Home Blog Page 4

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เตรียมปล่อยสมรรถนะออฟโรดพิชิตทุกเส้นทาง ผสานความนุ่มนวลสบายเหนือระดับ กับรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวีสายลุย “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร”

0
Mitsubishi Pajero 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) เตรียมเผยโฉม “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี เป็นครั้งแรกของโลกในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอย่างแท้จริง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจในทุกสภาพอากาศและทุกสภาพถนน ควบคู่กับการขับขี่ที่นุ่มนวลและสบายตลอดการเดินทาง

 

ออล-นิว ปาเจโร มาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์แบบแลดเดอร์เฟรม (Ladder Frame) ที่แข็งแกร่งและทนทานเป็นพิเศษ
ผสานการทำงานกับระบบช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาทางวิศวกรรม เพื่อสมรรถนะการยึดเกาะถนนที่เหนือระดับ
ช่วยเสริมศักยภาพการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับเส้นทางทุรกันดารที่เต็มไปด้วย
หลุมบ่อและแรงกระแทกสูง ขณะเดียวกัน ออล-นิว ปาเจโร ยังมอบความนุ่มนวลในการขับขี่บนท้องถนน ด้วยการลดแรงสั่นสะเทือนและการโคลงตัวของตัวรถบนพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล
พร้อมมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่และทุกคนในห้องโดยสาร

 

ยิ่งไปกว่านั้น ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ยังมาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ Super-All Wheel Control
(S-AWC)
เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการควบคุม เสริมสมรรถนะ
การขับขี่ลุยออฟโรด และความมั่นคงในการทรงตัว ครอบคลุมทุกสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย

 

นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังได้เผยแพร่วิดีโอโฆษณา “The Pajero* is ready to write its next chapter.” ผ่านเว็บไซต์พิเศษของออล-นิว ปาเจโร โดยถ่ายทอดให้เห็นถึงระบบช่วงล่างอันเป็นหัวใจสำคัญ
ของสมรรถนะการขับขี่ พร้อมจุดประกายให้ผู้ขับขี่พร้อมรับความท้าทาย และออกเดินทางสู่การผจญภัยบทใหม่

 

เว็บไซต์พิเศษสำหรับรุ่นออล-นิว ปาเจโร รถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี:

https://www.mitsubishi-motors.co.jp/global/en/lineup/pajero/teaser/

*ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ

The Kia PV5 Cargo ก้าวใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า ตอบโจทย์ธุรกิจของลูกค้ากลุ่มฟลีทและลูกค้าเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

0
เกีย 1

บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ The Kia PV5 สู่ตลาดไทย สะท้อนหมุดหมายสำคัญในเส้นทางยานยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์ และตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกของเกียด้าน Future Mobility ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกของเกียที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะบนแนวคิด Platform Beyond Vehicle (PBV) The Kia PV5 นำเสนอโซลูชันการเดินทางยุคใหม่ที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน รถรุ่นนี้ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานด้านฟลีทและเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

เกีย 2

The Kia PV5 ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคธุรกิจ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ และผู้ให้บริการด้านการเดินทาง โดยผสานสถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเข้ากับเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย พร้อมสมรรถนะการใช้งานที่ตอบโจทย์การดำเนินงานในโลกธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดตัวในประเทศไทยครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเกียในการนำนวัตกรรมระดับโลกมาสู่กลุ่มลูกค้าในประเทศ และยังพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศสู่ระบบการเดินทางและการขนส่งที่สะอาดขึ้น ชาญฉลาดขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เกียเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในฐานะแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลกด้วยผลการดำเนินธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง การเร่งขับเคลื่อนสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านการออกแบบ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ความสำเร็จของเกียในตลาดโลกได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต รวมถึงการเดินหน้าปรับบทบาทจากผู้ผลิตรถยนต์สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านการเดินทางและการขนส่งแห่งอนาคต (Future Mobility Provider) อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องในด้านยานยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มการเดินทางที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง เกียมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและเชื่อมต่อกันมากยิ่งขึ้นทั่วโลก

The Kia PV5: รถยนต์ Platform Beyond Vehicle รุ่นแรกของเกีย

เกีย 3

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านของเกียคือกลยุทธ์ Platform Beyond Vehicle หรือ PBV ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตระดับโลกที่มุ่งนิยามวิธีการออกแบบ การใช้งาน และการเชื่อมต่อยานยนต์เข้ากับระบบนิเวศทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ PBV ช่วย ให้เกิดการเดินทางและการขนส่งที่มีความยืดหยุ่น ขยายการใช้งานได้หลากหลาย และขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการดำเนินงานที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

The Kia PV5 เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการพัฒนาด้านการเดินทางและการขนส่งของเกียในระดับโลก ด้วยการพัฒนาบนแพลตฟอร์ม E-GMP.S (Electric Global Modular Platform for Service) ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อมอบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถต่อยอดการใช้งานได้หลากหลาย รองรับการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจหลายประเภท

เกีย 4

ออกแบบมาเพื่อลูกค้าเชิงพาณิชย์และลูกค้ากลุ่มฟลีทโดยเฉพาะ The Kia PV5 ผสานการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าไร้มลพิษเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โครงสร้าง PBV ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะช่วยรองรับการใช้งานที่มีความยืดหยุ่น การบรรทุกที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้กับลูกค้าองค์กร

จุดเด่นสำคัญของ The Kia PV5 ได้แก่:

 

  • สถาปัตยกรรมยานยนต์ไฟฟ้า PBV ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะและออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์
  • สมรรถนะการใช้งานจริงที่โดดเด่น ด้วยระยะทางขับขี่ที่ยาวนานและระบบชาร์จไฟความเร็วสูง
  • ระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP

การยอมรับระดับโลกด้านนวัตกรรม ความปลอดภัย และการออกแบบ

The Kia PV5 ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างรวดเร็ว ตอกย้ำสถานะความเป็นหนึ่งในมาตรฐานสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมยานยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Purpose-Built Vehicle) โดยได้รับรางวัลและการยอมรับระดับโลก อาทิ 2026

