Home Blog Page 291

เกรท วอลล์ มอเตอร์ กวาดยอดขายครึ่งปี 2565 รวมกว่า 5,000 คัน

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จฉลองครึ่งปี 2565 ด้วยยอดขายและส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะทั้ง 3 รุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยได้แก่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ORA Good Cat และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รวมทั้งสิ้น 5,219 คัน นำโดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ยังยืนหนึ่งในเซ็กเมนต์คอมแพ็คเอสยูวีอย่างเหนียวแน่นเป็นเดือนที่ 6 ขณะที่เจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนไทย ORA Good Cat ตามมาติดๆ ที่ 1,402 คัน ตอกย้ำความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากผู้บริโภคที่มอบให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งมุ่งมั่นก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่พร้อมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ส่งท้ายไตรมาส 2 พร้อมก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 อย่างเต็มภาคภูมิหลังจากที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สร้างปรากฏการณ์เขย่าวงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มคอมแพ็คเอสยูวีกับ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยและยังได้รับความนิยมอย่างท่วมท้น โดยทำยอดขายในเดือนมิถุนายนที่ 355 คัน ครองอันดับ 1 ติดต่อกันนานถึง 6 เดือนซ้อนในปีนี้ การันตีความสำเร็จด้วยยอดขายรวมทั้งสิ้นกว่า 2,218 คันในช่วงครึ่งปีแรก โดยนับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ให้กับลูกค้าไปแล้ว 4,859 คัน

ในส่วนของ ORA Good Cat ที่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการยานยนต์ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่ก่อนเปิดตัวในไทย และยังคงร้อนแรงไม่หยุดถึงแม้จะประสบปัญหากับสถานการชิปและแบตเตอรี่ขาดแคลนทั่วโลก โดยบริษัทฯ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ร่วมกับสำนักงานใหญ่ที่ประเทศจีนและพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศจนสามารถส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับแฟนๆ ชาวไทยได้กว่า 1,402 คันในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเป็นยอดส่งมอบในเดือนมิถุนายนจำนวนกว่า 116 คัน ทำให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถส่งมอบ ORA Good Cat ไปโลดแล่นในถนนประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 1,864 คัน โดยในขณะนี้ยังมียอดจองที่รอส่งมอบกว่า 3,000 คัน และบริษัทจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะส่งมอบรถให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังสร้างปรากฏการณ์และปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าให้กลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากับการเปิดตัว ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ตที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและสมรรถนะอันเร้าใจ พร้อมประเดิมการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยการกวาดยอดจองทั้งหมด 500 คัน ภายใน 58 นาที ตอกย้ำความร้อนแรงของแบรนด์ ORA และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าจาก เกรท วอลล์​ มอเตอร์ ได้เป็นอย่างดี

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่มาพร้อมกับนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง GWM L.E.M.O.N Platform มอบสมรรถนะสูงสุดและความปลอดภัยเหนือระดับให้แก่ผู้ขับขี่ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความบันเทิงล้ำสมัยตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ได้รับการส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 2,198 คัน รวมเป็นยอดส่งมอบในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 จำนวน 1,599 คัน โดยเป็นยอดขายของเดือนมิถุนายน 173 คัน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความสำเร็จของเราตลอดครึ่งแรกของปี 2565 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา และถือเป็นกำลังใจสำคัญให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมยานยนต์และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์อันหลากหลาย ภายใต้แนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของผู้บริโภคเพื่อนำมาออกแบบและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกสบายและมอบความอุ่นใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยทั่วประเทศ พร้อมทั้งร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ เกรท วอลล์​ มอเตอร์ ได้ประกาศกลยุทธ์ 6S ซึ่งให้ความสำคัญกับการขายและการบริการแบบครบวงจรเพื่อมอบความอุ่นใจให้กับลูกค้าและแฟนๆ ชาวไทย ประกอบด้วย Sales, Service, Spare parts, Survey, Social & Share ซึ่งเชื่อมโยงการสื่อสารและการยกระดับประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกๆ ช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (User-centric) โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบบริการหลังการขายและการบริหารจัดการอะไหล่ โดยในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายพื้นที่คลังอะไหล่เพื่อรองรับปริมาณอะไหล่ให้พร้อมกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่จะเปิดตัวในอนาคต โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเพิ่มปริมาณการจัดเก็บอะไหล่กว่า 40% ลูกค้าทุกคนสามารถมั่นใจและอุ่นใจได้ว่าบริษัทจะดำเนินงานบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพและมีการสั่งซื้ออะไหล่ตามจำนวนและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยบริษัทสามารถจัดส่งอะไหล่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลได้ภายในวันเดียวกัน และจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการทั่วประเทศได้ภายใน 2 วันทำการ ในอนาคตศูนย์บริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ให้สามารถตรวจสอบจำนวนอะไหล่ได้แบบเรียลไทม์

 

ล่าสุด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ในการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระบบโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าระหว่าง OR และ GWM เพื่อเชื่อมโยงระบบโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Roaming) ในสถานีชาร์จ EV Station PluZ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าที่จะขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 55 แห่ง ภายในปี 2565 ภายใต้ชื่อแพลตฟอร์ม G-Charge ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 70% และต่างจังหวัด 30% ซึ่งสถานีชาร์จทั้งหมดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge กำลังสูง เริ่มต้นที่ 120 kW และมีรูปแบบหัวชาร์จแบบ CCS2 นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะรวบรวมพิกัดสถานีชาร์จทั่วประเทศไทยใน GWM Application ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นจาก 55% เป็น 80% ภายในปีนี้อีกด้วย

นอกจากประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในเวทีระดับโลก โดยในเดือนมิถุนายน 2565 มียอดขายรถยนต์รวมทุกรุ่นสูงถึง 101,186 คัน เพิ่มขึ้น 26.38% จากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นยอดขายในตลาดต่างประเทศถึง 13,451 คัน ส่งผลให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มียอดขายรถยนต์ในตลาดต่างประเทศแล้วมากกว่า 1 ล้านคัน และมียอดขายรวมทั้งหมดทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 กว่า 518,525 คัน โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายรถยนต์จากตลาดต่างประเทศสูงถึง 62,823 คัน หรือคิดเป็น 12% ของยอดขายรวมทั้งหมด

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เดินหน้าสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องโดยการร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแก่ผู้บริโภคชาวไทย เคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ ยกทัพยนตรกรรม ฮอนด้า มือสอง 50 คัน กับแคมเปญ ‘HAPPY FREE DAY!’ ออกรถฟรี!

