Home Blog Page 317

“MOTOR EXPO” มอบจริง แจกจริง รถยนต์ 3 คัน บิกไบค์ 1 คัน

0

“IMC สื่อสากล” ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์” มอบรางวัลรถยนต์ 3 คัน จักรยานยนต์ 1 คัน และรางวัลอื่นๆ แก่ผู้โชคดีที่ร่วมกิจกรรมชิงรางวัลจากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” มูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงานฯ มอบรางวัลรายการ “ซื้อรถ…ชิงรถ” HYUNDAI IONIQ ELECTRIC มูลค่า 1,749,000 บาท ผู้โชคดี ได้แก่ น้ำอ้อย เพียรรักษ์ จากพระนครศรีอยุธยา

ประพงษ์ ไม้เจริญ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการปฏิบัติงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อบัตร…ชิงรถ” ALL NEW MG5 รุ่น C มูลค่า 559,000 บาท ผู้โชคดี ได้แก่ ครรชิต จันตะเสน จากกรุงเทพฯ

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านการบริหารงานทั่วไป มอบรางวัลรายการ “ซื้อสินค้า…ชิงรถ” MITSUBISHI MIRAGE 1.2 GLX 5MT ราคา 474,000 บาท ผู้โชคดี ได้แก่ มธุศร สุรพุทธรางกูร จากกรุงเทพฯ

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้ควบคุมงานด้านการตลาดสัมพันธ์ และวราทิพย์ เชยศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอเตอร์ไซเคิล เอ็กซ์โป จำกัด มอบรางวัลรายการ “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” SUZUKI BIG BIKE รุ่น KATANA ราคา 569,000 บาท ผู้โชคดี ได้แก่ พัฒน์ธรณ์ สิริลิ้ม จากกรุงเทพฯ

ผู้โชคดีจากกิจกรรม “ชม MOTOR EXPO ONLINE ชิงรางวัล” ได้รับ HEADPHONE BEATS SOLO PRO WIRELESS NOISE CANCELLING จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 10,500 บาท รวมมูลค่า 105,000 บาท ได้แก่ ชยพร ชมะโชติ ศุราภรณ์ ทองเชิด เศรษฐศิริ เสาวภาคย์นนท์ ทักษญา ล้นวงษ์สา ศิษฎ์ สิขรวิทย รณิดา เซี่ยะกี่ ทิพวรรน์ แซ่ล้อ วัชราภรณ์ ภาณุวงษ์ อัมพร เดชเพิ่มพูน และพิศาล จินดาไพศาล

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” วันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ติดตามข้อมูล MOTOR EXPO ได้ทาง www.motorexpo.co.th, FB : MotorExpo,  IG : Motorexpoth, Youtube : IMCOnlineTH,   Line : Motorexpo และ Twitter : MotorExpoTH

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส จัดกิจกรรม EXTRAORDINARY JOURNEYS สุดเอ็กซ์คลูซีฟ พาสัมผัสประสบการณ์โร๊ดทริปสุดหรูสไตล์บริติช

0

เบนท์ลีย์ มอเตอร์ส เชิญลูกค้าและแฟนคลับเบนท์ลีย์ร่วมกิจกรรม EXTRAORDINARY JOURNEYS สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สัมผัสประสบการณ์การเดินทางในแบบโร๊ดทริปสไตล์ผู้ดีอังกฤษด้วยการขับขี่อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์สุดหรูผ่านภูมิประเทศที่สวยสดงดงามของประเทศอังกฤษอย่าง Peak District, Yorkshire Dales และ Cairngorms บนเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงามตระการตา สำหรับการเดินทาง เริ่มต้นการเดินทางที่ Home of Bentley เมืองครูว์ ประเทศอังกฤษ สู่ The Macallan Estate เขตสเปย์ไซด์ ประเทศสกอตแลนด์ โดยเมื่อปีที่แล้ว Bentley Motors และ The Macallan ได้ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ และนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ลูกค้าและแฟนคลับเบนท์ลีย์จากทั่วโลกจะได้มีโอกาสสัมผัสกับต้นกำเนิดของทั้งสองแบรนด์หรูระดับโลกร่วมกัน

สำหรับเมนูสุดพิเศษ เชฟรังสรรค์จากผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบตามฤดูกาลในท้องถิ่นตามแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยให้บริการแก่แขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดโปรแกรม นอกจากนี้ แขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังจะได้สัมผัสธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม และบรรยากาศความผ่อนคลายตลอดการเดินทางอีกด้วย

มากไปกว่านั้น แขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ตลอดระยะเวลา 5 วันของการเดินทางสุดพิเศษในแบบฉบับ Extraordinary Journeys โดยแขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ขับรถชมวิวทิวทัศน์สุดอลังการ พร้อมพักผ่อน 4 คืน ณ โรงแรมสุดหรูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสัมผัสได้ถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟรังสรรค์โดยเบนท์ลีย์หนึ่งเดียวเท่านั้น ซึ่งรวมถึงประสบการณ์ในการเยี่ยมชมโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส โดยแขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ขับขี่อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์ที่ทางเบนท์ลีย์ มอเตอร์สจัดเตรียมไว้ให้เป็นการส่วนตัวเพื่อเดินทางจากประเทศอังกฤษไปยังประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ในการขับขี่อัครยนตรกรรมเบนท์ลีย์แนวใหม่และเป็นโอกาสที่ดีในการสัมผัสอัครยนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่แบบเหนือระดับ โดยมีทีมงานของเบนท์ลีย์ มอเตอร์สคอยให้บริการและอำนวยความสะดวกดูแลแขกผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านตลอดเส้นทาง

กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟรับจำนวนจำกัด เพียง 5 คู่ในแต่ละรอบเท่านั้น โดยเริ่มโปรแกรมตั้งแต่กลางปีไปจนถึงปลายปี 2565 สนนราคาเข้าร่วมกิจกรรม 11,350 ปอนด์ หรือ ประมาน 497,460 บาท ต่อ คน (การเข้าพักคู่หรือตัวเลือกแบบพักเดี่ยว) ราคารวมค่าบริการรถยนต์เบนท์ลีย์ตลอดโปรแกรม

ราคาแพ็กเกจรวมที่พัก อาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมต่างๆ ตลอดโปรแกรม ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่: https://bentleymotors.com/en/world-of-bentley/experiences/events/uk-extraordinary-journey.html

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร 02-261-1050 หรือ LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิวพร้อมทดลองขับ All New Toyota Veloz อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เทคโนโลยีล้นคัน ในราคาเริ่มต้น 795,000 บาท

0
All New Toyota Veloz Pic Open

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว All New Toyota Veloz รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เซกเมนต์ Compact MPV มากับความทันสมัย พร้อมความสดใหม่จากรูปลักษณ์ รวมถึงอรรถประโยขน์จากความอเนกประสงค์ของห้องโดยสารที่กว้างขวาง ปรับรูปแบบของเบาะนั่งได้หลากหลาย อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจนั่นคือขุมพลังเบนซินขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติในรูปแบบซีวีทีพร้อม บวก/ที่ตำแหน่งคันเกียร์ ซึ่งในครั้งนี้ เราได้สัมผัสกับรถอเนกประสงค์น้องใหม่แบบเบาๆ ณ Toyota Driving Experience Park แต่ก็พอจะนำมาเล่าสู่กันฟังว่า จะคุ้มค่ากับค่าตัวเริ่มต้นที่ 795,000 ในรุ่น Smart และ ราคา 875,000 บาท ในรุ่น Premium ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพหรือไม่

All New Toyota Veloz มากับมิติตัวรถก็มีการปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่โตกว่า Avanza เดิม ด้วยมิติตัวรถที่มีขนาดความยาวกว่าเดิม 285 มม. กว้างขึ้น 90 มม.สูงขึ้น 5 มม. แต่ระยะฐานล้อยาวขึ้นถึง 95 มม. ซึ่งหากเทียบกับคู่แข่งในคลาสเดียวกันอย่าง Mitsubishi Xpander และ Suzuki XL7 ด้านของความกว้างและสูงมีขนาดใกล้เคียงกัน แต่จะมีความยาวที่ได้เปรียบคู่แข่งทั้ง 2 อยู่ประมาณ 20 มม.

All New Toyota Veloz 2

รูปลักษณ์ดูทันสมัย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ มาพร้อมไฟ LED แบบมี Light Guiding ซึ่งไฟตัดหมอกก็เป็น LED ด้วยเช่นกัน

All New Toyota Veloz 4

 

ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในรุ่น Smart และ 17 นิ้ว ในรุ่น Premium ส่วนด้านท้ายมีการอัพเกรดไฟแบบแอลอีดี ทำให้ดูทัยสมัยยิ่งขึ้น และติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลามด้านบนหลังคา

All New Toyota Veloz 3

ห้องโดยสารขนาดใหญ่มากด้วยคุณสมบัติของการเป็นรถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ปรับและพับได้หลากรูปแบบ คอนโซลใช้วัสดุสีโครเมียมและคาร์บอนเคฟลาร์ ตกแต่งเพื่อให้ดูสปอร์ต

All New Toyota Veloz 5

All New Toyota Veloz 6

สะดุดตาด้วยมาตรวัด Full Digital TFT ขนาด 7 นิ้ว แสดงค่าการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ

All New Toyota Veloz 8

All New Toyota Veloz 10

All New Toyota Veloz 11

จอกลางเป็นแบบทัชสกรีน มีขนาด 9 นิ้วในรุ่น Premium และ 8 นิ้วในรุ่น Smart แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนฟีเจอร์ของยุคสมัยอย่างเบรกมือไฟฟ้า Auto Hold และ Wiress Charger มีให้แบบจัดเต็ม

All New Toyota Veloz 12

All New Toyota Veloz 14

All New Toyota Veloz 13

จอกลางนี้ยังทำหน้าที่แสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบคัน Paniramic View Monitor สำหรับรุ่น Premium และแสดงภาพของกล้องมองหลังในรุ่น Smart

All New Toyota Veloz 15

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ พร้อมช่องระบายความเย็นด้านบนเพดานเพื่อส่งต่อความเย็นให้กับผู้โดยสารทุกที่นั่ง

All New Toyota Veloz 17

ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินรหัส 2NR-VE 4 สูบแถวเรียง 1.5 ลิตร DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 137 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ CVT ซึ่งมี บวก/ลบ ที่ตำแหน่งคันเกียร์ที่สามารถปรับอัตราทดเกียร์ได้ถึง 5 จังหวะ

