Home Blog Page 319

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือ แมคโดนัลด์ เปิดตัวแคมเปญ “GWM ครบรอบ 1 ปี แฮปปี้อร่อยฟรีเต็มแมค”

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมกับ บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์แมคโดนัลด์ในประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ “GWM ครบรอบ 1 ปี แฮปปี้อร่อยฟรีเต็มแมค” ฉลองความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจรถยนต์และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ส่งความสุข อร่อยฟินถึง 10,000 สิทธิ์ สามารถรับสิทธิ์ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน GWM ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 นี้เท่านั้น

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในโอกาสที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เราขอขอบคุณลูกค้าและผู้บริโภคชาวไทยทุกคน สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนด้วยดีตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราจะไม่หยุดยั้งในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย พร้อมทั้งเดินหน้ารับฟังเสียงความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมายกระดับการทำงานและการให้บริการของเราในทุกมิติ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของไทย (xEV Leader) อย่างเต็มภาคภูมิ ในปีนี้เราได้เริ่มจับมือกับหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเพื่อผสานความแข็งแกร่งในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้แฟนๆ รวมถึงผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเดิมด้วยความร่วมมือกับแมคโดนัลด์ ซึ่งแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ มอบสิทธิพิเศษให้อิ่มอร่อยฟรี ๆ กับเมนูที่หลากหลาย ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะลูกค้าของเราเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถร่วมแคมเปญฯ ได้โดยการสะสม GWM Point ในแอปพลิเคชัน GWM และใช้คะแนนเพื่อแลกสิทธิ์”

หลากหลายเมนูอร่อยจากแมคโดนัลด์ที่เข้าร่วมแคมเปญฯ นี้ได้แก่ ชุดแฮปปี้มีล ชุดไก่กรอบซูเปอร์คุ้ม เบอร์เกอร์หมู แฮมเบอร์เกอร์ เบอร์เกอร์ไก่เปปเปอร์ แมคไก่กรอบ ซันเด ช็อคโกแลต และ ซันเด สตรอว์เบอรี นอกจากนี้ ยังมีบัตรเงินสดมูลค่า 1,000 บาท 500 บาท และ 100 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าในร้านแมคโดนัลด์อีกด้วย จำนวนรวมทั้งสิ้น 10,000 สิทธิ์ ลุ้นอิ่มอร่อยฟรีได้ง่าย ๆ เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GWM (ลิงก์ https://bit.ly/3myOJbS) และร่วมกิจกรรมในหน้าแคมเปญฯ เพื่อสะสม GWM Point ในการแลกสิทธิ์* ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2565 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 หรือจนกว่าจะครบสิทธิ์

“หวังว่าแคมเปญฯ นี้จะสร้างสรรค์ทั้งความสนุกและความสุขให้กับผู้บริโภคของทั้งสองแบรนด์ และเราจะได้เห็นความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นระหว่างแมคโดนัลด์และ GWM ในเร็ว ๆ นี้อีกแน่นอน” นางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ร่วมกิจกรรมสามารถแลกคะแนน GWM Point ผ่าน GWM Application และแจ้งความประสงค์ในการรับบัตรรางวัลมาที่ Inbox ของ Facebook GWM Thailand (หรือผ่านทางลิงก์ https://www.facebook.com/GWMThai) โดยมี 2 ช่องทางให้เลือกดังนี้ รับบัตรรางวัลด้วยตัวเองที่ GWM Experience Center สาขาไอคอนสยามชั้น 4 ภายใน 7 วันทำการ หลังใช้คะแนนแลกรับใน GWM Application หรือ รับบัตรรางวัลผ่านทางไปรษณีย์ โดยของรางวัลจะจัดส่งภายใน 14 วันทำการ หลังจากจบกิจกรรมในแต่ละรอบ โดยบริษัทฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดส่งทั้งหมด ศึกษารายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook GWM Thailand และ https://www.facebook.com/McThai

มาสด้าเปิดตัว New Mazda3 จากความสง่างามสู่ความสปอร์ตพรีเมี่ยม

0

มาสด้า เดินหน้ากระตุ้นตลาดต่อเนื่อง ส่ง New Mazda3 เก๋งยอดนิยม ต้นแบบแห่งความสง่างามดุจงานศิลปะชิ้นเอก ยนตรกรรมที่พร้อมปลุกสัญชาตญาณความสปอร์ตในตัวคุณให้มีชีวิต เจ้าของรางวัลรถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลก และ Top 3 รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก ชูไฮไลท์สำคัญ คือ สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร และเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยครบครันยิ่งขึ้นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ตหรูที่เหนือกว่ากับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้าหนึ่งเดียวในตลาด พร้อมเติมเต็มเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบไม่ซ้ำใครกับสีภายนอกใหม่ บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ มาพร้อมตัวถังสองรูปแบบทั้งซีดานและฟาสท์แบค ที่สะท้อนภาพลักษณ์และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่ลงตัว มอบความคุ้มค่าคุ้มราคาด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 979,000 บาท พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับดอกเบี้ย 1.99%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 เชิญสัมผัสตัวจริงเสียงจริงได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดรถยนต์นั่งระดับ C segment มีผู้เล่นหลักในตลาดเพียง 3 แบรนด์ มียอดขายรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 2-3 หมื่นคันต่อปี ในขณะที่มาสด้ามียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 พันคันต่อปี ครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 10% หรือเฉลี่ยประมาณ 3 ร้อยคันต่อเดือน โดยเฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู ที่มาสด้ายังคงครองความเป็นเจ้าตลาดมาตลอดกาล นับตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกจนถึงปัจจุบัน การปรับโฉมเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น เพิ่มระบบความปลอดภัยมากขึ้น และคัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูง ผนวกกับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ที่ประหยัดน้ำมันถึง 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร จะส่งผลให้ Mazd3 ยังคงความสปอร์ตพรีเมี่ยมเหนือกว่ารถทุกรุ่น และคาดว่ายอดขายจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปัจจุบัน

ทั้งนี้ มาสด้าต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับอย่างดียิ่ง จากการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ CX-3 ตามด้วย Mazda2 และล่าสุดคือ CX-30 ที่มาพร้อมกับสีใหม่ บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ซึ่งกว่า 30% ของยอดจองทั้งหมด กลายเป็นสีที่ถูกใจลูกค้ามากที่สุด รองลงมาคือ สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ และสีแดง โซล เรด คริสตัล ซึ่งทั้ง 3 สี ที่มาสด้าผลิตขึ้นมาถือเป็นการบุกเบิกเพื่อสร้างเทรนด์ใหม่ให้กับลูกค้าในประเทศไทย และมีเฉพาะในรถยนต์มาสด้าเท่านั้น

สำหรับ Mazda3 ถือเป็นยนตรกรรมเจเนอเรชั่นใหม่ที่เป็นดั่งต้นแบบของความสง่างาม ซึ่งเปิดตัวและวางจำหน่ายในประเทศไทยมาแล้วทั้งหมด 4 เจเนอเรชั่น โดยเจเนอเรชั่นแรก วางจำหน่ายระหว่างปี 2547-2554 มียอดขายสะสมกว่า 30,000 คัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนภาพลักษณ์มาสด้าอย่างสิ้นเชิง ตามด้วยเจเนอเรชั่นที่ 2 วางจำหน่ายระหว่างปี 2554-2557 มียอดขายสะสมกว่า 15,000 คัน ตามด้วยเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ เริ่มวางจำหน่ายระหว่างปี 2557-2563 มียอดขายสะสมกว่า 32,000 คัน และเจเนอเรชั่นล่าสุด ที่วางจำหน่ายมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างงดงามด้วยยอดขายสะสมกว่า 8,000 คัน ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีรถยนต์ Mazda3 อยู่ภายใต้การครอบครองของลูกค้าในประเทศไทยแล้วกว่า 85,000 คัน และอยู่ในการครอบครองของลูกค้าทั่วโลกรวมแล้วกว่า 6.9 ล้านคัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การแนะนำรถยนต์นั่ง New Mazda3 ในครั้งนี้ มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ “AWAKENING YOUR SOUL” เป็นยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมี่ยมใหม่ ที่ปลุกสัญชาตญาณความสปอร์ตในแบบคุณให้มีชีวิต เติมเต็มเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในแบบที่ไม่ซ้ำใคร ด้วยดีไซน์ที่สะกดสายตาในทุกมุมมอง ดีไซน์ภายนอกที่ยังคงความสง่างาม สปอร์ตพรีเมี่ยม ภายใต้แนวคิด Kodo: Soul of Motion ที่ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ ด้วยการลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นลง แต่คงไว้ซึ่งความเรียบหรู ทรงพลัง ดุจการเติมจิตวิญญาณให้ยนตรกรรมมีชีวิต ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ในรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู ยังคงแบบอย่างการดีไซน์อันมีเอกลักษณ์เสมือนงานศิลปะชิ้นเอก โดดเด่นด้วยความสปอร์ตในทุกรายละเอียด เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ในขณะที่รุ่นซีดาน 4 ประตู ให้ความหรูหรา ปราดเปรียวอย่างมีสไตล์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความภูมิฐานสง่างามในทุกรายละเอียด พร้อมสะกดทุกสายตาให้เหลียวมอง