0

ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ฮอนด้า มือสองอย่างเป็นทางการ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หยิบยื่นความคุ้มค่าตลอดเดือนกรกฎาคม กับแคมเปญพิเศษ ‘HAPPY FREE DAY!’ นำยนตรกรรม ฮอนด้า มือสองให้ลูกค้าได้เลือกสรรอย่างจุใจกว่า 50 คัน พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ออกรถฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย วันนี้ ถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 ที่โชว์รูม ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ ทุกสาขา

สมชาย ตระกูลภิรมย์, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟาย ยูสด์คาร์ จำกัด กล่าวว่า “งานนี้ ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ จัดเต็มเพื่อลูกค้า โดยนำรถยนต์ ฮอนด้า มือสอง จำนวนมากกว่า 50 คัน มาให้เลือกสรร พร้อมข้อเสนอพิเศษ ออกรถฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย อยากเชิญชวนผู้ที่สนใจ ให้เข้ามาชมกัน เพราะรถมีจำนวนจำกัด ถึงก่อน มีสิทธิ์ก่อนครับ”

++ HAPPY FREE DAY! ออกรถยนต์ ฮอนด้า มือสอง ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นับเป็นโอกาสทองของผู้ที่กำลังสนใจรถยนต์ ฮอนด้า มือสอง เพราะ ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ ยกทัพรถยนต์ ฮอนด้า มือสองสภาพดี มีการรับประกันมาตรฐาน มาให้สัมผัสและจับจองรวมกว่า 50 คัน อาทิ ฮอนด้า ซิตี้ 1.5 V ปี 2017 เริ่มต้น 439,000 บาท, ฮอนด้า ซิวิค 1.8 E ปี 2018 เริ่มต้น 669,000 บาท และ ซีอาร์-วี 2.4 EL ปี 2018 เริ่มต้นเพียง 969,000 บาท มาพร้อมหลากหลายข้อเสนอสุดพิเศษ

  • ฟรี! ดาวน์*
  • ฟรี! ประกันชั้นหนึ่ง*
  • ฟรี! ค่าโอน*
  • ฟรี! บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท*

พิเศษสำหรับลูกค้าย่านบางนา เพราะ โชว์รูม ซัมมิท ฮอนด้า สาขา บางนา กม. 4.5 เปิดให้บริการแล้ววันนี้

ค้นหารถ ฮอนด้า มือสองคันโปรด พร้อมรับข้อเสนอสุดคุ้มค่า กับแคมเปญ ‘HAPPY FREE DAY!’ ได้ที่โชว์รูม ซัมมิท ฮอนด้า ยูสคาร์ ทุกสาขา วันนี้ ถึง 31 กรกฎาคม 2565 เท่านั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

  • โทร. 1334 (แผนกรถใช้แล้ว กด 13)
  • LINE: https://lin.ee/cX9A5Vg

www.masterusedcar.com

*เงื่อนไขตามที่บริษัทฯ กำหนด

Bridgestone Potenza Sport คว้ารางวัล AUTA ประจำปี 2022

0

บริดจสโตนภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport คว้ารางวัล Asia’s Ultimate Tyre Awards (AUTA)*1 ประจำปี 2022 ประเภท Ultra-High Performance และ Overall Tyre of the Year  มาครองได้สำเร็จ จากผลการทดสอบโดย AUTA ซึ่งทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport กับยางรถยนต์สมรรถนะสูงยอดนิยมในธุรกิจ

Bridgestone Potenza Sport ได้รับรางวัลประเภท Ultra-High Performance จากการทดสอบการขับขี่บนถนนแห้ง, การยึดเกาะบนพื้นถนนแห้ง, การยึดเกาะบนพื้นถนนเปียก, การเบรกบนพื้นถนนแห้ง, การเบรกบนพื้นถนนเปียก, เสียงในห้องโดยสาร และความต้านทานต่อการหมุนของยาง ซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งในด้านการเบรกบนพื้นถนนแห้ง, การเบรกบนพื้นถนนเปียก และการยึดเกาะบนพื้นถนนแห้ง

ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี “การพัฒนายางรถยนต์เสมือนจริง (Virtual Tyre Development)” Bridgestone Potenza Sport ออกแบบมาเพื่อปลดล็อกการขับขี่ให้ถึงขีดสุดภายใต้การควบคุมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport รุ่นเรือธงพรีเมียมสมรรถนะสูง มอบประสบการณ์การขับขี่ด้วยสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า และควบคุมอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้งถนนแห้งและถนนเปียก

เพื่อตอกย้ำสโลแกน “ความเป็นที่สุด หยุดเราไม่ได้” หรือ “Better Never Settles” ซึ่งผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของบริดจสโตนในการยกระดับมาตรฐานใหม่ในยางรถยนต์พรีเมียมและ ยางรถยนต์ระดับไฮเอนด์

มร. มัตซึคาวา หยาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริดจสโตน ไทร์ เซลส์ สิงคโปร์ (Bridgestone Tyre Sales Singapore) และหัวหน้าผู้จัดจำหน่ายด้านการตลาดสำหรับกลุ่มบริดจสโตนเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เราได้รับเกียรติมากจริงๆ จากความสำเร็จนี้ และขอขอบคุณ AUTA ที่สละเวลาดำเนินการทดสอบครั้งนี้ ยาง Bridgestone Potenza Sport รุ่นเรือธงของเราสะท้อนถึงจิตวิญญาณ “ความเป็นที่สุด หยุดเราไม่ได้” ยางนี้ตอบสนองความต้องการและคาดหวังทุกประการของผู้ขับขี่โดย Bridgestone Potenza Sport ได้ยกระดับมาตรฐานสำหรับยางสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมในวงการ”

ทั้งนี้ มร. เลนนาร์ด เกว็ก หัวหน้าการตลาดและโซลูชั่นสำหรับกลุ่มบริดจสโตนเอเชียแปซิฟิกและประเทศจีน กล่าวถึงแผนการดำเนินงานและวิสัยทัศน์ของผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport ว่า “บริดจสโตนตั้งเป้าที่จะเป็นแบรนด์ผู้นำ และทำให้เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอแต่ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด Bridgestone Potenza Sport เกิดขึ้นจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เรานำมาจากเครือข่ายงานวิจัยและพัฒนาทั่วโลกของเรา และประสบการณ์อันยาวนานในการร่วมแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ความสำเร็จในการคว้ารางวัล Ultimate Tyre of the Year สะท้อนถึงอีกก้าวสำคัญหนึ่งที่ผลิตภัณฑ์เราอยู่ในระดับผู้ชนะประเภท Ultra-High Performance (ยางสมรรถนะสูงสุด) เราภูมิใจมากที่ได้เป็นที่ยอมรับครั้งนี้ เรามั่นใจว่า Bridgestone Potenza Sport จะเป็นยางที่ได้รับความนิยมในเอเซียแปซิฟิก เราจึงเปิดตัวยางรุ่นนี้ในหลายตลาด เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ จีน และไทย และเมื่อมองไปที่ประเภทรถ และกลุ่มลูกค้าที่เรามีในเอเซีย เราพบว่าตลาดรถสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมมีการเติบโตสูงขึ้นสวนกระแสโลกที่เผชิญกับโรคระบาดกันอยู่ จุดนี้ทำให้เรามองเห็นความต้องการยางสำหรับรถสมรรถนะสูงระดับพรีเมียมอย่าง Bridgestone Potenza Sport  เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งขึ้น”              

สำหรับผลิตภัณฑ์ Bridgestone Potenza Sport และรางวัลแห่งความสำเร็จดังกล่าว สอดคล้องกับ “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน (Bridgestone E8 Commitment)”*2 ซึ่งคือ “Emotion หรือด้านความรู้สึก เพื่อสร้างความตื่นเต้น และความสุขในสังคมแห่งการเดินทางให้กับลูกค้าคนสำคัญของบริดจสโตน”
*1 เกี่ยวกับรางวัล Asia’s Ultimate Tyre Awards (AUTA) เริ่มต้นโดยทีมงาน Ignition Labs เพื่อค้นหายางรถยนต์ที่ดีที่สุดในประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากยางรถยนต์เป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุดของการดูแลรักษารถยนต์ ทั้งยังส่งผลโดยตรงต่อการขับขี่รถยนต์ ตั้งแต่
ความปลอดภัย สมรรถนะ ความสะดวกสบาย ไปจนถึงประสิทธิภาพ ถึงแม้จะมีบทความและผลการทดสอบยางรถยนต์มากมายในอินเทอร์เน็ต แต่ส่วนใหญ่มักจัดขึ้นในทวีปอื่น ๆ ซึ่งเป็นการทดสอบในสภาพอากาศที่แตกต่างกัน ดังนั้นผลของการทดสอบจึงมีตัวแปรหลายอย่างที่ทำให้แตกต่างทั้งในประเทศสิงคโปร์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น AUTA จึงเป็นการทดสอบยางรถยนต์ครั้งแรกของสิงคโปร์ที่ใช้การทดสอบทางวิทยาศาสตร์ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อเปรียบเทียบยางรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชาวสิงคโปร์มากที่สุด ด้วยประสบการณ์รวมกันกว่า 50  ปีในฐานะผู้สื่อข่าวด้านยานยนต์ ทีมงาน AUTA ทราบถึงความสำคัญของคำแนะนำผู้บริโภคที่ชัดเจนและเป็นกลาง และมุ่งมั่นที่จะทำให้ AUTA เป็นแหล่งข้อมูลยางรถยนต์ที่ชัดเจนสำหรับชาวสิงคโปร์ทุกคน

