Home Blog Page 276

ปอร์เช่ เปิดฟลอร์โชว์รถหรูสไตล์เฮอริเทจและประวัติความเป็นมาของตระกูล Lightweight ครั้งใหญ่ในเอเชีย

0

นับเป็นการรวมตัวกันครั้งใหญ่แห่งปีเมื่อสาวกรถสปอร์ตหรูปอร์เช่พร้อมใจมารวมตัวกันโชว์ความเก๋าของรถคันโปรด ในงาน PORSCHELEICHTBAU (ปอร์เช่ ไลค์เบา) ที่จัดขึ้นโดย ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้ารถปอร์เช่อย่างเป็นทางการรายเดียวในไทย ร่วมกับ บริษัท 2000 พับลิชชิ่ง แอนด์ มีเดีย จำกัด ผู้ผลิตนิตยสาร DAS TREFFEN สำหรับกลุ่มผู้อ่านที่ชื่นชอบและหลงใหลรถยนต์ ปอร์เช่ (Porsche) เมื่อวันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2565 ณ ลานหน้าห้าง Central World ที่ผ่านมา

โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคักเมื่อรถสปอร์ตหรูต่างทยอยขับมาจอดหน้าลานกิจกรรม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์กันอย่างเนืองแน่น ที่ทำเอาลานกว้างๆ ดูเล็กลงไปในพริบตา พร้อมกับเหล่าบรรดาแฟนพันธุ์แท้เจ้าของรถสปอร์ตที่ชื่นชอบอัตลักษณ์อันน่าหลงใหลของปอร์เช่ และคนรักปอร์เช่ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ให้ได้ถ่ายภาพความสวยและยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องรถ พร้อมสนุกกับกิจกรรมการเล่นเกมส์สุดพิเศษ

มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้ารถปอร์เช่อย่างเป็นทางการรายเดียวในไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมจัดกิจกรรมพิเศษเพื่อแฟนพันธุ์แท้คนรักปอร์เช่ สำหรับงาน PORSCHELEICHTBAU (ปอร์เช่ ไลค์เบา) ที่เรียกว่าเป็นกิจกรรมรวมพลคนรักปอร์เช่ที่จัดขึ้นเพื่อพบปะสังสรรค์ระหว่างกลุ่มเจ้าของรถและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ปอร์เช่รุ่น Lightweight ทั้งชาวไทยและต่างชาติจากทั่วประเทศ ได้มีโอกาสมาชื่นชมและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนฝูงที่หลงใหลในยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่เช่นเดียวกัน ซึ่ง Leichtbau = Lightweight construction คือรถรุ่นพิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากการชิงชัยในสนามแข่ง ที่มีโครงตัวถังรถยนต์และเลือกใช้ชิ้นส่วนมุ่งเน้นไปที่การลดน้ำหนักของรถยนต์ทั้งคัน เพื่อช่วยให้การใช้พลังงานต่อระยะทางมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยยังคงความแข็งแรงของโครงรถ และความปลอดภัยไว้เช่นเดิม ซึ่งงานนี้ยังจัดขึ้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เหล่าคนรักรถพร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยน ทั้งเทคนิคการเลือกซื้อ แนวทางการเลือกชุดแต่ง การดูแลรักษา ฯลฯ โดยงานนี้นับว่าเป็นครั้งแรกในไทย ที่รวบรวมเอารถตระกูลพิเศษนี้มารวมตัวกันเป็นจำนวนมากที่สุด นับเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจภายในงาน อีกทั้งปอร์เช่ ประเทศไทย มีบูทจำหน่ายสินค้าจาก AAS Porsche Lifestyle และ ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ Autoglym เพื่อเป็นการสร้างสีสันภายในงานอีกด้วย พร้อมกับรถไฮไลต์อย่าง 718 Cayman GT4 RS สี Dolomite Silver คันแรกในไทย และรถจาก Porsche Approved รุ่น 911 GT3 RS (รุ่นตัวถัง 991.1) สี Ultra Violet , และ 911 GT3 RS (รุ่นตัวถัง 991.2) สี Miami Blue) รวมไปถึงสปอร์ตซาลูนสุดหรูรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Panamera Platinum Edition สี TRUFFLE BROWN METALLIC และที่เรียกได้ว่าคุ้มค่าแห่งการได้ร่วมงานแน่นอน”

คุณปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้เป็นการจัดแสดงรถหายากในตระกูล Lightweight จากทุกโฉมปีต่าง ๆ รวมแล้วกว่า 40 คัน หลักสำคัญของรุ่นพิเศษนี้ คือแรงบันดาลใจที่ได้จากการนำรถแข่งลงชิงชัยในสนาม และถือเป็นประวัติศาสตร์แห่งวงการ Motorsport ตัวจริงที่สามารถนำมาขับขี่ได้บนท้องถนนสาธารณะ โดยเปิดให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสถึงเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในอีกมุมหนึ่งของรถยนต์ยี่ห้อปอร์เช่ ที่มีวัตถุประสงค์การผลิตมาเพื่อเน้นน้ำหนักเบา ที่พร้อมสำหรับการพิชิตธงหมากรุกในสนามแข่งได้ทุกเวลา อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและพลังอันเหนียวแน่นของกลุ่มคนรักรถปอร์เช่ในเมืองไทย เหล่าสาวกของ  แบรนด์รถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ไม่ควรพลาดที่จะมาซึมซับตำนานความแรงที่ฝังอยู่ใน DNA ของเหล่ารถ Porsche ตระกูล lightweight พร้อมด้วยบรรยากาศความสนุกสุดชิลล์จาก DJ ชื่อดัง และอาหารเครื่องดื่ม ให้คุณได้เพลิดเพลินภายในงาน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมงาน ถือเป็นงานเรียกความสนใจก่อนงานประจำปีอย่าง Das Treffen ค่ะ