  • 2026 International Van of the Year (IVOTY)
  • What Car? 2026 Van of the Year (Cargo)
  • Best Small Electric Van (PV5 Cargo)
  • Best Van-Based MPV (PV5 Passenger)
  • Euro NCAP 5-Star Commercial Van Safety Rating (2025)
  • GUINNESS WORLD RECORDS™ – 693.38 km EV van range with maximum payload
  • Red Dot Award 2026 – Winner (Automotive Product Design)
  • iF Design Award 2026 – Gold (Automotive Product Design)
  • Argus Trophy 2026 – Utility Vehicle Category Winner

ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนศักยภาพของเกียในการผสานความเป็นเลิศด้านดีไซน์ นวัตกรรมความปลอดภัย ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสมรรถนะของยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างลงตัว ทั้งยังสะท้อนความแข็งแกร่งและบทบาทที่เพิ่มขึ้นของเกียในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดเล็กและกลุ่ม Platform Beyond Vehicle (PBV) ในระดับโลก

นำนวัตกรรมระดับโลกสู่ประเทศไทย

เกีย 5

การเปิดตัว The Kia PV5 Cargo ในประเทศไทยในวันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งมอบนวัตกรรมระดับโลกสู่ลูกค้าชาวไทย โดยบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอ The Kia PV5 Cargo แก่สื่อมวลชนไทยในฐานะโซลูชันการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ากลุ่มฟลีทและภาคธุรกิจเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ

The Kia PV5 Cargo เป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงและสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจได้อย่างยั่งยืน สำหรับผู้ให้บริการ   โลจิสติกส์และลูกค้าองค์กรที่มองหาโซลูชันการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และพร้อมรองรับอนาคต การนำเสนอ The Kia PV5 Cargo ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเกีย ในการสนับสนุนความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของภาคธุรกิจ ควบคู่ไปกับการร่วมผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการขับเคลื่อนสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย

เกีย 6

เกีย นำเสนอแนวทางใหม่ของการขนส่งเชิงพาณิชย์ด้วยพลังงานไฟฟ้าผ่าน The Kia PV5 Cargo ด้วยการผสานนวัตกรรม PBV ระดับโลกเข้ากับประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างลงตัว

The Kia PV5 Cargo พัฒนาบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกสูงสุดภายใต้ขนาดตัวรถที่เหมาะสม โดยมีความยาว 4,695 มม. ระยะฐานล้อ 2,995 มม. พื้นที่บรรทุกมีความยาว 2,255 มม. กว้าง 1,565 มม. และสูง 1,520 มม. ได้ปริมาตรพื้นที่บรรทุกสูงสุด 4,420 ลิตร รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นงานขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ งานบริการภาคสนาม หรือการขนส่งในเขตเมือง นอกจากนี้ ความสูงของขอบประตูท้ายจากพื้นเพียง 419 มิลลิเมตร ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนถ่ายสินค้าและเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

เกีย 7

The Kia PV5 Cargo ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า และแรงบิด 250 นิวตันเมตร มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานทางธุรกิจในชีวิตประจำวัน ทำงานร่วมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 51.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับระยะทางการขับขี่สูงสุด 384 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) พร้อมรองรับการชาร์จทั้งแบบ AC และ DC โดยระบบชาร์จเร็วแบบ DC สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 30 นาที¹

ภายในห้องโดยสาร The Kia PV5 Cargo ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ผสานความสะดวกสบาย ประโยชน์ใช้สอย และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ห้องโดยสารที่กว้างขวางช่วยเพิ่มความสบายตลอดการใช้งาน ขณะที่หน้าจอแสดงผลขนาด 12.9 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลสำคัญของรถได้อย่างสะดวก รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay™ และ Android Auto™ แบบไร้สาย เพื่อการใช้งานระบบนำทางและการสื่อสารอย่างต่อเนื่อง พร้อมพอร์ตชาร์จ USB Type-C หลายตำแหน่ง และการเชื่อมต่อ Bluetooth® ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้ประกอบการฟลีทสามารถเชื่อมต่อและบริหารการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเส้นทางการขนส่งสินค้า

นอกจากนี้ The Kia PV5 Cargo ยังเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งานด้วยฟังก์ชัน Vehicle-to-Load (V2L)² ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากตัวรถไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าภายนอกได้โดยตรง ช่วยรองรับการใช้งานทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การให้บริการนอกสถานที่ไปจนถึงการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

เกีย 8

สำหรับภาคธุรกิจ ทุกการส่งมอบสินค้าล้วนมีความสำคัญ The Kia PV5 Cargo จึงได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน ควบคู่กับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง เพื่อช่วยปกป้องทั้งผู้ขับขี่ สินค้า และความต่อเนื่องในการดำเนินงานของธุรกิจ โดยมาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะลากจูง (TSA) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HAC) ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง (TPMS) เซ็นเซอร์ช่วยจอดด้านหน้าและด้านหลัง กล้องมองภาพด้านหลัง และระบบเบรกอัตโนมัติ Multi-Collision Brake (MCB) ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในหลากหลายสภาพการใช้งาน

ขณะเดียวกัน ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง Advanced Driver Assistance Systems (ADAS) อาทิ ระบบรักษาความเร็วคงที่อัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Smart Cruise Control with Stop & Go) ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (Forward Collision Avoidance Assist) ที่สามารถตรวจจับรถยนต์ คน และจักรยาน พร้อมฟังก์ชัน Junction Assist ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน (Lane Following Assist & Lane Keeping Assist) และระบบช่วยจำกัดความเร็ว (Manual Speed Limit Assist) ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ และสนับสนุนการขนส่งที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตลอดวันทำงาน

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่หลีกเลี่ยงความเสี่ยง รักษาตำแหน่งการขับขี่ในช่องทางจราจร และช่วยให้การขับขี่มีความสม่ำเสมอมากขึ้นในสภาพการจราจรจริง เทคโนโลยีเหล่านี้จึงส่งเสริมการลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ ลดระยะเวลาที่รถต้องหยุดให้บริการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานให้แก่ผู้ประกอบการฟลีทและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์

แม้จะมีพื้นที่บรรทุกขนาดใหญ่ แต่ The Kia PV5 Cargo ยังคงมอบความคล่องตัวในการขับขี่ในเขตเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.5 เมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถนำรถเข้าออกถนนแคบหรือพื้นที่ขนถ่ายสินค้าที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกของเกียภายใต้แนวคิด PBV ที่เปิดตัวในประเทศไทย The Kia PV5 Cargo ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขนส่งเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอโซลูชันที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับธุรกิจทุกขนาด

The Kia PV5 Cargo พร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทยในราคา 1,199,000 บาท พร้อมการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร³ บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 7 ปี4 และการรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร5

 

 

SINOTRUK แบรนด์รถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่งตั้ง NEX เป็นผู้แทนจำหน่าย Exclusive Distributor ในไทย

0

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เดินหน้ารุกตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก SINOTRUK INTERNATIONAL CO., LTD. บริษัทในเครือ SINOTRUK ผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถบรรทุกหนักรายใหญ่ของจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK ในประเทศไทย

SINOTRUK ยักษ์ใหญ่มียอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในโลก และครองแชมป์ผู้ส่งออกรถบรรทุกหนักของจีนติดต่อกัน 21 ปีด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 1,000,000 คัน ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เลือก NEX เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Exclusive Distributor) สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

NEX เตรียมนำรถบรรทุกไฟฟ้าแพลตฟอร์ม 4×2 และ 6×2 เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในภาคขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า เชื่อเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ

โดยที่ SINOTRUK จะสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค การรับรองผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม และองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุง ขณะที่ NEX จะดูแลการนำเข้า การทำตลาด การจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งานของรถ

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ SINOTRUK ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถบรรทุกระดับโลก เลือก NEX เป็นพันธมิตรในประเทศไทย ถือเป็นการยืนยันถึงศักยภาพและความพร้อมของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ NEX ให้ครอบคลุมระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกระดับ

เป้าหมายของ NEX คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกด้าน”

นายวสุกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ทีมช่าง มีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ NEX จึงมุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”

ก่อนหน้านี้ NEX เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 รถตู้เชิงพาณิชย์ที่ได้รับการตอบรับดีจากสมรรถนะและราคาที่น่าสนใจ 1,299,000 บาท

การเพิ่มรถบรรทุกไฟฟ้า HOWO และ SITRAK จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าของ NEX ที่ประกอบไปด้วยรถโดยสารไฟฟ้า และรถหัวลากไฟฟ้า มีความหลากหลายสามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่การเดินทางส่วนบุคคล การขนส่งผู้โดยสาร การกระจายสินค้า ไปจนถึงโลจิสติกส์ระดับอุตสาหกรรม

ความร่วมมือกับ SINOTRUK จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ NEX ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน Total Green Logistics Solutions ในประเทศไทย

“บีวายดี ประเทศไทย” ผนึกกำลังกับ LINE MAN ส่งมอบรถ BYD เดินหน้าสร้าง ระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า รองรับการขยายเครือข่าย EV บน LINE MAN RIDE

0
บีวายดี ประเทศไทย 1

บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผนึกกำลังกับ บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งขึ้นอีกก้าว จัดพิธีส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า BYD เพื่อนำมาตอบโจทย์บริการเช่ารถ และยกระดับทางเลือกการเดินทางพลังงานสะอาด รองรับความต้องการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์คนขับบน LINE MAN RIDE ซึ่งนับเป็นอีกวิธีการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น โดยในวันส่งมอบรถยนต์ มีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมพิธี ดังรายนามต่อไปนี้

  • Samuel Liu, Deputy General Manager บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด
  • นายอภินัทธ์ อนุสรศักดิ์, Director of LINE MAN Ride บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด
  • นายปรัชญ์ชาวีร์ ปทุมวัฒนา, Manager of Rental Business บริษัท ไลน์แมน (ประเทศไทย) จำกัด

บีวายดี ประเทศไทย 2

  • ความร่วมมือเพื่อระบบการเดินทางที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility)

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ร่วมกันของทั้งสององค์กร ในการผลักดันระบบการเดินทางที่ยั่งยืน (Sustainable Mobility) พร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ให้ความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งในด้านการใช้งานส่วนบุคคล และการเดินทางในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะนำไปสู่การลดมลพิษจากท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปพร้อมกับการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้กับผู้โดยสาร นอกจากนั้น ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง บีวายดี ประเทศไทย และ LINE MAN ในการขยายโอกาสให้พาร์ทเนอร์คนขับ ได้เข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสร้างประสบการณ์การใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการยอมรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ สังคมเป็นกลางทางคาร์บอนในประเทศไทย การส่งมอบ BYD DOLPHIN ให้ LINE MAN ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือในด้าน Green Mobility และบริการด้านการเดินทางรูปแบบใหม่แห่งอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแก่ผู้บริโภคชาวไทย

บีวายดี ประเทศไทย 3

  • บริการ LINE MAN RIDE

LINE MAN เดินหน้าสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ภายใต้บริการ LINE MAN RIDE ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนคนขับรถ EV ที่มีคุณภาพบนแพลตฟอร์มจึงพัฒนาโมเดลเช่าขับเต็มเวลา ใช้เงินเริ่มต้นเพียง 4,000 บาท พร้อมการันตีรายได้ขั้นต่ำสำหรับผู้ขับที่เข้าเงื่อนไข สนับสนุนการทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และเปิดโอกาสให้เป็นเจ้าของรถได้เมื่อเช่าครบ 6 ปี การร่วมมือกับ บีวายดี ประเทศไทย ในครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันลดอุปสรรคในการเข้าสู่อาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีรถสามารถเริ่มขับรถได้ทันที โดยจุดเด่นของรถยนต์ EV คือช่วยลดต้นทุนด้านเชื้อเพลิง ส่งผลให้คนขับมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การขยายเครือข่ายรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์ม ยังช่วยรองรับการเติบโตของฟีเจอร์ “LINE MAN RIDE Comfort” ที่เปิดให้ผู้โดยสารเลือกใช้บริการรถยนต์ EV ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่โดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย ในราคาที่เข้าถึงได้ โดยได้รับการตอบรับที่ดี และมีอัตราการใช้บริการซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บีวายดี ประเทศไทย 4

ผู้ที่สนใจสมัครเป็นพาร์ทเนอร์คนขับกับ LINE MAN RIDE สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ linemanpartner.com
/driver/rentcar-ev/ หรือติดต่อ LINE: @linemanev หรือ โทร. 02 097 3000