*2 “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน (Bridgestone E8 Commitment)”  ซึ่งเป็นพันธสัญญาขององค์กร เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์: “สู่ปี ค.ศ. 2050 บริดจสโตนยังคงส่งมอบคุณค่าให้สังคมและลูกค้าในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน” พันธสัญญาดังกล่าวจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการบริหารควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจและน่าเชื่อถือให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต “พันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน (Bridgestone E8 Commitment)” ประกอบด้วยคุณค่า 8 ด้าน ที่เริ่มต้นด้วยตัวอักษร E (ได้แก่ Energy (ด้านพลังงาน), Ecology (ด้านสิ่งแวดล้อม), Efficiency (ด้านประสิทธิภาพ), Extension (ด้านเติบโต), Economy (ด้านเศรษฐกิจ), Emotion (ด้านความรู้สึก), Ease (ด้านความสะดวกสบาย) และ Empowerment (ด้านพลังสังคม)) ซึ่งกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนจะมุ่งมั่นสร้างสรรค์คุณค่าร่วมกับพนักงาน สังคม พันธมิตร และลูกค้าเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

ฮอนด้าฉลองครบรอบ 50 ปี “ฮอนด้า ซีวิค” ไอคอนยนตรกรรมซีดานที่ครองใจลูกค้าทั่วโลกอย่างยาวนาน

0

ฮอนด้า ฉลองครบรอบ 50 ปี “ฮอนด้า ซีวิค” ยนตรกรรมที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานที่สุดของฮอนด้า ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) โดยเริ่มต้นในการสร้างให้เป็น “รถ Entry Car ระดับโลก” ด้วยความตั้งใจของทีมวิศวกรฮอนด้าให้เป็นรถที่ผู้คนต้องการอย่างแท้จริง และนับจากนั้น ฮอนด้า ซีวิค ก็ได้รับการพัฒนาจากรุ่นสู่รุ่นให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกในทุกยุคทุกสมัยด้วยจุดเด่นในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านดีไซน์ที่โดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ การประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่นับเป็นคุณค่าหลักของซีวิคมาโดยตลอด อีกทั้งยังได้สร้างมาตรฐานใหม่มาอย่างต่อเนื่องในแต่ละเจเนอเรชัน อาทิ

  • เจเนอเรชันที่ 1 นำเสนอเครื่องยนต์ CVCC (Compound Vortex Controlled Combustion) ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ผ่านมาตรฐานกฎหมายควบคุมมลพิษไอเสียที่เข้มงวดที่สุดในสหรัฐอเมริกา (Muskie Act) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดน้ำมันมากที่สุด
  • เจเนอเรชันที่ 3 กับ ฮอนด้า ซีวิค เอสไอ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ DOHC (Double Overhead Camshaft) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถแข่งฟอร์มูล่าวันเท่านั้น
  • เจเนอเรชันที่ 4 นำเสนอเครื่องยนต์ VTEC ระบบ Twin Cams มอบสมรรถนะการขับขี่ราบรื่นแม้ในความเร็วต่ำ
  • เจเนอเรชันที่ 10 มาพร้อมขุมพลัง VTEC TURBO ขับสนุก ทรงพลัง และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม
  • เจเนอเรชันที่ 11 นำเสนอระบบฟูลไฮบริด e:HEV สมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง และให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม เป็นต้น

ตลอดเวลากว่า 50 ปี รวม 11 เจเนอเรชัน ที่ฮอนด้า ซีวิค ได้รับการยอมรับและความไว้วางใจจากลูกค้า
ทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า
27.6 ล้านคัน ในมากกว่า 170 ประเทศ

สำหรับประเทศไทย ฮอนด้า ซีวิค ถือเป็นไอคอนของรถซีดานที่เติบโตคู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527
ซึ่งตลอด 38 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมทั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด พิสูจน์ได้จากการเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ ล่าสุด ฮอนด้า ซีวิค สามารถครองอันดับ 1 ในเซกเมนต์ถึง 6 ปีซ้อน ในปัจจุบัน ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ เจเนอเรชันที่ 11 ได้เข้ามายกระดับคอมแพคท์ซีดานให้ก้าวไปอีกขั้น และตอบสนองการขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว โดยมีให้เลือกทั้ง    ขุมพลัง VTEC TURBO และล่าสุดกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV โดดเด่นกับดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม ผสานสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมัน มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย

โดยประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพ ทั้งในด้านยอดขายซีวิค และเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของฮอนด้าในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมียอดขายซีวิคสูงที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคนี้ และมีการส่งออกไปจำหน่ายยังภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลกอีกด้วย

ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ฮอนด้า ซีวิค สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th/civic  สำหรับ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ลูกค้าสามารถทดลองขับผ่านแคมเปญ Happy Day Happy Drive” โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 30 กันยายน 2565 พร้อมรับของสมนาคุณ “You’re e:HEV Family Bottle ขวดน้ำ LocknLock” มูลค่า 249 บาท* ฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรืออ่านข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวแบรนด์ในมาเลเซีย สานต่อกลยุทธ์ 4+4 เดินหน้ารุกตลาดอาเซียนเต็มรูปแบบ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ในประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Go With Malaysia” พร้อมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจในอาเซียนให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นตามกลยุทธ์ 4+4 ซึ่งมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลางและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค โดยจะนำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตรถยนต์กว่า 30 ปี และประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกกว่า 10 ปี ของบริษัทฯ มาใช้ดำเนินกิจการเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นยิ่งกว่าให้กับลูกค้าชาวมาเลเซีย พร้อมทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์อาเซียนสู่อนาคต

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (มาเลเซีย) บริษัทในเครือภายใต้เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นรุกตลาดยานยนต์ในตลาดประเทศมาเลเซีย พร้อมนำเทคโนโลยีสุดล้ำมาโชว์ภายในงาน โดยพิธีเปิดจัดขึ้นที่ เมนารา บินใจ กรุงกัวลาลัมเปอร์ นำโดย มร. เอลเลียต จาง ประธานอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ และ มร. ชวย อันฉี กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (มาเลเซีย) พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศมาเลเซีย และตัวแทนจากสถาบันยานยนต์มาเลเซีย (Malaysia Automotive Robotics and IoT Institute – MARii) ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติกว่า 100 คน ทั้งสื่อมวลชนของมาเลเซียและจีน รวมไปถึงพันธมิตรธุรกิจร่วมแสดงความยินดี

