Home Blog Page 277

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัวครั้งแรกกับ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e พร้อมด้วย Audi Q5 55 TFSI e

0

อาวดี้ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า นำทัพรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นที่ 3 เจเนอเรชั่นล่าสุด เปิดตัวพร้อมกันรัวๆ 2 รุ่นหลัก 3 รุ่นย่อย คือ การเปิดตัวครั้งแรกของ Sport SUV ขนาดกลาง The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e และ The New Audi Q5 55 TFSI e ราคาเริ่มต้น 3,699,000 บาท เผยมั่นใจ Audi Plug-in Hybrid เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ด้วยระยะการวิ่งด้วยไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า 100% อย่างเต็มรูปแบบ

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย “กล่าวว่าในฐานะผู้นำยานยนต์พรีเมียมไฟฟ้า 100% ด้วยยอดส่งมอบลูกค้าสูงสุดถึงกว่า 160,000 คันทั่วโลก และจากความสำเร็จของยนตรกรรมอาวดี้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดสองรุ่นแรก คือ Audi Q7 TFSI e และ Audi Q8 TFSI e ที่ได้รับการตอบรับจากแฟนๆ อาวดี้ อย่างดีเยี่ยม หลังจากนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเมื่อต้นปี ด้วยความก้าวล้ำของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของอาวดี้ ที่นับเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา (The Best Plug-in Hybrid Ever) คือทรงพลังเป็นเยี่ยม ขับสนุกสุดๆ และประหยัดน้ำมัน อาวดี้ ประเทศไทย จึงเดินหน้าทยอยนำยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดเข้ามาทำตลาด โดยรุ่นที่นำเข้ามาเปิดตัวล่าสุด เป็นพรีเมียม SUV รุ่นที่ลูกค้ารอคอยและถามถึงมากที่สุด นั่นคือ The New Audi Q5 PHEV ซึ่งนำเข้าเปิดตัวพร้อมกันมา 2 รุ่น คือ The New Audi Q5 55 TFSI e และที่พิเศษกว่านั้นคือการเปิดตัว The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e ซึ่งนับเป็นการเปิดตัว Sport SUV ขนาดกลางครั้งแรกในประเทศไทย”

“จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า 100% และกระแสความนิยมของผู้บริโภคในรถยนต์พลังงานทางเลือก ประกอบกับสมรรถนะของรถยนต์ Audi Q5 ว่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันมากที่สุด ทั้งระยะการวิ่งด้วยไฟฟ้าที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ประหยัดน้ำมันสุดๆ และการเดินทางไกลที่สะดวก คล่องตัว ไร้กังวลเรื่องสถานีชาร์จ จึงมั่นใจว่า การมาของ Q5 ปลั๊กอินไฮบริดจะได้รับการตอบรับอย่างสูงจากลูกค้าที่กำลังรอคอยรุ่นนี้”

Audi Q5 เป็นพรีเมียม SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าและเป็นหนึ่งในรุ่นขายดีที่สุดในโลกของอาวดี้ เพราะตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ทุกมิติ ดีไซน์สปอร์ต ปราดเปรียว ขับสนุก สมรรถนะดีเยี่ยม จากเครื่องยนต์ที่มีกำลังมากเพียงพอต่อการใช้งานและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญ The New Q5 TFSI e เป็น the right size SUV ขนาดของรถกำลังดีไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ให้ความคล่องตัวสูง และมีพื้นที่ภายในกว้างขวาง สะดวกสบายทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเดินทางระยะใกล้ๆ ในชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นทริปเดินทางไกลสุดสัปดาห์ อุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ความทันสมัยและสะดวกสบายในการใช้งาน โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยให้รถมีกำลังมากขึ้นในขณะที่ขับขี่แบบสปอร์ตและช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ทำให้ผู้ขับมีประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจในแบบ PHEV และนอกจากนี้ยังเป็นการเปิดตัว Body type ใหม่ ทรง Sportback หลังคาท้ายลาดเพิ่มความสปอร์ตให้กับตัวรถอีกด้วย

The New Audi Q5 55 TFSI e quattro และ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e quattro มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 TFSI ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร กับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร เมื่อผนวกพละกำลังกันแล้ว ทำให้มีกำลังแรงม้า รวมสูงสุดถึง 367 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ 7 สปีด S tronic ส่งกำลังผ่านระบบ quattro with ultra technology โดยระบบขับเคลื่อนจะสามารถปรับให้ขับเคลื่อนแค่ล้อหน้าได้ในกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อช่วยในการประหยัดน้ำมันและจะสามารถเปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อได้ทันที เมื่อมีความจำเป็น นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ซึ่งอยู่ในบริเวณใต้ที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ผลิตจาก prismatic cell จำนวน 104 เซลล์ ความจุพลังงานแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงขนาด 17.9 กิโลวัตต์ ซึ่งทำให้อัตราสิ้นเปลืองของ The New Audi Q5 55 TFSI e quattro อยู่ที่ 52.6 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อย co2 เพียง 44.5 กรัมต่อกิโลเมตร ขับสนุกเร่งแซงทันใจด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 5.3 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 239 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อใช้กำลังจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างเดียว สามารถวิ่งได้ไกลถึง 54.3 กิโลเมตร และความเร็วสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากความเร็วมากกว่านั้น เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อเสริมแรงบิดร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดใน Q5 ถูกออกแบบมาให้มีความชาญฉลาดสุดๆ ภายใต้โหมดการขับขี่ที่หลากหลายทั้ง Audi Q5 55 TFSI e quattro และ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e quattro สามารถตอบโจทย์การขับขี่ได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองด้วยระบบไฟฟ้าล้วน การขับขี่ทางไกล หรือการขับขี่แบบสปอร์ต ที่สำคัญประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม เพราะถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยโหมด EV ใช้ไฟฟ้าล้วนเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้งานที่ระยะทางไกล ก็สามารถเลือกใช้โหมดการขับขี่แบบ Auto ได้ ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการความรู้สึกแบบสปอร์ตและความสนุกสนานในการขับขี่ ก็สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบ Dynamic ที่จะมีการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ให้ได้กำลังสูงสุด สำหรับลูกค้าที่ต้องการปรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะกับสไตล์ของตัวเอง ก็สามารถตั้งค่าการใช้งานในโหมดการขับขี่แบบ Individual ได้อีกด้วย

เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของ Q5 สามารถจัดการรูปแบบการใช้พลังงานในการขับขี่ได้ 2 แบบ คือ EV mode และแบบ Hybrid โดยการจัดการพลังงานแบบ EV mode ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะถูกใช้งานทุกครั้งหลังจากที่สตาร์ทรถ โดยตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าล้วนตราบใดที่ผู้ขับไม่เหยียบคันเร่งลึกกว่าจุดที่กำหนด จึงประหยัดน้ำมันมากที่สุด ส่วนการจัดการพลังงานแบบ Hybrid แบ่งออกเป็น 3 โหมดด้วยกัน โหมดแรกคือ Auto Hybrid ตัวรถจะมีการจัดการการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างอัตโนมัติ ตามสภาวะการขับขี่ โหมดที่สองคือ Battery Hold เป็นโหมดที่จะรักษาระดับพลังงานของแบตเตอรี่ไว้ให้คงเดิมและโหมดสุดท้าย Battery Charge ตัวรถจะมีการชาร์จแบตเตอรี่ให้ได้มากที่สุด โดยเครื่องยนต์จะมีบทบาทในการทำงานมากขึ้น

การนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Energy Recuperation)

เทคโนโลยีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ใน Q5 ปลั๊กอินไฮบริด ถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างยอดเยี่ยม เมื่อผู้ขับขี่ถอนคันเร่งระบบจะประมวลผลการขับขี่ตามสถานการณ์ เพื่อชาร์จไฟคืนกลับสู่แบตเตอรี่ ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ การปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting Recuperation) ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำการลดความเร็วลง จากนั้นระบบจะแปลงเป็นการชาร์จไฟคืนกลับสู่แบตเตอรี่ได้ถึง 25 กิโลวัตต์ และการเบรกชะลอความเร็วด้วยการหน่วงของมอเตอร์ไฟฟ้า (Brake Recuperation) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรก เพื่อให้รถชะลอความเร็ว จะสามารถชาร์จไฟคืนกลับสู่แบตเตอรี่ได้ถึง 80 กิโลวัตต์

The New Audi Q5 55 TFSI e และ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e คุณภาพนำเข้าทั้งคัน โดยได้รับการติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาด 17.9 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง มาพร้อมกับ on board charger ขนาด 7.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง จะใช้เวลาชาร์จประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อชาร์จด้วยระบบไฟ Industrial ที่มีแรงดันไฟฟ้า 400 โวลต์ 16 แอมป์ หรือ Wallbox ที่มีกำลังไฟ 7.4 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เป็นต้นไป ทั้งนี้ยังมาพร้อมกับเครื่องชาร์จแบบ Compact สำหรับการชาร์จด้วยไฟบ้าน

The New Audi Q5 55 TFSI e มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ S line และ S line black edition ในรุ่น S line เป็นรุ่นเริ่มต้น แต่มีชุดแต่ง S line สี Chromium พร้อมกับล้อขนาด 19 นิ้ว มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพียงพอต่อการใช้งาน เช่น ไฟหน้า LED มาพร้อมไฟ daytime เปิดปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ตปรับไฟฟ้า ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 3 โซน ระบบช่วยปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารก่อนเริ่มขับขี่ Comfort key และ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว

ขณะที่ใน รุ่น S line Black Edition มาพร้อมกับความสปอร์ตที่มากขึ้นด้วยล้อขนาด 20 นิ้ว และชุดแต่ง S line Black Edition ซึ่งถูกตกแต่งด้วยขอบคิ้วกระจกและช่องลมต่างๆ สีดำ ซึ่งต่างจากตัวเริ่มต้น ที่เป็นสี Chromium ภายในเป็นแบบ S line ด้วยเช่นเดียวกัน พวงมาลัยแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมสัญลักษณ์ S line เบาะแบบ Sport ลาย Diamond cut หุ้มหนัง Fine Nappa พร้อมสัญลักษณ์ S line ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang&Olufsen พร้อมระบบ 3 มิติ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change assist)ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อจะเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning) ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)

สำหรับ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e นับเป็นครั้งแรกของการเปิดตัว Q5 ทรง Sportback ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบความสปอร์ตที่เหนือกว่า ด้วยรูปทรงที่ด้านท้ายลาดลงแบบสไตล์รถคูเป้  Audi Q5 Sportback 55 TFSI e มาพร้อมกับความสปอร์ตที่มากขึ้นด้วยล้อขนาด 20 นิ้ว และชุดแต่ง S line Black Edition ซึ่งถูกตกแต่งด้วยขอบคิ้วกระจกและช่องลมต่างๆ สีดำ ซึ่งต่างจากตัวเริ่มต้นที่เป็นสีเงิน ภายในเป็นแบบ S line ด้วยเช่นเดียวกัน พวงมาลัยแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมสัญลักษณ์ S line เบาะแบบ sport ลาย Diamond cut หุ้มหนัง Fine Nappa พร้อมสัญลักษณ์ S line

นอกจากโดดเด่นด้านความสปอร์ตแล้ว The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e ยังมีอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครัน อาทิ ไฟหน้า LED มาพร้อมไฟ daytime เปิดปิดไฟหน้าและปัดน้ำฝนอัตโนมัติ เบาะคู่หน้าแบบสปอร์ตปรับไฟฟ้า ระบบช่วยปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารก่อนเริ่มขับขี่ Comfort key หน้าจอ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแยกอิสระ 3 โซน ระบบ comfort key หลังคา Panoramic sunroof และระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang&Olufsen พร้อมระบบ 3 มิติ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ซึ่งประกอบไปด้วย ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลน (Lane change assist) ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อจะเปิดประตูลงจากรถ (Exit warning) ระบบแจ้งเตือนสภาพแวดล้อมด้านข้างและด้านท้ายรถเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง (Rear cross-traffic assist)

The New Audi Q5 55 TFSI e S line มีให้เลือก 3 สี คือ Glacier White metallic, Mythos Black metallic ซึ่งจับคู่กับสีภายใน Okapi brown และ Chronos Grey metallic จับคู่กับสีภายใน Black และสีภายนอก ของ Audi Q5 55 TFSI e Black Edition และ The New Audi Q5 Sportback 55 TFSI e Black Edition สามารถเลือกสีภายนอกได้ถึง 5 สี คือ Glacier white metallic, Mythos black metallic, Ultra blue metallic, District green metallic และ Chronos grey metallic จับคู่กับภายในสีดำ

ภายใต้นโยบายของ อาวดี้ ที่ต้องการให้ลูกค้าเป็นเจ้าของยนตรกรรมอาวดี้ได้ไม่ยากนัก ราคาของ The New Audi Q5 ทั้ง 3 รุ่น นับว่าสุดคุ้มและพิเศษสุดๆ

Audi Q5 55 TFSI e quattro S line ราคา 3,699,000 บาท

Audi Q5 55 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 3,950,000 บาท

Audi Q5 Sportback 55 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 4,190,000 บาท

โดยเปิดจองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมทยอยส่งมอบในไตรมาสที่ 1 ปี 2566

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าคุณภาพมาตรฐานเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้ สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

Audi Centre Thailand 02-765-8888
Audi New Petchburi 02-023-4888
Audi Pattaya 038-197-888
Audi Phuket 076-646-666
Audi Service Chiang Mai 052-081-188
Audi Service Ratchapruek 02-034-5888
Audi Udonthani 093-161-5588

 

 

 

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ จัดแคมเปญพิเศษ “Get Away From All Worries” มอบ 3 ข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 15 ก.ย. – 15 พ.ย.นี้

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่งแคมเปญพิเศษ Get Away From All Worries” เติมเต็มความมั่นใจในทุกบริการด้วยโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 3 ข้อเสนอ ให้การขับขี่ของคุณสบายใจ และไร้ความกังวล ด้วยมาตรฐานบริการตรวจเช็กของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ง่าย ๆ ใกล้บ้านคุณ ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน – 15 พฤศจิกายน 2565

นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงเวลาที่ยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ของประเทศ เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความห่วงใยลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ต้องการดูแลและบำรุงรักษารถยนต์ของท่านอย่างดีที่สุดในทุกการขับขี่ เราจึงจัดแคมเปญครั้งนี้ขึ้น เพื่อให้ทุกท่านรู้สึกสบายใจและไม่ต้องกังวลกับการขับขี่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงช่วงเวลาที่เข้าสู่ฤดูหนาว โดยเรามี 3 สิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมอบให้กับลูกค้า ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทุกแห่งทั่วประเทศ”

สำหรับแคมเปญ “Get Away From All Worries” เมอร์เซเดส-เบนซ์มอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟถึง 3 สิทธิพิเศษเมื่อคุณนำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ* (ไม่รวมงานงานประกันภัย งานวารันตี งานซ่อมสีและตัวถัง) ภายในระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 15 กันยายน – 15 พฤศจิกายน 2565 ได้แก่

