่านการดำเนินงานด้านการตลาด การสื่อสาร และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในตลาดโลก เพื่อสะท้อนความเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง และในปี 2566 นี้ เรายังคงเดินหน้าขยายการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ 5+3 เพื่อรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการใน 5 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า บรูไน และมาเลเซีย เรามีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยและโรงงานที่จังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าและฐานการผลิตเพื่อส่งออกอย่างเต็มรูปแบบ”

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นปีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง เรามีความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการปลุกกระแสการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การันตีด้วยการส่งมอบรถยนต์ให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วถึง 15,318 คันตลอดสองปีที่ผ่านมา สำหรับปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 5 รุ่น ได้แก่ HAVAL H6 Hybrid SUV, All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV, HAVAL JOLION Hybrid SUV, ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT รวมทั้งสิ้น 11,616 คัน เติบโตขึ้นจากยอดขายปี 2564 ถึง 214 เปอร์เซ็นต์ และบริษัทฯ คาดว่าในปี 2566 ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 920,000 คัน เติบโตขึ้นประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ xEV จะโตขึ้นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ หรืออยู่ที่ประมาณ 164,500 คัน โดย 25 เปอร์เซ็นต์ หรือ 40,000 คัน จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งเติบโตเกือบ 150 เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมา”

เพื่อตอบรับกระแสความนิยมของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เติบโตอย่างมาก ในปี 2566 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงรุก 4 ด้าน ได้แก่

  1. กลยุทธ์ด้านแบรนด์: เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงสานต่อการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางสำหรับการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในหลากหลายรูปแบบ และในปีนี้จะเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ผ่านการสร้างภาพลักษณ์การเป็นแบรนด์ระดับโลก การสื่อสารความเป็นผู้นำของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การสร้างไลฟ์สไตล์ของแบรนด์ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตร และการเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ผ่านการจัดตั้ง GWM Owner’s Club และ User Committee เพื่อเป็นตัวแทนผู้ใช้รถ สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้งานอย่างแท้จริง เพื่อสร้างชุมชนผู้ใช้งานที่แข็งแกร่ง ต่อยอดการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

  1. กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์: สำหรับในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอีกทั้งหมด 5 รุ่น และเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พรีเมียมระดับเรือธงกับ TANK โดยผลิตภัณฑ์หลัก 3 รุ่น ในปีนี้คือ
    • TANK 500 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม ดีไซน์หรูหรา สมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ออฟโรดอัจฉริยะ ที่จะยกระดับการขับขี่และภาพลักษณ์อันหรูหราเหนือระดับ
    • TANK 300 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดสำหรับไลฟ์สไตล์อันโดดเด่น มาพร้อมดีไซน์สุดแกร่ง พร้อมสนุกในทุกการขับขี่ มอบประสบการณ์ผจญภัยให้มีสีสันในทุกวัน
    • ORA Grand Cat รถไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง มอบประสบการณ์ขับขี่แบบสปอร์ต ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ยกระดับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในประเทศไทยไปอีกขั้น

และจะมีรถยนต์อีก 2 รุ่นที่รอเปิดตัวภายในปี 2566 ซึ่งทั้งหมดจะเข้ามาเติมเต็มทัพรถยนต์ไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อขับเคลื่อนสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

  1. กลยุทธ์ด้านการขาย: เพื่อส่งมอบการบริการที่ครอบคลุมและสอดรับกับความหลากหลายของตลาดได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจที่มากขึ้น ในปี 2566 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะขยายศักยภาพของงานขายใน 4 กลุ่มหลัก ประกอบไปด้วย
  • ช่องทางการจัดจำหน่าย: ปัจจุบันมี GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store ที่ได้รับการแต่งตั้งไปแล้วทั้งหมด 80 แห่ง โดยเปิดดำเนินการไปแล้ว 62 แห่ง และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 18 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ และในปีนี้เราตั้งเป้าจะเปิด GWM Store อีกอย่างน้อย 20 แห่ง รวมเป็น 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า: เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสามรูปแบบได้แก่ G-Charge super charging station, G-Charge at Partner Store และ Destination charge ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ โดยในปี 2566 ตั้งเป้าจะเปิดให้บริการสถานีชาร์จให้ครบ 55 แห่ง ทั้งนี้จะมีสถานีชาร์จที่ก่อสร้างเสร็จพร้อมเปิดดำเนินการจำนวน 8 แห่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 โดยสถานีชาร์จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเป็นแบบชาร์จเร็ว (DC Charge) กำลังไฟฟ้าสูงถึง 120 กิโลวัตต์ ให้บริการ 24 ชั่วโมงทุกวันครอบคลุมทั้งในกรุงเทพและจังหวัดสำคัญต่างๆ และพร้อมให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อและทุกรุ่น
  • ด้านธุรกิจฟลีท: เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เริ่มต้นธุรกิจฟลีทในปี 2565 ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 200 คัน รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากบริษัทรถเช่าชั้นนำจัดซื้อรถเพื่อนำไปปล่อยเช่าทั้งในรูปแบบบุคคลทั่วไป (B2C) และขยายสู่การจำหน่ายรถให้กับองค์กรและกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้รถยนต์จำนวนมาก (B2B) ในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ วางแผนขยายฐานลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมบริษัทรถเช่าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ และสนับสนุนกลุ่มอาชีพพิเศษ อาทิ ผู้พิพากษา ตำรวจ ทหารและข้าราชการ พร้อมจับมือพันธมิตรสร้างบัตรชาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าองค์กร และเดินหน้าขยายสถานีชาร์จเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มลูกค้ารถเช่าระยะสั้น
  • ด้านธุรกิจ Used Car: ในปี 2566 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเปิดดำเนินการธุรกิจรถใช้แล้ว โดยให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร รองรับลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนรถและลูกค้าที่มองหารถยนต์ใช้แล้วที่มีคุณภาพของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ รวมทั้งมีบริการประเมินราคารถใช้แล้วง่ายๆ ผ่านทางเว็บไซต์ GWM.CO.TH โดยมาตรฐานรถใช้แล้วของ GWM Certified Pre-Owned ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ การตรวจสอบคุณภาพตามมาตรฐาน 219 จุด อายุรถไม่เกิน 5 ปี เลขไมล์ไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร ไม่มีประวัติน้ำท่วม ไฟไหม้ และไม่มีประวัติชนหนัก ซึ่งมาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ
    • ขยายระยะเวลารับประกันตัวรถและระยะเวลาบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงเพิ่มอีก 2 ปี
    • ขยายแพ็คเกจบำรุงรักษา GPSI เพิ่มอีก 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร
    • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปีเต็ม
    • จัดไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ยพิเศษ
    • ฟรี บริการส่งรถถึงบ้าน
    • การันตีคุณภาพ คืนเงินได้ภายใน 7 วันหรือไม่เกิน 500 กิโลเมตร หากพบว่ารถมีปัญหาคุณภาพหรือไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