สำหรับการแนะนำสู่ตลาดครั้งนี้ นับเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งแรกของ Mazda3 เจเนอเรชั่นล่าสุด เนื่องด้วยมาสด้าให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนน จึงได้พัฒนารถรุ่นนี้ให้มีความสมบูรณ์แบบในเรื่องของเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากความสง่างามที่ลูกค้าทั่วโลกให้การยอมรับ โดยเพิ่มออฟชั่นและอุปกรณ์มาตรฐานที่ครบครันเหนือระดับตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น คือรุ่น 2.0 C/C Sports อันได้แก่ ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS, ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp แบบ Signature, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง และกล้องมองหลัง เพื่ออำนวยความสะดวกสบายและมอบความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะขับเวลากลางวันหรือในเวลากลางคืน

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้เพิ่มระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า, Sports Paddle Shift, ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Lamp แบบ Signature และ ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS เข้ามาในรุ่น 2.0 S/2.0 S Sports รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ความสปอร์ตหรูที่เหนือกว่ากับหลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า และระบบระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS ในรุ่น 2.0 SP/ 2.0 SP Sports อีกด้วย ไม่เพียงเท่านี้ New Mazda3 ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่ ที่จะมาสะกดสายตาทุกมุมมอง กับสีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ผนวกกับสมรรถนะของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ที่ทั้งแรงและประหยัดน้ำมัน จึงทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งมาสด้าเชื่อว่าจะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ได้เป็นอย่างดี

ภายในห้องโดยสารยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสปอร์ตหรูมีระดับ พิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียดเสมือนงานทำมือ (Hand-Crafted Design) ทั้งการออกแบบและการคัดสรรวัสดุอย่างประณีตดุจงานศิลปะที่มีแนวทางเฉพาะตัว พร้อมมอบความรู้สึกถึงความสะดวกสบายที่เหนือกว่ากับเบาะคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอล แบบ TFT LCD พร้อมจอแสดงผลแบบสี MID และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ซึ่งทุกองค์ประกอบได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงการใช้งานและประโยชน์ของมนุษย์เป็นหลักตามปรัชญา Human Centric Philosophy เพื่อมอบความสะดวกสบายและปลอดภัยให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

New Mazda3 ยังมอบความเร้าใจด้วยถ่ายทอดจิตวิญญาณความสปอร์ตของผู้ขับขี่ ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่นของเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ให้พละกำลังสูงถึง 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร รองรับน้ำมันได้ถึง E85 ให้การประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กม./ลิตร* และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับระบบส่งกำลังอัจฉริยะ SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ที่ให้การตอบสนองแม่นยำในทุกรอบความเร็ว พร้อมแมนนวลโหมด Activematic มอบความสนุกเร้าใจอีกระดับ

นอกจากนี้ New Mazda3 ยังคงส่งมอบความมั่นใจและความเพลิดเพลินสนุกสนานในการขับขี่ ด้วยการพัฒนารถยนต์ตามหลักปรัชญา จินบะ อิไต (Jinba Ittai) ที่ให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวกัน รวมถึงแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ที่ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล เพื่อพัฒนารถยนต์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย พร้อมด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และรถเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

New Mazda3 ยังช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร ด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัด กับ Mazda Connect ที่ครบครันทุกฟังก์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย หรือ รับ-ส่ง SMS ผ่านสัญญาณ Bluetooth เพลิดเพลินกับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิตอลได้มากยิ่งขึ้นด้วย Apple CarPlay® และ Android Auto™* ที่สามารถเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน สามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญๆ โดยแสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander พร้อมมอบความสุนทรีย์ที่เหนือระดับด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

New Mazda3 มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู

  • รุ่น 0 C และ 2.0 C Sports มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 ได้ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานและระบบความปลอดภัยมาอย่างครบครัน อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS, ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ, มาตรวัดดิจิตอล แบบ TFT LCD พร้อมจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี MID, หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด, หน้าจอสี Center Display ขนาด 8.8 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander, ระบบควบคุมความเร็วคงที่, ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อม Auto Hold, กล้องมองหลัง, ถุงลมนิรภัยรวม 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ พร้อมด้วยระบบ i-Activsense เพื่อมอบความปลอดภัยอย่างเหนือระดับให้แก่ผู้ขับและผู้โดยสารทุกคน
  • รุ่น 0 S และ 2.0 S Sports เพิ่มอุปกรณ์และเทคโนโลยีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Sports Paddle Shift), วัสดุตกแต่งคอนโซลและมือจับประตูด้านในสีเงินโครเมียม, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, ฝาปิดที่วางแก้วน้ำที่คอนโซลกลาง, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด, ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว (คุณสมบัติเพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 C)
  • รุ่น 0 SP และ 2.0 SP Sports มาพร้อมหลังคาซันรูฟไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยและสะดวกสบายที่เหนือระดับ อาทิ กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ, ระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง, ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ และระบบ i-Activsense อีกหลายรายการ เพื่อมอบสุนทรียภาพและความปลอดภัยไปตลอดการเดินทาง (คุณสมบัติเพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 S)

New Mazda3 มาพร้อมเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE ที่ช่วยป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากมายหลายระบบ ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
  • ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS (Adaptive Front-Lighting System)
  • ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse)
  • ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)
  • ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง

New Mazda3 มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)
  • สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) มีเฉพาะในรุ่นฟาสท์แบค
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

ราคาจำหน่าย New Mazda3 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน

  • New Mazda3 รุ่น 0 C และ 2.0 C Sports             ราคา    979,000 บาท
  • New Mazda3 รุ่น 0 S และ 2.0 S Sports             ราคา  1,069,000 บาท
  • New Mazda3 รุ่น 0 SP และ 2.0 SP Sports ราคา  1,198,000 บาท

ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังได้จัดแคมเปญสุดพิเศษโชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อมอบข้อเสนอพิเศษในช่วงเปิดตัว แนะนำ New Mazda3 กับดอกเบี้ย 1.99%1 และฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งลูกค้าที่สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

หมายเหตุ:

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภั

บาเซโลนา มอเตอร์ มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับ Be2gether Member Club

0

บาเซโลนา มอเตอร์ เดินหน้ามอบความอุ่นใจ พร้อมการบริการเหนือระดับ ด้วยการมอบสิทธิเหนือระดับ แก่ลูกค้าคนพิเศษ ทุกการใช้จ่ายสะสมแต้มด้วย Be2gether Member Club พร้อมแคมเปญเดือนแห่งความรัก ที่ลูกค้าพลาดไม่ได้กับทุกการใช้จ่าย 

กวิน ลีนุตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บาเซโลนา มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ BMW, MINI และ BMW Motorrad  เปิดเผยว่า บาเซโลนา มอเตอร์ ต้อนรับปีเสือด้วยบริการเหนือระดับที่มอบความพิเศษที่เหนือกว่า แก่ลูกค้าด้วยสิทธิพิเศษกับทุกการใช้จ่ายสะสมแต้มด้วย Be2gether Member Club ระบบสะสมแต้ม จากทุกยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับ บาเซโลนา มอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อขายรถใหม่, รถ BMW Premium Selection, รถ Used Car, ค่าบริการศูยน์ซ่อม Service,  สินค้า Accessories & Lifestyle และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ลูกค้ามีการใช้จ่ายกับบาเซโลนา มอเตอร์ และการสะสมแต้มนี้ยังร่วมกับทุกแบรนด์ไม่ว่าจะเป็น BMW , MINI, BMW Motorrad โดยทุกการใช้จ่าย 1,000 บาท มีค่าเท่ากับ 1 แต้ม สิทธิพิเศษ!!!!!!!ไม่มียอดขั้นต่ำหรือยอดสูงสุดของการสะสมแต้ม

ง่าย++ กับการสมัครสะสมแต้ม Be2gether Member Club ลูกค้าสามารถกดสมัครสมาชิกผ่านเบอร์มือถือได้ที่ Line Official @bmwbarcelonamotor

สิทธิพิเศษ!!!!! กับความพิเศษของการสะสมแต้ม Be2gether Member Club รับสิทธิพิเศษไปเลยถึง 4 หมวดด้วยกัน