  • BYD DOLPHIN รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยม

บีวายดี ประเทศไทย 4

BYD DOLPHIN ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบซิตี้คาร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยจุดเด่นด้านขนาดตัวรถที่กะทัดรัด มอบความคล่องตัวสูง วงเลี้ยวแคบ ขับขี่และหาที่จอดได้ง่าย เหมาะกับการใช้งานในเมืองและสภาพการจราจรที่หนาแน่นได้อย่างลงตัว มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางเกินตัว และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายรวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านเทคโนโลยีอย่างครบครัน โดดเด่นด้วยนวัตกรรมความปลอดภัย BLADE BATTERY ประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา จึงสามารถตอบโจทย์บริการเช่ารถได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านสมรรถนะที่ทนทานสำหรับการใช้งานหนักประจำวันและความคุ้มค่าในการขับขี่

 

 

“ฮุนได” ร่วมฉลองชัย “ช้างศึก” เปิดบ้านชนะมาเลเซีย 2-0 ศึก ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ชวนแฟนบอลร่วมทดลองขับรถยนต์ฮุนได รับเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย หลังชัยชนะของทัพ “ช้างศึก”

0
Hyundai 1

การแข่งขันฟุตบอล ASEAN Hyundai Cup™ 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดที่สองของทีมชาติไทย จบลงด้วยชัยชนะของทัพ “ช้างศึก” หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งตลอด 90 นาที เอาชนะมาเลเซียไปด้วยสกอร์ 2-0 เก็บชัยชนะ 2 นัดรวด ท่ามกลางบรรยากาศการเชียร์ที่คึกคักจากแฟนบอลในสนาม ซึ่งร่วมส่งเสียงสนับสนุนทีมชาติไทยอย่างต่อเนื่องตลอดการแข่งขัน สะท้อนถึงความผูกพันและกระแสความสนใจที่แฟนฟุตบอลมีต่อศึกชิงแชมป์อาเซียนในฐานะหนึ่งในรายการลูกหนังสำคัญของภูมิภาค

Hyundai 2

 

ฮุนได มอเตอร์ ในฐานะผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขัน เดินหน้าสนับสนุนเวทีฟุตบอลอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาดสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งสร้างการเติบโตในตลาดหลัก เพิ่มการรับรู้แบรนด์ และกระชับสายสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนบอลอาเซียนที่มีความหลงใหลในเกมลูกหนัง โดยการแข่งขันชิงแชมป์อาเซียนเมื่อปี 2024 ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดผู้ชมกว่า 541.5 ล้านคนทั่วโลก และยอดรับชมผ่านโซเชียลมีเดียรวมกว่า 12.66 พันล้านครั้ง ตอกย้ำสถานะของรายการในฐานะการแข่งขันฟุตบอลอันดับหนึ่งของภูมิภาค

Hyundai 3

เกมนัดนี้เปิดฉากด้วยความเข้มข้นตั้งแต่นาทีแรก ทั้งสองทีมเดินหน้าเปิดเกมรุกแลกกันอย่างสนุก มีจังหวะเข้าทำหลายครั้งและสร้างความตื่นเต้นให้แฟนบอลตลอดทั้งเกม ก่อนที่ ทีมชาติไทย จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เอาชนะ มาเลเซีย ไปได้ 2-0 จากจุดโทษของ “มิค” ยศกร บูรพา ในนาทีที่ 38 และ ธีรศักดิ์ เผยพิมาย มายิงประตูปิดท้ายในนาทีที่ 56 เก็บชัยชนะ 2 นัดติดต่อกัน พร้อมขึ้นนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี โดย สารัช อยู่เย็น คว้ารางวัล แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้ไปครอง

Hyundai 4

นอกเหนือจากการแข่งขัน ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) ยังเดินหน้าสานต่อแนวคิด Year of Football ซึ่งมุ่งใช้ฟุตบอลเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงผู้คน ส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับแฟนกีฬา และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมตลอดทั้งปี สะท้อนความมุ่งมั่นในการเติบโตเคียงข้างวงการฟุตบอลไทยและภูมิภาคอาเซียน

Hyundai 5

ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลเพื่อค้นหาแชมป์ของภูมิภาค แต่ยังเป็นเวทีแห่งการเฉลิมฉลองคุณค่าที่ชาวอาเซียนยึดมั่นร่วมกัน ทั้งความหลากหลาย ความแข็งแกร่ง และจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันและสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของฮุนไดในการเชื่อมโยงผู้คนผ่านกีฬา

Hyundai 6

บริเวณข้างสนาม ฮุนไดนำรถยนต์ 2 รุ่นมาร่วมเติมสีสันให้บรรยากาศการแข่งขัน เริ่มจาก Hyundai all-new SANTA FE Hybrid with HTRAC All Wheel Drive รถ SUV แบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง ที่มาพร้อมดีไซน์ทรงเหลี่ยมแบบ Boxy ดูแข็งแรงและพร้อมใช้งานทั้งในเมืองและเส้นทางไกล ขุมพลังไฮบริดช่วยผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการขับขี่ที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ HTRAC All Wheel Drive ช่วยกระจายกำลังไปยังล้ออย่างเหมาะสม เพิ่มการยึดเกาะและความมั่นใจในทุกจังหวะการขับขี่

Hyundai 6

อีกคันคือ The new 2026 IONIQ 5 N Line รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นประกอบในประเทศไทย ที่มากับชุดแต่งสปอร์ต N Line และรูปทรงที่ดูปราดเปรียวขึ้น ใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้อย่างฉับไว พร้อมเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ ซึ่งช่วยรองรับการชาร์จอย่างมีประสิทธิภาพ และทำระยะทางขับขี่สูงสุด 581 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานประจำวันและการเดินทางไกล สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการทั้งความคล่องตัว ความสบาย และอารมณ์สปอร์ตในคันเดียว

การแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ 2026 ยังคงเดินหน้าสร้างความประทับใจให้กับแฟนฟุตบอลทั่วภูมิภาค ทั้งในแง่ของคุณภาพการแข่งขัน บรรยากาศภายในสนาม และการสนับสนุนจากฮุนได มอเตอร์ ที่ร่วมยกระดับประสบการณ์ฟุตบอลอาเซียนให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

