Home Blog Page 4

“เอ็มจี” สร้างผลงานโดดเด่นทั่วโลก นำ SAIC MOTOR CORPORATION ขึ้นแท่นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์จีนรายแรก ยอดส่งมอบสะสมทะลุ 100 ล้านคัน

0
MG 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผย SAIC MOTOR CORPORATION บริษัทแม่เตรียมบรรลุยอดส่งมอบสะสม 100 ล้านคันทั่วโลก นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายแรกที่ก้าวสู่หลักร้อยล้านคัน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แบรนด์ในเครือสามารถครองยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดจีนติดต่อกัน 4 เดือน ด้วยยอดสะสมรวม 1.302 ล้านคัน ขณะที่ เอ็มจี ในฐานะโกลบอลแบรนด์ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป รั้งตำแหน่งยอดขายสูงสุดต่อเนื่อง โดยมียอดขายสะสม 4 เดือนแรกกว่า 120,000 คัน  และในตลาดประเทศไทยมียอดยอดจดทะเบียนสะสม 4 เดือนแรกของปี 2569 ทะลุ 10,953 คัน เติบโตกว่า 76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน    

MG 2

SAIC MOTOR CORPORATION เปิดรายงานความสำเร็จการดำเนินธุรกิจช่วงต้นปี 2569 ตอกย้ำการเป็น          แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่ทำผลงานได้ดีในทั่วโลก ด้วยโมเดลธุรกิจที่มุ่งการแข่งขันเชิงระบบ (Systematic Competition) ที่ผสาน 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ แบรนด์ในเครือ ธุรกิจผู้ร่วมทุน รถยนต์พลังงานใหม่ และตลาดต่างประเทศ เข้าด้วยกัน ซึ่งหากพิจารณาความสำเร็จแยกตามรายภาคส่วน พบว่า แบรนด์ในเครือ เป็นกำลังหลักในการเติบโต โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 โดย 5 แบรนด์ชั้นนำอย่าง เอ็มจี, Roewe, IM, Maxus และ Wuling มียอดขายรวมกว่า 910,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 6.9% และมีสัดส่วนสูงถึง 69.9% ของยอดขายทั้งหมด เฉพาะในตลาดประเทศจีน มียอดขายรวมของแบรนด์ในเครือ ครองอันดับหนึ่งต่อเนื่อง 4 เดือนซ้อน โดยเดือนเมษายนมียอดขายรวมสูงถึง 328,000 คัน ส่งผลให้ยอดขายสะสม 4 เดือนแรกของปีทะลุ 1.302 ล้านคัน  ในส่วน ธุรกิจผู้ร่วมทุน (Joint Venture) สะท้อนความสำเร็จผ่านแบรนด์ร่วมทุนอย่าง SAIC-GM และ SAIC-GM-Wuling ที่ต่างก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ด้าน รถยนต์พลังงานใหม่ (NEVs) ในปี 2568 มียอดขาย NEV สูงถึง 1,643,000 คัน โตขึ้น 33.1% คิดเป็นสัดส่วน 36.4% ของยอดขายทั้งหมด และในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มียอดขายสะสมอยู่ที่ 412,000 คัน และในส่วนของ ตลาดต่างประเทศ ใน 4 เดือนแรกของปีนี้ มียอดขายในตลาดต่างประเทศรวม 459,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 50.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และในปีที่ผ่านมามียอดส่งออกรถยนต์รวม 1.07 ล้านคัน ทำให้มียอดส่งออกสะสมรวมทั่วโลกทะลุ 6 ล้านคัน ด้วยความได้เปรียบจาก “ศักยภาพเชิงระบบ” ที่ผสานความแข็งแกร่งของทั้ง 4 ภาคส่วน ส่งผลให้ SAIC MOTOR CORPORATION ก้าวสู่หมุดหมายสำคัญของยอดส่งมอบและผู้ใช้งานสะสมครบ 100 ล้านคันทั่วโลก

MG 3

“เติบโตด้วยเทคโนโลยี” (Technology-Driven Growth) กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระดับโลกของ SAIC MOTOR CORPORATION

MG 6

เบื้องหลังยอดขายที่เติบโตอย่างโดดเด่น คือการมุ่งเน้นยุทธศาสตร์ “เติบโตด้วยเทคโนโลยี” (Technology-Driven Growth) ที่ก้าวข้ามผ่านสงครามราคา สู่การสร้างความได้เปรียบด้วยนวัตกรรมที่ยากจะลอกเลียนแบบ โดยบริษัทฯ ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ด้วยตนเองอย่างครบวงจร อาทิ ระบบขับเคลื่อน Hybrid+ เทคโนโลยีระบบขยายระยะทาง (Stellar Super Range Extender) ที่นำมาใช้งานจริงแล้ว

MG 4

“เอ็มจี” หัวหอกสำคัญขับเคลื่อนความสำเร็จระดับโลก สู่ปรากฏการณ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในประเทศไทย

เอ็มจี ยังคงตอกย้ำสถานะการเป็นแบรนด์หลักที่ทรงอิทธิพลลำดับต้น ๆ ในพอร์ตโฟลิโอของ SAIC MOTOR CORPORATION ด้วยการสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่ครองแชมป์แบรนด์รถยนต์จีนที่มียอดขายสูงสุดต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 สามารถกวาดยอดขายได้ถึง 120,000 คัน ความสำเร็จนี้ได้สะท้อนมายังประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ

MG  9

กอปรกับในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เอ็มจี มียอดจดทะเบียนสะสมรวมกว่า 10,953 คัน หรือเติบโตขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลายเป็นหนึ่งในบันทึกสถิติสำคัญที่สนับสนุนให้ SAIC MOTOR CORPORATION ก้าวสู่เป้าหมาย 100 ล้านคันทั่วโลกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยมีกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% เป็นฟันเฟืองหลัก นำโดยรุ่นยอดนิยมระดับโลกอย่าง NEW MG4 ELECTRIC เสริมทัพด้วยยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นล่าสุดอย่าง NEW MG S5 EV PLUS, MG IM6, MG IM5 และตระกูล e-MPV อย่าง NEW MG MAXUS 7 และ NEW MG MAXUS 9 ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ตอกย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการส่งมอบนวัตกรรมที่เข้าใจผู้ใช้งาน พร้อมยกระดับมาตรฐานการบริการที่ครบวงจรเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน

MG 5

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “สำหรับ เอ็มจี ในประเทศไทย เรายังคงเดินหน้ากลยุทธ์ GLOCAL อย่างเต็มรูปแบบ โดยผสานเทคโนโลยีและมาตรฐานระดับโลกเข้ากับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยอย่างลึกซึ้ง ภายใต้ค่านิยมหลัก IN THAILAND FOR THAILAND” ที่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ เพื่อส่งมอบนวัตกรรมที่ตอบโจทย์คนไทยอย่างแท้จริง จากความสำเร็จของ SAIC MOTOR CORPORATION ในระดับโลก สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของ เอ็มจี ในไทย สะท้อนทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้าน Smart Mobility อย่างเต็มรูปแบบ โดยปีนี้ เราเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย ซึ่งในเร็ว ๆ นี้เตรียมเปิดตัวยนตรกรรมไฮไลท์อย่าง NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์สไตล์คนยุคใหม่ที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะ ดีไซน์ที่สดใส และความคุ้มค่าที่จับต้องได้ นอกจากผลิตภัณฑ์ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับบริการ โดยได้นำเอา MG SMILE” เป็นปณิธานของเราในการทำให้ ลูกค้าประทับใจได้รับ “รอยยิ้ม” ของลูกค้าเป็นตัววัดความสำเร็จที่แท้จริง นอกเหนือจากการบริการ เอ็มจี ยังมอบความมั่นใจสูงสุดด้วยจุดแข็งอย่างการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ขับเคลื่อนตลอดอายุการใช้งาน โดยไม่จำกัดระยะทางและผู้ครอบครองรถ (EV LIFETIME WARRANTY) ตอกย้ำความตั้งใจจริงของ เอ็มจี ในการดำเนินธุรกิจเคียงคู่คนไทยในระยะยาว เพื่อก้าวสู่การเป็น ท็อป 5 ของตลาดยานยนต์ไทย ภายในทศวรรษที่ 2 อย่างมั่นคง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