  1. Exclusive dinner & restaurant
  2. Hotel staycation
  3. Wellness & Spa
  4. Entertainment & Activities

พร้อมกันนี้ ลูกค้าคนพิเศษของ บาเซโลนา มอเตอร์ ยังสะสมแต้มเพื่อการเป็นสมาชิกบัตรใน 3 ลำดับ  (Level)

  1. White Member สำหรับลูกค้าที่มียอดค่าใช้จ่าย 0 – 2,000,000 บาท
  2. Silver Member สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 2,000,001 – 4,000,000 บาท
  3. Black Elite สำหรับลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายตั้งแต่ 4,000,001 บาท ขึ้นไป

รับความพิเศษกันแบบเหนือระดับ ในเดือนกุมภาพันธ์นี้

Hyatt Regency Huahin

– โปรโมชั่นพิเศษ Super Saver เฉพาะค่าห้องเท่านั้น (room only) รับฟรี Complimentary breakfast ราคาเริ่มต้นต่อห้องเพียง 3,384++

– เมื่อทำการจองตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป สำหรับห้องพักประเภท Regency Club Room ขึ้นไป รับต่อที่สอง Complimentary Afternoon Tea ณ McFarland House 1 ครั้ง

สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เฉพาะลูกค้า บาเซโลนา มอเตอร์ 

– รับ Spa Voucher มูลค่า 1,000 บาท ต่อคน ต่อคืน

– รับส่วนลด 15% สำหรับ Food & Beverage เมื่อสั่ง a la carte menu

เริ่มจองสิทธิพิเศษกันได้ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2022

ช่วงเวลาเข้าพัก ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2022

ติดตามสิทธิพิเศษใหม่ๆ และเริ่มสะสมแต้มได้ทันที ผ่าน Line Official @bmwbarcelonamotor

บริษัท บาเซโลนา มอเตอร์ จำกัด ปัจจุบันมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ 3 แห่ง ได้แก่สำนักงานใหญ่วิภาวดีรังสิต บางแค และเชียงใหม่ สามารถติดตามข่าวสารและสิทธิพิเศษใหม่ๆ ได้จาก Line @bmwbarcelonamotor หรือ  Facebook Fanpage: BMW Barcelona Motor

เอเอเอสฯ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น ชูจุดแข็งบริการหลังการขายเบนท์ลีย์ไฮบริด ย้ำการดำเนินงานด้วยความโปร่งใส

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการด้วยการชูจุดแข็งงานด้านบริการหลังการขายมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต ผ่านความพร้อมของบุคลากรมืออาชีพ ณ ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร พร้อมตอกย้ำการดำเนินงานตามกฎหมายครบถ้วน ถูกต้อง และโปร่งใส เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด มีความพร้อมในการมอบบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดด้วยศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจรมาตรฐานโรงงานผู้ผลิต ดำเนินงานโดยทีมวิศวกรและช่างเทคนิคผู้ดูแลระบบไฟฟ้าของรถยนต์ไฮบริด (High Voltage Technician) หนึ่งเดียวในประเทศไทย พร้อมด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดโดยเฉพาะ นำเข้าจากโรงงาน ประเทศอังกฤษ อีกทั้ง บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการฝึกอบรมบุคลากรในส่วนงานบริการหลังการขายตลอดจนการลงทุนในเรื่องของซอฟแวร์และการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบในการดูแลและให้บริการลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการหลังการให้ดียิ่งขึ้น

โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด สั่งสมประสบการณ์กว่า 35 ปี สร้างความไว้วางใจจากโรงงานผู้ผลิตสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์รถยนต์หรู และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ชั้นนำระดับโลก พร้อมศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วย AAS Premium Auto Detailing Centre (ADC) ศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์แบบครบวงจรระดับพรีเมียม ซึ่งถือเป็นศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์ที่มีความทันสมัย และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์แบรนด์ดังระดับโลก อาทิ ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ชั้นนำ นำเข้าจากประเทศอังกฤษ Autoglym (ออโต้กลิม) ผลิตภัณฑ์เคลือบแก้วระดับพรีเมียม ULGO (อูโก้) และ ผลิตภัณฑ์ Fenix (ฟีนิกซ์) นวัตกรรมพ่นสีป้องกันรอยขีดข่วน พร้อมด้วยความพิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดเพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าที่มารับบริการ

นอกจากนี้ เอเอเอสฯ ยังทุ่มงบในส่วนของงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ ในชื่อว่า AAS Body & Paint Centre of Excellence ศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ที่ได้รับการรับรองคุณภาพจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์เบนท์ลีย์เพื่อให้บริการงานซ่อมสีและตัวถังรถยนต์อย่างครบวงจรด้วยวัสดุคุณภาพสูงอย่าง อลูมิเนียม คาร์บอนไฟเบอร์ และเหล็กกล้า พร้อมทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือที่สามารถรองรับการให้บริการซ่อมสีและตัวถังรถยนต์ บนพื้นที่ตรวจสอบรถยนต์ด้วยระบบไฟฟ้า ห้องพ่นงานใต้ท้องรถยนต์และห้องเชื่อมอลูมิเนียมที่ทันสมัย เครื่องดึงและวัดตัวถัง (Jigs) และเครื่องซ่อมอะลูมิเนียมรุ่นใหม่ล่าสุด

ในส่วนของการดำเนินงาน บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องการแสดงข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากลด้วยการติดป้าย ECO Sticker หรือ ป้ายแสดงข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล โดยข้อมูลในป้ายจะบ่งบอกถึงคุณลักษณะที่สำคัญของรถยนต์ 5 ส่วน ได้แก่ สมรรถนะรถยนต์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตราการใช้น้ำมัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานด้านความปลอดภัย ข้อมูลพื้นฐานของรถยนต์ ข้อมูลผู้ผลิต/ผู้นำเข้า รายการอุปกรณ์ที่ติดตั้งจากโรงงานผู้ผลิต และราคาจำหน่ายปลีกแนะนำ ข้อมูลเหล่านี้มีการตรวจสอบรับรองผลการทดสอบทุกมาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025 มีวิศวกรของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และ/หรือ หน่วยงานควบคุมทางเทคนิค (Technical Service) ที่ได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิก UN WP29 กำกับดูแลตลอดการทดสอบ และได้รับการตรวจรับรองผลการทดสอบจาก สมอ. และ/หรือประเทศสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (UN) และ มี E-mark รับรองผล ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลรถยนต์และภาษีได้อย่างถูกต้อง เที่ยงตรง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เบนท์ลีย์อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย ยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านบริการหลังการขายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากโรงงานเบนท์ลีย์ มอเตอร์ส ประเทศอังกฤษ ด้วยความพร้อมของศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร และทีมวิศวกรและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ พร้อมความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและโปร่งใส่ เพื่อตอกย้ำความมั่นใจในเลือกครอบครองรถยนต์เบนท์ลีย์ไฮบริดให้กับลูกค้าคนสำคัญ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เบนท์ลีย์ แบงค็อก โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด โทร 02-261-1050 หรือ LINE Official Account: @bentleybangkokaas คลิก https://lin.ee/4JOaZyE8V

NEW LAND ROVER DEFENDER PLUG-IN HYBRID รถลุยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ค่าตัว 6.99 ล้านบาท

0
New Land Rover Defender Plug-In Hybrid Pic Open

NEW LAND ROVER DEFENDER PLUG-IN HYBRID รถลุยหรูจากฝั่งเมืองผู้ดี มากับการขับเคลื่อนด้วยระบบปลั๊กอินไฮบริด จากเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังแรงถึง 300 แรงม้าพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง พละกำลังรวมถึง 404 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที ซึ่งมีฟังค์ชั่นในการลุยอีกเพียบ มากับค่าตัว 6,999,000 บาท พร้อมจัดแคมเปญ DEFENDER GLAMPING EXPERIENCE 2 ทริปการขับขี่ออฟโรดในภูมิประเทศจริง พร้อมที่พักสไตล์แคมป์ปิ้ง ในทุ่งหญ้าส่วนตัว

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid1
New Land Rover Defender Plug-In Hybrid มอบขีดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลาย โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อกำหนดการผจญภัยครั้งใหม่ในศตวรรษที่ 22 ในขณะที่คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณที่พร้อมฟันฝ่าทุกอุปสรรคอันเป็นจุดเด่นของแลนด์โรเวอร์มานานกว่า 70 ปี สำหรับรุ่นระบบไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) หรือ P400e นั้น คือสิ่งสำคัญในความน่าสนใจที่เพิ่มขึ้นของดีเฟนเดอร์