สิทธิพิเศษที่ 1: รับส่วนลดค่าอะไหล่แท้มูลค่า 3,000 บาท เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่ 30,000 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป (ไม่รวม VAT) สิทธิ์พิเศษมีจำนวนจำกัด ตามจำนวนสิทธิ์รวมทั่วประเทศ จำนวนรวม 2,000 สิทธิ์ เฉพาะลูกค้ารถยนต์หมดอายุรับประกันคุณภาพที่ได้รับอีเมลและ SMS ของแคมเปญ Get Away From All Worries จากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัดเท่านั้น

สิทธิพิเศษที่ 2: ลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมทริปเอ็กซ์คลูซีฟสุดพิเศษ “Mercedes-Benz Stargazers 2022” ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ที่โรงแรมอวานี หัวหิน มูลค่า 31,927.23 บาท* สำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์ทุกรุ่น เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่ 25,000 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป (ไม่รวม VAT) จำนวนรวม 101 รางวัล

  • สิทธิ์พิเศษเพิ่มเติมสำหรับลูกค้า เมื่อซื้อโปรแกรม MBSP ลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมทริปเอ็กซ์คลูซีฟสุดพิเศษ “Mercedes-Benz Stargazers 2022” ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน ที่โรงแรมอวานี หัวหิน จำนวนรวม 10 รางวัล รวมเป็นรางวัลทริปเอ็กซ์คลูซีฟทั้งสิ้น 111 รางวัล
  • เมอร์เซเดส-เบนซ์จะทำการจับฉลากผู้โชคดีจากผู้ที่เข้ามาใช้บริการในศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ และมีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลพร้อมรายละเอียดกิจกรรม ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ที่หน้าเว็บไซต์ของบริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

สิทธิพิเศษที่ 3: แบ่งชำระสบาย ๆ เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิต Citi Mercedes เลือกแบ่งชำระ 0% นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายผ่านศูนย์บริการฯ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่ 25,000 บาท ขึ้นไป/เซลล์สลิป (ไม่รวม VAT)

สอบถามข้อมูลและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เงื่อนไขให้เป็นไปตามที่บริษัทฯ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการกำหนด

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

พิสูจน์สมรรถนะ MG VS HEV ระยะทาง 150 กม. อัตราสิ้นเปลืองจะอยู่ที่เท่าไหร่

0
MG VS HEV Pic Open

การทดสอบสมรรถนะ MG VS HEV ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำตามคำขอจากคนใกล้ชิด และในเรื่องของอัตราสิ้นเปลืองที่ยังคาใจจากการสัมผัสครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากระยะทางนั้นค่อนข้างสั้น การทดสอบครั้งใหม่บนระยะทาง 150 กม. จึงเป็นโจทย์สำหรับพิสูจน์เอสยูวี ปลั๊กอิน ไฮบริด รุ่นล่าสุดของ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย เรื่องราวทั้งหมดพร้อมให้ติดตาม

อย่างที่บอกไว้ว่าหลายคนใกล้ตัวสอบถามกันมาอย่างหนาหู ถึงอัตราสิ้นเปลืองของเจ้าเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดของ MG ซึ่งผลทดสอบในครั้งที่แล้ว ขอออกตัวตรงนี้ว่ายังไม่อยากนำมาเป็นมาตรฐาน เนื่องจากระยะทางที่ใช้นั้นค่อนข้างสั้นราว 50 กม.

MG VS HEV 1

ในครั้งนี้เส้นทางยาวขึ้น และเป็นการใช้งานทางไกลบนถนนหลวง จะมีส่วนน้อยที่ได้ไปลองในทางฝุ่นเบาๆ ปลายทางอยู่ที่อ่างเก็บน้ำโป่งดินดำ อ.บางพระ จ.ชลบุรี ซึ่งถือเป็นการสัมผัมจนได้ข้อสรุป รวมถึงอัตราสิ้นเปลืองในการใช้งานด้วยการขับขรี่ที่ใช้รูปแบบเดียวกับชีวิตประจำวัน

MG VS HEV 2ด้านรูปลักษณ์ขอข้ามเรื่องนี้ๆไปก่อน เพราะข้อมูลเราได้จัดเต็มไว้ทั้งก่อนขาย เปิดตัว รวมถึงทดสอบระยะสั้น มาว่ากันด้วยเรื่องของตัวช่วยการใช้งานหรือฟีเจอร์ทันสมัยหัวข้อนี้สอบผ่าน ให้มาครบ คือจะว่าง่ายๆ รถของ MG ทุกรุ่น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ ทั้งคำสั่งเสียง การเชื่อมต่อกับแอพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟน ฟังค์ชั่นดูหนังฟังเพลง หาโรงแรม ร้านอาหาร แม้กระทั่งอัพเดทผลสลากกินแบ่งแบบเรียลไทม์ก็สามารถทำได้ ซึ่งจะรวมอยู่ในเทคโนโลยี Smart Command

MG VS HEV 5

ความสะดวกสบายมาในสไตล์รถหรูกับสีภายในห้องโดยสาร 2 ทางเลือก คือ สีทูโทน ดำ-ขาว และสีดำ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง มิติตตัวรถที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ZS และ HS ส่งผลให้ห้องโยสารกว้างขวาง นั่งสบาย และเป็นครั้งแรกของรถในกลุ่ม B-SUV ที่มาพร้อมกับ Dual Widescreen Cockpit เสริมความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้วยจอคู่ HD ขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วย หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบ Full Virtual Dashboard ขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอ Touch Screen ขนาดเดียวกัน

MG VS HEV 6

และแน่นอน อุปกรณ์ของยุคสมัยที่จำเป็นอย่าง Wiress Charger รวมถึงช่องเสียบชาร์จที่มีให้ทั้ง USB A และ C

MG VS HEV 7

มาที่ขุมพลังลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ในส่วนของเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิด 200 นิวตัน-เมตร รวมพละกำลังสูงสุดที่ 177 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT

MG VS HEV 8

แบตเตอรี่ Lithium-Ion แรงดันสูง ขนาด 2.13 kWh มาพร้อมตัวช่วยชาร์จกำลังไฟอย่าง ระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 3 ระดับ ได้แก่ มาก ปานกลาง และน้อย สำหรับอัตราเร่งที่แรงขึ้น ความเร็ว 0 – 100 กม./ชม. ใช้เวลาน้อยกว่า 9 วินาที

MG VS HEV 9

โหมดขับขี่มีให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Comfort และ Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ EURO TUNING SUSPENSION จากช่วงล่างหน้า MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beam ซึ่งการปรับเซ็ทครั้งนี้ทำมาได้ดีกว่า ZS อย่างชัดเจน

MG VS HEV 10ระบบความปลอดภัยเรียกได้ว่าเต็มขั้น ร่ายกันยาวๆตั้งแต่การใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) มั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 12 ระบบ ได้แก่
•ระบบป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold)
•ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Brake System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
•ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control System)
•ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit)

นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ High Definition พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ถุงลมนิรภัย คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX และระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

MG VS HEV 11

NEW MG VS HEV เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัลเข้ากับฟังก์ชันอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์เอ็มจีด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART มาพร้อมกับ Digital Key Technology รับ – ส่งกุญแจดิจิทัลผ่านสมาร์ทโฟนได้

