Home Blog Page 318

นิสสัน เอกสหกรุ๊ป ขยายโชว์รูมสาขาที่สี่ อำเภอปากช่อง มาตรฐาน NRC-Next แห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

0

บริษัท เอกสหกรุ๊ป ออโตโมบิล จำกัด ขยายสาขาแห่งที่สี่ อำเภอปากช่อง เป็นแห่งแรกในภาคตะวันออกฉียงเหนือที่เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน Nissan Retail Concept – NEXT (NRC-NEXT) พร้อมให้บริการลูกค้ามากกว่า 400 คันต่อเดือน จังหวัดนครราชสีมาเป็นชัยภูมิหลักของการเดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการขยายตัวของผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การขยายโชว์รูม และศูนย์บริการ ณ อำเภอปากช่อง ของนิสสัน เอกสหกรุ๊ป เพื่อให้การดูแล และบริการลูกค้านิสสันที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หรือเมื่อมาท่องเที่ยว

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดีกับโชว์รูมใหม่ เอกสหกรุ๊ป สาขาปากช่อง ว่า “ทางนิสสันมีความภูมิใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งกับผู้จำหน่ายนิสสัน เอกสหกรุ๊ป ออโตโมบิล ขยายโชว์รูมใหม่มาตรฐาน NRC-NEXT อำเภอปากช่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในเขตจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียง การขยายโชว์รูมนี้จะสานต่อความมุ่งมั่นของนิสสันในการดูแลลูกค้าและดำเนินธุรกิจเคียงข้างคนไทยมากว่า 70 ปี มอบประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับไม่ว่าจะใช้บริการที่สาขาไหนก็ตามจะได้รับคุณภาพการบริการเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด”

นิสสัน เอกสหกรุ๊ป ออโตโมบิล มีสาขาครอบคลุมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา รวม 4 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ สาขาโคราช สาขาหัวทะเล และสาขาล่าสุดปากช่อง เปิดให้บริการจำหน่ายรถยนต์นิสสันและเป็นศูนย์บริการมาตรฐาน โชว์รูมแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพ ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่สามารถเดินทางไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี นายสุดที่รัก พันธ์สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิสสัน เอกสหกรุ๊ป ออโต้ โมบิล จำกัด ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์มากกว่า 20 ปี เป็นผู้นำองค์กรสู่ความสำเร็จจนถึงปัจจุบัน กล่าวว่า “สาขาปากช่องใหม่นี้ รองรับศักยภาพการเติบโตของตลาดลูกค้าอำเภอปากช่องและบริเวณใกล้เคียงตะวันออกเฉียงเหนือด้วยปัจจัยการอยู่อาศัยและการท่องเที่ยว ตลาดจนปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ที่ธุรกิจต้องปรับตาม เช่นเดียวกับการปรับปรุงโชว์รูมแห่งใหม่นี้ เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าของนิสสันทุกคน โดยประยุกต์ใช้สื่อ เครื่องมือและอุปกรณ์ในการดูแลลูกค้าที่เป็นดิจิทัลและออนไลน์ มาปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบงานของผู้จำหน่ายเพื่อตอบสนองต่อความต้องการรวมถึงการดูแลเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุดและรวดเร็ว อาทิ การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ การนำอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างแท็บเล็ตมาพัฒนากระบวนการขายและการบริการ รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และจัดกิจกรรมการตลาดบนออนไลน์มากขึ้น พร้อมการสร้างแบรนด์ของนิสสันให้แข็งแรง ซึ่งผู้จำหน่ายฯ และนิสสัน ประเทศไทย ได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด”

สำหรับมาตรฐานการออกแบบใหม่ NRC-NEXT นี้ บริษัทฯ ได้นำเสนอโลโก้แบรนด์รูปแบบใหม่ ที่สื่อถึงความทันสมัยเรียบง่าย และแฝงถึงความเป็นดิจิทัล เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของนิสสัน ในขณะเดียวกันก็ยังคงความเป็นนิสสันและเรื่องราวนวัตกรรมของแบรนด์ได้อย่างลงตัว โดยโชว์รูมได้ออกแบบพื้นที่ภายนอกและภายในใหม่เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุก ๆ ด้านให้ดียิ่งขึ้น ทั้งการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก ขั้นตอนและกระบวนการในการให้บริการ สภาพแวดล้อมที่สอดคล้องกับประสบการณ์ในรูปแบบดิจิทัล รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ อาทิ การออกแบบป้ายโลโก้นิสสินสีแดงที่ผู้คนคุ้นเคยบริเวณภายนอก การปรับปรุงพื้นที่ส่งมอบรถยนต์ให้สามารถประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้กับช่วงเวลารับรถของลูกค้ามากขึ้น

สำหรับโชว์รูมใหม่ตามมาตรฐาน Nissan NRC-NEXT ของเอกสหกรุ๊ป ออโตโมบิล สาขาปากช่อง ตั้งอยู่บนถนนมิตรภาพสายเก่า มีพื้นที่แสดงรถยนต์ พร้อมส่วนงานบริการหลังการขาย โดยเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. ลูกค้าที่สนใจสามารถเยี่ยมชม ทดลองขับ และสั่งจองรถยนต์นิสสันที่ชื่นชอบได้ทุกรุ่น ที่ผู้จำหน่ายนิสสันที่ใกล้บ้านทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Nissan Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ นิสสัน ประเทศไทย

บริดจสโตน จัดโปรโมชั่น “B-24 hrs. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงฟรี 1 ปี”

0

บริดจสโตน จัดโปรโมชั่นพิเศษ B-24 hrs. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ฟรี 1 ปี” สำหรับลูกค้าที่ซื้อยางบริดจสโตนรุ่นที่ร่วมรายการ จำนวน 4 เส้น และลงทะเบียนรับประกันยาง* ผ่านไลน์ @bridgestoneTH หรือ ผ่านเว็บไซต์ https://www.bridgestone.co.th/th/customer-care/tire-registration ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2565

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดโปรโมชั่นพิเศษ B-24 hrs. บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ฟรี 1 ปี” มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อยางบริดจสโตนที่ร่วมรายการ ทุกรุ่น ทุกขนาด จำนวน 4 เส้น ต่อรถ 1 คัน 1 ทะเบียนรถ ยกเว้นรุ่นที่มีลักษณะการใช้งานในเชิงพาณิชย์ ได้แก่ DURAVIS R611, DURAVIS R623, DURAVIS R624, DURAVIS R624 HEAVY DUTY, DURAVIS R669 HEAVY DUTY, LEO 627, LEO 677, RD-613 STEEL และ Taxi Premium จากตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของบริดจสโตน และลงทะเบียนผ่าน* ผ่านไลน์ @bridgestoneTH หรือ เว็บไซต์ https://www.bridgestone.co.th/th/customer-care/tire-registration รับสิทธิ์ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยสามารถเรียกใช้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance Service) ได้ฟรี 24 ชั่วโมง ตลอดระยะเวลา 1 ปี เมื่อรถเกิดปัญหา สามารถติดต่อเพื่อรับบริการผ่าน บริดจสโตน คอนแทคเซ็นเตอร์ 02-636-1555

บริดจสโตน ในฐานะองค์กรผู้ส่งมอบโซลูชั่นอย่างยั่งยืน พร้อมส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าและสังคมไทยของทุกจุดหมาย
ที่แตกต่าง สำหรับ B-24 hrs. เป็นหนึ่งในโซลูชั่นของบริดจสโตนที่เข้าใจและตอบโจทย์ครอบคลุมทุกความต้องการ
ที่หลากหลายของลูกค้า ด้วยบริการช่วยเหลือพิเศษนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance Service) ตลอด 365 วัน อาทิ บริการให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับรถยนต์ในกรณีเกิดเหตุขัดข้อง หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนจากช่างซ่อมรถยนต์หากรถเสียหาย หรือไม่สามารถขับเคลื่อนได้ หรือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับยาง พร้อมให้บริการช่วยเหลือนอกสถานที่ หรือรถลากจูง โดยทีมงาน บริดจสโตน คอนแทคเซ็นเตอร์ เพื่อให้ลูกค้าได้อุ่นใจตลอดทุกการเดินทางไปกับบริดจสโตน

สำหรับรายละเอียด และเงื่อนไขต่าง ๆ ของโปรโมชั่น สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.bridgestone.co.th หรือสอบถามได้ที่ บริดจสโตน คอนแทคเซ็นเตอร์ โทร 02-636-1555

 

*รายการส่งเสริมการขาย และการบริการเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด

เผยโฉม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร๊พเตอร์ เจนใหม่ พร้อมขายไทยปีหน้า

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ Pic Open

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร๊พเตอร์ เจนเนอเรชั่นใหม่ มากับดีไซน์ดุดัน ขุมพลังเบนซิน 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เทอร์โบคู่ พละกำลัง 397 แรงม้า ลุยได้ทุกที่ด้วย 7 อ๊อฟโรดโหมดพร้อมดิฟฟ์ล๊อค 4 ล้อ และปรับแต่งโช้คอัพ FOX ใหม่ที่พัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ รวมถึงอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่โยกย้ายบางส่วนมาจากรุ่นใหญ่ F-150 เตรียมตัวจำหน่ายในไทยปีหน้า

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจoเนอเรชันใหม่ 2

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยโฉม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์เจเนอเรชันใหม่ ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นที่สอง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อพร้อมตะลุยทะเลทราย พิชิตภูเขาสูงชัน และทุกสภาพเส้นทางหฤโหดยิ่งกว่าเดิม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงเพื่อผู้หลงใหลการขับขี่ออฟโรดตัวจริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ให้เป็นที่สุดแห่งรถกระบะออฟโรดที่ทรงพลังที่สุดในตระกูลเรนเจอร์ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทันสมัยมากขึ้น ควบคุมการทำงานของตัวถังที่แข็งแกร่งและเหนือชั้นยิ่งขึ้น ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงเป็นรถกระบะตระกูลเรนเจอร์ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะขั้นสูงสุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนา

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนเนอเรชันใหม่ 4

“เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอรถกระบะสมรรถนะสูงตัวจริงด้วยฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่” มร. เดฟ เบิร์น หัวหน้าวิศวกร ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ โครงการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กล่าว “รถกระบะคันนี้จะมาพร้อมความเร็วที่เพิ่มขึ้น รูปโฉมที่สะดุดตา และอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย จึงเรียกได้ว่าเป็นรถกระบะเกิดมาแกร่งที่สมบุกสมบันที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนา”

การออกแบบที่ทรงพลัง
ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกดุดัน สมกับสมรรถนะที่ได้รับการยกระดับไปอีกขั้น ทั้งซุ้มล้อที่ใหญ่ขึ้นเพิ่มความกว้างของรถ ไฟหน้าใหม่รูปตัว C อันเป็นดีเอ็นเอของรถกระบะฟอร์ด ตัวอักษร F-O-R-D ขนาดใหญ่บนกระจังหน้า และกันชนที่เป็นอิสระจากกระจังหน้า

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 9

“ทุกส่วนประกอบออกแบบมาเพื่อ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดยผ่านการวางแผนมาอย่างดี” มร. เดฟ ดูวิทท์ ผู้จัดการฝ่ายออกแบบภายนอก ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ กล่าว “เพียงแค่มองรูปลักษณ์ภายนอก คุณจะรับรู้ได้ทันทีว่ารถคันนี้เป็นรถยนต์ออฟโรดสมรรถนะสูง”

ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Day-time running lights) แบบแอลอีดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่องสว่างขึ้นอีกระดับ โดดเด่นด้วยไฟเลี้ยวแบบไดนามิก ไฟสูงแบบตัดแสงและการปรับระดับแสงแบบอัตโนมัติเพื่อให้แสงสว่างที่ปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ รวมถึงผู้สัญจรที่ขับสวนทาง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 8

ล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางออลเทอร์เรน BFGoodrich® KO2® ให้ความเท่และดุดันภายใต้ซุ้มล้อที่สะดุดตา ช่องลมข้างบังโคลนนอกจากความสวยงามและยังมีประโยชน์ด้านอากาศพลศาสตร์เช่นเดียวกับการออกแบบพื้นผิวทั้งหมด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 9

บันไดข้างดีไซน์ใหม่ทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง ช่วยเสริมรูปลักษณ์และฟังก์ชันการใช้งานให้กับรถ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 10

ส่วนด้านหลังใช้ไฟท้ายแบบแอลอีดีกลมกลืนกับไฟหน้า กันชนหลังสีเทาเข้มมีบันไดเหยียบเพื่อขึ้นกระบะท้าย และชุดลากในตัวที่ติดตั้งในตำแหน่งสูงเพื่อเพิ่มมุมจาก โดยรายละเอียดของอุปกรณ์แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 11

การออกแบบภายในยังคงสื่อถึงพลังและความดุดันของการเป็นออฟโรดสมรรถนะสูงเช่นเดียวกับการออกแบบตัวถังภายนอก ห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยใช้เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต ทั้งเบาะหน้าและหลัง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินรบ มอบทั้งความสบายและกระชับแม้รถวิ่งด้วยความเร็วบนทางโค้ง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 12

การตกแต่งรายละเอียดด้วยสีส้ม ‘โค้ด ออเรนจ์’ บนแผงหน้าปัด การตัดขอบชิ้นส่วนหลักๆ ในห้องโดยสาร รวมถึงบนเบาะที่นั่งแบบสปอร์ต ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นอีกเมื่อเปิดไฟส่องสว่างสีอำพันอบอุ่นภายในห้องโดยสาร เสริมความหรูหราอีกขั้นด้วยพวงมาลัยหนังเกรดพรีเมียมจับกระชับมือพร้อมแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัยหรือ On- centre mark และแป้นแพดเดิลชิฟต์เคลือบแมกนีเซียม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 13

ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทำงานด้วยระบบดิจิทัลทั้งหมด ด้วยแผงหน้าปัดความชัดเจนสูงขนาด 12.4 นิ้ว และหน้าจอแบบสัมผัสตรงกลางขนาด 12 นิ้ว แสดงผลการเชื่อมต่อและระบบความบันเทิงผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A® รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ระบบเสียง Bang & Olufsen®iiii 8 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์เสียงเหนือระดับระหว่างการผจญภัยครั้งใหม่

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 14

อีกขั้นของขุมพลัง
ข่าวใหญ่ที่สุดสำหรับแฟนรถสมรรถนะสูง นั่นคือการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เทอร์โบคู่ ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 397 PS ที่ 5,650 รอบต่อนาที และแรงบิด 583 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 2.0 ลิตรจะยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2566 รายละเอียดรถสำหรับแต่ละประเทศจะแจ้งเมื่อใกล้ถึงกำหนดการเปิดตัว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนเนอเรชันใหม่ 5

เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เทอร์โบคู่ ใช้เสื้อสูบกราไฟต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เมื่อเทียบกับเสื้อสูบเหล็กหล่อทั่วไปจะมีความแข็งแรงมากกว่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และทนทานกว่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ได้ออกแบบเพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองกับการเร่งความเร็วได้อย่างฉับไว พร้อมระบบป้องกันการรอรอบแบบที่ใช้ในรถแข่งเพื่อมอบอัตราเร่งทันใจ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนเนอเรชันใหม่ 6

ระบบป้องกันการรอรอบ (Anti-Lag System – ALS) เป็นส่วนหนึ่งของโหมดบาฮาii ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะรักษาการหมุนของเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ความเร็วสูงต่อไปอีกถึง 3 วินาที หลังจากผู้ขับขี่ปล่อยคันเร่ง รถจึงคืนความเร็วได้ทันใจขณะเร่งออกจากทางโค้ง หรือระหว่างการเปลี่ยนเกียร์

“เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตรทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะเป็นรถที่ตอบโจทย์คนรักรถออฟโรดสายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการรถสมรถนะสูงอย่างแน่นอน” เดฟ กล่าว “อัตราเร่งที่ทรงพลังและสมรรถนะเต็มพิกัดของขุมพลังใหม่จะทำให้คุณสะใจแน่นอน”

เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่จะทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งเกียร์แต่ละสปีดได้รับการตั้งค่าเฉพาะตัวแตกต่างกัน ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมเอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด ไม่ว่าจะเป็นกรวด ดินลูกรัง โคลน หรือทราย และด้วยระบบท่อไอเสียควบคุมไฟฟ้าพร้อมโหมดปรับเสียงให้เลือกได้ถึง 4 โหมด (โหมดเงียบ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดบาฮา) ผู้ขับขี่จึงปรับระดับความดังเสียงท่อไอเสียของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ให้มีความนุ่มนวลไปจนถึงเสียงกระหึ่มเร้าอารมณ์ได้ตามต้องการ

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 14

ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับความดังของท่อไอเสียได้เพียงกดปุ่มบนพวงมาลัย หรือเลือกโหมดการขับขี่ดังต่อไปนี้
•โหมดเงียบ – ออกแบบมาเพื่อตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบมากกว่าการอวดสมรรถนะ เหมาะสำหรับการสตาร์ทรถตอนเช้าตรู่ เพื่อลดเสียงรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน
•โหมดปกติ – สำหรับใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ไม่ดังเกินไปสำหรับการขับบนท้องถนน โดยจะเป็นค่าเริ่มต้นกับการขับขี่โหมดปกติ โหมดถนนลื่น โหมดโคลน และโหมดหิน
•โหมดสปอร์ต – มอบเสียงดังกระหึ่มขึ้น เมื่อต้องการเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น
•โหมดบาฮา – โหมดเสียงที่อวดความแรงสูงสุดทั้งความดังและความทุ้ม เสมือนระบบต่อตรงออกแบบมาสำหรับการขับขี่ออฟโรดเท่านั้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ใช้แชสซีอันเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจาก ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดยเพิ่มการประกอบและอุปกรณ์เสริมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสาซี กระบะท้าย ล้ออะไหล่ ไปจนถึงโครงรถแบบพิเศษที่พร้อมรองรับแรงกระแทกจากกันชน ขายึดโช้ค และฐานยึดโช้คหลัง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมตะลุยเส้นทางออฟโรดสุดแสนหฤโหด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนเนอเรชันใหม่ 7

รถออฟโรดสมรรถนะสูงอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ต้องใช้ช่วงล่างที่แกร่งเพียงพอ ช่วงล่างของรุ่นนี้จึงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยปีกนกบนและล่างใหม่ที่ทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง แต่มีน้ำหนักเบา รวมถึงระบบกันสั่นสะเทือนที่มีระยะยืดยุบสูง พร้อมวัตต์ลิงก์ด้านหลังที่พัฒนามาเพื่อให้เจ้าของรถขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนถนนขรุขระได้อย่างมั่นใจ

“การพัฒนาระบบช่วงล่างใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ใช้ประโยชน์สูงสุดจากโช้คแบบ Live Valve ของ FOX ระบบช่วงล่างของรถปรับได้แบบเรียลไทม์เพื่อประสบการณ์การขับขี่ทางเรียบที่เหนือระดับ ในขณะที่ยังสามารถซับแรงกระแทกจากพื้นผิวขรุขระและทางลูกรังในการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างง่ายดาย ช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น” เดฟ กล่าว

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนเนอเรชันใหม่ 8

องค์ประกอบสำคัญของรถที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกจากลูกกระโดดและหลุมบ่อ คือระบบกันสะเทือน FOX แบบไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยช่วยลดการสะเทือนตามการเคลื่อนไหวของรถ นับว่าได้ว่าระบบกันสะเทือนนี้ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยใช้ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นผสม Teflon™ ที่ลดการเสียดสีลงได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นก่อนหน้านี้”

ขณะที่ส่วนฮาร์ดแวร์ผลิตโดย FOX แต่ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ คือผู้รับหน้าที่ปรับจูนและพัฒนาโช้คอัพรุ่นนี้โดยผสมผสานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในงานด้านวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering หรือ CAE) และการทดสอบรถในสถานการณ์จริง ตั้งแต่การปรับการทำงานของสปริงไปจนถึงการกำหนดความสูง การปรับแต่งวาล์ว และการออกแบบระดับการยืด-หดของโช้ค เพื่อสร้างความสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด มอบทั้งความสะดวกสบาย การควบคุมรถ ความมั่นคง และการยึดเกาะถนนทั้งบนทางเรียบและเส้นทางออฟโรด

ระบบช่วงล่างแบบ ไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ยังได้รับการปรับแต่งให้มอบความสบายบนทางเรียบ และประสิทธิภาพการขับขี่ออฟโรดทั้งแบบความเร็วสูงและความเร็วต่ำได้ โดยทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ใหม่iii ที่ผู้ขับขี่เลือกได้เอง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 19

นอกจากการทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ต่างๆ แล้ว ระบบดังกล่าวยังเตรียมความพร้อมให้ตัวรถในการตะลุยพื้นที่ได้หลากหลาย โดยเมื่อโช้คได้รับแรงกด ระบบบายพาสจะจำงานเพื่อตอบสนองและช่วยซับแรงได้อย่างพอเหมาะ และผลักแรงกลับไปเมื่อโช้คมีการคืนตัวเต็มที่

ระบบป้องกันการหดตัวค้าง (Bottom-Out Control) ของ FOX ที่ได้รับการพิสูจน์จากสนามแข่งช่วยสร้างแรงหน่วงสูงสุดในระยะ 25 เปอร์เซ็นต์สุดท้ายของการหดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้โช้คค้าง ในทำนองเดียวกัน ระบบดังกล่าวยังช่วยชะลอการหดตัวของโช้คหลัง เพื่อไม่ให้รถกระแทกแรงเกินไปขณะเร่งความเร็ว เพิ่มความมั่นคงในการขับขี่มากขึ้น เมื่อระบบกันสะเทือนสร้างแรงหน่วงในปริมาณที่พอเหมาะในทุกการเคลื่อนไหวของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงยึดเกาะพื้นผิวได้ดีทั้งบนถนน และเส้นทางสมบุกสมบัน

สมรรถนะในการฟันฝ่าเส้นทางที่ท้าทายของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาจากการติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถที่มีขนาดใหญ่เกือบ 2 เท่าของขนาดปกติที่ใช้กับฟอร์ด เรนเจอร์ อีกทั้งยังทำขึ้นจากเหล็กเหล็กที่มีความแข็งแรงหนา 2.3 มิลลิเมตร เมื่อประกอบเข้ากับแผ่นปิดใต้เครื่องยนต์และชุดเกียร์จึงช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ หม้อน้ำ ระบบบังคับเลี้ยว คานด้านหน้า อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองได้ดีเยี่ยม

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 14

ตะขอลากจูงคู่หน้าและหลังทำให้รถพร้อมลุยในเส้นทางออฟโรดทุกสถานการณ์ ให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ตะขอใดตะขอหนึ่งเป็นจุดยึดสายลากจูงได้ ในกรณีที่ตะขออีกด้านเข้าถึงได้ยาก ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสมดุลด้วยการใช้สายลากจูงสองเส้นเพื่อดึงรถขึ้นจากหลุมทรายลึกหรือหล่มโคลนได้

ควบคุมดีเยี่ยมบนทุกสภาพถนน
นับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบตลอดเวลา โดยใช้ระบบเกียร์ไฟฟ้าใหม่ที่ปรับได้ 2 ระดับ และยังมาพร้อมระบบควบคุมเฟืองท้ายคู่หน้าและหลัง แบบ locking differentials ครั้งแรก นับเป็นคุณสมบัติที่ตอบโจทย์คอออฟโรดตัวจริง

“ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งบนทะเลทรายก็จริง แต่ก็นับเป็นรถเพื่อการเดินทางผจญภัยที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์ด้วย เราจึงสร้างฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จากโรงงานให้เป็นรถกระบะออฟโรดเพื่อการเดินทางพร้อมลุยในทุกเส้นทางที่ปลอดภัย โดยที่คุณไม่ต้องปรับแต่งเพิ่มเติม” เดฟ กล่าว

สิ่งที่ช่วยให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ เส้นทางโคลนหรือทางลูกรัง คือโหมดการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย รวมไปถึงโหมดขับขี่ความเร็วสูงบนทางออฟโรดอย่าง ‘โหมดบาฮาii’ ซึ่งระบบไฟฟ้าทั้งหมดปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่15

“เราต้องการให้โหมดบาฮาเป็นตัวแทนขั้นสุดของการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง” เดฟ กล่าว “ฟีเจอร์นี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกค้าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ คาดหวัง” โหมดการขับขี่แต่ละโหมดii จะควบคุมการตั้งค่าการทำงานส่วนต่างๆ ของรถโดยละเอียด ตั้งแต่เครื่องยนต์ เกียร์ ความไวในการใช้ระบบเบรกอัตโนมัติ (ABS) การประมวลผล การยึดเกาะถนน ความมั่นคง ระบบท่อไอเสีย พวงมาลัย การตอบสนองต่อการเร่งเครื่อง ไปจนถึงการแสดงผลบนแผงหน้าปัดรถยนต์ และจอทัชสกรีน นอกจากนั้น สีของแผงหน้าปัดยังปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการขับขี่แต่ละโหมดอีกด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ
•โหมดปกติ – ออกแบบมาเพื่อความสบาย ประหยัดเชื้อเพลิง และขับขี่สะดวก
•โหมดสปอร์ต – ออกแบบมาให้ตอบสนองไวขึ้นสำหรับการขับขี่บนถนนอย่างสนุกสนาน
•โหมดทางลื่น – ออกแบบมาให้ผู้ขับมีความมั่นใจในการขับขี่บนถนนลื่นหรือพื้นถนนที่ไม่สม่ำเสมอ

โหมดการขับขี่ออฟโรด
•โหมดหิน – มอบการยึดเกาะและการทรงตัวที่เหนือชั้นบนพื้นผิวที่ลื่นไถลได้ง่าย
•โหมดทราย – สำหรับใช้ขับบนพื้นทรายหรือหิมะ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลังและการเปลี่ยนเกียร์
•โหมดโคลน – เพิ่มศักยภาพในการยึดเกาะขณะออกตัว และรักษาการทรงตัวของรถ
•โหมดบาฮา – เปลี่ยนเข้าสู่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเต็มสมรรถนะ โดยปรับทุกระบบให้พร้อมสำหรับการลุย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมระบบควบคุมความเร็วสำหรับการขับขี่ออฟโรด (Trail Control™) ทำหน้าที่เสมือนระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติสำหรับการขับขี่ออฟโรด ผู้ขับขี่สามารถเลือกความเร็ว (ไม่เกิน 32 กิโลเมตร/ชั่วโมง) รถจะควบคุมการเร่งความเร็วและการเบรก ผู้ขับขี่เพียงจดจ่อกับการบังคับควบคุมพวงมาลัยเพื่อฝ่าเส้นทางสุดท้าทายได้ง่ายขึ้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ 17

“เรารู้ดีว่าลูกค้าคาดหวังที่จะเห็นฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น แต่ผมคิดว่าลูกค้าอาจจะไม่ได้คาดหวังไปถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดแบบที่เราได้พัฒนาให้กับรถคันนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะเป็นรถกระบะที่ขับสนุกจริงๆ และผมเชื่อว่าสมรรถนะเหนือชั้นจะทำให้ลูกค้าตื่นเต้นเร้าใจแน่นอน” เดฟ กล่าวสรุป

สำหรับในประเทศไทย ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะมาให้ลูกค้าชาวไทยได้ยลโฉมในปีนี้ และพร้อมจำหน่ายในปี 2566 ส่วนรายละเอียดต่างๆอาจถูกปรับเปลี่ยนตามประเทศที่จำหน่าย ซึ่งคงต้องรอลุ้นกันอีกทีว่าจะมีฟีเจอร์ไหนถูกหยิบยกออกไปบ้าง

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ประกาศจัดการแข่งขัน และฉลองการครบรอบปีที่ 15

0

ฮอนด้า ร่วมกับ ไอเอ็มจี ประกาศจัดการแข่งขันกอล์ฟสตรีครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีกับการฉลองครบรอบ 15 ปี ของ “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022” พร้อมต้อนรับทัพนักกอล์ฟสาวชั้นนำที่เดินทางมาแข่งขันชิงเงินรางวัล 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 53 ล้านบาท เตรียมมอบความสนุกสนานตื่นเต้นแก่แฟนกอล์ฟทั่วโลก โดยมีกำหนดจัดการแข่งขันในวันที่ 10-13 มีนาคม 2565 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 มีนักกอล์ฟที่จะเข้าร่วมทั้งสิ้น 70 คน โดยเป็นนักกอล์ฟจำนวน 56 คนในรายชื่อ LPGA Priority List อาทิ ลิเดีย โค จากนิวซีแลนด์ ผู้ชนะการแข่งขันแอลพีจีเอ 17 รายการ บรู๊ค เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา แชมป์รายการ Hugel-Air Premia LA Open 2021 แดเนียล คัง จากสหรัฐฯ แชมป์รายการ Hilton Grand Vacations Tournament of Champions 2022 พร้อมด้วยแชมป์รายการเมเจอร์ ได้แก่ นักกอล์ฟสาวดาวรุ่งชาวไทยอย่าง “โปรแพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ เจ้าของแชมป์รายการ Chevron Championship 2021 ยูกะ ซาโซ่ จากฟิลิปปินส์ แชมป์รายการ US Women’s Open 2021 และ มินจี ลี จากออสเตรเลีย ผู้ชนะจากรายการ The Amundi Evian Championship 2021 รวมถึงกลุ่มผู้ชนะในรายการจากปีก่อน ทั้ง เอมี่ หยาง แชมป์แอลพีจีเอ  4 สมัย “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ปี 2021 ซึ่งจะมาป้องกันแชมป์ในปีนี้  และ จิน ยัง โค จากเกาหลีใต้ เจ้าของตำแหน่ง LPGA Tour Player of the Year และมือวางอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ พร้อมด้วยนักกอล์ฟอีกมากมายที่จะมาร่วมเกมการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ในปีนี้

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “พวกเรารอคอยที่จะได้ชมหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดอีกครั้ง ในปีนี้ การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ครบรอบ 15 ปี โดยจัดภายใต้แนวคิด Beyond Greatness ตลอดวลาที่ผ่านมา ทัวร์นาเมนต์นี้ได้กลายเป็นเวทีที่สำคัญ ที่เป็นสนามแข่งที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกจากโปรกอล์ฟชั้นนำ และยังเป็นเวทีเปิดตัวนักกอล์ฟเยาวชนดาวรุ่งชาวไทย ให้มีโอกาสแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่วงการกอล์ฟโลก สำหรับปีนี้ เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับโปรกอล์ฟสาวดีกรีแชมป์จากทั่วโลก ที่จะมาร่วมโชว์ฝีมืออันยอดเยี่ยม  และที่พิเศษคือ แฟนกอล์ฟชาวไทยจะได้ร่วมเชียร์ทัพนักกอล์ฟสาวไทยที่ตบเท้าเข้าร่วมแข่งขันถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เพื่อร่วมชิงเงินรางวัล อีกทั้ง รางวัลพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รถยนต์ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมเอสยูวี มูลค่า 1,179,000 บาท สำหรับผู้ทำโฮลอินวัน พาร์ 3 หลุมที่ 16 ได้เป็นคนแรก ฮอนด้าเชื่อว่าการแข่งขันในปีนี้ จะสามารถสร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงแฟนกอล์ฟ และเป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าจดจำอีกครั้ง”

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ  ไทยแลนด์ ในโอกาสครบรอบ 15 ปี ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานวงการกอล์ฟไทย
อย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายในการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถคว้าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งในและนอกสนามบนแนวทางของตนเอง นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนากีฬากอล์ฟ อาทิ การแข่งขันรอบคัดเลือก National Qualifiers ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ม.ค.ที่ผ่านมา และกิจกรรม Junior Golf Clinic ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่ได้สานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ จะนำรายได้จากการประมูลของที่ระลึกจากนักกีฬา ในกิจกรรม Charity Night บริจาคให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ และระดมทุนค่าสมัครจากการแข่งขัน National Qualifiers เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ รถเข็น เครื่องผลิตออกซิเจน มอบให้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโป่ง จังหวัดชลบุรี

การจัดการแข่งขันในปีนี้ จะดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันในสนาม และไม่มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขันแก่บุคคลทั่วไป

นอกจากโปรกอล์ฟชาวต่างชาติ แฟนกอล์ฟชาวไทยยังสามารถติดตามเชียร์และส่งกำลังใจให้โปรกอล์ฟดาวรุ่งสาวไทยอย่าง “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล, “โปรโม” โมรียา จุฑานุกาล และ “โปรพราว” ชเนตตี วรรณแสน ผู้ชนะการแข่งขัน National Qualifiers ต่อเนื่อง 2 ปี รวมถึงนักกอล์ฟไทยที่ได้รับเชิญจากผู้สนับสนุนหลักเพื่อเข้าแข่งขัน ได้แก่ “โปรแหวน” พรอนงค์ เพชรล้ำ “โปรว่าน” จารวี บุญจันทร์ และรีน่า ทาเทมัตสึ (นักกอล์ฟสมัครเล่น) รวมถึงนักกอล์ฟรับเชิญจากต่างประเทศ อาทิ เอมิลี่ พีเดอร์เซน ลูซี ลี ฮินาโกะ ชิบูโนะ และเคทลิน แพพ

“การคว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 ปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เมภูมิใจมากค่ะ เพราะเป็นการแข่งขันในบ้านเกิดของตัวเอง และรู้สึกขอบคุณฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกอล์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาร่วมแข่งขันกัน เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในทุกๆ ด้าน เมตั้งตาคอยที่จะได้ทำเต็มที่อีกครั้งสำหรับการแข่งขันในปีนี้ และรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ลงแข่งในสนามแบบพร้อมหน้าพร้อมตากับเพื่อนๆ นักกีฬาชาวไทย และยังคงอยากส่งต่อแรงบันดาลใจแก่นักกอล์ฟรุ่นต่อไป เช่นเดียวกับที่เมเคยได้รับมา” “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล แชมป์รายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าว

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นเวลาแห่งการปรับตัวและการเติบโต สำหรับตัวเองในฐานะนักกอล์ฟก็เติบโตขึ้นมากและจะยังคงพยายามเล่นให้ดีที่สุดต่อไปในทุกทัวร์นาเมนต์ และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 อดใจรอไม่ไหวที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งนี้” ลิเดีย โค แชมป์แอลพีจีเอ 17 สมัย กล่าว

“โปรแพตตี้” ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์รายการ Chevron Championship 2021 และอันดับ 3 ร่วม รายการ  ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเราได้ลงแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เล่นอีกครั้งและจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ขอขอบคุณทางฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่สร้างหนึ่งในรายการแข่งขันกอล์ฟอันทรงเกียรติ และแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านกีฬากอล์ฟบนเวทีระดับนี้”

นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า
“การกีฬาแห่งประเทศไทย ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จปีที่ผ่านมาของทัวร์นาเมนต์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ
ไทยแลนด์ และรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกับการแข่งขันปีนี้ เพราะทัวร์นาเมนต์นี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการกอล์ฟ
ของเมืองไทย รวมถึงการสร้างมาตรฐานความเป็นเลิศของการจัดแข่งขันกีฬาบนมาตรฐานระดับสากล เราจึงรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าและไอเอ็มจีอีกครั้งในการจัดกิจรรมต่างๆ เพื่อมอบโอกาสให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจซึ่งต้องการมุ่งหน้าไปบนเส้นทางสายกอล์ฟ อาทิ กิจกรรม Junior Golf Clinic ในเดือนกุมภาพันธ์ และ National Qualifiers ที่ให้สิทธิ์ผู้ชนะ 1 คน ร่วมแข่งขันในรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 เราหวังว่าโอกาสเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนนักกีฬาที่มีศักยภาพให้มุ่งหน้าไปบนเส้นทางสายกีฬาต่อไป”

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนฟื้นฟูการจัดอีเวนต์กีฬาทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ถือเป็นทัวร์นาเมนต์หนึ่งที่ช่วยปูทางสู่การจัดอีเวนต์กีฬาในประเทศไทย  พร้อมช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของภาคการท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟ โดยการจัดงานจะดำเนินการตามแนวทางมาตรการด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า “ทัวร์นาเมนต์ในปีนี้จะจัดในรูปแบบจำกัดจำนวนผู้ชม และไม่มีการจำหน่ายบัตร และในโอกาสครบรอบปีที่ 15 นี้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ได้นำเสนอแนวคิดการจัดงานใหม่ ภายใต้ธีม “Beyond Greatness” ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับมาตราฐานกีฬากอล์ฟในประเทศไทยและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักกอล์ฟรุ่นใหม่ในอนาคต และเช่นเคย เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าและการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการรักษามาตรฐานการจัดแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ให้เป็นทัวร์นาเมนต์มาตรฐานระดับโลกซึ่งมีความเป็นเลิศในทุกด้าน และยังสอดคล้องตามมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัย และเนื่องจากการแพร่ระบาดยังคงเกิดขึ้น เราจึงสามารถเปิดรับผู้เข้าชมงานได้ในจำนวนจำกัดเพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านกีฬาผ่านการจัดทัวร์นาเมนต์
ที่เชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ เรายินดีกับความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของฮอนด้าในทัวร์นาเมนต์นี้และรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ฮอนด้ายืนยันประกาศเป็นผู้สนับสนุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 และตั้งตารอที่จะได้ชมฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเหล่าโปรกอล์ฟ หวังว่านักกอล์ฟชั้นนำชาวไทยจะสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง”

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Beyond Greatness”  โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ผู้คนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดและมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศบนแนวทางของตนเอง ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นตลอด 15 ปีที่ผ่านมาของการแข่งขัน โดยมีนักกอล์ฟดาวรุ่งรวมถึงโปรกอล์ฟชื่อดังที่เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเเนื่องเพื่อคว้าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในทัวร์นาเมนต์นี้ และเพื่อเป็นการสานต่อแนวคิดความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ ฮอนด้าในฐานะผู้สนับสนุนกีฬากอล์ฟระดับโลก ได้ประกาศให้การสนับสนุนฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ต่อเนื่องอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2027 ซึ่งในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันหลักอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2006 ฮอนด้าภูมิใจที่มีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการกีฬากอล์ฟในประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากจัดการแข่งขันแล้ว ยังได้ริเริ่มโครงการพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนและการสร้างประโยชน์สู่สังคมในวงกว้างอีกด้วย

แฟนกอล์ฟสามารถติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ PPTV HD ช่อง 36 ตั้งแต่เวลา 12.00 เป็นต้นไป หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com  แอปพลิเคชั่น PPTVHD36 รวมทั้งเฟซบุ๊กและยูทูปของสถานีฯ ได้ตลอด 4 วันของการแข่งขัน

GWM นำทัพ HAVAL JOLION ตะลุยทั่วกรุง พร้อมเชิญชวนสาวกร่วมกิจกรรม “3 วันกับ HAVAL JOLION”

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดกิจกรรม “HAPPY LION DRIVE” ขับสนุกทั่วกรุงไปกับ HAVAL JOLION  นำทัพโดยน้องสิงโต JOY LION ที่มาในรูปแบบ 4D สุดล้ำ พร้อมด้วยคาราวาน All New HAVAL JOLION Hybrid SUV กว่า 130 คัน นำขบวนมอบความสุขทั่วกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5, 6, 12 และ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอกย้ำความตั้งใจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าในรูปแบบที่หลากหลายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

กิจกรรม “HAPPY LION DRIVE” ขับสนุกทั่วกรุงไปกับ HAVAL JOLION จัดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าและผู้บริโภคที่สนใจได้ร่วมทดลองขับและสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะที่ทั้งสนุกและล้ำสมัยจาก All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ภายใต้ธีมขบวนแห่สิงโต ที่ไม่เพียงแต่งแต้มสีสันให้กับเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น แต่ยังสร้างรอยยิ้มและมอบความสุขให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมถึงผู้พบเห็นตลอดเส้นทาง  โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น 4 วัน 4 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางโซนบางนา-ตราด โซนราชพฤกษ์ โซนรัชดาภิเษก และโซนแจ้งวัฒนะ ในระหว่างวันยังมีเวิร์คช็อปประดิษฐ์ภาพแกะสลักจากกระดาษเพื่อเสริมมงคลปีเสือให้คณะผู้ร่วมงานได้ร่วมสนุก พร้อมทั้งฝึกฝีมือและสมาธิกันอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมทั้ง 4 วัน ได้รับความสนใจลูกค้าและผู้บริโภคจำนวนมาก โดยมีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้นกว่า 260 คน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง หรือ User-Centric ดังนั้น การรับฟังเสียงผู้บริโภค และการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าผ่านการดำเนินงานแบบ O2O คือสิ่งที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เน้นย้ำและให้ความสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกที่เราเข้ามาให้บริการในประเทศไทยจนกระทั่งวันนี้ที่เราได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 อย่างแข็งแกร่ง การจัดกิจกรรม “HAPPY LION DRIVE” ขับสนุกทั่วกรุงไปกับ HAVAL JOLION ครั้งนี้ เกิดจากการรับฟังเสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่ติดตามเรามาอย่างเหนียวแน่นทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ นำมาสู่การสร้างสรรค์อีกหนึ่งกิจกรรมสนุกๆ ในรูปแบบที่แตกต่างเพื่อยกระดับความสัมพันธ์และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่สนใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยในปีนี้ เราตั้งใจที่จะจัดกิจกรรมให้กับลูกค้าและผู้บริโภคผ่านทาง GWM Experience Center, GWM Store และ Partner Store อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ซึ่งจะมีกิจกรรมอะไรอีกบ้างนั้น ผู้สนใจสามารถติดตามได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของเกรท วอลล์ มอเตอร์”

ไม่เพียงเท่านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังส่งแคมเปญสนุกๆ ให้ผู้บริโภคสายโซเชียลได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะที่ทั้งสนุก สมาร์ท และปลอดภัย โดยล่าสุดได้เปิดให้ผู้สนใจสามารถนำรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ไปทดลองขับฟรีเป็นเวลา 3 วัน พร้อมน้ำมันเต็มถัง และลุ้นสิทธิ์รับส่วนลดในการซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มูลค่ารวมอีก 30,000 บาท กับกิจกรรม 2 ต่อผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ HAVAL THAILAND

สำหรับกิจกรรมต่อที่ 1 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มอบสิทธิ์ทดลองขับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ฟรี 3 วัน พร้อมน้ำมันเต็มถัง ตั้งแต่วันที่ 19 – 21 กุมภาพันธ์ 2565 จำนวน 9 รางวัล (มูลค่ารางวัลละ 11,100 บาท รวมทั้งสิ้น 99,900บาท[1]) ให้กับผู้บริโภคที่โชคดีซึ่งได้รวมทีมครบ 3 คน แล้ว Tag เพื่อนให้ครบใต้โพสต์ปักหมุดในเพจ HAVAL Thailand คอมเม้นต์ระบุฟีเจอร์ที่ชื่นชอบของ HAVAL JOLION ให้ครบ 5 ฟังก์ชัน พร้อมบอกเหตุผลที่อยากได้ HAVAL JOLION ไปลองขับ 3 วันกับเพื่อนที่ใต้โพสต์กิจกรรม ติดแฮชแทก #3DAYSWITHJOLION โดยได้กด Like และ Share โพสต์กิจกรรมไปที่หน้าเพจของตัวเองพร้อมตั้งโพสต์เป็นสาธารณะในระหว่างวันที่ 5 – 14 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา

ในต่อที่ 2 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 9 ทีม (ทีมละ 3 คน) ซึ่งเป็นผู้ชนะจากต่อที่ 1 จะได้รับรถ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ไปทดลองขับและเริ่มทำกิจกรรมสะสมคะแนน ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 – 21 กุมภาพันธ์ 2565 ดังต่อไปนี้

  • วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2565 เข้ารับฟังรายละเอียดและรับรถ HAVAL JOLION พร้อมกัน เพื่อไปร่วมกิจกรรมทดลองขับที่สนามทดสอบ โดยจะมีด่านต่างๆ ที่ทดสอบฟีเจอร์และฟังก์ชันของ HAVAL JOLION โดยแต่ละทีมจะต้องเข้าร่วมในกิจกรรมแต่ละด่านเพื่อเก็บคะแนน
  • วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565 จะเป็นภารกิจที่ให้แต่ละทีม ถ่ายรูปภาพตัวเองกับ HAVAL JOLION คู่กับสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนก็ได้ พร้อมรีวิวฟังก์ชันที่ชื่นชอบจากการได้ทดลองขับ HAVAL JOLION โดยจะต้องโพสต์ภาพลงในโซเชี่ยลมีเดีย พร้อมติดแฮชแทก #HAVALJOLION #3DAYSWITHJOLION ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมส่งลิ้งค์โพสต์ให้ทีมงานเพื่อทำการให้คะแนน โดยจะต้องโพสต์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ภายในเวลา 23:59น.
  • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 อัดคลิปวีดีโอ / โพสต์ภาพตัวเอง พร้อมบอกเหตุผลว่าทำไมทุกคนถึงควรมาทดลองขับ HAVAL JOLION ตั้งค่าเป็นสาธารณะ พร้อมติดแฮชแทก #HAVALJOLION #3DAYSWITHJOLION พร้อมส่งลิ้งค์โพสต์ให้ทีมงานเพื่อทำการให้คะแนน โดยจะต้องโพสต์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2565 ภายในเวลา 23:59 น.

ผู้ร่วมกิจกรรมที่เก็บคะแนนครบตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับคูปองส่วนลดเงินสดสำหรับซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มูลค่ารวม 30,000 บาท[2]

สำหรับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เป็นรถยนต์รุ่นที่ 3 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวสะท้อนถึงสุนทรียภาพแห่งอนาคต มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ ผสานกับการออกแบบภายในแบบ 360 องศา ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และอัดแน่นไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หลากหลายและครบครัน All New HAVAL JOLION Hybrid ยังขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบ DHT และเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ (Intelligent Single Pedal) ให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งหรือชะลอความเร็วได้เพียงคันเร่งเดียว อีกทั้งยังสร้างขึ้นบน GWM LEMON PLATFORM แพลตฟอร์มโมดูล่าร์อัจริยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่สนุกสนาน โดยภายในเดือนธันวาคม 2564 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ไปแล้ว 599 คัน

ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ที่พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ในทุกมิติ ผ่านการรับฟังเสียงผู้บริโภคทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการตลอดจนประสบการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

[1] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

[2] เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เตรียมเผยโฉมครั้งแรกพร้อมกันทั่วโลก

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี พร้อมเผยโฉม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นครั้งแรกของโลกในวันที่ 1 มีนาคม 2565 เวลา 14:00 น. ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบของฟอร์ด

การเผยโฉมครั้งสำคัญที่ไม่ควรพลาดนี้ ผู้ชมจะได้พบกับ เอียน ฟอสตัน หัวหน้าวิศวกร แพลตฟอร์มเอเวอเรสต์ และแมกซ์ วูล์ฟ  ผู้อำนวยการด้านการออกแบบ ที่จะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังดีไซน์อันดุดัน สมรรถนะอันโดดเด่นที่พร้อมสำหรับทุกการผจญภัย และอัดแน่นด้วยความปลอดภัยและความสะดวกสบายในระดับพรีเมี่ยม ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่

“ความตั้งใจของเราตั้งแต่เริ่มแรกคือการสื่อถึงสมรรถนะของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกอันทันสมัย และแข็งแกร่ง ดุดัน” แมกซ์ วูล์ฟ กล่าว “ขณะที่ภายในห้องโดยสาร เราได้สร้างสรรค์พื้นที่อันหรูหรา สะดวกสบาย ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายและปลอดภัย ไม่ว่าสถานการณ์ด้านนอกรถจะเป็นเช่นไร”

 

รับชมวิดีโอทีเซอร์ก่อนจะพบกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มีนาคมนี้ ได้ที่

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ สามารถติดตามได้ที่

เว็บไซต์ https://www.ford.co.th/showroom/future-vehicle/next-generation-everest

เฟซบุ๊กของฟอร์ด ประเทศไทย www.facebook.com/FordThailand

และยูทูบของฟอร์ด ประเทศไทย www.youtube.com/channel/UCl4aCuVCJSs0dLD1G-aD33A

เมอร์เซเดส-เบนซ์ชวนเปลี่ยนความรักเป็นนิรันดร์ในวันวาเลนไทน์กับแคมเปญ G-Class แข็งแกร่งเหนือการเวลา

0
G-Klasse Endurance Vampire // G-Class Endurance Vampire

Mercedes-Benz แบรนด์รถยนต์ระดับโลก ส่งหนังรักฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้ ด้วยเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และแวมไพร์ กับรถยนต์ G-Class รถ SUV รุ่นอมตะตลอดกาลของ Mercedes-Benz

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “Immortal Love” ที่เล่าถึงความรักที่เป็นนิรันดร์ของหนุ่มสาวซึ่งความเป็นแวมไพร์ถูกเปรียบกับกับความอมตะเหนือกาลเวลาของ Mercedes-Benz G-Class รถที่จะนำพาความรักของผู้ขับขี่ฝ่าฟันอุปสรรคและให้พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์ จนมากลายเป็นคอนเซ็ปต์ของแคมเปญที่ว่า “A car that lasts forever deserves a driver that lives forever” โดยหนังเรื่องนี้จะถูกฉายพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ในส่วนของตัวรถ G-Class มาพร้อมความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ดีไซน์ความคลาสสิคและสมรรถนะความแข็งแกร่งของ G-Class ก็จะยังเป็นที่ชื่นชอบและนิยมตลอดกาล มาหลายยุคสมัย แบบที่เรียกได้ว่า “แข็งแกร่งเหนือกาลเวลา” ซึ่งในปัจจุบัน G-Class ยังคงเป็นรถรุ่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยู่เสมอ โดยมีตัวเลขของผู้เข้าชม G-Class บนเว็บไซต์ของ Mercedes-Benz ได้รับความนิยมสูงจากคนทั่วโลก ซึ่งผู้ที่เข้าชม G-Class นั้นยังเป็นกลุ่มผู้ที่เข้าชมรถยนต์ในกลุ่ม Family Car เช่น GLC, GLE, GLS และ กลุ่มรถ Compact Car เช่น A-Class, C-Class รวมไปถึง E-Class ด้วยเช่นกัน (ข้อมูลจาก Mercedes-Benz OneDNA Model Exploration Dashboard)

มาตามลุ้นกันต่อว่าความรักของมนุษย์กับแวมไพร์จะดำเนินไปเช่นไรจะเป็นนิรันดร์ตามที่หวังไว้หรือไม่

วาเลนไทน์นี้ร่วมดื่มด่ำไปกับเรื่องราวความรักครั้งนี้ไปพร้อมกันได้ทาง

 

เอ็มจี ขานรับนโยบายรัฐ เตรียมส่งอีวีลงตลาดปีนี้อย่างน้อย 3 รุ่น ประเดิมรุ่นแรกในงานมอเตอร์โชว์

0
เอ็มจี Pic Open

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย พร้อมสนับสนุนนโยบายอีวีของภาครัฐ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ครั้งล่าสุด ได้มีมติเห็นชอบในมาตรการสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ สำหรับรถยนต์และรถกระบะพลังงานไฟฟ้า จะได้รับวงเงินอุดหนุนจำนวน 70,000 – 150,000 บาทต่อคัน โดยแบรนด์รถยนต์เอ็มจี พร้อมมอบประโยชน์สูงสุดหนุนให้คนไทยได้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ ประกาศเดินหน้านำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่สู่ตลาด ในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3 รุ่น และสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง รองรับกับตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “จากการที่ภาครัฐโดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบในมาตรการสนับสนุนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งการลดภาษีสรรพสามิต ภาษีน าเข้า และการอุดหนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยวงเงินตั้งแต่ 70,000 – 150,000 บาท นั้น เอ็มจีในฐานะผู้น ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมให้การสนับสนุนนโยบายรัฐอย่างเต็มที่โดยได้เตรียมเข้าหารือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และให้คนไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากนโยบายดังกล่าวโดยเร็วที่สุด”

MG EV 1
ทั้งนี้เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา เอ็มจีได้ประกาศเป้าหมายในการดำเนินงานในประเทศไทยที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรม
ยานยนต์ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า และเป็นหนึ่งในเทรนด์ยานยนต์ของโลกก็คือ “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ซึ่งเอ็มจีจะให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV Ecosystem ที่แข็งแกร่ง โดยจะดำเนินการใน 4 ด้านหลักได้แก่

1. การพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบการใช้งานความต้องการ และไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้า

2. การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเอ็มจีได้ลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ในการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงยังอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิจัยในเรื่องของวิธีการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอีกด้วย

3. การสร้างและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเสริมความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยังเป็นการปลดล็อกความกังวลเรื่องระยะทางการใช้งานต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ด้วยจำนวนสถานีชาร์จนอกบ้านที่มีให้บริการตลอดเส้นทาง

เอ็มจี 3

4. การเร่งสร้างความรู้พื้นฐานและความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างและเพิ่มจำนวนบุคลากรที่มีความชำนาญด้านอีวีเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต

นโยบายดังกล่าวของภาครัฐ จะทำให้ตลาดรถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด และโครงสร้างของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคนไทยจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการส่งเสริม
อีวีที่มีความเป็นรูปธรรมนี้

เอ็มจีตอกย้ำการเป็นผู้นำตัวจริง เตรียมส่งอีวี 3 รุ่นลงตลาด ประเดิมโมเดลแรก ปักธงเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์
ที่ผ่านมา เอ็มจีได้แนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจำนวน 3 รุ่น 3 รูปแบบสู่ตลาดเมืองไทย ได้แก่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในกลุ่ม SUV อย่าง MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารูปแบบสเตชั่น แวกอน MG EP รวมไปถึง MG Cyberster ที่มีการเปิดจองสิทธิ์การเป็นเจ้าของเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเตรียมเข้าไลน์ผลิตเพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภายในปี ค.ศ. 2023

เอ็มจี 2

โดยในปีนี้ เอ็มจีเตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดในเซกเมนต์ที่แตกต่างกันอย่างน้อย 3 รุ่น ซึ่งจะยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์และมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ โดยรุ่นแรกจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 43 ในช่วงต้นปีนี้แน่นอน

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว Audi Q7 และ Audi Q8 ปลั๊กอินไฮบริดขุมพลังแรง พร้อมเพิ่มออฟชั่น แต่ราคาถูกกว่าเดิม

0
Audi Q7 Pic Open

Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มากับรูปลักษณ์ที่สปอร์ตมากยิ่งขึ้นจากชุดแต่ง S Line และ ขุมพลังระบบปลั๊กอินเจเนอเรชั่นล่าสุด ให้กำลังสูงถึง 462 แรงม้า พร้อมเพิ่มออฟชั่น แต่ราคาจำหน่ายถูกลง โดย Q7 เริ่มต้นที่ 4.799 ล้า่นบาท และ Q8 ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 5,799 ล้านบาท ซึ่งถูกลงกว่าเดิมถึง 1,000,000 บาท สืบเนื่องจากมาตรการสนับสนุนการใช้รถ PHEV ของรัฐบาล

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากนโยบายของ AUDI AG ซึ่งมีแผนจะเปิดตัวยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าอีกไม่ต่ำกว่า 20 รุ่น ภายในปี 2025 และนโยบายของรัฐบาลไทยที่ส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ในปีนี้ อาวดี้ ประเทศไทย จึงมีแผนที่จะทยอยนำสุดยอดยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง รวมถึงยนตรกรรมเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของอาวดี้ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีเจเนอเรชั่นล่าสุด ดีที่สุดและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา (The Best Plug-in Hybrid Ever) คือ ทรงพลังเป็นเยี่ยม ขับสนุกสุดๆ และประหยัดน้ำมัน โดยยนตรกรรมอาวดี้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดสองรุ่นแรกที่เปิดตัวในประเทศไทยแล้ววันนี้ คือ Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition พรีเมียม SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั่วโลก

Audi Q7 1

ความโดดเด่นของเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดของอาวดี้นับเป็น The Best Plug-in Hybrid Ever หรือเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุด เกิดจากการผสานสองสุดยอดเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนอย่างลงตัว คือ เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่อาวดี้ทุ่มทรัพยากรและงบประมาณในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งเป็นผู้นำตลาดรถหรูในด้านรถไฟฟ้า 100% จากความสำเร็จของ Audi e-tron ที่ส่งมอบไปแล้วกว่า 160,000 คัน ทั่วโลก และความเยี่ยมยอดของเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่ปัจจุบันได้พัฒนามาถึงขั้นสูงสุด พิสูจน์ได้จากตระกูล RS โมเดลล้วนเป็นท๊อปเพอร์ฟอร์แมนซ์ ซึ่งอาวดี้ได้ส่งต่อความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไปยังรถรุ่นอื่นๆ โดยเฉพาะยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริด เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ไม่เพียงประหยัดน้ำมันแต่ยังมีสมรรถนะสูง ทรงพลัง สามารถส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ ที่มั่นใจ สนุก เร้าใจ ให้แฟนๆ อาวดี้ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ลงตัวที่สุด

Audi Q7 2

“ขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลก กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อร่วมกันลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยยังต้องใช้เวลา โดยเฉพาะจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม ดังนั้นในฐานะหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ไร้รอยต่อ อาวดี้จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด

ซึ่งจากประสบการณ์ องค์ความรู้ และความสำเร็จจาก Audi e-tron และการพัฒนาของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดล่าสุดจากอาวดี้วันนี้มีความสมบูรณ์แบบที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างเพอร์เฟคจริงๆ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีขุมพลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้ายังเป็นการคอมพลีทโมเดลไลน์อัพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อาวดี้อีกด้วย”

เทคโนโลยีขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดเจเนอเรชั่นล่าสุดให้สมรรถนะยอดเยี่ยม เร้าใจของทั้ง Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition นั้น มาพร้อม Dynamic Badge ตราสัญลักษณ์ “60 TFSI e” ด้านท้ายรถ ซึ่งเป็นตัวเลขบ่งบอกแรงม้าที่สูงที่สุดเท่าที่ Audi เคยใช้มา

Audi Q7 3

โดยในส่วนของเครื่องยนต์สันดาปเป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบ ขนาด 2,995 ซีซี ผลิตแรงม้าได้ที่ 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังได้ถึง 136 แรงม้า และแรงบิด 400 นิวตันเมตร เมื่อผสานการทำงานกันจะให้พละกำลังจากระบบขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า พร้อมแรงบิด 700 นิวตันเมตร ซึ่งนับเป็นรถยนต์ พรีเมียมเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดที่มีพละกำลังสูงสุดในตลาดประเทศไทยในปัจจุบัน โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 5.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตร/ชั่วโมง

Audi Q7 4

แบตเตอรี่ลิเธียม-อิออนแรงดันสูงมีความจุ 17.9 กิโลวัตต์ สามารถรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 7.4 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ภายใน 2.5 ชั่วโมง แบตเตอรี่ถูกบรรจุไว้ในบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถ ซึ่ง Audi ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็ก

Audi Q7 15

 

พื้นที่เก็บสัมภาระยังคงมีขนาดความจุสัมภาระสูงมากถึง 505 ลิตร ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ 650 ลิตรใน Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ซึ่งนับเป็นความจุพื้นที่เก็บสัมภาระที่สูงมากที่สุดในรถขนาดเดียวกัน

Audi Q7 5

ทั้ง 2 รุ่น สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 40 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งเหมาะสมกับการใช้รถในเมือง ซึ่งสอดรับจากการวิจัยของ Audi ที่พบว่าลูกค้าส่วนมากจะใช้งานรถไฟฟ้าในเมืองไม่เกินวันละ 30 กิโลเมตร

ความพิเศษของ Audi ปลั๊กอินไฮบริดอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค คือ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่นล่าสุดนี้ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นช่างเทคนิคจะสามารถเปลี่ยนอะไหล่และแบตเตอรี่แยกย่อยเป็นแต่ละโมดุลได้ ทำให้ค่าบำรุงรักษาเมื่อแบตเตอรี่หมดระยะรับประกันจะต่ำลงเป็นอย่างมาก เพื่อความสบายใจในการใช้งาน (Customer Peace of Mind) ไปได้นานๆ หรือหากจะเปลี่ยนคันใหม่ Resell value ราคาก็จะไม่ลดมูลค่าลง แบตเตอรี่แรงดันสูงในรถปลั๊กอินไฮบริดของ Audi มีการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเรียกว่า e-tron mode ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 โหมด ได้แก่

1. EV (electric driving) ซึ่งเป็นโหมดที่รถจะขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้าเท่านั้น 100% เหมาะสำหรับการใช้งานในเมือง
2. Auto Hybrid (intelligent use of battery charge) มอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จะทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยอัตโนมัติ จากการทำงานของระบบ Predictive Efficiency Assist (PEA) ที่จะประเมินสถานการณ์ของถนนที่เดินทางไปควบคู่ไปกับระบบนำทางของรถ และจะแนะนำให้ลูกค้าถอนคันเร่ง โดยมีสัญลักษณ์สีเขียวรูปลูกศรให้ถอนเท้าพร้อมแรงกระตุกที่แป้นคันเร่ง 1 ครั้ง เมื่อรถเดินทางเข้าสู่ ทางแยก ทางลาด ทางร่วมต่างๆ และระบบนี้ยังทำงานควบคู่กับระบบ Predictive Operating Strategy (POS) ที่จะประเมินการขับขี่ว่าเป็นการใช้ในเมืองที่มีรถติด หรือในเมืองที่รถเคลื่อนตัวได้ดี หรือการวิ่งนอกเมือง เพื่อจะใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
3. Battery Hold (maintain battery charge) เหมาะสำหรับการเดินทางจากนอกเมืองเพื่อเข้าในเมือง โดยรถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน เพื่อรักษาระดับประจุไฟฟ้าของแบตเตอรี่ให้สูงคงเท่าเดิม เพื่อจะเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในขณะเข้าเมืองให้วิ่งได้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้
4. Battery Charge (increase battery charge) รถยนต์จะใช้งานเครื่องยนต์และระบบนำพลังงานกลับมาใช้ (Recuperation) เพื่อที่จะพยายามชาร์จแบตเตอรี่แรงดันสูงให้เพิ่มมากขึ้น

Audi Q7 6
Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการออกแบบให้ลุคสปอร์ต ภายนอกตกแต่งด้วยชุดแต่ง S line และอัพเกรดการตกแต่งเป็นแบบ Black Edition โดยเปลี่ยนคิ้วโครเมียมรอบคันเป็นสีดำและฝาครอบกระจกมองข้างสีดำดูดุดัน ล้ออัลลอยลายใหม่ ขนาด 21 นิ้ว พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงทั้งหน้า-หลัง ระบบไฟหน้า 2 แบบ ให้เลือกทั้งแบบไฟหน้า LED และไฟหน้า matrix LED อัจฉริยะที่จะสามารถปรับแสงปิด LED บางดวงอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้แสงกวนตาผู้ขับรถที่สวนมา พร้อมไฟเอฟเฟกต์ Light staging เมื่อปลดล็อค

Audi Q7 8

Audi Q7 9

ในรุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition ภายในได้เพิ่มอุปกรณ์การตกแต่งเป็นแบบ S line Interior พวงมาลัยท้ายตัดพร้อมเบาะนั่งพร้อมตราสัญลักษณ์ S line ส่วนในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ได้รับการตกแต่งให้เหนือชั้นขึ้นไปอีกด้วย เบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ Super Sport ลาย Diamond Cut ในแบบฉบับ RS Full Bucket Seat องศาความลาดของเบาะที่ออกแบบให้สอดคล้องกับความลาดเอียงของกระจก ช่วยจัดระดับของสายตาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ วัสดุหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง นุ่มสบาย

Audi Q7 10

Audi Q7 11

พวงมาลัย Multi-function แบบสปอร์ตท้ายตัด ระบบ MMI Navigation plus พร้อม MMI touch ขนาด 10.1 นิ้ว และจอควบคุม multi-function แบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อม Paddle shift จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติจากลำโพง 17 ตำแหน่งที่ให้กำลังขับสูงถึง 730 วัตต์

Audi Q7 13

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน และเพิ่มฟังก์ชั่นเปิดแอร์ได้ขณะดับเครื่อง (Stationary Air-conditioning)

Audi Q7 13

ช่วงล่างระบบถุงลม (Adaptive air suspension) ในรุ่น Audi Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ แบบ Sport ในรุ่น Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition

Audi Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิเช่น กล้องรอบคัน 360 องศา ประตูไฟฟ้าอัตโนมัติ หลังคาพาโนรามิค และแร็คบรรทุกสัมภาระบนหลังคา

Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition (LED Headlight) ราคา 4,799,000 บาท

Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition (Matrix LED Headlight) ราคา 4,899,000 บาท (จำนวนจำกัด)

Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition ราคา 5,799,000 บาท

Audi Q7 14

 

นอกจากนี้ Audi Thailand ยังกระตุ้นตลาด ให้กับรถยนต์ทั้ง 2 รุ่น ทันทีด้วยโปรโมชั่น ดอกเบี้ยพิเศษ 1.59% นาน 60 เดือน และแถมฟรีเครื่องชาร์จ Wallbox ขนาด 7.4 กิโลวัตต์ อีก 1 เครื่อง

 

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ก้าวข้ามขีดจำกัดของรถกระบะ ด้วยเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อที่ตอบโจทย์การใช้งานเหนือชั้น

0

ฟอร์ด รู้ว่าลูกค้าต้องการรถกระบะที่ชาญฉลาด ห้องโดยสารภายในที่รองรับการใช้งานหลากหลาย และยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ชาญฉลาดที่สุดในตระกูลเรนเจอร์ ด้วยการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น ทำให้เจ้าของรถเชื่อมต่อการสื่อสารจากที่บ้าน หรือที่ทำงาน มาสู่รถคู่ใจได้อย่างไร้รอยต่อ

เริ่มจากระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC®i 4A เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ที่ทำงานเสมือนสมาร์ทโฟน ไปจนถึงแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลแทนแผงหน้าปัดอนาล็อกแบบเดิม ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบสนองทุกการใช้งานของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

“เราได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาด จากการออกแบบและเทคโนโลยีอันชาญฉลาดภายในห้องโดยสารของ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่” มร. เกรแฮม เพียร์สัน ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ กล่าว “ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างนิยามใหม่ให้กับตลาดรถกระบะอีกครั้ง ด้วยห้องโดยสารที่หรูหรา ทำให้เห็นว่าผู้ใช้งานรถกระบะก็ยังคงมีพื้นที่ส่วนตัวที่สะดวกสบาย และมีเทคโนโลยีทันสมัยมากมายได้เช่นกัน”

มาตรฐานใหม่ของความชาญฉลาด

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ผสานระบบเชื่อมต่อและเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ล่าสุดของฟอร์ด เพื่อมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าลูกค้าจะใช้รถเพื่อการทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน

แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาดใหญ่ 8 นิ้ว แสดงข้อมูลได้อย่างเต็มรูปแบบเหนือกว่าระบบอนาล็อกเดิม นอกจากนี้ หน้าจอควบคุมระบบความบังเทิงแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 10.1 หรือ 12 นิ้ว ยังเพิ่มความหรูหราทันสมัยภายในห้องโดยสาร พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A ที่ตอบสนองการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

เกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter ที่ทำงานร่วมกับระบบเบรกมือไฟฟ้า ซึ่งได้รับการติดตั้งในรถกระบะเป็นครั้งแรก ช่วยยกระดับพื้้นที่ภายในห้องโดยสารให้ดูทันสมัย อีกทั้งยังทำให้พื้นที่ภายในรถดูกว้างขวางยิ่งขึ้นiii

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังให้ความสำคัญกับไฟส่องสว่างไปอีกขั้น ด้วยไฟหน้าและหลังแบบแอลอีดีเต็มรูปแบบ และยังมีไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี อีกจุดเด่นที่ฟอร์ดนำมาติดตั้งในรถกระบะเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