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 2

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซินสี่สูบ 2.0 ลิตรที่ให้กำลังแรงถึง 300 แรงม้าพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 105 กิโลวัตต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ 19.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้รถยนต์รุ่น P400e มีขุมพลังรวมถึง 404 แรงม้าจากระบบส่งกำลัง PHEV ขั้นสูง ทำให้มีสมรรถนะและการตอบสนองที่ดีเยี่ยมด้วยพลังงานไฟฟ้า นอกเหนือจากการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษแล้วนั้น ดีเฟนเดอร์ P400e ยังให้ความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 5.6 วินาที อีกทั้งบนเส้นทางขรุขระสามารถใช้แรงบิดทันทีจากมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเพิ่มขีดความสามารถของดีเฟนเดอร์ขึ้นไปอีกขั้น

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 3
ดีเฟนเดอร์ระบบไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด P400e รุ่นใหม่นี้คือสิ่งสำคัญในการปรับปรุงดีเฟนเดอร์รุ่นล่าสุด ซึ่งมอบการผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความประหยัด ในขณะที่ยังคงเป็นแลนด์โรเวอร์ที่ทนทานที่สุด ด้วยความสามารถที่ไม่มีใครเทียบได้และรูปทรงออฟโรดสำหรับรถยนต์ระบบไฮบริดไฟฟ้า 4×4 เต็มกำลัง ทำให้ P400e สามารถขับเคลื่อนในโหมด EV ต่ำได้อย่างเต็มที่ นำพามิติใหม่มาสู่การผจญภัยในโลกกว้าง

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 4

มาตรฐานของดีเฟนเดอร์ P400e ทุกรุ่นคือล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ระบบช่วงล่างถุงลมแบบอิเล็กทรอนิกส์ และพอร์ตชาร์จทางด้านซ้ายของตัวรถ ทั้งหมดมาพร้อมกับสายชาร์จ Mode 2 ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สายชาร์จ Mode 2 จะใช้เวลาประมาณเจ็ดชั่วโมงในการชาร์จให้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการชาร์จที่บ้านแบบข้ามคืน และด้วยการใช้ตัวชาร์จแบบชาร์จไวขนาด 50 กิโลวัตต์ทำให้รุ่น P400e ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 30 นาที

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 5

ดีเฟนเดอร์ P400e แบบ 5 ที่นั่ง พร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิ 3 โซนแบบมาตรฐาน กระจกนิรภัย และกระจกลดทอนแสงอาทิตย์ เฉพาะรุ่น PHEV เท่านั้นที่มีการเบรคแบบจ่ายพลังงานคืน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบทางเทคโนโลยีที่สำคัญในการบรรลุเป้าหมายในการประหยัดเชื้อเพลิงที่น่าประทับใจ การฟื้นฟูพลังงานที่สูญเสียไปจากการชะลอตัวและการเบรค และส่งพลังงานเหล่านั้นกลับเข้าไปในก้อนแบตเตอรี่

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 6

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 6

ระบบส่งกำลังของ PHEV ยังนำเสนอความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระอย่างเหนือชั้น การส่งแรงบิดเชิงเส้นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์เบนซินอย่างนุ่มนวลแต่ทรงพลัง เป็นไปอย่างราบรื่นควบคู่กับระบบขั้นสูงที่ทำให้ดีเฟนเดอร์เป็นแลนด์โรเวอร์ที่แข็งแกร่งและทนทานที่สุด ดีเฟนเดอร์ได้นำเสนอระดับความสามารถในการขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระในโหมดพลังงานไฟฟ้าแบบเต็มกำลัง ควบคู่ไปกับการนำเสนอรูปทรงออฟโรดที่เหนือกว่าสำหรับรถยนต์ระบบไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 8

เพื่อให้มั่นใจว่าความสามารถอันมหาศาลของดีเฟนเดอร์จะถูกใช้งานร่วมกันกับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังทั้งหมด ลักษณะเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งสำคัญต่อความสามารถในการลากจูงของดีเฟนเดอร์ โดยในรุ่น P400e สามารถลากจูงได้มากถึง 3,000 กิโลกรัม และสามารถรับน้ำหนักบนหลังคาได้ถึง 168 กิโลกรัมระหว่างขับขี่ หรือ 300 กิโลกรัมเมื่ออยู่กับที่

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 9

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid มากับราคาค่าตัว 6,999,000 บาท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ช่วยเพิ่มโปรโมชั่นพิเศษรับฟรี DEFENDER GLAMPING EXPERIENCE 2 ทริปการขับขี่ออฟโรดในภูมิประเทศจริง พร้อมที่พักสไตล์แคมป์ปิ้ง ในทุ่งหญ้าส่วนตัว วิวภูเขาพาโนรามา 360 องศา ให้คุณได้ผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง จำนวน 3 วัน 2 คืน ตั้งอยู่ที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 30 เมษายน 2565 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-666-7500 และ www.landrover.co.th

New Land Rover Defender Plug-In Hybrid 10
default

โตโยต้า และไอโออิ ร่วมฉลอง PHYD “ขับดี ลดให้” ก้าวเข้าสู่ 100,000 กรมธรรม์

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และด้วยความร่วมมือของผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าฯ ขอบคุณลูกค้าที่ไว้วางใจและเชื่อมั่นผลิตภัณฑ์ประกันภัยรูปแบบใหม่ ภายใต้ประกันภัยชั้น 1 Toyota CARE T-Connect Telematics “ขับดี ลดให้” (Pay How You Drive หรือ PHYD) ในการก้าวเข้าสู่ 100,000 กรมธรรม์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นจากลูกค้าทั่วประเทศ สามารถรองรับทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อส่งเสริมการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย สร้างสังคมคนขับรถดี พร้อมช่วยลดค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันภัยรถยนต์ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565

นับจากปี 2561 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้จับมือกับ บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) พัฒนา และแนะนำประกันภัยชั้น 1 Toyota CARE “ขับน้อย จ่ายน้อย” (Pay As You Drive หรือ PAYD) ที่มาพร้อม T-Connect Telematics ถือเป็นประกันภัยรายเเรกของไทยที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับ และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการให้บริการลูกค้า ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการประกันภัยที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับลูกค้าที่มีการขับขี่รถยนต์ในระยะทางสั้น หรือใช้งานน้อย และในปี 2563 ได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นกับประกันภัยรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับประกันภัยให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิต และพฤติกรรมการขับขี่ ภายใต้ประกันภัยชั้น 1 Toyota CARE “ขับดี ลดให้” (Toyota Care PHYD – Pay How You Drive) โดยการวิเคราะห์ข้อมูล ระยะทางการใช้งาน และพฤติกรรมการขับขี่ของลูกค้า นำมาคำนวณคะแนนการขับขี่ พร้อมข้อแนะนำเพื่อปรับปรุงในการขับขี่อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้นผ่านเทคโนโลยี        T-Connect ใหม่ ลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากส่วนลด มั่นใจด้วยมาตรฐานงานซ่อมโตโยต้า ปลอดภัย และไร้กังวล รองรับทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า จากการร่วมมือกันระหว่างบริษัท     โตโยต้าฯ และบริษัท ไอโออิฯ ในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้บริการ และพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับการบริการลูกค้าเพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัย และการคำนวณส่วนลดเบี้ยประกัน เพื่อยกระดับประกันภัยให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตและพฤติกรรมการขับขี่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า ภายใต้ประกันภัยรถยนต์ Toyota CARE “ขับดี ลดให้” (Toyota Care PHYD – Pay How You Drive)  

ในนามบริษัท โตโยต้าฯ ผมขอขอบคุณลูกค้าทั่วประเทศที่มอบความไว้วางใจ ตลอดจนความเชื่อมั่นในการบริการของเรา จนได้รับการตอบรับสูงสุดจากลูกค้า จนกระทั่งบรรลุยอดขายมากกว่า 100,000 กรมธรรม์ภายในระยะเวลาเพียง 20 เดือนแรกหลังจากการเปิดตัว และที่สำคัญเราจะยังคงมุ่งมั่นในการขยายบริการต่าง ๆ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ให้ดียิ่งขึ้น ในการส่งมอบการบริการที่คุ้มค่าและครอบคลุมให้ได้มากที่สุดเพื่อลูกค้าคนสำคัญของเรา

Toyota CARE “ขับดี ลดให้”Toyota Care PHYD (Pay How You Drive)