การทดสอบในครั้งนี้จะมาดูในส่วนของอัตราสิ้นเปลืองจากการใช้งานตามจริงบนเส้นทางกรุงเทพ-ชลบุรี ระยะทางราว 150 กม. การใช้งานในเมืองตอบโจทย์ได้อย่างสวยงาม เนื่องจากการใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าหรือ EV Mode จะทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

MG VS HEV 12

แต่ในการเดินทางไกลหรือใช้ความเร็วสูง จะส่งผลให้พลังงานในแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ที่สำคัญ MG VS HEV ถือเป็นรถที่มีพละกำลังซึ่งทำให้ตอบสนองต่อการใช้ความเร็วได้ดีในระดับหนึ่ง ซึ่ง Kers หรือตัวช่วยในการชาร์จไฟกลับไปสะสมยังแบตเตอรี่นั้นสามารถทำได้ แต่ก็ค่อนช้างใช้เวลาพอสมควร

MG VS HEV 13

บนเส้นทางฝุนที่ได้ลอง การซับแรงสั่นสะเทือนของระบบช่วงล่างยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

MG VS HEV 14

การพิสูจน์ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองที่หลายคนถามถึงในครั้งนี้ใช้ระยะทาง 150 กม. และได้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 14 กม./ลิตร ซึ่งจากการเคลมของผู้ผลิตอยู่ที่ 24.4 กม./ลิตร ซึ่งห่างกันอยู่ราว 30% ซึ่งตัวแปรมาจากความเร็วที่ใช้ในการเดินทาง

MG VS HEV 16

โดยสรุป MG VS HEV หากมองถึงเรื่องฟีเจอร์ที่ให้มาแบบจัดเต็ม ในราคา 919,000 บาท แน่นอนว่าคุ้มมากๆ สำหรับอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ ถ้าเป็นการใช้งานในเมืองหรือความเร็วต่ำ บทบาทของมอเตอร์ไฟฟ้าจะมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนมากกว่าเครื่องยนต์ ซึ่งน่าจะเหมาะกับการใช้งานมากกว่าการเดินทางไกล แต่สำหรับความแรงที่ปรับจูนมาในครั้งนี้ ทำให้ขับสนุกขึ้นอีกเยอะ ส่วนที่อยากให้ปรับปรุงคือการใช้งานแต่ละฟีเจอร์ที่ค่อนข้างจะซับซ้อน และเพิ่มเติมในส่วนระบบเปิดฝาท้ายอัตโนมัติ เท่านี้ก็เพอร์เฟคครับ

 

 

MMS ผนึก BOSCH เสริมแกร่งศูนย์บริการชั้นนำ เป็นผู้จำหน่ายจานเบรก-ผ้าเบรก คุณภาพเยอรมัน เพียงผู้เดียวในไทย

0

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (one stop service) สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน จัดพิธีลงนามสัญญาทางธุรกิจอย่างเป็นทางการ ระหว่างบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนยานยนต์จากเยอรมนี ในการเป็นผู้แทนจำหน่ายจานเบรกและผ้าเบรก บ๊อช อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

คุณอรุณ สมุทรสาร, กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ความร่วมมือทางธุรกิจครั้งนี้ รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ของตลาดรถยนต์ใหม่และรถยนต์มือสอง ส่งผลให้ธุรกิจบริการหลังการขาย ตลอดจนธุรกิจอะไหล่มีความคึกคัก ซึ่ง บ๊อช ได้แต่งตั้งให้เอ็มเอ็มเอสฯ เป็นผู้แทนจำหน่ายจานเบรกและผ้าเบรกของ Bosch Blue Line ที่ครอบคลุมทั้งรถยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกัน และจีน แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยเริ่มทำตลาดผ่านช่องทางขายส่ง ไปจนถึงร้านอะไหล่ทั่วประเทศกว่า 2,000 แห่ง ที่เป็นคู่ค้า ผ่านระบบการสั่งซื้อออนไลน์ และที่ศูนย์บริการ เอ็มเอ็มเอสฯ ทุกสาขา โดยผลิตภัณฑ์ผ้าเบรกรุ่นใหม่เป็นนวัตกรรมล่าสุดของผ้าเบรก ที่ผสมผสานระหว่าง NAO–Ceramic และ Metallic ในสัดส่วนที่ลงตัว เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการชะลอความเร็ว ลดการเกิดฝุ่นและเสียงดัง พร้อมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอนาคตเรามีแผนที่จะจัดหาสินค้า และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ บ๊อช เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีกด้วย”

มร. มาร์ซิโอ โคเอลโฮ, รองประธานบริหาร ประจำภูมิภาคอาเซียน ฝ่ายอะไหล่รถยนต์ บริษัทโรเบิร์ต บ๊อช จำกัด กล่าวว่า “บ๊อช ออโตโมทีฟ อาฟเตอร์มาร์เก็ต ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของรถยนต์ และการเดินทางบนถนนมาโดยตลอด ซึ่งระบบเบรก นับเป็นองค์ประกอบสำคัญด้านความปลอดภัย โดย บ๊อช มีการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยี รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งเชิงป้องกัน และเชิงปกป้อง อาทิ ชิ้นส่วนของระบบเบรกเอบีเอส, ชิ้นส่วนของระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ อีเอสพี, ไอบูสเตอร์ และอื่นๆ รวมถึงมีความยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับ เอ็มเอ็มเอสฯ เครือข่าย บ๊อช คาร์ เซอร์วิส ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผ่าน 3 แนวคิดทางธุรกิจ คือ การให้ความรู้ ผ่านศูนย์ฝึกอบรมมาตรฐานสากล พร้อมเครื่องมืออันทันสมัยจาก มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ ในเครือ เอ็มจีซี-เอเชีย, การมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย ไปสู่วิวัฒนาการ ที่พัฒนาระบบจำหน่ายสินค้าและบริการ ให้มาอยู่บนระบบออนไลน์ รวมไปถึงร้านค้าหรือศูนย์บริการรถยนต์ ก็สามารถสั่งซื้อจานเบรกและผ้าเบรก บ๊อช ผ่าน เอ็มเอ็มเอสฯ ไม่ว่ารถยนต์ในอนาคตจะขับเคลื่อนด้วยขุมพลังประเภทใด ระบบเบรกยังคงเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ หนึ่งในกลยุทธ์ ‘Parts-Diagnostics-Workshop Services’ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา และได้การยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก”

++ มั่นใจด้วยเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุม

เอ็มเอ็มเอสฯ เป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร อาทิ บำรุงรักษาตามระยะทาง, เปลี่ยนของเหลว, แบตเตอรี่, ยาง, ช่วงล่าง, เบรก ไปจนถึงการซ่อมเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ โดยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมเครื่องมืออันทันสมัย รับประกันงานซ่อมสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร

รวมถึงมีบริการพิเศษกรณีฉุกเฉิน ‘Service Delivery’ โดยสามารถนัดหมายล่วงหน้า ผ่านเบอร์โทร. 1396 นอกจากนี้ ยังมีบริการล้างแอร์ระบบ Airco-well ด้วยน้ำยาพิเศษ พร้อมออกใบรับรองมาตรฐาน พิเศษกับโปรโมชั่น เปลี่ยนยางครบ 4 เส้น* รับฟรี! แพ็กเกจต่ออายุการรับประกันการซ่อมและอะไหล่เพิ่มเติม สำหรับรถที่หมดระยะรับประกัน ถึงสิ้นปีนี้