บริดจสโตน ต้อนรับกรมการขนส่งทางบกและผู้ประกอบการ เยี่ยมชม “ศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน บันแดก” และ “สนามทดสอบยางไทยบริดจสโตน”

0

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยกลุ่มธุรกิจโซลูชั่นยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลงร่วมกันกับกรมการขนส่งทางบกในการพัฒนาศักยภาพการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก ต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากกรมการขนส่งทางบก พร้อมด้วยผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง เยี่ยมชมศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน บันแดก ชมกระบวนการผลิตยางหล่อดอก หรือการเปลี่ยนหน้ายางใหม่เพื่อทำให้โครงยางเดิมนั้นนำกลับมาใช้งานได้อีกอย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างความเข้าใจในสายการผลิต และตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพของยางหล่อดอกที่ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดได้มาตรฐาน พร้อมทั้งพาชมสนามทดสอบสมรรถนะยางรถบรรทุก ณ สนามทดสอบยางไทยบริดจสโตน และร่วมพูดคุยกับทีมงานจากบริดจสโตนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการในธุรกิจขนส่ง และยกระดับมาตรฐานการบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก
(Q Mark) และการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหารด้วยรถบรรทุกแบบควบคุมอุณหภูมิ (Q Cold Chain) ของกรมการขนส่งทางบก ในฐานะที่บริดจสโตนเป็นพันธมิตรและเป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิต และการทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์และรถบรรทุกซึ่งได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ยางหล่อดอกจาก “ศูนย์ยางหล่อดอก บริดจสโตน บันแดก” เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของบริดจสโตนและนำกรรมวิธีของบันแดกซึ่งเป็นโรงงานที่มีชื่อเสียงระดับแนวหน้าในธุรกิจยางหล่อดอก PCT คุณภาพสูงของบริดจสโตน บันแดก ประเทศไทย ในการเปลี่ยน “หน้ายางใหม่” เพื่อทำให้ “โครงยาง” เดิมนั้นนำกลับมาใช้งานได้อีก จึงช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งต่อกิโลเมตรได้อย่างมีนัยยะสำคัญ นอกจากนี้ยางหล่อดอกยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะใช้ทรัพยากรน้อยกว่าการผลิตยางใหม่แบบทั้งหมด ดังนั้นด้วยการผลิตภายใต้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยและการควบคุมคุณภาพอย่างถี่ถ้วน ทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้าจำนวนมากในประเทศแถบเอเชีย และเป็นหนึ่งในสินค้าคุณภาพชั้นนำภายใต้ B-Solution โปรแกรมการบริหารจัดการยางรถบรรทุกและรถโดยสารแบบมืออาชีพ ซึ่งเป็นบริการพิเศษเพื่อผู้ประกอบการรถบรรทุกและรถโดยสารโดยเฉพาะ มีจุดเด่นเรื่องความสะดวก ความปลอดภัย และการช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ความคุ้มค่าสูงสุดแก่ลูกค้า เพื่อส่งมอบโซลูชั่นและประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบอย่างยั่งยืนแท้จริงในการใช้ยางจากบริดจสโตนซึ่งจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นและการเติบโตอย่างมีศักยภาพให้ผู้ประกอบการในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

เจาะลึกการออกแบบของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ สะท้อนดีเอ็นเอสายพันธุ์แกร่ง ดุดัน ทรงพลังสไตล์แร็พเตอร์

0

ฟอร์ดเผยวิดีโอความยาว 90 วินาที บอกเล่าเบื้องหลังการทำงานของทีมออกแบบฟอร์ด ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ตั้งแต่ยังเป็นภาพร่างบนกระดาษ สเก็ตช์ จนกลายเป็นรถที่ทรงพลังที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์

เมื่อพูดถึงการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ เราอาจนึกถึงเครื่องจักรที่ซับซ้อนในสายการผลิตขนาดใหญ่ แต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนเหล่านี้ คืองานของช่างฝีมือ ที่ต้องสเก็ตช์ภาพหลายร้อยภาพ ขึ้นรูปดินเหนียวหลายพันกิโลกรัม และใช้สีหลายร้อยลิตรในการรังสรรค์รถต้นแบบ

ทุกงานสร้างสรรค์ล้วนเริ่มต้นมาจากการตั้งโจทย์ ซึ่งดีไซน์ของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ได้รับจะกลายเป็นแกนหลักของงานออกแบบ และบ่งบอกว่าในงานดีไซน์ต้องใช้แรงบันดาลใจและองค์ประกอบที่จำเป็นอะไรบ้าง

เดฟ ดูวิทท์ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบภายนอกของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กล่าวว่า “เมื่อเราสรุปโจทย์เกี่ยวกับ งานครีเอทีฟได้แล้ว ทีมนักออกแบบจะเริ่มทำงานอย่างแรกนั่นคือการสเก็ตช์ภาพด้วยดินสอลงบนกระดาษ และเมื่อภาพร่างที่มีมากมายหลายร้อยแบบได้รับการอนุมัติ ทีมออกแบบดิจิทัลจะนำมาขึ้นแบบจำลองเสมือนจริงเพื่อใช้เป็นต้นแบบ และส่งต่อให้ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างโมเดลดินเหนียว

ในขั้นตอนนี้ใช้ดินเหนียวมากกว่า 4,000 กิโลกรัม สร้างโมเดลขนาด 1 ต่อ 3 ก่อนที่จะพัฒนาเป็นโมเดลเท่ากับขนาดจริงโดยใช้เครื่องจักร จากนั้นทีมประติมากรที่เชี่ยวชาญจะเข้ามาตกแต่งรายละเอียดในขั้นตอนสุดท้าย เมื่อทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น หัวหน้าฝ่ายออกแบบจะอนุมัติ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบหลังจากนี้ไม่ได้อีกแล้ว นอกจากนี้ ทีมปั้นดินยังสร้างโมเดลของพวงมาลัย แผงหน้าปัด และเบาะที่นั่ง ที่มีขนาดเท่ากับอุปกรณ์จริงด้วย

ในขณะที่ทีมปั้นดินเหนียวทำงาน ทีมสีและวัสดุจะเริ่มคัดเลือกผ้า พื้นผิว และสีที่ช่วยเน้นรูปลักษณ์และความรู้สึกของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ รวมทั้งสอดคล้องกับดีเอ็นเอด้านดีไซน์ของรถรุ่นนี้ ส่วนทีมออกแบบภายในจะคอยดูแลเพื่อให้มั่นใจว่าห้องโดยสารภายในให้ความรู้สึกเหมือนค็อกพิทของเครื่องบิน และตอบโจทย์การใช้งานจริงได้สูงสุดด้วยเช่นกัน

ในระหว่างที่ทีมอื่นๆ กำลังทำงานด้านรูปลักษณ์ภายในและภายนอกของรถ ทีมวิศวกรออกแบบจะดูรายละเอียดที่ลงลึกกว่าความสวยงาม เพื่อให้แน่ใจว่ารถคันนี้ไม่ได้มีดีแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น

ผลลัพธ์ที่ได้หลังจากการทำงานอย่างหนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานทำมือ ของทีมครีเอทีฟและช่างฝีมือมากความสามารถ คือฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่

สุดยอดสมรรถนะที่สัมผัสได้ด้วยตา

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่ง ดุดัน บนตัวถังที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ซึ่งไม่เพียงยกระดับฟอร์ด เรนเจอร์ ไปอีกขั้น แต่ยังสะท้อนถึงดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่เชื่อมโยงกับรถในตระกูลแร็พเตอร์ได้อย่างชัดเจน

“โจทย์สำคัญในการออกแบบฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือการให้ความสำคัญกับ ‘รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและตอบโจทย์การใช้งานจริง’ เพื่อยกระดับรถในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ให้เหนือไปอีกขั้น” แม็กซ์ ทราน หัวหน้าทีมออกแบบ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กล่าว

ทีมนักออกแบบต้องการสื่อถึงตัวตนของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ผ่านการออกแบบ เดฟกล่าวเสริม “ทันทีที่ได้เห็น คุณจะสัมผัสได้ถึงขุมพลังและสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ และรู้ได้ทันทีว่ารถคันนี้อัดแน่นไปด้วยดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ และเป็นรถกระบะในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์” เขากล่าว

รถฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ แม้ว่ากระบะแต่ละรุ่นในตระกูลแร็พเตอร์จะมีจุดเด่นที่ต่างกัน แต่รถทุกคันในตระกูลแร็พเตอร์จะต้องมีองค์ประกอบที่เห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่านี่คือรถในตระกูลแร็พเตอร์ อาทิ ตัวอักษร F-O-R-D ขนาดใหญ่บนกระจังหน้าสีดำ พร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี กันชนหน้าและหลังทำจากเหล็กที่แข็งแรงทนทานเพื่อการขับขี่ออฟโรดสุดหฤโหด รวมถึงแผ่นกันกระแทกที่ผลิตจากเหล็กที่มีความทนทานสูง ฝากระโปรง ช่องระบายอากาศด้านข้าง และโป่งซุ้มล้อ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ครบเครื่องในทุกๆ องค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมา และมีความโดดเด่นที่แตกต่างไปจากฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นอื่นๆ ด้วยฝากระโปรงหน้าซึ่งนูนขึ้นเพื่อสื่อถึงขุมพลังภายใน ท่อไอเสียคู่ที่ติดตั้งไว้สูงขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง รวมไปถึงการตกแต่งด้วยสีเทาเข้มในส่วนอื่นๆ

“เราเชื่อว่าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะโดดเด่นและแตกต่างจากรถฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นอื่นๆ และยังแตกต่างอย่างโดดเด่นจากรถในตระกูลแร็พเตอร์ทั้งหมดด้วย” เดฟกล่าว

“หากคุณจอดรถเหล่านี้ไว้ข้างกัน คุณจะเห็นได้ถึงสิ่งที่ทำให้รถแต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ ที่เชื่อมโยงรถแต่ละคันเข้าไว้ด้วยกัน”

การออกแบบภายในที่สื่อถึงสมรรถนะเหนือระดับ

นิค เอเทอโรวิค ผู้จัดการฝ่ายออกแบบภายใน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กล่าวว่า การตกแต่งภายในของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าในการปลดล็อกการขับขี่ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ได้

“เราต้องการพัฒนาห้องโดยสารที่มอบประสบการณ์การขับขี่แบบรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่พร้อมลงสนามแข่ง ควบคู่กับการมอบความสะดวกสบายแบบรถสปอร์ตที่ทันสมัย” นิคกล่าว

ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ สื่อถึงพลังและความดุดันของการเป็นออฟโรดสมรรถนะสูงเช่นเดียวกับการออกแบบตัวถังภายนอก จากการตกแต่งด้วยสีส้ม ‘โค้ด ออร์เรนจ์’ ทั่วห้องโดยสาร ส่วนแผงหน้าปัดและด้านบนแผงประตูบุด้วยหนังเทอร์รา ซูเอด ที่นุ่มแต่ทนทานและทำความสะอาดง่าย การเคลือบผิวแบบด้านยังช่วยลดแสงสะท้อน และเพิ่มความหรูหราในแบบรถแข่งให้กับห้องโดยสารด้วย

เบาะที่นั่งแบบฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจจากเบาะเครื่องบินขับไล่ เอฟ-22 แร็พเตอร์ ที่โอบกระชับกับสรีระเพื่อความมั่นใจบนทุกสภาพถนน วัสดุที่ใช้พัฒนาขึ้นเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและความสวยงาม ตกแต่งด้วยหนังกลับและวัสดุผิวด้านแบบ ‘ซูเปอร์แมตต์’ นอกจากนี้ เบาะที่นั่งด้านหลังก็ยังได้รับการออกแบบให้รองรับสรีระของผู้โดยสารได้ดีเช่นเดียวกับเบาะหน้า เพื่อให้ครอบครัวและเพื่อนฝูงร่วมเดินทางไปในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้อย่างมั่นใจเช่นกัน

“ที่นั่งบนเครื่องบินรบจำเป็นต้องรองรับการเคลื่อนที่ของผู้โดยสารทั้งการโยกซ้ายขวาและการขยับขึ้น-ลง เราจึงทุ่มเทเวลาอย่างมากในการศึกษารายละเอียดสำคัญๆ ของเบาะที่นั่งของเครื่องบินขับไล่ เอฟ-22 เพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบเบาะที่นั่งของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้โดยสารที่นั่งด้านหลังจะต้องสัมผัสถึงความสบายได้เท่ากับผู้โดยสารและผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้า” นิคกล่าว

ผู้ขับขี่ยังสัมผัสได้ถึงการควบคุมที่ดีเยี่ยมเสมือนอยู่ในค็อกพิทของเครื่องบิน ด้วยพวงมาลัยหนังเกรดพรีเมียม ดีไซน์ใหม่ ขอบหนาจับสบาย มีที่พักนิ้วโป้งเพื่อความกระชับ พร้อมแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัยหรือ On-center mark สีส้ม และแป้นแพดเดิลชิฟต์เคลือบแมกนีเซียม รวมทั้งยังมีปุ่ม My Mode ที่มีเฉพาะในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เพื่อช่วยให้เจ้าของรถเลือกโหมดการขับขี่ ทั้งแบบโหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดบาฮา ได้ง่ายๆ รวมถึงระบบควบคุมการขับขี่ ระบบกันสะเทือน และระบบท่อไอเสีย ซึ่งคุณสามารถเลือกโหมดเงียบ เพื่อรักษาสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านได้เพียงปลายนิ้วอีกด้วย

ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ให้รองรับการแสดงผลผ่านแผงหน้าปัดดิจิทัลความชัดเจนสูงขนาด 12.4 นิ้ว ที่ผู้ขับขี่สามารถปรับรายละเอียดของการแสดงผลได้ตามต้องการ พร้อมแสดงภาพเคลื่อนไหวขณะเริ่มต้นใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับรถกระบะสมรรถนะสูง เสริมด้วยหน้าจอแบบสัมผัสแนวตั้งตรงกลางขนาด 12 นิ้ว ที่แสดงผลการเชื่อมต่อและระบบความบันเทิงผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A®  รุ่นล่าสุดของฟอร์ด

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ดุดัน ทรงพลังทั้งภายในและภายนอก ด้วยรายละเอียดการออกแบบตั้งแต่แผงหน้าปัดดิจิทัล การควบคุมระบบกันสะเทือน เลือกโหมดท่อไอเสีย และโหมดการขับขี่เพียงปลายนิ้วสัมผัส เบาะที่นั่งโอบกระชับนั่งสบาย หน้าจอทัชสกรีนที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ ตลอดจนการตกแต่งภายในด้วยสีส้ม โค้ด ออเรนจ์ ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือที่สุดแห่งรถกระบะออฟโรดที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างแท้จริง” นิคเสริม

NETA พร้อมเริ่มส่งมอบ NETA V ให้ลูกค้าชาวไทยปลายกันยายนนี้

0

บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมทยอยส่งมอบ NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ให้ลูกค้าคนไทยตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป ตั้งเป้าการส่งมอบรถตามเป้าหมายการขายที่ 3,000 คัน ในปีนี้ สำหรับผู้ที่จอง NETA V ตั้งแต่กันยายนเป็นต้นไปจะเริ่มส่งมอบได้ตั้งแต่ต้นปี 2566

มร. อเล็กซ์ เป่า จ้วงเฟย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมากระแสความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากภาครัฐมีนโยบายการสนับสนุนที่ชัดเจน แต่การส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศของแบรนด์รถยนต์ต่างๆ กลับยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้เป็นผลมาจากปัจจัยหลายด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนชิ้นส่วน  สำหรับ NETA เราเปิดแบรนด์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาและตั้งเป้าส่งมอบ NETA V ให้กับลูกค้าภายในเดือนกันยายนนี้ซึ่งยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ซึ่งผู้จำหน่าย NETA จะทำการนัดหมายกับลูกค้าแต่ละท่านอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยบริษัทฯ  จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้สามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าสอดคล้องกับเป้าหมายการขายของบริษัทฯ 3,000 คัน ในปีนี้ ส่วนลูกค้าที่จองในในช่วงนี้จะได้รับรถในช่วงต้นปีหน้าครับ”

NETA V เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สไตล์ City Car มาพร้อมแนวคิด “Touchable Smart EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้” โดยมีราคาจำหน่ายคาดการณ์อยู่ที่ 549,000 บาท*  ตัวรถได้รับการแบบภายนอกให้ปราดเปรียวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ในขณะที่การออกแบบภายในเรียบง่ายแต่ล้ำสมัยด้วยระบบการสั่งการระบบการทำงานต่างๆ ของรถผ่านหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว พร้อมกุญแจแบบสมาร์ทคีย์ที่มีระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ  ในด้านสมรรถนะ NETA V ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ความจุ 38.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 พร้อมด้วยระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ HEPT 3.0 และระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COOLING SYSTEM รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC Normal Charge จาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และการชาร์จกระแสตรง DC Quick Charge จาก 30-80% ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที  อีกทั้งยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน

ทั้งนี้นอกเหนือจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมด้านการดูแลและบริการหลังการขายเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าทุกท่าน ด้วยการเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมีกว่า 25 แห่งทั่วประเทศ รวมไปถึงการฝึกอบรมและเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้า การจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้สามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงทีและบริการช่วยเหลือลูกค้ากรณีฉุกเฉินผ่าน NETA Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th

“ฮอนด้า” ประกาศรายชื่อนักบิดโมโตทูและโมโตทรี 2023 อย่างเป็นทางการ “ก้อง-สมเกียรติ” จับคู่ “โอกูระ” ล่าแชมป์โลกปีหน้า

0

“ฮอนด้า” ประกาศรายชื่อนักบิดในศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก ประจำฤดูกาล 2023 เริ่มจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย โดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ได้รับความไว้วางใจลงบิดในรุ่น โมโตทู ร่วมกับทีมเมทชาวญี่ปุ่น ไอ โอกูระ โดยตั้งเป้าล่าแชมป์โลกให้ได้ในปีหน้า
สำหรับ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ในรุ่นโมโตทรี มาริโอ้ เซอโย อาจิ (Mario Suryo Aji) และ ไทโย ฟุรุซาโตะ (Taiyo Furusato) จะยังคงเป็นตัวแทนของทีมต่อไปเป็นฤดูกาลที่ 2 โดยนักบิดทั้งสองทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นพวกเขาจึงสมควรได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในฤดูกาลหน้าอีกครั้ง

ฮอนด้า จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวทีมแข่งลุยศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก 2023 ในรุ่น โมโตทู และ โมโตทรี โดยจะยังคงใช้โครงสร้างทีมชุดเดิมจากปีที่ผ่านมา หลังสร้างผลงานสุดร้อนแรงในฤดูกาล 2022 อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย จะยังคงใช้บริการ 2 นักบิดชุดเดิม นำโดย “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดชาวไทยวัย 23 ปี ที่คว้าชัยชนะมาครองได้ครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซีย และผลงาน 4 โพเดี้ยม จะจับคู่กับทีมเมทชาวญี่ปุ่นอย่าง ไอ โอกูระ ซึ่งกำลังลุ้นแชมป์โลกในฤดูกาลนี้

ขณะที่ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ที่ส่งทีมลงแข่งขันในรุ่น โมโตทรี จะยังคงยึดนักบิดชุดเดิมเช่นกัน ได้แก่ มาริโอ้ เซอโย อาจิ นักบิดดาวรุ่งชาวอินโดนีเซีย และ ไทโย ฟูรุซาโตะ นักบิดดาวรุ่งชาวญี่ปุ่น ซึ่งทั้งคู่กำลังอยู่ในโปรแกรมการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้น จึงได้รับโอกาสให้สร้างผลงานอีกครั้งในฤดูกาลหน้า

ส่วน มร.ฮิโรชิ อาโอยาม่า จะยังคงรับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมทั้ง 2 รุ่นต่อไป

“ก้อง” สมเกียรติ จันทรา กล่าวว่า :
“ผมภูมิใจมากครับที่ได้รับความไว้วางใจจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ให้ลงแข่งขัน โมโตทู เป็นฤดูกาลที่ 5 ติดต่อกัน ในปี 2022 ผมรู้สึกได้ว่าผมได้พัฒนาตัวเองอย่างมากในเรื่องการขับขี่และการบริหารจัดการเรซ โดยมีช่วงเวลาที่น่าจดจำของผมกับชัยชนะที่อินโดนีเซีย ผมมั่นใจว่าในปี 2023 ตัวผมเองจะพร้อมสำหรับการต่อสู้เพื่อลุ้นแชมป์โลกครับ”

ไอ โอกูระ กล่าวว่า :
“ผมมีความสุขมากครับที่ได้รับโอกาสที่ดีอีกครั้งในฤดูกาลหน้า กับโครงสร้างเดิมของทีม ผมต้องขอขอบคุณทีม ผู้สนับสนุนของผม และทุกคนที่เคียงข้างมาโดยตลอด ในปีนี้เรากำลังต่อสู้เพื่อลุ้นแชมป์โลกโมโตทู เรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่กับเป้าหมายนี้ ความท้าทายของผมคือการยกระดับตัวเองให้ได้ทุกๆ เรซ และทุกครั้งที่ลงสนาม พัฒนาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้พร้อมสำหรับระดับที่สูงขึ้น”

มาริโอ้ เซอโย อาจิ กล่าวว่า :
“ในการแข่งขันฤดูกาลหน้า ผมยังคงได้รับโอกาสเข้าร่วมทีม ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก นั่นหมายความว่าพวกเขาเชื่อมั่นในศักยภาพของผมที่จะสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการสำคัญเช่นนี้ได้ ในปีนี้ร่างกายผมไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ แต่ก็พยายามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เก็บแต้มสำคัญๆ ในทุกการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถบิดเข้าเส้นชัยเป็นอันดับต้นๆ ของการแข่งขันที่สนามมันดาลิกา ผมรู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม และจะพยายามอย่างหนักในการแข่งขันช่วงฤดูหนาวเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง และเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในฤดูกาลหน้า ผมขอขอบคุณทุกคนที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวผม”

ไทโย ฟุรุซาโตะ กล่าวว่า :
“ผมขอขอบคุณฮอนด้าที่เปิดโอกาสให้ผมได้เข้าร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการแข่งขันในฤดูกาล 2023 ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากในการแข่งขันฤดูกาลแรก ผมพยายามเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สร้างความคุ้นเคยกับสมาชิกในทีม และรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ในการแข่งขัน หลังจากได้หยุดพักในช่วงซัมเมอร์ ผมก็เริ่มรู้สึกว่าฝีมือและทักษะในการขับขี่ได้พัฒนาอย่างมาก และแน่นอน ผมจะพยายามพัฒนาฝีมือให้ดีขึ้นเรื่อยๆ การสนับสนุนจากทีมสร้างความมั่นใจให้กับผมว่าต้องทำได้อย่างแน่นอน ผมจะตอบแทนความไว้วางใจที่ทีมมีให้ด้วยการคว้าชัยชนะมาครองให้ได้”

มร.ฮิโรชิ โอะยามา ผู้จัดการทีม อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย และ ทีม ฮอนด้า ทีม เอเชีย
“อันดับแรก ผมต้องขอขอบคุณ อิเดมิตสึ และผู้สนับสนุนของเรา ผมดีใจมากที่ได้สานต่อโครงการนี้ร่วมกันอีกฤดูกาล”
“ในรายการแข่งขันโมโตทู เราจะมี ไอ โอกุระ และ สมเกียรติ จันทรา เป็นตัวแทนของทีม อย่างที่ทราบกันดีว่าสุดยอดนักบิดทั้งสองคนนี้มีศักยภาพสูงมาก ดังนั้นเราจึงอยากให้พวกเขาเข้าร่วมทีมต่อไป พวกเขายังเด็กและมีโอกาสในการพัฒนาฝีมืออย่างมาก เรามีจุดมุ่งหมายที่จะลงสู้ศึกเพื่อคว้าแชมป์มาครอง และทำสถิติที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขัน โดยโครงสร้างของทีมจะยังคงเหมือนเดิมตามรูปแบบของการแข่งขันที่สนามบาร์เซโลน่าในประเทศสเปน เรามี 2 นักบิดผู้มากความสามารถร่วมทีมลงสู้ศึกในปีหน้า ผมเชื่อมั่นว่าเราทำได้ และตั้งตารอที่จะร่วมงานกับพวกเขาทั้งสองคนในฤดูกาลหน้าอีกครั้ง
“สำหรับในการแข่งขันรายการโมโตทรีในฤดูกาลหน้า เราจะยังคงมี มาริโอ้ เซอโย อาจิ และไทโย ฟุรุซาโตะ พวกเขาเป็นนักบิดน้องใหม่ที่มุ่งมั่น เราจึงอยากให้โอกาสพวกเขาได้พัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง และจะติดตามดูผลงานและความก้าวหน้าของพวกเขาในฤดูกาลหน้าอย่างใกล้ชิด ในฐานะสมาชิกของทีมเราพยายามให้การสนับสนุนพวกเขาอย่างสุดความสามารถ และจะใช้โครงสร้างทีมแบบเดิมเหมือนกับการแข่งขันที่สนามในประเทศสเปน
เราเฝ้ารอที่จะร่วมงานกับพวกเขาอีกในฤดูกาลหน้า และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่ดีของเรา”

ซีอีโอฟอร์ดเยี่ยมชมโรงงานไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่น ขับเคลื่อนนโยบาย ‘ฟอร์ด พลัส’ ในกลุ่มตลาดนานาชาติ

0

จิม ฟาร์ลีย์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เยี่ยมชมฐานการผลิตรถยนต์ฟอร์ดในจังหวัดระยองเป็นครั้งแรก ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะตลาดสำคัญและศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลกของฟอร์ด

ไดแอน เครก ประธานกลุ่มตลาดนานาชาติ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี นำคณะผู้บริหารฟอร์ดในประเทศไทยให้การต้อนรับ จิม ฟาร์ลีย์ และคูมาร์ กัลโฮทรา ประธานฟอร์ด บลู ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอร์ริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่

 

ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงาน ฟาร์ลีย์ และกัลโฮทรา ได้พบปะพูดคุยกับพนักงานในสายการผลิต และร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จในการส่งมอบรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ให้กับลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ส่งผลให้ฟอร์ด ประเทศไทย มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังมียอดขายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การดำเนินงาน 26 ปีของฟอร์ดในประเทศไทย และมียอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม รวมทั้งสิ้น 23,216 คัน

ฟาร์ลีย์ ยังแวะไปเยี่ยมชมการทำงานของผู้จำหน่ายฟอร์ดในจังหวัดระยอง พร้อมชมสาธิตการนำกลยุทธ์ ‘ฟอร์ด พลัส’ มาปรับใช้ในการดำเนินงาน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของทีมฟอร์ดและผู้จำหน่ายในการปรับการทำงานทุกด้านให้ทันสมัยด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ และดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ด้วยบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ อาทิ รถให้บริการเคลื่อนที่โฉมใหม่ และการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์

ทั้งนี้ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมรวมกว่า 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1 แสนล้านบาท ผ่านโรงงานเอฟทีเอ็มและเอเอที เพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพชั้นนำระดับโลกสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศไทยและตลาดทั่วโลก ควบคู่กับการขับเคลื่อนโอกาสและการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