ประกันภัยชั้น 1 ที่ให้บริการในรถยนต์โตโยต้าทุกรุ่นที่มีเทคโนโลยี T-Connect แบบใหม่ที่ติดตั้งอยู่ในรถยนต์รุ่น Hilux Revo / Fortuner / Corolla Cross / C-HR / Camry ที่แนะนำสู่ตลาดในปี 2563 เป็นต้นไป โดยการวิเคราะห์ระยะทางการขับขี่จริงของผู้ใช้ พร้อมพฤติกรรมการขับขี่ออกมาเป็นรายงานและคำแนะนำการขับรถยนต์ เพื่อให้ลูกค้าได้พัฒนาการขับขี่ได้ดีขึ้นและช่วยลดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังมีระบบประมวลผลเป็นคะแนน เพื่อได้รับส่วนลดพิเศษสำหรับการต่ออายุประกันภัยในปีถัดไป

สิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการประกันภัยชั้น 1 ของ Toyota CARE “ขับดี ลดให้” (PHYD) มีดังต่อไปนี้

  1. “มิติใหม่แห่งความประหยัด”: “ยิ่งขับดี ขับน้อย ยิ่งได้ส่วนลด” กรมธรรม์ที่มีมากกว่า 100,000 กรมธรรม์ ที่ลูกค้าไว้วางใจ จากจำนวนลูกค้าเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่เป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นที่มีเทคโนโลยี T-Connect

ส่วนลดพิเศษ Toyota CARE “ขับดี ลดให้” (PHYD)

  • ประกันภัยปีที่ 1 : ประกันรถป้ายแดง รับส่วนลด 10%
  • ประกันภัยปีที่ 2 – 8 : รับส่วนลดประกันภัย 2 ต่อ
  • ต่อที่1: ส่วนลดประวัติดี 20%-50% ในการต่ออายุตั้งแต่ปีที่ 2 – 8ต่อที่2: ส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุดถึง 25% โดยคำนวณจากพฤติกรรมและระยะทางการขับขี่
  1. “มั่นใจ คุณภาพดี สบายใจ” ด้วยบริการแห่งความประทับใจ
    • บริการตรวจสอบหาตำแหน่งรถยนต์ Theft Track กรณีถูกโจรกรรม โดยระบบจะติดตามจุดพิกัดของรถยนต์จาก Application T-Connect by Toyota
    • สิทธิประโยชน์อื่นๆ ตามมาตรฐานประกันภัย Toyota CARE อาทิ
  • รับประกันงานซ่อมที่ศูนย์บริการตัวถังและสีของโตโยต้า นานสูงสุด 8 ปี
  • สามารถใช้บริการ ณ ศูนย์บริการตัวถังและสีของโตโยต้า กรณีต่ออายุประกันภัย PHYD
  • บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินตลอด 24 ชม.
  • เข้ารับบริการตามมาตรฐานโตโยต้า ด้วยอะไหล่แท้ที่ศูนย์บริการตัวถังและสีของโตโยต้า ที่ครอบคลุมกว่า 256 แห่งทั่วประเทศ
  • ประกันภัย โตโยต้า แคร์ ขับดีลดให้ (PHYD) รองรับรถยนต์โตโยต้าที่มีเทคโนโลยี T-Connect ใหม่ ได้แก่ Hilux Revo / Fortuner / Corolla Cross / C-HR / Camry ที่แนะนำปี 2563 เป็นต้นไป
  1. “สะดวกสบาย ใช้งานง่าย” ผ่าน แอปพลิเคชัน T-Connect by Toyota
    • สามารถตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ วันคุ้มครอง วันหมดอายุ เลขที่กรมธรรม์
    • ตรวจสอบคะแนนการขับขี่ ระยะทางการใช้งาน พร้อมคำแนะนำการขับขี่ปลอดภัย
    • บริการแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อถึงเวลาต่ออายุประกันภัยฯ
  2. ร่วมสร้างสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัย
  • หลังจากจบการเดินทาง 30 นาที ระบบ T-Connect จะส่งข้อมูลการขับขี่ไปยังบริษัทประกันภัยเพื่อทำการวิเคราะห์และประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่ออกมาเป็นคะแนน พร้อมคำแนะนำการขับขี่ปลอดภัย ในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลา เพื่อช่วยส่งเสริมให้เกิดสังคมคนขับรถดี และเกิดความปลอดภัยบนท้องถนน นำไปสู่การลดอุบัติเหตุในสังคมไทย
  • ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จากอัตราการเคลมสินไหมทดแทนที่ลดลง9% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์มาตรฐานทั่วไป
  • การมีส่วนช่วยลดขยะอุตสาหกรรมจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ลดลง เช่น จำนวนรถยนต์ที่จะต้องถูกทิ้ง รวมไปถึงพฤติกรรมในการขับขี่ที่ปลอดภัยยังมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

 

สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

  • ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ
  • ศูนย์ T-Connect Call Center โทรศัพท์ 02-386-2000 ต่อ 3
  • บมจ.ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย PHYD Information Center โทร. 02-780-8111 (จันทร์-ศุกร์ เวลาทำการ 8.30-17.00)

ซานี่ ไทยยนต์ ผงาดขึ้นแท่นอันดับ 1 รถขุด 2 ปีซ้อน กินส่วนแบ่งตลาด 30.4%

0

“บริษัท ซานี่ไทยยนต์ จำกัด” ผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักประเภทรถขุดดินและงานวิศวกรรมโยธา แบรนด์ SANY แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศความสำเร็จ ผงาดขึ้นแท่นอันดับ 1 สองปีซ้อน ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 30.4% เตรียมพร้อมลุยตลาดปี 2565 รักษาแชมป์ต่อเนื่อง สร้างภาพลักษณ์ ลุยแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่

นายยศวัฒน์ เรืองรักษ์ลิขิต ซีอีโอ บริษัท ซานี่ ไทยยนต์ จำกัด เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ ซานีไทยยนต์ เข้ามาทำตลาดแบรนด์ SANY ในประเทศไทย จนถึงปัจจุบันได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องจากลูกค้า จนทำให้วันนี้ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยสามารถผงาดขึ้นแท่นอันดับ 1 รถขุด 2 ปีซ้อน จากยอดขายในปี 2563 ที่กวาดยอดขายกว่า 1,600 คัน และในปี 2564 บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 1,840   คัน เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 13% มีส่วนแบ่งในตลาดถึง 30.4%

รถขุดยอดขายปี 2563 (คัน)ยอดขายปี 2564 (คัน)ยอดขายสูงขึ้น
SANY1,6281,84013.02%

 

สำหรับความสำเร็จที่ผ่านมาของบริษัทฯ เกิดขึ้นจากจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย เพราะสำหรับประเทศไทย บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์จำหน่ายถึง 7 ประเภท คือ รถขุดขนาดเล็ก, รถขุดขนาดกลาง, รถขุดขนาดใหญ่,รถขุดล้อยาง, รถตักล้อยาง, รถบด และรถเจาะ โดยสินค้าทุกประเภทสามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งาน อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยสมรรถนะ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ทนทาน คุ้มค่า คุ้มราคา

“ปัจจุบันรถขุดซานี่ใช้ระบบ GPS รวมถึงเทคโนโลยี 5G ของจีน ซึ่งเทคโนโลยีของจีนก้าวล้ำกว่าญี่ปุ่นไปค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของเครื่องจักรที่ไร้คนขับ รวมถึงระบบคอนโทรลที่ใช้ไฟฟ้าเข้ามาควบคุมทำให้ต้นทุนน้ำมันลดลงกว่าเดิม 20-30% เมื่อก่อนคนอาจจะมองว่าผลิตภัณฑ์ของจีนคุณภาพด้อยกว่า แต่ตอนนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยพัฒนาความคุ้มค่ามากขึ้น ทำให้คนไทยตอบรับต่อผลิตภัณฑ์จากจีนเพิ่มขึ้น ไม่เฉพาะแต่วงการเครื่องจักรอย่างเดียว ทั้งรถยนต์ อุตสาหกรรมอื่น ๆ ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้เช่นกัน โดยที่ซานี่ฯ เองเป็นตัวแทนสินค้าจากประเทศจีนในอันดับต้น ๆ ที่เข้ามาเป็นผู้นำในการทำตลาดในประเทศไทย”

ส่วนนโยบายและเป้าหมายปี 2565 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 3,000 คัน โดยถือเป็นการตั้งเป้าแบบท้าทายความสามารถของบริษัทฯ อย่างมาก เนื่องจากถือเป็นการเติบโตเกือบ 50% ซึ่งจากเป้าหมายการขายในครั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมกลยุทธ์ในการสร้างยอดขายไว้ดังนี้ การแนะนำผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาด โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น รวมถึงขยายกลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยเน้นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมี่ยม มากด้วยเทคโนโลยที่ทันสมัย ราคาประหยัด