  1. กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย: ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า 3 ด้าน
    • “Worry Free” ขับขี่อย่างไร้กังวลกับการรับประกันคุณภาพรถใหม่ที่เป็น Best-in-class ถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกันแบตเตอรี่ ฟรี 8 ปี ไม่จำกัดระยะทาง สำหรับแบตเตอรี่ Hybrid และ ฟรี 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร สำหรับแบตเตอรี่ EV พร้อมแพ็คเกจการบำรุงรักษาตามระยะทางและบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistant) ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่มาพร้อมกับรถใหม่ทุกคัน นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จัดตั้ง EV Battery Rapid Team หรือหน่วยงานวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อให้คำแนะนำและตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่กรณีรถเกิดอุบัติเหตุ เพื่อให้บริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้จัดตั้ง GWM BATTERY HOTLINE CALL CENTER สายด่วนเพื่อรับแจ้งปัญหาเกี่ยวกับแบตเตอรี่และการเคลมโดยให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โทร 02-668-8888 กด 4
    • “Convenience” อำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้าเมื่อต้องการใช้บริการด้านต่างๆ หลังการขาย อาทิ บริการรับ-ส่งรถยนต์ในกรณีที่ลูกค้าไม่สะดวกเดินทางมาที่ศูนย์บริการ บริการ Mobile Service ตรวจเช็คระยะตามตารางบำรุงรักษาจากนอกสถานที่ ซึ่งสามารถดำเนินการนัดหมายบน GWM Application ให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย พร้อมช่างผู้ชำนาญการเสมือนรับบริการที่ศูนย์บริการ
    • “Digital Service Experience” ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้นด้วย GWM Smart Service ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อแพลตฟอร์มต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย Smart Vehicle, Smart Application, Smart System และ Smart Device เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าในการนัดหมายจองนัดเข้ารับบริการผ่านทาง GWM Application เมื่อลูกค้าเข้ารับบริการ ระบบ License plate recognition system จะจดจำป้ายทะเบียนรถเพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบ GWM Dealer management system ทำให้ศูนย์บริการทำความรู้จักกับลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนพบหน้า และทีม Service advisor จะทราบข้อมูลคำขอเข้ารับบริการของท่านในทันที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาในการให้ข้อมูลอีกเพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการให้บริการ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้ายังสามารถติดตามสถานะการซ่อมผ่าน Vehicle status board ได้ตลอดเวลาผ่านกล้อง CCTV อีกด้วย และสุดท้ายลูกค้าสามารถดูสถานะการให้บริการ อนุมัติงานซ่อม ชำระเงิน ตรวจสอบประวัติการรับบริการ และข้อมูลการใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน GWM Application ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใส จริงใจ ฉับไวในการให้บริการ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ด้านความพร้อมการบริหารอะไหล่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 75 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ครอบคลุมกับจำนวนรถอย่างน้อย 9 รุ่นภายในปี 2566 และเสริมความพร้อมให้กับ Partner Store ด้วยการเพิ่มรอบจัดส่งอะไหล่ด่วนพิเศษในเขตกรุงเทพและปริมณฑลภายใน 3 ชั่วโมงและส่งอะไหล่ให้ศูนย์บริการทั่วประเทศได้ภายใน 1 วันทำการถัดไป รวมถึงเพิ่มปริมาณการจัดเก็บอะไหล่ขึ้นอีกถึง 3,000 รายการ นอกจากนี้ เพื่อย่นระยะเวลาการซ่อมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เราได้ลดการนำเข้าอะไหล่จากต่างประเทศและจัดซื้อชิ้นส่วนจากในประเทศแทน เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้มากขึ้นกับระบบการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ

ปิดท้ายด้วยเซอร์ไพรส์แฟนๆ ชาวไทยชุดใหญ่กับการเปิดจอง ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชนตลอดกาลอีกครั้ง กลับมาครั้งนี้ เจ้าเหมียวไฟฟ้าเปิดให้จองทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ ORA Good Cat 400 PRO ราคา 828,500 บาท และ ORA Good Cat 500 ULTRA ราคา 959,000 บาท (ราคาหลังหักส่วนลดตามนโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าตามมาตรการรัฐและภาษีสรรพสามิต) นอกจากนี้ ผู้สั่งจองจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง ฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 รวมไปถึงค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง 5 ปี หรือ 75,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร

พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ได้สำรองสิทธิการสั่งจองล่วงหน้าของ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA ไว้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 จนถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 18.00 น. จะได้รับสิทธิในการสั่งจองและชำระเงินมัดจำเจ้าเหมียวไฟฟ้าก่อนใครตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 19.59 น. (48 ชั่วโมง หลังจากการเปิดรับจอง) ทาง GWM Application และลูกค้าทั่วไปสามารถสั่งจองและชำระเงินมัดจำจำนวน 10,000 บาทได้ตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป สามารถจองได้ทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH (โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากช่องทางดังกล่าว)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างมั่นคงโดยมุ่งมั่นรับฟังเสียงผู้บริโภครอบด้านอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเดินหน้าผสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์และนำเสนอประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานของลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์  ยังคงยืนยันความตั้งใจเดิมพร้อมสานต่อเจตนารมณ์ในการเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

