Home Blog Page 293

ฟอร์ด เสริมความหลากหลายผลิตภัณฑ์ด้านบริการ เปิดจำหน่ายยางชั้นนำระดับโลกฮันกุกและอพอลโลที่ศูนย์บริการฟอร์ด

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานรถที่หลากหลายของลูกค้า ล่าสุดได้คัดสรรแบรนด์ยางรถยนต์ที่ได้รับความไว้วางใจและมีคุณภาพระดับสากลอย่างแบรนด์ฮันกุก (Hankook) และอพอลโล (Apollo) มาเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าฟอร์ดได้ใช้ยางคุณภาพมาตรฐานในราคาคุ้มค่ามาจำหน่ายที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษมากมายให้กับลูกค้าครอบครัวฟอร์ด

“ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาสินค้าด้านบริการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานรถของลูกค้า เรายินดีที่ได้นำแบรนด์ยางระดับสากลอย่างแบรนด์ฮันกุกและอพอลโล ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและมีมาตรฐานมาจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าฟอร์ดในราคาที่คุ้มค่า เพื่อเป็นการยกระดับการบริการ การสร้างความมั่นใจ และมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเรา” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ยางรถยนต์ฮันกุกเป็นหนึ่งในแบรนด์ยางระดับโลกจากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับการยอมรับทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา โดยมีราคาเริ่มต้นเพียงเส้นละ 1,480 บาท ยางรถยนต์ฮันกุกสำหรับรถยนต์นั่ง มี 5 รุ่นให้เลือก ได้แก่ รุ่น Kinergy ECO2 ยางรถแต่งมาตรฐาน รุ่น Ventus V12 Evo2 ยางรถยนต์ที่เน้นความสปอร์ต รุ่น Ventus Prime3 ยางรถยนต์ที่ช่วยในเรื่องของการควบคุม รวมถึงรุ่นที่ให้ความนุ่มนวลขณะขับอย่าง รุ่น Ventus V2 Conecpt2 และ Ventus S1 Noble2

ยางรถยนต์ฮันกุกสำหรับรถอเนกประสงค์และรถกระบะ มีให้เลือก 5 รุ่น คือ รุ่น Dynapro HP2 ยางรถยนต์ออนโรด ที่เน้นการขับขี่ด้วยความเร็ว รุ่น Dynapro HT ยางรถยนต์ออนโรด ที่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน รุ่น Vantra LT ยางรถยนต์สำหรับการบรรทุกมาตรฐาน เหมาะสำหรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน (ALL-Terrain / OFF-ROAD) รุ่น Dynapro AT2 ยางรถยนต์กึ่งออฟโรด เหมาะกับการใช้งานหลากหลายประเภท และรุ่น Dynapro MT2 ยางรถยนต์ออฟโร้ดสำหรับการขับขี่บนเส้นทางขรุขระ

ยางอพอลโลเป็นอีกหนึ่งในแบรนด์ยางชั้นนำของโลกจากอินเดียที่นำเสนอยางคุณภาพในราคาที่คุ้มค่าหลากหลายรุ่นตามประเภทรถ ได้แก่ ยางรถยนต์อพอลโลสำหรับรถยนต์นั่ง มีให้เลือก 4 รุ่น คือ รุ่น ALNAC 4G ยางที่มีคุณภาพและมอบสมรรถนะสูง รุ่น AMAZER 3G MAXX เป็นยางที่ช่วยประหยัดน้ำมัน รุ่น ASPIRE 4G ยางที่มอบสมรรถนะการเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และรุ่น Manchester United ยางรุ่นพิเศษสำหรับผู้ชื่นชอบทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อพอลโลร่วมมือกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

นอกจากนี้ แบรนด์อพอลโลยังมาพร้อมยางสำหรับรถยนต์รถอเนกประสงค์ และรถกระบะ รถตู้สำหรับการขับขี่บนถนนหลวง อีก 4 รุ่น ได้แก่ รุ่น APTERRA HT ยางเพื่อรถยนต์อเนกประสงค์คุณภาพมาตรฐาน รุ่น APTERRA HT2 ยางที่มอบความเงียบให้กับห้องโดยสารขณะขับ รุ่น ALTRUST ยางที่มอบความไว้ใจในความทนทาน เหมาะสำหรับการขับขี่ในทุกสภาพถนน (ALL-Terrain / OFF-ROAD) และรุ่น APTERRA AT2 ยางที่เหมาะกับการขับขี่ทั้งในเมือง ทางทุรกันดาร หรือออฟโรดเป็นบางครั้ง

 

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมียางรถยนต์หลากหลายแบรนด์วางจำหน่ายที่ศูนย์บริการฟอร์ดโดยมีราคาเริ่มต้น ดังนี้

  • ยางขอบ 17 นิ้ว สำหรับรถฟอร์ด เรนเจอร์ ราคาเริ่มต้นเส้นละ 3,330 บาท
  • ยางขอบ 18 นิ้ว สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ราคาเริ่มต้นเส้นละ 3,730 บาท

 

พบกับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อยางที่ศูนย์บริการฟอร์ด ดังนี้

  • ลูกค้ารถฟอร์ดซื้อยาง 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น สำหรับแบรนด์ที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 พร้อมข้อเสนอผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารกสิกรไทย และกรุงศรีอยุธยา ที่เข้าร่วมรายการ
  • โปรแกรมรับประกันราคายาง หากเจอที่อื่นถูกกว่า รับเงินส่วนต่างคืนทันที
  • รับประกันอุบัติเหตุจากสภาพถนนนานสูงสุด 120 วัน
  • สำหรับการซื้อยางอพอลโลเฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ รับประกันอุบัติเหตุจากสภาพถนนนานสูงสุด 2 ปี

 

ลูกค้ารถฟอร์ดที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด (Ford Call Center) โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

ฮอนด้า ตอกย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ส่งต่อสิ่งที่ดีสู่ลูกค้าและสังคม เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซ CO2 เป็นศูนย์ทุกขั้นตอนการผลิต

0

ฮอนด้าได้กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจตามเป้าหมายฮอนด้าปี พ.ศ. 2593 (Honda Target 2050) ภายใต้ 2 ทิศทางหลัก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านความปลอดภัย โดยภายในปี พ.ศ. 2593 มุ่งมั่นที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่างๆ ของฮอนด้า มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่สังคมปลอดมลพิษ (Carbon Neutrality) รวมถึงมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุและลดการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ฮอนด้าทั่วโลกให้เป็นศูนย์  (Zero Traffic Collision Fatalities) ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันขณะที่ทั่วโลกเกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิอากาศ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องตระหนักและมีการปรับตัว สำหรับฮอนด้า เรามุ่งมั่นรักษาสมดุลในการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสภาพแวดล้อมอย่างสมดุล​ เราให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ วิจัยและพัฒนา การผลิต ครอบคลุมถึงการขายและบริการ โดยเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ ใช้พลังงานสะอาด และการหมุนเวียนทรัพยากรเพื่อใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างเทคโนโลยีการขับเคลื่อน อี:เอชอีวี (e:HEV) ระบบฟูลไฮบริดประสิทธิภาพสูงที่มอบสมรรถนะการขับขี่ทรงพลัง ประหยัดน้ำมัน และมีอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำ โดยติดตั้งอยู่ในยนตรกรรมหลากหลายรุ่น อาทิ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ โดยมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING  ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในท้องถนน โดยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง”

