Home Blog Page 305

ทดลองขับ Subaru XV Eyesight เสริมชุดแต่งหล่อ GT พร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด หลับสบายทุกเส้นทาง

0
Subaru XV Eyesight Pic Open

การปรับปรุงครั้งล่าสุดของโมเดลกับ Subaru XV Eyesight ที่มาชุดแต่งสปอร์ต อัพเกรดระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมปรับแต่งช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลโดยเปลี่ยนค่าเคสปริงใหม่ การทดสอบในครั้งนี้ใช้เส้นทางไป-กลับ กรุงเทพ-กาญจนบุรี ประมาณ 500 กม. ทั้งทางเรียบ และทางลุย (เบาๆ) ในการตอบโจทย์ ภาพรวมสั้นๆ คือ…”หลับสบาย”

Subaru XV Eyesight 1

การปรับปรุงล่าสุดของ Subaru Eyesight ได้เผยโฉมสู่สาธารณชนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ด้วยจุดเด่นของรูปลักษณ์ที่มีการปรับปรุงเริ่มตั้งแต่ด้านหน้ากระจัง และกันชนดีไซน์ใหม่

Subaru XV Eyesight 2

โคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ มาพร้อมไฟแอลอีดี ที่มีดย์ไทม์อยู่ในตัว และระบบปรับระดับอัตโนมัติ กระจกมองข้างสามารถปรับมุมอัตโนมัติเมื่อใส่เกียร์ถอยหลัง รวมถึงติดตั้งกล้อง 360 องศาไว้ที่กระจกหน้า

Subaru XV Eyesight 3

ด้านบนมีแรคหลังคา และท้ายรถออกแบบโคมไฟใหม่ให้ดูทันสมัย พร้อมใช้ไฟแอลอีดี แต่ที่น่าเสียดายคือ ฝาท้ายยังไม่มีระบบเปิด-ปิด แบบแฮนด์ฟรี

Subaru XV Eyesight 4

มอเตอร์ อิมเมจ ได้ปรับเสริมความสปอร์ตให้กับ Subaru XV ด้วยชุดแต่ง GT ได้แก่ สเกริ์ตรอบคัน รวมถึงสปอยเลอร์หลังคา และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รวมถึงเบาะหนังเย็บด้ายแดง ในราคารวม 90,000 บาท

Subaru XV Eyesight 5

ภายในห้องโดยสารถือว่าออกแบบมาได้กว้างขวาง นั่งสบาย เบาะนั่งผู้ขับขี่ติดตั้งระบบปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง มีจอมัลติดิสเพลย์ขนาด 6.3 นิ้ว รวมถึงภาคบันเทิงสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Carplay และ Endroid Auto

Subaru XV Eyesight 6

Subaru XV Eyesight 7

อัพเกรด Eyesight เพื่อความปลอดภัยแบบ Full Option ทั้งระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ,ระบบแปรผันความเร็วอัตโนมัติ (จนถึงจุดหยุดนิ่ง),ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ (ป้องกันการชนด้านหน้าจากการเหยียบคันเร่งขณะอยู่ในเกียร์ D),ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่,ระบบเตือนเมื่อรถส่ายไปมา และระบบเบรคอัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่ง

ขุมพลัง Boxer สูบนอน ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ที่ให้กำลัง 156 แรงม้า พร้อมแรงบิด 196 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ CVT 7 สปีด อัตราเร่ง 0-100 ใน 10.4 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 194 กม./ชม. โดยมีอัตราประหยัดน้ำมันเชื้อเพลง 13.6 กม./ลิตร

Subaru XV Eyesight 8

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไม่สมมาตร มากับ Dual X-MODE ที่พัฒนาขึ้นใหม่พร้อมฟังก์ชัน Snow/Dirt และ Deep Snow/Mud เพิ่มความมั่นใจในการผจญภัยบนเส้นทางที่ท้าทายโดยเฉพาะพื้นผิวที่ไม่เรียบหรือทางลาดชันตอบโจทย์การใช้งานแบบตามเส้นทางที่จัดกิจกรรม

Subaru XV Eyesight 9

ส่วน SI-Drive จะเป็นรูปแบบของโหมดการขับขี่ทั้ง Normal Sport หรือโหมดประหยัดอย่าง “Intelligent” ก็สามารถเลือกใช้งานได้ตามใจชอบ

ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน ส่วนด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ อัพเกรดค่าเคของสปริง ใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งความนุ่มนวล

Subaru XV Eyesight 10

จะว่าไปแล้วก็ถือเป็นการสัมผัสครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกได้ไปลองเบาๆ ที่ประเทศสิงค์โปร์เมื่อช่วงก่อนโควิด ครั้งนี้ใช้เส้นทางกทม.-กาญจนบุรี ระยะทางไปกลับรวม 500 กม. ในการใช้งานทั้งในและนอกเมือง

Subaru XV Eyesight 10

การเดินทางเป็นขบวนสามารถใช้ทดสอบระบบ Eye Sight ที่ติดตั้งมาใหม่ได้เป็นอย่างดี ทั้งระบบควบคุมความเร็วตามรถคันหน้าจนถึงจุดหยุดนิ่ง เมื่อทำงานร่วมกับระบบเตือนพร้อมดึงกลับเมื่ออกนอกชองท่างยังมาช่วยเสริมความปลอดภัยส่วนดวงตาที่ 3 บริเวณกระจกหน้า ยังคอยทำหน้าที่ประมวลผลพร้อมสั่งการให้รถหยุดนิ่ง หากมีคน สิ่งของ หรือ สัตว์ เข้ามาในวิถีทำการประมาณ 100 ม. ระบบจะหยุดรถให้อัตโนมัติ

Subaru XV Eyesight 12

Si-drive เป็นอีกโหมดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สนุกกับการใช้งาน ก็ไม่ถึงกับปรู๊ดปร๊าดหลังติดเบาะเมื่อใช้โหมด Sport แต่ก็ไม่ต้องลุ้นมาก ในขณะที่เร่งแซง

Subaru XV Eyesight 13

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบสมมาตร Symmetrical All-Wheel Drive อันเลื่องชื่อ ก็ทำให้การยึดเกาะถนนทำได้อย่างปลอดภัย และแม่นยำ บางช่วงทดสอบที่เป็นทางโค้ง ลาดชัน การยึดเกาะถนนทำได้ดี แถมมีการปรับค่าเคสปริงใหม่ โดดเด่นไปทางด้านของความนุ่มนวล เรียกได้ว่าสภาพเส้นทางทุรกันดาร สามารถทำให้ผมหลับได้ลึกๆ จวบจนถึงปลายทาง