All New Toyota Veloz 16
ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน ด้านหลังแบบทอรืชั่นบีม ติดตั้งเหล็กกันโคลง รวมถึงติดตั้งระบบเบรกแบบดิสทั้ง 4 ล้อ และระบบขับเคลื่อนในรุ่นเดิมเป็นล้อหลัง ส่วนเจนเนอเรชั่นใหม่จะเปลี่ยนเป็นขับเคลื่อนล้อหน้าแทน

All New Toyota Veloz 18

ระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense จัดเต็มพอสมควร มีทั้งเตือนออกนอกเลนส์พร้อมดึงกลับอัตโนมัติ ระบบเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง ระบบช่วยเตือนขณะถอยจอด และอีกมากมาย แต่ที่จะขาดก็ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบครูสคอนโทรล

การทดลองขับในครั้งนี้เป็นไปในรูปแบบระยะสั้นๆ ณ Toyota Driving Experience Park แต่ก็พอได้ข้อสรุปถึงการควบคุมที่ค่อนข้างแม่นยำ นน.ของพวงมาลัยไม่หนักและเบาจนเกินไปรวมถึงมีระบบแปรผันตามรอบความเร็ว

All New Toyota Veloz 20

ในด้านของอัตราเร่งจากขุมพลัง 1.5 ลิตร 106 แรงม้า ที่มากับเกียร์อัตโนมัติซีวีทีนั้นออกแบบมาให้อบสนองต่อการใช้งานได้ตามความต้องการ หากอยากสนุกก็สามารถเลือกปรับอัตราทดที่ตำแหน่งคันเกียร์ และเอกลักษณ์ของการพัฒนาเกียร์ซีวีทีจากโตโยต้า นั่นคือเป็นการตอบโจทย์ถึงอารมณ์สปอร์ต เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องการอัตราเร่ง ระบบจะสั่งการให้ระบบส่งกำลังมีอัตราทด หรือ มีรอยต่อของเกียร์ขึ้นมาทันที

All New Toyota Veloz 23

ในขณะที่โหมดการขับขี่ นอกจาก Power และ Eco ยังมีโหมดการตอบสนองแบบอัจฉริยะ ซึ่งประมวลผลและสั่งการเพื่อให้ตอบสนองต่อการใช้งานตามพฤติกรรมผู้ขับขี่

ระบบรองรับด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมที่มาพร้อมเหล็กกันโคลง ในช่วงการทดสอบแบบสลาลอม การให้ตัวไม่ถือว่านุ่มจนย้วย และไม่ถึงกับกระด้างยิ่งช่วงกระโดดคอสะพาน โช๊คอัพและสปริง รองรับการกระแทกได้อย่างแน่นหนึบ

All New Toyota Veloz 24

บทสรุปของการทดลองขับที่กล่าวไว้เป็นเพียงการสัมผัสในระยะสั้นๆ กับหลากสถานการณ์จริงที่จำลองมาจากเหตุการณ์ที่พบเจอในการใช้รถใช้ถนน หากเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้สัมผัสระยะทางไกลจะรีบนำเสนออีกครั้งเร็วๆนี้แน่นอน

ส่วนในด้านราคาค่าตัวในรุ่น Smart ที่ 795,000 และรุ่น Premium ที่ราคา 875,000 บาท เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Xpander ที่ค่าตัวรุ่นเริ่มต้น 789,000 บาท และจบที่รุ่นท๊อพ 863,000 บาท รวมถึง Suzuki XL7 ที่มากับค่าตัว 779,000 บาท ซึ่ง All New Toyota Veloz ก็ยังถือว่าได้เปรียบเพราะออฟชั่นที่จัดเต็มจนแซงหน้าคู่แข่ง สำหรับผู้ที่สนใจ รับชมรถจริงพร้อมทดลองขับได้ที่ว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ

 

 

 

“เบนซ์ไพรม์มัส” ฉลอง นั่งแท่น 1 Top 3 ดีลเลอร์ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ประเดิมศักราชใหม่ จัด Road Show

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ฉลองความยิ่งใหญ่ นั่งแท่น 1 ใน 3 ดีลเลอร์ชั้นแนวหน้า Mercedes-Benz หลังคว้าสิทธิ์ 2 Sub-Brand ดัง Mercedes-Maybach/Mercedes-EQ ประเดิมเปิดศักราช จัดกิจกรรม Primus Autohaus Road Show 2022 อัดโปรแรงกระตุ้นยอด ที่เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ วันนี้ ถึง 1 มี.ค.2565

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า หลังจากที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” ประสบความสำเร็จด้านการจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG โดยในปีที่ผ่านมา สามารถทำยอดจำหน่ายได้สูงถึง 749 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในปี 2563 ที่ทำยอดจำหน่ายรวมได้ 533 คัน

พร้อมร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าระดับพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดี ส่งผลทำให้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทแม่  “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” โดยได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่าย Sub-Brand 2 ยี่ห้อใหม่ล่าสุด ในประเทศไทย ได้แก่ แบรนด์ Mercedes-Maybach ที่สุดแห่งยนตรกรรมระดับ Ultra-Luxury และ แบรนด์ Mercedes-EQ ยานยนต์เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ที่มีผลิตภัณฑ์สำหรับรองรับความต้องการของผู้บริโภคครบทุกยี่ห้อ และทุกเซกเมนต์

ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จและความภาคภูมิใจในครั้งนี้ ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จึงขอเชิญชวนลูกค้าได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่โดดเด่นและแตกต่าง ที่จะสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่สนใจและต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ด้วยการจัดงานแสดงรถยนต์ ภายใต้ชื่อ Primus