Hyundai 9

แฟนฟุตบอลชาวไทยสามารถร่วมส่งแรงเชียร์ทัพ “ช้างศึก” ในการแข่งขัน ASEAN Hyundai Cup™ 2026 นัดต่อไป ซึ่งมีโปรแกรมออกไปเยือนฟิลิปปินส์ วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่สนามกีฬานิว คลาร์ก ซิตี้ แอธเลติก เวลา 20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ก่อนกลับมาลงเล่นนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม พบกับเมียนมา วันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน

ชัยชนะของทัพ “ช้างศึก” ยังต่อยอดความสนุกจากในสนามสู่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ เมื่อบริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด มอบเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย ฤดูกาล 2026/2027 มูลค่า 399 บาท ให้แก่แฟนบอลที่เข้าร่วมทดลองขับรถยนต์ฮุนไดรุ่นใดก็ได้ ระหว่างวันที่ 2–7 สิงหาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “ถ้าทีมไทยชนะ..ฮุนไดจะแจก! เสื้อทีมชาติไทยที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ” จำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัทฯ ก่อนร่วมส่งเสียงเชียร์ทีมชาติไทยกันต่อในเกมพบเมียนมา วันที่ 8 สิงหาคม 2569 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั่วประเทศ หรือ เฟสบุ๊ก Hyundai Thailand

 

 

“GWM” สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ประกาศความสำเร็จแบรนด์รถยนต์รายแรกที่ผลิตชดเชยครบตามเงื่อนไขมาตรการ EV 3.5 จาก GWM Smart Factory จังหวัดระยอง

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ประกาศความสำเร็จในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ดำเนินงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพื่อชดเชยการนำเข้าครบตามเงื่อนไขของมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ได้ก่อนมาตรการสิ้นสุด สะท้อนศักยภาพอันโดดเด่นของ GWM Smart Factory พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส และการปฏิบัติตามข้อตกลงกับภาครัฐอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจรรยาบรรณและความจริงใจในฐานะนักลงทุนที่ภาครัฐและผู้บริโภคสามารถไว้วางใจได้ พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม

GWM Thailand 2

GWM เล็งเห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและการเติบโตของยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจึงได้ร่วมลงนามในข้อตกลงการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งระยะที่ 1 หรือ EV 3.0 (ปี 2565 – 2568) และระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 (ปี 2567 – 2570) เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในประเทศไทยให้เกิดการขยายตัว และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคตามนโยบาย 30@30 ของรัฐบาลไทย โดย GWM เป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ณ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง อีกทั้งยังสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้มาตรการ EV 3.0 ครบถ้วนเป็นรายแรกในปี 2568 ที่ผ่านมา และล่าสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา GWM สามารถบรรลุเป้าหมายการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ส่งผลให้ GWM เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมี GWM ORA 5 EV ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นยอดนิยม เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จดังกล่าว

GWM Thailand 3

ทั้งนี้การผลิตเพื่อชดเชยการนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้าได้ครบถ้วนตามเงื่อนไข EV 3.5 ดังกล่าวเป็นการยืนยันการวางแผนงานที่ดีของบริษัท การปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด การสร้างความเชื่อมั่นและเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เข้าร่วมมาตรการกับรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ต่อจากรถยนต์กระบะ และ อีโคคาร์ ที่่ประสบความสำเร็จในอดึต  โดยGWM จะยังคงเดินหน้าผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเต็มกำลังต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในประเทศและรองรับการส่งออกในอนาคต โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในประเทศไทยจะมาจากสายการผลิตของ GWM Smart Factory จังหวัดระยอง เป็นหลัก ซึ่งนับเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบครบวงจรภายใต้แนวคิดโรงงานอัจฉริยะ (Smart Factory) และถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการผลิตรถยนต์หลากหลายระบบขับเคลื่อนบนสายการผลิตเดียวกัน ครอบคลุมทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และไฮบริด (HEV) รวมถึงเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี พร้อมกันนี้ GWM จะเดินหน้ายกระดับการใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตในประเทศไทย (Local Content) ให้สูงกว่า 50% และขยายความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สนับสนุนการสร้างงานให้แก่พนักงานชาวไทยกว่า 1,100 คน  รวมไปถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

GWM Thailand 4

โดย GWM ยังคงยืนหยัดเจตนารมณ์ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าคนไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมไปถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต

 

 

 

  SINOTRUK แบรนด์รถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก แต่งตั้ง NEX เป็นผู้แทนจำหน่าย Exclusive Distributor ในไทย ตอกย้ำเป้าหมายผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

0
เน็กซ์ พอยท์ 1

บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX เดินหน้ารุกตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าไทย หลังได้รับการแต่งตั้งจาก SINOTRUK INTERNATIONAL CO., LTD. บริษัทในเครือ SINOTRUK ผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์และรถบรรทุกหนักรายใหญ่ของจีน ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าแบรนด์ HOWO และ SITRAK ในประเทศไทย

เน็กซ์ พอยท์ 2

SINOTRUK ยักษ์ใหญ่มียอดขายรถบรรทุกหนักไฟฟ้าเชิงพาณิชย์สูงที่สุดในโลก และครองแชมป์ผู้ส่งออกรถบรรทุกหนักของจีนติดต่อกัน 21 ปีด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% และมียอดส่งออกสะสมมากกว่า 1,000,000 คัน ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศทั่วโลก เลือก NEX เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (Exclusive Distributor) สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของ NEX ที่ก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย

เน็กซ์ พอยท์ 3

NEX เตรียมนำรถบรรทุกไฟฟ้าแพลตฟอร์ม 4×2 และ 6×2 เข้าสู่ตลาดไทย เพื่อรองรับโอกาสเติบโตในภาคขนส่ง โลจิสติกส์ การกระจายสินค้า เชื่อเป็นเทรนด์ใหญ่ที่จะเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่ต้องการลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อเข้าสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ

โดยที่ SINOTRUK จะสนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค การรับรองผลิตภัณฑ์ การฝึกอบรม และองค์ความรู้ด้านการซ่อมบำรุง ขณะที่ NEX จะดูแลการนำเข้า การทำตลาด การจำหน่าย และการพัฒนาระบบบริการหลังการขายในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจตลอดอายุการใช้งานของรถ