เอ็มเอ็มเอสฯ ปรับโฉมศูนย์บริการให้โดดเด่นและทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยโทนสีน้ำเงิน, ขาว และเพิ่มลายเส้นสีแดง โดยปัจจุบันมี 18 สาขาทั่วประเทศ ได้แก่ เกษตร-นวมินทร์,รามอินทรา, สุขาภิบาล 3, สำโรง, พระราม 4, งามวงศ์วาน, ลำลูกกา, ประดิษฐ์มนูธรรม, ราชพฤกษ์, รังสิต, เพชรเกษม, รามคำแหง, คู้บอน, บางแสน, พัทยา, ระยอง, อุบลราชธานี และภูเก็ต โดยมีแผนขยายเพิ่มอีก 4 สาขา คือ ศรีนครินทร์, พุทธบูชา, กาญจนาภิเษก และวงเวียนพระราม 5 ตัดราชพฤกษ์ รวมเป็น 22 สาขาภายในปี 2566

 

*เฉพาะรุ่นและขนาดที่ร่วมรายการ, เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES

LINE Official: @mmsbosch

Facebook: MMSBoschcarservice

www.mmsboschcarservice.com

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณการตอบรับของแฟนๆ ชาวไทย กับยอดจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง กับการกวาดยอดจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ในแคมเปญ ULTRA DEAL ถึง 3,067 คันภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ภายหลังจากที่มีการประกาศเปิดรับจองสิทธิ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการไปในวันที่ 17 กันยายน 2565 ตั้งแต่เวลา 00.00 น. ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ที่น่าประทับใจของผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จากแบรนด์ HAVAL ที่จะทำการเปิดตัวและประกาศราคาในเร็วๆ นี้ สะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงความไว้วางใจต่อผลิตภัณฑ์และบริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสมอมา ตอกย้ำการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างแท้จริง

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ขอขอบคุณเสียงตอบรับของแฟนๆ ชาวไทยที่มีต่อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กรุ่นใหม่ล่าสุดของเรา ยอดจองสิทธิ์จากแคมเปญ ULTRA DEAL จำนวน 3,067 คันภายใน 24 ชั่วโมงนี้ นับเป็นอีกบทพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อเกรท วอลล์ มอเตอร์ และแบรนด์ HAVAL โดยปรากฎการณ์ในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันให้เราไม่หยุดพัฒนาเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยยึดแนวทางการดำเนินงานแบบมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) เพื่อยกระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่า All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ซึ่งมาพร้อมความโดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ และฟังก์ชั่นอัจฉริยะ จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสำหรับครอบครัวที่ไม่เพียงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางได้อย่างลงตัว แต่ยังจะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกขั้น เติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สำหรับแคมเปญ ULTRA DEAL มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ เพื่อให้แฟนๆ ที่สนใจจองสิทธิ์เพื่อซื้อก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ อาทิ ผ่อน 0% นาน 48 เดือน ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี แพ็คเกจค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางนานถึง 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี และบริการเหนือระดับอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ในแคมเปญ ULTRA DEAL ได้ ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH

(https://mall.gwm.co.th/orderVehicles?carBrand=HF&carAudiCode=DSDH6%20PHEV) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2565 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น. โดยจะต้องชำระเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ในระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 เวลา 23.59 น. พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ ULTRA DEAL 300 ท่านแรกและทำการจ่ายเงินมัดจำสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับส่วนลดในการซื้อรถยนต์ All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV มูลค่า 50,000 บาท โดยมีกำหนดรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 หากไม่มีการชำระเงินมัดจำ 10,000 บาท ในแคมเปญ ULTRA DEAL ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์ โดยสิทธิ์จากข้อเสนอในแคมเปญ ULTRA DEAL สำหรับรถยนต์ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น และไม่สามารถเปลี่ยนหรือคืนมูลค่าของสิทธิ์ที่ระบุไว้เป็นเงินสดได้

All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก มาพร้อมมิติตัวรถขนาดกว้างขวาง ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Star Matrix ล้ำสมัย ไฟหน้า Intelligent LED Headlamp โดดเด่นสะดุดตา หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค 360 องศา เข้าทรงกับสปอยเลอร์ท้ายและเสาอากาศแบบ shark fin พร้อมระบบประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าและระบบแฮนด์ฟรี เสริมด้วยไฟท้าย LED Taillight Strip เป็นแนวยาว และล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว ขณะที่การออกแบบภายใน เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย ด้วยคอนโซลหน้าสีทูโทน ครบครันด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมายในระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น หน้าจออัจฉริยะ 3 จอเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบระบายอากาศ เบาะนั่งโดยสารด้านหลังพร้อมที่เท้าแขนกลาง แท่นชาร์จไร้สาย กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start

All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เหนือชั้นด้วยขุมพลังและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มโมดูลาร์อัจฉริยะ GWM LEMON ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร ผนวกกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม Ternary ความจุ 34 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 201 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และมาพร้อมกับหัวชาร์จไฟฟ้าแบบ CCS Type 2 Combo รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟกระแสตรง DC (0% – 80%) โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที และการชาร์จด้วยไฟบ้าน AC (0% – 100%) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง  ครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก และระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่สอง เป็นต้น

ศึกษาข้อมูลและอ่านรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับแคมเปญ ULTRA DEAL สำหรับรถยนต์ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH หรือ GWM Application หรือ  Official Facebook Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand

ฟอร์ดสานต่อโครงการ ‘Water Go Green’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (พีดีเอ) สานต่อโครงการ ‘การจัดการน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์’ หรือ ‘Water Go Green’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อนำนวัตกรรมมาช่วยให้จัดสรรทรัพยากรน้ำมาใช้ในการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยได้ระดมพลังอาสาสมัครฟอร์ดจากสำนักงานฟอร์ด กรุงเทพฯ โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) และผู้จำหน่ายฟอร์ด ชลบุรี บ่อวิน รวม 40 คน ร่วมกับนักเรียนและคนในชุมชนโรงเรียนชุมชนวัดเขาไม้แก้ว ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ระบบไฟส่องสว่าง จัดทำแปลงปลูกผักเกษตรอินทรีย์ที่ติดตั้งเข้ากับระบบน้ำโซล่าเซลล์  เพื่อนำไปเป็นอาหารและเป็นสถานีเรียนรู้ให้กับนักเรียนและชุมชนโดยรอบ

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน โครงการ Water Go Green ที่ฟอร์ดได้ร่วมกับพีดีเอสานต่อโครงการมากว่า 7 ปี เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Ford Global Caring Month ที่อาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกจะออกมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมพร้อมๆ กันในเดือนกันยายน เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนในสังคมได้ออกมาทำกิจกรรมจิตอาสามอบสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคม” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ทรัพยากรน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ฟอร์ดจึงได้นำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาให้ชุมชนใช้จัดการระบบน้ำเพื่อช่วยให้โรงเรียนและชุมชนนำน้ำมาใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค และทำการเกษตรได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน”

สำหรับโครงการ Water Go Green ในปีที่ 7 คณะผู้บริหารและอาสาสมัครฟอร์ด ได้ส่งมอบและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 10 แผงให้แก่โรงเรียนชุมชนวัดเขาไม้แก้ว ซึ่งจะช่วยให้สามารถการสูบน้ำได้ในปริมาณมากถึง 4,000 ลิตรต่อชั่วโมง พร้อมมอบเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าอินเวอร์เตอร์ขนาด 5,000 วัตต์ที่ต่อเข้ากับระบบไฟส่องสว่างตามจุดต่างๆ ของโรงเรียนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า