แอปพลิเคชันฟอร์ดพาส™ii ยังช่วยให้ลูกค้าเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถได้ตลอดเวลาผ่านสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบกำหนดการบำรุงรักษารถ การสตาร์ทรถจากระยะไกล การตรวจเช็คตำแหน่งของรถ การแจ้งเตือนสภาพรถเบื้องต้น การล็อคหรือปลดล็อคจากระยะไกล รวมถึงการเปิดเครื่องปรับอากาศในรถด้วยอุณหภูมิที่ตั้งไว้ก่อนหน้า

 

เทคโนโลยีล้ำสมัยบางส่วนในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่iii

หน้าจอแสดงผลแบบดิจิทัล

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เปลี่ยนจากการใช้จอแสดงมาตรวัดค่าต่างๆ เช่น มาตรวัดความเร็วแบบเดิมมาเป็นหน้าจอดิจิทัลขนาด 8 นิ้วที่ผู้ขับขี่ปรับการแสดงผลได้ตามต้องการ พร้อมแสดงภาพเคลื่อนไหวเมื่อสตาร์ทรถและดับเครื่อง รวมถึงแสดงอัตราความเร็วและรอบเครื่องยนต์แบบดิจิทัล และภาพกราฟฟิกจำลองรถแบบสมจริง

ในฟอร์ด เรนเจอร์บางรุ่น ผู้ขับขี่ยังเปลี่ยนหน้าจอให้แสดงข้อมูลที่ต้องการได้หลากหลาย ทั้งเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ รอบเครื่องยนต์ และมาตรวัดพิเศษอื่นๆ รวมถึงเลือกปิดการแสดงผลข้อมูลต่างๆ บนจอได้ด้วย

เพราะฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมโหมดการขับขี่ทั้งบนถนนและแบบออฟโรด หน้าจอแสดงผลจึงแสดงผลการทำงานด้วยภาพเคลื่อนไหวในธีมต่างๆ ที่เปลี่ยนไปตามโหมดในการขับขี่ที่เลือกใช้

ชาญฉลาดยิ่งขึ้นด้วยการเชื่อมต่อบน SYNC® 4A

ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A เป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีที่ติดตั้งในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดย SYNC® 4A เป็นระบบสื่อสารและความบันเทิงในรถฟอร์ด ที่รองรับการเชื่อมต่อบน Apple CarPlay™ และ Android Auto™ มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่นการแสดงผลฟีเจอร์ที่ใช้งานล่าสุดก่อนเพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น

หน้าจอขนาดใหญ่

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมหน้าจอสัมผัส ขนาด 10.1 นิ้ว หรือ 12 นิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นจอที่ใหญ่ที่สุดในเซ็กเมนต์ ให้ผู้ขับขี่เลือกการตั้งค่าหน้าจอแบบแยกส่วนผ่านแป้นสั่งการที่อยู่ด้านล่างของหน้าจอตลอดเวลา เพื่อแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น ระบบแผนที่นำทาง การเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ และอุปกรณ์อื่นๆ

ทีมพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ เลือกใช้หน้าจอแบบแท็บเล็ตขนาดใหญ่ เพื่อแสดงระบบแผนที่นำทางได้อย่างชัดเจน และยังเหลือพื้นที่ด้านล่างของจอสำหรับแสดงผลอื่นๆ เช่น ระบบปรับอากาศ และระบบควบคุมความบันเทิงอื่นๆ

อัปเดตเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ยังมาพร้อมโมเด็มที่ติดตั้งมาจากโรงงาน ให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับรถได้อย่างต่อเนื่องผ่านแอปพลิเคชันฟอร์ดพาส ซึ่งในอนาคต ลูกค้าจะอัปเดตข้อมูลและการทำงานหลายอย่างบนรถได้ผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตซอฟต์แวร์ SYNC® 4A หรือการอัฟเดทเพื่อยกระดับคุณภาพ ความสามารถในการขับขี่ และความสะดวกสบายบางรายการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ

ปุ่มน้อยลง แต่ควบคุมได้มากขึ้น

ระบบการควบคุมการขับขี่รถของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้ถูกย้ายจากแผงหน้าปัดและคอนโซลกลาง ไปอยู่บนหน้าจอ SYNC แทน ทำให้ใช้งานง่ายขึ้น อาทิ ผู้ขับขี่เพียงเข้าสู่หน้าจอโหมดออฟโร้ดก็มองเห็นเส้นทางการขับขี่ มุมเลี้ยว เนินชัน พื้นลาดเอียง และการควบคุมอื่นๆ ได้ง่ายเพียงกดปุ่มเดียว

นอกจากนี้ การควบคุมอุณหภูมิและระบบความบันเทิงภายในรถก็ยังสามารถสั่งการผ่านหน้าจอ SYNC ได้ และยังมีการติดตั้งปุ่มจริงใต้หน้าจอไว้ด้วย เพื่อการใช้งานที่สะดวกและรวดเร็ว

 

มองได้รอบทิศทาง

จอทัชสกรีนเชื่อมต่อกับกล้อง 360 องศา เพื่อให้จอดรถได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นในพื้นที่แคบ หรือช่วยเหลือผู้ขับขี่ในการเดินทางบนสภาพเส้นทางที่มีความสมบุกสมบันเป็นพิเศษ โดยระบบจะทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้ารถ หลังรถ ภาพรอบรถจากมุมสูง รวมถึงจุดบอดต่างๆ เพื่อขับขี่ได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

เกียร์แบบใหม่

ทีมวิศวกรติดตั้งระบบเบรกมือไฟฟ้าในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ บางรุ่นเพื่อให้ผู้ใช้รถได้สัมผัสถึงความล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เพียงแต่ทำให้ผู้ขับขี่ใช้งานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้รถพร้อมรองรับเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ๆ เพิ่มเติมได้อีกด้วยv

แบตเต็มตลอดเวลา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยให้ลูกค้าชาร์จแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนได้แบบไร้สาย พร้อมเชื่อมต่อกับระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A เมื่อวางมือถือที่แท่นชาร์จไร้สายบริเวณใต้คอนโซลกลาง นอกจากนั้น ยังสามารถชาร์จสมาร์ทโฟนแบบต่อสาย USB หรือใช้ช่องต่อไฟ 12V/240V และอินเวอร์เตอร์iii 400 วัตต์ ที่จ่ายไฟฟ้าเข้ามาในห้องโดยสารได้

เชื่อมต่อมุมสูง

ผู้ขับขี่จำนวนมากนิยมติดกล้องบันทึกการจราจรหน้ารถ ทีมวิศวกรจึงติดตั้งช่องจ่ายไฟ  USB Type A ที่ด้านบนกระจกมองหลัง เพื่อเปลี่ยนกระแสไฟฟ้า 12 โวลต์ ให้เป็น 5 โวลต์ รองรับอุปกรณ์ GPS หรือกล้องติดหน้ารถยนต์ได้ และยังใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้ โดยที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A

แสงสว่างส่องทาง

สำหรับในบางรุ่นย่อย ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ติดตั้งไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ รองรับฟีเจอร์อัจฉริยะมากมายทั้งการปรับระดับอัตโนมัติ และระดับแสงตามความการเร่งหรือชะลอความเร็วขณะขับ ยิ่งกว่านั้นไฟหน้ายังสามารถตั้งค่าการหักเหได้ทั้งแบบคงที่ และแบบอัตโนมัติ ไฟสูงก็ได้รับการพัฒนาให้ตัดแสงที่อาจจะทำให้เป็นอันตรายต่อสายตาของคนขับรถสวนทางมาอีกด้วย

เพียงปลายนิ้วสัมผัส

แอปพลิเคชันฟอร์ดพาสช่วยให้คุณเชื่อมต่อการสื่อสารกับรถฟอร์ดของคุณได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นการเช็คสถานะรถ เช่น ระดับน้ำมันที่เหลือในถัง ระยะทางสะสมที่รถวิ่ง ตำแหน่งรถปัจุบัน หรือแม้กระทั่งการล็อกและปลด  ล็อกรถ สตาร์ทรถเพื่อเปิดการใช้งานระบบควบคุมอุณหภูมิภายในรถตามที่ตั้งไว้ ไม่ว่าจะตั้งให้แอร์เย็นในวันที่อากาศร้อนหรือตั้งอุณหภูมิให้อุ่นรอไว้ในวันที่หนาว เพื่อความสบายใจของเจ้าของรถ ในระหว่างการสตาร์ทรถจากระยะไกล ระบบจะล็อกรถและไม่สามารถขับออกไปได้โดยไม่มีกุญแจ

ระบบควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมกับระบบควบคุมอุณหภูมิแบบใหม่และคอมเพรสเซอร์แบบความเร็วแปรผัน ช่วยเพิ่มความรู้สึกหรูหราของระบบปรับอากาศและเพิ่มลดการทำงานของเครื่องยนต์ เพิ่มการประหยัดน้ำมัน โดยผู้ขับขี่ควบคุมระบบควบคุมอุณหภูมิภายในรถได้หลายวิธี ทั้งบนหน้าจอ SYNC® 4A หรือปุ่มบริเวณด้านล่างของจอ ระบบเซ็นเซอร์ภายในห้องโดยสารยังมีฟังก์ชั่นตรวจวัดอุณหภูมิและระดับความชื้น เพื่อปรับโหมดและระดับพัดลมได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาอุณหภูมิและความสบายภายในห้องโดยสาร ไม่ว่าอากาศด้านนอกจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์มาพร้อมกับระบบควบคุมแอร์ด้านหลังบริเวณคอนโซล ทำให้ผู้โดยสารด้านหลังปรับอุณหภูมิได้เองตามต้องการ หรือตั้งค่าให้ระบบปรับอุณหภูมิตามอัตโนมัติได้ เพื่อความสะดวกสบายมากกว่าที่เคย