เน็กซ์ พอยท์ 4

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการ บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การที่ SINOTRUK ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมรถบรรทุกระดับโลก เลือก NEX เป็นพันธมิตรในประเทศไทย ถือเป็นการยืนยันถึงศักยภาพและความพร้อมของเราในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถของ NEX ให้ครอบคลุมระบบขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกระดับ

เป้าหมายของ NEX คือการก้าวขึ้นเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ของประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ครบทุกด้าน”

นายวสุกล่าวเพิ่มเติมว่า “ความพร้อมของศูนย์บริการ อะไหล่ ทีมช่าง มีความสำคัญไม่แพ้สมรรถนะของตัวรถ NEX จึงมุ่งพัฒนาระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว”

เน็กซ์ พอยท์ 5

ก่อนหน้านี้ NEX เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์อเนกประสงค์ไฟฟ้า BAW M8 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ด้วยจุดเด่นด้านสมรรถนะ ความสะดวกสบาย และราคาที่น่าสนใจ 1,299,000 บาท

การเพิ่มรถบรรทุกไฟฟ้า HOWO และ SITRAK จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าของ NEX ที่ประกอบไปด้วยรถโดยสารไฟฟ้า และรถหัวลากไฟฟ้า มีความหลากหลายสามารถรองรับความต้องการได้ตั้งแต่การเดินทางส่วนบุคคล การขนส่งผู้โดยสาร การกระจายสินค้า ไปจนถึงโลจิสติกส์ระดับอุตสาหกรรม

ความร่วมมือกับ SINOTRUK จึงเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของ NEX ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตัวจริงด้าน Total Green Logistics Solutions ในประเทศไทย

 

(มีคลิปวีดีโอ) ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค’ ใหม่ ยกระดับกระบะไลฟ์สไตล์ ตอบโจทย์ทุกการผจญภัยไปกับสมรรถนะพร้อมลุย

0
Ford Ranger Wolftrak 1

 ฟอร์ด ประเทศไทย ฉลองก้าวสำคัญครบรอบ 30 ปี ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยการสร้างสีสันให้กับตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ เปิดตัว ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค’ รถกระบะรุ่นย่อยใหม่ล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปของตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ในราคาที่เข้าถึงง่าย มอบความคุ้มค่าให้กับผู้ขับขี่ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างรูปลักษณ์อันดุดันเป็นเอกลักษณ์และสมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมเผชิญกับทุกความท้าทาย ตั้งแต่การใช้งานในเมืองไปจนถึงเส้นทางออฟโรด โดยมีให้เลือกทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง เปิดตัวในราคาพิเศษ 949,000 บาท (จากราคาปกติ 999,000 บาท)* และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 1,089,000 บาท

“ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ฟอร์ด ประเทศไทย ภูมิใจที่ได้ร่วมเดินทางเคียงข้างลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงมุ่งมั่นสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถกระบะไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค พัฒนาขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักกิจกรรมกลางแจ้งและการผจญภัย รวมถึงผู้ที่มองหารถกระบะที่ผสานความแกร่ง ฟังก์ชันการใช้งาน และดีไซน์โดดเด่นที่สะท้อนตัวตนได้อย่างลงตัว เรามั่นใจว่ารถรุ่นใหม่นี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ไลน์อัปฟอร์ด เรนเจอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะไลฟ์สไตล์ และขยายฐานลูกค้าที่มองหาความคุ้มค่า พร้อมสไตล์ที่แตกต่าง”
นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

Ford Ranger Wolftrak 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ ที่ได้รับการปรับจูนใหม่เพื่อส่งมอบสมรรถนะที่ราบรื่นและเปี่ยมประสิทธิภาพในทุกสภาพเส้นทาง โดยให้พละกำลังสูงสุด 170 แรงม้า ที่ 3,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตร ที่ช่วงรอบต่ำ 1,750-2,500 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มอบการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

Ford Ranger Wolftrak 2

การออกแบบภายนอกและภายในสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์วูล์ฟแทรคอย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยการใช้สีเขียวไลม์กรีน (Lime Green) ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์เฉพาะรุ่น ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมลายก้านล้อสีเขียวไลม์กรีน (Lime Green) คู่กับยางขนาด 255/70 R17 ติดตั้ง สัญลักษณ์ ‘WOLFTRAK’ ที่ประตูหน้าและฝาท้าย

Ford Ranger Wolftrak 3

เสริมความสปอร์ตดุดันด้วยโรลบาร์สีดำและชุดตกแต่งซุ้มล้อ สีดำพร้อมลุย ขณะที่ภายในห้องโดยสารคงความสปอร์ตหรูหราด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังและหนังสังเคราะห์ ตกแต่ง โทนสีทูโทนเชื่อมโยงจากภายนอกสู่ภายใน พร้อมสัญลักษณ์ ‘WOLFTRAK’ บนเบาะคู่หน้าและยางปูพื้นออก แบบพิเศษเฉพาะรุ่น

Ford Ranger Wolftrak 5

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค ยังพร้อมลุยทุกอุปสรรคด้วยช่วงล่างที่แข็งแกร่ง ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระ     ปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ระยะต่ำสุดจากพื้นสูงถึง 229 มิลลิเมตร และความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร พร้อมลุยเส้นทางวิบากได้อย่างมั่นใจด้วยระบบดิฟล็อกหลังแบบไฟฟ้า (Electronic Locking Rear Differential) (เฉพาะรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น) และระบบจัดการขับขี่ที่มีโหมดให้เลือกได้ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ (Normal), โหมดประหยัด (Eco), โหมดลากจูง (Tow/Haul) และโหมดถนนลื่น (Slippery)

Ford Ranger Wolftrak 6

ด้านเทคโนโลยีและระบบช่วยเหลือการขับขี่ ฟอร์ดจัดเต็มด้วยหน้าจอสัมผัส Multi-Touch ขนาด 12 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A รองรับ Wireless Apple CarPlay® และ Android Auto™ เพื่อการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและปลอดภัย พร้อมหน้าจอแสดงผลบนหน้าปัดแบบสีขนาด 8 นิ้ว มอบความอุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน อาทิ ถุงลมนิรภัย 6 จุด, กล้องมองหลังขณะถอยจอด, ระบบความคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี, ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ช่วยลดความเมื่อยล้าในการเดินทางไกล