มร. เอลเลียต จาง ประธานอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์จะนำเอากลยุทธ์ด้านรถยนต์พลังงานใหม่มาพัฒนาตลาดในประเทศมาเลเซีย พร้อมตอกย้ำคุณค่าหลักของแบรนด์ “New Energy” “New Intelligence” และ “New Experience” โดยยึดถือเอากลุ่มผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ (Customer-centric) พร้อมผสานความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของคนในพื้นที่ นำเสนอความหลากหลายด้านพลังงานทางเลือก และเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านประเทศมาเลเซียสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของทั้งภูมิภาคอาเซียนเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลกในท้ายที่สุด การเปิดตัวแบรนด์ในประเทศมาเลเซียนี้ ถือเป็นการเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ 4+4 ของเกรท วอลล์ มอเตอร์จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อสานต่อภารกิจในการรุกตลาดในภูมิภาคนี้ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่เราได้เข้าไปดำเนินกิจการใน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว พม่า และบรูไน”

มร. ชวย อันฉี กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (มาเลเซีย) กล่าวว่า “เราจะวางรากฐานและสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศมาเลเซียผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้านการประกอบโดยการผนึกกำลังกับ Go Auto Group ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ผ่านการจัดตั้งเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายคุณภาพสูง สร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวแทนจำหน่ายตามพื้นที่สำคัญ รวมถึงการสร้างระบบการบริหารจัดการด้านตัวแทนจำหน่ายที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสำหรับคนมาเลเซีย นอกจากนี้ ในด้านบริการหลังการขาย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมีแผนที่จะสร้างศูนย์อะไหล่ในประเทศมาเลเซียที่ครบครันด้วยบุคลากรด้านเทคนิคที่มีความชำนาญและสร้างศูนย์บริการลูกค้าซึ่งพร้อมดูแลและมอบบริการแบบครบวงจรเพื่อมอบความอุ่นใจตลอด 24 ชั่วโมง”

ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจการในประเทศมาเลเซียภายใต้ชื่อ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ เซลส์ มาเลเซีย จำกัด (Great Wall Motor Sales Malaysia Sdn Bhd) มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพตลอดจนประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค โดยในโอกาสเดียวกันนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิดตัวเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ORA Good Cat อย่างเป็นทางการในประเทศมาเลเซียเป็นรุ่นแรก ด้วยดีไซน์รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นมาพร้อมสีสันชวนดึงดูดที่สามารถก้าวสู่ผู้นำเทรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อีกทั้งยังมีการเปิดตัวเว็บไซต์ www.gwm.com.my ไปพร้อมกันภายใต้แนวคิด Smart Living และ Future Innovation เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายและง่ายดายยิ่งขึ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมจะเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดรถยนต์และอุตสาหกรรมยานยนต์มาเลเซียครั้งสำคัญด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถดีไซน์เรโทรแฟชั่น รถเอสยูวีที่ตอบโจทย์คนเมือง รถเอสยูวีออฟโรด รถกระบะ และอื่นๆ เพื่อตอบรับทุกความต้องการของตลาด พร้อมตอกย้ำการยกระดับและสร้างการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและทีมงานที่มีทักษะระดับสูง มาร่วมกันพัฒนาศักยภาพรอบด้าน อีกทั้งร่วมในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและเป็นรูปธรรม พร้อมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) จะมุ่งมั่นขับเคลื่อนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนพร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอดจนพัฒนาทักษะทางอาชีพให้กับบุคลากรในประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินกิจการ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ที่มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคให้สามารถเติบโตท่ามกลางความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วโลกได้อย่างอย่างยืน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จับมือ ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดแคมเปญข้อเสนอพิเศษเพื่อสมาชิก กบข.

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จับมือร่วมกับ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดแคมเปญรักษ์โลกสำหรับสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อซื้อรถยนต์  มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รับของสมนาคุณและข้อเสนอที่ออกแบบเป็นพิเศษเฉพาะสมาชิก กบข. ที่มีกว่า 1.17 ล้านรายทั่วประเทศ

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส  เป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้าของโลก และเดินหน้าพัฒนาตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง การที่รัฐบาลไทยวางทิศทางที่จะนำพาประเทศเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และให้การสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าผ่านโครงการและเงินสนับสนุนต่าง ๆ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทย ได้ให้การสนับสนุน     ทิศทางการดำเนินงานด้านยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เริ่มด้วยการผลิตรถยนต์ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ในประเทศไทย ซึ่งรถยนต์ดังกล่าวสามารถใช้งานในระบบไฟฟ้าขณะขับขี่ในเมืองและสามารถวิ่งระยะไกลด้วย 2 พลังงาน ได้แก่ ไฟฟ้าและน้ำมัน เราเชื่อว่า เทคโนโลยีของ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี สามารถตอบโจทย์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันได้มากที่สุด ความร่วมมือกับลีสซิ่งกสิกรไทยครั้งนี้ จะช่วยให้สมาชิก กบข. กว่า 1.17 ล้านคน ทั่วประเทศ มีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมีส่วนช่วยนำพาประเทศเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้เร็วขึ้น”

นายธีรชาติ จิรจรัสพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เผยว่า “ด้วยแรงหนุนจากมาตรการสนับสนุนรถยนต์ BEV (Battery Electric Vehicle) ของภาครัฐ และการตอบรับจากผู้ซื้อท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงผลักดันให้ตลาดรถยนต์ BEV คึกคักมากขึ้น โดยในปีที่แล้ว ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ใหม่อยู่ที่ 1,954 คัน และช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV ใหม่อยู่ที่ราว 1,645 คัน ซึ่งน่าจะยังมียอดจองในช่วงมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมาที่อยู่ระหว่างการส่งมอบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงคาดการณ์ว่าในปี 2565 จะมียอดขายรถ EV อยู่ที่ประมาณ 10,000 คัน ขยายตัวมากกว่า 412.0% (YoY) มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สถานีชาร์จรถไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีจำนวนจำกัด รถยนต์ประเภท PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle ) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์เนื่องจากสามารถใช้ได้ทั้งพลังงานไฟฟ้า และพลังงานจากน้ำมันเบนซิน หรือดีเซล”

 

สำหรับธนาคารกสิกรไทย จากที่ได้เปิดตัวโครงการ GO GREEN Together โดยเป็นธนาคารแรกที่เชื่อมโยงและผลักดันให้เกิด Green Ecosystem อย่างครบวงจร และเกิด Green Lifestyle ขึ้นจริงในประเทศไทย ลีสซิ่งกสิกรไทยจึงตอบรับนโยบาย โดยขยายความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทั่วประเทศ เมื่อซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และยื่นสมัครสินเชื่อรถ (รถใหม่) กับลีสซิ่งกสิกรไทย ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 และได้รับการอนุมัติและเกิดเป็นสัญญาเช่าซื้อภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2565 รับของสมนาคุณจากลีสซิ่งกสิกรไทย เต็นท์ตั้งแคมป์ติดท้ายรถยนต์แบบพกพา 1 ชิ้น มูลค่า 2,650 บาท และบัตรกำนัล Lotus’s  มูลค่า 3,000 บาท ต่อการซื้อรถยนต์ 1 คัน พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมาย จากผู้จำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการและผ่านมาตรฐานการซ่อมบำรุงรถ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มิตซูบิซิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มอบสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เมื่อซื้อ รถยนต์มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รับเพิ่มเติมอีกหลายรายการ อาทิ 1) ค่าสนับสนุนการติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน รวมมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท 2) ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งไดมอนด์ โพรเทคชั่น นาน 1 ปี 3) ฟรีแพ็คเกจบำรุงรักษา นาน 5 ปี 4) ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี  5) รับประกันคุณภาพรถยนต์ (Diamond Warranty) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) และ 6) รับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 กันยายน 2565 ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่ผลิตเพื่อการจำหน่าย และมีเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักของบริษัทฯ สำหรับประเทศไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นำเสนอรถยนต์ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่เชื่อว่า เป็นรถยนต์ที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดภายใต้สถานการณ์เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานของไทยในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริด ยังตอบโจทย์ด้านการสร้างสังคมคาร์บอนสมดุล เพราะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแง่ของการประเมินวัฏจักรชีวิต (life-cycle assessment) น้อยที่สุด