อาสาสมัครฟอร์ดยังได้ติดตั้งและส่งมอบแปลงปลูกผักเกษตรอินทรีย์  ที่มาพร้อมระบบจ่ายน้ำรอบแปลงผักจากถังพักน้ำที่ทำงานด้วยพลังงานแสงอาทิตย์แบบตั้งเวลา โดยอาสาสมัครฟอร์ดได้ร่วมกับคนในชุมชน ผสมดินปลูกและนำต้นกล้าผักลงปลูกเพื่อนำผลผลิตไปบริโภคภายในโรงเรียนและจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ร่วมกับพีดีเอจัดอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนพร้อมมอบอุปกรณ์ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุในชุมชนโรงเรียนชุมชนวัดเขาไม้แก้วเพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพหารายได้เลี้ยงครอบครัวในระยะยาวได้

โครงการ Water Go Green ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการจากกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด นำมาใช้จัดกิจกรรม Ford Global Caring Month ในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อให้อาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งฟอร์ด ประเทศไทย และพีดีเอ ได้ทำงานร่วมกับส่วนราชการและชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ทุกปี ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และห่วงใย ใส่ใจสังคม

“BRIDGESTONE DUELER H/T 685” และ “BRIDGESTONE DUELER A/T 693” ได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับ “ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XL, XL+ และ XLT”

0

บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด ผู้นำด้านการผลิตยางรถยนต์เผยว่า ผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER H/T 685 ยางพันธุ์แกร่ง ทน มอบความนุ่มนวลพร้อมลุยทุกเส้นทางในการขับขี่ และ BRIDGESTONE DUELER A/T 693 ยาง All Terrain มอบประสบการณ์ขับขี่ได้เหนือชั้นสำหรับทางเรียบและออฟโรด พัฒนาขึ้นอีกขั้นของการออกแบบลายดอกยางให้รีดน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวและการบังคับพวงมาลัยได้ดีเยี่ยม โดยได้รับเลือกจากฟอร์ดให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น XL, XL+ และ XLT รถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด ตอบโจทย์ด้านความอเนกประสงค์ที่สุด*1 ให้ผู้ขับขี่ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีขีดจำกัด ซึ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2565

 

คุณสมบัติเด่นของผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER H/T 685”

บริดจสโตนพัฒนาผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER H/T 685 ขึ้น สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถกระบะ และรถยนต์อเนกประสงค์ และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของฟอร์ด บริดจสโตนจึงใช้เทคโนโลยีการออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความแกร่งของยางที่พร้อมลุยทุกงานหนัก ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลในทุกสภาพถนน เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนได้ดีทั้งถนนเปียกและถนนแห้ง ช่วยในการทรงตัวสูง มอบความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเหนือชั้นตลอดทุกการเดินทาง และยังเพิ่มความคุ้มค่าช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน

 

คุณสมบัติเด่นของผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER A/T 693”

บริดจสโตนพัฒนาผลิตภัณฑ์ “BRIDGESTONE DUELER A/T 693” สำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยคุณสมบัติของ All Terrain จึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานลงตัวทุกรูปแบบทั้งทางเรียบ และออฟโรด รองรับน้ำหนัก
การบรรทุกได้ดีเยี่ยม เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนได้ดีทั้งถนนเปียกและถนนแห้ง ทั้งยังได้รับการพัฒนาและออกแบบแก้มยางให้มีความสปอร์ต และทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีออกแบบดอกยางให้ช่วยรีดน้ำได้ดี ให้การบังคับพวงมาลัยและการทรงตัวสูง จึงมอบความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ได้อย่างเหนือชั้นตลอดทุกการเดินทาง และยังเพิ่มความคุ้มค่าช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนาน จึงตอบโจทย์ความต้องการและเสริมสมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ดได้อย่าง
ลงตัว

รุ่นรถ รุ่นยาง ขนาดยาง
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่
รุ่น XL Standard
BRIDGESTONE DUELER H/T 685 255/70 R16 AS
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่
รุ่น XL+ Standard
BRIDGESTONE DUELER H/T 685 255/70 R16 AS
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่
รุ่น XLT Standard
BRIDGESTONE DUELER H/T 685 255/70 R17 AS
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่
รุ่น XLT Option
BRIDGESTONE DUELER A/T 693 255/70R17 AT

 

คุณสมบัติเด่นของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่”             
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด อเนกประสงค์ที่สุด และสมบุกสมบันที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถคู่ใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ขับขี่ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่แบบไม่มีขีดจำกัด ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ลูกค้าแบบ
พร้อมเสมอ หรือ “Always On” ด้วยบริการแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งประกอบด้วยนวัตกรรมบริการใหม่มากมายที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อสื่อสารกับรถฟอร์ดของตนเองได้ตลอดเวลา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XL เป็นรถกระบะรุ่นเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการใช้งานลุยสมบุกสมบันอย่างแท้จริง ฟอร์ด เรนเจอร์ XL ยังมีรุ่นย่อย 4×4 ที่มากับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มอบพละกำลังสูงสุด 170 PS และแรงบิด 405 นิวตันเมตร ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังที่จะช่วยพิชิตงานท้าทาย
อันหลากหลาย ฐานล้อที่กว้างขึ้นทำให้รถมีพื้นที่กระบะท้ายกว้างขึ้น จึงสามารถวางพาเลทขนาดมาตรฐานได้พอดี ทั้งยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์มากมาย ที่ช่วยในการจัดวางสัมภาระและสิ่งของต่างๆ หรือเปลี่ยนกระบะท้ายให้เป็นพื้นที่ทำงานได้
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่น XL+ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีรอบด้านที่ดีเยี่ยมในเซ็กเมนต์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ 10.1 นิ้ว ซึ่งมาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC4A® รุ่นล่าสุดของฟอร์ด ที่ไม่เพียงช่วยเชื่อมต่อการสื่อสารและความบันเทิง แต่ยังแสดงผลข้อมูลเกี่ยวกับรถได้อย่างชัดเจน 

สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นยอดนิยมอย่างรุ่น XLT ตอบโจทย์ลูกค้าที่มองหารถกระบะสำหรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มอบพละกำลัง 170 PS และแรงบิด 405 นิวตันเมตร โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมหรูหรา พร้อมไฟหน้าแอลอีดีรูปตัว C อันเป็นเอกลักษณ์ และไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน ฟอร์ด เรนเจอร์ XLT เป็นรถกระบะอเนกประสงค์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ใช้ชีวิตกับครอบครัวและเดินทางท่องเที่ยวได้ลงตัว พร้อมเป็นรถคู่ใจที่พาคุณไปยังทุกจุดหมาย 

มร. ชิเกะโฮะ คุมาโนะ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด กล่าวว่า “บริดจสโตนภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ BRIDGESTONE DUELER H/T 685 และ BRIDGESTONE DUELER A/T 693 ได้รับเลือกสำหรับรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทั้ง 3 รุ่น ทั้งนี้ยังมีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้แบรนด์บริดจสโตนและยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถอีกด้วย เราเน้นย้ำถึงคุณภาพของยางรถยนต์และการออกแบบยางรถยนต์ให้มีความทนทานเพื่อให้การเดินทางเปี่ยมไปด้วยความปลอดภัย และมอบความประทับใจตลอดทุกเส้นทางได้อย่างสูงสุด”

 

*1 อ้างอิงจาก: https://www.ford.co.th/showroom/future-vehicle/next-gen-ranger-reveal

มาสด้า ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ ย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง

0

มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จับมือกับบริษัท โก ออโตโมบิล หนึ่งในบริษัทในเครือ KCAR Group ทุ่มงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งใหม่ บนถนนอ่อนนุช ลาดกระบัง ภายใต้ชื่อ “มาสด้า โก”

ด้วยประสบการณ์การทำธุรกิจยานยนต์กว่า 40 ปี ของ KCAR Group ทำให้บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) เลือกพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท โก ออโตโมบิล ที่บริหารงานโดย คุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยาวนานเล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาสด้าในย่านนิคมอุตสาหกรรมและแหล่งชุมชนในย่านอ่อนนุช ลาดกระบัง

มาสด้า โก ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ประกอบไปด้วยโชว์รูมแบบ 2 ชั้น ครบครันด้วยรถมาสด้ารุ่นยอดนิยมอย่าง Mazda 2, CX-30, Mazda3, Cx-5, CX8 ที่พร้อมให้ทดลองขับ และยังมีศูนย์บริการล้ำสมัยด้วย 20 ช่องซ่อม สามารถรองรับรถลูกค้าที่มาเข้าซ่อมได้ถึง 1,000 คันต่อเดือน รวมถึงบริการด่วนพิเศษแบบ Fast Track ที่ใช้เวลาเพียง 60 นาที ก็สามารถส่งมอบรถที่เสร็จสมบูรณ์กลับคืนให้ลูกค้าที่ต้องการมาเข้ารับบริการอย่างเร่งด่วนได้ ทั้งนี้มาสด้า โก ยังชูจุดเด่นด้านศูนย์ซ่อมตัวถังและสี  ที่รอบรับได้ถึง 300 คันต่อเดือน และตู้อบพ่นสี 2 ตู้ พร้อมอุโมงค์ไฟเพื่อตรวจสอบคุณภาพสี ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) กล่าวได้ว่าโชว์รูมแห่งนี้ เป็น One Stop Service ที่ลูกค้ามาสด้าสามารถนำรถมาเข้ารับการบริการได้อย่างครบวงจร

มาสด้า โก มั่นใจว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งนี้จะเป็นผู้มอบความสุขและความประทับใจให้กับครอบครัว มาสด้า ซึ่งสะท้อนออกมาได้จากโลโก้ ที่เป็นหน้ายิ้ม เสมือนรอยยิ้มจากพนักงานทุกคนที่พร้อมต้อนรับและให้บริการลูกค้าทุกคนเหมือนคนในครอบครัวเพื่อประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดไป

ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ และฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ คว้ามาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาว

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จของยนตรกรรมในไลน์อัปเอสยูวี ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 2 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP ครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยของยานยนต์รุ่นใหม่ที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (New Car Assessment Program for Southeast Asia) โดยมีหลักเกณฑ์การประเมินที่ประกอบด้วยการทดสอบการชนจากด้านหน้า การชนจากด้านข้าง และการประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่พร้อมมอบความมั่นใจและความสุขสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนในทุกเส้นทาง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในการสร้างสังคมการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุ ตามเป้าหมายฮอนด้าปี 2050 ควบคู่ไปกับสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 81.38 เต็ม 100 คะแนน โดยได้รับคะแนนในแต่ละด้าน ทั้ง 4 ด้าน จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ประกอบด้วย การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP) 28/32 คะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 45.43/51 คะแนน เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 19.50/21 คะแนน และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (Motorcyclist Safety: MS) 8/16 คะแนน ทั้งนี้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ เปิดตัวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าใน 9 ประเทศในภูมิภาค ด้วยยอดขายกว่า 25,000 คัน (พฤศจิกายน 2564 – 31 กรกฎาคม 2565) นอกจากนี้ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ยังสามารถคงมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เจเนอเรชันที่ 1 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน
ความปลอดภัยระดับ 5 ดาวเมื่อปี พ.ศ. 2558

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ เจเนอเรชันที่ 2 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ด้วยคะแนนรวม 77.02 เต็ม 100 คะแนน โดยได้รับคะแนนในแต่ละด้าน ทั้ง 4 ด้าน จากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ประกอบด้วย
การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection: AOP)  26.98/32 คะแนน การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection: COP) 44.53/51 คะแนน เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย (Safety Assist Technologies: SATs) 16.50/21 คะแนน และความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ (Motorcyclist Safety: MS) 8.10/16 คะแนน โดยสามารถคงมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ฮอนด้า บีอาร์-วี เจเนอเรชันที่ 1 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวเมื่อปี พ.ศ. 2558

โดย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง* (Honda SENSING) ในทุกรุ่นย่อย ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า
ในการตรวจจับสภาพแวดล้อมบนท้องถนน โดยตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และคนเดินถนนได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยเตือนผู้ขับขี่และช่วยควบคุมรถเพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ ประกอบด้วย 6 ฟังก์ชันการทำงานหลัก* ได้แก่

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ* (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย* (แตกต่างกันในแต่ละรุ่นและรุ่นย่อย) อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่เปี่ยมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของฮอนด้า อีกทั้งเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมอย่างต่อเนื่อง
เพื่อส่งมอบยนตรกรรมที่มอบความปลอดภัยควบคู่ไปกับความมั่นใจในทุกการเดินทาง เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำ
ในการสร้างสังคมการขับขี่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั่วโลกภายในปี 2050

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ได้จากที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/hrvehev และ www.honda.co.th/brv รวมทั้งสามารถทดสอบสมรรถนะการขับขี่และเทคโนโลยีความปลอดภัยของรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรืออ่านข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive 

*อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและแต่ละประเทศ 

ยนตรกรรมรุ่นต่างๆ ของฮอนด้าที่ผ่านการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP

รุ่น รุ่นปี ผลการทดสอบ
เอชอาร์วี 2022 ระดับ 5 ดาว
2015 ระดับ 5 ดาว**
บีอาร์-วี 2022 ระดับ 5 ดาว
2015 ระดับ 5 ดาว*
ซีวิค 2021 ระดับ 5 ดาว
2016 ระดับ 5 ดาว**
2013 ระดับ 5 ดาว*
ซิตี้ 2020 (ซีดานและแฮทช์แบ็ก) ระดับ 5 ดาว
2014 ระดับ 5 ดาว*
2012 ระดับ 5 ดาว*
แอคคอร์ด 2019 ระดับ 5 ดาว
ซีอาร์-วี 2017 ระดับ 5 ดาว
2013 ระดับ 5 ดาว*
บริโอ้ และ บริโอ้ อเมซ 2016 ระดับ 4 ดาว
แจ๊ซ 2014 ระดับ 5 ดาว*

 

* ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

** สำหรับฮอนด้า ซีวิค (รุ่นปี 2016) และเอชอาร์-วี (รุ่นปี 2015) ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และ ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ สปอร์ตพรีเมียมเอสยูวี ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit – IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กม./ลิตร มาพร้อมสวิตช์ที่เลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 3 โหมด ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นสไตล์สปอร์ตคูเป้ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งานกับเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัย มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ฮอนด้า บีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่ารถยนต์ในคลาสเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร DOHC i-VTEC ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า และระบบเกียร์ CVT มอบความสมดุลในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างและการควบคุมที่ดีเยี่ยม มั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่หลากหลาย ดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมแข็งแกร่งสไตล์เอสยูวี ผสานความอเนกประสงค์ของเอ็มพีวีไว้ได้อย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายทุกที่นั่ง ตอบรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งแถวที่ 2 และแถวที่ 3 ที่ปรับพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ดั่งใจ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV 17 กันยายนนี้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า เตรียมเปิดตัว All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กรุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในเร็วๆ นี้ เอาใจแฟนพันธุ์แท้ส่งแคมเปญ ULTRA DEAL ที่มาพร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ในการจองสิทธิ์เพื่อซื้อก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ อาทิ ผ่อน 0% นาน 48 เดือน ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี และบริการเหนือระดับอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 300,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์เพื่อซื้อรถยนต์รุ่นนี้ในระว่างวันที่ 17 กันยายน 2565 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น. เท่านั้น พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่ทำการจองสิทธิ์ในช่วงเวลาที่กำหนดและทำการชำระเงินจองสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ 300 ท่านแรก จะได้รับส่วนลดในการซื้อรถยนต์มูลค่า 50,000 บาท