“นิสสัน” และ “ทาคายามะ กรุ๊ป” เปิดตัววัสดุก่อสร้างจากของเหลือใช้ในกระบวนการพ่นสีรถยนต์

0
นิสสัน 1

(โยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น) – บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด (Nissan Motor Co., Ltd.) และบริษัท ทาคายามะ คาเซอิ จำกัด (Takayama Kasei Co., Ltd) ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “TS-12” และ “TS-20” แผ่นกันเสียงสำหรับงานก่อสร้างที่พัฒนาขึ้นอย่างล้ำสมัย โดยใช้แคลเซียมคาร์บอเนตที่สกัดได้จากกระบวนการพ่นสีรถยนต์ของนิสสัน ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ นิสสันจะจัดหาแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบ ขณะที่ทาคายามะ กรุ๊ป จะรับหน้าที่ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ความร่วมมือนี้ถือเป็นการยกระดับการหมุนเวียนในการใช้ทรัพยากร ด้วยการเปลี่ยนของเสียจากการผลิตให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างมูลค่าสูง ช่วยลดปริมาณของเสีย และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy

นิสสัน 2

ในกระบวนการพ่นสีรถยนต์ สีบางส่วนที่พ่นออกมา หรือที่เรียกว่า “ละอองสี (paint mist)” จะไม่ยึดเกาะกับตัวรถ และลอยอยู่ในอากาศ โดยละอองสีนี้จะถูกพัดไปพร้อมกับระบบระบายอากาศลงสู่ถังน้ำใต้ห้องพ่นสี จากนั้นละลายในน้ำ และถูกกำจัดเป็นของเสียอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นิสสันได้ติดตั้ง “ระบบห้องพ่นสีแบบแห้ง (dry booth system)” ณ โรงงานที่โทชิงิ และที่ออปปามะ ซึ่งใช้ตัวกรองที่บรรจุแคลเซียมคาร์บอเนตแทนน้ำในการดักจับฝอยสี ทำให้สามารถเก็บรวบรวมวัสดุได้ในรูปแบบของแข็งแห้ง นวัตกรรมนี้ช่วยให้ของเหลือใช้ดังกล่าวสามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะถูกทิ้ง

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์แผ่นกันเสียง TS-12 และ TS-20 ที่พัฒนาโดย ทาคายามะ กรุ๊ป (ผลิตโดยบริษัท ทาคายามะ คาเซอิ และทำตลาดโดยบริษัท ไทโฮ – Taiho Co.) ได้นำแคลเซียมคาร์บอเนตที่ผ่านการรีไซเคิลมาใช้เป็นส่วนประกอบในวัสดุก่อสร้างประสิทธิภาพสูง เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์แบบเดิม คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  (CO₂) ได้มากกว่า 30% ให้ทั้งประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม และการใช้งาน

นิสสันคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดปริมาณของเสียได้ประมาณ 1,200 ตันต่อปี และลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียได้ถึง 25 ล้านเยน

ในอนาคต นิสสันยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแคลเซียมคาร์บอเนตที่ได้จากการรีไซเคิลไปประยุกต์ใช้เพิ่มเติม รวมถึงการนำไปใช้ในชิ้นส่วนยานยนต์ตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป

ความร่วมมือระหว่างนิสสัน และทาคายามะ กรุ๊ป ในครั้งนี้ ถือเป็นการนิยามแนวทางการจัดการของเหลือจากการผลิตใหม่ จาก “การกำจัด” สู่ “การนำกลับมาใช้ใหม่” โดยทั้งสองฝ่ายจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมด้านการรีไซเคิล ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมที่ยั่งยืน และมีการหมุนเวียนทรัพยากรอย่างแท้จริง

 

“GWM” ส่งมอบ “GWM TANK 500 DIESEL 2.4T” แก่กรมชลประทาน ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐ

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ได้ส่งมอบ GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้าประจำการเป็นรถตรวจการณ์เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่กรมชลประทานทั่วประเทศ ทั้งนี้การส่งมอบดำเนินไปอย่างครบถ้วน ตรงตามกำหนด และอยู่ภายใต้มาตรฐานการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดตามข้อตกลงใน TOR สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่หน่วยงานภาครัฐมีต่อแบรนด์  GWM ตลอดจนความมั่นใจในสมรรถนะของ GWM TANK 500 DIESEL ที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) อย่างต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและการบริการหลังการขายที่ครบวงจร

GWM 2

มุ่งเน้นเสริมทักษะ จัดอบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ก่อนส่งมอบอย่างเป็นทางการ

GWM 3

ทั้งนี้ ก่อนการส่งมอบรถยนต์ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ บริษัทฯ ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์สโตร์ จัดอบรมให้ความรู้ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและเรียนรู้รายละเอียดของตัวรถอย่างครบถ้วน สำหรับพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายอุทัย ใหญ่นอก นายช่างเครื่องกลอาวุโส ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ กรมชลประทาน เป็นตัวแทนรับมอบรถยนต์ GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ จำนวน 33 คัน โดยมี มร. เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) และ คุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการ GWM Iconic รามอินทรา พร้อมคณะผู้บริหารของบริษัทฯ ร่วมในพิธีส่งมอบซึ่งจัดขึ้น ณ กรมชลประทาน เมื่อเร็ว ๆ นี้

GWM 4

มร. เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ขอขอบคุณกรมชลประทานที่ให้ความไว้วางใจใน

แบรนด์ GWM และเลือก GWM TANK 500 DIESEL 2.4T รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เรามั่นใจว่ารถรุ่นนี้จะช่วยยกระดับความคล่องตัวในการลงพื้นที่สำรวจ บริหารจัดการน้ำ และช่วยเหลือประชาชนในทุกสภาพถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ GWM พร้อมเป็นพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของกรมชลประทานอย่างเต็มกำลัง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ควบคู่ไปกับการบริการหลังการขายที่ออกแบบมาเพื่อดูแลลูกค้าองค์กรได้อย่างรวดเร็วและครบวงจร เพื่อสร้างความมั่นใจและมอบความอุ่นใจตลอดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ทุกคันจาก GWM”

GWM Thailand 5

GWM พร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกองค์กร ด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและการบริการที่ได้มาตรฐาน