รถยนต์ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มาพร้อมเทคโนโลยีไฟฟ้าล้ำสมัย เทคโนโลยีเอสยูวี มอเตอร์คู่ (หน้าและหลัง) และระบบควบคุมแบบ Super all-wheel (S-AWC) ที่สุดของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพื่อช่วยรักษาสมดุลและเสถียรภาพการขับขี่ให้เหมาะในทุกสภาพเส้นทาง เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ ช่วยให้การขับขี่เงียบสงบ ไร้เสียงรบกวน ราบรื่น แต่ทรงพลังและไม่เหมือนใคร พร้อมให้คุณได้ขับขี่ปลอดภัยและสนุกไปกับทุกเที่ยวการเดินทาง โดยสามารถจ่ายไฟได้สูงถึง 1,500 วัตต์ ผ่านเต้ารับ AC ในตัว จำนวนสองช่อง ตอบโจทย์ผู้ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวในสไตล์แคมป์ปิ้งและกิจกรรมเอาท์ดอร์ โดยสามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟไม่เกิน 1,500 วัตต์ มาเชื่อมต่อกับตัวรถและเปิดใช้งานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ลูกค้าจะได้สัมผัสคุณค่าใหม่จากการใชัรถยนต์มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่เป็นได้มากกว่าเพื่อการขับขี่ ให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตและเต็มที่กับไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบาย ทั้งในวันทำงานและวันพักผ่อน

พาเบบี๋ เบนซ์ “The new Mercedes-Benz C220d AMG Dynamic” ไปซิ่งในสนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์

0
Benz C220d Pic Open

รถใหม่ป้ายแดงที่ได้ทำการทดสอบในครั้งนี้เป็นรถหรูน้องใหม่ไซส์เล็กขวัญใจมหาชนกับ The new Mercedes-Benz C220d AMG Dynamic ประกอบในประเทศ ที่มาพร้อมกับความทันสมัย เพิ่มความสปอร์ตด้วยชุดแต่ง AMG และยังมีสมรรถนะที่โดดเด่น จากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.0 ลิตร พัฒนาใหม่พร้อมระบบ Mild Hybrid ด้วยความเร้าใจของสมรรถนะ จึงเป็นเหตุให้สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ถูกใช้เป็นสถานที่ทดสอบขุมพลังอันเร้าใจ ไปดูกันครับว่า เบบี๋เบนซ์ เมื่อใช้งานในสนามแข่ง จะมีความคุ้มค่าและน่าสนใจเพียงใด เรื่องราวทั้งหมด พร้อมให้รับชม

The new Mercedes Benz C Class ในรหัส W206 น้องใหม่ล่าสุด ที่ เมอร์เซเดส เบนซ์ ประเทศไทย เปิดตัวและให้จับจองเป็นเจ้าของเมื่องานมอเตอร์ โชว์ครั้งที่ผ่านมา โดยมีด้วยกัน 2 รุ่นประกอบในเทศ ได้แก่ C220d Avangard ราคา 2,599,000 บาท และ C22d AMG Dynamic ราคา 2,999,000 บาท

Benz C220d 1

รุ่นที่เราได้นำมาทดสอบนั่นคือ C 220d AMG Dynamic ซึ่งแตกต่างกับอีกรุ่น จะมีเพียงแค่ลายล้อ และชุดแต่ง ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ

Benz C220d 2

Benz C220d 4

ไฟหน้าเป็นแบบ Multibeam LED เพิ่มระบบไฟสูงที่ส่องไกลได้ถึง 650 เมตร มาพร้อมกระจังและกันชนหน้าลายใหม่จาก AMG ด้านท้ายมีท่อไอเสียออกคู่ทั้งฝั่งซ้ายและขวา ในส่วนของฝาท้ายติดตั้งระบบแฮนด์ฟรี

Benz C220d 5

หลังคาพาโนรามิคซันรูฟติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ สำหรับล้อเป็นของ AMG ด้วยเช่นกันในขนาด 19 นิ้ว แต่ยางคนละไซส์ ด้านหน้าขนาด 225/40 ส่วนด้านหลังใข้ขนาด 255/35

Benz C220d 7

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ออกแบบโดยมีต้นทางมาจาก S Class แต่ลดขนาดลง เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง สลับกับผ้าไมโครไฟเบอร์เดินด้ายคู่สีแดง เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรัยและพับได้ด้วยไฟฟ้า ส่วนตอนหลังสามารถปรับเอนพนักพิงได้เล็กน้อย มือเปิดประตูออกแบบเก๋ๆ สไตล์ใหม่

Benz C220d 8

ห้องโดยสารปรับสีได้ 64 เฉด ทันสมัยด้วยจอดิจิตอลขนาดใหญ่ ชุดมาตรวัดขนาด 12.3 นิ้ว เลือกการแสดงผลได้ทั้งแบบ Classic Sport และ Super Sport

Benz C220d 9

Benz C220d 10

พวงมาลัยเปลี่ยนเป็น AMG Performance แบบใหม่ พร้อมปุ่มกด Touch Control และบนกระจกมีการแสดงผลของหน้าจอเฮดอัพดิสเพลย์

Benz C220d 11

หน้าจอกลางขนาด 11.25 นิ้วแนวตั้งคล้ายไอแพด มาพร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX ระบบสั่งการด้วยเสียง Hey Mercedes และเพิ่มเติมในส่วนของ Mercedes Me Connect ประกอบด้วยระบบโทรออกฉุกเฉิน ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ และฟังค์ชั่นสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อเปิดระบบปรับอากาศด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อได้กับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android Auto และ Apple Carplay ขับกล่อมความบันเทิงผ่านลำโพง Burmaster

Benz C220d 12

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแบบแยกฝั่งทั้งซ้ายและขวา ซึ่งมีช่องระบายความเย็นไปยังท้ายรถอีกด้วย

Benz C220d 13

ถัดมาบริเวณคอนโซลกลาง จะมีสวิทช์ Dynamic Select ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่ทั้ง Eco Normal Sport และ Sport+ และเพิ่ม Sliperry สำหรับใช้งานบนสภาพพื้นที่เปียก นอกจากนี้ยังมีช่องเสียบ USB ให้มากมาย ทั้งแบบปกติ และ USB C รวมถึง Wiress Charger

เบบี๋ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า พร้อมแรงบิด 440 นิวตันเมตร โดยมีระบบ Mild Hybrid ขนาด 48 โวลท์ ที่ให้กำลังสูงสุด 15 กิโลวัตต์ พร้อมแรงบิด 200 นิวตันเมตร มาช่วยแบ่งภาระของเครื่องยนต์ไปยังไดนาโม ระบบปรับอากาศ หรือระบบไฟอื่นๆ ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์9G Tronic ที่โดดเด่นด้านการปรับอัตราทดที่นุ่มนวล โดยขุมพลังนี้สามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 7.3 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 245 กม./ชม.

Benz C220d 15

ระบบรองรับเป็นแบบ Agility Control มาพร้อมระบบความปลอดภัยอีกเพียบ ทั้งระบบจำกัดความเร็วและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบเตือนแรงดันลมยาง ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา รวมถึงระบบช่วยจอดและกล้องมองภาพรอบคัน ที่น่าเสียดายและเป็นเพียงไม่กี่อย่างที่ขาดไป แต่นั่นคือระบบความปลอดภัยของยุคสมัย Adaptive Cruise Control และระบบเตือนพร้อมดึงกลับเมื่อรถออกนอกช่องทาง

การทดสอบในครั้งนี้อย่างที่เกริ่นนำไว้ นั่นคือ เป็นการขับบนสนามแข่ง เพื่อหาสมรรถนะของเบบี๋เบนซ์ รุ่นล่าสุด ในส่วนของ Mild Hybrid นั้นคงไม่สำคัญสักเท่าไหร่กับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

Benz C220d 16

เครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า พร้อมแรงบิด 440 นิวตันเมตร เมื่อต้องเค้นพลัง ต้องบอกว่าแรงเอาเรื่อง แต่ระบบส่งกำลัง 9G Tronic ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการปรับเปลี่ยนอัตราทดที่นุ่มนวล การใข้กำลังเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ในกรณีที่ต้องปรับอัตราทด เพื่อเป็นตัวช่วยเบรก อาจจะข่วยได้น้อยไปสักนิด

Benz C220d 17

สำหรับการเบรกต้องชื่นชม เพราะมีการกระจายแรงเพื่อรักษาสมดุลของตัวรถ ทำให้การเข้าโค้งนั้นแม่นยำ และมีระยะหยุดรถที่สั้น เนื่องจากเบรกมีประสิทธิภาพสูง

Benz C220d 18

น้ำหนักพวงมาลัยก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ทำให้ได้การควบคุมทีแม่นยำ ซึ่งโหมดขับขี่แต่ละโหมดนั้นปรับแต่งมาอย่างดี

ในโหมดของ Eco กับ Normal น้ำหนักของพวงมาลัยไม่ค่อยแตกต่าง จะต่างก็ในส่วนของการตอบสนองของแป้นคันเร่ง สำหรับ Eco จะดีเลย์เล็กน้อย

Benz C220d 19

ส่วนของ Sport และ Sport+ ทั้งนน.พวงมาลัย และแป้นคันเร่ง ตอบสนองต่อการใช้งานได้รวดเร็วและเฉียบคม แต่ที่ขอชื่นชมจะเป็นเรื่องของระบบช่วงล่างในรูปแบบ Sport Suspension พอได้ขับในสนามแข่ง การยึดเกาะเมื่อต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงทำได้ดีมาก ขับสนุก และมั่นใจได้

Benz C220d 20

อีกหนึ่งเรื่องต้องขอยกคำชมไปในด้านของเทคโนโลยีการประกอบ การเก็บเสียงในห้องโดยสารเงียบ แม้ในย่านความเร็วสูง ก็ไม่ถึงกับต้องตะเบงเสียงคุยกัน

Benz C220d 21

บทสรุปของการสัมผัส Mercedes Benz The New C220d AMG Dynamic ในสนามแข่ง ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งรถบ้านที่มีสมรรถนะไม่ธรรมดา แม้ระบบ Mild Hybrid จะไม่ได้เข้ามามีส่วนช่วยมากนักในกรณ๊การขับขี่ด้วยความเร็วสูง แต่ขุมพลังที่มีอยู่ในเบบี๋เบนซ์ต้องบอกว่าเหลือๆ ถ้าถามว่ามีอะไรให้ติคงเป็นเรื่องของระบบความปลอดภัยของยุคสมัย อย่าง Adaptive Cruise Control และระบบเตือนพร้อมดึงกลับเมื่อรถออกนอกช่องทาง ถ้ามีมาด้วยล่ะก็…เพอร์เฟค

 

 

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป หยิบยื่นข้อเสนอสุดเร้าใจในเดือน 7 ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ และ เดอะพรอมานาด

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการ ฉลองเดือนกรกฎาคม ด้วยข้อเสนอสุดเร้าไม่หยุด ‘NON-STOP OFFERS, 7 SPECIAL DEALS’ ให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของ บีเอ็มดับเบิลยู แบบคุ้มค่าที่สุด ระหว่างวันที่ 12-18 กรกฎาคม บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสด์วิลล์ และ 20-31 กรกฎาคม 2565 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะ พรอมานาด หรือรับข้อเสนอพิเศษตลอดเดือนกรกฎาคม ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา 

++ BMW จัดเต็มข้อเสนอเร้าใจตลอดเดือน 7

เตรียมพบกับ BMW 520d M Sport กับชุดแต่ง M Performance Package ที่ตกแต่งในสไตล์เซฟตี้คาร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเซฟตี้คาร์ของการแข่งโมโตจีพี และ BMW 220i GRAN COUPÉ M SPORT ตกแต่งด้วยสติ๊กเกอร์ในสไตล์รถแข่ง BMW M4 GT3 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษในเดือน 7

  • ออกรถ BMW 530e M Sport APEC รับฟรีชุดแต่ง M Performance Edition มูลค่ากว่า 210,000 บาท* (สิทธิพิเศษเพียง 7 คันเท่านั้น!)
  • ออกรถ BMW X1 รับบัตรน้ำมันมูลค่า 20,000 บาท* (สิทธิพิเศษเพียง 7 คันเท่านั้น!)
  • ดาวน์เริ่มต้น 0%*
  • ฟรี! อัพเกรด BSI Ultimate Package นานสูงสุด 5 ปี*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 2 ปี*
  • ฟรี! Special Giveaway Set ฉลองครบรอบ 50 ปี BMW M* (สำหรับลูกค้าที่รับมอบรถในเดือน 7)
  • BMW 520d M Sport พร้อมชุดแต่ง M Performance Package ราคาพิเศษ*

ขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้ ก็มาพร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจในเดือน 7 ที่โชว์รูม กับมอเตอร์ไซค์ยอดนิยมหลายรุ่น อาทิ S 1000 RR ขีดสุดแห่งความเร็วทางเรียบ, R 1250 GSA โดนใจสายแอดเวนเจอร์ รวมไปถึง R18 ครูเซอร์รุ่นใหญ่ ที่มากับเครื่องยนต์บ็อกเซอร์มากความจุ 1,800 ซีซี มาให้ลูกค้าได้เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ภายใต้ข้อเสนอสุดพิเศษ

  • ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
  • ฟรี! Warranty 5 ปี*
  • ฟรี! ส่วนลดสูงสุด 50% สำหรับสินค้า BMW Motorrad Lifestyle*

สำหรับใครที่มองหารถผู้บริหารป้ายแดงไมล์น้อยราคาดีสุดๆ ไม่ควรพลาดกับงาน ‘The Executive Car Day’ ที่ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ได้นำรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ

ป้ายแดง พร้อมข้อเสนอ NON-STOP OFFERS, 7 SPECIAL DEALS ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2565 ที่โครงการเอ-สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26, มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระรามที่ 4 และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาเอกมัย

ไฮไลท์ BMW ‘The Executive Car Day’

  • BMW 530e M Sport APEC ป้ายแดง ไมล์น้อยมาก สภาพใหม่เอี่ยม ราคาพิเศษ

3.45 ล้านบาท และ BSI นานถึง 5 ปี

  • พิเศษ! ออกรถผู้บริหารป้ายแดงทุกรุ่นเฉพาะในงานนี้ รับฟรี บัตรน้ำมัน มูลค่าสูงสุด 20,000 บาท**

พร้อม BMW รถผู้บริหารป้ายแดงไมล์น้อยราคาดีสุดๆ อาทิ

BMW 220i M Sport                                           ราคาพิเศษ     1,990,000 บาท*

BMW 320d M Sport                                          ราคาพิเศษ     2,290,000 บาท*

BMW 330e M Sport                                          ราคาพิเศษ     2,450,000 บาท*

BMW 330Li M Sport                                         ราคาพิเศษ     2,590,000 บาท*

BMW 520d M Sport LCI                                    ราคาพิเศษ     3,049,000 บาท*