นอกจากนี้ ในส่วนของโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการก็จะมีการขยายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีอยู่ 10 แห่ง ปีนี้จะเพิ่มอีก 10 แห่ง ในจังหวัด สระบุรี, สกลนคร, จันทบุรี, นครสวรรค์, เชียงราย, เชียงใหม่, และอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ ยังได้ลงทุนเพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท สำหรับเพิ่มสต็อกอะไหล่ เพื่อให้ครอบคลุมการบริการ ตาม“มาตรฐานการบริการหลังการขายของซานี่ไทยยนต์ 1137” คือ Call Center ติดต่อกลับภายใน 1 ช.ม. /ฝ่ายบริการไปถึงหน้างาน 1 วัน / งานบริการทั่วไป จบงานภายใน 3 วัน และ งานบริการพิเศษ จบงานภายใน 7 วัน มั่นใจงานบริการหลังการขาย-อะไหล่แก้ไขปัญหาได้เสร็จทุกเคส สะดวกยิ่งขึ้นด้วย SANY E-vision Application on Mobile ให้ลูกค้าดูแลรถขุดซานี่ง่ายๆ ผ่านมือถือ ทั้งนี้ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการด้วยการการันตี คุณภาพ มาตรฐาน การบริการเป็นเลิศ

บริษัท ซานี่ไทยยนต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง SANY Heavy Machinery ภายใต้กลุ่มบริษัท ซานี่ และบริษัท ไทยยนต์ อีควิปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของไทยยนต์ แทรคเตอร์ ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเครื่องจักรกลหนักมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี โดยก่อตั้งและดำเนินธุรกิจในปี 2558

บริษัท ซานี่ไทยยนต์ เป็นผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลหนักประเภทรถขุดดิน และงานวิศวกรรมโยธา แบรนด์ SANY แต่เพียงผู้ด้วยในประเทศไทย ปัจจุบันจำหน่าย รถขุดไฮโดรลิก รถบด รถตักล้อยาง รถเจาะ และรถบรรทุกเหมืองแร่ ดำเนินธุรกิจในระดับสากล บริการแบบครบวงจร บริการด้วยความจริงใจ รวดเร็ว ฉับไว รวมไปถึงการปรับปรุและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตามสโลแกนที่ว่า “ความสำเร็จของลูกค้า คือ ความสำเร็จของเรา” ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนชั้นนำ

CP FOTON ปลื้มยอดขายปี 64 พร้อมลุยตลาดขนส่งปีนี้เต็มสูบ

0

CP FOTON เผยยอดขายปี 64 ไม่หวั่นแม้วิกฤตวิด-19 เติบโตกว่า 221% ปลื้มรถบรรทุก EV มีกระแสตอบรับท่วมท้น เดินหน้าลุยเป้าปีนี้ส่งรถเพื่อการพาณิชย์บุกตลาดอีก 600 คัน มั่นใจทำได้ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก จ่อลงทุนสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ พร้อมศูนย์ประสานงานครบครัน เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าและผู้แทนจำหน่าย 

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์แบรนด์ “CP FOTON” เปิดเผยถึงภาพรวมในการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ว่า แม้ที่ผ่านมา CP FOTON ต้องเจออุปสรรคมากมายจากโรคระบาด COVID-19 รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเกือบทุกประเภท แต่ด้วยความมุ่งมั่น และการสนับสนุนที่ดีจากผู้แทนจำหน่ายฯ ทำให้ CP FOTON เติบโตขึ้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว สามารถทำยอดขายรวมปี 64 ได้ทั้งหมด 310 คัน หรือเติบโตขึ้น 221% 

ขณะที่ ในประเทศจีนเอง “โฟตอน มอเตอร์” ยังคงเดินหน้าสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และครองแชมป์อันดับ 1 ในอุตสาหกรรมรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศจีน ติดต่อกันถึง 17 ปีซ้อน จากยอดขายล่าสุด ทั้งปี 2564  ของ  บริษัท โฟตอน มอเตอร์ จำกัด  ทำยอดขายไปได้ทั้งหมด 650,018 คัน มีส่วนแบ่งในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศจีนอยู่ที่ 13.41% จากยอดขายรวมรถเพื่อการพาณิชย์ในประเทศจีนทั้งตลาด 4,793,000 คัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีเชื่อมั่นในมาตรฐาน ความทนทาน ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายพร้อมขับเคลื่อนธุรกิจด้วยคุณภาพระดับเวิลด์คลาส

“ในปี 2564 ทีผ่านมาถือว่าเราสร้างการเติบโตได้ดีมาก เพราะมีผู้ประกอบการรายใหญ่หลายรายให้ความมั่นใจซื้อรถไปเป็นฟลีทใหญ่ เพื่อนำไปใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ทั้งรถบรรทุกหัวลากเกียร์ออโต้ และรถบรรทุก 6 ล้อ ซึ่งต่างก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดีและมีคำชื่นชมกลับมาว่า รถของเรามีความคุ้มค่า ทันสมัยเทียบเท่ากับรถค่ายยุโรปได้

ส่วนยอดขายรถมินิบัส เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และมีนโยบายขยายอายุรถตู้สาธารณะ จึงทำให้ยอดขายของเราชะลอตัว แต่คาดการณ์ว่าภายหลังจากที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี รถมินิบัสขนาด 20+1 ที่นั่ง จะกลับมามียอดขายเพิ่มขึ้นและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรถที่มีความเหมาะสมกับในหลายธุรกิจ ทั้งรถโดยสารสาธารณะ รถรับ-ส่งลูกค้าโรงแรม, รถโรงเรียน, รถรับ-ส่งพนักงานโรงงาน หรือรถรับ-ส่งผู้โดยสารในสนามบิน ซึ่งถือว่าเราเป็นแบรนด์ที่คุ้มค่าที่สุดในรถประเภทเดียวกันที่มีในตลาด ไม่ว่าจะเป็นมิติที่ใหญ่สุด นั่งสบายสุด รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่สุด”

 

ปลื้มรถ EV มียอดจองทะลุเป้า

นายกฤษณะ กล่าวต่อว่า ภายหลังจากที่ CP FOTON ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ซึ่งเป็นรถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า (EV) เป็นเจ้าแรกของเมืองไทย ปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ยังได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งรถบรรทุก 4 ล้อ ไปจนถึงรถบรรทุกหัวลากขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการขนส่ง ต่างให้ความสนใจและสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเริ่มทยอยส่งมอบได้ในช่วงกลางปี 2565

“รถบรรทุก EV ที่เราได้เปิดตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ให้ความสนใจเยอะมาก ซึ่งจะทยอยส่งมอบได้ในช่วงกลางปี เนื่องจากระหว่างนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับเปลี่ยนจากพวงมาลัยซ้าย ย้ายไปเป็นพวงมาลัยขวา อย่างไรก็ตามแม้จะมีค่ายอื่นนำรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้าจากจีนเข้ามาทำตลาดขนส่งในประเทศไทยเหมือนกัน แต่ด้วยความที่ CP FOTON เป็นรถที่ผู้ผลิตนำมาขายเอง ลูกค้าจึงมีความเชื่อมั่นในเรื่องการให้บริการ และการจัดหาอะไหล่ ผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย ซีพี โฟตอน ทั่วประเทศ ส่งผลให้เรายังคงได้รับความไว้วางใจมากกว่าค่ายอื่น”

ตั้งเป้ายอดขาย 600 คัน

นายกฤษณะ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจในปี 2565 ว่า CP FOTON ตั้งเป้าจำหน่ายรถเพื่อการพาณิชย์ไว้ที่ 600 คัน โดยจะใช้กลยุทธ์ ดังนี้ 1.มุ่งเน้นในการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยการมอบบริการหลังการขายที่ดี ทั้งการส่งรถโมบายเซอร์วิส ออกบริการให้กับลูกค้านอกสถานที่ หรือที่หน้าไซต์งาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถซ่อมบำรุงรักษารถได้โดยไม่ต้องนำรถเข้าที่มาศูนย์บริการ และไม่ต้องเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากการใช้งานของรถ ตลอดจนการให้คำปรึกษาในเรื่องการใช้งานของรถที่เหมาะสมกับธุรกิจอีกด้วย

2.การสร้างเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการ 30 แห่ง ให้คลอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งหัวเมืองใหญ่ และหัวเมืองรอง รวมทั้งจังหวัดที่อยู่เชื่อมกับเขตชายแดน ตลอดจนเพิ่มจำนวนรถโมบายเซอร์วิส เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่อยู่ตามพื้นที่นอกเมือง คาดว่าภายในไตรมาส 1/65 จะสามารถขยายเพิ่มได้อีก 5 แห่ง ในพื้นที่โซนภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้