**บริการหลังการขายตลอด 5 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

***ระยะเวลาสำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ติดโผบริษัทชั้นนำที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุในประเทศไทย และรถอีซูซุขนาดเล็กในประเทศลาวและกัมพูชา รับรางวัลองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดปี 2566 “Top 50 Employers in Thailand 2023” ย้ำชัดพนักงานคือผู้ขับเคลื่อนทุกความสำเร็จขององค์กร ส่งผลให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ตลอดระยะเวลา 66 ปี

กลุ่มตรีเพชร โดยคุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล “Top 50 Employers in Thailand 2023” ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับ 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด ประจำปี 2566 จากผลสำรวจของ WorkVenture ที่ปรึกษาและผู้นำด้านการสร้างแบรนด์นายจ้างให้แก่องค์กรชั้นนำในไทย เรามั่นใจว่ารางวัลนี้เป็นการการันตีว่าเราให้ความสำคัญกับพนักงานอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่า “พนักงานทุกคนคือหัวใจหลักแห่งความสำเร็จ ในการสร้างทุกสิ่งให้เป็นจริงได้” ถ้าพนักงานไม่มีความสุขก็จะถ่ายทอดความสุขให้คนอื่นไม่ได้ บริษัทต้องพิจารณาให้พนักงานมีความสุขก่อน (Employee Satisfaction) เพราะนั่นคือบันไดขั้นแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรที่แท้จริง นอกจากนั้นเรายังให้ความสำคัญด้านการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการให้ทุนการศึกษา ทั้งในและต่างประเทศ และคอร์สอบรมต่างๆ เพื่อให้พนักงานมีความสามารถเชิงลึกรอบด้าน (Well-roundedness) และต้องมีความยืดหยุ่น (Flexibility) พร้อมที่จะปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยวัฒนธรรมองค์กรไทย-ญี่ปุ่น ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดดเด่นเรื่องการการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ท่ามกลางบรรยากาศการทำงานที่สามารถเข้าถึงผู้บริหารได้เสมอ (Accessibility) เปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็น มีโอกาสเติบโตในสายอาชีพ พร้อมทั้งเงินเดือน โบนัสและสวัสดิการที่ดีเพื่อมอบความมั่นคงให้กับพนักงาน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เราเป็น 1 ใน 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย เมื่อพนักงานมีความสุขและเต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพแล้ว ก็จะสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมสินค้าและการบริการที่โดดเด่นให้แก่ลูกค้า ทำให้ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ เป็นผู้นำรถยนต์เมืองไทยมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลากว่า 66 ปี และเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจอันหลากหลายภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้””

สิ่งที่ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ทำอยู่สม่ำเสมอคือ การลงทุนกับพนักงาน ผ่านคอร์สอบรมต่างๆ ทั้ง Onsite และ Online ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มชื่อดัง กว่า 900 คอร์ส ให้พนักงานได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างรอบด้านแบบจัดเต็ม นอกจากนี้บริษัทฯ ยังสนับสนุนและส่งเสริมการเติบโตในอนาคตของพนักงาน โดยการให้โอกาสพนักงานได้ทำงานในโปรเจกต์พิเศษต่างๆ (Taskforce) รวมถึงการหมุนเวียนงาน (Rotation) เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้สายงานอื่นๆ ตามที่ตนสนใจ สร้างประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ทั้งในและต่างประเทศให้กับพนักงานอีกด้วย รวมถึงเรื่องสวัสดิการก็ดูแลพนักงานอย่างเต็มที่ เช่น อัตราการจ่ายเงินเดือน โบนัส ค่ารักษาพยาบาล รวมถึงการให้รางวัลพนักงาน ที่ทำงานครบทุกๆ 5 ปี (Long Term Service Awarding) ที่ดีเทียบเท่าหรือเหนือกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

สนใจสมัครงาน บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และบริษัทในกลุ่มตรีเพชร ได้ที่ https://career.tripetchgroup.com และสามารถติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ www.isuzu-tis.com LINE: @isuzuthai หรือเว็บไซต์กลุ่มตรีเพชร https://www.tripetchgroup.com

SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กยอดนิยม ยอดขายปี 2565 เติบโตเพิ่ม 3% พร้อมนำเสนอโปรโมชันพิเศษ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้”

0

ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ปลื้มยอดขาย SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็ก ที่ลูกค้ายังให้การยอมรับอย่างต่อเนื่อง ชี้เป็นเพราะดีไซน์โดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่ดี สามารถตกแต่งตามความต้องการในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดต่อเนื่อง จัดแคมเปญ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้” ดอกเบี้ย 0% ช่วยผ่อน 10 เดือน หรือ เลือกผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท ฟรีประกันภัยชั้น 1

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า SUZUKI SWIFT นับเป็นรถยนต์รุ่นเรือธงยอดนิยมของซูซูกิที่มีส่วนในการผลักดันยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดย SUZUKI SWIFT สร้างยอดขายนับตั้งแต่การแนะนำรุ่นแรกออกสู่ตลาดในประเทศไทยปี 2555-2564 มียอดขายรวมกันมากถึง 146,447 คัน ซึ่งต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของเราเป็นอย่างดีมาโดยตลอด

สำหรับในปี 2565 จากยอดขายรถยนต์ซูซูกิรวม 20,083 คัน SUZUKI SWIFT ยังคงเป็นรถยนต์รุ่นที่สามารถทำยอดขายได้สูงสุดทั้งสิ้น 8,641 คัน มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปี 2564 “ส่วนสำคัญที่ยังทำให้ SUZUKI SWIFT ได้รับการตอบรับอย่างดีมาเป็นระยะเวลายาวนาน ความคุ้มค่าคุ้มราคา ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ รวมถึงการเป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ที่มีดีไซน์โดดเด่น บ่งบอกถึงตัวตนได้อย่างชัดเจน สมรรถนะมอบการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ พร้อมอัตราบริโภคเชื้อเพลิงที่ประหยัด ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ทั้งหมดนี้ จึงทำให้ SUZUKI SWIFT ยังคงเป็นหนึ่งตัวเลือกอันดับต้นๆ ของตลาดอีโคคาร์” นายวัลลภ กล่าว