BMW 530e Luxury                                           ราคาพิเศษ     2,390,000 บาท*

BMW 530e M Sport                                          ราคาพิเศษ     2,890,000 บาท*

BMW 530e Highline ConDrive                           ราคาพิเศษ     2,490,000 บาท*

BMW X1 sDrive20d xLine LCI                           ราคาพิเศษ     1,990,000 บาท*

BMW X1 sDrive20d M Sport                              ราคาพิเศษ     2,150,000 บาท*

BMW X4 xDrive20d M Sport                             ราคาพิเศษ     3,490,000 บาท*

BMW X5 xDrive40e M Sport CUB (Premium)      ราคาพิเศษ     3,290,000 บาท*

BMW X5 xDrive30d M Sport                             ราคาพิเศษ     4,350,000 บาท*

BMW X7 xDrive30d M Sport                             ราคาพิเศษ     5,690,000 บาท*

ข้อเสนอพิเศษสำหรับ MINI ‘The Executive Car Day’

  • ส่วนลด 700,000 บาท*
  • ผ่อน 0% นาน 7 ปี*
  • ผ่อนเริ่มต้น 20,777 บาท*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 1 ปี*
  • ออกรถ มินิ ลุ้นรับรถ มินิ ไฟฟ้า อีก 1 คัน*
  • พิเศษ! จองรถ มินิ ภายในงานรับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท*

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป หยิบยื่นข้อเสนอสุดเร้าใจให้ลูกค้าตลอดเดือนกรกฎาคม ภายใต้แคมเปญ ‘NON-STOP OFFERS, 7 SPECIAL DEALS’ กับหลากหลายกิจกรรมที่มากันครบ

ทั้งรถใหม่ ระหว่างวันที่ 12-18 ก.ค. บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสด์วิลล์ และ 20-31 ก.ค. 2565 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเดอะ พรอมานาด และรถมือสอง ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2565 ที่โครงการเอ-สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26, มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระรามที่ 4 และ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาเอกมัย

สอบถามเพิ่มเติมโทร. 1286 Millennium Auto Connect

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฟอร์ด เผยรายละเอียด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ครบทุกรุ่น นำเสนอสมรรถนะเหนือระดับเพื่อพิชิตทุกการผจญภัย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยรายละเอียดรุ่นย่อยทั้งหมดของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ อย่างเป็นทางการ ให้ลูกค้าได้สัมผัสรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ขับสนุก ผสานสมรรถนะที่พร้อมลุยทุกการผจญภัย ความสะดวกสบายเหนือระดับ และเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย มาพร้อมนวัตกรรมบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ’ หรือ ‘Always-On’ อำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในทุกมิติผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับรถได้ตลอดเวลา

สำหรับ 4 รุ่นย่อยของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ประกอบด้วย รุ่นเทรนด์ รุ่นสปอร์ต รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 และรุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน มาพร้อมสมรรถนะ ความสะดวกสบาย โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อันเหนือระดับ

“เราตั้งใจนำเสนอฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ให้เป็นรถที่พร้อมพาคุณไปทุกที่ และมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารในทุกการเดินทาง โดยฟอร์ดได้นำเสนอรุ่นย่อยที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหารถที่ใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ โดดเด่นด้วยสมรรถนะ และมีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ดยังมุ่งมั่นการให้บริการลูกค้าแบบ ‘พร้อมเสมอ’ ผ่านนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในรูปแบบต่างๆ ด้วยคำมั่นสัญญาในการดูแลลูกค้าของเราเสมือนคนในครอบครัว”

พัฒนาเพื่อทุกการผจญภัย
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ผสานความแข็งแกร่งภายนอกเข้ากับความหรูหราสะดวกครบครันภายใน โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันดีเยี่ยม เพื่อมอบการเดินทางที่น่าจดจำให้กับคนรักการผจญภัยทุกรูปแบบ

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกขุมพลังเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร แบบเทอร์โบเดี่ยว และแบบเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ ทั้งแบบ 6 สปีด หรือ 10 สปีด แบบ SelectShift และ 10 สปีด แบบ E-Shifter

สำหรับรุ่นเริ่มต้น ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นเทรนด์ มาในราคาที่เข้าถึงได้ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 170 PS และแรงบิด 405 นิวตันเมตร โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง และโหมดทางลื่น ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ภายในมาพร้อมคอนโซลด้านหน้าที่วางเต็มพื้นที่ มาพร้อมแผงหน้าปัดรถยนต์แบบดิจิทัลขนาด 8 นิ้ว และจอสีระบบสัมผัส 10.1 นิ้วที่ลูกค้าสามารถใช้งานระบบ SYNC®4A ที่รองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android Auto™ ได้ เบาะนั่งด้านคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง เพื่อให้ปรับท่านั่งขับรถที่เหมาะสมได้สะดวกสบาย เหมาะสำหรับลูกค้าที่มองหารถยนต์นั่งอเนกประสงค์ในราคาย่อมเยา ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นเทรนด์ จำหน่ายในราคา 1,334,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต พร้อมตอบโจทย์ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ที่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตกแต่งแนวสปอร์ตด้วยรายละเอียดสีดำเงาบริเวณมือจับประตู และโลโก้ EVEREST บนฝากระโปรงหน้า โดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ที่เป็นเอกลักษณ์ของเอเวอเรสต์ และเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันด้วยประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ห้องโดยสารภายในเรียบหรู ตกแต่งด้วยเบาะนั่งสีดำลายสปอร์ตที่ปรับได้ 8 ทิศทางทั้งเบาะคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า รุ่นสปอร์ตยังมาพร้อมช่องต่อ USB ที่กระจกมองหลังสำหรับติดกล้อง และอีก 4 ตำแหน่งบริเวณคอนโซลหน้า และเบาะแถวที่ 2 โดยฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต จำหน่ายในราคา 1,464,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดแบบ SelectShift มอบกำลังสูงสุด 210 PS และแรงบิด 500 นิวตันเมตร ภายนอกหรูหราโดดเด่นด้วยการตกแต่งแบบพรีเมียม ด้วยราวหลังคาและมือจับประตูโครเมียมสีเงิน บันไดข้างสีดำพร้อมชุุดตกแต่งสีเงิน ไปจนถึงหลังคา Panoramic Moonroof อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับรุ่นไทเทเนียมพลัส อีกทั้งยังมีไฟส่องสว่างข้างตัวรถช่วยให้ทราบตำแหน่งที่จอดรถในยามค่ำคืนได้

ส่วนภายใน บริเวณคอนโซลประกอบไปด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลได้แก่ จอสีขนาด 12.4 นิ้ว และจอสัมผัสขนาด 12 นิ้วพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC®4A ห้องโดยสารได้รับการออกแบบมาให้หรูหราไปอีกขั้น ด้วยไฟตกแต่งภายในห้องโดยสารเพื่อบรรยากาศอันสุนทรีย์ โดยเบาะนั่งแถวที่ 3 พับไฟฟ้าได้เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ ลูกค้าชาร์จอุปกรณ์สื่อสารได้ที่ช่องต่อไฟ 230V ที่คอนโซลกลาง และยังมาพร้อมระบบ Electric Brake Booster ที่รองรับระบบควบคุุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP และระบบป้องกันล้อหมุุนฟรี Traction Control รวมถึงอุปกรณ์ปกป้องความปลอดภัยอีกมากมาย ได้แก่

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และระบบควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering)
    • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto high-beam headlamps)
  • ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (Automatic Emergency Braking with Pedestrian Detection)
  • ระบบเดือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning with Brake Support)
    • ระบบช่วยควบคุมรถหลังจากชน (Post-Impact Braking)
    • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning)
  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด และระบบตรวจจับขณะออกจากช่องจอด (Blind Spot Information System with Cross-Traffic Alert and Braking)
    • กล้องมองรอบคัน 360 องศา (360-degree camera)
    • ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง (Reverse Brake Assist)
    • ระบบช่วยหักพวงมาลัยเพื่อเลี่ยงการปะทะ (Evasive Steer Assist)
    • ระบบตรวจเช็กลมยาง (Tire Pressure Monitoring System)

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×2 จำหน่ายในราคา 1,704,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 เป็นรุ่นที่มาพร้อมความสมบุกสมบันครบครัน และความสะดวกสบายเหนือชั้น ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การผจญภัยขั้นสุดด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ E-Shifter 10 สปีด เสริมด้วยระบบ Terrain Management System ที่มอบตัวเลือกการขับขี่ 6 โหมด คือ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูง โหมดทางลื่น โหมดโคลน และโหมดทราย พร้อมระบบดิฟล็อคหลังแบบไฟฟ้าเพิ่มความสามารถในการบุกตะลุยในทุกสภาพพื้นผิวได้ดียิ่งขึ้น ไฟหน้า Matrix LED พร้อมระบบปรับมุุมลำแสงไฟอัตโนมัติ และระบบป้องกันไฟรบกวนสายตา มาพร้อมความปลอดภัยอัจฉริยะทั้งระบบควบคุุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0 (Fully Automated Active Park Assist) ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส 4×4 จำหน่ายในราคา 1,854,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ มีทั้งหมด 6 สีให้เลือก ได้แก่ สีขาว สโนว์เฟลค ไวท์ เพิร์ล สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก สีดำ แอบโซลูท แบล็ก สีเทา เมทิออร์ เกรย์ สีน้ำตาล อีควิน็อกซ์ บรอนซ์ และสีส้ม เซโดนา ออเรนจ์ นอกจากนี้ รุ่นสปอร์ต ยังมาพร้อมสีพิเศษ สีน้ำเงิน บลู ไลท์นิ่ง สำหรับรุ่นไทเทเนียมพลัส ห้องโดยสารภายในเพิ่มตัวเลือกพิเศษสีครีมพราลีน โดยมีสีดำ อีโบนีเป็นสีมาตรฐาน

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.

ลูกค้าสามารถสั่งจองฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th หรือที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ พิเศษ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมอัตราดอกเบี้ย 1.99% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก

ฟอร์ดนำเสนอทางเลือกการตกแต่งรถด้วยแพ็คเกจและอุปกรณ์เสริม เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบรถที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ชุดแผ่นโลหะกันกระแทกใต้ท้องรถ เทคโนโลยีช่วยการขับขี่อัจฉริยะ สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่เฉพาะรุ่น

การันตีความใส่ใจเสมือนครอบครัวบนแอปฯ เดียว

ฟอร์ดมอบบริการที่หลากหลายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส (FordPassTM) อันเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบริการแบบ ‘พร้อมเสมอ (Always-on)’ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่สะดวกสบายไปอีกขั้น

ล่าสุด ฟอร์ดได้เปิดตัวรถให้บริการเคลื่อนที่ (Mobile Service Vehicle – MSV) โฉมใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการลูกค้านอกสถานที่ได้มากยิ่งขึ้น โดยติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อให้รองรับงานบริการได้หลากหลาย อาทิ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การเปลี่ยนไส้กรองเครื่อง การเปลี่ยนไส้กรองอากาศ สลับยางถ่วงล้อ รวมถึงการอัปเดทซอฟต์แวร์ พร้อมให้บริการในมาตรฐานเดียวกับที่ศูนย์บริการ

ลูกค้าสามารถนัดหมายบริการรถให้บริการเคลื่อนที่ บริการเช็กระยะภายใน 60 นาที และบริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน ออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาสได้อย่างสะดวกและง่ายดายโดยฟอร์ดยังมีบริการรถสำรองใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าด้วย

ในกรณีที่ลูกค้ามีคำถามในการเลือกซื้อรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ หรือต้องการขอคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานและฟีเจอร์ต่างๆ ในรถ ฟอร์ดมีบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ฟอร์ดผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งเว็บไซต์ www.ford.co.th หมายเลขคอลเซ็นเตอร์ โทร. 1383 และกล่องข้อความอัตโนมัติบนเฟซบุ๊กฟอร์ด

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ผลิตที่โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที)  ในจังหวัดระยอง เพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกกว่า 100 ประเทศ 

สร้างเรื่องราวการเดินทางในแบบคุณ

ลูกค้าสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผจญภัยไปกับฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ในแบบฉบับ ‘Life Is Yours to Master’ เพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆ กับเพื่อนและครอบครัว ในกิจกรรม ‘Next-Gen Ford Everest: Live / Drive / Glamping’ ณ ฟาร์มม้าเชาวณัฐ จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้ลูกค้าได้พิชิตทุกบททดสอบ ทั้งบนทางเรียบ และออฟโรดผ่านเส้นทางธรรมชาติ พร้อมสัมผัสความสะดวกสบายหรูหราของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมทดลองใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยเติมเต็มความปลอดภัยในทุกการเดินทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nextgenfordcamp.com

นิสสัน ปลื้มยอดจอง นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่

0

นิสสัน ประเทศไทย สร้างกระแสอย่างต่อเนื่องให้กับ  นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยมียอดจองมากกว่า 1,000 คัน ภายใน 10 วันนับจากวันเปิดตัว ประกาศเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป

มร.อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “รู้สึกปลื้มใจ ที่ลูกค้าชาวไทยให้ความสนใจ และให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเรา โดย นิสสัน ยังคงมุ่งมั่นกับการทำตลาดรถยนต์รุ่นต่างๆ ในประเทศไทย และจากการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในระดับโลกของนิสสัน ซึ่งเห็นได้จากกระแสตอบรับ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่ผ่านมา ทั้งนี้นิสสันต้องขอบคุณลูกค้าทุกๆ ท่าน ในความไว้วางใจดังกล่าว”

สำหรับนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ รถคอมแพคเอสยูวีรุ่นล่าสุด ที่มาพร้อมสมรรถนะที่มากขึ้น กับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เจเนอเรชั่น 2 พร้อมระบบอี-เพดดัล สเต็ป (e-Pedal Step) ที่ทำให้การขับขี่ง่าย และราบรื่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคันของ Nissan’s 360° SAFETY SHIELD แบบครบครัน พร้อมครั้งแรกในแรกในประเทศไทยของรุ่น AUTECH ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีความพิเศษ เพิ่มความสปอร์ต และพรีเมี่ยม ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้งภายนอก และภายใน

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ รุ่นล่าสุด ผลิตจากฐานการผลิตของนิสสันในประเทศไทย และส่งออกสู่ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ นิสสันยังได้เริ่มการประกอบแบตเตอรี่กำลังสูงสำหรับเครื่องยนต์ อี-พาวเวอร์ ที่โรงงานนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของการผลิตและความพร้อมด้านทักษะฝีมือแรงงานในระดับโลกจากฐานการผลิตของ นิสสัน ประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี

นิสสันเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคชาวไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอตอร์ไฟฟ้า100% ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยราคาเริ่มต้นที่ 759,000 บาท ในรุ่นปกติ และราคาสูงสุดที่ 949,000 บาท สำหรับรุ่น AUTECH

สำหรับผู้สนใจสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมของผู้จำหน่ายนิสสัน ทั่วประเทศ หรือผ่านเว็บไซต์ นิสสัน ประเทศไทย https://www.nissan.co.th/