ทั้งนี้ ในการเปิดรับดีลเลอร์บริษัทจะมีการตรวจสอบมาตรฐานของผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการอย่างเข้มงวด เนื่องจากปัจจุบัน CP FOTON มีรถเพื่อการพาณิชย์ EV ที่ใช้เทคโนโลยีแปลกใหม่กว่าเครื่องยนต์สันดาป ดีลเลอร์จึงต้องมีความเชี่ยวชาญและมีความพร้อมในการให้บริการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของ CP FOTON และสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

3.การสร้างการรับรู้ผ่านคุณภาพและนวัตกรรมของรถ โดยจะมีการเปิดตัวรถบรรทุก 4 ล้อโฉมใหม่ ที่สามารถใช้แทนรถกระบะ ซึ่งจะตอบโจทย์กับผู้ประกอบการขนส่งได้เป็นอย่างดี และมีความเหมาะสมในการใช้เป็นรถส่วนบุคคลได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ ยังมีรถ Mixer ระดับเวิลด์คลาสตั้งแต่ขนาด 3-6 คิว ที่จะส่งรุกตลาดวงการก่อสร้าง ให้สอดรับกับนโยบายการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้มีบริษัทเอกชนรายใหญ่มาซื้อไปใช้งานแล้วหลายราย

“ในปีนี้แม้สถานการณ์โควิด-19 จะยังไม่หายไป แต่ยังนับว่ามีทิศทางที่เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี ขณะที่หลายภาคส่วนเองก็มีการปรับตัวเข้าตั้งรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น จึงทำให้เราไม่ค่อยมีความกังวลมากนักในเรื่องของเป้ายอดขาย เพราะที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและการบริการของเรา

Headquarter แห่งใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทุกด้าน

ส่วนแผนด้านการลงทุนในปีนี้ บริษัทเตรียมสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะประกอบด้วย อาคารสำนักงานขนาดใหญ่, ศูนย์บริการและซ่อมบำรุงรถ, ศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิค, คลังอะไหล่และสต๊อกสินค้า, ศูนย์ประสานงานดีลเลอร์ และสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้ลูกค้าของ CP FOTON ได้รับการดูแลที่สะดวกอย่างครบครันและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ยังมีแผนที่จะติดตั้งสถานีชาร์จยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ให้กับดีลเลอร์ทั่วประเทศเพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกพร้อมเสริมความมั่นใจในการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการขนส่ง และเตรียมรองรับการใช้งานกับทั้งยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปใช้อยู่ด้วย

พร้อมเติบโตไปพร้อมกันกับลูกค้า

นายกฤษณะกล่าวส่งท้ายว่า อยากให้ลูกค้าเปิดใจทดลองใช้รถเพื่อการพาณิชย์จาก CP FOTON ซึ่งเป็นยานยนต์เพื่อการพาณิชย์อันดับหนึ่งในจีนและได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งนี้ ภายใต้เครือ CP ที่มีธรรมมาภิบาลและความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจขนส่งไทยให้ก้าวหน้าเท่าทันตลาดสากล จึงอยากให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์นี้ เนื่องจากเป็นรถที่มีสมรรถนะและเทคโนโลยีทัดเทียมกับรถยุโรป แต่มีราคาที่สามารถแข่งขันได้กับรถญี่ปุ่น จึงเชื่อว่าจะสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจของลูกค้า และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้เป็นอย่างดี

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองความสำเร็จต่อเนื่องสองปีซ้อน รักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าฉลองความสำเร็จต่อเนื่อง ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียม 2 ปีซ้อน ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดของบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ 45.5% เพิ่มจากปี 2563 ซึ่งอยู่ที่ 44.6% และอัตราการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า MINI Electric เพิ่มขึ้นถึง 263% เมื่อเทียบปีต่อปี พร้อมเปิดตัวยนตรกรรมใหม่ถึง 10 รุ่นมาครบทั้งบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมและส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทยให้พร้อมสำหรับอนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า

ปีแห่งความเป็นผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทั้งในด้านตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม ด้านนวัตกรรม และด้านความพึงพอใจของลูกค้า

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยว่า “ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามเป้าหมายด้วยการส่งมอบความพึงพอใจในการขับขี่ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และแนวคิดพลังแห่งทางเลือก (Power of Choice) ให้กับลูกค้า ส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจของผู้บริโภค (NPS Score) ขึ้นสูงสุดทั้งด้านการขายและการให้บริการ เราตระหนักดีว่าลูกค้าทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน เราจึงสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านโซลูชันส์ที่หลากหลาย เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดและความสุขให้แก่ลูกค้าตลอดเส้นทางแห่งการเดินทางของพวกเขา สิ่งที่ทำให้เรามีความโดดเด่นและทำให้เป็นองค์กรเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คือการที่เราผสานปรัชญาด้านนวัตกรรมที่มีมาอย่างยาวนานกับพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า เรายังสร้างสรรค์นวัตกรรมไปสู่การเปิดตัวเทคโนโลยีผู้ช่วยขับขี่อันล้ำสมัยในตลาดไทย ส่งผลให้เราเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมนี้ เราได้สร้างสรรค์อนาคตแห่งยนตรกรรมที่พร้อมทั้งดิจิทัลและมีความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น โดยผสมผสานทั้งดีไซน์ พลังงานไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน เราพร้อมจะก้าวต่อไปข้างหน้าด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนแห่งอนาคต และมุ่งหมายที่จะจุดกระแสแนวทางแห่งการขับเคลื่อนด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อมอบประสบการณ์ที่เป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยานยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ในขณะที่เราก้าวเข้าสู่ปี 2565”

ไฮไลท์รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในปี 2565

 

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: ราคาโดยประมาณ 4,300,000 – 4,500,000 บาท (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้)

บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 4 สร้างนิยามใหม่ให้แก่สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมขนาดกลาง ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งทรงพลัง ความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ และตำนานสุดยอดความสปอร์ตของ บีเอ็มดับเบิลยู ในดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตาจากทุกมุมมอง หลอมรวมรูปลักษณ์ที่คุ้นเคยของรถสปอร์ตสองประตูและปรัชญาการดีไซน์ใหม่ที่ล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยครั้งนี้มาในรูปแบบการขับขี่แบบเปิดประทุนในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่

รูปโฉมด้านหน้ารถประกาศถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใครด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่แนวตั้งขนาดใหญ่ที่ยาวลงมาใกล้ขอบกันชนหน้า ไฟหน้าทรงเรียวของบีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ออกแบบให้ลากยาวไปถึงซุ้มล้อหน้า ระยะระหว่างล้อหน้าและส่วนหน้าสุดของรถสั้นปราดเปรียวยิ่งขึ้น โครงสร้างเสาได้รับการออกแบบให้เพรียวยิ่งขึ้นสอดรับกับความยาวของประตูและหน้าต่างไร้ขอบ รวมถึงแนวหลังคาที่ล้วนสะท้อนถึงความสง่างามของรถยนต์ซีรีส์ 4 คันนี้ ท้ายรถมอบความรู้สึกโฉบเฉี่ยวทรงพลังด้วยไฟท้าย LED ทรงเรียวยาวรูปตัว L พร้อมแต่งสีหม่นให้มาดขรึมอย่างทรงพลัง คาลิเปอร์เบรกดีไซน์ M Sport สีแดงเงา และชุดแต่ง M Aerodynamics ส่งให้รถเปิดประทุนคันนี้ดูโฉบเฉี่ยวมีสไตล์ยิ่งขึ้น ในขณะที่ระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายกว่าเคย หลังคาผ้าแบบอ่อนทำงานด้วยระบบไฟฟ้าเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพลิดเพลินไปกับสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ได้ในทุกสภาพอากาศ

เบาะนั่งตอนหน้าดีไซน์ Sport และพวงมาลัยหุ้มหนัง M Sport มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในบีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ คอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec และจอ Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว มอบพื้นที่หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ ส่วนระบบช่วยโหลดสัมภาระ (Loading Assistant) ช่วยให้การจัดเก็บและขนย้ายสัมภาระในรถยนต์เปิดประทุนรุ่นนี้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo มอบสมรรถนะการขับขี่ได้เต็มพิกัด ส่งพละกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ระหว่าง 1,550 และ 4,400 รอบต่อนาที จึงเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.2 วินาที ส่วนชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic พร้อมช่วงล่าง M Sport ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มอบการควบคุมที่ปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น มาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-Spoke แบบสลับสี

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ล้ำสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ระบบช่วยการขับขี่ ระบบเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด และเซนเซอร์ควบคุมความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน นอกจากนี้ ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ ยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการด้านดิจิทัลผ่านหน้าจอ BMW Live Cockpit Professional โดยสามารถตั้งค่าการแสดงผลต่าง ๆ ตามความชอบส่วนบุคคล หรือเลือกช่องทางในการเชื่อมต่อสื่อสารและควบคุมได้ตามความถนัด ทั้งผ่านจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบ iDrive ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย ระบบการสั่งงานด้วยเสียงที่มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon และเสริมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยระบบ BMW Intelligent Personal Assistant และการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดผ่านบริการ BMW ConnectedDrive