ที่โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าทั้งที่ จ.ปราจีนบุรี และจ.พระนครศรีอยุธยา ในทุกขั้นตอนมีการเปลี่ยนทรัพยากรธรรรมชาติและนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการดำเนินงานบางส่วน ได้แก่

เปลี่ยน…แสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานที่ยั่งยืน

ฮอนด้าได้มีการติดตั้งโซลาร์ รูฟท็อป บนหลังคาทั้งที่โรงงานฮอนด้าอยุธยาและปราจีนบุรีในเฟส 1 รวม 5 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโรงงานฮอนด้าอยุธยาติดตั้ง 2.5 เมกะวัตต์ และโรงงานฮอนด้าปราจีนบุรีติดตั้ง 2.5
เมกะวัตต์ เพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานสะอาดไปใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงใช้เป็นไฟส่องสว่างในช่วงกลางคืนแทนการใช้พลังงานไฟฟ้า สามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 7,862 ตันต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 875,539 หรือคิดเป็นการปลูกต้นไม้มากกว่า 8,800 ไร่ (ข้อมูลอ้างอิงปี พ.ศ. 2564) และมีแผนขยายการติดตั้งในเฟส 2 ให้ครอบคลุมการใช้ไฟฟ้าทั้ง 2 โรงงาน ภายในปี 2566 โดยแบ่งเป็นโรงงานฮอนด้าอยุธยา ติดตั้ง 8.6 เมกะวัตต์ และโรงงานฮอนด้าปราจีนบุรี ติดตั้ง 3.8 เมกะวัตต์ รวมการติดตั้งทั้ง 2 เฟส กว่า 17 เมกะวัตต์

เปลี่ยน…น้ำให้มีคุณค่าไม่สิ้นสุด

โรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้าทั้ง 2 โรงงาน มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ทันสมัย เพื่อให้น้ำที่ผ่านการบำบัด มีคุณภาพ พร้อมหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่เพื่อประโยชน์สูงสุด อาทิ การนำน้ำที่บำบัดได้คุณภาพแล้วมาใช้รดน้ำต้นไม้ในโรงงาน และอีกส่วนหนึ่งนำไปผลิตน้ำ RO (RO recycle water) เพื่อใช้ในกระบวนการหล่อเย็นเครื่องจักร (Cooling Tower) นอกจากนี้ ยังมีการนำพลังงานน้ำมาช่วยในการขับเคลื่อนระบบสายพานลำเลียงชิ้นส่วน (Water Conveyor) ในสายการผลิต ซึ่งช่วยลดแรงงานคนในการขับเคลื่อนเครื่องจักร โดยน้ำที่ถูกปล่อยจากโรงงานฮอนด้าจะเป็นน้ำดีที่ผ่านการบำบัดแล้ว ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชน

เปลี่ยน…อนาคตให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี
โรงงานฮอนด้ามีพนักงานในสายการผลิตที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานอันเข้มงวดในเรื่องความปลอดภัยอย่างสูงสุด โดยได้นำเอาเทคโนโลยีอันล้ำสมัยมาใช้ ทำให้การผลิตมีความรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูง อาทิ

  • สายงานการพ่นสี Painting Line ใช้เทคโนโลยี Waterborne Paint ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวทำละลายแทนการใช้ทินเนอร์ และใช้กระบวนการเคลือบสี 3 ชั้น อบสีให้แห้ง 2 ครั้ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการพ่นสี ลดการปล่อยสารระเหยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และช่วยประหยัดพลังงาน
  • สายงานการฉีดขึ้นรูปพลาสติก Polymer Injection ใช้เครื่องฉีดขึ้นรูป มีการใช้ระบบ Eco-Servo Pump ช่วยลดพลังงานไฟฟ้าและมีความแม่นยำในการฉีดขึ้นรูปชิ้นงาน
  • สายงานการควบคุมการรับ-ส่งชิ้นส่วน Material Service Line มีการใช้ระบบ Digital Picking System ลำเลียงชิ้นส่วนสู่สายการผลิตอย่างรวดเร็วแม่นยำ
  • สายงานการประกอบรถยนต์ Assembly Line & Arc Line มีการนำแนวคิดการทำงานแบบ Kaizen มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้พนักงาน 1 คนสามารถประกอบได้หลายขั้นตอน ประหยัดเวลา ลดการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่าในสายงานประกอบรถยนต์
  • สายงานการผลิตเครื่องยนต์ Engine Plant ยังมีระบบ Automated Guided Vehicles ช่วยลำเลียงเครื่องยนต์สำเร็จรูปสู่สายการประกอบอย่างรวดเร็ว 

และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากหลายสิ่งที่ฮอนด้าได้ลงมือทำ เพื่อดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการใช้พลังงานสะอาดและหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด พร้อมยึดมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะฮอนด้าเชื่อว่า อนาคต คือการเริ่มต้นทำทุกสิ่งในวันนี้ด้วยความมุ่งมั่น ทุ่มเท เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในวันข้างหน้าด้วยกันและยั่งยืนตลอดไป

มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัว ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ เอสยูวีสุดหรู ควงคู่ขุมพลังไมลด์ไฮบริด

0

มาเซราติ ประเทศไทย ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ มาเซราติ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัว ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ (Levante Hybrid) เอสยูวีรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของค่ายตรีศูล ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด โดยมาพร้อมความแรง, รักษ์โลก และใช้เชื้อเพลิงคุ้มค่า

มร. โบยัน เจนคูลอฟสกี้, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ออสเตรเลีย อาเซียน และอินเดีย เผยว่า“มาเซราติ ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ เป็นเสมือนก้าวที่สองของการเข้าสู่ยุคแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าในอนาคตของ มาเซราติ ตามหลังรุ่นพี่อย่าง ‘กิบลี่ ไฮบริด’ (Ghibli Hybrid) ที่เปิดตัวช่วงปี 2563 เลอวานเต้ ไฮบริด เป็นรถที่ขับสนุก มีประสิทธิภาพรอบด้าน พร้อมสุ้มเสียงกระหึ่มเร้าใจ ซึ่งเป็นผลจากการนำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้ ทำให้เครื่องยนต์บล็อกนี้ ตอบสนองดีตั้งแต่รอบต่ำ ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ แต่ให้ความประหยัดสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น รถรุ่นนี้เป็นเสมือนตัวแทน