GWM Thailand 8

GWM มุ่งมั่นรุกตลาดรถยนต์ฟลีท (Fleet) อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ธุรกิจขนาดกลาง องค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ด้วยผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน รองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่มภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users”  พร้อมกันนี้ ยังมอบเอกสิทธิ์และบริการพิเศษเพื่อลูกค้าองค์กร (GWM Fleet Solution) ที่พร้อมดูแลและบริหารจัดการยานยนต์ของหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ ด้วยความเป็นมืออาชีพและการบริการที่ได้มาตรฐานครอบคลุมทั้ง การรับประกันคุณภาพรถใหม่ : มั่นใจในคุณภาพการผลิตด้วยการรับประกันที่ครอบคลุม ; บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง : อุ่นใจในทุกเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมดูแลเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ; และแพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะทาง : ควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำด้วยโปรแกรมการดูแลบำรุงรักษาจากช่างผู้เชี่ยวชาญ  ยิ่งไปกว่านั้น GWM ยังมีเครือข่ายศูนย์บริการ GWM Partner Store ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อรองรับการให้บริการและดูแลลูกค้าระดับองค์กรได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษารถยนต์ขององค์กรต่างๆ ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

GWM Thailand 10

สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและติดต่อขอรับข้อเสนอพิเศษได้ที่ GWM Car Purchase Consultation หรือติดต่อ GWM Call Center โทร. 02-688-8888

 

 

 

“เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย” และ “MMS” ร่วมขับเคลื่อนบริการหลังการขาย เปิด ‘MMS Body and Paint’ ราชพฤกษ์ ศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่รับรองโดย เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย รองรับลูกค้าย่านฝั่งธนบุรี

0
XPENG 1

มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) เพิ่มศักยภาพด้านการบริการ เปิดตัว ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ นับเป็นศูนย์ซ่อมสีและตัวถังแห่งแรก ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย พร้อมสรรพด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง และห้องพ่น-อบสี ที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ

XPENG 2

ดร. ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ท่ามกลางกระแสนิยมรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจบำรุงรักษาหรือซ่อมรถยนต์เติบโตตาม ซึ่ง เอ็มเอ็มเอส มุ่งมั่นในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางบริษัทฯ รู้สึกยินดีที่ได้นำเสนออีกช่องทางในการรับบริการซ่อมสีและตัวถังระดับมาตรฐานสากล โดยได้รับความไว้วางใจจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ผู้จำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียม-ไฮเทค ให้การรับรอง ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก เพื่อให้บริการลูกค้า เอ็กซ์เผิง ย่านฝั่งธนบุรีและทั่วประเทศ”

XPENG 5

วิวัฒน์ กิจเครือ ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการหลังการขาย เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย กล่าวว่า “เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย ดำเนินธุรกิจโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) โดยเล็งเห็นศักยภาพการซ่อมสีและตัวถังของ เอ็มเอ็มเอสฯ ที่มีความเชี่ยวชาญ และให้การรับรอง ‘เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์’ สาขาราชพฤกษ์ เป็นศูนย์ซ่อมสีและตัวถังอย่างเป็นทางการแห่งแรก สำหรับผู้ใช้ เอ็กซ์เผิง
ซึ่งบริการหลังการขายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมถึงมีส่วนช่วยในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ โดยเรามีการสำรองอะไหล่ถึง 96% สูงที่สุดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย นับเป็นกลยุทธ์เพื่อยกระดับมาตรฐานงานบริการหลังการขาย และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย”

XPENG 6

++ อุปกรณ์ครบครัน ทันสมัย ภายใต้ 5 Smart Experience

หัวใจสำคัญของงานซ่อม คือ คุณภาพที่มองเห็น และ ความปลอดภัยที่ซ่อนอยู่ภายใน เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์ ผสมผสานเทคโนโลยีระดับไฮเอนด์ เพื่อคืนสภาพรถยนต์ให้กลับมาใกล้เคียง
รถใหม่จากโรงงาน ด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือเฉพาะทางแบบครบครัน ยกระดับประสบการณ์
ด้วยห้องส่งมอบรถ พร้อมวิดีโอแสดงขั้นตอนการซ่อม ผสานความสะดวกสบายด้วยพื้นที่รับรองระดับพรีเมียม

XPENG 7

Smart System – เครื่องดึงตัวถังระบบ 3 มิติ ใช้เทคโนโลยีการดึงตัวถังที่วัดค่าแบบดิจิทัล แม่นยำระดับมิลลิเมตร พร้อมเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างรถยนต์จากผู้ผลิต ทำให้โครงสร้างตัวถังกลับมาสมดุล ระบบปฏิบัติการและทีมช่างผ่านการอบรมโดยตรงจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย พร้อมการรับรองมาตรฐานอย่างเป็นทางการ ผสาน 17 ช่องซ่อมมาตรฐาน รองรับรถยนต์ได้กว่า 150 คันต่อเดือน

Smart Painting – สีสูตรน้ำของ PPG แบรนด์ระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 135 ปี ผสานระบบผสมสีที่ผ่านการรับบรองมาตรฐานจาก เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย
ห้องพ่นสีระบบ Downdraft (ดูดลมลงพื้น) ลดโอกาสเกิดเม็ดฝุ่นและละอองสีเกาะซ้ำ ห้องอบสีติดตั้งระบบ Nano Heater ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นแม่นยำผ่านคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สีแห้งไว และได้คุณภาพสีที่สม่ำเสมอ กรองอากาศหลายชั้น ป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม พร้อมระบบระบายอากาศมาตรฐานสากล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Smart Insurance – รองรับประกันคุณภาพจากบริษัทชั้นนำระดับโลก Chubb และ Falcon ภายใต้การบริหารโดย ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ครบ จบในที่เดียว ผ่านความร่วมมือจากพาร์ทเนอร์มาตรฐานระดับสากล

Smart Warranty – รับประกันงานซ่อมสีทุกชิ้น 1 ปีเต็ม นับเป็นการรับประกันที่ตอกย้ำ
ความเชื่อมั่น และความรับผิดชอบของ เอ็มเอ็มเอส บอดี้ แอนด์ เพ้นท์

Smart Tracking – ตรวจสอบสถานะการซ่อมได้ทุกขั้นตอนแบบเรียลไทม์ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า สู่มาตรฐานใหม่ในยุคดิจิทัล

ลูกค้าสามารถนำรถมารับบริการที่ศูนย์บริการของผู้จำหน่าย เอ็กซ์เผิง อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมถึง เอ็มเอ็มเอส ทั้ง 19 สาขา คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล เกษตร–นวมินทร์, รามอินทรา,งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สําโรง, พระราม 4, ลำลูกกา, ราชพฤกษ์, รังสิต, คู้บอน, รามคำแหง, ธนบุรี–พระราม 5, พุทธบูชา, ศรีนครินทร์, กาญจนาภิเษก, ระยอง, พัทยา, อุบลราชธานี และ ภูเก็ต

สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS MASTER MOTOR SERVICES

LINE Official: @mmsbodyandpaint

Facebook: MMS Body and Paint

www.mmscarservice.com

 

“ฟอร์ด ประเทศไทย” กับ 3 ทศวรรษแห่งการยกระดับบริการหลังการขายสร้างความเชื่อมั่นและการเติบโตระยะยาว

0
Ford 1

ฟอร์ด ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นตลอด 3 ทศวรรษในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า ด้วยการพัฒนานวัตกรรมบริการหลังการขายให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของการสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยยึด ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’

Ford  2

ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านคะแนนความพึงพอใจลูกค้า (NPS) ที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการได้รับการจัดอันดับด้านบริการเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มแบรนด์รถยนต์ยอดนิยม จากการสำรวจของดิฟเฟอเรนเชียล ประจำปี 2569