Ford Ranger Wolftrak 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ วูล์ฟแทรค มีสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว อาร์คติค ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค รวมถึงสองสีพิเศษอย่าง สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีเขียว แทร็กชัน กรีน (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)

ลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th หรือสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมฟอร์ด ทั่วประเทศ

*หมายเหตุ:

  • ราคาพิเศษสำหรับรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ช่วงเปิดตัวสำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 เท่านั้น
  • ราคาพิเศษอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะการเช่าซื้อผ่านทิสโก้และทีทีบีเท่านั้น
  • ราคาพิเศษไม่รวมฟรีประกันภัย Ford Ensure
  • เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

 

“ซูซูกิ” เดินหน้ากระตุ้นตลาด B-SUV ช่วงกลางปีจัดแคมเปญพิเศษ ลูกค้าซูซูกิและครอบครัวเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น รุ่น GL ราคาพิเศษเริ่มต้น 599,000 บาท จำนวน 200 คันเท่านั้น พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับ GLX และ GLX PLUS

0
ซูซูกิ 1

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ากระตุ้นตลาดรถยนต์ B-SUV Hybrid พร้อมเปิดตัวแคมเปญพิเศษ เพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์มาโดยตลอด โดยมอบโอกาสให้ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัวก้าวสู่การเป็นเจ้าของยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี SUZUKI FRONX ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านข้อเสนอพิเศษสำหรับ SUZUKI FRONX รุ่น GL ในราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท จำนวนจำกัด 200 คันเท่านั้น พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก ขณะที่รุ่น GLX และ GLX PLUS ลูกค้าซูซูกิและครอบครัวรับส่วนลดพิเศษเพิ่ม 20,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก โดยแคมเปญดังกล่าวเปิดให้จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569

ซูซูกิ 2

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นับจากการประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย SUZUKI FRONX ยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวียังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์คุณภาพดี ซึ่งมอบความคุ้มค่าสูงสุดในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์การใช้งานในสภาวะแวดล้อมที่หลากหลายได้อย่างลงตัว พร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่คล่องตัวและมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่บรรจุมาให้อย่างครบครัน เราจึงต้องการเปิดโอกาสให้ลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัวสามารถเข้าถึงยนตรกรรม B-SUV Hybrid ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์มาโดยตลอด

ซูซูกิ 3

SUZUKI FRONX เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหายนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวีคุณภาพ ที่ผสานความโดดเด่นด้านดีไซน์ สมรรถนะ ความประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีความปลอดภัยไว้อย่างลงตัว พร้อมสืบทอดแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของซูซูกิที่มุ่งเน้นการส่งมอบความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมควบคู่กับความประหยัดน้ำมัน พร้อมสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย SUZUKI SAFETY SUPPORT ที่ติดตั้งมาอย่างครบครัน

ซูซูกิ 4

ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบความประทับใจและกระตุ้นการตัดสินใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมสปอร์ตเอสยูวี SUZUKI FRONX ได้สะดวกยิ่งขึ้น ซูซูกิจึงพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อมุ่งเน้นการสร้างความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองและลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Hello Suzuki หรือให้สิทธิ์กับสมาชิกครอบครัว   ด้วยราคาพิเศษเริ่มต้นเพียง 599,000 บาท ใน SUZUKI FRONX รุ่น GL โดยมีจำนวนจำกัด 200 คัน เท่านั้น พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานานถึง 3 ปี อีกทั้ง ยังมอบแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจ SUZUKI FRONX รุ่น GLX และ GLX PLUS ซูซูกิมอบส่วนลดพิเศษเพิ่ม 20,000 บาท พร้อมข้อเสนออัตราดอกเบี้ย 0% และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งปีแรก เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของรถยนต์ SUZUKI FRONX ยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569

ซูซูกิ 5

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากข้อเสนอพิเศษในการเป็นเจ้าของ SUZUKI FRONX แล้ว ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นส่งมอบความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการครอบครองรถ ด้วยโปรแกรม SUZUKI FRONX Worry Free Maintenance Package ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถตามระยะทางนานถึง 7 ปี สามารถนำไปรวมกับการผ่อนชำระค่างวดรถ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนการบริหารค่าใช้จ่ายและมั่นใจในการครอบครองรถในระยะยาว โดยแพ็กเกจมีราคาเริ่มต้นเพียง 27,999 บาท สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้สูงสุด 6,781 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติ โดยมีมูลค่ารวมดังนี้

 

SUZUKI FRONX ราคาเต็ม

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ราคาแพ็กเกจ

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ลูกค้าประหยัด

(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

หมายเหตุ
GLX/GLX PLUS 42,780.- 35,999.- 6,781.- เมื่อซื้อพร้อมกับการออกรถใหม่
GLX/GLX PLUS 42,780.- 37,999.- 4,781.- เมื่อซื้อภายหลังการรับรถภายใน 90 วัน
GL 33,573.- 27,999.- 5,574.- เมื่อซื้อแพ็กเกจพร้อมการออกรถใหม่
GL 33,573.- 29,999.- 3,574.- เมื่อซื้อภายหลังการรับรถภายใน 90 วัน
  • ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะ: 7 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ครอบคลุมเต็มรูปแบบ: ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่แท้ ตามตารางบำรุงรักษาอย่างเป็นทางการของซูซูกิ
  • ป้องกันความเสี่ยงด้านราคา: การันตีราคาชิ้นส่วนอะไหล่ภายใต้แพ็กเกจ ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับขึ้นราคาในอนาคต
  • รายการบำรุงรักษาหลัก: ครอบคลุมอะไหล่สำคัญ อาทิ น้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน ไส้กรองน้ำมันเครื่อง แหวนรองนอตถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำยาหม้อน้ำ ไส้กรองอากาศ หัวเทียน สายพานหน้าเครื่อง (Hybrid) สายพานแอร์ เป็นต้น

 