ที่แสดงถึงมาตรฐานใหม่ของ มาเซราติ ที่ตั้งเป้าว่ารถรุ่นใหม่ในอนาคตทั้งหมด จะผ่านการพัฒนา, ผลิต และประกอบที่โรงงานของ มาเซราติ ในอิตาลี 100% ผสานเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอันล้ำสมัย เพื่อดำรงไว้ซึ่งคุณค่าของแบรนด์ที่พวกเราทุกคนภาคภูมิใจ ขณะที่ก้าวต่อไปของเราก็คือ การเปิดตัว มาเซราติ ‘กรันทูริสโม โฟลกอเร’ (GranTurismo Folgore) ช่วงปี 2566 ซึ่งเป็นยนตรกรรม จีที ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ มาเซราติ”

ปิยะเทพ ศิวากาศ, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย กล่าวว่า “มาเซราติ ประเทศไทย มีความยินดีและภาคภูมิใจ ที่ได้นำเสนอ ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันนี้ โดยที่ผ่านมา เราได้มีการนำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเสนอหลากหลายแคมเปญพิเศษ ทั้งก่อนและบริการหลังการขาย แทนคำขอบคุณลูกค้าหรือผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ มาเซราติ รวมถึงมีการก่อตั้ง ‘Thailand Maserati Owners Club’ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ลูกค้าได้พบปะหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผ่านหลากหลายกิจกรรมพิเศษที่เราได้จัดขึ้น และเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า มาเซราติ ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ จะสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี”

++ ขุมพลัง Mild Hybrid ผสาน eBooster และ BSG 48 โวลต์

มาเซราติ ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ ทะยานแรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ 2.0 ลิตร ฉีดเชื้อเพลิงตรงสู่ห้องเผาไหม้ ผสานระบบไฟฟ้า BSG (Belt Starter Generator) 48 โวลต์ ทำได้ 330 แรงม้า (HP) ที่ 5,750 รอบ/นาที แรงบิด 450 นิวตันเมตร ที่ 2,250 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6 วินาที ท็อปสปีดทะลุ 240 กม./ชม. มั่นใจทุกเส้นทางกับระบบช่วงล่างถุงลมติดตั้งเป็นมาตรฐาน

สัมผัสความล้ำสมัย พร้อมสมรรถนะอันเร้าใจของ มาเซราติ ‘เลอวานเต้ ไฮบริด’ ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูม มาเซราติ ประเทศไทย โครงการเอ-สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26

 

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: มาเซราติ ประเทศไทย

โชว์รูมสุขุมวิท 26 โทร. 02-663-2233

โชว์รูมสยามพารากอน โทร. 02-610-9441

โชว์รูมไอคอนสยาม 02-117-4666

เว็บไซต์: http://Thailand.Maserati.com/

เฟสบุ๊ค: Maserati Thailand

อินสตาแกรม: Maserati Thailand

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมเปิดตัว ORA Good Cat GT | Next Level of the Future และประกาศราคาอย่างเป็นทางการ 29 มิถุนายนนี้!

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย สะดวกสบาย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เตรียมเปิดตัวเจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ต ORA Good Cat GT | Next Level of the Future ซึ่งมาพร้อมภาพลักษณ์ที่ดุดันขึ้นด้วยการตกแต่งภายนอกและภายใน และพละกำลังเหนือชั้นไปอีกระดับ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ไม่เป็นสองรองใคร รองรับการขับขี่ที่ปลอดภัยตลอดเส้นทาง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความเท่แบบคนสมัยใหม่อย่างแท้จริง พร้อมเตรียมประกาศราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook: GWM Thailand และ ORA Thailand หรือ TikTok: GWM Thailand

ORA Good Cat GT รถไฟฟ้า 100% รุ่นย่อยพิเศษจากแบรนด์ ORA ได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เผยให้คนไทยยลโฉมครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยมจากการทดสอบของสื่อมวลชนจากหลากหลายวงการ ทั้งสายรถยนต์ ไอที และสายรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 60 สื่อ ในช่วงระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นทั้งภายนอกและภายใน ตั้งแต่ตัวรถสีอะควาเกรย์ (Aqua Grey) ที่สะดุดตา กระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตลายคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมการตกแต่งชิ้นส่วนด้วยสีแดง ล้ออัลลอยทูโทนขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมกับดิสก์เบรคคาลิปเปอร์สีแดงดีไซน์สปอร์ต และสปอยเลอร์หลังลวดลายโฉบเฉี่ยวพร้อมตราสัญลักษณ์ GT รวมถึงหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามาที่สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า ขณะที่ภายในออกแบบเป็นทูโทนด้วยสีดำและสีแดงสไตล์สปอร์ต ตั้งแต่พวงมาลัย เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง PVC สีดำเย็บด้ายแดง คอนโซลหน้า ที่เท้าแขนข้างประตู ไปจนถึงพนักพิงศีรษะตราสัญลักษณ์ GT และเข็มขัดนิรภัยสีแดง ORA Good Cat GT ยกระดับความเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจด้วยพละกำลังสูงสุด 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร และระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 500 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) เสริมเสถียรภาพด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชันบีม เพิ่มดีกรีความปังไม่หยุดกับฟีเจอร์ความสะดวกสบายระดับแอดวานซ์ ได้แก่ ประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าพร้อมระบบแฮนด์ฟรี ช่วยอำนวยความสะดวกแก่เจ้าของรถเเละผู้โดยสาร ต่อด้วยระบบนวดและระบบระบายอากาศบริเวณเบาะคนขับและเบาะผู้โดยสารด้านหน้า ช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าในขณะขับขี่หรือเดินทางไกล ขณะที่เบาะคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ถึง 6 ทิศทาง รองรับการจัดท่านั่งให้สบายยิ่งขึ้น พร้อมบันทึกตำแหน่งและฟังก์ชั่น Welcome Seat ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้า-ออกจากรถได้อย่างง่ายดาย

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “จากกระแสตอบรับที่ดีของผู้บริโภคชาวไทยที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยินดีอย่างยิ่งที่จะส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษของเจ้าเหมียวไฟฟ้าทรงสปอร์ต ORA Good Cat GT ให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด โดยเตรียมเปิดตัวและประกาศราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการพร้อมกันในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ พร้อมตอกย้ำประสบการณ์สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ขั้นสุดกับความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น พร้อมความพรีเมียมล้ำสมัย (Wild & Elegance) ในเจ้าเหมียวไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ตรุ่นนี้ ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครเท่านั้น แต่ยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ มอบสมรรถนะอย่างเต็มพิกัด และยังพกพาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่มาอย่างเต็มเปี่ยม เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อว่า ORA Good Cat GT จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% อีกคันหนึ่งที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทยที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวในทุกการขับขี่และไลฟ์สไตล์”

อุ่นใจในทุกการเดินทางกับ 5 เทคโนโลยีไฮไลท์เพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยขั้นสูงในตัวเหมียวไฟฟ้าเวอร์ชั่นสปอร์ต

  1. ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (Auto Reversing Assistance) ระบบจะจดจำเส้นทางตลอดระยะ 50 เมตรที่ขับเคลื่อนล่าสุด โดยระบบจะควบคุมพวงมาลัย เบรก และความเร็วรถ เพื่อให้รถยนต์ถอยหลังกลับตามเส้นทางที่บันทึกได้โดยอัตโนมัติ ขณะถอยหลังหากระบบตรวจจับพบคนเดินเท้า รถยนต์ หรือสิ่งกีดขวาง ซึ่งเคลื่อนที่และเสี่ยงต่อการชน ระบบจะเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อให้รถยนต์หยุดการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว
  2. ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ (Integrated Intelligent Parking) ระบบจะใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเครื่องหมายบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถ คำนวณพื้นที่และช่วยควบคุุมรถให้จอดเองอัตโนมัติ ครอบคลุมการจอดมากถึง 3 รููปแบบ โดยจะทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวเฉียง และจอดเทียบข้าง อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่จอดรถได้โดยไม่ต้องควบคุุมพวงมาลัยเอง
  3. ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Adaptive Cruise Control with Intelligent Cornering) เมื่อระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ทำงาน กล้องจะทำการตรวจสอบความโค้งของถนน และความเร็วจะถูกปรับอัตโนมัติหากจำเป็นต้องลดความเร็วในขณะเข้าโค้งเพื่อความปลอดภัย และเมื่อผ่านโค้งไปแล้ว รถจะกลับเข้าสู่ความเร็วเดิมที่ตั้งไว้
  4. กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา (360° Surround Camera) ประกอบไปด้วยกล้องที่มองได้รอบทิศทางถึง 4 ตัว มีความละเอียดคมชัด 4 เมกะพิกเซล โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพของทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศา พร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถเห็นมุุมมองของรถได้รอบด้านและเปิดการทำงานอัตโนมัติเมื่อเข้าสู่โหมดการถอยหลังเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย
  5. ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินบนทางตรงและทางแยก (Auto Emergency Braking + Intersection) สามารถคำนวณระยะทางระหว่างรถยนต์ ผู้ขับขี่จักรยาน และคนเดินถนนได้แบบเรียลไทม์ มีสัญญาณเตือนด้วยเสียงและระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ ช่วยหลีกเลี่ยงการชนหรือลดแรงกระแทก และยังมีการใช้เซนเซอร์เพื่อเตือนการชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย ตลอดจนเทคโนโลยีการขับขี่ปลอดภัยขั้นสูงทั้ง 5 ใน ORA Good Cat GT ที่กล่าวมา ตอกย้ำให้เห็นว่า เกรท วอลล์ อเตอร์ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยไปพร้อมๆ กับส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและบริการที่ดีเยี่ยม โดยยึดมั่นในแนวคิดที่เน้นผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-centric) ในการวางแผนการดำเนินงานและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ส่งผลให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปักหมุดห้ามพลาด! กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศราคาในประเทศไทย สำหรับเจ้าเหมียวไฟฟ้าลุคสปอร์ต โฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ORA Good Cat GT แถมมีเซอร์ไพรส์อีกเพียบ พบกันในวันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook: GWM Thailand และ ORA Thailand หรือ TikTok: GWM Thailand

ฟอร์ดฉลองวันเกิด 119 ปี เปิดคลังข้อมูลประวัติศาสตร์สู่สาธารณะครั้งแรก

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ฉลองโอกาสครบรอบ 119 ปีของการก่อตั้งบริษัทในวันนี้ด้วยการประกาศเปิดคลังข้อมูลประวัติศาสตร์ออนไลน์ ‘Ford Heritage Vault’ สู่สาธารณะครั้งแรก

ฟอร์ด ได้พัฒนาเวปไซต์ ‘Ford Heritage Vault’ (https://fordheritagevault.com) ขึ้นมาเพื่อให้แฟนๆ ฟอร์ด สื่อมวลชน และผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เข้าถึงประวัติศาสตร์ของฟอร์ดจากทุกที่บนโลกอย่างง่ายดาย และนำไปใช้เป็นการส่วนตัวได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยฟอร์ดตั้งใจให้ ‘เฮอริเทจ วอลต์’ เป็นคลังข้อมูลออนไลน์ที่มีข้อมูลครอบคลุมที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์อเมริกัน

‘Ford Heritage Vault’ มีรูปภาพและโบรชัวร์รถยนต์จากทั้งแบรนด์ฟอร์ด และลินคอล์นมากกว่า 5,000 รายการ บอกเล่าเรื่องราวพัฒนาการในการผลิตรถยนต์ฟอร์ดในอดีต นับตั้งแต่ช่วงก่อตั้งบริษัทในปี 1903 จนถึงปี 2003 โดยบริษัทมีการอัพเดตคลังข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

“พวกเราได้ลงมือทำสิ่งที่เราไม่เคยได้ทำมาก่อน คลังข้อมูลประวัติศาสตร์ของเรามีขึ้นมากว่า 70 ปีแล้ว และนี่เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ให้แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นเพียงก้าวแรกของหลายๆ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต” เท็ด ไรอัน ผู้จัดการคลังข้อมูลของฟอร์ด กล่าว

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ทีมงานคลังข้อมูลของฟอร์ดได้ใช้ประสบการณ์ในการคัดสรรภาพถ่ายคุณภาพสูงมากมาย ซึ่งบันทึกเรื่องราวการออกแบบและการใช้งานรถฟอร์ด และลินคอร์น รวมถึงเอกสารต่างๆ ซึ่งนำเสนอภาพที่น่าประทับใจ น่าจดจำ และทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไว้ให้แฟนๆ และผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นการต้อนรับและเผยแพร่ความรู้แก่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาที่ฟอร์ด

ในคลังข้อมูลออนไลน์มีซีรี่ย์โบรชัวร์รถที่เป็นเสมือนแคปซูลแห่งกาลเวลาที่ทำให้เราย้อนกลับไปสู่ประวัติศาสตร์ในทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ซึ่งฟอร์ดตั้งใจทำขึ้นเพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อวัยรุ่นในยุคนั้น โดยสื่อออกมาผ่านการพักผ่อนริมหาด การแข่งรถ ไปจนถึงการกระโดดร่ม ด้วยการใช้สีส้ม น้ำตาล และเหลืองสดใส

“นอกจากภาพต่างๆ ที่มีในคลังข้อมูล โบรชัวร์เหล่านี้จะเสริมข้อมูลและความประทับใจให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ความเป็นมา และชุดแต่งของฟอร์ดได้ดียิ่งขึ้นไปอีก” เซียร่า คาสทีล ทีมพัฒนาคลังข้อมูล ‘Ford Heritage Vault’  กล่าว

เดินทางย้อนรำลึกความทรงจำไปกับฟอร์ด

ฟอร์ดร่วมมือกับนักศึกษาว่าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดเก็บข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเวย์นสเตท มลรัฐดีทรอยต์ รวมถึงพนักงานปัจจุบัน และพนักงานของฟอร์ดที่เกษียณไปแล้ว เพื่อทดสอบการทำงานของ ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’ ก่อนเริ่มใช้จริง