ตัวชี้วัดที่สำคัญอีกหนึ่งด้านคือ อัตราการกลับมาใช้บริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดซึ่งอยู่ในระดับสูงถึง 83% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยยังครอบคลุมลูกค้าที่มีรถยนต์อายุการใช้งานมากกว่า 23 ปี ซึ่งยังคงเลือกใช้บริการที่ศูนย์ฟอร์ดมาโดยตลอด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพบริการ มาตรฐานงานซ่อมบำรุง และความพร้อมของฟอร์ดในการดูแลรถยนต์ทุกรุ่นตลอดอายุการใช้งาน

Ford  3

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งที่ฟอร์ดเชื่อมั่นและยึดถือเป็นหลักปฏิบัติมาโดยตลอดคือ ‘Treat Customers Like Family’ หรือการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว ที่นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายที่ต้องมีคุณภาพ สะดวกสบาย และตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะเราเข้าใจดีว่ารถยนต์มีความหมายต่อชีวิตของลูกค้าในหลายมิติ ทั้งในฐานะพาหนะในการเดินทาง เครื่องมือประกอบอาชีพ และส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนร่วมกับครอบครัว เราจึงมุ่งพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้ชีวิตของลูกค้า ผ่านการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพงานบำรุงรักษา รวมถึงการอยู่เคียงข้างลูกค้าใน

ทุกสถานการณ์ เช่น การออกแคมเปญบรรเทาภาระจากเหตุการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นบทพิสูจน์ถึงความใส่ใจที่เรามีให้กับลูกค้าฟอร์ดอย่างแท้จริง”

“ในฐานะที่แบรนด์ฟอร์ดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเข้าสู่ปีที่ 30 เราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นดูแลลูกค้าทุกรุ่นให้อุ่นใจตลอดอายุ

Ford  4

การใช้งานของรถ เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านบริการหลังการขาย ทั้งเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานสากล และการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายอะไหล่ ทั้งหมดนี้คือรากฐานที่ทำให้ฟอร์ดสามารถส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ครบวงจรและยั่งยืนได้” นายสุรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติม

ฟอร์ดมุ่งสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่ดีผ่านแนวคิด ‘ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง’ โดยศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อพัฒนาบริการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  1. ความสะดวกสบายที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านช่องทางดิจิทัลและบริการเคลื่อนที่

Ford  5

2.บริการมาตรฐานที่รวดเร็วและแม่นยำ ด้วยนวัตกรรมและเครื่องมือพิเศษเฉพาะทาง

Ford 6

3.ความมั่นใจในคุณภาพบริการ ผ่านความโปร่งใส การใช้อะไหล่แท้ และบรรยากาศการให้บริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง

Ford  7

ฟอร์ดยังคงนำเสนอและพัฒนานวัตกรรมบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคดิจิทัล อาทิ

  • บริการซ่อมบำรุงด่วนใน 60 นาที (60 Minutes Express Service Guaranteed) เปิดตัวในปี 2559 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วและประหยัดเวลา
  • ในปี 2564 ฟอร์ดเปิดตัว แพ็คเกจขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ Ford Care โปรแกรมคำนวณค่าบำรุงรักษา (Service Price Calculator) ที่ช่วยให้ลูกค้าวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างโปร่งใสมั่นใจ และเทคโนโลยีแว่นตาอัจฉริยะช่วยเหลืองานซ่อมระยะไกล ให้ช่างเทคนิคในศูนย์บริการสามารถเชื่อมต่อกับวิศวกรบริการของฟอร์ดได้แบบเรียลไทม์ เพื่อร่วมวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาที่

Ford  8

ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยให้ลูกค้ารับรถกลับไปใช้งานได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้  นำมาใช้ในการช่วยวิเคราะห์เฉลี่ยเดือนละกว่า 30 เคส และยังมีส่วนช่วยให้รถยนต์ของลูกค้าได้รับการแก้ไขได้ตั้งแต่ครั้งแรกถึง 96%

  • ปี 2565 ฟอร์ดเปิดตัวรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ พร้อมยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยนวัตกรรมบริการหลังการขายที่ครบครันยิ่งขึ้น ได้แก่ หน่วยบริการเคลื่อนที่ หรือ MSV (Mobile Service Vehicle) ซึ่งให้บริการดูแลรักษารถยนต์ตามระยะ ตรวจเช็กเบื้องต้น เปลี่ยนแบตเตอรี่ และซ่อมแซมเล็กน้อยถึงบ้านหรือที่ทำงาน มียอดเรียกใช้งานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 10% ต่อปี ให้บริการไปแล้วราว 138,000 ครั้ง รวมถึงบริการรับ–ส่งรถนอกสถานที่ หรือ PUD (Pick Up and Delivery) ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการประหยัดเวลา มียอดเรียกใช้งานเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 8% ต่อปี ให้บริการไปแล้วกว่า 130,000 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีบริการนัดหมายออนไลน์ (Online Service Booking) ผ่านทั้ง Ford app เว็บไซต์ฟอร์ด และ Line Official Account ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการตารางเวลา และมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ย 26% โดย Ford app เป็นแอปพลิเคชันที่รวมฟังก์ชันการใช้งานที่ง่ายและครบครันไว้ในที่เดียว ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับรถฟอร์ด เรียกรับบริการต่าง ๆ ดูข้อมูลสถานะรถยนต์ หรือสั่งการรถผ่านโทรศัพท์มือถือได้ตลอด 24 ชั่วโมง ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแอปพลิเคชันกว่า 130,000 ราย รวมถึงการขยายการรับประกันคุณภาพอะไหล่เป็น 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ถือว่าเป็น Best-in-Class เมื่อเทียบกับแบรนด์รถสันดาปด้วยกัน
  • ในปี 2568 ฟอร์ดได้ขยายพื้นที่และพัฒนาระบบบริหารจัดการศูนย์กระจายอะไหล่ (Parts Distribution Center) ที่จังหวัดสมุทรปราการ และเปิดตัวโปรแกรมสะสมคะแนน Ford Rewards Club ผ่าน LINE Official Account โดยหลังจากเปิดตัวไปไม่ถึงหนึ่งปี มีลูกค้ารถฟอร์ดสมัครเป็นสมาชิกแล้วกว่า 70,000 บัญชี และมียอดคะแนนสะสมรวมแล้วกว่า 43.9 ล้านคะแนน และในปี 2569 นี้ ฟอร์ดยังได้พัฒนาโปรแกรม Ford Rewards Club ให้รองรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าและมอบสิทธิประโยชน์มากขึ้น โดยการกำหนดสถานะสมาชิก ซึ่งจะมี 5 ระดับ ได้แก่ Basic, Bronze, Silver, Gold และ Platinum Exclusive พร้อมเพิ่มทางเลือกการใช้คะแนนสะสมเป็นส่วนลดเมื่อใช้บริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569

ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 30 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ฟอร์ดยังคงมุ่งมั่นเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พร้อมตอกย้ำความแข็งแกร่งด้วยบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานสูง ทั้งเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุม ช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานฟอร์ด พร้อมเครื่องมือเฉพาะทาง การพัฒนาทักษะบุคลากรและกระบวนการผ่านโปรแกรม Ford Guest Experience ภายใต้แนวคิด ‘ง่าย โปร่งใส รวดเร็ว’ รวมถึงศูนย์กระจายอะไหล่ที่มีศักยภาพรองรับการจัดเก็บอะไหล่ได้อย่างเพียงพอ เสริมด้วยระบบเทคโนโลยีการบริหารจัดการที่ทันสมัยเพื่อการจัดส่งที่แม่นยำและรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความพร้อมของฟอร์ดในการสนับสนุนงานบำรุงรักษารถฟอร์ดทั้งรุ่นเดิม รุ่นปัจจุบัน และรองรับการเติบโตในอนาคต

 

ฟอร์ดเชื่อมั่นว่าบริการหลังการขายคือปัจจัยสำคัญในการสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจและความภักดีต่อแบรนด์ พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและเสริมความแข็งแกร่งในตลาดยานยนต์ไทยต่อไป

 

“ฮอนด้า” สานต่อพลังแห่งการให้ ส่งต่อ “โอกาสแห่งการเรียนรู้” มอบคอมพิวเตอร์ 722 เครื่อง มูลค่ากว่า 3.43 ล้านบาท เดินหน้าส่งต่อคุณค่า สนับสนุนการศึกษาแก่วิทยาลัยทั่วประเทศ พร้อมเติบโตเคียงคู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ พร้อมด้วยตัวแทนผู้บริหารฮอนด้า ร่วมส่งมอบคอมพิวเตอร์จำนวน 722 เครื่อง รวมมูลค่า 3,432,000 บาท ณ โรงงานฮอนด้า จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและยกระดับโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทยและสังคมในวงกว้าง

คอมพิวเตอร์ดังกล่าวได้ถูกส่งมอบให้แก่ สถาบันการศึกษาในความร่วมมือฝึกทักษะอาชีพ หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และองค์กรสาธารณประโยชน์ รวม 10 หน่วยงาน ครอบคลุมหลายภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพด้านการเรียนการสอน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร และเปิดโอกาสในการเรียนรู้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง ได้แก่

  • วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด
  • วิทยาลัยเทคนิคหนองบัวลำภู
  • วิทยาลัยเทคนิคบัวใหญ่
  • วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ
  • วิทยาลัยการอาชีพปง
  • วิทยาลัยเทคนิคพัทลุง
  • วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี
  • วิทยาลัยเทคนิคชัยนาท
  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จังหวัดปราจีนบุรี
  • มูลนิธิกระจกเงา

การดำเนินงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของเจตนารมณ์ความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการ “เป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่” (The Company That Society Wants to Exist) โดยเป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลระหว่างองค์กรและสังคม

 

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” เตรียมเปิดตัว “ออล-นิว ปาเจโร” ช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้! ตำนานรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ระดับไอคอนิก จะกลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปี

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) ประกาศการกลับมาของรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี รุ่นใหม่ ภายใต้ชื่อ ปาเจโร1 พร้อมกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2569 นับเป็นการหวนคืนสู่ตลาดโลกครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังจากยุติการทำตลาดในต่างประเทศไปเมื่อปี 2564

มิตซูบิชิ ปาเจโร เปิดตัวครั้งแรกในปี 2525 โดยได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “รถยนต์เพื่อการพักผ่อนและ
สันทนาการ” หรือ Recreation Vehicle (RV) ก่อนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และกลายมาเป็นรถยนต์ประเภท Sport Utility Vehicle (SUV) ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน ด้วยแนวคิดใหม่ที่ผสานสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดอันทรงพลังของรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) เต็มรูปแบบ เข้ากับความสะดวกสบายแบบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในทั้ง 4 เจเนอเรชัน รถยนต์รุ่นนี้ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี ระดับตำนานที่โดดเด่นที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 3.25 ล้านคัน ครอบคลุมกว่า 170 ประเทศ ในหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก

ปาเจโร เข้าร่วมการแข่งขันดาการ์ แรลลี่ ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นการแข่งขันแรลลี่ที่หฤโหดที่สุดในโลก ตั้งแต่
ปี 2526 และสามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 12 ครั้ง รวมถึงการชนะติดต่อกัน 7 ปีซ้อน จากความสำเร็จดังกล่าว ปาเจโร
ได้สร้างชื่อเสียงด้านสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่เหนือชั้น การควบคุมที่แม่นยำ พร้อมเสถียรภาพในการขับขี่
ที่ยอดเยี่ยม และความทนทานที่ผ่านการพิสูจน์ ในฐานะรถยนต์ครอสคันทรี เอสยูวี จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วโลก โดยในประเทศญี่ปุ่น ปาเจโรยังเป็นผู้นำกระแสรถยนต์เพื่อการพักผ่อนและสันทนาการ (RV) ในช่วงทศวรรษ 1990 และมีบทบาทสำคัญในการปลุกกระแสไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้ง ทำให้มีการขยายซีรีส์ไปสู่รุ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปาเจโร มินิ รถยนต์ขนาดเล็ก หรือ เคคาร์ (Kei-car3) ไปจนถึงรถยนต์คอมแพกต์เอสยูวีอย่าง ปาเจโร จูเนียร์ และ ปาเจโร ไอโอ

ออล-นิว ปาเจโร ซึ่งมีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลก ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ได้รับการพัฒนาขึ้นจากโครงสร้างแชสซีส์อันแข็งแกร่งของรถกระบะไทรทัน4 เสริมการปรับแต่งพิเศษเพื่อรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ ทั้งในส่วนของห้องโดยสาร และระบบกันสะเทือนด้านหน้าและด้านหลัง ที่ไม่เพียงมอบสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรดที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น
แต่ยังให้ความนุ่มนวลและสะดวกสบายเหนือระดับในทุกการเดินทาง โดย ออล-นิว ปาเจโร ได้รับการยกระดับให้เป็นรถยนต์เรือธงรุ่นใหม่ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและความมุ่งมั่นในการก้าวข้ามทุกความท้าทายของ
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 

เว็บไซต์พิเศษสำหรับ ออล-นิว ปาเจโร:

https://www.mitsubishi-motors.co.jp/lineup/pajero/special/teaser

  1. ทำตลาดในชื่อ มอนเตโร (Montero) ในบางประเทศ
  2. ยุติการทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นในปี 2562
  3. เคคาร์ (Kei-car) คือประเภทของรถยนต์ขนาดเล็กพิเศษในประเทศญี่ปุ่น
  4. ทำตลาดในชื่อ แอล 200 (L200) ในบางประเทศ

 

“เอ็มจี” เน้นสร้างประสบการณ์ความประทับใจ และรอยยิ้มให้ลูกค้า ชูการบริการพาแบรนด์ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ ผ่าน MG SMILE

0
เอ็มจี่ 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ประกาศยกระดับมาตรฐานของการบริการ เพื่อปณิธานสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร ครอบคลุมทุกจุด ตั้งแต่กระบวนการทำงานภายในบริษัท สู่บุคคลภายนอกทั้งการแนะนำลูกค้าตั้งแต่มองหารถคันแรกจนถึงบริการหลังการขาย ด้วยการดูแลลูกค้าด้วยใจ ใส่ใจในทุกขั้นตอน พร้อมส่งมอบรอยยิ้มและความประทับใจในทุกช่วงเวลาของการใช้งานรถยนต์ เอ็มจี ควบคู่กับการขับเคลื่อนแนวคิด “IN THAILAND FOR THAILAND” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านเทคโนโลยียานยนต์และบริการมาตรฐานระดับโลก เพื่อสร้างความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าในทุกช่วงเวลาสำคัญของการเดินทาง

เอ็มจี่ 2

MG SMILE” เปรียบเสมือนหนึ่งเป้าหมายสูงสุดในการสร้างประสบการณ์การบริการให้กับลูกค้าด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่จะเชื่อมโยงทุกหน่วยงานของ เอ็มจี เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานการส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเส้นทางประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ ด้านประสบการณ์การขาย ตลอดจนด้านบริการหลังการขาย มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความพึงพอใจและรอยยิ้มของลูกค้า บ่งบอกถึงความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับ เอ็มจี ซึ่งสะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกขั้นตอนการให้บริการ

เอ็มจี 3

สำหรับด้านประสบการณ์การขาย ได้ออกแบบการบริการเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตั้งแต่ช่วงต้น
ของการตัดสินใจซื้อ ให้มีความโปร่งใส เป็นมิตร และช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกรถที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมั่นใจ โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ การให้คำแนะนำโดยไม่กดดันการตัดสินใจ ความชัดเจนและโปร่งใสในทุกข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

เอ็มจี 4

ถ่ายทอดผ่าน 5 Smile Moments” ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกในทุกขั้นตอน ได้แก่

  • ความประทับใจแรกจากการต้อนรับและการให้ข้อมูลเบื้องต้นอย่างเป็นมิตร (First Contact Smile)
  • การแนะนำรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างเข้าใจ(Discovery & Recommendation Smile)
  • ประสบการณ์ทดลองขับที่ช่วยให้ลูกค้าสัมผัสสมรรถนะและสร้างความมั่นใจ (Test Drive Experience Smile)
  • การให้ข้อมูลราคาและการเงินอย่างชัดเจน โปร่งใส และเข้าใจง่าย (Transparent Pricing & Finance Smile)
  • โมเมนต์แห่งความสุขในวันส่งมอบรถ มอบประสบการณ์การเริ่มต้นการเดินทางใหม่กับ เอ็มจี อย่างราบรื่นและน่าประทับใจ (Delivery Day Celebration Smile)

เอ็มจี 6

ในขณะเดียวกัน ด้านบริการหลังการขาย (Service Journey) ได้พัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องหลังการส่งมอบรถ ให้มีความสะดวก โปร่งใส และสร้างความมั่นใจในระยะยาว โดยยึดหลักสำคัญ ได้แก่ ความสะดวกในการเข้ารับบริการ ความชัดเจนในทุกขั้นตอน และความมั่นใจในการดูแลอย่างต่อเนื่อง

เอ็มจี 7

พร้อม 6 Smile Moments” ที่สะท้อนการดูแลลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน ได้แก่

  • การนัดหมายเข้ารับบริการที่สะดวก รวดเร็ว และไม่ยุ่งยาก (Service Booking Smile)
  • ประสบการณ์การเข้ารับบริการและลงทะเบียนที่ราบรื่นและเป็นระบบ (Service Arrival & Check-in Smile)
  • ประสบการณ์ระหว่างรอรับบริการที่สะดวกสบายและสบายใจ (Waiting Experience Smile)
  • คุณภาพงานบริการที่ได้มาตรฐาน รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ (Service Quality & Speed Smile)
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความอุ่นใจทุกการเดินทาง (24/7 Roadside Assistance Smile)
  • การติดตามและดูแลหลังการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า (Follow-up & Relationship Smile

เอ็มจี 10

มร. ต๋า เซิน เซิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เผยว่า “เอ็มจี เชื่อว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บุคลากรและประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับในทุกจุดของการบริการด้วยเช่นกัน MG SMILE” เป็นปณิธานของเราในการทำให้ “รอยยิ้ม” ของลูกค้าเป็นตัววัดความสำเร็จที่แท้จริง ตั้งแต่ก้าวแรกที่ลูกค้าเดินเข้ามาที่ เอ็มจี ไปจนถึงทุกการดูแลตลอดการใช้งาน สิ่งนี้สอดคล้องกับค่านิยมหลักของเรา “IN THAILAND FOR THAILAND” หรือ “อยู่ในไทย เพื่อไทย” ที่ผลักดันให้เราพัฒนาทุกโชว์รูมและศูนย์บริการสู่ “User Relationship Operation Center” หรือ ศูนย์กลางการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าความยั่งยืนของแบรนด์เกิดจากการฟังและพัฒนาจากประสบการณ์จริง
ของลูกค้า ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวทางของ เอ็มจี ที่มุ่งสร้างความแตกต่างด้วยคุณค่าและคุณภาพผลิตภัณฑ์ และทุกบริบทที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ     เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” ต้อนรับ The new S-Class ในคาราวานระดับโลก “140 Years. 140 Places.” ปักหมุดประเทศไทยสู่จุดหมายหลักของแคมเปญเฉลิมฉลองแห่งปี ซึ่งครอบคลุม 6 ทวีปทั่วโลก

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จัดงานเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) ภายใต้แคมเปญ “140 Years. 140 Places.” รับการมาเยือนของคาราวานระดับโลก นำโดย The new S-Class รถยนต์ระดับแฟล็กชิปของแบรนด์ที่เดินทางมาจัดแสดงในประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังการเปิดตัวแบบ World Premiere เมื่อต้นปีที่ผ่านมา พร้อมเปิดโอกาสให้คนไทยได้เป็นเจ้าของ The new Mercedes-Maybach S-Class ที่มีให้เลือกทั้งแบบ MANUFAKTUR package และรุ่นพิเศษอย่าง Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ที่วางจำหน่ายในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย เพื่อฉลองความสำเร็จในการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง รวมถึงการยกระดับความสะดวกสบายของลูกค้าแบรนด์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ให้สามารถเข้ารับบริการได้ที่ตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการฯ ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องไปกับกระแสการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury และรถยนต์สมรรถนะสูงในประเทศไทย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2

ภายในงาน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เนรมิต Community Space ของคนรักรถอย่าง “DAS HAUS BKK” ให้กลายเป็นพื้นที่เฉลิมฉลองหมุดหมายครั้งสำคัญของโลกแห่งยานยนต์ โดยมีการจัดแสดงรถยนต์ในกลุ่ม Mercedes-Benz Classic Car หลากหลายรุ่น สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางมรดกและประวัติศาสตร์อันยาวนาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวแห่งความสำเร็จในอดีตสู่ยุคปัจจุบันด้วยการจัดแสดง The new S-Class ที่ทีมงานชาวเยอรมันเดินทางขับขี่ข้ามทวีปมาจนถึงกรุงเทพฯ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ระดับโลกและเป็นส่วนหนึ่งของ Mercedes-Benz Club ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกและแฟนๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีการสื่อสารอย่างต่อเนื่องว่าในปีนี้เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้คนที่หลงใหลในยนตรกรรม เนื่องในโอกาสครบรอบ 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ (140 Years of Innovation) นับตั้งแต่คาร์ล เบนซ์ (Carl Benz) จดสิทธิบัตรในการสร้างรถยนต์คันแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1886ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการของการเดินทางมาจนถึงปัจจุบัน โดยตลอดช่วงศตวรรษ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีบทบาทในฐานะผู้บุกเบิกนวัตกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยและระบบความปลอดภัยที่ถูกประยุกต์ใช้ในรถยนต์ของทุกยุคสมัย ไปจนถึงการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

โดยหนึ่งในแคมเปญเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือกิจกรรม “140 Years. 140 Places.” การเดินทางในรูปแบบคาราวานข้ามทวีป พร้อมการเผยโฉม The new S-Class ที่จะนำขบวนไปพบเจอกับผู้ที่หลงใหลในแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากทั่วทุกมุมโลก โดยเดินทางขับขี่ด้วยระยะทางรวมกว่า 50,000 กิโลเมตร ผ่าน 6 ทวีปทั่วโลก เริ่มต้นที่ Mercedes-Benz Museum ในเมือง Stuttgart ประเทศเยอรมนี ไปยังมีจุดหมายที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญกว่า 140 แห่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของ Mercedes-Benz Club และแฟนๆ ทุกคน ได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการจัดกิจกรรม Meet & Greets และการโชว์เคสสุดพิเศษที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และสำหรับประเทศไทย เราได้รับเลือกเป็นจุดหมายสำคัญของการเดินทาง ในครั้งนี้ ซึ่งคาราวาน The new S-Class ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดอุบลราชธานี ผ่านพื้นที่เขาใหญ่ และเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ โดยมีกำหนดการที่จะมุ่งหน้าสู่หัวหินและหาดใหญ่ ก่อนจะไปยังจุดหมายถัดไปที่ประเทศมาเลเซีย”

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 5

 

นอกจากการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำของรถยนต์ในเซกเมนต์ Top-End Luxury ด้วยการประกาศขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการเมอร์เซเดส-มายบัค อย่างเป็นทางการ เพิ่มขึ้นอีก 7 แห่ง รวมเป็น 10 แห่ง ที่พร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ววันนี้ โดยจากความสำเร็จในครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดโอกาสให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรม The new Mercedes-Maybach S-Class รุ่นปรับโฉม ที่เพิ่งเปิดตัวสู่ตลาดโลกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมาพร้อมโปรแกรมการตกแต่งรถยนต์แบบ MANUFAKTUR package ที่ลูกค้าสามารถเลือกออกแบบรถยนต์ในแบบฉบับของตัวเองโดยไม่จำกัดรูปแบบที่ตายตัว ตั้งแต่การใช้โทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ การเลือกใช้วัสดุขั้นสูง และการตกแต่งด้วยงานแฮนด์เมดรอบคัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 6

และอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์สำคัญ คือการเปิดจำหน่าย Mercedes-Maybach S 580 e Night Series ในราคา 14,000,000 บาท แบบจำนวนจำกัดเพียง 16 คัน ในประเทศไทย โดยในรุ่น Night Series จะโดดเด่นด้วยชุดแต่งที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนโครเมียมแบบ Dark Chrome และพื้นผิวตัวถังที่มีความเงางามระยิบระยับเปรียบเสมือนเพชรที่ได้รับการเจียระไนอย่างประณีต รวมถึงการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ยกระดับความหรูหราขึ้นไปอีกขั้น มาพร้อมสีตัวถังที่ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งในโทนสีเทา สีดำ และสีขาว จนไปถึงสีทูโทนสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ผสานคู่สีระหว่างสีดำ Onyx Black และสีเงิน Mojave Silver ได้อย่างลงตัว สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Mercedes-Maybach อย่างเป็นทางการ ทั้ง 10 แห่ง ตามรายชื่อดังต่อไปนี้

  1. บริษัท แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (ATTA Autohaus)
  2. บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด (Benz BKK Group)
  3. บริษัท เบนซ์ บีเคเค วิภาวดี จำกัด (Benz BKK Vipawadee)
  4. บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด (Benz Praram 3)
  5. บริษัท เบนซ์ ราชครู จำกัด (Benz Rajchakru)
  6. บริษัท ทองหล่อ-รามอินทรา จำกัด (Benz Thonglor)
  7. บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด (Primus Autohaus)
  8. บริษัท สวนหลวง ออโต้เฮ้าส์ จำกัด (Suanluang Autohaus)
  9. บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด (Thonburi Phanich)
  10. บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด (TTC Motor)

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

 

 

“Honda One Make Race 2026” แถลงยิ่งใหญ่ เดินหน้าความมันส์ปีที่ 6 เปิดกฎใหม่ “Honda City Challenge” ดันเกมเดือด เปิดสนามแรก 5-7 มิ.ย.นี้

0
Honda One Make Race 2026 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) โดย กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต  โปรโมเตอร์มอเตอร์สปอร์ตชั้นนำของไทย และพันธมิตรหลัก ประกาศเดินหน้าจัดการแข่งขัน มอเตอร์สปอร์ตชั้นนำของประเทศไทย รายการ “Honda One Make Race 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ติดต่อกันชิงชัยทั้งสิ้น 4 อีเวนต์ 8 สนาม ชูโรงด้วยรุ่น “Honda City Challenge” ที่ปรับกติกาใหม่ เปิดกว้างด้านการโมดิฟายมากขึ้น พร้อมรางวัลใหญ่สำหรับแชมป์ประจำปีเพียงหนึ่งเดียว กับโอกาสร่วมทีมแข่งในเครือ Honda Racing Corporation (HRC) สัมผัสประสบการณ์ลุยศึกดวลความเร็วระดับโลก รายการ “ซูเปอร์ ไทคิว 2026” ที่ประเทศญี่ปุ่น ในสนามฟูจิ สปีดเวย์ สนามแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตมาตรฐาน FIA พร้อมดึงคลาสระดับตำนานอย่าง “Honda Pro Cub” กลับมาสร้างความมันส์เอาใจคอเรซซิ่งตัวจริง และสานต่อรุ่น “Honda Club” เพื่อปูทางนักแข่งสมัครเล่นสู่เส้นทางนักแข่งระดับอาชีพ เตรียมเปิดฉากสนามแรกระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

Honda One Make Race 2026 2

งานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลใหม่ของศึก Honda One Make Race 2026 จัดขึ้นวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 โดยมี คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน เป็นประธานในงาน พร้อมด้วย คุณพฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  คุณรัชนี จิรถาวรกุล ผู้จัดการทั่วไปหน่วยงานการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด  และคุณศิลป์  ธีรนิติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส63 โปรเจค จำกัด  ร่วมกันแถลงข่าวจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

ศึก Honda One Make Race เริ่มจัดการแข่งขันครั้งแรกในปี 2021 ภายใต้ชื่อ “Honda City Hatchback One Make Race” ก่อนยกระดับสู่รายการ “Honda One Make Race” ในเวลาต่อมา และกลายเป็นหนึ่งในรายการมอเตอร์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากแฟนความเร็วชาวไทย