SUZUKI FRONX มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือกทั้งแบบ K15B ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น และ K15C DUALJET ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Smart Hybrid Vehicle (SHVS) เอกสิทธิ์เฉพาะของซูซูกิ ที่เป็นการผสานพลังเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี Integrated Starter Generator (ISG)  และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ พร้อมมอบสมรรถนะที่เร้าใจด้วยอัตราเร่งที่เฉียบคม และประหยัดน้ำมัน ทำให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างนุ่มนวลและเงียบสบายอย่างลงตัว

 

โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตทันสมัย ทั้งไฟหน้า LED พร้อม Daytime Running Light กระจังหน้าทรงพลัง ไฟท้าย LED เชื่อมต่อเต็มแนว ภายในห้องโดยสาร ติดตั้งจอสัมผัส 9 นิ้วรองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน Paddle Shift ระบบ Push Start แท่นชาร์จไร้สาย และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ซูซูกิ 7

โครงสร้างตัวถัง TECT และแพลตฟอร์ม HEARTECT ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น Hill Hold Control, ESP, ระบบ Idling Stop, จุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX, และรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.8 เมตร ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง อุ่นใจทุกเส้นทางกับเทคโนโลยีความปลอดภัยรอบคันของ SUZUKI FRONX ในทุกรุ่น ด้วยถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง และพิเศษเฉพาะสำหรับ GLX PLUS ที่ครบครันด้วยเทคโนโลยี SUZUKI SAFETY SUPPORT เพื่อเสริมความมั่นใจในการขับขี่สูงสุดในทุกเส้นทาง ประกอบไปด้วย

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II (DSBS II)
  • จอแสดงข้อมูล Head-up Display (HUD)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control (ACC)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน Lane Keep Assist (LKA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบช่วยป้องกันรถออกนอกเลน Lane Departure Prevention (LDP)
  • ระบบเตือนเมื่อรถส่าย Vehicle Sway Warning
  • ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา Blind Spot Monitor (BSM)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA)
  • กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา Surround View Monitor
  • เซนเซอร์ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน Parking Sensor

ราคาจำหน่าย SUZUKI FRONX ทั้ง 3 รุ่นย่อย

  • รุ่น GL ราคา 689,000 บาท

  สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าซูซูกิและสมาชิกในครอบครัว ราคาเริ่มต้น 599,000 บาท จำกัดจำนวน 200 คันเท่านั้น

  • รุ่น GLX ราคา 749,000 บาท
  • รุ่น GLX PLUS ราคา 799,000 บาท

(สี Pearl Snow White  เพิ่ม 5,000 บาท / สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท)

“ซูซูกิขอขอบคุณลูกค้าคนไทยที่เปิดโอกาสให้เราได้ดูแลและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนชีวิตอย่างมีคุณภาพ เราจะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพ พร้อมพัฒนางานบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านคือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ซูซูกิมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และพร้อมเคียงข้างลูกค้าชาวไทยอย่างยั่งยืนต่อไป”

ซูซูกิมีโชว์รูมรถยนต์ซูซูกิครอบคลุม  77 แห่งทั่วประเทศ พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน 46 แห่ง และศูนย์บริการ 2S (Service & Spare Parts) จำนวน  11 แห่ง อีกทั้งยังมีบริการ “Mobile Service” ที่พร้อมดูแลรถยนต์นอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ตรวจสอบระบบเบรก แบตเตอรี่ หรือการบำรุงรักษาพื้นฐานต่างๆ พร้อมด้วยการขยายเครือข่ายศูนย์บริการมาตรฐาน 2S (Service & Spare Parts) เพื่อให้บริการควบคู่ไปกับศูนย์บริการหลักประเภท 3S (Sales, Service & Spare Parts) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

 

 

ได้เวลาบูสต์ความสนุกครั้งใหม่! Honda Super-ONE ใหม่ เตรียมเปิดตัวในไทย 14 ส.ค. นี้ ลิมิเต็ดเพียง 30 คันในปีนี้! พร้อมเปิดโอกาสสุด Exclusive ให้ผู้สนใจร่วมสัมผัส EV น้องใหม่ตัวจี๊ดจากฮอนด้า และทดลองขับก่อนใคร ที่แรกและที่เดียวในไทย

0
Honda Super-ONE 1

มาตามนัด! บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ยืนยันเตรียมวางจำหน่าย “Honda Super-ONE ใหม่” รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก รุ่นประกอบและนำเข้าจากญี่ปุ่นสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในจำนวนจำกัดเพียง 30 คันในปีนี้ พร้อมปักวันเปิดตัวและประกาศราคาในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ห้ามพลาด! โอกาสสุด Exclusive เปิดรับผู้สนใจเพียง 50 สิทธิ์เท่านั้น (สามารถพาผู้ติดตามมาได้ 1 ท่าน รวมสูงสุด 2 ท่านต่อสิทธิ์) เข้าร่วมงาน “Super-ONE Street Club” สัมผัสคันจริงและทดลองขับก่อนใครที่แรกในไทย! ณ DAS HAUS BKK พร้อมบูสต์ความสนุกไปกับปาร์ตี้และกิจกรรมสไตล์ คัลเจอร์ญี่ปุ่นสุดคูล โดยผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม – 6 สิงหาคม 2569 ผ่าน LINE Official Account: @honda-thailand และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมในวันที่ 10 สิงหาคม 2569

Honda Super-ONE 2

Honda Super-ONE เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กรุ่นใหม่ ที่พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “e: Dash BOOSTER” เพื่อยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวันให้สนุกและเร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมถ่ายทอด DNA ความสนุกในการขับขี่ (Fun of Driving) อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้าอย่างชัดเจน โดยชื่อ “Super-ONE” สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างยนตรกรรมที่ก้าวข้ามมาตรฐานเดิม (Super) พร้อมส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของฮอนด้า (One and only)

การนำเข้า Honda Super-ONE ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของฮอนด้าในการเติมเต็มไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมเปิดมิติใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมความสนุกในการขับขี่ตามแบบฉบับฮอนด้า อีกทั้งตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า และตอบรับกระแสความสนใจจากแฟน ๆ ฮอนด้าที่เฝ้ารอการมาถึงของรุ่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda Super-ONE ครั้งแรกในไทย พร้อมบูสต์ประสบการณ์
ความสนุกครั้งใหม่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นี้

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand