Home Blog Page 292

THAIYARNYON จับมือ “Victor Braun” ร่วมดีไซน์ภายในรถรุ่นลิมิเต็ดรีลีส “Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition”

0

ไทยยานยนตร์ (THAIYARNYON) ดึง “Victor Braun” ดีไซเนอร์แถวหน้าแห่ง Rolls-Royce Bespoke ผู้ออกแบบรถยนต์ Rolls-Royce รุ่นพิเศษให้มหาเศรษฐีทั่วโลก และผลงานชิ้นเอก Rolls-Royce – Hermès Phantom Oribe มาร่วมออกแบบภายในห้องโดยสาร “Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition” ลักซ์ชัวรีแวนระดับไฮเอนด์ โดยนำอัญมณีบริสุทธิ์ที่งดงามจากท้องทะเล Mother of Pearl จาก “มธรา” (Matara) แบรนด์เครื่องประดับไข่มุกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ร่วมรังสรรค์บรรยากาศหรูหรา พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัย มาตรฐานยุโรปตอกย้ำความสมบูรณ์แบบอันเป็นเอกลักษณ์ของไทยยานยนตร์ โดย “Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition” เป็น Limited Release Model ผลิตจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่คันในไทย สนนราคา 5.2 ล้านบาท 

นายพันธุ์ไพบูลย์ ลีนุตพงษ์ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทไทยยานยนตร์ (THAIYARNYON) ผู้นำเข้า และจำหน่ายรถยนต์ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยว่า THAIYARNYON ได้เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นลิมิเต็ดรีลีส “Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition” ลักซ์ชัวรีแวนระดับไฮเอนด์ที่เกิดจากความร่วมมือครั้งสำคัญกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส “วิคเตอร์ บราวน์” (Victor Braun) หนึ่งในนักออกแบบแถวหน้าแห่ง Rolls-Royce Bespoke และเป็นผู้ที่เคยร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ ทั้ง Hermès, Louis Vuitton และแบรนด์อื่นๆ มากมาย มาเป็นผู้ออกแบบ โดยนำแนวคิดการผสมผสานความเป็นยานยนต์แห่งความแข็งแกร่งจากเยอรมนีให้เข้ากับความหรูหรางดงาม และอ่อนโยนจากเครื่องประดับอัญมณี โดยผนวกเรื่องความเชื่อในด้านโชคลางความเป็นมงคลของชาวเอเชีย และการส่งเสริมพลังงานบวกในทุกๆ ด้าน

Victor Braun ได้ออกแบบโดยเลือก Mother of Pearl ซึ่งเป็นอัญมณีที่ได้รับการตอบรับ และได้รับความนิยม ในวงการแฟชั่นปัจจุบันและมักจะนำไปทำเป็นเครื่องประดับไฮจิวเวลรีในแบรนด์ไฮเอนด์ชื่อดังหลากหลายแบรนด์ ที่สำคัญยังสามารถสื่อความหมายถึงความเป็นมงคลในทุกด้านทั้งความมั่งคั่ง โชคลาภ และความรัก  มาตกแต่งบริเวณ Logo THAIYARNYON ภายในรถ และบริเวณ Partition โดยประดับความงดงามของเปลือกหอยมุกบนลวดลาย ไม้สีน้ำตาลเข้ม ผสานกับลายไม้สีน้ำตาลรูปแบบพิเศษ (Exclusive Trim) บน Partition ที่ให้ความรู้สึกและสัมผัสที่เงางาม บ่งบอกถึงความหรูหราและทันสมัย ในขณะที่รถวิ่งเมื่อแสงอาทิตย์ส่องกระทบกับ Mother of Pearl สีรุ้งจะส่องประกาย สะท้อนสวยงาม ด้วยแสงที่เย็นตาเปรียบเสมือนพลังแห่งท้องทะเล ช่วยสร้างความสงบและผ่อนคลายในขณะเดินทาง

นอกจากนี้ Victor Braun ได้เลือกโทนสีสำหรับการตกแต่งองค์ประกอบส่วนอื่นๆ ภายในห้องโดยสารให้สวยงาม และลงตัว เหมาะกับสีของ Mother of Pearl คือ การเลือกสีของเบาะหนังแท้ Nappa ที่มีความเรียบเนียน เป็นสี Ivory หรือสีขาวงาช้าง พร้อมตกแต่งบริเวณรอบรถด้วยหนัง Nappa สีขาวงาช้าง ช่วยสร้างความโอ่โถงให้กับห้องโดยสาร รวมทั้งการตกแต่งพรมสีขาวงาช้างบริเวณที่นั่ง Premium Captain Seat เพื่อเพิ่มความหรูหราและสัมผัสที่นุ่มนวล โดยพรมที่เลือกใช้เป็น    Anti – viral  Mat   ด้วยเทคโนโลยี  NAV – TEX  (Nano Antiviral Textile Technology) ซึ่งเป็น นวัตกรรมที่ช่วยยับยั้งเชื้อโรค เชื้อไวรัส รวมถึงเชื้อ Covid-19 ได้สูงถึง 99% ผ่านการรับรองคุณสมบัติ จากสถาบันวิจัย ชั้นนำทั่วโลก  MSL,  Nelson Labs, SGS  และ  OEKO-TEX Standard 100   จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่ก่อให้เกิด เชื้อโรค และ มีความปลอดภัยด้านสุขอนามัยตลอดการเดินทาง

“นอกจากนี้ ยังนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้นำเอาระบบ Sound masking ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในแบรนด์รถยนต์หรูไฮเอนด์ อย่าง Rolls-Royce Ghost และ Mercedes-Benz Maybach S-Class ในต่างประเทศ มาใช้ในรถ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition เพื่อช่วยให้ห้องโดยสารมีความเงียบและเป็นส่วนตัวมากที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลสำคัญระดับ VIP ที่ต้องการความ Privacy อย่างสูง   ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ไทยยานยนตร์ ให้ความสำคัญมากที่สุดในการใส่ใจรายละเอียดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์คุณภาพสูงมีความแข็งแรงทนทาน และความปลอดภัยสูงสุดที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลจาก Volkswagen เยอรมนี เพื่อให้ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle เป็นรถยนต์หรูที่มีความโดดเด่น แตกต่าง และตอบโจทย์ความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้ามากที่สุด” นายพันธุ์ไพบูลย์ กล่าว

ทางด้าน นางสาวจงจินต์ จึงสุระ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “มธรา” (Matara) แบรนด์เครื่องประดับอัญมณีไข่มุกที่มีชื่อเสียงในระดับโลก กล่าวว่า ความร่วมมือกับไทยยานยนตร์ในครั้งนี้นับเป็นความท้าทายและประสบการณ์ใหม่ของมธรา และถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีการนำ Mother of Pearl ที่ผ่านการคัดสรรคุณภาพเป็นอย่างดี  มาเจียระไนอย่างประณีต โดยช่างฝีมือระดับประเทศที่มีประสบการณ์สูงและมีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ Mother of Pearl แต่ละชิ้นมีความสวยงามลงตัว และนำมารังสรรค์ตกแต่งภายในรถยนต์ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle ช่วยสร้างบรรยากาศความหรูหราภายในห้องโดยสารที่โดดเด่นและเป็นมิติใหม่แห่งวงการเครื่องประดับและวงการรถยนต์ในประเทศไทย

“Mother of Pearl หรือเปลือกหอยมุก เป็นผู้ให้กำเนิดเม็ดไข่มุกซึ่งอยู่ด้านใน จึงมีความเชื่อกันว่าเป็นอัญมณีที่มีความโดดเด่นช่วยให้ผู้ที่ได้ครอบครองและสวมใส่มีสง่าราศี ส่งเสริมด้านโชคลาง ช่วยปกป้องคุ้มครองจากพลังงานเชิงลบและ ภยันตรายต่างๆ และยังขึ้นชื่อว่าเป็นอัญมณีที่เป็นตัวแทนด้านความรักและความสมหวัง การตกแต่งเปลือกหอยมุกในรถ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle เพื่อเป็นรุ่นพิเศษ Mother of Pearl Edition นี้ นอกจากจะช่วยสร้างความสวยงามหรูหราโดดเด่นไม่เหมือนใครภายในรถแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ที่ได้ครอบครองมีความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งร่ำรวยอีกด้วย” นางสาวจงจินต์ กล่าวเสริม

สำหรับ Volkswagen THAIYARNYON Caravelle – Mother of Pearl Edition เป็นรถยนต์รุ่นพิเศษ Limited Release Edition ที่ไทยยานยนตร์ผลิตในจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่คันในประเทศไทย สนนราคา 5,200,000 บาท โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา ที่โรงแรมเพนนินซูล่า และเปิดรับจองด้วยระยะเวลาจำกัดเพียงหนึ่งสัปดาห์หลังงานเปิดตัว โดยผู้สนใจสามารถจองรถได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2565 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเพื่อชมรถ ได้ที่โชว์รูมไทยยานยนตร์ สาขาพระราม 9 หรือ โทร. 02-030-0036

มาสด้าเผยความสำเร็จครึ่งแรกของปีเสือโกยยอดทะลุ 20,000 คัน พร้อมยกระดับการเอาใจใส่ดูแลลูกค้ารองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

0

มาสด้า สุดปลื้มยอดขายเกินคาดการณ์ผ่านมาครึ่งปีส่งมอบรถไปแล้วมากกว่า 20,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 6.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2, ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-3 และมาสด้า CX-30 ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามสร้างยอดขายให้มาสด้าอย่างเป็นกอบเป็นกำ พร้อมกับเริ่มมอบแพจเกจพิเศษสำหรับลูกค้า ฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ นานสูงสุด 5 ปี เพื่อแบ่งเบาภาระของลกค้าพร้อมทั้งเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงหลังของปีหลัง คาดว่าตลาดกำลังจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง เตรียมงัดกลยุทธ์เด็ด ทั้งการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ด้านการตลาด ด้านการขาย โดยเฉพาะด้านการบริการที่กำลังเน้นมากเป็นพิเศษ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเพื่อสร้างแบรนด์มาสด้าให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่เป้าการขายปีนี้ที่ 45,000 คัน

มร.ทาดาชิ มิอุระ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา อุตสาหกรรมรถยนต์จะมีการแข่งขันสูงและการดำเนินธุรกิจจะต้องประสบกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น จากปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดัคเตอร์สำหรับการผลิต หรือค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ฯลฯ แต่ด้วยการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของมาสด้า จึงทำให้รถยนต์มาสด้ายังคงได้รับการตอบรับที่ดีทุกรุ่น ส่งผลให้ยอดขายรวมระหว่างเดือนมกราคมจนถึงมิถุนายน 2565 เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 6.4%  ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณบวกที่ดีต่อตลาดรถยนต์ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักไปในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องมาจากวิกฤตโควิด-19

สำหรับในช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา มาสด้ามียอดขายสะสมสูงถึง 20,117 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง จำนวน 12,111 คัน ได้แก่ รถมาสด้า2 จำนวน 11,242 คัน มาสด้า3 จำนวน 866 คัน และรถสปอร์ตเปิดประทุน มาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน ในขณะที่รถครอสโอเวอร์เอสยูวี มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 7,496 คัน แบ่งเป็น มาสด้า CX-30 จำนวน 3,869 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 2,792 คัน, มาสด้า CX-5 จำนวน 421 คัน และ มาสด้า CX-8 จำนวน 414 คัน ในขณะที่รถปิกอัพต้นแบบแห่งความสง่างาม มาสด้า บีที-50 สามารถสร้างยอดขายได้อีกจำนวน 510 คัน

“เช่นเดียวกับในเดือนมิถุนายน 2565 ที่ยอดขายมาสด้ามีการเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เติบโตอยู่ที่ 6.5% ด้วยยอดขายรวมอยู่ที่ 3,199 คัน แบ่งออกเป็น มาสด้า2 จำนวน 1,785 คัน, มาสด้า CX-30 จำนวน 973 คัน, มาสด้า3 จำนวน 175 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 122 คัน, มาสด้า CX-5 จำนวน 51 คัน, มาสด้า CX-8 จำนวน 12 คัน และรถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 อีกจำนวน 81 คัน ตามลำดับ” มร. มิอุระ กล่าวเพิ่มเติม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 นับว่ายังคงมีปัจจัยรอบด้านที่ยังคงต้องจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ การขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต อันเนื่องมาจาก Supply Shock รวมถึงต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นอาจส่งผลทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ แต่ทั้งนี้เราก็ได้เตรียมกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อมุ่งตามแผนงานระยะกลางที่เราได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการยกระดับความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า ที่เรามุ่งหน้าที่จะส่งมอบความประทับใจให้กับลูกค้าของเราอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง โดยมาสด้าจะเริ่มต้นด้วยการเอาใจใส่กับเรื่องการบริการหลังการ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าเพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว ด้วยการใส่แพจเกจให้กับลูกค้า คือ ฟรีค่าแรง ฟรีค่าอะไหล่ ตลอดระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะทำให้ลูกค้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการบริการหลังการขายอีกต่อไป รวมถึงการเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการและโชว์รูม MAZDA CERTIFIED PRE-OWNED ซึ่งขณะนี้เปิดให้บริการแล้วทั้งหมด 10 โชว์รูม ทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายรถยนต์มาสด้ามือสองคุณภาพดี ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ เพื่อเป็นการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร และสร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์มาสด้าในประเทศ

ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิทธิพิเศษมากยิ่งขึ้นและเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่เลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาสด้า ในเดือนกรกฎาคม 2565 นี้ มาสด้าขอมอบการดูแลอย่างเหนือระดับให้กับลูกค้าที่ออกรถใหม่ทุกท่าน ระหว่างวันที่ 7-17 ก.ค. 65 ด้วยแคมเปญ MAZDA HAPPY FESTIVAL เทศกาลแห่งความสุข กับข้อเสนอสร้างรอยยิ้ม ซึ่งลูกค้าจะได้รับแพ็กเกจบำรุงรักษารถ MAZDA CARE 5 ปี* ฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ รับบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 15,000 บาท* และพิเศษยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้า 800 ท่านแรก ที่จองรถในงานฯ 5,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ก.ค. 65 จะได้รับ SONY PORTABLE WIRELESS SPEAKER มูลค่า 1,990 บาท** ไปแบบฟรีๆ อีกด้วย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าใกล้บ้าน หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 เปรียบเทียบกับปี 2564

ข้อมูลการขายรถ มกราคม – มิถุนายน 2565 (คัน) มกราคม – มิถุนายน 2564 (คัน) เปลี่ยนแปลง

(%)

Mazda2 11,242 9,623 +16.8%
Mazda3 866 1,270 -31.8%
Mazda CX-3 2,792 2,227 +25.4%
Mazda CX-30 3,869 4,194 -7.8%
Mazda CX-5 421 390 +8.0%
Mazda CX-8 414 533 -22.3%
Mazda BT-50 510 668 -23.7%
Mazda MX-5 3 3 0%
ยอดรวม 20,117 18,908 +6.4%

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

**จองรถในงาน 5,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ก.ค. 65 รับ Sony XB13 EXTRA BASSTM Portable Wireless Speaker มูลค่า 1,990 บาท จำนวนจำกัด 800 ชิ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมมือ OR พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงระบบโครงข่าย อำนวยความสะดวกผู้ใช้รถไฟฟ้า GWM ในสถานีชาร์จ EV Station PluZ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง จับมือ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระบบโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า ระหว่าง OR และ GWM เพื่อร่วมศึกษาและพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงระบบโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Roaming) ในสถานีชาร์จ EV Station PluZ

พิธีลงนามดังกล่าว จัดขึ้น ณ GWM Experience Center ไอคอน สยาม โดยมี นายไมเคิล ฉง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) และ นายวิศน สุนทราจารย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร และความยั่งยืน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมให้เกียรติลงนามร่วมกัน

นายไมเคิล ฉง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เรายังคงยึดมั่นในกลยุทธ์หลัก 3 ประการ ได้แก่ การเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าของเรา เราจึงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมโดยให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของผู้บริโภค ทำให้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของเกรท วอลล์ มอเตอร์ คือการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงมีแผนขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ได้ 55 แห่ง ภายในปี 2022 นี้ ภายใต้ชื่อแพลตฟอร์ม G-Charge โดยจะแบ่งเป็นภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 70% และต่างจังหวัด 30% ซึ่งสถานีชาร์จทั้งหมดของบริษัทจะติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge กำลังสูง เริ่มต้นที่ 120 kW และมีรูปแบบหัวชาร์จแบบ CCS2 อีกทั้งยังมุ่งมั่นพัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรด้วย GWM Application  พร้อมฟังก์ชั่นการค้นหาสถานี นำทาง การจอง และชำระเงิน ใน App เดียว โดย G-Charge และ GWM Application จะเป็นแพลตฟอร์มการให้บริการผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่งในประเทศไทย เราได้มีการรวบรวมสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในประเทศมากกว่า 500 แห่ง มาอยู่ในแผนที่การชาร์จใน GWM app ครอบคลุมสถานีชาร์จสาธารณะของไทยมากกว่า 55% และตั้งเป้ารวบรวมสถานีชาร์จให้ครอบคลุม 80% ภายในปีนี้ ความร่วมมือในการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มระบบโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า  ระหว่าง GWM และ OR ในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พัฒนาแพลตฟอร์มในอีกหลายๆมิติร่วมกับ OR เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับกลุ่มลูกค้า และที่สำคัญที่สุด เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและเป็นรูปธรรม”

นายวิศน สุนทราจารย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร และความยั่งยืน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) กล่าวว่า “จากแนวโน้มการเติบโตของรถไฟฟ้าในประเทศไทยที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง OR พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถไฟฟ้า (EV) ในทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อให้สอดคล้องวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ที่สนใจรถไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับ GWM ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้รถไฟฟ้าของ GWM ที่เข้ามาใช้งานในสถานีชาร์จ EV Station PluZ ผ่านการใช้งานแอปพลิเคชั่น EV Station PluZ ของ OR หรือ GWM Application ด้วยการเชื่อมโยงแพลตฟอร์มบริหารจัดการระบบของทั้ง OR และ GWM เข้าด้วยกัน เพื่อค้นหาสถานีชาร์จ EV Station PluZ จองเข้าใช้บริการ ชำระเงินออนไลน์ และตรวจสอบประวัติการใช้งาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าของทั้ง GWM และ OR ให้ได้รับบริการที่เป็นเลิศ สำหรับการใช้งานข้ามเครือข่าย (Roaming) ที่เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์ (Seamless) ผ่านเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ทั้งในและนอกสถานีบริการ PTT Station ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขยายให้ครบ 450 แห่งภายในปี 2565 และ  7,000 แห่งภายในปี 2573 (ค.ศ. 2030) ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นไปตามพันธกิจของ OR ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสานเพื่อการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อเพื่อตอบโจทย์คนเดินทางทุกรูปแบบ (Seamless Mobility) เพื่อมุ่งสู่การเป็นผู้นำในระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อย่างครบวงจรต่อไปในอนาคต”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) จะยังคงมุ่งมั่นรับฟังเสียงผู้บริโภค เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

เอช เซม เปิดกลยุทธ์ ครึ่งปีหลัง รุกบริษัท ห้าง ร้าน ขยายตลาดเช่าใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

0

นายใหญ่ เอช เซม วันชัย ลี้นะวัฒนา ชวนบริษัท ห้าง ร้าน ในกรุงเทพฯ เช่าใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ด้วยแนวคิด “ช่วยโลก..ลดมลภาวะ ช่วยธุรกิจ..ลดค่าใช้จ่าย” เน้นความคุ้มค่า หมดกังวลเรื่องซ่อมบำรุง

คุณวันชัย ลี้นะวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จที่ เอช เซม สามารถครองอันดับ 1 ยอดจดทะเบียนสะสมของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2565 ในเขตกรุงเทพมหานคร (จากข้อมูลกรมขนส่งทางบก รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนครั้งแรก ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2565) ผนวกกับประสิทธิภาพของรถและรูปแบบการเช่าของเอช เซม ที่ตรงใจลูกค้า ทำให้มั่นใจว่าเราสามารถเป็นผู้ช่วยดูแลเรื่องยานพาหนะให้กับธุรกิจต่างๆ ภายใต้แนวคิด ช่วยโลก..ลดมลภาวะ ช่วยธุรกิจ..ลดค่าใช้จ่าย ด้วยแพ็คเกจการเช่าที่ออกแบบเฉพาะธุรกิจนั้นๆ โดยเฉพาะ ตามความต้องการของแต่ละการใช้งาน อาทิ จำนวนที่ต้องการใช้งานในแต่ละวัน ลักษณะงานวิ่งระยะไกล หรือ ระยะสั้นๆ และที่สำคัญงบประมาณที่ตั้งไว้เป็นอย่างไร ด้วยการออกแบบโดยเฉพาะธุรกิจแบบนี้ จะช่วยให้มีความยืดหยุ่น เพิ่มความคล่องตัว สามารถนำเสนอได้หลากลาย และแน่นอนคือประหยัดค่าใช้จ่ายและคุ้มค่ากับเงินที่ใช้ไปอย่างแน่นอน”

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดขึ้น เอช เซม ให้ทีมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เอช เซม กับ มอเตอร์ไซค์เครื่องยนต์ทั่วไป ผลออกมาว่า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเอช เซม ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 44,990 บาท/ปี (ตามภาพ) ซึ่งหากธุรกิจมีการใช้จำนวนมาก ก็จะคุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเช่นกัน

นอกจากความคุ้มค่าในเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว อากาศสะอาด เป็นอีกหนึ่งความคุ้มค่าที่สังคมและโลกเราจะได้รับ จากการรวบรวมข้อมูลการขับขี่ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ เอช เซม รวมระยะทางทั้งหมด 5,449,377 กิโลเมตร ช่วยลดการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่อากาศได้ถึง 245,221,965 กรัม หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 24,523 ต้น/ปี ไม่น้อยทีเดียว และหากธุรกิจต่างๆ หันมาใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ากันมากๆ อากาศสะอาดจะอยู่กับพวกเราตลอดไป

ธุรกิจ ห้าง ร้านใด สนใจออกแบบแพ็คเกจการเช่าใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เอช เซม สามารถติดต่อที่ 02-080-5609 วันจันทร์ – วันเสาร์ ในเวลาทำการ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติม https://www.hsemmotor.com/ หรือ www.facebook.com/hsemmotor.sev  และ www.facebook.com/hsemmotor.stc

“ยามาฮ่า” ปูทางสู่ยานยนต์ยุคใหม่ เชิญสื่อมวลชนพิสูจน์สมรรถนะ “ยามาฮ่า E01” พิชิตจุดสูงสุดบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ครั้งแรกในอาเซียน สานต่อแนวทางการพัฒนา สอดรับความต้องการของผู้บริโภค

0

บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เดินหน้าผลิตและพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01” ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2019 และได้เริ่มทำการทดสอบการใช้งานจริง POC (Proof of Concept) ภายในประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งต่อแผนการทดสอบสมรรถนะ “ยามาฮ่า E01” มายังประเทศไทยเป็รที่แรก รวมถึงอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน และในทวีปยุโรป เพื่อพัฒนาและต่อยอดทางการตลาดในภูมิภาคต่างๆ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวถึง “ยามาฮ่า E01” ว่า “ยามาฮ่ามอเตอร์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะโลกร้อน และการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลืองนั้นทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ที่จะส่งผลกระทบต่างๆ ขึ้นในโลกของเรา โดยยามาฮ่ามีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ปี 2020 ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผลิตภัณฑ์ยามาฮ่าลง 16% และภายในปี 2050 เราตั้งเป้าที่จะลดลงให้ได้ถึง 90% ซึ่งแผนการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผลิตภัณฑ์ ยามาฮ่าในระยะยาวนั้น ยามาฮ่าจะส่งเสริมการใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้มาใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ EV ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเรือ และจักรยานยนต์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากจุดเริ่มต้นด้วยจักรยานแม่บ้านติดระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรกในปี 1991 หรือเมื่อ 31 ปีก่อนหน้ามากมายหลายโมเดลและล่าสุดกับ “ยามาฮ่า E01” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 125 ซีซี ที่บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ทำการเผยโฉมสู่สายตาชาวไทยเป็นครั้งแรกที่มีประสิทธิภาพการขับขี่เทียบเท่ารถจักรยานยนต์ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมชมภายในงาน พร้อมกันนี้ ทางยามาฮ่า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ยังได้มีการจัดงาน Global Press Conference YAMAHA E01 เพื่อเชิญสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทย เข้าร่วมในการประชุมเพื่อทราบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

​ซึ่งได้มีการทำ POC (Proof of concept) โดยพัฒนาขึ้นมาเพื่อการทดสอบ และวิเคราะห์การใช้งานในรูปแบบต่างๆ และเพื่อให้สอดคล้องตามแผนยุทธศาสตร์ Carbon Neutrality การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 หัวข้อ ได้แก่
1. การตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถในคลาส 125 ซีซี ทั้งในระยะทางใกล้และระยะทางไกล ด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
2. การศึกษา และทำความเข้าใจความเหมาะสมของฟังก์ชันการใช้งานให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
3. การเก็บข้อมูลความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อที่จะตอบสนองและพัฒนาการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต และเพื่อเป็นการริเริ่มนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในอนาคตอย่างเต็มระบบ ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่อไป

สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม E01 POC ในประเทศไทยนั่นคือ เพื่อเป็นการสร้างยามาฮ่า EV แบรนด์ในประเทศไทย การเข้าใจความต้องการของลูกค้าในไทย และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่มีความริเริ่มสร้างสรรค์ รวมทั้งการนำเสนอความพิเศษของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากยามาฮ่า ผ่านกิจกรรม E01 POC เพื่อนำข้อมูลจากการทดสอบขับขี่ มาพัฒนาและต่อยอดต่อไปภายในอนาคต”

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้เริ่มทำการทดสอบ “ยามาฮ่า E01” ในรูปแบบการใช้งานจริงขึ้น 2 ครั้งในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต บนเส้นทางที่ทำการทดสอบผ่านความสูงชันของสภาพภูมิประเทศทางภาคเหนือที่เป็นภูเขาอยู่ในระดับความชัน 12-15 องศา และระดับความชันที่สูงที่สุดในประเทศไทยในระดับ 19 องศาที่ อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่ง “ยามาฮ่า E01” แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการขึ้นทางชันได้เป็นอย่างดี จากการทดสอบโดยขับขี่คนเดียวและมีผู้โดยสาร พร้อมทั้งทำการทดสอบแบบ Stop and Go จอดและเดินรถ ระหว่างทางลาดชัน “ยามาฮ่า E01” ยังคงตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการทดสอบขับขี่ในทางไกลอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ Power Mode ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบแบตเตอรี่ของ “ยามาฮ่า E01” ยังคงสามารถระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ไม่ส่งผลให้เกิดความร้อนสูง และตัดกำลังการส่งไฟฟ้าไปยังระบบขับเคลื่อนให้กลายเป็นระบบ Safe Mode อีกด้วย นอกจากนั้น การทดสอบขับขี่ในขณะฝนตกก็ยังคงดำเนินการทดสอบได้อย่างราบรื่นด้วยจุดเด่นต่างๆ ของ “ยามาฮ่า E01” ที่มีความสะดวกสบายและมีขนาดตัวรถเทียบเท่ารถจักรยานยนต์คลาส 125 ซีซี (อ้างอิงจากยามาฮ่า NMAX 125 ในยุโรป) ตำแหน่งท่านั่งขับขี่ สะดวกสบาย โดยความยาวของรถ 1,930 มิลลิเมตร มีที่เก็บของใต้เบาะ ขนาดความจุ 23 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ ความสูงเบาะ 755 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขึ้นลงได้อย่างสะดวก และขาถึงพื้นได้อย่างมั่นใจ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถขับขี่ได้ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทาง 100 กิโลเมตร ควบคุมการขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป ใช้ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดย Vehicle Control Unit, Battery Management System, Motor Control Unit พร้อมระบบเบรก Regenerative Brake ที่จำลองความรู้สึกของ Engine Brake เพื่อให้ลดความเร็วได้อย่างนุ่มนวล มีระบบป้องกันล้อลื่นไถล Traction Control System รวมทั้งยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบ POC ผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ E-sim และมี GPS ในตัว โดยข้อมูลที่ถูกเก็บมา จะถูกส่งต่อไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำการวิเคราะห์และพัฒนา EV ในอนาคตต่อไป “ยามาฮ่า E01” ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ขนาดใหญ่ 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมงให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 8.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ 5,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 30.2 นิวตันเมตรที่ 1,950 รอบ สามารถวิ่งได้สูงสุด 130 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ในยุโรป และสามารถเลือกชาร์จแบตเตอรี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และรองรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ได้แก่

1. เครื่องชาร์จแบบเร็ว – เหมาะสำหรับการติดตั้งโดยผู้ให้บริการแบ่งเช่ารถ หรือ ตัวแทนจำหน่าย สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง
2. เครื่องชาร์จแบบปกติ – เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในบ้าน สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 200V (เข้ากันได้กับเต้ารับ 200–240V ในประเทศต่างๆ)
3. เครื่องชาร์จแบบพกพา – พกพาสะดวกด้วยขนาดที่พอดีกับช่องเก็บของใต้เบาะนั่ง สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 14 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 100V (200–240V ในประเทศต่างๆ)

อีกทั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าของ “ยามาฮ่า E01” ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์เฉพาะของ ยามาฮ่า เพื่อสมรรถนะและคุณภาพสูง รวมถึงเฟรมที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยเฉพาะ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีจากการพัฒนารถจักรยานยนต์แบบสปอร์ตมาใช้งาน

“ยามาฮ่า E01” มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 ระดับ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขณะใช้งาน และไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน ได้แก่

• PWR (โหมดเพาเวอร์): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 30.2Nm ที่ 1,950 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับการขับขี่ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ออกมา เหมาะสำหรับการขี่ขึ้นเนิน และการเร่งแซง ฯลฯ
• STD (โหมดมาตรฐาน): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 24.5Nm ที่ 1,500 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะกับการขับขี่ทั่วไปที่ใช้บ่อยที่สุดในช่วงความเร็ว 30-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
• ECO (โหมดอีโค): กำลังสูงสุด 5.4kW ที่ 4,500rpm แรงบิดสูงสุด 21.4Nm ที่ 1,500rpm ทำให้ประหยัดพลังงานและสามารถเดินทางได้ระยะไกลขึ้น เพื่อจำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่และจำกัดความเร็วสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

และในการทดสอบครั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้ร่วมเชิญสื่อมวลชนชั้นนำของประเทศไทยกว่า 60 สำนัก มาร่วมทำการทดสอบและสัมผัสกับสมรรถนะของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01” ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา บนสภาพเส้นทางการขับขี่ทั้งทางลาด และทางชัน เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถสัมผัสได้ถึงสมรรถนะของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01” อย่างแท้จริง

อีวี ไพรมัส สู้ศึกราคาน้ำมันพุ่ง เพิ่มทางเลือกติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน LPG จากโรงงานให้ DFSK SUV ทั้ง 2 รุ่น

0

บริษัท อีวี ไพรมัส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถ SUV มัลติแบรนด์แห่งแรกของไทย และเป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์ DSFK หรือ DONGFENG ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของจีน แต่ผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศนโยบายดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาวิกฤติพลังงานที่มีราคาแพง ล่าสุดได้แนะนำชุดอุปกรณ์ LPG นำเข้าจากประเทศอิตาลีพร้อมถังโดนัท ติดตั้งรถ DFSK ทุกรุ่นก่อนออกจากโชว์รูม ในราคาเดิมพร้อมเงื่อนไขการรับประกันดูแลแบบขับอย่างเดียวตลอดอายุรับประกัน 5 ปี 

นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ อีวี ไพรมัส เปิดเผยว่าจากวิกฤติพลังงานราคาแพงทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำมันทั้งประเทศ ทำให้ อีวี ไพรมัส เร่งศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านยอดขายด้วยการเสนอเงื่อนไขพิเศษติดตั้งชุดอุปกรณ์ LPG ให้กับลูกค้าทุกรายในราคาเดิมคือ Glory 560 ราคาเริ่มต้น 789,000 บาท และ Glory i-Auto ราคาเริ่มต้น 919,000 บาท โดยมีแพ็คเก็จดังนี้

  1. เข้าบริการได้ที่ดีลเลอร์พร้อมศูนย์บริการมาตรฐาน 23 แห่งทั่วประเทศ แล้ววันนี้
  2. ฟรีค่าแรงเช็คระยะตลอด 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตรของการขับขี่เพื่อความมั่นใจ ไร้กังวลในบริการหลังการขาย
  3. ฟรีค่าอะไหล่สิ้นเปลือง อาทิเช่น ไส้กรอง หัวเทียน ผ้าเบรค ใบปัดน้ำฝน และอื่น ๆ ทุกรายการแบบครบ ๆ ไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนให้กังวล ฟรีแม้แต่แบตเตอรี่
  4. ฟรีค่าเคมีภัณฑ์ อาทิเช่นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำยาหล่อเย็น และเคมีภัณฑ์ทุกประเภท
  5. ฟรีสิทธิ์ @HomeService บริการเช็คระยะที่บ้าน 2 ครั้ง
  6. ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง พร้อม Call Center ที่ดูแลตลอดทุกเส้นทาง

“ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีแนวโน้มที่จะยุติ ย่อมส่งผลกระทบต่อยอดคำสั่งซื้อรถใหม่อย่างแน่นอน ซึ่งภาวะเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราเพียงรายเดียว แต่เชื่อว่าทุกรายกำลังประสบปัญหานี้อย่างหนักเช่นเดียวกัน เราจึงได้เร่งศึกษาหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งชุดอุปกรณ์ LPG ที่นำมาเสนอต่อลูกค้า ได้ทำการศึกษาและทดสอบกับเครื่องยนต์ โดยทีมวิศวกรจากอิตาลีและโรงงานที่ประเทศอินโดนีเซีย จนมั่นใจว่าอุปกรณ์ชุดนี้ ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาราคาพลังงานเท่านั้น แต่ยังทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ได้เหมือนเดิม และที่สำคัญคืออุปกรณ์นี้ติดตั้งมาจากโรงงาน ดังนั้นเงื่อนไขการรับประกันจากโรงงานยังคงเหมือนเดิม” นายพิทยา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าที่กำลังใช้รถ DFSK ในทุกรุ่น อีวี ไพรมัส จึงได้เสนอทางเลือกให้กับลูกค้าด้วยการเสนอชุดอุปกรณ์ LPG ในราคาส่วนลดพิเศษเหลือ 30,000 บาทต่อชุด พร้อมติดตั้ง ณ ศูนย์บริการทั้ง 23 ตัวแทนจำหน่าย โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขการรับประกันแต่อย่างใด

“เราเข้าใจลูกค้าว่ากำลังประสบปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ข้อเสนอนี้ จึงถือเป็นทางออกที่จะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอย่างมากเพราะการนำรถไปติดตั้งชุดอุปกรณ์ LPG โดยทั่วไป จะทำให้เงื่อนไขการรับประกันได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เนื่องจากการติดตั้งเป็นไปตามคำเชิญชวนของเราและติดตั้งภายใต้ความรับผิดชอบของเรา จึงไม่มีผลกระทบกับเงื่อนไขการรับประกัน ซึ่งทางบริษัทฯ ขอยืนยันว่าจากการทดสอบ การติดตั้งชุดอุปกรณ์ LPG นอกจากไม่กระทบกับเครื่องยนต์แล้ว LPG ถือเป็นพลังงานสะอาด ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และยังเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์ด้วย ทางบริษัทฯ ได้มีการทดสอบแล้ว ณ ราคาแก๊ส LPG ที่ 13.62 บาทต่อลิตร อัตราค่าใช้จ่ายจะลดลงเหลือ 2.29 บาทต่อกิโลเมตร” นายพิทยา กล่าว

นายพิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่าทางบริษัทฯ ยังเดินหน้าเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ภายใต้ร่มของ DFSK โดยภายในปีนี้ จะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหรือ EV อีก 1 รุ่น พร้อมแผนขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายได้ครบ 30 แห่งภายในปีนี้

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน “HAVAL: DRIVE TO THE FUTURE” ฉลองครบรอบ 1 ปี HAVAL H6 ในไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 1 ปีของการเปิดตัว HAVAL H6 ในประเทศไทย จัดงาน “HAVAL: DRIVE TO THE FUTURE” แทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม พิสูจน์ได้จากยอดขายมากกว่า 4,859 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปลายเดือนมิถุนายนปี 2564 จนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2565 เดินหน้าประกาศกลยุทธ์ 6S เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า สะท้อนภาพลักษณ์ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลกที่มุ่งสร้างประสบการณ์การบริการที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (User-centric)

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา All New HAVAL H6 Hybrid SUV ได้เข้ามาสร้างความคึกคักให้กับวงการยานยนต์ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะรอบด้าน สมรรถนะของรถยนต์ ระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้น แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจฉริยะอย่าง L.E.M.O.N. ตลอดจนราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV สามารถชนะใจผู้บริโภคชาวไทย ครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีติดต่อกันถึง 3 เดือนซ้อน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงตุลาคมปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังสามารถครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีได้ถึง 6 เดือนซ้อนตั้งแต่ต้นปี 2565 (มกราคม – มิถุนายน) โดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ยังนับเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ผลิตโดย โรงงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) เต็มรูปแบบแห่งที่ 2 นอกประเทศจีนอีกด้วย ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ให้กับลูกค้าทั่วประเทศไปแล้วเป็นจำนวนทั้งสิ้น 4,859 คัน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “HAVAL H6 ถือเป็นรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งแต่มีการเปิดตัวสู่ตลาดในประเทศจีนจวบจนถึงปัจจุบัน มียอดขายสะสมกว่า 3.5 ล้านคัน และสร้างสถิติรถเอสยูวีที่มียอดขายรายเดือนสูงสุดในเซ็กเมนต์ 9 ปีติดต่อกัน สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่วันแรกที่ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ได้เข้ามาโลดแล่นอยู่ในตลาดจนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ต้อนรับสมาชิกชาวไทยเข้าสู่ครอบครัว HAVAL H6 แล้วเกือบ 5,000 ครอบครัว ต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและความสนับสนุนที่มอบให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา HAVAL H6 ครองยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดคอมแพคเอสยูวีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2565 เรายังคงรักษาแชมป์ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดโดยเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 30% ความสำเร็จของ HAVAL H6 ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เป็นอย่างดี”

“เกรท วอลล์ มอเตอร์จะยังเดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) การเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า กับ Mission “9 in 3” ที่จะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยอย่างน้อย 9 รุ่น ในระยะเวลา 3 ปี 2) Consumer Voice Focus การรับฟังเสียงของผู้บริโภค และ 3) New User Experience การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า โดยนำเสียงของผู้บริโภคและคำแนะนำต่าง ๆ มาออกแบบเป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ “4 in 1” ที่มุ่งดำเนินงานผ่านแพลตฟอร์มออฟไลน์และออนไลน์ ผสาน GWM Experience Center, GWM Direct Store, GWM Partner Store และ GWM app ไว้ด้วยกัน และเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์หลักดังกล่าว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยินดีเป็นอย่างยิ่งในการแนะนำ กลยุทธ์ 6S ซึ่งให้ความสำคัญกับการการขายและการบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ควบคู่ไปกับการเพิ่มจำนวนเครือข่ายการให้บริการ เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ตอกย้ำการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป”

กลยุทธ์ 6S ประกอบไปด้วย Sales, Service, Spare parts, Survey, Social & Share ที่สะท้อนรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนของเกรท วอลล์ มอเตอร์ที่เน้นการดำเนินงานแพลตฟอร์มออนไลน์และออฟไลน์ และการรับฟังเสียงของผู้บริโภค โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • บริการด้านการขายที่น่าประทับใจ (Sales): เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับผู้ใช้และการขายในรูปแบบ Online-to-Offline (O2O) ผ่าน GWM Application ทั้งการจอง การทดลองขับ การชำระเงิน และการดูสถานะของรถที่สั่งซื้อ ควบคู่ไปกับการขยายเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสินค้าและบริการ ยกระดับประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์ด้วยนโยบายการกำหนดราคาเดียวเงื่อนไขเดียวทั่วประเทศในทุกช่องทาง (One Price Policy) พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของดีลเลอร์แบบเดิมให้เป็นผู้ให้บริการ (Service Provider) ตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นอย่างแท้จริง
  • บริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ (Service): เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลา โดยลูกค้าสามารถดูสถานะการให้บริการ อนุมัติงานซ่อม ชำระเงิน ตรวจสอบประวัติการรับบริการ และข้อมูลการใช้จ่ายได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน GWM application ซึ่งแสดงถึงความโปร่งใสและความจริงใจในการให้บริการ บริษัทยังได้นำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้นในการเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่าง Smart Vehicle กับ Smart Application Smart System และ Smart Device เพื่อสร้าง Smart Store ไม่ว่าจะเป็นการนำระบบ License plate recognition system เข้ามาทำงานร่วมกับระบบ Dealer management system ทำให้ศูนย์บริการทำความรู้จักกับลูกค้าได้ตั้งแต่ก่อนพบหน้า นำระบบ Dealer assistant application เข้ามาใช้ควบคู่กับอุปกรณ์ Service tablet เพื่อลดขั้นตอนและระยะเวลาในการให้บริการ ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้พัฒนาและติดตั้ง Vehicle status board ในห้องรับรองเพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามสถานะการซ่อม อีกทั้งยังสามารถทราบตำแหน่งรถยนต์ที่กำลังรับบริการอยู่ได้ตลอดเวลาผ่านกล้อง CCTV อีกด้วย
  • การบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพ (Spare parts): ในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขยายพื้นที่คลังอะไหล่เพื่อรองรับปริมาณอะไหล่ให้พร้อมกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่จะเปิดตัวในอนาคต โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเพิ่มปริมาณการจัดเก็บอะไหล่จากเดิมประมาณ 3,700 SKU เป็น 5,300 SKU หรือเพิ่มขึ้นกว่า 40% ลูกค้าทุกคนสามารถมั่นใจและอุ่นใจได้ว่าบริษัทจะดำเนินงานบริหารจัดการอะไหล่อย่างมีประสิทธิภาพและมีการสั่งซื้ออะไหล่ตามจำนวนและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยบริษัทสามารถจัดส่งอะไหล่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลได้ภายในวันเดียวกัน และจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการทั่วประเทศได้ภายใน 2 วันทำการ ในอนาคตศูนย์บริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า ให้สามารถตรวจสอบจำนวนอะไหล่ได้แบบเรียลไทม์
  • การศึกษาและรับฟังเสียงตอบรับของผู้บริโภค (Survey): เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินธุรกิจโดยรับฟังเสียงของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และการให้บริการให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เช่น การสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และนำมาจัดแสดงตามคำเรียกร้องของผู้บริโภคในงานจัดแสดงรถยนต์ การจัดเตรียมทีมงานคอยอำนวยความสะดวกลูกค้าบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่ 7.00-24.00 น. ตลอด 7 วัน การรับฟังและนำปัญหาของลูกค้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาการบริการ การจัดกิจกรรม Let’s Talk by GWM ให้ลูกค้าร่วมแบ่งปันประสบการณ์การขับขี่และมุมมองในฐานะผู้บริโภคกับผู้บริหารระดับสูงเพื่อนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปพัฒนาการดำเนินธุรกิจในมิติต่าง ๆ อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดตั้ง User Committee กลุ่มตัวแทนลูกค้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน รวบรวมเสียงของผู้ใช้และนำเสนอข้อคิดเห็น รวมถึงจัดกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน
  • การสร้างสรรค์กิจกรรมให้ลูกค้ามีส่วนร่วม (Social & Share): เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมผู้ใช้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีระหว่างกัน ซึ่งจะทำให้แบรนด์และลูกค้าเดินเคียงข้างและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนผ่านกิจกรรม 2 ส่วน ได้แก่
    • GWM application ซึ่งมีผู้ใช้รวมทั้งสิ้นกว่า 100,000 ท่าน และมีผู้เข้ามาใช้งานมากกว่า 10,000 คนต่อวันเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ สอบถามข้อมูล แชร์สาระน่ารู้ระหว่างกัน และสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสินค้าและบริการต่าง ๆ
    • การจัดกิจกรรมออฟไลน์ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้พบปะสังสรรค์ รวมถึงมีประสบการณ์ที่ดีกับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการสร้างสังคมผู้ใช้ที่แข็งแกร่งและยั่งยืนตามหลักการดำเนินธุรกิจที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้จัดกิจกรรมที่ GWM Experience Center มากกว่า 160 กิจกรรม มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 4,600 คน และมีผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 134,000 คน นอกจากนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังได้เริ่มให้บริการด้านสถานที่แก่เจ้าของรถยนต์ GWM ทุกคน โดยพวกเขาสามารถเข้ามาใช้บริการพื้นที่ของ GWM Experience Center ไอคอนสยาม เพื่อจัดกิจกรรมส่วนตัวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และจะขยายบริการให้ครอบคลุม GWM Store ทั่วประเทศต่อไป

ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์มี GWM Store ทั้งรูปแบบที่เป็นเครือข่ายการขายและบริการหลังการขาย และมีเป้าหมายที่จะเปิดตัว GWM Store ทั้งรูปแบบ GWM Direct Store และ GWM Partner Store ให้ครบ 80 แห่งภายในปีนี้ โดย ณ สิ้นไตรมาสที่สอง เกรท วอลล์ มอเตอร์มีจำนวนเครือข่ายทั้งสิ้น 49 แห่ง และในไตรมาสที่สามวางแผนว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 63 แห่ง จนจบสิ้นปี 2565 จะขยายให้ครบ 80 แห่งทั่วประเทศอย่างแน่นอน นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายในการขยายสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า หรือ G-Charge ให้ได้ 55 แห่งภายในสิ้นปี 2565 นี้  โดยจะแบ่งเป็นภายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 70% และต่างจังหวัด 30% ซึ่งสถานีชาร์จทั้งหมดของบริษัทจะติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge กำลังสูง เริ่มต้นที่ 120 kW และมีรูปแบบหัวชาร์จแบบ CCS2 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล G-Charge จึงถือเป็นแพลตฟอร์มให้บริการสถานีชาร์จที่ครบวงจรและทันสมัยมากที่สุดแพลตฟอร์มหนึ่งในประเทศไทย ทั้งความสามารถในการจ่ายไฟกำลังสูงและการเข้าถึงบริการได้ตลอด 24 ชั่วโมงและทุกวัน  สามารถใช้บริการผ่าน GWM application ด้วยฟังก์ชั่นการค้นหาสถานี นำทาง การจอง และชำระเงิน ใน App เดียว

นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ทุกเส้นทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้มีการรวบรวมสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่มีอยู่ในประเทศมากกว่า 500 แห่ง มาอยู่ในแผนที่การชาร์จใน GWM app ครอบคลุมสถานีชาร์จสาธารณะของไทยมากกว่า 55% และจะเร่งดำเนินการเพื่อรวบรวมสถานีชาร์จให้ครอบคลุม 80% ภายในปีนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคชาวไทยทุกคนที่ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและเป็นรูปธรรม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) จะยังคงมุ่งมั่นรับฟังเสียงผู้บริโภค เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“เบนซ์ไพรม์มัส” มอบ Mercedes-Maybach GLS คันแรก ให้แก่ “ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” เจ้าของธุรกิจปลาสวยงาม

0

เบนซ์ไพรม์มัส” สร้างมาตรฐานบริการใหม่ เสริมภาพลักษณ์ซับแบรนด์สุดหรู Mercedes-Maybach มุ่งขยายฐานรับลูกค้ากลุ่มไฮเอนด์ เดินหน้าส่งมอบ Ultra Luxury SUV คันแรกในไทย ให้แก่  “ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” เจ้าของธุรกิจปลาสวยงาม

“ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เฉียน หวู่ จำกัด ให้เกียรติรับมอบ Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium รถยนต์ Ultra Luxury SUV สีทูโทน คันแรก ที่จำหน่ายจากโชว์รูมและศูนย์บริการ “เบนซ์ไพรม์มัส” โดยมี “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” ประธาน, “จิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ และ “ศราวิช ไชยมังกร” ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ให้การต้อนรับและส่งมอบรถยนต์รุ่นดังกล่าว พร้อมถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ณ โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ Mercedes-Maybach บนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-EQ และ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้มีนโยบายจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach ซับแบรนด์ระดับ Ultra Luxury ของแบรนด์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยนำเข้าและเปิดตัวรถยนต์ SUV ระดับหรูขนาดใหญ่ รุ่นใหม่ล่าสุด Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium ซี่งถือเป็นรถยนต์ Flagship ในการสร้างภาพลักษณ์ที่สำคัญของ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)”

นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายระดับ Ultra Luxury และเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อการเพิ่มยอดจำหน่ายและการดำเนินธุรกิจของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่ได้รับสิทธิ์เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ดำเนินการส่งมอบรถยนต์ Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium สีทูโทน คันแรก จากโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Maybach ของเรา ให้แก่ลูกค้าคนพิเศษ “ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เฉียน หวู่ จำกัด นักธุรกิจระดับชั้นแนวหน้าด้านการนำเข้าและส่งออกปลาสวยงาม

ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร กล่าวว่า ผมชื่นชอบและสนใจรถยนต์ Mercedes-Maybach มากว่า 10 ปี ด้วยความที่เป็น   แบรนด์ระดับลักชัวรี่ที่มีประวัติยาวนาน มีเทคโนโลยีทันสมัย และที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ คือ เป็นงาน Handmade ทั้งงานไม้และงานหนัง ให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร

เมื่อ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ได้นำแบรนด์ Maybach เข้ามาขายในไทย และแต่งตั้ง “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นดีลเลอร์ ผมจึงรู้สึกมั่นใจ เพราะ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นดีลเลอร์ที่มีมาตรฐานการบริการสูง ดูแลเอาใจใส่ทุกคนเป็นคนพิเศษ มีรถให้เลือกและทดลองขับมาก ที่สำคัญ มีบริการครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ผมจึงตัดสินใจเลือกซื้อรถรุ่นนี้กับที่นี่

ส่วน Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium คันนี้ เป็นรถ SUV ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ทั้งความหรูหรา สะดวกสบาย และบ่งบอกตัวตนของผมได้อย่างชัดเจน จากสีและลายไม้ ที่ผมสามารถเลือก Mix & Match ได้ตามต้องการ ทำให้เป็นรถที่ผมชอบและถูกใจมาก” ดิว-วีรวัฒน์ กล่าว

จิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับ Mercedes-Maybach นับเป็นอัครยานยนต์ระดับ Ultra Luxury ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีและความหรูหราที่ผสานได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในฐานะที่ได้รับสิทธิ์การเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Maybach เราจึงให้ความสำคัญและยกระดับการบริการ ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับในการเลือกชมและเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Maybach อย่างแท้จริง พร้อมมอบสิ่งอำนวยความสะดวกที่คัดสรรพิเศษ เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลายรูปแบบและครบถ้วน

นอกจากนี้ เราได้คัดสรรบุคลากรด้านการขายและบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ ประสบการณ์ความชำนาญ และผ่านมาตรฐานการรับรองจาก MBTh เพื่อจัดตั้งเป็นทีมงานพิเศษ สำหรับดูแลการบริการที่ครอบคลุมทุกมิติ ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญของ Mercedes-Maybach ทุกท่าน

รถยนต์  Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium เป็นรถยนต์ SUV ระดับหรู ที่ได้รับการประกอบขึ้นอย่างประณีตภายใต้ Concept One-Man One-engine อันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดพละกำลัง ด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V8 Bi-Turbo ขนาด 3,982 ซี.ซี.พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้สามารถถ่ายทอดกำลังได้สูงถึง 557 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร  พุ่งทยานด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.9 วินาที พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอย่างครบครัน มีให้เลือกทั้งสี Single Tone หรือสี Two Tone ในราคาจำหน่าย 18,500,000 ล้านบาท

ผู้ใดสนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Maybach สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” โทร.  02 095 5555, www.benzprimus.com , FB : Benz Primus และ LINE @benzprimus

ฮอนด้า ส่งต่ออนาคตที่คุณมั่นใจ ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อระบบฟูลไฮบริด e:HEV

0

ฮอนด้าได้พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งในด้านสมรรถนะและการประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับเทคโนโลยีไฮบริดซึ่งนับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน และเป็นเทคโนโลยีที่จะเชื่อมต่อไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตซึ่งระบบขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ของฮอนด้าสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว เพราะนอกจากจะให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำ รวมทั้งความมั่นใจและความสะดวกสบายที่ได้รับจากการบริการหลังการขายจากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรทั้ง 228 แห่ง
ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมการบริการจากทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์

ฮอนด้าจึงสร้างสรรค์และภูมิใจที่จะส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ผ่านซีรีส์ภาพยนตร์โฆษณา 5 เรื่อง ภายใต้แนวคิด “ฮอนด้าเพื่ออนาคตที่คุณมั่นใจ” ที่คนไทยทั่วประเทศทั้ง 5 ภูมิภาค มั่นใจต่อการให้บริการหลังการขายจากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจร ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ ซึ่งได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อส่งมอบการบริการที่มีคุณภาพ และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ซึ่งลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV รุ่น ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี  ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี  ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่  ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี และล่าสุด ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ จะได้รับความสะดวกสบายและอุ่นใจ ทุกที่ทุกเวลา

มั่นใจกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV แรงทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายปี พ.ศ. 2593 ของฮอนด้าทางด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งไปสู่สังคมปลอดมลพิษ โดยติดตั้ง
อยู่ในยนตรกรรมหลากหลายรุ่น อาทิ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING  ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ที่สะท้อนความมุ่งมั่นด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุ

สำหรับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เป็นการผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ที่มีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บประจุไฟและช่วยชาร์จไฟโดยอัตโนมัติในขณะขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มอบการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ตอบสนองทันใจ
ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ และสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่เพื่อให้เหมาะสมที่สุดในทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และ โหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)

มั่นใจกับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*

นอกจากนี้ ยังมั่นใจได้ด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร*
ที่สำคัญคือ มีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาใกล้เคียงกับรถที่ใช้น้ำมัน

มั่นใจและอุ่นใจด้วยศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทีมงานที่เชี่ยวชาญ

มั่นใจมากยิ่งขึ้นเพราะสามารถเข้ารับบริการได้ที่เครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรทั้ง 228 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ ที่ให้บริการด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ในระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV พร้อมทั้งบริการพิเศษที่มอบความสะดวกสบายและอุ่นใจ ตอบโจทย์
ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ทั้งการนัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้าผ่านทาง  “Online Service Booking”  บริการเช็กระยะแบบฝากกุญแจ “Honda Drop & Go” บริการเช็กระยะแบบเร่งด่วนตามระยะทาง “Honda Quick Service” รวมทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง ฯลฯ

และนี่คือ “ความมั่นใจ” ที่ผู้บริโภคมีต่อ “ฮอนด้า” ซึ่งสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์          การดำเนินชีวิต ผ่านระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งบริการหลังการขายและเครือข่ายศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมให้บริการด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ตอกย้ำความสำเร็จของฮอนด้าในฐานะผู้นำรถยนต์อันดับหนึ่งในหลายเซกเมนต์เป็นเวลายาวนาน

ฮอนด้า…เพื่ออนาคตที่คุณมั่นใจ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

เอเอเอส กรุ๊ป เตรียมจัดงาน “Porsche Thailand (AAS) celebrates The 911 Porsche Design 50th Anniversary”

0

ปวราภา ดุพัสกูล ผู้บริหารสาวคนเก่งแห่งบ้านรถหรูระดับโลก ปอร์เช่ ประเทศไทยโดย เอเอเอส กรุ๊ป ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เขย่าวงการรถสปอร์ตหรูกลางปีคึกคัก ร่ายมนต์กวาดแฟนคลับระดับลักชัวรี่คาร์ด้วยการเตรียมจัดงานเปิดตำนานสุดคลาสสิค งานพิเศษแห่งปีที่ร่วมเฉลิมฉลองการเดินทางมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษของแบรนด์ Porsche Design กว่า 50 ปี เรียกว่างานนี้คนรักรถหรูต้องไม่พลาด เพราะบอสคนเก่งเตรียมความพิเศษที่สุดของที่สุดด้วยการเผยโฉมรถสปอร์ตรุ่นพิเศษ ในฐานะดาวเด่นของปีกับ 911 Porsche Design 50th Anniversary Edition รุ่น 911 ทาร์กา โฟร์ จีทีเอส (Targa 4 GTS) ซึ่งมีเพียง 750 คันในโลกเท่านั้น มาให้คนไทยได้ยลโฉมและจับจองแบบเอ็กคลูซีฟ นับว่าเป็นคันแรกและคันเดียวในไทยเลยก็ว่าได้

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริหารแบรนด์รถหรูระดับโลกอย่างปอร์เช่ ประเทศไทย จะธรรมดาได้ที่ไหนล่ะจริงไหม แฟนคลับปอร์เช่อย่าลืมมาสัมผัสได้ในงาน “Porsche Thailand (AAS) celebrates The 911 Porsche Design 50th Anniversary” ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.- 21 ส.ค. 2565 ณ Porsche Studio Bangkok, ICON SIAM