Subaru XV Eyesight 15

บทสรุปของการสัมผัส Subaru XV Eyesight ในครั้งนี้ ที่โดดเด่นนั่นคือการปรับระบบรองรับ ให้มีการยึดเกาะและนั่งสบาย ส่วน Eyesight ที่ได้อัพเกรดใหม่นั้นมาครบ แถมยังให้ความปลอดภัยสูง รูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตกับชุดแต่ง GT ราคาไม่สูง แต่ก็ปรับลุคให้ดูเท่ขึ้นอีกเยอะ ขุมพลังแม้จะไม่แรงมาก แต่เวลาเร่งแซง ไม่ถึงขั้นต้องลุ้น เสียดายเพียงอย่างเดียวว่าทำไมไม่ติดตั้งฟังค์ชั่นฝาท้าอัตโนมัติมาให้พร้อม เพราะคู่แข่งในตลาดก็มากันครบแล้วทั้งนั้น

 

ลดเดือดรับฤดูร้อน ‘SUMMER SPLASH BY MILLENNIUM AUTO’ กับรถผู้บริหาร BMW, MINI และ BMW MOTORRAD กว่า 50 คัน

0

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดอย่างเป็นทางการ จัดกิจกรรม‘SUMMER SPLASH BY MILLENNIUM AUTO’ ยกขบวนรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และมอเตอรไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดป้ายแดง ไมล์น้อย ราคาดี การันตีคุณภาพ รวมกว่า 50 คัน มาให้ลูกค้าได้เลือกสรร ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายนนี้ ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ พระราม 4 และโครงการเอ-สแควร์ซอยสุขุมวิท 26

สมปราชญ์ โบสุวรรณ, รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “มิลเลนเนียม ออโต้กรุ๊ปจัดกิจกรรมพิเศษต้อนรับซัมเมอร์ นำรถผู้บริหารในเครือ บีเอ็มดับเบิลยู ไมล์น้อย สภาพดี การันตีคุณภาพ มาให้ลูกค้าได้เลือกสรร ถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน เพราะรถมีจำกัด อยากให้เข้ามาชมกันครับ”

++เพิ่มความคุ้มค่ารับซัมเมอร์กับรถผู้บริหาร BMW Premium Selection

บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ยกทัพรถผู้บริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ป้ายแดง มาจำหน่ายในราคาสุดคุ้ม

  • BMW 330e M Sport เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
  • BMW 530e Luxury เริ่มต้น 2.39 ล้านบาท
  • BMW 520d Luxury เริ่มต้น 2.69 ล้านบาท
  • BMW X1 sDrive20d M Sport LCI เริ่มต้น 2.15 ล้านบาท
  • BMW X5 xDrive40e Pure Excellence เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท

มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ

  • ห้องพักจากอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท มูลค่า 30,000 บาท*
  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง นานสูงสุด 5ปี*
  • ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 5 ปี*
  • บัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท*
  • ฟรีดาวน์*

นอกจากนั้น ก็เปิดโอกาสให้ทดลองขับรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู M Performance อาทิ M4 Competition, Z4 M40i และ M340i xDrive

++ รถผู้บริหาร MINI ป้ายแดง ไมล์น้อย ลดสูงสุด 500,000 บาท

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ จัดแสดงพร้อมจำหน่ายรถผู้บริหาร มินิ ป้ายแดง ไมล์น้อย หลากรุ่น นำโดย มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรี่แมน (MINI JCW Countryman) ราคาเพียง 3.12 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอพิเศษมากมาย

  • ห้องพักจากอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท มูลค่า 30,000 บาท*
  • รับส่วนลดสูงสุด 500,000 บาท*
  • ผ่อนเริ่มต้น 15,999 บาท*
  • วอลล์ชาร์จ*
  • ออกรถมินิ วันนี้ ลุ้นรับรถยนต์ไฟฟ้าMINI Cooper SE อีก 1 คัน*

++ มอเตอร์ไซค์ผู้บริหาร BMW Motorrad ป้ายแดง เริ่มต้น 550,000 บาท

สัมผัสมอเตอร์ไซค์ทดลองขับ ป้ายแดง จาก บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มิลเลนเนียม ออโต้  หลากรุ่น อาทิ F900R, F900XR, S1000R, S1000XR และ S1000RR ที่นำมาให้จับจองในราคาพิเศษ พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มค่า

  • ห้องพักจากอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน รีสอร์ท มูลค่า 15,000 บาท*
  • ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 60 เดือน*
  • Warranty 3 ปี*
  • ประกันภัยชั้นหนึ่ง*

นอกจากนั้นก็เตรียมพบกิจกรรมสแปลชความสุข โต้คลื่นกลางกรุงกับ Flow Rider สนุกชุ่มฉ่ำ สดชื่นกับเครื่องดื่มสไตล์ซัมเมอร์ และเสียงดนตรีที่จะมาเพิ่มความชิลล์ให้เหมือนอยู่ริมทะเล ที่ Flow House Bangkok โครงการเอ-สแควร์ สุขุมวิท 26 ในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2565 ตั้งแต่ 16.00-19.00 น.

เนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี แห่งความผูกพัน มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ที่ได้มอบความไว้วางใจให้กับเรามาโดยตลอด ผ่านบทเพลงที่ขับร้องโดยคุณอะตอม ชนกันต์ และเตรียมพบกับประสบการณ์เหนือความคาดหมาย ที่โชว์รูม บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพัฒนาการ-ศรีนครินทร์ ได้เร็วๆ นี้

 

รับชมเพลง ‘แทนคำนั้น’ ได้จากลิงค์ด้านล่าง

สอบถามข้อมูล โทร.1286 Millennium Auto Connect

*เงื่อนไข เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฟอร์ด เผยยอดจองรถฟอร์ด เจเนอเรชัน ใหม่ ทั่วประเทศกว่า 3,500 คัน หลังเผยโฉมครั้งแรกในไทย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เผยกระแสตอบรับที่ดีของรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ นับตั้งแต่เผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทย ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 เมื่อวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมียอดจองทั้งภายในงานมอเตอร์โชว์จากผู้จำหน่ายทั่วประเทศและช่องทางออนไลน์รวม 3,503 คัน ณ วันที่ 3 เมษายน 2565

“การเผยโฉมรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทั้ง ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ที่ผ่านมา ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากจากลูกค้า ด้วยความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่ได้รับออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการรถกระบะและเอสยูวีในประเทศไทย นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้รับรางวัลเผยโฉมรถยอดเยี่ยมจากทางผู้จัดงาน ส่งผลให้มีผู้ให้ความสนใจเข้าชมรถยนต์ในบูธฟอร์ดเป็นจำนวนมาก และมียอดสั่งจองรถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ไปแล้วรวม 3,503 คัน” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ดได้เปิดรับจองรถผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ดควบคู่กับการรับจองภายในงานมอเตอร์โชว์และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ โดยมียอดจองทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมถึง 3 เมษายน 2565 รวม 3,503 คัน  แบ่งเป็น

  • รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จำนวน 2,589 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ มีสัดส่วนของรถออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ถึง 1,610 คัน และ เป็นรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นอื่นๆ อีก 979 คัน โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มฟอร์ด เรนเจอร์ คือรุ่นท็อป ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ 0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด
  • ด้านรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มียอดจองทั่วประเทศรวม 914 คัน โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือรุ่นท็อป ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียม+ แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล ไบเทอร์โบ 0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

ในส่วนของรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ที่ฟอร์ดได้เผยโฉมพร้อมประกาศราคาอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รถกระบะที่ชาญฉลาดที่สุด อเนกประสงค์ที่สุด และสมบุกสมบันที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโฉมใหม่ ไฟหน้าใหม่รูปตัว C ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดมาพร้อมไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี และบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายบริเวณด้านหลังล้อหลัง มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2 ตัวเลือก ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบคู่ 2.0 ลิตร หรือเทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร ทำงานคู่กับเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด และตัวเลือกเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด โดยมีรุ่นที่เปิดให้จองและราคาราคา ดังนี้

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไวลด์แทรค ราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต ราคาเริ่มต้นที่ 929,000 บาท

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รถยนต์นั่งอเนกประสงค์ที่ผสานสมรรถนะเพื่อการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายอันเหนือระดับ มาพร้อมระยะฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร และระยะระหว่างล้อหน้าและหลังที่เพิ่มขึ้น การปรับแต่งโช้คอัพใหม่ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่และช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนทางเรียบและออฟโรดทำได้ง่ายกว่าที่เคย โดยมีรุ่นที่เปิดให้จองและราคาราคา ดังนี้

  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นไทเทเนียมพลัส ราคา 1,854,000 บาท
  • ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ รุ่นสปอร์ต ราคา 1,464,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ใหม่เพื่อพิชิตทุกเส้นทางออฟโรดสุดหฤโหด ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เป็นครั้งแรก มอบพละกำลังถึง 397 PS ที่ 5,650 รอบต่อนาทีและแรงบิด 583 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด มาพร้อมระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งใหม่ด้วยโช้คอัพ FOX แบบไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ซึ่งล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยใช้ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ห้องโดยสารโฉมใหม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อคอออฟโรดตัวจริง เบาะนั่งทั้งด้านหน้าและหลังได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ F-22 Raptor

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ราคา 1,869,000 บาท

 

รถยนต์ฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งในปีแรก ลูกค้าสามารถจองรถฟอร์ด เจเนอเรชันใหม่ได้ผ่านช่องทางออนไลน์บนเว็บไซต์ฟอร์ด www.ford.co.th และที่ผู้จำหน่ายฟอร์ดทั่วประเทศ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ยกระดับประสบการณ์การซื้อรถ ผ่านช่องทางออน์ไลน์ โดยการใช้เทคโนโลยีอิมเมอร์ซีฟ เอดจ์ ที่มอบประสบการณ์การชมรถเสมือนจริงผ่าน 3D และ AR เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อรถผ่านอุปกรณ์มือถือได้ง่าย โดยเทคโนโลยีนี้เป็นความร่วมมือระหว่างฟอร์ดและกูเกิ้ล

มาสด้า ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ยกระดับคุณค่าแบรนด์ ดูแลลูกค้าแบบพรีเมี่ยม

0

มาสด้าจัดงาน “2022 Mazda Business Review & Way Forward” ภายใต้ธีม “ท้าทายความสำเร็จอีกขั้น…สู่อนาคตที่เป็นไปได้” หรือ “Challenge to the New Possibilities” พร้อมเปิดเผยถึงผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ประจำปีงบประมาณ 2564 โดยเฉพาะตัวเลขยอดขายทะลุ 35,654 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 4.5% โดยเฉพาะรถยนต์นั่งมาสด้า2 ยังคงครองใจลูกค้ามากที่สุด ด้วยยอดขายเกือบ 20,000 คัน ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-30 และมาสด้า CX-3 รวมกันกว่า 12,000 คัน เดินหน้าแตกไลน์ธุรกิจใหม่กับมาสด้า CPO ยกระดับมูลค่าราคารถมือสอง ปรับกลยุทธ์การบริหารธุรกิจสู่ความยั่งยืน ด้วย Retention Business Model เน้นสร้างคุณค่าของแบรนด์จากการบริการ ยกระดับการดูแลลูกค้าระดับพรีเมี่ยมด้วยโปรแกรม Privilege ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายทะลุ 40,000 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 15%

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังด้านการใช้จ่ายเนื่องจากไม่แน่ใจต่อสถานการณ์ และยังส่งผลกระทบถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนหลายแห่งต้องหยุดการผลิต ทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิตและกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ทั้งระบบ อย่างไรก็ดี ยังมีสัญญาณบวกจากการที่ประชาชนได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้น การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ จากภาครัฐ ทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยปีงบประมาณ 2564 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปี 2563 ที่ 1% ประมาณ 795,000 โดยตลาดรถปิกอัพได้รับความนิยมสูงสุด มีจำนวนรวม 357,000 คัน ตามมาด้วยรถยนต์นั่ง จำนวน 214,000 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวี (รวม PPV) จำนวน 143,000 คัน อื่นๆ จำนวน 81,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จำนวน 2,097 คัน

สำหรับปีงบประมาณ 2564 (ระหว่างเดือนเมษายน 2564 – มีนาคม 2565) มาสด้าทำยอดขายได้ 35,654 คัน ลดลงเล็กน้อย 11% เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2563 ครองส่วนแบ่งการตลาด 4.5% แบ่งเป็นรถยนต์นั่งจำนวน 20,115 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังร้อนแรงต่อเนื่องด้วยยอดขายเกินกว่าครึ่ง มีจำนวนสูงถึง 18,426 คัน ตามมาด้วยมาสด้า3 จำนวน 1,685 คัน และมาสด้า MX-5 จำนวน 4 คัน ขณะที่รถปิกอัพ มาสด้า BT-50 ยอดขาย 1,224 คัน ส่วนครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series มีจำนวนทั้งสิ้น 14,315 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 2% อันได้แก่ รถครอสโอเวอร์เอสยูวี มาสด้า CX-30 มียอดขายสูงสุดถึง 6,879 มาสด้า CX-3 จำนวน 5,378 คัน มาสด้า CX-8 จำนวน 1,074 และมาสด้า CX-5 จำนวน 984 คัน ตามลำดับ

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2564 เทียบกับปีงบประมาณ 2563

ข้อมูลการขายรถเมษายน 2564 – มีนาคม 2565เมษายน 2563 – มีนาคม 2564% เปลี่ยนแปลง
MAZDA218,42620,742– 11.16
MAZDA31,6852,800– 39.82
MAZDA CX-35,3783,096+ 73.70
MAZDA CX-306,8797,582– 9.27
MAZDA CX-59841,386– 29.00
MAZDA CX-81,0741,918– 44.00
MAZDA BT-501,2242,473– 50.50
MAZDA MX-547– 42.85
ยอดรวม35,65440,004– 10.87

 

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในปีงบประมาณ 2565 ว่า “สถานการณ์ในปีนี้ แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจน อีกทั้งยังมีปัจจัยลบที่อยู่นอกเหนือการควบคุมรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความตึงเครียดในยุโรป ภาวะเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทที่มีความผันผวน ความหวาดหวั่นต่อการกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ระบบขนส่งโลจิสติกส์ และการขาดแคลนชิ้นส่วนเพื่อผลิตรถยนต์ แต่เชื่อว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว การที่ประชาชนได้รับวัคซีน เป้าหมายการปรับเป็นโรคประจำถิ่น การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศ และมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ล้วนแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นกลับมาได้เร็วขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เติบโตหวือหวามากนัก แต่เชื่อว่าจะดีกว่าปีผ่านมา คาดว่าอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีงบประมาณนี้จะมียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 820,000 – 850,000 คัน และมาสด้าคาดว่าจะมียอดขายมากกว่า 40,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้น 15%

สำหรับในปีงบประมาณ 2565 นี้ มาสด้าเตรียมบุกตลาดรถมือสอง ด้วยการเปิดตัวธุรกิจใหม่ MAZDA CPO (Certified Pre-Owned) นำเสนอรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีให้กับลูกค้า เพื่อเป็นช่องทางให้ลูกค้าได้นำรถเก่ามาเทรด-อิน ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำ หรือซื้อเพิ่มเติม ภายใต้กลยุทธ์ Trade Cycle Management ซึ่งลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุดจากการครอบครองรถยนต์มาสด้าที่ผ่านการตรวจสอบอุปกรณ์และชิ้นส่วนกว่า 100 รายการ ผ่านมาตรฐานและการรับรองจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ซึ่งโครงการ MAZDA CPO จะเป็นการยกระดับมูลค่ารถมาสด้ามือสองในตลาด รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน เปิดดำเนินการแล้ว 9 แห่ง ปีนี้ตั้งเป้าขยายเพิ่ม 18 แห่ง และจะเพิ่มขึ้นเป็น 38 แห่ง ภายในปี 2568 ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวถึงกลยุทธ์และแนวทางการดำเนินธุรกิจในปีงบประมาณใหม่นี้ว่า มาสด้าจะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบตามแผนงานระยะกลาง (Mid-Term Plan) เพื่อยกระดับคุณค่าแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย ผ่านโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า “Retention Business Model” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าแบรนด์ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งโมเดลธุรกิจใหม่นี้จะเป็นแกนหลักสำคัญที่จะถูกส่งต่อเพื่อกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการทำงานในทุกๆ ส่วน โดยแบ่งออกเป็น 5 แกนหลัก ได้แก่

  1. สร้างคุณค่าของแบรนด์ Brand Value Management (BVM) ยกระดับคุณค่าแบรนด์ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุก Touchpoint เพื่อยกระดับความพึงพอใจสูงสุด โดยเริ่มต้นก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ผ่านขั้นตอนการซื้อ จนถึงการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน
  2. สร้างความผูกพันกับลูกค้า Customer Retention Business ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าด้วยบริการหลังการขาย และสร้างความผูกพันกับแบรนด์มาสด้า ภายใต้ธุรกิจรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการของลูกค้า การขยายไลน์ธุรกิจรถมือสองคุณภาพเหนือระดับ MAZDA CPO การขยายศูนย์บริการตรวจเช็กระยะแบบเร่งด่วนภายใน 30 นาที หรือ Mazda Fast Service ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่มีการใช้บริการของลูกค้าหนาแน่น และเน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ด้วยโครงการ CRM และ Customer Privilege Program มอบสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้า ดูแลลูกค้าแบบพรีเมี่ยม เป็นบุคคลพิเศษสุด เกิดเป็นความจงรักภักดีกับแบรนด์ กลับมาใช้บริการซ้ำ และส่งต่อไปยังเจเนอเรชั่นถัดไป
  3. กลยุทธ์ด้านการขยายเครือข่าย Dealer Network Strategy รองรับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มขึ้น สร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุด ให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ มาสด้ามีแผนงาน ดังนี้
  • ขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 139 แห่ง พร้อมปรับทุกฟังก์ชันให้สามารถรองรับการบริการแบบครบวงจร
  • ขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 54 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 58 แห่ง
  • เพิ่มช่องการให้บริการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วน ภายในเวลา 60 นาที หรือ Mazda Fast Track เพิ่มเป็น 34 แห่ง
  • ขยายศูนย์บริการในเขตที่มีประชากรมาสด้าหนาแน่น Mazda Fast Service หรือ Mazda Satellite Service เพื่อให้บริการตรวจเช็กตามระยะแบบเร่งด่วนภายใน 30 นาที ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 3 แห่ง
  1. การตลาดยุคดิจิทัล Use of Digital Platform นำแพลตฟอร์มออนไลน์สื่อสารกับลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำการตลาดแบบ Fan-Based Marketing แบบ One-to-One Communication รวมถึงการนำฐานข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านระบบที่เรียกว่า Global One Customer Data Management System
  2. มุ่งมั่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน Sustainable Zoom-Zoom ภายในปี 2573
  • มาสด้าประกาศวิสัยทัศน์เกี่ยวกับแผนพัฒนาเทคโนโลยีระยะยาว Sustainable Zoom-Zoom เมื่อปี 2550 และอัปเดตอีกครั้งในปี 2560 เป็น “Sustainable Zoom-Zoom 2030” โดยแก่นแท้ของวิสัยทัศน์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มาสด้าให้คำมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายในเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2593
  • ภายใต้กลยุทธ์ Building Block Strategy เพื่อบรรลุเป้าหมายในการลด CO2 แบบ Well-to-Wheel ด้วยการใช้แนวทาง Multi-solution ช่วยให้นำเสนอรูปแบบพลังงานที่ถูกต้องในสถานการณ์ที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความเหมาะสมในแต่ละตลาด ตลอดจนสถานการณ์ด้านพลังงานของแต่ละภูมิภาค การผลิตไฟฟ้า และอื่นๆ

ดังนั้นแนวทาง Building Block Strategy ที่จะทำให้มาสด้าบรรลุวัตถุประสงค์ตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว คือ การสร้างรากฐานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ตามลำดับเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิดการพัฒนารถยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานในกรอบเวลาที่เหมาะสม

  • เฟส 1 พัฒนาเทคโนโลยีบนพื้นฐานของรถทั้งคัน ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ประกอบด้วย เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง โครงสร้างตัวถัง และแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่น ขั้นตอนในการพัฒนานี้ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ เช่น ระบบ i-Stop และ Regenerative Braking System ที่นำเอาพลังงานจากการหยุดรถกลับมาชาร์จเป็นพลังงานไฟฟ้า และนำพลังงานกลับมาใช้ในระบบไฟฟ้าของรถยนต์
  • จากเฟส 1 จนมาถึง เฟส 2 ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเจเนอเรชั่นใหม่ พร้อมกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม Skyactiv Scalable Architecture เป็น Multi-Solution สำหรับกลุ่มรถขนาดเล็กและขนาดกลาง ล่าสุด ได้พัฒนา Large Platform สำหรับกลุ่มรถขนาดใหญ่ที่มีการวางเครื่องยนต์ตามแนวยาว
  • รวมถึงการนำเอาพลังงานไฟฟ้าเข้ามาเสริม อาทิ HEV, ​PHEV, Rotary Range Extender และรถยนต์ไฟฟ้า BEV โดยรุ่นแรก คือ MX-30 ด้วยพื้นฐาน Platform และเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้รถยนต์ xEV ประหยัดพลังงาน และมีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
  • และในอนาคต เฟส 3 มาสด้ากำลังพัฒนา Skyactiv EV Scalable Architecture หรือ Next Generation บนโครงสร้างพื้นฐาน Skyactiv สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขนาดได้ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอโครงสร้างที่ตอบโจทย์รถไฟฟ้าในทุกองค์ประกอบ ในทุกเซกเมนต์ ซึ่งลูกค้ามีความต้องการที่แตกต่างกัน ภายใต้ Building Block Strategy และ Multi-Solution โดยนำเสนอรถยนต์ ICE ประสิทธิภาพสูงและรถพลังงานไฟฟ้า xEV แบบ Multi-Solution ในแต่ละตลาดที่แตกต่างกัน

ธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาสด้ายังคงเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและความปลอดภัย ให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของมาสด้า มาสด้าเชื่อว่ารถยนต์ภายใต้เครื่องยนต์สันดาปภายในจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากลูกค้าในประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้เตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  โดยจะทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทยแบบเป็นขั้นเป็นตอน ภายใต้กรอบเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ในเวลาช่วงที่เหมาะสมที่สุดกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินธุรกิจของมาสด้า ในปีงบประมาณ 2565 ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในห้วงเวลาที่อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย เพื่อมอบทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ มาสด้าจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ มอบความคุ้มค่า และส่งมอบเทคโนโลยียานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ตามวิสัยทัศน์ของมาสด้า Sustainable Zoom-Zoom 2030 เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อความสุขผู้คนในสังคม และสร้างสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณคนไทยสำหรับการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยสำหรับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจากการจัดแสดงทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำและนวัตกรรมล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด “Leading the Future” รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ทำความรู้จักผลิตภัณฑ์รถยนต์และบริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มากขึ้น ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ซึ่งตลอดระยะเวลา 14 วันของการจัดงาน มีผู้ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมบูธของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างคับคั่ง โดยมียอดดาวน์โหลด GWM Fun App เพื่อร่วมกิจกรรมภายในบูธถึง 3,226 คน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผู้สนใจทดลองขับรถยนต์ xEV ทั้ง 3 รุ่น (All New HAVAL H6 Hybrid SUV, All New HAVL JOLION Hybrid SVU และ ORA Good Cat) รวมทั้งสิ้น 1,261 ครั้ง พร้อมตอกย้ำความร้อนแรงด้วยการกวาดยอดจองไปได้กว่า 1,520 คันจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดเพียง 3 รุ่น ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน GWM แอปพลิเคชัน ยังดึงดูดผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 21,423 คน ส่งผลให้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานแพลทฟอร์มอัจฉริยะของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผ่าน GWM แอปพลิเคชันนี้กว่า 80,129 คน สะท้อนความสำเร็จของการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคภายใต้การดำเนินกิจการในแบบ Online to Offline ของบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลกที่มุ่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทยอย่างแท้จริง

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่วันแรกของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ด้วยการเผยโฉมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสุดไฮเทคส่งตรงจากประเทศจีนให้คนไทยได้ยลโฉมก่อนใครถึง 2 รุ่น ได้แก่ “TANK 300 HEV Concept Car” เอสยูวีออฟโรดสไตล์โมเดิร์นขวัญใจขาลุยจากแบรนด์ TANK และ “ORA Good Cat GT” เจ้าเหมียวไฟฟ้าจากแบรนด์ ORA ที่มาพร้อมรูปลักษณ์แนวสปอร์ต ร่วมด้วย All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่กลับมาโชว์ตัวอีกครั้งหลังจากเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยขบวนทัพรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่น ซึ่งล้วนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคมาตลอดตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคอมแพคเอสยูวียอดนิยมที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง All New HAVAL H6 Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และรถยนต์ไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชน ORA Good Cat ที่มาพร้อมราคาใหม่โดนใจกว่าเดิมจากการลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตเพื่อร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในเฟสแรก ส่งผลให้ ORA Good Cat มียอดจองภายในงานถึง 1,136 คัน และมียอดจองจาก GWM Store ทั่วประเทศอีก 774 คัน รวมยอดจองทั้งสิ้น 1,910 คันภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์

ไม่เพียงเท่านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังยกทัพเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต อาทิ GWM LEMON Hybrid DHT Technology และ GWM LEMON E มาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ทั้งในแบบออนไลน์และออฟไลน์ ให้ผู้เยี่ยมชมได้ร่วมสนุกพร้อมรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมายที่จัดให้เฉพาะในงานนี้เท่านั้น ส่งผลให้บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีลูกค้าและผู้บริโภคเข้ามาเยี่ยมชมบูธเพื่อสอบถามข้อมูล ลงทะเบียนทดลองขับ และสั่งจองผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสองสัปดาห์ของการจัดงาน โดยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GWM Fun เพื่อร่วมกิจกรรมภายในบูธถึง 3,226 คน สะท้อนถึงความสำเร็จอีกก้าวของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของไทย

ตลอดระยะเวลาของการจัดงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน GWM แอปพลิเคชัน ช่องทางที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักของการดำเนินกิจกรรมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถูกดาวน์โหลดโดยผู้ใช้มากถึง 21,423 คน ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานใน GWM แอปพลิเคชันในปัจจุบันทะยานขึ้นเป็น 80,129 คน ไม่เพียงเท่านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยมได้ที่งาน โดยมียอดการทดลองขับรวมทั้งสิ้น 1,261 ครั้ง โดยเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat มีผู้สนใจทดลองขับมากที่สุด อยู่ที่ 777 ครั้ง ตามมาด้วย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ 263 ครั้ง และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV อีก 221 ครั้ง ที่สำคัญ ตลอดการจัดงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้สร้างยอดจองรถยนต์รวมทั้งสิ้นกว่า 1,520 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์รถยนต์น้องใหม่นี้ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้เพียง 1 ปี และมีผลิตภัณฑ์เพียง 3 รุ่น ในประเทศไทย

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธจำนวน 1,951 คน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ รวมถึงออกแบบการส่งมอบประสบการณ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ดียิ่งขึ้น และพบว่ากลุ่มคนที่ให้ความสนใจในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 26-45 ปี ในหลากหลายอาชีพ ทั้งพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ แพทย์ และนิสิตนักศึกษา โดยส่วนใหญ่มองหารถยนต์ที่มีราคาตั้งแต่ 800,000 – 1,000,000 บาท ตามมาด้วยรถยนต์ในระดับราคา 1,000,000 – 1,200,000 บาท โดยส่วนใหญ่ต้องการมองหารถยนต์คันใหม่เพื่อมาทดแทนคันเดิม และซื้อเพิ่มเข้ามาในครอบครัว มากกว่ามาซื้อเป็นรถยนต์คันแรก โดยผลสำรวจพบว่ารถยนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอยากเป็นเจ้าของมากที่สุดสามอันดับคือ ORA Good Cat ที่ 23% ตามมาติดๆ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 20% คือ All New HAVAL H6 Hybrid SUV และ ORA Good Cat GT

ผลสำรวจยังพบว่าผู้บริโภคที่สนใจซื้อเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT เพราะเทคโนโลยีและสมรรถนะของรถ รูปลักษณ์สะดุดตา และมีการปรับราคาใหม่ที่ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ขณะที่ผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เพราะรูปลักษ์ภายนอกที่โดดเด่น ไฟหน้า LED อีกทั้งยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายในการขึ้นลง และมีการออกแบบภายในที่สวยงาม ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผู้บริโภครู้สึกประทับใจมากที่สุดหลังจากได้มาสัมผัสคันจริงภายในงานคือ ORA Good Cat ที่ 26% ORA Good Cat GT ที่ 20% และ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่ 18% ตามลำดับ

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีโอกาสนำทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะมาจัดแสดงให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยในครั้งนี้ เราได้เนรมิตพื้นที่ในการจัดแสดงรถยนต์ภายใต้ธีม “Leading the Future” ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราสู่การเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมแห่งอนาคตเท่านั้น แต่เรายังนำข้อคิดเห็นของผู้บริโภคจากงานครั้งก่อนมาใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ภายในบูธให้ตอบโจทย์ผู้เยี่ยมชมได้ดียิ่งขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พันธมิตร คู่ค้า หรือผู้บริโภคที่มาเยี่ยมชมงาน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสทำความรู้จักแบรนด์ของเรา ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ เลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก รวมถึงพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างเต็มที่ที่บูธของเรา โดยมีน้องๆ Intelligent Ambassador (iAM) คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ เชื่อมั่น และสนับสนุน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสมอมา ทำให้งานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงพร้อมผลตอบรับที่ดีเยี่ยมเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ผมขอยืนยันว่าเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเต็มที่ต่อไป”​

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จสู่ปีที่ 2 ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ฟอร์ด ส่งแคมเปญบริการ ดูแลลูกค้าช่วงสงกรานต์

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ต้อนรับเทศกาลวันหยุดยาว ส่งแคมเปญมอบความมั่นใจตลอดการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ด้วยการจัดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) พร้อมบริการรถทดแทนระหว่างซ่อม และบริการส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าถึงที่โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าของรถฟอร์ดที่อายุไม่เกิน 3 ปี หรือมีระยะทางการใช้งานไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ระหว่างวันที่ 6-18 เมษายน 2565

“ฟอร์ดตระหนักดีว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกค้าจะเดินทางไปใช้เวลาที่มีค่ากับครอบครัวและคนรัก ซึ่งสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า และตอกย้ำการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว (Treat Customers Like Family) เราจึงได้จัดบริการพิเศษที่จะช่วยให้ลูกค้าขับขี่ด้วยความอุ่นใจที่มากขึ้นด้วยการยกระดับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมง ด้วยการบริการรถสำรองใช้ เพื่อให้การเดินทางไม่สะดุด พร้อมทั้งการบริการส่งมอบรถคืนให้แก่ลูกค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้ลูกค้าฟอร์ดและสมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีค่ามากที่สุดในช่วงวันหยุดยาว” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ แคมเปญดังกล่าวไม่ครอบคลุมกรณีรถเกิดอุบัติเหตุ หรือแบตเตอรี่หมด ลูกค้ารถฟอร์ดสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญและรายละเอียดด้านการบริการได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

นิสสัน ชวนลูกค้านำรถเข้าเช็คระยะต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ กับ “NISSAN ALWAYS CARES ร้อนนี้ ขับขี่ปลอดภัย สบายใจทุกเส้นทาง”

0

นิสสัน ประเทศไทย ส่งความห่วงใยผ่านแคมเปญ “Nissan Always Cares ร้อนนี้ ขับขี่ปลอดภัย สบายใจทุกเส้นทาง” ชวนลูกค้าเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไกลในช่วงหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยโปรโมชั่นตรวจเช็คฟรี 28 รายการ พร้อมทั้งบริการล้างรถ ดูดฝุ่น ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ ฟรี และส่วนลดพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565

NISSAN ALWAYS CARES ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรีถึง 28 รายการ* พร้อมส่วนลดแพ็คเกจเช็คระยะสูงสุดถึง 24% และสามารถเลือกบริการผ่อนชำระ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า พร้อมส่วนลด 500 บาทเมื่อเปลี่ยนยาง 4 เส้น*

“นิสสันและศูนย์บริการทั้ง 177 แห่งทั่วประเทศ ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่ และความปลอดภัยในสุขภาพของลูกค้า และทุกๆคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้ถึงการเดินทางไกลในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว จึงจัดแคมเปญพร้อมเสนอสิทธิประโยชน์มากมายที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช็คระยะและเสริมบริการเพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ขับขี่ อีกทั้งช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการใช้รถใช้ถนนตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ได้อีกด้วย” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อเข้ารับบริการพร้อมรับข้อเสนอพิเศษเหล่านี้ได้ที่ศูนย์บริการนิสสัน    ใกล้บ้าน หรือติดต่อ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2401-9600.

*ท่านสามารถตรวจสอบรายละเอียด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามเอกสารที่แนบมานี้ หรือทางเว็บไซต์ https://www.nissan.co.th/owners/service-package.html

ประธานกลุ่มตลาดนานาชาติ ฟอร์ด เยี่ยมชมโรงงานเอฟทีเอ็มและเอเอที

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ให้การต้อนรับ ไดแอน เครก ประธานกลุ่มตลาดนานาชาติ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ในโอกาสย้ายมาประจำการที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดย เครกได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานร่วมทุน ออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ที่จังหวัดระยอง เพื่อชมสายการผลิตรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นปัจจุบัน และชมรถต้นแบบของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการทดลองประกอบ และทดสอบคุณภาพขั้นสุดท้ายก่อนเริ่มผลิตเพื่อจำหน่ายในปีนี้ โดยมี มร. อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ และทวีปอเมริกาใต้ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี พร้อมผู้บริหารและพนักงานโรงงานเอฟทีเอ็มและโรงงานเอเอที ให้การต้อนรับเมื่อเร็วๆ นี้

นอกจากการเยี่ยมชมโรงงานแล้ว เครก ยังได้เข้าร่วมเสวนากับพนักงานหญิงที่ทำงานในฝ่ายผลิตของทั้งสองโรงงานกว่า 130 คน ในกิจกรรม Women in Manufacturing เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพของตนให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าฟอร์ดเป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่างของปัจเจกบุคคล และพร้อมที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมกันในองค์กร  ทั้งนี้ เครก เป็นหนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของฟอร์ดที่มีส่วนผลักดันกิจกรรม Women of Ford ให้เป็นหนึ่งในเวทีที่เปิดโอกาสในการแสดงความคิดเห็นและสร้างพลังในการทำงานให้กับพนักงานหญิงทั่วโลก

ฟอร์ดนับเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเมื่อเดือนธันวาคม 2564 ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ได้ประกาศลงทุนเพิ่มถึง 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 28,000 ล้านบาท และจ้างงานเพิ่มกว่า 1,250 ตำแหน่งในประเทศไทย เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ทั้งที่โรงงานเอฟทีเอ็มและ เอเอที เพื่อรองรับการผลิตฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่

“บางกอก มอเตอร์โชว์” ขานรับนโยบายภาครัฐ กระตุ้นผู้บริโภคสนใจรถพลังงานไฟฟ้า ดันยอดจองรถภายในงานทะลุ 33,936 คัน

0

งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43” ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายนที่ผ่านมา มียอดจองรถภายในงานรวมทั้งสิ้น 33,936 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 13.6 เปอร์เซ็นต์ จากปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการณ์ของภาครัฐที่ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้ส่วนลดมากถึง 150,000 บาท ประกอบกับรถยนต์และรถยนต์จักรยานยนต์รุ่นใหม่ ที่แนะนำในช่วงงานรวมถึงแคมเปญกระตุ้นยอดขายของค่ายรถขณะที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่นในมาตราฐานด้านความปลอดภัยของการจัดงานทำให้มีตัวเลขผู้เข้าชมงานสูงถึง 1,578,898 คน

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43”  เปิดเผยว่า “จากการที่ค่ายรถยนต์เริ่มให้ความสำคัญกับรถในกลุ่มพลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ภายในงานครั้งนี้มีการนำเสนอรถพลังงานไฟฟ้ามากถึง 20 รุ่น ประกอบกับภาครัฐเริ่มมีนโยบายในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการส่งเสริมผ่านการมอบส่วนลดกว่า 150,000 บาท ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ภายในงานมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นยอดจองรถพลังงานไฟฟ้า”

“สำหรับการออกนโยบายสนับสนุนของภาครัฐในครั้งนี้ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย อย่างชัดเจนใน 2 ด้าน  ด้านแรก คือ มีส่วนช่วยกระตุ้นผู้บริโภคให้มีความสนใจและมีความต้องการที่จะเป็นเจ้าของเนื่องราคาจำหน่ายที่ถูกลง เข้าถึงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่อย่างรถไฟฟ้าได้ง่าย มีความมั่นใจที่อยากจะลองใช้รถประเภทนี้มากขึ้น ส่วนด้านของผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์การมีมาตรการสนับ สนุนจากภาครัฐที่ชัดเจน ส่งผลให้ค่ายรถยนต์มีความมั่นใจและกระตุ้นให้เกิดการลง ทุนในการทำตลาดรถไฟฟ้าในประเทศไทยมากขึ้น”

ด้วยเหตุนี้ ทั้งการยื่นความประสงค์เข้าร่วมโครงการของภาครัฐจากค่ายรถยนต์ การปรับลดราคาจำหน่ายรถไฟฟ้า รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการผลิตรถไฟฟ้าในประเทศ นับเป็นความชัดเจนที่แสดงผ่านทุกฝ่ายว่าเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นศูนย์ กลางของรถไฟฟ้าในอาเซียนอีกด้วย

ทั้งนี้รถรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากประชาชน คือ รถของ ค่ายเอ็มจี และ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ได้ลงนามกับภาครัฐที่ส่งเสริมแคมเปญ และให้ส่วนลดมากถึง 150,000 บาท โดย ค่ายเอ็มจี มีรถอีวี 2 รุ่น คือ เอ็มจี อีพี และเอ็มจี แซดเอส อีวี และ รถจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ แบรนด์ โอร่า กู๊ดแคท ที่ประกาศลดราคาขายปลีกลงไป 160,500-161,000 บาท ซึ่งทั้ง 2 ค่ายมียอดจองภายในงานรวมกันมากกว่า 2,000 คัน

นอกจากนี้ ยังมีรถไฟฟ้าจากค่ายญี่ปุ่นและยุโรป ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิ้ลยู และวอลโว่ ที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้ในปีนี้ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าภายในงานเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ถึงแม้ว่า ที่ผ่านมาเราต้องเจอผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ยอดจองลดลงจากช่วงปรกติ แต่ด้วยตัวเลขยอดจองในปีนี้มีการเติบโตขึ้นจากปีก่อน จึงเชื่อว่ากำลังซื้อของคนไทยที่อยากได้รถยนต์คันใหม่ไม่ได้หายไป แต่รอเวลาที่เหมาะสม เมื่อมีแคมเปญและโปรโมชั่นของค่ายรถที่น่าสนใจและช่วยให้ทุกคนเป็นเจ้าของรถคันใหม่ได้ง่ายขึ้น ผู้บริโภคก็สามารถเลือกรถที่เหมาะสมกับความต้องการได้

โดยสิ่งที่ตอกย้ำพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าให้การตอบรับกับรถ ยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวและรับจองภายในงานมอเตอร์โชว์เป็นครั้งแรกได้อย่างชัดเจน คือ  แบรนด์น้องใหม่อย่าง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเข้าร่วมงานบางกอก มอเตอร์โชว์ เป็นปีที่ 2 และเริ่มเปิดรับจองรถยนต์ภายในงานเป็นครั้งแรก ก็สามารถสร้างยอดจองจากรถยนต์รถพลังงานไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่น เฉพาะในงานได้มากถึง 1,520 คัน

สำหรับปริมาณยอดจองรถใหม่ภายในงานมีปริมาณอยู่ที่ 31,896 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 14.4 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งบริษัทที่ทำยอดจองสูงสุดภายในงาน ได้แก่

อันดับ 1            โตโยต้า                         ยอดจองรวม 5,128  คัน

อันดับ 2            ฮอนด้า                          ยอดจองรวม 3,019  คัน

อันดับ 3            มาสด้า                          ยอดจองรวม 2,906  คัน

อันดับ 4            อีซูซุ                              ยอดจองรวม 2,594  คัน

อันดับ 5            มิตซูบิชิ                         ยอดจองรวม 2,553  คัน

อันดับ 6            เอ็มจี                            ยอดจองรวม 2,324  คัน

อันดับ 7            ซูซูกิ                              ยอดจองรวม 2,204  คัน

อันดัน 8            เมอร์เซเดส-เบนซ์           ยอดจองรวม 2,102  คัน

อันดับ 9            ฟอร์ด                            ยอดจองรวม 1,797   คัน

อันดับ 10          นิสสัน                           ยอดจองรวม 1,620  คัน

สำหรับปริมาณยอดจองรถจักรยานยนต์ภายในงานมีปริมาณอยู่ที่ 2,040 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์  ซึ่งบริษัทที่ทำยอดจองสูงสุดภายในงาน ได้แก่

อันดับ 1            ยามาฮ่า                        ยอดจองรวม 939 คัน

อันดับ 2            ฮาเลย์ เดวิดสัน              ยอดจองรวม 305 คัน

อันดับ 3            คาวาซากิ                      ยอดจองรวม 252 คัน

อันดับ 4            รอยัล เอนฟิลด์               ยอดจองรวม 193 คัน

อันดับ 5            ซูซูกิ                           ยอดจองรวม 182 คัน

สำหรับงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44” จะมีขึ้นระหว่างวันที่  22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 โดยวันที่ 20 มีนาคม เป็นรอบ VIP ส่วนวันสื่อมวลชน กำหนดจะมีขึ้นวันที่ 21  มีนาคม 2566 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

 

หมายเหตุ : ทางบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ไม่ประสงค์แจ้งยอดจองภายในงาน

“ยามาฮ่า” ฉลองความสำเร็จมอเตอร์โชว์ คว้ายอดจองทะลุ 1,048 คัน XMAX สุดฮอต ตอกย้ำผู้นำออโตเมติก​ไบค์

0

นายภาณุพล กิตติคำรณ รองผู้จัดการใหญ่ด้านวางแผนและการตลาด ถ่ายภาพร่วมกับพนักงาน ผู้จำหน่ายในเขต ก.ท.ม.และปริมณฑล ในการเฉลิมฉลองยอดจองภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล​ มอเตอร์โชว์ ที่ บูธ YAMAHA MOTOVERSE อาณาจักรยานยนต์แห่งความเร้าใจ สู่สังคมแห่งอนาคต ด้วยยอดจองสูงถึง 1,048 คัน
ประกอบด้วย ยอดจองรถจักรยานยนต์ All New R15 ผ่านระบบออนไลน์ จำนวน 100 คัน ในวันที่ 23 มีนาคม 2565 ในเวลาเพียง 8 นาที
ยอดจองรถจักรยานยนต์สแตนดาร์ดไบค์ และบิ๊กไบค์ จำนวน 939 คัน ภายในมอเตอร์โชว์ งานระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2565
ยอดจอง YAMAHA MARINE และ YAMAHA GOLF CAR จำนวน 9 คันสำหรับงานมอเตอร์โชว์ครั้งที่ 43 ค่ายยามาฮ่าได้นำสุดยอดเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ ยามาฮ่า E01 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% มาร่วมจัดแสดงและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างมาก

พร้อมทั้งเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ทั้งสิ้น 6 รุ่น รวมถึงอีก 1 รุ่นพิเศษ โดย ยามาฮ่า XMAX SP รถจักรยานยนต์พิกัด 300 ซีซี ได้รับความนิยมและคว้ายอดจองสูงสุดภายในงาน ขณะที่ สปอร์ตไบค์ สายพันธุ์ R-Series รุ่นใหม่อย่าง All New R15 Connected และ All New R15M Connected-ABS ก็ได้รับการตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน สำหรับในส่วนของบิ๊กไบค์ YAMAHA TMAX TECH MAX รุ่นใหม่ ครองใจนักขับขี่ด้วยยอดจองได้เป็นอย่างดี

โดยการฉลองปิดบูธ ยามาฮ่า โมโตเวิร์ส ในครั้งนี้มีขึ้นหลังจบงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ภายใต้บรรยากาศสุดคึกคัก ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้