หลังจากที่ได้สร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายรุ่น ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างปรากฏการณ์เขย่าวงการอีกครั้งผ่านการประกาศเปิดจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ โดยแคมเปญ ULTRAL DEAL โดยมีสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  1. ดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 48 เดือน (เมื่อดาวน์ 25%)
  2. ฟรี ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุด 30,000 บาท
  3. ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมการติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 20 เมตร (จากตู้เมน) จำนวน 1 ครั้ง (ไม่รวมค่าแท่นชาร์จ) มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  4. ฟรี แพ็คเกจค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Ultra Service Inclusive: GUSI) สูงสุด 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมอะไหล่สิ้นเปลือง รวมมูลค่า 75,000 บาท
  5. ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) เป็นเวลา 5 ปี มูลค่า 10,000 บาท
  6. ฟรี สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับ (Pickup Service) หรือบริการส่งรถยนต์ (Delivery Service) เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือบริการบำรุงรักษาตามระยะทางนอกสถานที่ (GWM mobile service) จำนวน 2 ครั้ง รวมมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาท
  7. ฟรี น้ำมันรถยนต์ มูลค่าสูงสุด 2,000 บาท
  8. ฟรี กรอบป้ายทะเบียนและพรม GWM มูลค่ารวม 1,640 บาท
  9. ฟรี คะแนน GWM Point เพื่อใช้แลกสินค้าและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ใน GWM Application จำนวน 15,000 คะแนน

รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ ULTRA DEAL กว่า 300,000 บาท

พิเศษสุด สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ ULTRA DEAL 300 ท่านแรก ในช่วงเวลาที่กำหนด และทำการจ่ายเงินมัดจำสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับส่วนลดในการซื้อรถยนต์ All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV มูลค่า 50,000 บาท โดยบริษัทฯ จะยึดเวลาที่ทำการจ่ายเงินมัดจำสำเร็จเป็นหลักในการมอบสิทธิ์พิเศษนี้ให้กับลูกค้า ซึ่งถ้าลูกค้าท่านใดทำการสละสิทธิ์หรือถอนการจองภายหลัง จะไม่สามารถกลับมารับสิทธิ์ได้ใหม่ และทางบริษัทฯ จะไม่มีการเพิ่มรายชื่อลูกค้าท่านอื่นในลำดับถัดไปเข้ามาทดแทน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยด้วยความมุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน พร้อมกับพันธกิจ ‘Mission 9 in 3’ ที่จะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ อย่างน้อย 9 รุ่น เข้ามามอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้กับแฟนๆ ชาวไทยภายในเวลา 3 ปี โดยก่อนหน้านี้เราประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปแล้วทั้งหมด 4 รุ่น ตามลำดับ ได้แก่ All NEW HAVAL H6 Hybrid SUV, ORA Good Cat, All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และ ORA Good Cat GT เราพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าอีกหนึ่งก้าวสำคัญเพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้จับจองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กรุ่นใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ HAVAL ที่เคยสร้างความฮือฮาให้กับวงการยานยนต์จากการเผยโฉมครั้งแรกของโลกในประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่า All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV ซึ่งมาพร้อมความโดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ และฟังก์ชั่นอัจฉริยะ จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสำหรับครอบครัวที่ไม่เพียงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางได้อย่างลงตัว แต่ยังจะช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งแคมเปญ ULTRA DEAL ถือเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดของรถแต่ละรุ่นของเราแทนคำขอบคุณสำหรับลูกค้ากลุ่มแรกที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของเราก่อนการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทย”

 

ผู้ที่สนใจและลูกค้าสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์เพื่อซื้อ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ในแคมเปญ ULTRA DEAL ได้ ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในระหว่างวันที่ 17 กันยายน 2565 เวลา 00.00 น. ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น. โดยจะต้องชำระเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ในระหว่างวันที่ 7 ตุลาคม 2565 เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 เวลา 23.59 น. และสำหรับข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองสิทธิ์ ULTRA DEAL 300 ท่านแรกและทำการจ่ายเงินมัดจำสำเร็จภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ จะได้รับส่วนลดในการซื้อรถยนต์ All New HAVAL H6  Plug-in Hybrid SUV มูลค่า 50,000 บาท โดยมีกำหนดรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2565 หากไม่มีการชำระเงินมัดจำ 10,000 บาท ในแคมเปญ ULTRA DEAL ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าสละสิทธิ์ โดยสิทธิ์จากข้อเสนอในแคมเปญ ULTRA DEAL สำหรับรถยนต์ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่น และไม่สามารถเปลี่ยนหรือคืนมูลค่าของสิทธิ์ที่ระบุไว้เป็นเงินสดได้

สำหรับ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เป็นรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก สะท้อนแนวคิดการออกแบบแห่งอนาคตที่สมบูรณ์แบบและแตกต่าง มาพร้อมมิติตัวรถขนาดกว้างขวาง ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Star Matrix ล้ำสมัย ไฟหน้า Intelligent LED Headlamp โดดเด่นสะดุดตา ให้ความสว่างแบบ Ultra-High Flow และมอบความปลอดภัยในทุกเส้นทาง หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค 360 องศา เข้าทรงกับสปอยเลอร์ท้ายและเสาอากาศแบบ shark fin พร้อมระบบประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าและระบบแฮนด์ฟรี เสริมด้วยไฟท้าย LED Taillight Strip เป็นแนวยาว และล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว ขณะที่การออกแบบภายในสะท้อนแนวคิด Minimalist ที่เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย และใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยคอนโซลหน้าสีทูโทนสไตล์ Futuristic และครบครันด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมายในระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น หน้าจออัจฉริยะ 3 จอเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้า พร้อมระบบระบายอากาศ เบาะนั่งโดยสารด้านหลังพร้อมที่เท้าแขนกลาง แท่นชาร์จไร้สาย กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start

All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ยังเหนือชั้นด้วยขุมพลังและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สะท้อนมิติใหม่ของรถยนต์ Plug-in Hybrid ด้วยการสร้างสรรค์บนแพลตฟอร์มโมดูลาร์อัจฉริยะ GWM LEMON ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร ผนวกกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม Ternary ความจุ 34 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 201 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC และมาพร้อมกับหัวชาร์จไฟฟ้าแบบ CCS Type 2 Combo รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟกระแสตรง DC (0% – 80%) โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที และการชาร์จด้วยไฟบ้าน AC (0% – 100%) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง  พร้อมด้วยตั้งฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย อาทิ ระบบการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) ระบบการสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ ระบบควบคุมผ่าน GWM Application ทั้งยังครบครันด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยต่างๆ อาทิ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก และระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการชนครั้งที่สอง เป็นต้น

ศึกษาข้อมูลและอ่านรายละเอียดเพิ่มเกี่ยวกับแคมเปญ ULTRA DEAL สำหรับรถยนต์ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์  WWW.GWM.CO.TH หรือ GWM Application หรือ  Official Facebook Page : GWM Thailand และ HAVAL Thailand