ทั้งนี้ SUZUKI SWIFT สปอร์ตแฮทช์แบ็กมีขนาดมิติของตัวรถ ความยาว 3,845 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,735 มิลลิเมตร และความสูง 1,495 มิลลิเมตร ผสานเข้ากับดีไซน์ที่เหนือชั้นทำให้ SUZUKI SWIFT มีความสปอร์ตและปราดเปรียวมากขึ้น ไฟหน้า LED Projector และไฟหลัง LED ล้ออะลูมิเนียมอัลลอยขนาด 16 นิ้ว ด้านสมรรถนะได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่คือหัวฉีดคู่หรือ DUALJET ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงประหยัดน้ำมันกว่า 23 กิโลเมตรต่อลิตร ขับขี่เร้าใจด้วยเครื่องยนต์ใหม่ K12M ขนาด 1.2 ลิตร

ด้านความปลอดภัย โดดเด่นด้วยแพลตฟอร์ม HEARTECT  ช่วยให้รถมีน้ำหนักน้อยลงแต่คงความแข็งแกร่งและช่วยประหยัดน้ำมัน รวมถึงโครงสร้างตัวถังแบบ TECT พร้อมระบบกันการสั่นสะเทือน ระบบ TCS ช่วยในการควบคุมรถขณะขับขี่บนถนนลื่นหรือในทางโค้ง และยังเหมาะกับการขับในเมืองด้วยระบบ IDLING STOP ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันขณะรถหยุดนิ่ง ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยระบบ Hill Hold Control ที่จะช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน และปลอดภัยมากขึ้นด้วยถุงลมนิรภัย SRS ถึง 6 ตำแหน่ง

ซูซูกิ ยังคงให้ความสำคัญในเรื่องของการตอบรับความต้องการของลูกค้า ที่มองหาสินค้าที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เพราะรถยนต์ไม่ใช่แค่เพียงยานพาหนะ แต่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ใจที่พาเราออกไปใช้ชีวิต มีฟังก์ชันตอบโจทย์ อำนวยความสะดวกในการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ จากความครบครันและเพียบพร้อมไปด้วยสไตล์ที่โดดเด่น จึงส่งให้รถรุ่นนี้เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างลงตัว  โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังเป็นที่สามารถนำไปตกแต่งหรือเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มความสวยงามตามสไตล์ของแต่ละคนได้อย่างหลากหลาย เติมเต็มความสนุกให้กับทุกวันของชีวิตได้อย่างลงตัว ซูซูกิต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับอย่างดียิ่ง

SUZUKI SWIFT มีให้เลือกทั้งหมด 3 เกรด คือ SWIFT GL จำหน่ายราคา 567,000 บาท SWIFT GL PLUS ราคา 572,000 บาท และ SWIFT GLX ราคา 637,000 บาท มี 6 สี ได้แก่ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทาอ่อน Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic และ สีขาว Pure White Pearl (เพิ่ม 5,000 บาท) และเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ รวมทั้งช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่สนใจให้สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์สปอร์ตแฮทช์แบ็กรุ่นนี้ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซูซูกิ จึงได้จัดแคมเปญพิเศษ “SUZUKI SMART DEAL ดีลสุดสมาร์ทที่พลาดไม่ได้”  สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ SUZUKI SWIFT ทุกรุ่น ภายในวัน ที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2566 สามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษสุดด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0%  ทุกรุ่น GL ,GLX ,GL PLUS หรือเลือกรับซูซูกิช่วยผ่อนสูงสุด 10 เดือน สำหรับรุ่น GL และ GLX เดือนละ 4,000 บาท   สำหรับรุ่น GL PLUS เดือนละ 3,500 บาท   หรือเลือกรับข้อเสนอผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 3,333 บาท  พร้อม ส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 40,000 บาท สำหรับรุ่น GL และ GLX หรือ รับส่วนลดอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่ารวมสูงสุด 35,000 บาท สำหรับรุ่น GL PLUS ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงระยะเวลา 3 ปี โดยข้อกำหนดและเงื่อนไขต่างๆเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมรวมถึงทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิใกล้บ้านทุกสาขาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th 
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

 

โตโยต้า สร้างโอกาสด้านศิลปะแก่เยาวชนไทยในโครงการ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2023”

0

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และ นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงข่าวโครงการประกวดวาดภาพระบายสี “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2023”  

“โตโยต้า รถยนต์ในฝัน” หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest” เป็นโครงการประกวดวาดภาพระบายสีระดับโลก จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทย ควบคู่ไปกับส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ผ่านการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการวาดภาพระบายสีภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ในฝัน” รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่เกิดความสนใจในเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาส สนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทย ให้พัฒนา  ก้าวไกลสู่เวทีระดับสากล

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “ปัจจุบันโตโยต้าให้การสนับสนุนโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเด็ก และเยาวชนมากมาย ซึ่ง TOYOTA Dream Car Art Contest เป็นโครงการที่โตโยต้าให้ความสำคัญ และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยเรามุ่งหวังให้เด็ก และเยาวชน ได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ รวมถึงทักษะทางด้านศิลปะ โดยเน้นที่การแสดงออกทางด้านจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกระตุ้นให้เกิดความสนใจในเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เยาวชนไทยของเราได้ประสบความสำเร็จ จนเป็นที่ยอมรับด้านความเป็นเลิศทางด้านศิลปะ และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีระดับสากล โดยโตโยต้าภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างโอกาส และสนับสนุนเพื่อมอบอีกหนึ่งความสุขให้กับสังคมไทย”