 สำหรับฤดูกาล 2026 “กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต” ได้ประกาศปรับเปลี่ยนกฎการแข่งขันครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มความสดใหม่และยกระดับความเข้มข้นของเกมการแข่งขัน โดยเฉพาะในรุ่น “Honda City Hatchback One Make Race” ที่ถูกปรับรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ Honda City Challenge การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มาพร้อมกฎด้านเทคนิคที่เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อให้แต่ละทีมสามารถปรับแต่งและโมดิฟายรถแข่งได้อย่างอิสระ ส่งผลให้การแข่งขันจากเดิมที่เป็น “One Make Race” ภายใต้สเป็กพื้นฐาน ถูกยกระดับสู่รถแข่งที่เร็วและแรงยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มความดุเดือดของเกมการแข่งขันให้เข้มข้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ แชมป์ประจำปีของรุ่น “Honda City Challenge” จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน
ในศึกมอเตอร์สปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น รายการ “ซูเปอร์ ไทคิว 2026” สนามสุดท้าย ณ สนามฟูจิ สปีดเวย์ ในรุ่น TCR ร่วมกับทีมแข่งในเครือ HRC อย่าง M&K Racing โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนักแข่งไทยอย่าง “วี” ธนาศิวณัฐ พงสินณัชอาชัญ และ “กอล์ฟ” ประพจน์ ชื่นวิจิตร ได้รับโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน พร้อมสามารถคว้าโพเดียมกลับมาครองได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน ยังมีการเปิดตัวการแข่งขันรุ่น “Honda Pro Cup” ที่กลับมาอีกครั้ง เพื่อเติมความเข้มข้นให้กับสุดสัปดาห์การแข่งขัน และเอาใจแฟนมอเตอร์สปอร์ตสายฮอนด้าโดยเฉพาะ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 Class ได้แก่ Honda Pro Cub Class 1 ใช้กฎด้านเทคนิคเดียวกับการแข่งขัน ซูเปอร์ ทัวร์ริ่ง ชิงแชมป์ประเทศไทย และ Honda Pro Cup Class 2 สำหรับรถแข่งเครื่องยนต์แคมเดี่ยว N/A Modify

 

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ประธานจัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ในปีนี้ กรังด์ปรีซ์ มอเตอร์สปอร์ต ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับให้การแข่งขัน Honda One Make Race มีความสดใหม่ เข้าถึงทีมแข่ง นักแข่ง และผู้ชมมากขึ้น เราเปลี่ยนจาก Honda City Hatchback One Make Race สู่ Honda City Challenge ด้วยการปรับกติกาทางเทคนิค เพื่อให้ทีมแข่งและนักแข่งมีอิสระในการเซตอัปรถมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่เกมการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน แชมป์ประจำปีของรุ่นนี้ ยังจะได้รับรางวัลใหญ่คือ สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรายการ ซูเปอร์ ไทคิว สนามสุดท้าย ที่สนามฟูจิ สปีดเวย์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าสำหรับนักแข่งไทยทุกคน”

Honda One Make Race 2026 4

“นอกจากนี้ จากเสียงเรียกร้องของแฟนมอเตอร์สปอร์ต เราได้นำการแข่งขันรุ่น Honda Pro Cup กลับมาอีกครั้ง ซึ่งแฟนฮอนด้าจะทราบดีว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีความเข้มข้นสูง เพราะรวบรวมรถแข่งฮอนด้าชั้นนำของไทยมาแข่งขันในสนามเดียวกัน โดยในปีนี้จะแข่งขันทั้งหมด 2 Class ได้แก่ Class 1 ภายใต้กฎเทคนิคของ ซูเปอร์ ทัวร์ริ่ง และ Class 2 สำหรับรถแข่งเครื่องยนต์ N/A ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างกระแสความนิยมให้กับ Honda One Make Race ได้อย่างมาก”

“ส่วนตารางการแข่งขัน เรายังคงร่วมเดินทางกับรายการ พีที แม็กซ์นิตรอน เรซซิ่ง ซีรีส์ ทั้ง 3 อีเวนต์ โดยเริ่มต้นสนามแรกที่ จ.บุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายนนี้ ก่อนปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่ที่ สงขลา กรังด์ปรีซ์ สนามสตรีทเซอร์กิตอันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ในเดือนตุลาคม”

นอกจากนี้ ในอีเวนต์ที่ 2 เรายังร่วมแข่งขันในสุดสัปดาห์เดียวกับรายการ RAAT Thailand Endurance Championship 2026 ซึ่งผมเชื่อว่าทุกเรซ จะยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น และการลุ้นแชมป์ที่สนุกตลอดทั้งฤดูกาล พร้อมถ่ายทอดสดผ่านหลากหลายช่องทางเพื่อแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยเช่นเคย” นายอโณทัย กล่าวทิ้งท้าย

ทางด้าน คุณรัชนี จิรถาวรกุล ผู้จัดการทั่วไปหน่วยงานการตลาดและวางแผนผลิตภัณฑ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก ฮอนด้ามองว่า Honda One Make Race ไม่ได้เป็นเพียงแค่เพียงการแข่งขันรถยนต์ แต่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมโลกของมอเตอร์สปอร์ตเข้ากับชีวิตของลูกค้าฮอนด้า การแข่งขันนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสมรรถนะและเทคโนโลยีของฮอนด้าที่อยู่ในรถที่ลูกค้าใช้จริง ว่าสามารถเข้ามาอยู่ในสนามแข่งได้ ซึ่งเทคโนโลยีการขับเคลื่อน นับเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ฮอนด้าที่ถ่ายทอดมาอย่างยาวนาน ทั้ง DNA ความสปอร์ต และจิตวิญญาณความท้าทาย (Challenging Spirit) การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นเวทีที่ช่วยพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตในไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างโอกาสให้ทั้งนักแข่งมืออาชีพและหน้าใหม่ได้เติบโต และให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับโลกของมอเตอร์สปอร์ต”

Honda One Make Race 2026 5

Honda One Make Race 2026 ยังเติมเต็มสุดสัปดาห์แห่งความเร็วด้วยรุ่น Honda Club ศูนย์รวมของผู้ที่มีใจรักรถแข่งฮอนด้าจากทั่วประเทศไทย ทั้งนักแข่งระดับอาชีพและมือสมัครเล่น กว่า 30 คัน ลงประชันความเร็วอย่างเข้มข้น พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้นักแข่งหน้าใหม่ก้าวสู่เส้นทางนักแข่งระดับอาชีพในอนาคต

นอกจากความมันส์ในสนามแข่งขันแล้ว ฮอนด้า ยังเตรียมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าคนพิเศษ ได้แก่ Honda Driving Clinic ฝึกทักษะการขับขี่เชิงเทคนิค ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าฮอนด้าได้เรียนรู้ทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัยและถูกต้อง พร้อมเทคนิคการควบคุมรถในสไตล์สปอร์ต ถ่ายทอดโดยทีม ผู้ฝึกสอนมืออาชีพรวมถึงกิจกรรม Honda Track Experience ที่เปิดประสบการณ์สุดพิเศษในการขับขี่บนสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สนามแข่งรถมาตรฐานระดับ FIA รวมถึงยังมีกิจกรรมให้ลูกค้าร่วมสนุกในสนามสุดท้ายอย่าง สงขลา สตรีท เซอร์กิต อีกด้วย

ทั้งนี้ ศึก Honda One Make Race 2026 มีกำหนดดวลความเร็วทั้งสิ้น 4 อีเวนต์ อีเวนต์ละ 2 สนาม ดังนี้

อีเวนต์ 1 : วันที่ 5-7 มิถุนายน 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (PT Maxnitron Racing Series)

อีเวนต์ 2 : วันที่ 18-19 มิถุนายน 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (RAAT Thailand Endurance Championship)

อีเวนต์ 3 : วันที่ 14-16 สิงหาคม 2026 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ (PT Maxnitron Racing Series)

อีเวนต์ 4 : วันที่ 14-18 ตุลาคม 2026 สนาม พีที สงขลา สตรีท เซอร์กิต จ.สงขลา (PT Maxnitron Racing Series)

สำหรับแฟนๆมอเตอร์สปอร์ต สามารถรับชมการถ่ายทอดสดความมันส์ การแข่งขันรายการ Honda One Make Race 2026 ผ่านหน้าจอสด ๆ ได้เช่นเคย ทางเพจ Honda Thailand, Honda One Make Race, GP Motorsport และ XO autosport