วิริยะประกันภัย รับโล่รางวัลเกียรติยศตำรวจไทย ประจำปี 2564-2565

0

พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติยศตำรวจไทย ประจำปี 2564 – 2565 ซึ่งมอบโล่ประกาศเกียรติยศ  สาขาภาคเอกชน  ประชาชนผู้สนับสนุนงานตำรวจในเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ให้แก่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายภาคภูมิ วิริยะพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ ณ อาคารพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

สำหรับรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 13 เพื่อยกย่อง  รวมถึงสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ตำรวจ ข้าราชการปฏิบัตงานในกระบวนการยุติธรรม และประชาชนที่สนับสนุนงานด้านกระบวนการยุติธรรม ที่มีผลงานดีเด่นในรอบปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นองค์กรภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยบนท้องถนนร่วมกับตำรวจ  และภาคีเครือข่ายอื่นๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 30 ปี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมในรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โครงการรณรงค์ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย แจกหมวกนิรภัย รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจ วิริยะจิตอาสา V Volunteer เพื่อเพิ่มช่องทางในการสื่อสาร สร้างความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนัก ให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เป็นต้น โดยมุ่งหวังการลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิต และนำไปสู่สังคมแห่งความปลอดภัย

เบนซ์ไพรม์มัส เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งความท้าทาย ในงาน Mercedes-Benz SUV Driving Events

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เชิญชวนลูกค้า Mercedes-Benz ที่ชื่นชอบแนว Adventure ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่สุดท้าทายในกิจกรรม Mercedes-Benz SUV Driving Events ที่สนาม Grand Prix Motor Park จ.กาญจนบุรี

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ในเครือ ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” เดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มโอกาสในการสร้างยอดจำหน่ายในช่วงไตรมาสสุดท้าย พร้อมเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่กลุ่มลูกค้า ด้วยการเชิญชวนร่วมกิจกรรมสุดท้าทายกับการขับขี่ในแบบ Off Road ภายใต้ชื่องาน  Mercedes-Benz SUV Driving Events” ที่สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 10-11 กันยายนที่ผ่านมา

“เบนซ์ไพรม์มัส” มุ่งเน้นนโยบายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าเป็นหลัก ตามแนวคิด “Customer Centric” โดยจะมีการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดี และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการพัฒนาประสิทธิภาพด้านบริการในส่วนของการขายและบริการหลังการขาย”

กิจกรรม Mercedes-Benz SUV Driving Events” ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากลูกค้า Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ที่ชื่นชอบรถยนต์ในแบบ SUV เป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าร่วมทั้งหมดกว่า 40 ราย โดยวันแรก ได้นัดพบกับกลุ่มสมาชิก ภายในบริเวณ Lobby โรงแรมสุดหรูระดับ 5 ดาว  “เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอนด์ สปา” ที่เปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความคลาสสิกของอาคารสไตล์โคโลเนียลและรายล้อมด้วยธรรมชาติอันเขียวชอุ่มริมแม่น้ำแคว

ก่อนเข้าสู่กิจกรรมงานเลี้ยงต้อนรับที่อบอวลด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น และพรั่งพร้อมด้วยอาหาร-เครื่องดื่มชั้นเลิศที่คัดสรรอย่างดีสำหรับลูกค้าคนสำคัญ โดย “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ”  ประธาน บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ และ บจก.ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง ขึ้นกล่าวต้อนรับและขอบคุณลูกค้าที่ให้เกียรติเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ และ “จิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ ได้แจ้งกำหนดการของกิจกรรมในวันพรุ่งนี้ พร้อมเชิญชวนลูกค้าร่วมเพลิดเพลินกับเสียงเพลงจากวงดนตรี “iHearBand” ที่ทำให้งานในค่ำคืนนี้ เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของความสนุกสนาน

ในวันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ทุกท่านร่วมเดินทางมุ่งสู่สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย กับการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของรถยนต์ SUV สุดหรูจากค่ายดาวสามแฉก ที่นำมาให้ร่วมทดลองขับมากถึง 12 รุ่น  โดยผู้บริหาร และทีม Instructure ของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้กล่าวต้อนรับและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์รถยนต์ เทคนิคการขับขี่ในแต่ละสถานีของสนามแห่งนี้

จากนั้น ทีมผู้บริหาร “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เชิญชวนลูกค้าร่วมถ่ายภาพหมู่กับรถยนต์ SUV ก่อนเข้าสู่โหมดการทดลองขับขี่รถยนต์ในแบบ Off Road  ซึ่งมีให้เลือกแบบครบทุกเซกเมนต์ ตั้งแต่ GLA จนถึง GLS รวมทั้ง Mercedes-AMG โดยการขับขี่จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

1.โซนสำหรับควบคุมการขับขี่รถยนต์บนเส้นทางที่มีอุปสรรคและความท้าทาย เพื่อสัมผัสสมรรถนะ และฝึกฝนทักษะในการขับขี่แบบ Off Road

2.โซน “Twin tracks circuit” เป็นโซนสำหรับทดสอบด้านสมรรถนะในการควบคุมรถยนต์บนทางเรียบและทางฝุ่น

3.โซนสำหรับเรียนรู้วิธีขับขี่รถยนต์ในแบบ Off Road ผ่านอุปสรรครูปแบบต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับเส้นทางธรรมชาติ อาทิ หลุมบ่อโคลน, ทางเนินเอียง-โค้งครึ่งวงกลม, ทางขึ้น-ลงเนินชัน, เนินเอียง 20-35 องศา, ทางขับข้ามบ่อลึก 50-80 ซม. เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ลูกค้าจะได้ทดลองขับรถยนต์รุ่นที่ชื่นชอบครบทุกโซน เพื่อให้ได้สัมผัสประสิทธิภาพในการขับขี่สูงสุด รวมถึงการใช้อุปกรณ์และระบบต่าง ๆ ที่ติดตั้งในรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG อาทิ ระบบขับเคลื่อน ช่วงล่าง เกียร์ หรือเครื่องยนต์ เป็นต้น

หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ในสนาม Grand Prix Motor Park  เรียบร้อยแล้ว ทางทีมผู้บริหาร “เบนซ์ไพรม์มัส” นำโดย “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” และ “จิระพล รุจิวิพัฒน์” ได้กล่าวขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ และให้คำมั่นว่า จะมุ่งเน้นการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ที่รองรับความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

จากนั้นได้มีพิธีมอบการประกาศนียบัตรให้แก่ลูกค้าทุกท่านที่ร่วมในกิจกรรม  “Mercedes-Benz SUV Driving Events” พร้อมมอบกรอบรูปที่ระลึกสำหรับการร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่สุดท้าทายกับกิจกรรมของครอบครัว “เบนซ์ไพรม์มัส”

 

NETA เน้นไทยเป็นศูนย์กลางรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ร่วมโชว์นวัตกรรมในงาน CHINA-ASEAN EXPO

0

บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA ร่วมสนับสนุนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างจีน-อาเซียน (Comprehensive Strategic Partnership) มั่นใจศักยภาพไทยพร้อมเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน ในงาน CHINA-ASEAN EXPO จัดขึ้น ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน ที่ผ่านมา

งานมหกรรม CHINA-ASEAN EXPO จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ระหว่างภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศในกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกของการยกระดับสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership)”  รวมทั้งข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership) หรือ RCEP มีผลบังคับใช้ โดยจัดขึ้น ณ Nanning International Convention & Exhibition Center นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16-19 กันยายน ที่ผ่านมา

NETA พร้อมส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มที่

ภายในงาน Mr. Fang Yunzhou (ฝาง หยุนโจว) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์จีน-อาเซียน  โดยระบุว่าภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาความต้องการรถยนต์พลังงานใหม่ (New Energy) เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจีนได้ร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคอาเซียนพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่มาอย่างต่อเนื่องและปัจจุบันจีนคือผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีส่วนแบ่งเป็นทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งของโลกเป็นระยะเวลา 7 ปีติดต่อกัน ในเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ส่วนแบ่งทางการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศจีนมีมากกว่า 28% และคาดว่าอัตราการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของตลาดโลกจะสูงถึง 25% ภายในปี 2568  ทั้งนี้จีนพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มที่เพื่อสร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติ

ปัจจุบันรถยนต์ในสายพานการผลิตของ NETA ทั้ง NETA V, NETA U และ NETA S ได้ถูกพัฒนาให้เป็นรุ่นพวงมาลัยขวาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคต่างๆ

NETA ขึ้นแท่นผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ของจีน ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจในอาเซียน

NETA ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศจีน โดยในปี 2021 ได้รับรางวัลแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดในประเทศจีน และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 26 เดือนที่ผ่านมา โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาสามารถรั้งตำแหน่งผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ของจีนหลังยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 16,017 คัน เติบโตขึ้นขึ้น 142% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ในขณะที่ยอดขายสะสมตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2022 อยู่ที่ 93,185 คัน เพิ่มขึ้น 176% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา และคาดการณ์ยอดขายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 กว่า 20,000 คัน ทั้งนี้ NETA ตั้งเป้าส่งออกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกว่า 50,000 คัน ภายในปี 2566

สำหรับภูมิภาคอาเซียนนอกจากจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกแล้วยังสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานในระดับสากลของ NETA โดยบริษัทฯ ได้เริ่มแผนขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ภายใต้แผนกลยุทธ์ดังกล่าวประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและรายใหญ่ที่สุดของอาเซียนอีกทั้งยังมีนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจของ NETA ในภูมิภาคนี้ ซึ่งการเปิดตัว NETA V สู่ตลาดประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและพร้อมเดินหน้าขยายสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะร่วมปฏิรูปการใช้พลังงานใหม่รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียนเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ NETA Call Center โทร. 02-039-5751 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ NETA ได้ที่

  • Facebook : Neta Auto Thailand
  • Neta Line Official : @netaautothailand
  • Website : www.neta.co.th

ฟอร์ด ห่วงใยลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม มอบส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่นถึง 40%

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ออกแคมเปญบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม มอบส่วนลดค่าอะไหล่ น้ำมันหล่อลื่น 40% และค่าแรง 30% พร้อมตรวจสภาพรถยนต์ทั่วไปฟรี 30 รายการ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ที่ศูนย์บริการฟอร์ด ทั่วประเทศ

“ฟอร์ดให้ความสำคัญสูงสุดในการดูแลลูกค้า ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ฟอร์ดขอส่งความห่วงใยไปยังผู้ประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่โดยเราได้ออกมาตรการความช่วยเหลือให้ลูกค้าฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าทุกคนเสมือนคนในครอบครัว” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถเข้ารับบริการตรวจสภาพทั่วไปฟรี 30 รายการ ซึ่งจะครอบคลุมในส่วนของเครื่องยนต์ เบรก ช่วงล่าง ระบบส่งกำลัง ระบบไฟฟ้าและตัวถัง พร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่ น้ำมันหล่อลื่นสูงถึง 40% และส่วนลดค่าแรงสูงถึง 30% โดยสิทธิประโยชน์นี้จะไม่ครอบคลุมรายการความเสียหายที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของบริษัทประกันภัย ส่วนลดค่าอะไหล่ ผลิตภัณฑ์ยาง เบรก และแบตเตอรี่ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ โดยลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศหรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.ford.co.th