เว็บไซต์นี้จะดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป ไปจนถึงคอรถตัวจริงให้มีความรู้สึกร่วมและเข้าใจความเป็นมาของฟอร์ดมากขึ้นหลังจากได้ใช้งานเว็บไซต์ ส่วนพนักงานฟอร์ดรายหนึ่งถึงกับบอกว่าภาพถ่ายเก่าๆ ทำให้เขาน้ำตาซึมเลยทีเดียว

ฟอร์ด บรองโก และฟอร์ด เอฟ ซีรีส์ เป็นคำค้นที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้ทดสอบระบบ นอกจากนี้ รถรุ่นเมทิออร์ แฟร์เลน กาแล็คซี โมเดล เอ และเอ็ดเซล ก็เป็นคำที่ได้รับการค้นหามาก และมีผู้ใช้คนหนึ่งพยายามสืบค้นหารถรุ่นเทมโปซึ่งเป็นรถรุ่นที่แม่และคุณยายของเขาเป็นเจ้าของในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 

เผยแพร่คลังข้อมูลประวัติศาสตร์ฟอร์ดสู่สายตาชาวโลก

‘Ford Heritage Vault’ มีเทคโนโลยีอย่างโปรแกรมอ่านออกเสียงบนหน้าจอในการแปลงภาพ แผนภูมิ รวมถึงเอกสารอื่นๆ ในช่วงก่อนยุคดิจิทัลเพื่อช่วยเหลือให้กลุ่มผู้พิการทางสายตาเข้าถึงได้ โดยผู้ใช้งานสามารถขอโบรชัวร์ในรูปแบบที่รองรับการใช้งานสำหรับกลุ่มผู้พิการได้

“เดิมทีข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลออฟไลน์ ซึ่งเราได้ทุ่มเทอย่างมากเพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นขึ้นมาบนโลกดิจิทัล ด้วยความตั้งใจให้ทุกคนเข้าถึงคลังข้อมูลออนไลน์ของเราและนำไปใช้ได้” เซียร่า ผู้นำทีมพัฒนาคลังข้อมูล กล่าว

คลิกที่นี่เพื่อเยี่ยมชม ‘ฟอร์ด เฮอริเทจ วอลต์’

ฮอนด้า ประกาศราคาพร้อมเปิดจำหน่าย “ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่” อย่างเป็นทางการที่แรกในโลก

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศราคาพร้อมเปิดจำหน่าย ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ อย่างเป็นทางการ โดยรุ่น e:HEV RS ราคา 1,259,000 บาท และรุ่น e:HEV EL+ ราคา 1,129,000 บาท ตอกย้ำความเป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอนที่ตอบสนองการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และขับเคลื่อนตลาดรถยนต์คอมแพคท์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC มอบแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ให้อัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) มาพร้อมดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และหรูหรามากยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ พร้อมช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง สะดวกสบายเหนือกว่ากับระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย พร้อมตั้งเป้าจำหน่ายมากกว่า 8,000 คัน ภายในหนึ่งปีนับจากการเปิดตัว

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ได้เผยโฉมครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยยอดจองสิทธิ์จากลูกค้าทั่วประเทศ สะท้อนความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อแบรนด์และยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้า ซึ่งเป็นยนตรกรรมไฮบริดพลังงานทางเลือกที่ลงตัวกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน เพราะให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยม พร้อมที่จะเชื่อมไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ตามเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2593 ของฮอนด้าทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ สร้างสังคมปลอดมลพิษให้เกิดขึ้นจริง และด้านความปลอดภัย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง เพื่อมุ่งไปสู่สังคมปลอดอุบัติเหตุ ทั้งนี้การเปิดตัวฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ จะเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัป ฮอนด้า ซีวิค และยนตรกรรมในกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และมั่นใจว่าจะครองตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์คอมแพคท์ได้อย่างต่อเนื่อง”

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย โดยมีราคาจำหน่าย ดังนี้

  • รุ่น e:HEV RS ราคา 1,259,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL+ ราคา 1,129,000 บาท

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 31 กรกฎาคม 2565
รับดอกเบี้ย 2.59%** พร้อมฟรีประกันภัย 1 ปี และฟรี เสื้อแจ็กเกต e:HEV มูลค่า 500 บาท**

นอกจากนี้ ยังมอบแคมเปญพิเศษด้านการบริการหลังการขาย เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่ ได้แก่

  • รับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี
    ไม่จำกัดระยะทาง
    **
  • ฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
    มูลค่า 7,158.50 บาท

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอน มาพร้อมดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่าย
แต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสปอร์ตพรีเมียมในทุกมุมมอง โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฮบริดที่ชัดเจนด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต และมือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED สไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีใหม่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัย ที่จะเชื่อมต่อคุณและรถยนต์ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีที่หลากหลาย* อาทิ มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลังเป็นต้น

ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น e:HEV RS ด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน  โดดเด่นด้วยกระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม พร้อมสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED  กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำตกแต่งด้วยโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย ท่อไอเสียพร้อมปลอกท่อไอเสีย และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว  ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ต
พรีเมียมด้วยเบาะหนังกลับและวัสดุสังเคราะห์ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง เบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40
เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ
(เฉพาะรุ่น e:HEV RS) แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต  พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน อาทิ ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสารครั้งแรก
ในฮอนด้า ซีวิค
ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ดีไซน์เรียบหรู พกพาสะดวก ให้คุณล็อกและปลดล็อกรถได้อย่างสะดวกสบายเพียงแค่พกการ์ดไว้กับตัว ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว
ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย
และ Android Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน เป็นต้น

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบกำลังมอเตอร์สูงสุด 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,000 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 96 กรัม/กิโลเมตร ทั้งนี้ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ใน 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) โดยมาพร้อมกับสวิตซ์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบประหยัด (ECON Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode)

มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า
ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัย* อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch)  ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor)  กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)  ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold  ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)  ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder) และไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder)  ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)  เสียงเตือนคนภายนอกรถขณะขับขี่โหมดมอเตอร์ไฟฟ้า (AVAS)  และอุปกรณ์อุดการรั่วซึมของยางชั่วคราว (TPRK) เป็นต้น

สำหรับสีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีฟ้ามอร์นิงมิสต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV EL+ และสีภายในของรุ่น e:HEV EL+ มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีเทาเบจ ซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอก โดยรุ่น e:HEV RS สีภายในจะเป็นสีดำเท่านั้น

ยกระดับความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมกับแนวคิด Make the CIVIC 3F (Fashion, Function and Featured)” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก ราคา 10,000 บาท แป้นวางเท้าแบบสปอร์ต ราคา 1,800 บาท คิ้วบันได LED ราคา 5,100 บาท ฝาครอบกระจกมองข้าง ราคา 1,000 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 1,950 บาท ปลอกท่อไอเสียสเตนเลส ราคา 1,150 บาท คิ้วตกแต่งกระจังหน้า ราคา 3,900 บาท คิ้วตกแต่งกันชนหลัง ราคา 5,900 บาท ไฟส่องสว่างที่เท้า ราคา 2,200 บาท เป็นต้น หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจชุดแต่งรอบคัน ทั้งหมด 3 แพ็กเกจ ได้แก่

  • Sport Package ราคา 8,900 บาท ประกอบด้วย คิ้วตกแต่งกระจังหน้า และ คิ้วตกแต่งกันชนหลัง
  • Exclusive Sport Package ราคา 17,200 บาท ประกอบด้วย คิ้วตกแต่งกระจังหน้า คิ้วตกแต่งกันชนหลัง
    และ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก
  • Modulo Aero Package ราคา 18,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือ อ่านรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th/civic  ลูกค้าสามารถทดลองขับ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่กับแคมเปญ Happy Day Happy Drive” โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับได้ตั้งแต่
วันที่ 15 มิถุนายน 2565 – 30 กันยายน 2565 พร้อมรับของสมนาคุณ “You’re e:HEV Family Bottle ขวดน้ำ LocknLock” มูลค่า 249 บาท** ฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรืออ่านข้อมูลทางเว็บไซต์ www.honda.co.th/testdrive

หมายเหตุ

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

– สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง ไม่รวม VAT 7% ดูรายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้ที่ https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-civic/

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ฉลองเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดนครปฐม

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้ชื่อ บริษัท มิตซู ออโตเวิร์ค 2020 จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการบริการให้แก่ลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมมุ่งมั่นในการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการเปิดศูนย์บริการฯ แห่งใหม่นี้ เพราะเรามีความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าครอบคลุมทุกพื้นที่ในเขตจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีจำนวนลูกค้าของเราเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้เรายังมีความมั่นใจในด้านคุณภาพของบริการหลังการขาย ที่การันตีคุณภาพด้วย 2 รางวัลด้านธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 ในด้านความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ พร้อมด้วยการบริการที่ดีที่สุด”

ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติด้าน ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 หรือ TAQA รวมทั้งสิ้น 8 รางวัล ดังต่อไปนี้

รางวัล “ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม” ด้านการขาย

  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน

รางวัล “ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม” ด้านบริการหลังการขาย

  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน

 รางวัล “ธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม” ด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์

  • มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถกระบะดัดแปลงอเนกประสงค์
  • มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์อเนกประสงค์
  • มิตซูบิชิ ไทรทัน
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน แบบ กระบะตอนครึ่ง 2 ประตู
  • มิตซูบิชิ ไทรทัน
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมด้านคุณภาพแรกใช้ผลิตภัณฑ์ ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน แบบ 4 ประตู

โดยรางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 8 รางวัลดังกล่าวได้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านคุณภาพของรถยนต์และการให้บริการที่ยอดเยี่ยม

สำหรับ มิตซู ออโตเวิร์ค 2020 ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 4 ไร่ และติดกับถนนสายหลักอย่างทางคู่ขนาน ถนนบรมราชชนนี พร้อมมอบความสะดวกสบายในการให้บริการแก่ลูกค้าแบบ วันสต็อปเซอร์วิส เพราะเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์อันทันสมัย โดยภายในโชว์รูมแห่งใหม่นี้สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 5 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงมากถึง 5 ช่องซ่อม พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถที่ทันสมัย ดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์มากกว่า 40 ท่าน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานฯ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมและความมั่นใจในด้านบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน เราดูแล คุณแค่ขับ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ การให้บริการจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่า รถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

มิตซู ออโตเวิร์ค 2020 พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านแล้วด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการยังตกแต่งด้วยดีไซน์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ 

มิตซู ออโตเวิร์ค 2020 ยังเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่พร้อมจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี คือ รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทย พร้อมติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่เหนือระดับ เพราะสามารถขับขี่ได้ทั้งโหมดไฟฟ้า 100% (EV) สำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน และยังสามารถขับขี่ในโหมดไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล ที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่ให้แก่ลูกค้าโดยปราศจากความกังวลในเรื่องระยะทาง พร้อมมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมของเทคโนโลยีระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถยนต์ได้อย่างปลอดภัย พร้อมความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพอากาศและบนทุกสภาพถนน

 มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและดีเอ็นเอ แรลลี่อาร์ท ระดับตำนานอย่าง ปาเจโร ตำนานแชมป์จากสนามแข่งขันดาการ์แรลลี่ พร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นของ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น ราชาแห่งการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลก และสุดยอดเทคโนโลยีที่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า มิตซูบิชิ ไอ-มีฟ (i-MiEV) รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายจริงเป็นรุ่นแรกของโลก มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นรถยนต์ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าภายใต้แนวคิด ‘Mitsubishi Motors-ness’ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความมั่นใจ ความปลอดภัย และความสะดวกสบายที่เหนือระดับอีกด้วย

ศูนย์บริการ มิตซู ออโตเวิร์ค 2020 ตั้งอยู่ที่เลขที่ 39/3 หมู่ 6 ทางคู่ขนาน ถนนบรมราชชนนี  ตำบลบางกระทึก  อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม 73210 โทร. 0-2482-1158-61

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขานรับนโยบายการลดลงของภาษีสรรพสามิต ปรับราคา ORA Good Cat ทุกรุ่นอีกระลอก พร้อมแคมเปญสุดเร้าใจสำหรับผู้อยากรับรถทันที

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สนองนโยบายภาครัฐด้านการส่งเสริมการใช้และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมเตรียมเข้าร่วมและปรับราคา ORA Good Cat ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันทั้ง 3 รุ่นอีกครั้ง ภายหลังการประกาศการลดลงของภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565  หลังจากที่ได้เข้าร่วมมาตรการดังกล่าวในเฟสแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโดยได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้บริโภคเป็นยอดรอการส่งมอบกว่า 3,000 คัน ตอกย้ำความสำเร็จของการปลุกกระแสความนิยมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์อัจฉริยะให้กับผู้บริโภค เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ภายหลังจากที่รัฐบาลได้มีการประกาศการลดลงของภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ไฟฟ้าจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์อย่างเป็นทางการแล้วนั้น จะมีผลทำให้ราคาขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการมีราคาลดลงเพิ่มเติม โดยในเฟสแรก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อรับสิทธิ์เงินอุดหนุนจำนวน 70,000 – 150,000 บาทต่อคันตามขนาดแบตเตอรี่รถยนต์จากรัฐบาล พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการลดลงของภาษีมูลค่าเพิ่ม และภายหลังจากการประกาศนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะเข้าร่วมรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวในเฟส 2 และยินดีที่จะปรับราคาขายปลีกของ ORA Good Cat ที่จำหน่ายในประเทศไทยทั้ง 3 รุ่นลงอีกครั้ง ภายใต้การลดลงของภาษีสรรพสามิตจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ORA Good Cat รุ่น400 TECH จากราคา 828,500 บาท เป็นราคา 763,000 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น400 PRO จากราคา 898,500 บาท เป็นราคา 828,500 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น500 ULTRA จากราคา 1,038,500 บาท เป็นราคา 959,000 บาท

ทั้งนี้ หลังจากที่มีการประกาศการลดภาษีสรรพสามิตอย่างเป็นทางการแล้วนั้น ในขั้นตอนการดำเนินการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะทำการยื่นเอกสารเพื่อแสดงความประสงค์ในการเข้าร่วมโครงการและรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว พร้อมขออนุมัติราคาขายปลีกที่ลดลงอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพสามิต หลังจากได้รับการอนุมัติแล้ว บริษัทฯ จึงจะสามารถจำหน่ายรถยนต์ไนราคาที่ปรับลดลงดังกล่าวได้ และจะดำเนินการส่งมอบรถให้กับลูกค้าในลำดับต่อไป โดยจะใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 3-4 สัปดาห์ แต่ถ้าลูกค้ามีความประสงค์ที่จะรับส่งมอบรถก่อนการอนุมัติราคาที่ลดลงอย่างเป็นทางการจากกรมสรรพสามิต ลูกค้าจะได้สิทธิประโยชน์จากราคาในปัจจุบันที่ไม่รวมภาษีสรรพสามิตที่ลดลง

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังจัดแคมเปญพิเศษ “ORA Good Cat Special Delivery” เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ได้สั่งจอง ORA Good Cat ไปแล้วและอยู่ในระหว่างการรอส่งมอบ สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษในการรับมอบรถได้ทันที (ภายหลังจากการลงทะเบียน บริษัทฯ จะทำการเรียงลำดับการส่งมอบรถตามลำดับการจองของลูกค้า โดยความสามารถในการส่งมอบรถขึ้นอยู่กับจำนวนรุ่นและสีที่มีพร้อมส่งในสต๊อก ณ ปัจจุบัน) อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่เลือกรับสิทธินี้ จะไม่สามารถรับสิทธิประโยชน์จากการลดลงของภาษีสรรพสามิตจาก 8 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาอีก 3-4 สัปดาห์หลังจากนี้ในการขออนุมัติราคาใหม่อย่างเป็นทางการจึงจะมีผลบังคับใช้ และจะต้องเซ็นต์เอกสารการยินยอมไม่ขอรับส่วนต่างราคาจากสิทธิประโยชน์ด้านภาษีดังกล่าว โดยลูกค้าที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/BHhTdPNPqtL2pFhD9 ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2565 เวลา 23.59 น. จำกัดสิทธิ์เพียง 120 ท่านแรกเท่านั้น (ขึ้นอยู่กับจำนวนรุ่นและสีที่มีพร้อมส่งในสต๊อก ณ ปัจจุบัน) โดยบริษัทฯ จะทำการติดต่อลูกค้าที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญ ORA Good Cat Special Delivery ทั้ง 120 ท่าน ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2565

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายต่างๆ ของภาครัฐเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเดินหน้าประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบตามนโยบาย 30/30  เพื่อผลิตรถ Zero Emission Vehicle (ZEV) ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี พ.ศ. 2573 ควบคู่ไปกับการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนของภูมิภาค (EV Hub) ด้วยการสร้างสรรค์และพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าและบริการจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วยการยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้ทัดเทียมกับระดับสากลด้วยการขยายและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเฟส 2 ในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทั้งสะอาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะผลักดันประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าในท้ายที่สุดได้อย่างแท้จริง”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ารวมถึงเติมเต็มระบบนิเวศของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าและพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า กับ 3 หน่วยงานการไฟฟ้า ประกอบไปด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)  โดย ORA Good Cat ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและความนิยมต่อเนื่องจากผู้บริโภคชาวไทย ส่งผลให้ ORA Good Cat ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่เดือนแรกที่มีการส่งมอบ จวบจนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทำการส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับแฟนๆ ชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 1,748 คัน และมียอดจองที่รอการส่งมอบอีกกว่า 3,000 คัน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนโยบายภาครัฐ ตลอดจนทุกภาคส่วนในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

มิลเลนเนียม ออโต้ฯ โชว์ไฮไลท์ในงาน ‘MGC-ASIA AUTO FEST 2022’

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการ ตบเท้าเข้าร่วมงาน ‘MGC-ASIA AUTO FEST 2022’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The Ultimate Deal’  มหกรรมแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่ให้ลูกค้าได้จับจองพร้อมข้อเสนอดีที่สุดแห่งปี ระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายนนี้ ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน หรือรับข้อเสนอพิเศษถึงสิ้นเดือนนี้ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้ ทุกสาขา

สมปราชญ์ โบสุวรรณ, รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “งานนี้ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จัดเต็มเพื่อความคุ้มค่าของลูกค้า นำโดยฝูง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 (APEC) จำนวนจำกัด มาจำหน่ายในราคาสุดพิเศษ ควบคู่กับการจัดแสดงรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด หลากรุ่น ผสานข้อเสนอพิเศษจากหลายพันธมิตร ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมกันครับ”

++ ของดีมีจำกัด! BMW ซีรีส์ 5 (APEC) ไมล์น้อย ราคาดี พร้อมฟรี BSI 5 ปีเต็ม

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ยกทัพยนตรกรรม บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 รุ่น ‘530e M Sport’ ที่ใช้ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ปี 2022 มาจัดแสดงพร้อมจำหน่ายแบบจำกัดจำนวน ด้วยราคาพิเศษเพียง 3.45 ล้านบาท บริเวณลานพาร์คพารากอน รวมถึงมีรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู รุ่นต่างๆ มาให้เลือกสรรแบบจุใจ บริเวณลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ภายใต้ข้อเสนอสุดคุ้มค่า อาทิ

  • รับ วิซ คอยน์ สำหรับช้อปออนไลน์ใน ONESIAM SuperApp สูงสุด 100,000 คอยน์*
  • ออกรถในเดือน 6 ขับฟรี 6 เดือน*
  • รับดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 6 ปี*
  • จองรถเดือน 6 รับเซ็ตดูแลรถยนต์ (จำนวนจำกัด)*
  • ฟรี! เคลือบแก้วรับหน้าฝน*

 

++ MINI Cooper ‘Brick Lane Edition’ ตัวแทนศิลปะและสีสันแห่งอังกฤษ

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ โชว์รุ่นพิเศษ ‘มินิ คูเปอร์ บริคเลน อิดิชั่น’ (MINI Cooper Brick Lane Edition) โดยชื่อ Brick Lane ได้แรงบันดาลใจจากย่านแห่งศิลปะและสีสันในกรุงลอนดอน รถมาพร้อมลวดลายเก๋ไก๋ ผสานรายละเอียดการตกแต่งในจุดต่างๆ นอกจากนั้นก็จัดแสดงรถยนต์ มินิ อีกหลายรุ่น ผสานข้อเสนอพิเศษ เมื่อจองรถภายในงาน

