Home Blog Page 303

“เบนซ์ไพรม์มัส” เผยความสำเร็จ Q1 ยอดทะลุ 50% เร่งเครื่องรับซัมเมอร์ จัดโปร 0% 5 ปี ลุ้นรับทอง 10 บ. ฟรี

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เผยความสำเร็จ คว้าที่ 2 ยอดจองสูงสุดใน Motor Show 2022 ดันยอดขาย Mercedes-AMG ไตรมาสแรก ทะลุเป้า 50% ด้านงานบริการ เติบโต 26% เร่งเดินหน้าชูกลยุทธ์มัดใจลูกค้ารับซัมเมอร์ชมคอนเสิร์ต Kenny G พร้อมที่พักสุดหรู  รับโปรพิเศษ ฟรี! ดอกเบี้ย, MB Oil และร่วมลุ้นรับทองหนัก 10 บ. เริ่มวันนี้ ถึง 30 เม.ย.ศกนี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการ เปิดเผยถึงความสำเร็จของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ในงาน Bangkok International Motor Show 2022 โดยมียอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของผู้จำหน่าย “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ทั่วประเทศ ด้วยตัวเลข 206 คัน ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปีนี้ ทำยอดขายรถ Mercedes-AMG ได้สูงกว่าเป้าหมายที่บริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” กำหนดไว้ถึง 50% ขณะที่ยอดขาย รถ Mercedes-Benz ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10.9%  ด้านงานบริการหลังการขาย มีรถเข้ารับบริการรวมทั้งสิ้น 2,315 คัน หรือคิดเป็นรายได้โดยประมาณกว่า 66 ล้านบาท เติบโตกว่า 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

“ในช่วงไตรมาสแรก ตลาดรถหรูมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง และยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบ อาทิ ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน และการขนส่ง ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์โดยรวมอย่างต่อเนื่อง หาก “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการบริการที่มอบความคุ้มค่า และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าเป็นหลัก ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ให้รับรู้ในวงกว้าง ทำให้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” จะเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้น ด้วยการมอบสิทธิประโยชน์แบบครบวงจร เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่และตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าในทุกๆ ด้าน”

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” ยังคงตอกย้ำแนวคิดลูกค้าทุกคนเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) จึงให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ามากขึ้นและต่อเนื่อง โดยรวบรวมความต้องการของลูกค้ามาจัดสรรกิจกรรม หรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคล เพื่อได้สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีพที่แตกต่างและเหนือระดับตลอดทั้งปี

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานคอนเสิร์ตของศิลปินแจ๊สระดับโลก “KENNY G” งาน INTERNATIONAL JAZZ & BLUES FESTIVAL 2022 ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 7 พ.ค.65 ณ ทรูอารีน่าหัวหิน ของ บริษัท หนีกรุง คอนเน็ค จำกัด  โดยสนับสนุนรถยนต์ Mercedes-Benz สำหรับเป็นพาหนะในการเดินทางของทีมงานและศิลปินแจ๊สระดับโลก “KENNY G” และนำรถยนต์รุ่นล่าสุดอวดโฉมในงานดังกล่าว เพื่อสร้างกระแสการรับรู้ของแบรนด์สินค้า และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้สัมผัสรถยนต์อย่างใกล้ชิด ทั้งเชิญชวนลูกค้า “เบนซ์ไพรม์มัส” ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับกับการชมงานคอนเสิร์ตในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบที่พักสุดหรู Holiday Inn Resort Vana Nava Hua Hin จำนวน 2 วัน 1 คืน

นายจิระพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงไตรมาส 2  “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เพิ่มสีสันด้วยการจัดกิจกรรมต้อนรับซัมเมอร์ ภายใต้ชื่อ  “ENJOY SUMMER” โดยตกแต่งโชว์รูมในธีมสดใสกับบรรยากาศชายทะเล ที่ให้ความรู้สึกสบายและเป็นกันเองในการเลือกชมรถยนต์ พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG เลือกรับข้อเสนอ ฟรี! ดอกเบี้ย นานสูงสุด 5 ปี หรือเลือกรับ ประกันภัยชั้น 1  MB Protection นานสูงสุด 4 ปี หรือเลือกรับ MBSP โปรแกรม Extra Guarantee นาน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

สำหรับลูกค้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง รับเพิ่มบัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 5,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์ลุ้นรับทองคำ หนัก 10 บาท จำนวน 1 รางวัล ทองคำ หนัก 5 บาท 5 รางวัล รวมมูลค่า 1 ล้านบาท เฉพาะรถยนต์ที่ร่วมรายการและเริ่มต้นสัญญาทางการเงิน ตั้งแต่ 21 มี.ค. ถึง 30 เม.ย.ศกนี้

ด้านบริการหลังการขาย “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ให้ความสำคัญกับการดูแลรถยนต์ของลูกค้า เพื่อมอบความห่วงใยและความปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษ “Enjoy a trip ahead”  รับสิทธิประโยชน์ดังนี้

1.รับฟรี! MB Oil 1 ลิตร สำหรับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการ Maintenance Service และรับฟรี! MB Oil เพิ่มอีก 1 ลิตร เมื่อทำการนัดหมายรับบริการล่วงหน้า

2.รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 20% เฉพาะอะไหล่ในการบำรุงรักษาและอะไหล่สึกหรอที่ร่วมรายการ

3.รับฟรี! ค่าแรงเปลี่ยนยาง, บริการสลับยาง 1 ครั้ง และชุดฝาปิดที่เติมลมยาง Mercedes-Benz มูลค่า 1,016 บาท เมื่อเปลี่ยนยางรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครบทั้ง 4 เส้น

4.รับ MB Car Care Set ชุดน้ำยาดูแลรถยนต์สำหรับภายนอกและภายใน มูลค่า 3,712 บาท เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 30,000 บาทขึ้นไป หรือเลือกรับเก้าอี้ Director มูลค่า 5,157 บาท เมื่อมียอดค่าใช้จ่าย 50,000 บาทขึ้นไป

พิเศษ! เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิต Citi Mercedes เลือกแบ่งชำระ ฟรี! ดอกเบี้ย นานสูงสุด 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาท ขึ้นไป เริ่มวันนี้ ถึง 31 พ.ค.65 ผู้ใดสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือทำการนัดหมายรับบริการล่วงหน้า ได้ที่ 02 095 5555, www.benzprimus.com , FB : Benz Primus และ LINE @benzprimus

มาสด้า แต่งตั้งประธานบริหารคนใหม่ มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งผสานการทำงานในระดับโลกและภูมิภาค พร้อมผลักดันผู้บริหารคนไทยขึ้นดูแลครบทุกฟังก์ชั่น

0

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศต่อยอดทางธุรกิจ เตรียมสยายปีกรับการแตกไลน์ธุรกิจเพิ่มเติม เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ประกาศแต่งตั้ง มร. ทาดาชิ มิอุระ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริหารคนใหม่ พร้อมนำทัพทีมผู้บริหารคนไทยรุ่นใหม่ไฟแรงขึ้นแท่นนั่งบริหารงานครบทุกแผนก แสดงถึงศักยภาพความรู้ความสามารถของคนไทยที่สามารถก้าวขึ้นมาบริหารงานในตำแหน่งสำคัญๆ ในบริษัทญี่ปุ่น พร้อมประสานการทำงานร่วมกันทั้งในระดับระดับภูมิภาคจนถึงเวทีระดับโลก เพื่อบริหารจัดการธุรกิจมาสด้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล และสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านการตลาด การขาย และการเอาใจใส่ดูแลลูกค้า

ทั้งนี้ มร. ทาดาชิ มิอุระ ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่ง ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ทำหน้าที่กำกับดูแลและรับผิดชอบในหลายตลาดหลักทั่วโลกให้กับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น อาทิ ตลาดยุโรป อเมริกาเหนือ โอเชียเนีย รัสเซีย และล่าสุด คือ ไต้หวัน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารของมาสด้า มอเตอร์ ไต้หวัน

มร. ทาดาชิ มิอุระ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเข้ามารับตำแหน่งประธานบริหารในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง และเป็นตลาดหลักของมาสด้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะตลาดประเทศไทยมียอดขายสะสมมากกว่า 700,000 คัน รวมถึงเป็นรถยนต์ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟอีกประมาณ 300,000 คัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผมคือการทำให้ลูกค้ามีความสุข อันเกิดจากคุณค่าแบรนด์และความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้า”

กลยุทธ์การบริหารธุรกิจของมาสด้าในปี 2565 คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณค่าของแบรนด์ ด้วยการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในทุก Touchpoints และส่งมอบประสบการณ์การบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยมาสด้าจะขับเคลื่อนการบริการหลังการขายอย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยเฉพาะการขยายศักยภาพของธุรกิจด้านบริการหลังการขายในหลายๆ ภาคส่วน อาทิ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานมาสด้า มาสด้า CPO โปรแกรมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า ฯลฯ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการลูกค้าและเพิ่มสิทธิพิเศษให้กับลูกค้ามาสด้าไปตลอดการครอบครองรถยนต์ นอกจากนั้น มาสด้ายังให้ความสำคัญกับการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรองรับการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับลูกค้าและแฟนมาสด้า เพื่อสร้างโอกาสในการทำการตลาดแบบ Fan-based Marketing เพื่อนำเสนอสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย เพิ่มมูลค่าของแบรนด์มาสด้า และส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกท่าน

นอกจากการแต่งตั้งประธานบริหารคนใหม่แล้ว มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ยังได้เสริมทัพผู้บริหารซึ่งเป็นคนไทยขึ้นมาบริหารในตำแหน่งสำคัญๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของการบริหารงานภายในองค์กรระดับโลก และระดับภูมิภาค ภายใต้นโยบายการทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือ “One Mazda” หลอมรวมทุกหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพแบบไร้รอยต่อ และก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

สำหรับนายชาญชัย ตระการอุดมสุข อดีตประธานบริหาร จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษา ซึ่งจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจยานยนต์มายาวนานหลายทศวรรษ คุณชาญชัยจะช่วยสนับสนุนธุรกิจมาสด้า ประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เชื่อมั่นในศักยภาพของผู้บริหารชาวไทยที่มีความพร้อม ความเข้าใจตลาดและเข้าถึงลูกค้าคนไทยอย่างแท้จริง และต่อจากนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าเตรียมความพร้อมขึ้นไปอีกขั้น เพื่อดูแลลูกค้าให้ครบทุกด้านอย่างสมบูรณ์แบบ และมอบความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้มากที่สุด

ทั้งนี้ มาสด้าจะยังคงเดินหน้าท้าทายความสามารถของตัวเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า รวมถึงสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการเติมเต็มความมีชีวิตชีวาของลูกค้าจากประสบการณ์การครอบครองรถยนต์ ตามความวิสัยทัศน์ของมาสด้า เพื่อโลก เพื่อสังคม และเพื่อผู้คน ที่ยั่งยืนตลอดไป

Mercedes-Benz: The Reinvention of Tomorrow ค่านิยมใหม่และแนวคิดใหม่ของงานแสดงรถยนต์

0

เทคโนโลยี ค่านิยม และความคิดของผู้คน คือสิ่งที่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตลอดเวลา “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ผู้นำของโลกยนตรกรรมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย (diversity) และความเท่าเทียมอย่างต่อเนื่องเสมอมา จึงต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มจากการเปลี่ยน “ค่านิยม” ที่อยู่คู่กับงานจัดแสดงรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

นั่นก็คือวัฒนธรรมการใช้ “พรีเซนเตอร์” ที่ทุกคนรู้จักในนาม “พริตตี้” ที่ช่วยโปรโมทรถยนต์ในงานอีเวนต์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย จนอาจส่งผลต่อมุมมองของคนไทยที่มีต่อ “พริตตี้” และหลาย ๆ ครั้งก็ส่งผลกระทบกับคุณค่าของผู้หญิงและอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อพวกเธอ

เพราะคุณค่าของแต่ละบุคคล อยู่ที่หลากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่เพศสภาพ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยการสร้างนิยามใหม่ เพื่อให้พรีเซนเตอร์คนนี้ถูกให้เกียรติ และสร้างจุดยืนใหม่ ๆ ในวงการ ด้วยการนำเสนอ

พรีเซนเตอร์…ที่ไม่จำกัดเพศ สีผิว หรือรูปร่าง

พรีเซนเตอร์…ที่ไม่จำเป็นต้องแต่งตัววาบหวิว

พรีเซนเตอร์…ที่ได้รับการอบรมเรื่องรถยนต์ และมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ให้ข้อมูลอย่างแม่นยำ

เราเรียกพวกเขาว่า “Digital Guide” (ดิจิทัล ไกด์) กลุ่มคนที่จะมาทำหน้าที่ในการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่น ในงานจัดแสดงรถยนต์ทุกงานในประเทศไทย โดยเป็นการแสดงจุดยืน ผ่านทางภาพยนตร์โฆษณาหนึ่งเรื่อง ภายใต้คอนเซ็ปต์ The Reinvention of Tomorrow ว่านี่เป็นเพียงหนึ่งสิ่งที่เราเปลี่ยน เพื่อสร้างค่านิยมใหม่และแนวคิดใหม่ของงานแสดงรถยนต์

..และยังมีสิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์รอคุณอยู่

#TheReinventionofTomorrow

#เปลี่ยนเพื่อพรุ่งนี้

#MercedesBenzThailand

 

สามารถรับชมวิดีโอ Mercedes-Benz: The Reinvention of Tomorrow ค่านิยมใหม่และแนวคิดใหม่ของงานแสดงรถยนต์ ได้ที่

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่างๆของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือ ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสาร อัพเดทผ่านทางทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand และ IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

SUZUKI CARRY ตอกย้ำความอเนกประสงค์ ชูแนวคิด “SUZUKI CARRY CAMPINESS” แคมเปญพิเศษ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,777 บาท

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำบทบาทผู้นำรถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ขนาดเล็ก เดินหน้าสานต่อไอเดีย Suzuki Carry Campiness จากการนำ SUZUKI CARRY มาดัดแปลงเป็นรถบ้าน หรือ Motor Home เพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ใหม่ Work from anywhere พร้อมเสนอแคมเปญพิเศษ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,777 บาท

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศ ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ซูซูกินำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมากมายหลายรุ่นแก่ผู้บริโภค ซึ่งล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความไว้วางใจในการเลือกไปใช้งานมาอย่างยาวนาน คือ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ ที่นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2006 ก่อนจะแนะนำ SUZUKI CARRY เจเนอเรชั่นที่ 2 ออกมาเมื่อปี 2019 จนสามารถสร้างยอดขายรวมไปได้มากถึง 56,073 คัน โดยในปี 2021 ที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 19%

ด้วยความอเนกประสงค์ของ SUZUKI CARRY ที่สามารถนำไปดัดแปลงและตกแต่งเพื่อใช้งานได้อย่างหลากหลาย จึงทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกลุ่มธุรกิจ Food Truck และเริ่มขยายไปสู่กลุ่มธุรกิจ SME อื่นมากขึ้น ไปจนกระทั่งการพัฒนาไปสู่การดัดแปลงเป็นรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย” (SUZUKI CARRY Biosafety Mobile Unit) หรือ รถตรวจโควิด รวมถึงการปรับเปลี่ยนเป็นรถส่งผู้ป่วยโควิด-19 กลับภูมิลำเนา ในโครงการ Suzuki Carry You Home  ที่ซูซูกิร่วมมือกับพันธมิตรที่ทำออกมาเพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือสังคม ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “SUZUKI Cause We Care”

ล่าสุดได้ทำการพัฒนาไปอีกขั้นเพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ด้วยการนำ SUZUKI CARRY มาดัดแปลงเป็น Motor Home หรือ รถบ้าน ในราคาเพียงหลักแสน เนื่องจากเทรนด์การท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ้งที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในยุค New Normal ที่ผู้คนอยากท่องเที่ยวแบบเป็นส่วนตัวและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น การขับรถบ้านท่องเที่ยวจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง  ซูซูกิ จึงอยากนำเสนอไอเดียใหม่ที่ลูกค้าสามารถออกแบบการเดินทางพักผ่อนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งหลังจากนำรุ่นต้นแบบมาจัดแสดงภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา ผู้บริโภคล้วนให้การตอบรับและมีความสนใจที่อยากจะเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ซูซูกิจึงเตรียมสานต่อแนวคิด Suzuki Carry Campiness ตอบรับไลฟ์สไตล์การท่องเที่ยวแบบใหม่ไปกับ SUZUKI CARRY  ที่พร้อมให้คุณสามารถออกแบบชีวิตการเดินได้ด้วยตนเอง โดยปัจจุบันผู้บริโภคเลือกที่จะทำรถบ้านหรือ Motor Home เพื่อให้ชีวิตพร้อมออกเดินทางไปท่องเที่ยวในสไตล์ของตนเอง แต่ก็ยังสามารถทำงานนอกสถานที่ในแบบ “Work from anywhere” ได้ ซึ่งนับว่าสอดรับกับวิถีชีวิตแบบใหม่หลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี

SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ถูกออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่พร้อมจะนำไปดัดแปลงและพัฒนาต่อยอดให้เข้ากับทุกแนวทางของการดำเนินชีวิต ด้วยมิติตัวรถมีขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม. กระบะบรรทุกแบบเรียบ เพิ่มความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. สามารถเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกและรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม จึงสามารถออกแบบให้มีดีไซน์เป็นรถบ้านได้โดยง่าย รองรับการเดินทางท่องเที่ยวตามแบบฉบับของคุณที่ไม่เหมือนใคร พร้อมมอบความมั่นใจและปลอดภัยในทุกการเดินทางด้วย ระบบเครื่องยนต์เบนซิน K15B ประหยัดน้ำมัน ขับขี่มั่นใจด้วยระบบเบรก ABS  รวมถึงติดตั้งระบบ Engine Drag Control ทำหน้าที่รักษาความเร็วของล้อหน้าและล้อหลังให้สมดุลกัน ช่วยป้องกันรถไม่เกิดการลื่นไถล เพื่อให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง อีกทั้งวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.4 เมตร เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ เหมาะกับใช้งานในพื้นที่ที่มีเงื่อนไขจำกัดได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 385,000 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมอุปกรณ์ตกแต่ง)

แม้ SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์ขนาดย่อม จะถูกจดจำในฐานะ “Food Truck” มายาวนานมากกว่า 10 ปี ธุรกิจติดล้อที่ใช้การตลาดเชิงรุกในการเข้าหาผู้บริโภคจนกลายเป็นขวัญใจผู้ประกอบการที่ต้องการอิสระในการเดินตามความฝันและต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง แต่ด้วยแนวคิด “Carry Your Dream เคียงข้างทุกเส้นทางฝัน” ยังคงเป็นดีเอ็นเอที่ชัดเจนของ SUZUKI CARRY เพราะไม่ว่าความฝันของคุณจะเป็นอย่างไร หรืออยู่ท่ามกลางวิกฤตการณ์แบบไหน SUZUKI CARRY ก็พร้อมจะเป็นยานพาหนะที่อยู่เคียงข้างร่วมฝ่าวิกฤตในทุกสถานการณ์  ซึ่งในการพัฒนารูปแบบให้สามารถรองรับการเป็นรถบ้าน จึงตอกย้ำได้อย่างชัดเจนว่า SUZUKI CARRY เป็นได้มากกว่ารถขนสินค้าหรือสัมภาระ แต่เปรียบเสมือนดั่งพาร์ทเนอร์คนสำคัญ ที่พร้อมจะสนับสนุนและร่วมขับเคลื่อนอยู่เคียงข้างผู้ประกอบการด้วยความจริงใจ  เดินหน้าไปสู่จุดหมายและประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

Suzuki Carry Campiness พร้อมให้คุณทลายทุกข้อจำกัดสามารถเดินทางไปในเส้นทางที่ออกแบบได้ด้วยตัวเอง ด้วยการเลือกดีไซน์และตกแต่งรถบ้านให้รองรับกับความต้องการและเหมาะสมกับการออกไปใช้ชีวิตได้อย่างแตกต่าง เพิ่มเสริมอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ได้แบบ Tailor Made  โดยลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดแคมเปญพิเศษได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ เรามีที่ปรึกษาการขายพร้อมบริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบและตกแต่ง SUZUKI CARRY นอกจากนั้น ซูซูกิยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำเข้ามาร่วมเป็น Suzuki Exclusive Leasing พร้อมทีมงานคอยให้คำปรึกษาทางด้านสินเชื่อเพื่ออำนวยความสะดวกในการดูแลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายให้ใครก็สามารถเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้ได้โดยง่าย พร้อมสานความฝันการเดินทางของคุณ ด้วยโปรแกรมดาวน์ 25% การผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 7,777 บาท (ราคาบวกรวมอุปกรณ์ตกแต่งมูลค่า 150,000 บาท)  ทั้งนี้ การพิจารณาสินเชื่อและการอนุมัติเป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันการเงินที่เข้าร่วม ราคาอุปกรณ์ตกแต่งขึ้นอยู่กับการตกลงแบบและวัสดุอุปกรณ์ขั้นสุดท้าย   โดยลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่โชว์รูมรถยนต์ซูซูกิกว่า 127 แห่งทั่วประเทศ

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดโชว์รูมแห่งใหม่บนถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยร่วมมือกับ บริษัท มิตซู พระนคร ออโต้ จำกัด เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ มิตซู พระนคร วิภาวดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการให้บริการแก่ลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในเขตบางเขน และเขตจตุจักร กรุงเทพฯ พร้อมความมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนต์และการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการ พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเรามีโชว์รูมและศูนย์บริการที่พร้อมให้บริการและครอบคลุมครบทุกจังหวัดของประเทศไทย พร้อมกันนี้เรายังคงมุ่งมั่นร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาในด้านคุณภาพการบริการ เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

บริษัท มิตซู พระนคร ออโต้ จำกัด ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้จำหน่ายที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 3 สาขา ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ สาขางามวงศ์วาน สาขาสายไหม และล่าสุดสาขาวิภาวดี

มิตซู พระนคร วิภาวดี ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 9.3 ไร่ โดยเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย และฝ่ายบริการหลังการขายที่มีประสบการณ์ มีความชำนาญ พร้อมความมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยภายในโชว์รูมแห่งใหม่นี้สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่าง ๆ ได้มากถึง 6 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครันมากถึง 19 ช่องซ่อม

มิตซู พระนคร วิภาวดี ยังเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่พร้อมจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ และเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถือเป็นรถพีเอชอีวีที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกเท่านั้น แต่ยังสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าอีกด้วย ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังสามารถขับขี่ได้ทั้งในโหมดไฟฟ้า (BEV) สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และสามารถขับขี่แบบรถยนต์ไฮบริด (HEV) สำหรับการเดินทางระยะไกล โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลใจกับเรื่องการหาสถานีชาร์จไฟฟ้า พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ยังตอกย้ำการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดอย่างแท้จริง ด้วยยอดจำหน่ายสูงสุดในทวีปยุโรปตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

มิตซู พระนคร วิภาวดี พร้อมแล้วที่จะเปิดให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่านด้วยความสะดวกสบาย มั่นใจได้ด้วยทีมงานคุณภาพ และครบครันด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ยังตกแต่งด้วยดีไซน์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่พร้อมมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนต์คุณภาพ การบริการ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลและร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ ๆ ภายใต้แนวคิดแบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

นอกจากการส่งมอบยานยนต์และบริการที่ดีมีคุณภาพแล้ว โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ยังได้คำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดขอโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าศูนย์บริการ พนักงานที่ใกล้ชิดลูกค้าจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หมั่นเช็ดทำความสะอาดภายในโชว์รูมและศูนย์บริการโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง ตลอดจนการทำความสะอาดภายในห้องโดยสารก่อนส่งมอบหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกท่านจะมีความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีเมื่อมาใช้บริการที่โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังสามารถคว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวทีการประกวดธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 หรือ TAQA ได้แก่ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า เพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อบริการหลังการขายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้อย่างดีเยี่ยม

มิตซู พระนคร วิภาวดี  ตั้งอยู่ที่เลขที่ 108 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900 โทร. 02-001-0999

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อีกระดับของกระบะอเนกประสงค์

0

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกทั้งด้านสมรรถนะและความแกร่งที่ลูกค้าต่างเลือกให้เป็นเพื่อนคู่ใจเพื่อการทำงานและเป็นรถสำหรับครอบครัวตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เพื่อเสริมความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อฟอร์ด เรนเจอร์ ทีมพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ของฟอร์ดจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าของรถและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเมื่อถึงเวลาของการเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ฟอร์ดจึงพร้อมมอบสมรรถนะที่เหนือระดับไปอีกขั้น เพื่อการใช้งานแบบอเนกประสงค์ ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมทั้งบนถนนและแบบออฟโรด ไปจนถึงตัวเลือกเครื่องยนต์ที่มอบทั้งความทนทาน และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ลูกค้า

“เป้าหมายของเราในการสร้างสรรค์ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ คือการส่งมอบรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในกว่า 180 ตลาดทั่วโลก เพื่อเป็นรถกระบะที่คนทั่วโลกให้ความไว้วางใจว่าจะพร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์” มร. เกรแฮม เพียร์สัน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าว

“การจะเป็นรถที่ลูกค้าทั่วโลกไว้วางใจได้นั้น เราต้องเติมความเหนือชั้นให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ แบบรอบด้าน  ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ที่บึกบึน เสถียรภาพในการขับขี่ สมรรถนะเพื่อการเดินทางออฟโรด ขุมพลัง และประสบการณ์ขับขี่ในภาพรวม”

“ฟอร์ดมีความเชี่ยวชาญในรถกระบะ” เกรแฮม กล่าวเสริม “เราต้องการมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพในการขับขี่ เพิ่มความไว้วางใจให้ฟอร์ดเป็นตัวเลือกของรถเพื่อการทำงาน และยังเป็นรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมากขึ้น เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น และความสะดวกสบายที่เหนือชั้น”

 

ระบบส่งกำลังที่ตอบโจทย์การทำงาน การเป็นรถครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

ปรีติกา มหาราช ผู้จัดการโครงการฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ กล่าวว่า ไม่ว่าลูกค้าจะมองหารถที่ประหยัดน้ำมัน ให้ความสะดวกสบาย หรือใช้เพื่อบรรทุกสัมภาระ เราเชื่อว่าเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังในรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะพร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร 4 สูบแถวเรียงที่ทรงประสิทธิภาพ

เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเดี่ยว มาพร้อมตัวเลือก 2 แบบ คือ รุ่นที่ให้พละกำลัง 150 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,750 รอบต่อนาที และรุ่นที่ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 405 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที

ส่วนเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตรของฟอร์ด มอบพละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที แรงบิด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที โดยเครื่องยนต์นี้ยังมีอยู่ในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่เช่นเดียวกัน เครื่องยนต์ดังกล่าวมีระบบบายพาสที่ชาญฉลาด สามารถปรับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน กล่าวคือ เทอร์โบชาร์จ 2 ตัวจะทำงานร่วมกันที่รอบต่ำเพื่อเพิ่มกำลังแรงบิดและการตอบสนอง หรือปรับทำงานโดยไม่ผ่านเทอร์โบขนาดเล็ก เพื่อให้เทอร์โบขนาดใหญ่ส่งกำลังได้เต็มที่เมื่อต้องการ

“เรารู้ดีว่าลูกค้าจะใช้งานฟอร์ด เรนเจอร์ แบบสุดกำลังความสามารถของรถ เราจึงทดสอบรถด้วยวิธีเดียวกัน” ปริติกา กล่าว “เราเริ่มจากการนำรถไปทดสอบหลายแบบบนเครื่องไดนาโมมิเตอร์ ทั้งการบรรทุกน้ำหนักสูงสุด ความทนทานต่ออุณหภูมิ ไปจนถึงการใช้งานเครื่องยนต์อย่างเต็มพิกัด จากนั้นเราจึงนำรถไปทดสอบในประเทศที่มีอากาศหนาวจัดอย่างยุโรปและนิวซีแลนด์ รวมถึงในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

“เราได้จำลองการใช้งานขั้นสุดของลูกค้าโดยติดเครื่องยนต์และเร่งความเร็วสูงสุดไว้นานกว่า 700 ชั่วโมงต่อเนื่อง เทียบได้กับการเหยียบคันเร่งจนมิดวิ่งวนรอบโลก 6 รอบ และเรายังทดสอบในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ -40 ไปจนถึง 50 องศาเซลเซียส” ปรีติกา กล่าว

ระบบเกียร์ในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด แบบเดียวกับที่ใช้ในฟอร์ด F-150 และฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ ซึ่งได้รับการทดสอบมามากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร และยังใช้การแข่งออฟโรดระยะทางกว่า 3,900 กิโลเมตร ซึ่งในการทดสอบนั้นยังรวมถึงการแข่งขัน Baja 1000 ด้วย โดยระบบเกียร์ดังกล่าวนี้มีในรถฟอร์ดที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร ทั้งในเรนเจอร์ และเอเวอเรสต์

นอกเหนือจากเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งมีอยู่ในเรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมตัวเลือกใหม่ ได้แก่ เกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่จับคู่กับเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบเดี่ยว

 

พร้อมลุยทุกเส้นทางสมบุกสมบัน

“ลูกค้าบอกกับเราว่าหนึ่งในเหตุผลที่ชอบฟอร์ด เรนเจอร์ คือการเป็นหนึ่งในรถกระบะที่นั่งสบายและมีสมรรถนะในการขับขี่ไม่แพ้รถเก๋ง การรักษาข้อดีนั้นไว้ และเสริมด้วยสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรดจึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่” มร. ร็อบ ฮิวโก้ วิศวกรหัวหน้าฝ่ายประสบการณ์การขับขี่ของเรนเจอร์ กล่าว

ร็อบ ยังกล่าวว่า ฐานล้อที่กว้างและยาวขึ้นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยเพิ่มความมั่นคงในการขับขี่ทั้งบนทางเรียบและออฟโรด ด้วยมุมเงย 30 องศา (เพิ่มจาก 28.5 องศาในรุ่นก่อนหน้า) และมุมจากด้านหลัง 23 องศา (เพิ่มจาก 21 องศาในรุ่นก่อนหน้า)

นอกจากฐานล้อกว้างขึ้นที่ช่วยให้นักออกแบบเพิ่มความกว้างของกระบะท้ายให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ บรรทุกของได้มากขึ้นและปรับรูปแบบการใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้น โช้คหลังยังขยับมานอกเพลาเพื่อให้ควบคุมรถได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะมีสัมภาระหรือไม่ก็ตาม

“ตำแหน่งของโช้คที่อยู่ด้านนอกเพลาทำให้การควบคุมรถทำได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะขนสิ่งของหนักหรือไม่ และยังช่วยลดปัญหาเรื่องการกระเด้งของรถกระบะทั่วไปที่มีโช้คด้านในเพลาเมื่อไม่ได้บรรทุกของ” มร.ร็อบ กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อพื้นฐานซึ่งเป็น “ระบบชั่วคราว” โดยมีทรานสเฟอร์เคสควบคุมด้วยไฟฟ้าทำงานแบบ 2 จังหวะและมี Shift-on-the-fly มาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ 2H, 4H และ 4L เพื่อส่งกำลังอย่างต่อเนื่องสู่เพลาหน้าและหลังเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่บนทุกสภาพถนน

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังคงใช้เฟืองท้ายแบบ Locking Rear Differential ที่สามารถเปิดใช้งานได้ผ่านหน้าจอระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A® โดยเฟืองท้ายจะทำให้ล้อบนเพลาเดียวกันหมุนที่ความเร็วเท่ากัน เพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนนขณะขับขี่ออฟโรด

โหมดการขับขี่ที่หลากหลายเพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง

ก่อนหน้านี้ โหมดการขับขี่จะมาพร้อมกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เท่านั้น แต่ตอนนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ก็มาพร้อมฟีเจอร์นี้แล้วเช่นกัน โดยเรนเจอร์เฉพาะรุ่นจะมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดประหยัด โหมดลากจูงและบรรทุก (เฉพาะรุ่นเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น) โหมดถนนลื่นสำหรับการขับขี่ทางเรียบ และโหมดโคลน และโหมดทรายสำหรับการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด โหมดการขับขี่แต่ละโหมดจะปรับการทำงานระบบทั้งหมดให้เหมาะสม ตั้งแต่การเปลี่ยนเกียร์ไปถึงการตอบสนองของคันเร่ง ระบบควบคุมการทรงตัวและการยึดเกาะ ระบบเบรกอัตโนมัติ (ABS) และระบบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“โหมดการขับขี่เป็นตัวช่วยที่ใช้งานง่ายมาก และทำให้รถส่งแรงไปยังล้อรถได้อย่างเหมาะสมตามสภาพถนน โดยผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ” มร.ร็อบ กล่าว

นอกจากโหมดการขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลสำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะบนระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร SYNC 4A®  เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งจะแสดงผลการตั้งค่าระบบส่งกำลังและระบบดิฟล็อก องศาการบังคับควบคุมพวงมาลัย มุมการเอียงของรถ ไปจนถึงกล้องหน้าที่มาพร้อมเส้นกะระยะ

ในห้องเครื่องยังมีพื้นที่ให้ติดตั้งแบตเตอรี่สำรองอีกลูก เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์การตั้งแคมป์และอุปกรณ์อื่นๆ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถทำจากเหล็กตัดด้วยเลเซอร์ เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายต่อระบบบังคับเลี้ยว อ่างน้ำมันเครื่อง การเปลี่ยนเกียร์และระบบเกียร์ โดยแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถมีการติดตั้งเข้ากับโครงรถ ส่งมอบความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และยังถอดง่ายสะดวกต่อการซ่อมบำรุง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมลุยทุกการผจญภัยด้วยหลังคาที่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัมขณะรถจอดอยู่กับที่ และรับน้ำหนักได้มากถึง 85 กิโลกรัมขณะรถเคลื่อนที่ และการบรรทุกสัมภาระหลากหลายรูปแบบในบริเวณกระบะท้าย ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถที่อเนกประสงค์กว่าเคย ตั้งแต่ห่วงยึดสัมภาระบนท้ายกระบะและขอบกระบะ จุดยึดอุปกรณ์ช่างบนฝาท้าย และจุดยึด 6 จุด สำหรับติดตั้งและใช้งานอุปกรณ์เสริมบริเวณท้ายกระบะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร ที่ความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่นเดียวกับเรนเจอร์รุ่นปัจจุบัน

“ลูกค้าของเราหลายคนชอบขับเรนเจอร์ลุยน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ลำธาร และแหล่งน้ำอื่นๆ เราจึงทดสอบเรนเจอร์ด้วยการขับลุยน้ำในความเร็วที่ต่างกันในความลึกสูงสุดถึง 800 มิลลิเมตร” ร็อบ กล่าว

“นอกจากการทดสอบทางกายภาพ ทีมวิศวกรยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านวิศวกรรมเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานด้านพลศาสตร์ของรถยนต์เมื่ออยู่ในน้ำจะดีเทียบเท่ากับเมื่ออยู่บนทางเรียบ ให้แน่ใจว่าน้ำจะไม่เข้าไปในบางจุด และระบบหลักยังทำงานได้หลังขึ้นจากน้ำ เช่น ไฟส่องสว่างและแตร เรายังทดสอบการลุยน้ำขณะใช้เกียร์ถอยหลังอีกด้วย เพราะนี่เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะทำในการใช้งานจริง” ร็อบ กล่าวเสริม

 

ทดสอบเพื่อพิชิตทุกความหฤโหด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ผ่านการทดสอบมาแล้วกว่าหลายล้านกิโลเมตรใน 10 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่ารถคันนี้ไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการ แต่ยังมอบสิ่งที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า ทั้งด้านสมรรถนะ คุณภาพ ความไว้วางใจได้ และความทนทาน

รถต้นแบบฟอร์ด เรนเจอร์ ผ่านการทดสอบ ณ สนามทดสอบรถยนต์ ยู ยางส์ ของฟอร์ด ใกล้เมืองเมลเบิร์น เป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร ขณะเดียวกัน ชิ้นส่วนหลักๆ เช่น ช่วงล่าง ตัวถัง และเครื่องยนต์ ก็ต้องผ่านการทดสอบแบบไม่มีพัก ภายในห้องทดสอบที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

มร. จอห์น วิลเลมส์  หัวหน้าวิศวกรโปรแกรม ฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีการทดสอบรถทั้งคันจริงๆ ฟอร์ดยังใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยจำลองสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนและระบบหลักๆ ของรถทำงานร่วมกันได้ดี เพื่อลดเสียงรบกวนจากการทำงานของชิ้นส่วนหรือเสียงจากลมที่อาจเข้ามาในห้องโดยสาร

“ในช่วงแรกของการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เราใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์มากมายช่วยในการวิเคราะห์” จอห์น เสริม “หลังจากนั้น เราจึงสร้างรถต้นแบบขึ้นมามากถึง 200 คัน เพื่อใช้ทดสอบด่านสุดหฤโหด ตั้งแต่ทะเลทรายฝุ่นคลุ้งสุดท้าทายที่ออสเตรเลียและตะวันออกกลาง บนถนนและทางด่วนท่ามกลางอากาศร้อนชื้นในประเทศไทย ไปจนถึงอุณหภูมิติดลบในยุโรปและอเมริกาเหนือ”

“เราจำลองสภาวะการทดสอบให้เหมือนจริงที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ลูกค้าเรนเจอร์พบได้ในชีวิตจริง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์หลังออกจากโชว์รูม ไม่ว่าจะบนทางเรียบหรือเส้นทางออฟโรด ซึ่งรวมถึงความชื้นจัดในไทย อากาศหนาวเย็นที่นิวซีแลนด์ และอุณหภูมิร้อนถึง 50 องศา ที่ลูกค้าอาจเจอในแถบตะวันออกกลาง” มร. จอห์น กล่าว

นอกจากการทดสอบรถทั้งคันในสภาพแวดล้อมจริงแล้ว ฟอร์ดยังทดสอบส่วนประกอบเฉพาะชิ้นด้วย ตั้งแต่ระบบกันสั่นสะเทือน ชุดลาก โครงรถ ประตู ฝาท้าย แผงตัวถัง กันชน เบาะที่นั่ง และชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ลูกค้าจับ สัมผัส หรือกระแทก โดยจะทดสอบจนกว่าชิ้นส่วนจะถึงจุดแตกสลายในสภาพแวดล้อมที่ควบคุม เพื่อค้นหาจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้น

“เป้าหมายในการทดสอบส่วนประกอบก็เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนประกอบเหล่านั้นจะทำงานได้อย่างปลอดภัย ให้ลูกค้าวางใจได้ตลอดการใช้งาน” จอห์น กล่าว “เรารู้ว่าลูกค้าฟอร์ดต้องการใช้งานเรนเจอร์เพื่อลุยเต็มพิกัดในทุกเส้นทาง ทุกสภาวะ เราจึงต้องแน่ใจว่ารถคู่ใจคันนี้จะมอบความปลอดภัย ไร้กังวล และห้องโดยสารที่เงียบสงบให้แก่ผู้ขับขี่”

การันตีความลักชัวรี่ ด้วยการคว้ารางวัลสุดยอดยนตกรรม The Most Exciting EV Award ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

0

ปิดฉากไปได้อย่างสวยงามกับงานครั้งสำคัญแห่งปี บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 (43rd Bangkok International Motor Show 2022) มหกรรมยานยนต์สุดยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2022 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ที่งานนี้ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป นำทัพรถสปอร์ตใหม่ล่าสุดกว่า 9 รุ่น อวดโฉมให้คนรักรถหรูได้สัมผัสแบบใกล้ชิด ซึ่งมีดาวเด่นเป็นสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ไทคานน์ จีทีเอส ใหม่ล่าสุด (The new Taycan GTS) ที่สามารถทำลายสถิติการขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าด้วยระยะทางมากกว่า 500 กิโลเมตร นับว่ามากที่สุดของแบรนด์ปอร์เช่  ตามด้วยรถสปอร์ตระดับตำนาน ปอร์เช่ 911 จีทีเอส (911 GTS) และ คาเยนน์ คูเป้ (Cayenne Coupe) ตลอด 14 วันเต็ม

ตอบรับการเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกระตุ้นการเป็นเจ้าของรถพลังงานไฟฟ้า เมื่อ ปอร์เช่ ประเทศไทย ยกทัพรถหรูโฉมใหม่โฉบเฉี่ยว มาพร้อมสมรรถนะเกินคาด ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นที่น่ายินดีกับรถหรูระดับพรีเมียมกว่า 9 รุ่น อาทิ ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า จีทีเอส (911 GTS) ปอร์เช่ 911 ในเวอร์ชั่นจีทีเอส (GTS) ที่มีพละกำลังมหาศาลพร้อมรูปโฉมที่เกรี้ยวกราดดุดัน   และ ปอร์เช่ คาเยนน์ อี ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ยนตรกรรมพรีเมียม SUV แห่งยุคที่ติดตั้ง ขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด พร้อมกับการเปิดตัว ปอร์เช่ ไทคานน์ จีทีเอส (Taycan GTS) ใหม่ ครั้งแรกของภูมิภาค รถไฮไลต์ที่ทำให้ใครหลายคนที่เดินผ่านต้องหยุดมอง รถพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มาพร้อมกับความสปอร์ตสุดเร้าใจ พิสัยการเดินทางสูงสุดถึง 504 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP) นี่คือ ไทคานน์ (Taycan) รุ่นแรกที่ทำลายขีดจำกัดระยะทาง 500 กิโลเมตรได้สำเร็จ นับเป็นรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุด มีงานออกแบบดีไซน์ที่สร้างความแตกต่างจากพี่น้องร่วมตระกูล เรียกว่ามาครบและตอบโจทย์ทั้งรูปโฉมและความเฉียวแบบรักษ์โลกเลยทีเดียว ปิดท้ายงานนี้ด้วยยอดจองที่เป็นที่น่าประทับใจกว่า 171 คัน ในยอดจำหน่ายนี้ เป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% ในรุ่นไทคานน์ ทั้งหมดรวม 58 คัน  และ รถปลั๊กอิน ไฮบริด หรือ PHEV รวมอีก 99 คัน

 

และหลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ยินดีกับความสำเร็จของ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) กับ 3 ผู้บริหาร แถวหน้านำทีมปอร์เช่ เข้ารับรางวัลในงาน Car of The Year 2022 ครั้งที่ 24 รางวัลอันทรงเกียรติที่เป็นเครื่องยืนยันและการันตีคุณภาพมาตรฐานยานยนต์รถยอดเยี่ยมแห่งปี กันไปแล้ว ในงานมอเตอร์ โชว์นี้ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำรถสปอร์ตหรูอีกครั้ง เมื่อผู้จัดงานได้ประกาศรางวัลพิเศษเพิ่มเติมอีก โดย ปอร์เช่ ประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลยนตรกรรมไฟฟ้าที่สร้างความน่าตื่นเต้นที่สุดในงาน หรือ The Most Exciting EV Award ในกลุ่มของรางวัลเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ยอดเยี่ยม (THE MOST EXCITING NEW PRODUCT AWARD) โดยเป็นรางวัลที่มอบให้กับบริษัทรถยนต์ ที่เลือกนำยนตรกรรมใหม่ล่าสุดที่มีความล้ำสมัย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบยุคใหม่ ที่มาพร้อมดีไซน์สวยอันเป็นเอกลักษณ์ รวมไปถึงเป็นการนำรถพลังงานไฟฟ้า (EV) มาเปิดตัวครั้งแรกภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ด้วย โดยมี ดร. ปราจิน เอี่ยมลำนา ประธานจัดงาน และคุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน ขึ้นมอบรางวัลให้กับ คุณปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ ประเทศไทย ตัวแทนบริษัท เรียกว่าเป็นรางวัลการันตีการไม่หยุดที่จะพัฒนารถหรูคุณภาพที่ตอบโจทย์ยนตกรรมสปอร์ตรักษ์โลก

 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เซ็น MOU ผนึกความร่วมมือทางการเรียนรู้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ และวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสและสร้างเสริมประสบการณ์การทำงานจริงในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับนักศึกษา ก่อนเข้าสู่โลกแห่งธุรกิจในชีวิตจริง พร้อมต่อยอดความร่วมมือสู่การจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ในอนาคต ตอกย้ำภารกิจของบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อเติบโตเคียงข้างสังคมอย่างมั่นคงและยั่งยืน

พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือได้รับเกียรติจาก มร. ไมเคิล ฉง ผู้จดการทั่วไป มร. ไมเคิล จาง ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารแบรนด์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อัครพงษ์ ค่ำคูณ คณบดี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มณฑิณี รัตนปรีชาเวช รองคณบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ และนายชัยพร ปิ่นงาม รักษาการหัวหน้างานกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ลงนามและร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าว ณ บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา โดยในโอกาสเดียวกันนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้ประกาศให้การสนับสนุนการแข่งขันแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก Thammasat Undergraduate Business School (TUBC) ซึ่งเป็นเสมือนเวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากนานาประเทศได้ประชันความรู้ความสามารถและทักษะการคิดวิเคราะห์อีกด้วย

มร. ไมเคิล ฉง ผู้จดการทั่วไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “นับตั้งแต่ก้าวแรกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จนเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราได้เห็นศักยภาพที่ควรค่าแก่การผลักดันของคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในมิติต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในหลากหลายด้านซึ่งถือเป็นก้าวย่างสำคัญสำหรับการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและแวดวงการศึกษาของไทยที่จะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ตลอดจนสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบต่างๆ ร่วมกัน ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้นักศึกษาไทยได้ขยายขอบเขตการเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันล้ำค่าเพื่อยกระดับความสามารถให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติงานและการใช้ชีวิตหลังสำเร็จการศึกษา ท่ามกลางการแข่งขันแบบไร้พรมแดนของโลกยุคปัจจุบัน สอดรับกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมในภาพรวมภายใต้แนวคิด “GWM Together” ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Co-Creation) ระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ และพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม สืบสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน”

“ความร่วมมือระหว่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ และวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในโอกาสนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเติมเต็มประสบการณ์ในการทำงานของบุคลากรทั้งสองฝ่าย ทั้งยังเป็นการวางรากฐานพันธมิตรที่แข็งแกร่งระหว่างองค์กรระดับโลกกับสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน โดยจะสามารถต่อยอดไปสู่การจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ร่วมกันในอนาคต ตลอดจนเปิดประตูบานใหม่ให้กับน้องๆ นักศึกษาที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ที่กำหนดได้เข้ามาฝึกงานกับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งแน่นอนว่านักศึกษาที่มีความสามารถและมีความประพฤติเหมาะสมจะมีโอกาสได้ร่วมงานกับเราหลังจบการศึกษาอีกด้วย” มร. ฉง กล่าวเสริม

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการสำหรับการแข่งขัน Thammasat Undergraduate Business Challenge (TUBC) ซึ่งในปีนี้เปิดพื้นที่ในรอบ The Challenger ให้นิสิตนักศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีชาวไทยได้ท้าชิงความเป็นที่หนึ่งในระดับประเทศด้านการวิเคราะห์ปัญหาเชิงธุรกิจ ซึ่งผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันในรอบถัดไปบนเวทีระดับนานาชาติท่ามกลางผู้ท้าชิงจากสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำทั่วโลก โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมอบโจทย์เป็นกรณีศึกษาให้กับผู้ร่วมการแข่งขันทั้งสองรอบ เพื่อนำไปวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขปัญหา พัฒนาและต่อยอดแผนธุรกิจที่สามารถทำได้จริง ภายใต้เงื่อนไข ทรัพยากร และระยะเวลาที่กำหนด แล้วนำเสนอให้กับคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำเนินการตัดสิน

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ไม่เพียงจะมุ่งมั่นขับเคลื่อนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย แต่ยังให้ความสำคัญกับการจ้างงานและการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรไทย ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรภาคส่วนต่างๆ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ พัฒนาทักษะทางอาชีพ และเสริมสร้างประสบการณ์ทำงานในสภาพแวดล้อมจริงให้กับเยาวชนชาวไทย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ตามแนวทางการยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

แวะค็อกพิทก่อนลุยทริปหยุดยาว รวมโปรดูแลครบ…จบบริบูรณ์ทุกเรื่องรถ รับส่วนลดยางสูงสุด 800 บาท รับเพิ่มบัตรกำนัลสูงสุด 500 บาท

0

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และค็อกพิท (COCKPIT) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร จัดรวมโปรโมชั่นรับวันหยุดยาวในเดือนเมษายน ตอกย้ำ “มาที่ค็อกพิท ครบ…จบบริบูรณ์ทุกเรื่องรถ” เริ่มด้วย “จองยาง..จองง่าย..ได้ส่วนลด” เมื่อลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อเปลี่ยนยางรถยนต์จำนวน 4 เส้น ตั้งแต่วันที่ 11 – 30 เมษายน 2565 รับส่วนลดทันที 800 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง Bridgestone และส่วนลด 500 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง Firestone พร้อมรับเพิ่มบัตรกำนัล มูลค่าสูงสุด 500 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง Bridgestone รุ่นที่ร่วมรายการ  อีกทั้ง จัดหนักโปรน้ำมันเครื่องเกรดหมื่นโล พร้อมไส้กรอง เริ่มต้น 689 บาท และฟรี! บริการตรวจเช็กความปลอดภัยเบื้องต้นก่อนออกทริป ภายใน 30 เมษายนนี้เท่านั้น 

บริดจสโตน และค็อกพิท ร่วมส่งมอบความห่วงใยในทุกการเดินทาง จัดรวมโปรโมชั่นรับหน้าร้อน ครอบคลุมครบทุกบริการ ทั้งยางรถยนต์ น้ำมันเครื่อง และตรวจเช็กรถยนต์ สะท้อนความมุ่งมั่นและเป้าหมายของบริดจสโตนในการสร้างสรรค์คุณค่าร่วมกันกับสังคมและลูกค้าในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นด้านการเดินทางอย่างยั่งยืนตามพันธสัญญา E8 ของบริดจสโตน (Bridgestone E8 Commitment) โดยหนึ่งในนั้น Ease คือ การสร้างความสะดวกสบาย สุขใจไร้กังวลในการเดินทางให้กับลูกค้าคนสำคัญตลอดเดือนเมษายนนี้ สำหรับโปรโมชั่น “จองยาง..จองง่าย..ได้ส่วนลด” เพียงลงทะเบียนออนไลน์นัดหมายเปลี่ยนยาง Bridgestone หรือ Firestone เพื่อรับ SMS สิทธิ์ส่วนลด ตั้งแต่วันที่ 11 – 30 เมษายน 2565
ที่ https://cockpit.co.th/appointment รับทันที

  • ส่วนลด 800 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง Bridgestone ครบ 4 เส้น
  • ส่วนลด 500 บาท เมื่อเปลี่ยนยาง Firestone ครบ 4 เส้น

ใช้สิทธิ์เข้ารับบริการได้ที่ค็อกพิท และเอ.ซี.ที ทุกสาขาทั่วประเทศ จำกัดจำนวนเพียง 1,500 สิทธิ์ (จำกัด 1 ท่าน/ 1 สิทธิ์/1 ทะเบียนรถยนต์ และ 1 เบอร์โทรศัพท์) โดยแสดงบัตรประชาชน พร้อม SMS และกดยืนยันสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่เท่านั้น หากเคยมีการใช้สิทธิ์แล้ว จะไม่สามารถลงทะเบียนใหม่หรือใช้สิทธิ์ซ้ำได้อีก

  • รับเพิ่ม บัตรกำนัล มูลค่าสูงสุด 500 บาท เมื่อเปลี่ยนยางเฉพาะรุ่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 11 – 30 เมษายน 2565 หรือจนกว่าของจะหมด ได้แก่
  • ยาง Bridgestone รุ่น DURAVIS R611 จำนวน 4 เส้น รับฟรี บัตรโลตัส มูลค่า 300 บาท
  • ยาง Bridgestone รุ่น DURAVIS R624HD จำนวน 2 เส้น รับฟรี บัตรโลตัส มูลค่า 300 บาท
  • ยาง Bridgestone รุ่นTURANZA T005A หรือ POTENZA Adrenalin RE004 จำนวน 4 เส้น
    รับฟรี บัตรน้ำมัน มูลค่า 500 บาท
  • นอกจากนี้ภายใน 30 เมษายน 2565 ยังมีโปรโมชั่น Super set ซื้อน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์เกรดหมื่นโล
    พร้อมไส้กรอง เริ่มต้น 689 บาท และฟรี! บริการตรวจเช็คความปลอดภัยเบื้องต้นก่อนเดินทางอีกด้วย

อย่าลืม! แวะค็อกพิท “คุ้มครบไว อุ่นใจที่ค็อกพิท” ก่อนลุยทริปหยุดยาว สำหรับรายละเอียด และเงื่อนไขต่าง ๆ
ของโปรโมชั่น สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.cockpit.co.th, www.facebook.com/CockpitTH หรือสอบถามได้ที่แผนกลูกค้าสัมพันธ์ ค็อกพิท (COCKPIT) และเอ.ซี.ที (A.C.T) ทุกสาขาทั่วประเทศ โทร. 1369

*รายการส่งเสริมการขาย และการบริการเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

ควิกเลน แนะเทคนิคช่วยรถประหยัดน้ำมัน เตรียมพร้อมเดินทางรับหยุดยาว

0

วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามา หลายคนคงเตรียมตัวเดินทางกลับภูมิลำเนาฉลองปีใหม่ไทยกับครอบครัว ขณะที่อีกหลายคนวางแผนพาครอบครัว หรือชวนเพื่อนฝูงไปออกโรดทริปท่องเที่ยวรับหน้าร้อนด้วยกัน แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ควิกเลนมีเทคนิคในการเตรียมรถคู่ใจให้พร้อมสำหรับการเดินทาง ที่จะทำให้คุณสามารถขับขี่อย่างสบายใจหายห่วง โดยประหยัดทั้งน้ำมันและเงินในกระเป๋าไปพร้อมกัน

  1. เลือกใช้น้ำมันเครื่องสูตรประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง

น้ำมันเครื่องที่ราคาเข้าถึงได้ ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายเสมอไป ควรเลือกใช้น้ำมันที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำตามคู่มือการใช้รถ โดยน้ำมันเครื่องความหนืดต่ำจะช่วยลดแรงเสียดทานของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น การใช้น้ำมันเครื่อง Omnicraft สังเคราะห์แท้ 100% 5W-30 ที่สามารถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงร้อยละ 2.5* ทีเดียว โดยอ้างอิงจากมาตรฐานการทดสอบ CEC L-54-96 (M111)

  1. ใช้ยางรถยนต์ที่ช่วยประหยัดน้ำมันคนรักรถอาจมีรสนิยมในการเปลี่ยนยางที่หน้ากว้างขึ้น เพื่อเพิ่มเอกลักษณ์ให้กับรถคู่ใจ หรือช่วยเพิ่มสมรรถนะที่ดีในการเกาะถนนและระยะการเบรกที่สั้นลง แต่รู้หรือไม่ว่าแรงเสียดทานที่เกิดจากหน้ายางที่กว้างกว่าขนาดมาตรฐาน ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้รถใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนมากขึ้น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เปลี่ยนยางใหม่ ควรเลือกใช้ยางขนาดมาตรฐาน นอกจากนั้น การเลือกใช้ยางที่มีคุณสมบัติช่วยประหยัดน้ำมัน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
  1. ดูแลความดันลมยางให้พร้อม

ยางรถยนต์ที่มีลมยางเหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันและทำให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนอย่างเต็มที่ มอบความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ รถที่มีความดันลมยางในปริมาณที่พอดีสามารถวิ่งได้ระยะทางไกลมากขึ้นสูงสุดถึงร้อยละ 3[1] อย่าลืมตรวจเช็กลมยางให้มั่นใจทุกครั้งที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงหรืออย่างน้อยทุกๆ 2 สัปดาห์ โดยสามารถดูค่าความดันลมยางที่แนะนำจากป้ายความดันลมยางที่ข้างเสาประตูรถหรือจากคู่มือการใช้รถ และควรตรวจสอบลมยางในขณะที่ยางเย็น (จอดรถทิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชม.หรือขับขี่มาไม่เกิน 1.6 กม.) อย่างไรก็ตาม ถ้ามีความจำเป็นต้องตรวจสอบขณะที่ยางมีอุณหภูมิสูง ควรเพิ่มความดันลมยางไปจากค่ามาตรฐานประมาณ 3 ปอนด์ต่อตารางเมตร

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยรักษาความดันลมยางให้สม่ำเสมอคือการเติมลมยางด้วยไนโตรเจน ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ลมยางจะลดลงซึ่งแตกต่างจากการเติมลมยางแบบปกติ ลดความถี่ในการตรวจสอบลมยางให้น้อยลง

  1. ลดน้ำหนักบรรทุกและอุปกรณ์ตกแต่งที่ไม่จำเป็น

แร็คหลังคา แผงกันสาดกระจกประตู แผงกันแมลงฝากระโปรงหน้า หรืออุปกรณ์แต่งรถที่ไม่ได้คุณภาพจะเพิ่มแรงต้านทานอากาศระหว่างการขับขี่ หรือแม้กระทั่งสัมภาระในรถที่ไม่จำเป็นก็จะไปเพิ่มน้ำหนักรถ ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น ดังนั้น หากต้องการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันควรจัดสัมภาระเท่าที่จำเป็น ถอดแร็คหลังคาออกในกรณีที่ไม่ได้ใช้งานและเหลืออุปกรณ์แต่งรถให้น้อยที่สุดหรือเลือกอุปกรณ์ตกแต่งรถของแท้ที่ได้ถูกออกแบบและทดสอบเพื่อช่วยลดแรงต้านทานอากาศไม่ให้สูงจนเกินไป

  1. เปิดแอร์อย่างมีเทคนิค

ถึงแม้อากาศภายนอกจะอบอ้าว แต่การอดทนเปิดกระจกรับลมสักครู่ตอนออกรถเพื่อไล่ลมร้อนจะช่วยให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง และห้องโดยสารเย็นเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรตั้งอุณหภูมิไว้ให้เย็นเกินไป และควรใช้สวิตช์หมุนวนอากาศภายใน เพื่อไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในตัวรถ หากรู้สึกว่าแอร์ในรถไม่เย็น ท่านสามารถตรวจสอบระบบแอร์ที่ศูนย์บริการยางและรถยนต์ ควิกเลน เพื่อตรวจสอบการรั่วซึมของน้ำยาแอร์และเติมน้ำยาแอร์ให้ได้ระดับมาตรฐาน พร้อมทั้งเปลี่ยนไส้กรองอากาศแอร์ตามระยะที่กำหนดก่อนออกทริป

  1. ขับช้า ดีกว่าผลาญไว

ยิ่งเร่งคันเร่งมากเท่าใด ก็ยิ่งเผาผลาญเชื้อเพลิงไปมากเท่านั้น และไม่แนะนำให้เร่งเครื่องขณะสตาร์ทรถ กระทรวงพลังงานได้ให้คำแนะนำในการขับรถอย่างประหยัดน้ำมันไว้ว่าควรขับรถไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อหลีกเลี่ยงการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยไม่จำเป็น และควรรักษาความเร็วของรถให้สม่ำเสมอ เพราะการที่ปรับเปลี่ยนความเร็วของรถขึ้นๆลงๆอยู่ตลอดเวลา เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้รถกินน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับรถที่มีระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ (Cruise Control) ขอแนะนำให้ใช้ในเวลาเดินทางไกลเพื่อช่วยควบคุมความเร็วและประหยัดน้ำมันในเวลาเดียวกัน 

  1. ตรวจเช็กสภาพรถก่อนเดินทาง

วิธีที่จะทำให้มั่นใจได้มากที่สุดว่ารถจะพาออกเดินทางไกลได้อย่างปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย คือการหมั่นนำรถเข้าตรวจเช็กสภาพและบำรุงรักษาเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ การนำรถที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจสอบหรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรองอากาศ ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศแอร์ รวมถึงระบบต่างๆ สามารถลดการกินน้ำมันได้ถึงร้อยละ 4[2] นอกจากนั้นยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการดูแลรักษารถก่อนเดินทาง ถือโอกาสเปลี่ยนอะไหล่เพื่อความพร้อมในการเดินทางที่ราบรื่นอีกด้วย

ควิกเลน ศูนย์บริการยางและรถยนต์ประเภทเร่งด่วน พร้อมให้บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้น 30 รายการโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่การตรวจสภาพยาง เบรค แบตเตอรี่ ใบปัดน้ำฝน น้ำมันหล่อลื่น ไส้กรอง ระบบเกียร์และเฟืองท้าย ระบบบังคับเลี้ยว โช๊คอัพ และระบบช่วงล่างรถยนต์ ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับโลก พร้อมให้คำปรึกษาโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ ทีมงานมากประสบการณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการบำรุงรักษารถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ที่ ‘สะดวก วางใจได้จริง’

พิเศษต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ ควิกเลนขอเชิญชวนลูกค้าเข้ารับบริการตรวจสภาพรถฟรี 30 รายการได้ที่
ควิกเลนทั้ง 15 สาขาทั่วประเทศ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลสินค้า ราคาและโปรโมชั่น ได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ควิกเลน ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-039-5798 หรือที่เฟซบุ๊กควิกเลน ประเทศไทย https://www.facebook.com/QuickLaneThailand หรือที่เว็บไซต์ https://www.quicklane.com/th-th

[1] ข้อมูลจาก https://fueleconomy.gov/

[2] ข้อมูลจาก https://fueleconomy.gov/