Autohaus Road Show 2022 ที่นำรถยนต์รุ่นที่โดดเด่นเข้าร่วมจัดแสดงมากมาย พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ที่มีให้เลือกทั้งฟรี! ดอกเบี้ย ดาวน์น้อย ผ่อนนาน หรือรับฟรี! ทองคำแท่ง เป็นต้น โดยสามารถเลือกชมและเป็นเจ้าของรถยนต์ ได้ที่โชว์รูมรถยนต์ Mercedes-Benz ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” บนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565  และที่ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ หมดเขตวันที่ 1 มีนาคม 2565

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับในปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกปีที่สร้างความท้าทายให้แก่ทีมงานของเรา ทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย ด้วยสถานการณ์โควิดที่ยังคงมีการแพร่ระบาดในวงกว้าง และการเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงการชะลอตัว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับแนวหน้าของผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 3 ปี

ทั้งได้รับโอกาสอันดีจากบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)”  ด้วยการแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ระดับ Ultra-Luxury แบรนด์ Mercedes-Maybach และรถยนต์ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีระดับสูง อย่างรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ Mercedes-EQ อันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดำเนินงานของทีมงาน “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ เรายังคงมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงาน เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์และความแตกต่างที่โดดเด่น เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างแท้จริง และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในแบบที่ต้องการ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เร่งกระตุ้นยอดจำหน่าย ด้วยการจัดกิจกรรม Road Show ภายใต้ชื่องาน Primus Autohaus Road Show 2022 โดยจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ทั้งรถใหม่ป้ายแดง และรถ Certified Used Cars ไมล์น้อย คุณภาพระดับพรีเมี่ยม ให้เลือกเป็นเจ้าของอย่างมากมาย

พร้อมแคมเปญที่ให้อิสระทางการเงินสำหรับการเป็นเจ้าของรถยนต์คันโปรด ด้วยข้อเสนอพิเศษ เมื่อเลือกจองหรือเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz A200 AMG Dynamic ราคา 2,170,000 บาท  วางเงินดาวน์เพียง  88,888 บาท ผ่อนเบาๆ เดือนละ 28,888 บาท แถมรับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 3 ปี

หรือเลือกเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz E220 d AMG Sport ราคา 3,540,000 บาท เลือกรับฟรี! ดอกเบี้ย นาน 5 ปี พร้อมรับประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี

หรือเลือกเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ในราคาจำหน่าย 2,739,000 บาท เงินดาวน์เพียง 499,999 บาท พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 2 ปี

หรือเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นใดรุ่นหนึ่ง รับฟรี! ทองคำแท่ง ทันที เมื่อดำเนินการส่งมอบรถยนต์

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกชมและสัมผัสรถยนต์ได้อย่างใกล้ชิด ในงาน Primus Autohaus Road Show 2022 ที่โชว์รูม “เบนซ์ไพรม์มัส” ย่านเลียบด่วนเอกมัยรามอินทรา ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 และที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 1 มีนาคม ศกนี้  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 095 5555 หรือใน www.benzprimus.com

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดปีด้วยยอดขายเกือบ 1,300 คัน ดัน HAVAL H6 และ ORA Good Cat ขึ้นตำแหน่งผู้นำในตลาด

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ สร้างผลงานยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่องต้อนรับศักราชใหม่ ด้วยจำนวนยอดขาย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ORA Good Cat และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา รวมทั้งสิ้น 1,297 คัน ทำให้จนถึงปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ผู้บริโภคชาวไทยรวมแล้วทั้งสิ้นกว่า 5,000 คัน เดินหน้าเต็มกำลังสู่ผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมในการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะให้กับผู้บริโภคชาวไทยต่อไป พร้อมนำผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดไทยอีก 5 รุ่นในปีนี้

ก้าวสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนยอดขายรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ ประเดิมด้วยความสำเร็จของรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูถึง 3 เดือนซ้อนตั้งแต่เปิดตัวเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และครองความเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ในเซ็กเมนต์มาตลอด สำหรับในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 นี้ All New HAVAL H6 Hybrid กลับขึ้นมาครองแชมป์ของกลุ่มอีกครั้ง ด้วยยอดขายรวม 362 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 29 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการและเริ่มส่งมอบในเดือนกรกฎาคมในปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SIV ให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วรวมทั้งสิ้น 3,003 คัน

ในส่วนของเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat ที่ได้เข้ามาปลุกกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ทันทีตั้งแต่เดือนแรกที่มีการส่งมอบ สำหรับปีนี้ ORA Good Cat เปิดศักราชใหม่ด้วยความสำเร็จอันงดงาม ซึ่งปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้แก่ลูกค้าชาวไทยไปแล้วกว่า 890 คัน โดยเป็นยอดขายและส่งมอบในเดือนมกราคมจำนวน 428 คัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงความนิยมและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ ORA Good Cat ในหมู่ผู้บริโภคชาวไทย นับตั้งแต่เริ่มส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ครองตำแหน่งผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างแข็งแกร่ง

สำหรับเจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รถยนต์รุ่นที่ 3 ที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวในประเทศไทย ก็ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น ด้วยยอดขายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 รวมทั้งสิ้น 507 คัน โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ไปแล้ว 599 คันภายในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ภายในเดือนมกราคมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 1,106 คันนับตั้งแต่มีการเปิดตัวในประเทศไทยตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2564

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในปีที่ผ่านมา และยังคงเดินหน้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีนี้ ด้วยแรงสนับสนุนและความไว้วางใจจากลูกค้าทุกท่านที่พร้อมเปิดรับประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะรูปแบบใหม่ของเรา สำหรับปีนี้ เราจะยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่จะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอีก 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ โดยเรามีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA จำนวน 2 รุ่น เพื่อตอบรับนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากทางภาครัฐ และช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ได้ 80 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ การขยายจำนวนสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าให้ครบ 55 แห่ง และการยกระดับการบริการแบบ Online to Offline ในทุกมิติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าของเรา”

ตัวเลขความสำเร็จในประเทศไทยยังสอดคล้องกับยอดขายโดยรวมในตลาดโลกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวมทั่วโลกในเดือนมกราคม ทั้งสิ้น 111,778 คัน โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายในตลาดต่างประเทศ 12,750 คัน เพิ่มขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับยอดขายในเดือนมกราคมของปีก่อนหน้านั้น และคิดเป็น 11.4% ของยอดขายรวมทั้งหมดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สำหรับปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งเดินหน้าตามกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจระดับโลก โดยเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอัจฉริยะและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ตอกย้ำความเป็นบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก

สำหรับในเดือนมกราคมนั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าป้อนผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการทยอยส่งมอบผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก แบรนด์รถยนต์รุ่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น All New HAVAL H6 Hybrid SUV, HAVAL Shenshou, TANK 300 และ POER ล้วนมียอดขายทะลุ 10,000 คัน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตด้านยอดขายที่แข็งแกร่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งแต่ต้นปี

ในส่วนของแบรนด์ HAVAL ในเดือนมกราคม มียอดขายรวมทั้งสิ้น 70,228 คัน ซึ่งในจำนวนนั้นเป็นรถยนต์รุ่นเรือธง All New HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 35,570 คัน ส่งผลให้รถยนต์รุ่นนี้ยังคงครองสถิติ “รถเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในจีน” ติดต่อกันถึง 9 ปี ไม่เพียงเท่านั้น แบรนด์ HAVAL ยังติดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุด 500 อันดับแรกของโลกประจำปี 2565 (Top 500 Most Valuable Brands of 2022) โดยการจัดอันดับของ Brand Finance ส่วนแพลตฟอร์ม L.E.M.O.N Hybrid DHT ที่ใช้ในรถยนต์ HAVAL รุ่นต่างๆ ยังได้รับรางวัล 2021 World Top Ten Transmission Award

ขณะเดียวกัน แบรนด์ ORA เองก็ได้รับความนิยมชื่นชอบจากผู้บริโภคทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายรวม 13,229 คันในเดือนมกราคมที่ผ่านมา เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า 28.9% โดยในจำนวนนั้นเป็นยอดขายของ ORA Good Cat จำนวน 9,020 คัน ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 333.4% จากเดือนมกราคมของปีก่อน นอกจากนี้ TANK 300 เอสยูวีออฟโรดสุดหรูจากแบรนด์ TANK เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่ประสบความสำเร็จในตลาดโลก ด้วยยอดขายในเดือนมกราคมรวมทั้งสิ้น 10,363 คัน เติบโตจากปีก่อนหน้า 72.2% สะท้อนถึงอีกหนึ่งความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดโลกด้านไลฟ์สไตล์การขับขี่แบบออฟโรดที่ทนทานแต่เรียบหรูและอัดแน่นด้วยนวัตกรรมอันล้ำสมัย

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในประเทศไทย โดยเน้นชูเทคโนโลยีอัจฉริยะและฐานการผลิตคุณภาพสากลที่ครอบคลุมทั่วทุกมุมโลก ขณะเดียวกันสำหรับในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังมุ่งดำเนินงานโดยยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยได้แท้จริง พร้อมทั้งร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิด Destination charger สำหรับรถพลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊ก-อินไฮบริด

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป (AAS Group) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ชูนโยบาย รณรงค์ให้คนรักปอร์เช่ ร่วมประหยัดพลังงาน รักษ์โลก หันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด พร้อมเปิด Destination charger หรือ DC High-Power Electric Vehicle Charger สถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าโดยมีเป้าหมายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ มุ่งหวังในคนรักรถหรูหันมาใส่ใจพลังงานแต่ยังคงตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบายและการใช้ชีวิตในทุกจุดหมายปลายทาง

คุณปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากเปิดตัว Destination charger หรือ Electric Vehicle Charger สถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้า ไปเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาซึ่งต้องบอกว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีสำหรับผู้ใช้รถยนต์ปอร์เช่ และ รถพลังงานไฟฟ้าแบรนด์อื่นๆ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามุ่งมั่นตั้งแต่พัฒนาระบบ และรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเน้นย้ำให้คนไทย และคนทั่วโลกหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า และรถยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด เราจึงเดินหน้าร่วมกับพาร์ทเนอร์ เปิดสถานีให้บริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเพิ่มในเขตกรุงเทพฯ 4 จุดภายในคอมมูนิตี้มอลล์ เครือ บมจ.สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ ได้แก่ ลา วิลล่า อารีย์, เอกมัย พาวเวอร์เซ็นเตอร์, มาร์เก็ตเพลส กรุงเทพกรีฑา, เจ อเวนิว ทองหล่อ เป็นเฟสแรก และตั้งเป้าเปิดให้ครบ 12 จุดทั่วประเทศในเฟส 2 โดยร่วมกับ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นต์ จำกัด (SHARGE) ผู้นำด้านการสร้าง EV Charging Ecosystem เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน และเป็นผู้ให้บริการจัดจำหน่ายเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ QUICK CHARGE เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานด้วย Application ให้บริการจองสถานีชาร์จรถไฟฟ้าของ SHARGE Management และเครือข่าย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจาก การไฟฟ้านครหลวง (MEA) ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการการชาร์จพลังงานไฟฟ้าในทุกสถานี โดยโครงการนี้เรามุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมประหยัดพลังงานธรรมชาติและรักษ์โลกเป็นสำคัญ ซึ่งไม่เพียงแต่สามารถชาร์จได้เฉพาะรถปอร์เช่เท่านั้น ยังสามารถใช้กับรถพลังงานไฟฟ้าค่ายอื่นๆ ได้อีกด้วย

ด้านคุณปวราภา ดุพัสกูล ผู้อำนวยการแผนกการตลาดและประชาสัมพันธ์ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป กล่าวว่า เอเอเอสฯ เราได้ใส่ใจและเล็งเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงานธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องเราจึงเน้นย้ำสนับสนุนการให้ผู้ใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ามีมากขึ้น รวมถึงปอร์เช่เองได้พัฒนารถยนต์สุดหรูที่สามารถตอบโจทย์การชาร์จด้วยพลังงานไฟฟ้าได้และยังคงสมรรถภาพการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าด้วย DC หรือชาร์จที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากำลังสูง นับเป็นวิธีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุด เพราะเป็นการชาร์จไฟฟ้าจากหัวจ่ายเข้าสู่แบตเตอร์รี่โดยตรง โดยรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นในไทย สามารถชาร์จแบตเตอร์รี่จาก 1080% ได้ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์การเดินทางในเมืองกรุง ที่ต้องทำเวลาในการเดินทางให้สั้นลงเพียงแค่แวะทำธุระนิดหน่อยสัก 15 นาที ก็ได้ไฟฟ้าเพิ่มเข้ามาเพียงพอสำหรับการขับขี่แบบสบายๆ ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิตและการประหยัดพลังงานธรรมชาติไปในตัว ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตเราเตรียมวางแผนในการกระจายสถานีชาร์จไฟระหว่างการเดินทาง และจุดหมายปลายทางทั่วประเทศอย่างแน่นอน

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชาร์จและจุดให้บริการได้ที่ 02-114-7571

 

 

 

‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’…ยางเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน สำหรับรถสกู๊ตเตอร์

0

มิชลิน ส่งยางรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’ (MICHELIN City Extra) ลงตลาดยางเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วโลกสำหรับใช้งานกับรถสกู๊ตเตอร์ (Scooters), รถจักรยานยนต์แบบสเต็ปทรู (Step-Throughs) และรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก

ยางรุ่นล่าสุดนี้จะวางจำหน่ายแทนยางรุ่น ‘มิชลิน ซิตี้ โปร’ (MICHELIN City Pro) และ ‘มิชลิน ซิตี้ กริป โปร’ (MICHELIN City Grip Pro) โดยมีจุดเด่นที่เหนือกว่า คือ มีอายุใช้งานยาวนานขึ้น 10%* และให้สมรรถนะการยึดเกาะถนนเปียกดีขึ้น 24%** เมื่อเทียบกับยาง ‘มิชลิน ซิตี้ โปร’  ทั้งยังนำเสนอยางหลากหลายขนาดครอบคลุมการใช้งานกับรถสกู๊ตเตอร์รุ่นต่างๆ ได้มากขึ้น

พัฒนาการด้านสมรรถนะของยาง ‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’ เป็นผลมาจากดีไซน์ดอกยางแบบใหม่ที่เรียกว่า Adaptive Tread Design ซึ่งเป็นวิวัฒนาการอีกระดับของดีไซน์ดอกยางที่ต้านทานการสึกหรอและมีร่องระบายน้ำบนหน้ายาง (MICHELIN Water Sipes) ที่ช่วยตัดฟิล์มน้ำบนพื้นผิวถนน ส่งผลให้ยางมีศักยภาพในการยึดเกาะถนนระดับสูงแม้เมื่อขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบัน

นอกจากสมรรถนะการยึดเกาะถนนและอายุการใช้งานที่ยาวนานแล้ว ยาง ‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’ ยังใช้โครงสร้างยางที่มีคุณสมบัติต้านทานการแตกรั่วเป็นเยี่ยมเช่นเดียวกับ ‘มิชลิน ซิตี้ โปร’ แต่ได้รับการพัฒนาต่อยอดให้มีประสิทธิภาพดีมากขึ้นในเชิงความแข็งแรงทนทาน ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานขับขี่ในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจไร้กังวล

ปัจจุบัน ยาง ‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’ วางจำหน่ายแล้วในหลายตลาดทั่วโลก โดยมีขนาดให้เลือกแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศและภูมิภาค

ยางล้อหน้า

80/100 – 18 M/C 47S

  
ยางล้อหลัง

140/70 – 13 M/C 61S

100/90 – 17 M/C 55S

100/80 – 18 M/C 59S REINF

  
ยางล้อหน้า/ยางล้อหลัง

100/90 – 10 M/C 61P REINF

3.50 – 10 59J REINF             

120/70 – 12 M/C 58P REINF

110/70 – 13 M/C 48S             

90/90 – 14 M/C 52P REINF

110/80 – 14 M/C 59S REINF

90/80 – 16 M/C 51S REINF

70/90 – 17 M/C 43S REINF

2.75 – 17 47P REINF             

100/90 – 18 M/C 62S REINF

 

90/90 – 10 M/C 50P

90/90 – 12 M/C 54P

130/70 – 12 M/C 62P REINF

130/70 – 13 M/C 63S REINF

80/90 – 14 M/C 46P REINF

120/80 – 16 M/C 60S             

50/100 – 17 M/C 30P REINF

2.25 – 17 38P REINF             

80/90 – 17 M/C 50S REINF

90/90 – 18 M/C 57S REINF

 

3.00 – 10 50J REINF

110/70 – 12 M/C 47P

120/70 – 13 M/C 53S

100/90 – 14 M/C 57S REINF

70/90 – 14 M/C 40S REINF

100/80 – 16 M/C 50S

60/90 – 17 M/C 36S REINF

2.50 – 17 43P REINF

90/80 – 17 M/C 46S

2.75 – 18 48S REINF

 

* การศึกษาซึ่งจัดทำขึ้นภายในองค์กรเกี่ยวกับการทำเวลาต่อรอบบนถนนเปียก ณ สนามแข่งฟองตาญเญ่ (Fontange Circuit) เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2562  โดยใช้รถจักรยานยนต์ Honda Scoopy ที่ติดตั้งยางขนาด 80/90-14 เป็นยางล้อหน้า และยางขนาด 90/90-14 เป็นยางล้อหลัง

** การทดสอบการสึกหรอของยางซึ่งจัดทำโดย บริษัท ทียูวี ประเทศไทย ตามคำขอของมิชลิน เพื่อเปรียบเทียบยาง ‘มิชลิน ซิตี้ โปร’ กับยาง ‘มิชลิน ซิตี้ เอ็กซ์ตร้า’ ระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ถึง 11 กุมภาพันธ์ 2563  โดยใช้รถจักรยานยนต์ HONDA CLICK 125i ที่ติดตั้งยางขนาด 80/90-14 เป็นยางล้อหน้า และยางขนาด 90/90-14 เป็นยางล้อหลัง ในการทดสอบจะทำการวิ่งเป็นระยะทาง 12,000 กิโลเมตร จากนั้นจะถอดยางออกจากตัวรถเพื่อประเมินระยะทางวิ่งสูงสุดโดยประมาณ (Extrapolated Mileage) ทั้งนี้ ผลลัพธ์ในการใช้งานจริงอาจแตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับขนาดยาง สภาพอากาศและสภาพถนน ตลอดจนพฤติกรรมการขับขี่

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 จากกระทรวงอุตสาหกรรม

0

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ศูนย์การผลิตรถยนต์ของบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 จากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยศูนย์การผลิตรถยนต์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ซึ่งส่งออกรถยนต์ไปยัง 120 ประเทศทั่วโลก และปัจจุบันได้ผลิตรถยนต์ไปแล้วกว่า 6 ล้านคัน 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โรงงานทั้ง 6 แห่งของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย และ โรงงานผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วน หรือ บริษัท เอ็มเอ็มทีเอช เอ็นจิ้น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 ซึ่งใบรับรองดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะมีส่วนสนับสนุนสังคมไทยในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมกัน”

รัฐบาลไทยได้มอบใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวให้แก่องค์กรธุรกิจที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และดำเนินงานตามเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 4 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับล่าสุดนั้น จะถูกมอบให้แก่องค์กรธุรกิจที่ไม่เพียงนำเอาแนวคิดด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้กับวัฒนธรรมขององค์กรเท่านั้น แต่ยังสามารถกำหนดมาตรการ ประเมินผล และพัฒนาระบบดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในโรงงานต่าง ๆ ของบริษัทฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยของเสีย ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มร. โคอิโตะ กล่าวเสริมว่า “เราได้ใช้เทคโนโลยีสีฐานน้ำ (Waterborne Paint) ที่สามารถลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOCs (Volatile Organic Compounds) และสร้างระบบบำบัดน้ำเสียให้มีความสอดคล้องกับหลักการจัดการของเสียตามหลัก 3Rs ด้วยการลดการใช้ (Reduce) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เพื่อลดการใช้น้ำดิบให้น้อยลงและลดการปล่อยน้ำเสีย นอกจากนี้ เรายังได้ติดตั้งแผงโซลาร์์บนหลังคาโรงงาน และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในขั้นตอนกระบวนการผลิตรถยนต์ของเรา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากกว่า 6,100 ตันต่อปี”

ทางมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้เปิดตัว มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เพื่อนำเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่ลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถเอสยูวีพลังไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (SUV) ที่ไม่เพียงแต่มีสมรรถนะสูงแต่ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังได้ริเริ่มโครงการด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ล่าสุดคือ “Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดยติดตั้งระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่โรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ และยังสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านโครงการ ‘ปลูกป่า 60 ปี 60 ไร่’ ด้วย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของโครงการและกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังได้รับการรองรับคุณภาพ ISO 14001 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 รวมถึงได้รับใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียวระดับที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2558 และรางวัล 3Rs Award จำนวน 2 ครั้ง จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ.2558 และ พ.ศ.2563

“ผมขอขอบคุณพนักงาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทุกคน รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและล้วนมีบทบาทสำคัญในความสำเร็จครั้งนี้ เราต้องการที่จะแสดงให้เห็นถึงความยึดมั่นในพันธสัญญาที่จะมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดอายุของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle) ด้วยการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ หรือการส่งมอบรถยนต์จากโรงงานผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงทุก ๆ กิจกรรมของเราอย่างต่อเนื่อง” มร.โคอิโตะ กล่าว

บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการและการดำเนินงานต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม (The Environmental Plan Package) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่น ที่ตั้งเป้าสู่การส่งเสริมการสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงในอีก 30 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นการสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ดังกล่าว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่น พร้อมให้การสนับสนุนการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน การสร้างสังคมที่มีการนำเอาทรัพยากรต่าง ๆ กลับมาใช้ใหม่ และการลดหรือป้องกันการเกิดมลพิษด้วยการควบคุมผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการดำเนินงานของบริษัทฯ อีกด้วย

อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ ระดมเงินลงทุนเพิ่ม 210 ล้านดอลลาร์ ราว 6,700 ล้านบาท สำเร็จตามเป้า

0

บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ตอบรับกระแสการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เผยความสำเร็จในการระดมเงินลงทุนเพิ่มล่าสุดมูลค่ารวม 210 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6,700 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งของแผนขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเร็วให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี 2022 เพื่อรองรับการขยายตัวและเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถไฟฟ้าให้สามารถเข้าถึงสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยเม็ดเงินลงทุนก้อนล่าสุดจาก Deer Isle Group วาณิชธนกิจและที่ปรึกษาด้านฟินเทคจากสหรัฐฯ  จะช่วยเร่งสร้างการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต 

ในการประกาศการลงทุนครั้งล่าสุดนี้ ยังได้มีการแต่งตั้ง ไดอาน่า เรเดิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้ก่อตั้งบริษัท Deer Isle Group ขึ้นเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริษัทของอีวีโลโม เทคโนโลยีส์ โดยไดอาน่าจะนำประสบการณ์ในฐานะผู้บริหารและกรรมการในภาคธุรกิจการเงิน มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของบริษัท ไดอาน่าเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Millennium Americas และเคยทำงานกับสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง CS First Boston, SBC Warburg และ Citibank ปัจจุบันยังเป็นกรรมการของ OceanGate, Princeton University Entrepreneurship Council Alumni Advisory Board และ Harvard Business School Club of New York ไดอาน่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจจาก Harvard Business School ไดอาน่า และจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน 

Deer Isle Group เป็นบริษัทวาณิชธนกิจและที่ปรึกษาธุรกิจฟินเทคจากนิวยอร์ก ซึ่งสามารถระดมทุนได้กว่า 5,000 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท บริษัทฯดำเนินงานและให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจที่แสวงหาเงินทุนด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อสร้างการระดมทุนที่โปร่งใส ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

 

ปัจจุบัน อีวีโลโมกำลังดำเนินงานพัฒนาโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียรมขนาด 8 กิกะวัตต์ ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกของประเทศไทย ด้วยเงินลงทุน 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครบทุกด้าน 

“การเติบโตอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงไม่กี่ปีนับจากนี้ จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟมีความจำเป็นมากขึ้น ซึ่งทางอีวีโลโม เทคโนโลยีส์ มีความได้เปรียบในการสร้างเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วยให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จไฟได้ง่ายขึ้น ซึ่ง Deer Isle ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเติบโตนี้” ไดอาน่า เรเดิล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท Deer Isle Group กล่าว 

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำหนดเป้าหมายให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1 ล้านคันภายในปี 2568  โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15 ล้านคันภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า ทีมงานของ อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ ให้ความสำคัญในการตอบสนองความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จไฟฟ้าของภาครถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ และมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาค

 

นิโคล อู๋ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีวีโลโม เทคโนโลยีส์ จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ขององค์กรว่า “เรากำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จไฟได้ง่ายขึ้น การได้ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์อย่างไดอาน่า เรเดิล มาร่วมเป็นคณะกรรมการและช่วยวางแนวทางไปสู่ความสำเร็จนี้ ถือเป็นความได้เปรียบของเราอย่างมาก ประสบการณ์ของไดอาน่าจาก Deer Isle จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของวิสัยทัศน์ในระยะยาวของเราในการเปลี่ยนแปลงภาคธุรกิจการคมนาคมทั้งหมดไปสู่การขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมของ อีวีโลโม ติดตามที่เว็บไซต์ www.evlomo.com

อีซูซุห่วงใย ส่งมอบหน้ากาก N95 ให้กับกรมควบคุมมลพิษ เพื่อผู้ปฏิบัติงานบนท้องถนน

0

คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ส่งมอบหน้ากากอนามัยประเภท N95 จำนวน 1,000 ชิ้น มูลค่ารวม 50,000 บาท ให้แก่ คุณอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำหรับนำไปแจกจ่าย เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และพนักงานที่เกี่ยวข้อง ณ กรมควบคุมมลพิษ