  • รับ วิซ คอยน์ สำหรับช้อปออนไลน์ใน ONESIAM SuperApp สูงสุด 50,000 คอยน์*
  • ขับฟรี 6 เดือน*
  • ดอกเบี้ย 0% นาน 6 ปี*
  • รับ Warranty 6 ปี*
  • ฟรี เคลือบแก้วรับหน้าฝน*

หรือ

  • ฟรี วอลล์ชาร์จ*
  • ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง MINI Protect 1 ปี*

พิเศษ! ออกรถ มินิ วันนี้ ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้า มินิ คูเปอร์ เอสอี อีก 1 คัน และรับชุดบำรุงรักษารถยนต์ จากมิลเลนเนียม ออโต้*

 

++ ชาว 2 ล้อมีเฮ! กับดอกเบี้ย 0%, warranty 3 ปี และฟรี ประกันฯ ชั้นหนึ่ง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้ จัดแสดงมอเตอร์ไซค์หลากรุ่น หลายสายพันธุ์ มาให้ลูกค้าทุกท่านได้สัมผัส พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ เมื่อจองมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ภายในงาน อาทิ

  • ดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*
  • ฟรี! Warranty 3 ปี*
  • ฟรี! สินค้าพรีเมียม Special Collection 5 รายการ*

นอกจากนั้นก็จะมีมินิคอนเสิร์ตจาก ‘แหนม รณเดชน์’ ในวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน และมินิคอนเสิร์ตจาก ‘อะตอม ชนกันต์’ รวมถึงเวิร์คช็อป จากเนสเพรสโซ ประเทศไทย ในวันที่ 19 มิถุนายน อีกด้วย

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จัดเต็มในงาน เอ็มจีซี-เอเชีย ออโต้ เฟส 2022 กับหลากหลายยนตรกรรมระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมข้อเสนอดีที่สุดแห่งปี ‘The Ultimate Deal’ ระหว่างวันที่ 15-19 มิถุนายนนี้ บริเวณลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 และลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน

สอบถามข้อมูล โทร.1286 Millennium Auto Connect

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

“อีซูซุ” เปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลางตระกูลเอลฟ์ รุ่นใหม่!… พร้อมเสริมไลน์อัพใหม่! ISUZU NLR 130 แรงม้า

0

อีซูซุตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง อีซูซุ คิงออฟทรัคส์ เปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง 4 ล้อ และ 6 ล้อ ตระกูลเอลฟ์รุ่นใหม่! ภายใต้คอนเซ็ปต์ “เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ The Only One ELF” พร้อมเสริมไลน์อัพใหม่! ISUZU NLR 130 แรงม้า แบบเกียร์กึ่งอัตโนมัติ ISUZU Smoother ขับง่าย ขับสบาย ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ สยบทุกความยุ่งยากขณะขนส่งของในเมือง ราคาเริ่มต้นเพียง 1,090,000 บาท

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “จากความผันผวนของปัจจัยทางเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อีซูซุในฐานะเจ้าตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตระหนักถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานด้านการขนส่งแก่ผู้ประกอบการ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน ภาพลักษณ์ และความสะดวกสบายของผู้ขับขี่ จึงได้เปิดตัวรถบรรทุกขนาดกลาง รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF)” ด้วยการปรับรูปลักษณ์ภายนอกจรดภายใน ทั้งยังเสริมอรรถประโยชน์ในการใช้งานให้มากยิ่งขึ้นตามแบบฉบับสุดยอดรถบรรทุกยุคใหม่ นอกจากนี้ อีซูซุยังได้เสริมไลน์อัพใหม่! ISUZU NLR 130 แรงม้า เกียร์กึ่งอัตโนมัติ ISUZU Smoother” ขับง่าย ขับสบาย ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ตอบโจทย์การใช้งานด้านขนส่งท่ามกลางสภาวะการจราจรที่ติดขัดในเมืองได้อย่างลงตัว พร้อมคุณสมบัติประหยัดน้ำมันสูงสุดด้วยเครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลในทุกเจเนอเรชั่นตามวิถีของผู้นำตลาดรถบรรทุกตัวจริง”

รถบรรทุกขนาดกลางรุ่นใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF) เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ทุกความสำเร็จของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

  • ใหม่! ชุดไฟหน้าและไฟตัดหมอก ISUZU LED TECH พร้อมไฟหรี่รูปตัว L เท่ สะดุดตา พร้อมเพิ่มความสว่างในทุกเส้นทาง (ยกเว้นรุ่น NLR Lite)
  • ใหม่! กระจังหน้าสีเงิน MATTE SILVER เสริมความเท่ เต็มพิกัด
  • ใหม่! ไฟในห้องโดยสารขนาดใหญ่แบบ LED เพิ่มความสว่าง ตอบโจทย์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
  • ใหม่! USB Charger สะดวกสบายยิ่งกว่า
  • เครื่องยนต์อีซูซุซูเปอร์คอมมอนเรล แรงบิดแบบ Flat Torque แรงเต็มสมรรถนะและประหยัดน้ำมันตอบสนองทุกการใช้งาน ได้แก่
    • เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4JH1E3N ขนาด 2,999 cc ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตัน-เมตรที่ 1,400-3,200 รอบ/นาที ในรุ่น NLR Lite
    • เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4JJ1E3N ขนาด 2,999 cc ให้กำลังสูงสุด 130 แรงม้า แรงบิด 330 นิวตัน-เมตรที่ 1,600-2,600 รอบ/นาที ในรุ่น NLR130, NLR Smoother, NMR130 และ NMR MIXER
    • เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4HK1-TCN ขนาด 5,193 cc ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 404 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,600 รอบ/นาที ในรุ่น NPR150 และ NPR Smoother
    • เครื่องยนต์ซูเปอร์คอมมอนเรลรุ่น 4HK1-TCC ขนาด 5,193 cc ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตรที่ 1,500-2,000 รอบ/นาที ในรุ่น NQR175

  • ระบบเกียร์พิเศษ ออกแบบให้อัตราทดเกียร์เหมาะสมกับงานบรรทุกหนัก แข็งแกร่ง ทนทาน ให้กำลังฉุดลากสูง ส่งถ่ายกำลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เสื้อเกียร์อะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ช่วยระบายความร้อนได้ดี (รายละเอียดตามแต่ละรุ่นรถ)
  • เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยเหล็กกันโคลงหน้า (Stabilizer) พร้อมโช้คอัพกันสะบัด ลดการสั่นสะเทือนของพวงมาลัย ช่วยยึดเกาะถนน ในรุ่น NLR130, NLR Smoother และ NMR MIXER
  • พร้อมความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วยกระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อก
  • ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย ขนาด 00J ขอบ 15 พร้อมยางเรเดียลแบบไม่มียางใน ในรุ่น NLR Lite, NLR130, และ NLR Smoother

ใหม่! ISUZU ELF เป็นหนึ่งทุกความสำเร็จ (The Only One ELF) พร้อมจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com, Facebook : ISUZU TRUCKS THAILAND OFFICIAL และ Instagram : ISUZU TRUCKS THAILAND