TOYOTA Dream Car Art Contest จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยมุ่งหวังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการผ่านผลงานศิลปะ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาส และสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก โดยโตโยต้ามุ่งหวังที่จะยกระดับ และเสริมสร้างทักษะของเยาวชนไทยทั่วประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมเวิร์คชอพในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบการลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะด้านศิลปะ และการสร้างผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้พื้นฐานด้านการวาดภาพ และเสริมจินตนาการด้านความคิด ภายใต้หัวข้อ “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน” และได้สอดแทรกแนวคิด “รถรักษ์โลก” เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความร่วมมือกัน ในการสร้างสังคมแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ “Carbon Neutrality” ผ่านการนำเสนอผลงานรถยนต์ในฝันที่ประหยัดพลังงาน และลดการปลดปล่อยมลพิษสู่อากาศ อย่างเช่น รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ในการประกวดครั้งนี้ด้วย 

นายศุภกร กล่าวต่อไปว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้แก่โครงการฯ และเยาวชนไทย ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest 2023 ในระดับประเทศ สำหรับเยาวชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อันดับ 1 ของทั้ง 3 รุ่น และทุนการศึกษาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้กับเยาวชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ชนะเลิศจากการประกวดระดับประเทศ จะได้รับโอกาสส่งผลงานเข้าร่วมประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest
ณ ประเทศญี่ปุ่น ผม และทางคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเชื่อมั่นว่า ผลงานของเด็กไทยใน ปีนี้ จะเป็นที่น่าจับตามอง และสามารถคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดระดับโลกได้ในที่สุด”
 

การประกวดแบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่

  1. รุ่นระดับอายุไม่เกิน 7 ปี
  2. รุ่นระดับอายุ 8-11 ปี
  3. รุ่นระดับอายุ 12-15 ปี 

สมัครเข้าร่วมกิจกรรมประกวดภาพวาดระบายสีในหัวข้อ “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน” หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2023” ได้ที่ช่องทางออนไลน์ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

ช่องทางการสมัคร      ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่  www.dreamcarthailand.com

วิธีการส่งผลงาน        ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dreamcarthailand.com

ระยะเวลารับสมัคร     ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566

การพิจารณาผลงาน    คัดเลือกผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละรุ่นจำนวน 3 ผลงาน รวมทั้งสิ้น 9 ผลงาน

การประกาศผลผู้ชนะ  ประกาศผลการประกวดระดับประเทศเดือน มิถุนายน 2566

รางวัลการประกวดระดับประเทศ       ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 รุ่น จะได้รับรางวัลดังนี้

  • ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี  
  • ประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ
  • ทุนการศึกษาจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท

 TOYOTA Dream Car Art Contest เป็นโครงการที่โตโยต้าให้ความสำคัญ และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีเยาวชนไทยประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกมากถึง 35 รางวัล จากผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 80 ประเทศทั่วโลก สามารถก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หลังจากที่จบโครงการ โดยการได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาศิลปะที่ตนเองสนใจ และได้รับโอกาสเข้าร่วมการประกวดในเวทีระดับโลก และในปีที่ผ่านมาได้ขยายโอกาสให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ได้แสดงทักษะและความสามารถในการวาดภาพ ซึ่งโตโยต้ามีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนไทยมุ่งมั่นทำตามความฝันของตนเอง 

นายศุภกร กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในโครงการว่า “อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จนั่นคือ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผมขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ และดำเนินงาน ตลอดจนผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ที่สนับสนุน และให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม รวมถึงการเสริมความรู้ด้านศิลปะแก่นักเรียนก่อนการประกวด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ผมขอเป็นกำลังใจให้เด็ก และเยาวชนที่ชนะเลิศการประกวดในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลในการประกวดระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยต่อไป”

ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมเด็กไทย สู่พลังแห่งจินตนาการอันยิ่งใหญ่ กับการประกวดวาดภาพระบายสี Toyota Dream Car Art Contest 2023 ติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ 

Facebook : Toyota Dream Car Art Contest , Line OA: @dreamcar2023

หรือ โทร. 096-847-1417 

“โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนความสุข”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อหนึ่งทศวรรษของโครงการ BMW Service Apprentice ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า ให้แก่นักศึกษาอาชีวะที่มีศักยภาพ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเป้าหมายในการดำเนินงานตามที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นที่การผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลิตและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยพัฒนาการของนวัตกรรมยานยนต์และความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของยนตรกรรมไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เราจึงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ จึงมีความมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความสามารถของบุคลากรอาชีวศึกษาไทย เพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ รับกับความต้องการใช้งานยนตรกรรมไฟฟ้าในประเทศได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ BMW Service Apprentice Program และ German-Thai Dual Excellence Education Program ที่ดำเนินการมากว่า 11 ปี”

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย และผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ได้จัดทำโครงการ BMW Service Apprentice Program ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education program – GTDEE) เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนและเบี้ยเลี้ยงตลอดระยะเวลาสองปีในโครงการให้กับนักศึกษาอาชีวะ พร้อมอบรมความรู้และฝึกฝนทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคให้แก่นักศึกษา ณ ศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย

นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา นักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมและจบหลักสูตรสองปีในโครงการ BMW Service Apprentice Program จะได้รับการรับรองมาตรฐานตามหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมระบบทวิภาคีในต่างประเทศในระดับ A จากหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศเยอรมนี (DIHK Quality Category A) ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับดังกล่าว จะเทียบเท่ากับหลักสูตรการฝึกอาชีพสาขาเมคคาทรอนิกส์ในรถยนต์ (Automotive Mechatronics) ของประเทศเยอรมนี โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นับเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่ดำเนินการด้วยมาตรฐานในระดับ A สำหรับนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโปรแกรม โดยกว่า 74% ของนักเรียนทั้งหมดที่สำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู

ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับนวัตกรรมและความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย นักศึกษาอาชีวะที่ผ่านการทดลองปฏิบัติงานในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับโอกาสในการฝึกงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้ผ่านการอบรมประกาศนียบัตรช่างไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งประกอบไปด้วย 5 หลักสูตรเฉพาะทาง ได้แก่ หลักสูตรช่างยานยนต์ ช่างยานยนต์อาวุโส ช่างยานยนต์ขั้นสูง ช่างยานยนต์เฉพาะรุ่นรถยนต์ และช่างยานยนต์แรงดันไฟฟ้าสูง จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้กับบุคลากรอาชีวศึกษารุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม

ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี มีนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาจาก 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) และวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ โดยเข้าร่วมโครงการ BMW Service Apprentice Program แล้ว 11 รุ่น ทั้งหมด 247 คน และสำหรับโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education Program) ซึ่งมีหลักสูตรประกาศนียบัตร 3 หลักสูตร มีนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เข้าร่วมแล้ว 8 รุ่น ทั้งหมด 107 คน รวมทั้งหมดจากสองโครงการ 354 คน โดยมุ่งสนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาอาชีวะทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เดินหน้าสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่แรงงานทักษะขั้นสูงเพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการของผู้ขับขี่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย รับโล่รางวัลจากกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งสนับสนุนการศึกษารถยนต์ไฟฟ้า

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ (ซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย เป็นผู้แทนรับมอบโล่จาก นางสาวตรีนุช เทียนทอง (ขวา) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในด้านการสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและยกระดับทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
(Electric Vehicle หรือ EV) ในงาน ONE-EV (Open Network of Education for Electric Vehicle)
ณ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

พิธีมอบรางวัลครั้งนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี โดยมีผู้บริหารสถานประกอบการ ผู้บริหาร และผู้อำนวยการสถานศึกษาเข้าร่วมงาน เพื่อสนับสนุนนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ ในการมุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูง  รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้นโยบาย “ZERO Emission”

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานขาย บริการหลังการขาย และการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า“การได้รับรางวัลยกย่องจากกระทรวงศึกษาธิการตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการสนับสนุนการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะขั้นสูง พร้อมกับส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นผู้นำในการสร้างความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า”

โดยก่อนหน้านี้  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2565 ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนการผลิต และพัฒนาบุคลากรรวมถึงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ภายใต้บันทึกความเข้าใจครั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์สมัยใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อเป้าหมายผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนเป็นกลาง

จากความร่วมมือดังกล่าว มีสถานประกอบการภาครัฐและเอกชนจำนวน 16 แห่ง ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือการสร้างและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่มุ่งเน้นการพัฒนาด้านยานยนต์ไฟฟ้า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย จะร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตรเพื่อช่วยขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มอบเครื่องยนต์ให้แก่แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จำนวน 11 เครื่อง ในเดือนธันวาคม 2564 เพื่อยกระดับทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติกับเครื่องยนต์จริงทั้งเบนซินและดีเซลที่ล้ำสมัยของรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นต่าง ๆ ที่คว้ารางวัลมาแล้วมากมาย อาทิ ไทรทัน ปาเจโร มิราจ แอททราจ และเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี

การได้รับโล่รางวัลครั้งนี้ รวมถึงการผนึกความร่วมมือกับหลายภาคส่วนตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งตอบแทนกลับคืนสู่สังคมไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์การดำเนินงานเพื่อสังคม ‘สรรค์สร้าง เคียงข้างสังคมไทย’ ภายใต้หลักสำคัญด้าน ‘การศึกษา’ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลักสำคัญ 3 ด้านนอกเหนือจาก ‘สิ่งแวดล้อม’ และ ‘สุขภาพ’ มุ่งส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้ยั่งยืน

‘มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA’ เดินหน้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ชูศักยภาพ Lifestyle Mobility Ecosystem

0

‘มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA’ เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (‘ตลาดหลักทรัพย์ฯ’) ระดมทุนเสริมความแข็งแกร่ง ชูศักยภาพผู้นำธุรกิจที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทาง (Lifestyle Mobility) อย่างครบวงจร และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ให้ครอบคลุมทุกมิติ พร้อมมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อสร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างหลากหลาย 

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA ดำเนินธุรกิจมากว่า 2 ทศวรรษ โดยสร้างความแข็งแกร่งด้วยการพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ภายใต้ชื่อ ‘MGC-ASIA Ecosystem’ ผ่านการขยายผลิตภัณฑ์ บริการและฐานลูกค้า เพื่อตอกย้ำศักยภาพการเป็นผู้นำทางธุรกิจ ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งการเดินทางอย่างครบวงจร (Lifestyle Mobility) โดยปัจจุบัน มิลเลนเนียม กรุ๊ปฯ MGC-ASIA มีผลิตภัณฑ์และบริการอย่างครอบคลุม ทั้งการจำหน่ายรถยนต์ บิ๊กไบค์ เรือยอชท์ เรือแม่น้ำ และรถยนต์มือสอง พร้อมการรับประกัน บริการจัดหาลูกค้าสำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว และตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินชั้นนำ บริการหลังการขายและซ่อมบำรุง บริการเช่ารถยนต์ทั้งระยะสั้น และระยะยาวพร้อมพนักงานขับ รวมถึงมีธุรกิจเสริมสร้างรายได้ระยะยาวและบริการอื่นๆ ได้แก่ บริการทางการเงินสำหรับยานยนต์และมารีน นายหน้าประกันภัย และบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และศูนย์ปฏิบัติการข้อมูล เป็นต้น นอกจากนี้ การร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งเป็นผู้ผลิตและให้บริการด้านยานยนต์ระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสร้างให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีและครบวงจรแก่ลูกค้า รวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น

ทั้งนี้ ทีมผู้บริหารและพนักงาน ได้มุ่งสร้างความเป็นเลิศในการดำเนินงาน จากความเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ในการ
สร้างประสบการณ์ที่เต็มเปี่ยม ในการเดินทางอย่างครบวงจร ตลอดจนมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการสร้างค่านิยมในองค์กร ให้มีส่วนร่วมและตระหนักถึงชุมชน รวมถึงพื้นฐานเพื่อการเติบโตสู่ผลกำไรอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ ประกอบธุรกิจในรูปแบบ Holding Company โดยแบ่งธุรกิจหลักออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1) กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail Business) ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้นำเข้า และ/หรือผู้จำหน่าย รถยนต์ บิ๊กไบค์ เรือยอชท์ และเรือแม่น้ำ ในลักษณะธุรกิจค้าปลีกยานยนต์ (Mobility Retail Business) รวมถึงให้บริการจัดหาลูกค้า สำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว โดยแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก ซึ่งกลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าและ/หรือผู้จำหน่าย ได้แก่ รถยนต์ Rolls-Royce, BMW, MINI, Honda และบิ๊กไบค์ BMW Motorrad, Harley-Davidson รวมถึงเรือยอชท์สัญชาติอิตาเลียน Azimut เรือแม่น้ำสัญชาติอเมริกัน Chris-Craft และบริการจำหน่ายรถยนต์มือสองรวมถึงบริการจัดหาลูกค้า สำหรับธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว VistaJet เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ยังเป็นผู้จำหน่ายยานยนต์ BMW, MINI และ BMW Motorrad อันดับ 1 ของประเทศไทย

2) กลุ่มธุรกิจให้บริการหลังการขาย และให้บริการซ่อมบำรุงรถยนต์อิสระ โดยมีศูนย์บริการครอบคลุม ช่วยสนับสนุนธุรกิจหลักและสร้างรายได้ รวมถึงผลกำไรแก่กลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยกลุ่มบริษัทฯ ถือเป็นผู้นำธุรกิจการให้บริการหลังการขาย จำหน่ายอะไหล่ยานยนต์ อุปกรณ์ตกแต่ง และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมบุคลากรที่ผ่านการอบรมด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องมืออันทันสมัย เพื่อรองรับการให้บริการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันและอนาคต  และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพ รวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น

3) กลุ่มธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์และพนักงานขับ โดยธุรกิจให้บริการเช่ารถยนต์ระยะยาว เน้นการให้บริการ
แก่กลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีระยะเวลาการเช่า 2 – 5 ปี พร้อมให้บริการครบวงจรตลอดระยะเวลาของสัญญาเช่า บริการเช่ารถยนต์ระยะสั้นภายใต้แบรนด์ระดับโลก ‘Sixt Rent a Car’ ที่มีศูนย์บริการมากกว่า 4,500 สาขา ในกว่า 105 ประเทศทั่วโลก โดยมีเครือข่ายกับบริษัทชั้นนำของโลกเป็นพันธมิตร ทางบริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการรถยนต์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำระดับประเทศ ในการประชุม ASEAN SUMMIT เมื่อปี 2562 รวมถึงงานประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ปี 2565 (APEC 2022) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ ได้ขยายบริการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างครบวงจร ผ่านสินค้า และบริการที่เกี่ยวเนื่องแก่ลูกค้าและองค์กร โดยมีกลุ่มธุรกิจให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร นายหน้าประกันภัย บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และดิจิทัลแพลตฟอร์ม รวมถึงบริการทำความสะอาดและเคลือบสีรถยนต์ ซึ่งดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่ากลุ่มบริษัทฯ วางเป้าหมายการขยายศักยภาพทางธุรกิจ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมวางแผนต่อยอดและขยายธุรกิจมารีนในภูมิภาค เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายใหม่ ผ่านทุกแพลทฟอร์มทางธุรกิจ การขยายสู่บริการทางด้านการเงิน การเช่าซื้อ ลีสซิ่ง และสินเชื่อรีไฟแนนซ์สำหรับยานยนต์หรูทุกประเภทผ่านบริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด (Alpha X) ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับ บริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) และบริการนายหน้าประกันภัย ผ่านบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด และอื่นๆ

“กลุ่มบริษัทฯ ได้วางแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตทั้งในประเทศและภูมิภาค เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจครบวงจร รวมถึงสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ นอกจากนี้
MGC-ASIA ให้ความสำคัญกับการยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจแบบธรรมาภิบาล ตลอดจนมุ่งเน้นนโยบายรักษ์โลก ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายขับเคลื่อนสู่องค์กรคาร์บอนต่ำเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.สัณหวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ล่าสุด บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก จำนวนไม่เกิน 336,000,000 หุ้น คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญครั้งนี้ โดยมีแผนนำเงินไปลงทุนในบริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่กลุ่มบริษัทฯ ได้ในระยะยาว นอกเหนือจากการนำไปชำระเงินกู้จากสถาบันการเงิน และเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนในการสร้างการเติบโตในการดำเนินธุรกิจ

อีซูซุ จัดการแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขาย พร้อมแสดงความยินดีกับแชมป์โลก I-1 Grand Prix 2022

0

อีซูซุตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านผลิตภัณฑ์และบริการหลังการขาย ด้วยการจัดการแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2565” รอบชิงชนะเลิศ เพื่อพัฒนาศักยภาพและทักษะให้กับเจ้าหน้าที่ของผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ พร้อมยกระดับคุณภาพในการให้บริการและสร้างความพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

ทั้งนี้ภายในงานยังมีการร่วมแสดงความยินดีกับทีมช่างอีซูซุซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันทักษะระดับนานาชาติ หรือ I-1 Grand-Prix ประเภทรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ จากผู้เข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 35 ประเทศ ได้แก่ คุณสมชาย ตากองแก้ว จากบริษัท ธารา จำกัด และ คุณวัชรินทร์ อินต๊ะขัด จากบริษัท อีซูซุเชียงรายบริการ (2002) จำกัด สำหรับประเภทรถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้น 22 ประเทศ ได้แก่คุณอนันท์ มณีสร้อย จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด และคุณชลอ พรามแผลง จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในช่วงหลายปี  ที่ผ่านมา เราต่างได้รับผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 แต่ด้วยการผนึกกำลังร่วมกันของกลุ่มตรีเพชรและผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจอีซูซุสามารถก้าวข้ามความท้าทายที่สำคัญนี้มาได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกและรถปิกอัพของเมืองไทยไว้ได้อย่างมั่นคงอีกด้วย แม้ว่าในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินงานหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งซึ่งยังคงความสำคัญตลอดมา คือ ความสามารถในการสร้างความพอใจให้กับลูกค้าทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ ดังนั้น บุคลากรทั้งด้านการขายและธุรกิจหลังการขายนั้นจำเป็นต้องผนึกกำลังทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้า เราจึงมีนโยบายหลักประการหนึ่งในการพัฒนาบุคลากร โดยการจัดการแข่งขัน “ทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ” ขึ้น เพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถทั้งในด้านการขายและบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าได้ต่อไป”

การแข่งขันทักษะด้านการขายและบริการหลังการขายอีซูซุ ประจำปี 2565 รอบชิงชนะเลิศนี้   ผู้เข้าแข่งขันต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานการปฏิบัติงานแต่ละด้าน โดยประกอบด้วยการแข่งขัน 5 ประเภท สำหรับรอบชิงชนะเลิศนี้มีเจ้าหน้าที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 90 คน จาก ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 513 คน  โดยมีเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งผลการแข่งขันมีดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่

คุณนพวรรณ แสงเจริญรัตน์ จากบริษัท โค้วยู่ฮะมอเตอร์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษาการขาย รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่

คุณประเสริฐ ระเบียบดี จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถปิกอัพและรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ได้แก่

คุณธวัชชัย รักความสุข จากบริษัท ชลบุรีอีซูซุเซลส์ จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ พนักงานช่าง รถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ได้แก่

คุณอังกูรรัตน์ นาคีรักษ์ จากบริษัท ธารา จำกัด

  • รางวัลชนะเลิศ ที่ปรึกษางานบริการ มัลติฟังก์ชั่น ได้แก่

คุณอนุรักษ์ เผือกผ่อง จากบริษัท อีซูซุชัยนาท จำกัด

“หลังจากทราบผลก็หายเหนื่อยเลยค่ะ เพราะมีการเตรียมตัวอย่างหนักตั้งแต่การอ่านหนังสือ หาข้อมูล และเรียนรู้รายละเอียดต่างๆของรถอีซูซุอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตามนอกจากการแข่งขันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำทักษะและประสบการณ์ที่ได้รับไปให้บริการลูกค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด เพื่อสร้างความประทับใจและพอใจสูงสุดของลูกค้าค่ะ” คุณนพวรรณ แสงเจริญรัตน์ หนึ่งในผู้ชนะเลิศทักษะด้านการขาย กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมติดตามและอัพเดทข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่  www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ฟอร์ด สนับสนุนพันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ จัดแสดงผลงานใน Bangkok Design Week 2023

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สนับสนุนพันธมิตรศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม หรือ ศูนย์ FREC กรุงเทพฯ นำเสนอผลงานในเทศกาลการออกแบบ (Bangkok Design Week 2023) ในย่านนางเลิ้ง ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม ทั้งนาฏศิลป์ ดนตรี และอาหาร ภายใต้แนวคิด ‘Enlighten Nang Loeng’ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองที่น่าอยู่และเป็นมิตรกับคนเมือง โดยฟอร์ดได้นำพนักงานและสื่อมวลชนร่วมเปิดประสบการณ์นางเลิ้ง ชม 7 ผลงานออกแบบสร้างสรรค์ และชมนิทรรศการ ‘Ford Presents Enlighten Nang Loeng’ โชว์แสงสีแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค

ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำการดำเนินงานแบบใส่ใจดูแลกันและกัน โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้ร่วมสนับสนุนพันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ ร่วมงานเทศกาลการออกแบบ ภายใต้แนวคิด ‘เมือง-มิตร-ดี: Urban‘NICE’zation’ เพื่อนำเสนอการออกแบบที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคน โดยพันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ นำโดยศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL ได้ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนจัดแสดงนิทรรศการออกแบบสร้างสรรค์ในพื้นที่ย่านนางเลิ้ง ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ย่านเศรษฐกิจของเทศกาลการออกแบบกรุงเทพฯ ในปีนี้

ภายในงานสื่อมวลชน และพนักงานฟอร์ดได้รับฟังข้อมูลโครงการที่น่าสนใจของมูลนิธิรักษ์อาหาร (Scholars of Sustenance Thailand – SOS Thailand) และโครงการ Urban Learning Day ของศูนย์วิจัยชุมชนเมือง ที่ได้ร่วมกับเครือข่ายมิตรเมืองจากภาคส่วนต่างๆ ในกิจกรรมที่สะท้อนถึงความสำคัญงานของออกแบบสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ในกรุงเทพฯ

สื่อมวลชนได้ร่วมเปิดประสบการณ์ศิลปะในย่านนางเลิ้งผ่าน 7 ผลงานที่รังสรรค์โดยกลุ่มศิลปิน Sense of Nang Loeng และศิลปินชาวฝรั่งเศส เอลวีร์ บ็องดูแอ็ล (Elvire Bonduelle) ที่มีชื่อเสียงด้านการนำตัวอักษรมาสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะ โดยเส้นทางชมงานประกอบด้วย สวนพี่แดง, Parkpods, บ้านนางเลิ้ง, จุบจิบจับใจ, Memorial Wall, Sartorial ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยงานแสดงไฟแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ‘Ford Presents Enlighten Nang Loeng’ ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค ซึ่งศูนย์วิจัยชุมชนเมืองได้ร่วมกับศิลปิน KIMBAB:) and friends รังสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ จากสถาปัตยกรรมของโรงเรียนสตรีจุลนาค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าแก่ในย่านนางเลิ้ง เพื่อนำผู้ชมย้อนไปถึงเรื่องราวและประสบการณ์ร่วมในวัยเรียนผ่านแสง และอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมภายในโรงเรียน 

ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2023 ย่านนางเลิ้ง สามารถเข้าร่วมงานได้ที่โรงเรียนสตรีจุลนาค ถนนหลานหลวง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 โดยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเฟซบุ๊ค FREC Bangkok และท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่กิจกรรมผ่าน Hashtag #2023ไปด้วยกันกับฟอร์ด #FordXFRECBKK #ExperienceNangLoeng