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ใหม่ มาใน 4 สีตัวถัง ซึ่งรวมไปถึงสีดำ Black Sapphire สีขาว Mineral White สีเทา M Brooklyn Grey และสีน้ำเงิน Tanzanite Blue

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport ใหม่ (รุ่นประกอบในประเทศ)
ราคาจำหน่าย: 5,499,000
บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport ใหม่ เป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 เจเนอเรชั่นที่สาม ซึ่งประกอบขึ้นในประเทศไทย มาพร้อมกับดีไซน์อันเฉียบคมดุดันและภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมั่นใจ ทรงอำนาจและความแข็งแกร่ง ภายนอกมาพร้อมกับความยาวตัวรถที่ 4,935 มิลลิเมตร ความกว้างที่ 2,004 มิลลิเมตร และความสูงที่ 1,696 มิลลิเมตร ลดลง 6 มิลลิเมตร จากรุ่นก่อนหน้า ผสมผสานสัดส่วนที่ขยายออกอย่างปราดเปรียว เติมเต็มภาพลักษณ์ทรงพลังยิ่งขึ้น กระจังหน้ารูปไตคู่ขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ทำมุมรับกับไฟหน้าอย่างชัดเจนกว่าเดิม พร้อมไฟส่องสว่าง “Iconic Glow” มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เสริมรูปลักษณ์ภายนอกให้หรูหราดูเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้น โดยแผงกระจังหน้าจะส่องแสงเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถยนต์ แต่ผู้ขับสามารถสั่งเปิดหรือปิดไฟกระจังหน้าได้ด้วยตัวเองเช่นกัน รวมทั้งยังเปิดใช้ในขณะขับขี่ได้อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดถึง 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า ที่ 5,500 – 6,500 รอบต่อนาที จึงมอบแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 5,200 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 5.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด ส่งแรงบิดแบ่งล้อหน้าและหลังได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการในแต่ละสถานการณ์ด้วยความแม่นยำและความเร็วที่มากยิ่งขึ้น การตอบสนองแบบสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ถูกเสริมด้วยช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับระดับอัตโนมัติ ส่งให้ช่วงล่างทรงประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แบบ เติมเต็มสุดยอดความปราดเปรียวและการขับขี่ที่สะดวกสบายบนท้องถนน ทั้งยังช่วยยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงแม้ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

ด้านข้างตัวรถคงไว้ซึ่งสัดส่วนที่คุ้นเคยกันดีของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยเส้นสายลากผ่านซึ่งระบุถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนและหลังคาที่ทำองศาโค้งอย่างปราดเปรียว ล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double Spoke แบบสลับสี มาพร้อมกับซุ้มล้อทรงแปดเหลี่ยมมน ส่วนช่องระบายอากาศสีเดียวกับตัวถังผสมผสานเข้ากับซุ้มล้อที่โดดเด่น เน้นย้ำรูปลักษณ์ภายนอกให้ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ส่วนท้ายรถของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มอบเค้าโครงอันแข็งแกร่งด้วยเส้นสายตัวถังที่ทรงพลัง เสริมรูปลักษณ์แข็งแกร่งด้วยไฟท้าย LED ขนาดกว้างรูปตัว L ส่วนประตูท้ายรถผสานอย่างไร้รอยต่อเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นแนวขวางของตัวถังได้อย่างกลมกลืน

ภายในห้องผู้โดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport ใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เอ็กซ์คลูซีฟและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ดีไซน์บริเวณที่นั่งคนขับมาพร้อมกับการจัดวางแผงควบคุมแบบใหม่ที่ตอบรับกับปรัชญาอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ นอกจากนี้การออกแบบเบาะที่นั่งให้สูงขึ้นยังช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยในการขับขี่ได้อย่างครอบคลุมที่สุดอีกด้วย ด้านแพ็คเกจชุดแต่ง M Sport เสริมมาดความปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู X6 รุ่นใหม่ ด้วยพวงมาลัยหุ้มหนังและเข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M ภายในยังตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เพดานหลังคาภายในสี Anthracite นอกจากนี้ยังมอบการใช้งานที่หลากหลายด้วยพนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 ซึ่งสามารถพับเก็บเพื่อเพิ่มความจุของพื้นที่จากเดิม 580 ลิตร เป็น 1,530 ลิตร สำหรับอุปกรณ์เสริมไฮไลท์อื่นๆ ได้แก่ ฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ BMW Gesture Control ที่วางแก้วน้ำปรับอุณหภูมิพร้อมการชาร์จแบบไร้สาย หลังคากระจกแบบ Panorama Sky Lounge และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive40i M Sport ใหม่ มาใน 3 สีตัวถัง คือสีดำ Black Sapphire, สี Manhattan Metallic และสีขาว Mineral White

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ (รุ่นประกอบในประเทศ)
ราคาจำหน่าย: ราคาโดยประมาณ 6,100,000-6,300,000 บาท (รอประกาศราคาอย่างเป็นทางการเร็ว ๆ นี้)

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ รถยนต์หรูในเซกเมนต์รถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (SAV) เผยโฉมอีกหนึ่งรุ่นประกอบในประเทศ โดยสมาชิกรุ่นใหญ่ที่สุดในตระกูล X รุ่นนี้ หลอมรวมทั้งความคล่องตัว ความทรงพลัง และความโอ่อ่าเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังมาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนชั้นเลิศ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสะดวกสบายด้วยตัวรถที่กว้างขวางในทุกมิติ

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบรุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo และระบบ Mild Hybrid ขนาด 48 โวลต์ ส่งพละกำลังสูงสุด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,250 รอบต่อนาที พร้อมโลดแล่นสู่ความเร็วสูงสุดที่ 243 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที เครื่องยนต์นี้ทำงานสอดประสานกับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ ช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับระดับอัตโนมัติ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ xDrive จึงมอบความนุ่มสบายเหนือระดับ การควบคุมที่เฉียบคม และความปราดเปรียวอันทรงพลัง ขณะที่ระบบควบคุมช่วงล่าง Executive Drive Pro เสริมความมั่นใจด้วยเสถียรภาพที่เหนือกว่าในทุกจังหวะการขับขี่

และอีกหนึ่งไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ ยังเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ประกอบขึ้น ณ โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Mild Hybrid ขนาด 48 โวลต์ ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ผ่านมาตรฐานยูโร 5 และรองรับสาร AdBlue ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่าเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป โดยระบบ Mild Hybrid จะใช้การทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟขนาด 48 โวลต์ มาช่วยเสริมพละกำลังการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นอีกถึง 8 กิโลวัตต์ / 11 แรงม้า ส่งแรงทันใจโดยเฉพาะในช่วงออกตัวและจังหวะเร่ง ในขณะเดียวกันก็ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุดที่สามารถลดไนโตรเจนออกไซด์ในไอเสียด้วยสาร AdBlue จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่เร็วแรงทันใจและยังลดการปล่อยมลพิษได้อย่างเหนือชั้น

ดีไซน์ที่สง่างามของบีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ ได้รับการถ่ายทอดผ่านปรัชญา
การออกแบบที่ล้ำสมัยและเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมเสริมรูปลักษณ์สปอร์ตทรงพลังด้วย
ชุดแต่ง M Sport ขณะที่ระบบท่อไอเสียในสไตล์ M Sport มอบเสียงเครื่องยนต์กังวานสอดประสานกับพละกำลังและความสง่างามของตัวรถ และเติมบุคลิกความแรงอย่างลงตัวด้วยเบรก M Sport และพวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M

รูปลักษณ์ภาพนอกประกาศถึงความทรงพลังบนท้องถนนด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วย
ไฟหน้าล้ำสมัย BMW Laserlight เส้นสายการดีไซน์ที่เฉียบคมบนตัวถังขนาดใหญ่สะท้อนถึงความปราดเปรียว เรียบง่ายและบึกบึน มาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบา BMW Individual ลาย Y-spoke แบบสลับสีขนาด 22 นิ้ว

บีเอ็มดับเบิลยู X7 ใหม่ มอบความล้ำสมัยและความปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ใหม่ล่าสุด
ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus (Parking Assistant Plus) ระบบช่วยการขับขี่่ (Driving Assistant) และระบบความบันเทิงและสื่อสารรุ่นล่าสุดอย่าง BMW Live Cockpit Professional พร้อมจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ระบบ BMW ConnectedDrive และระบบ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งสามารถควบคุมผ่านระบบสั่งการด้วยเสียงได้อย่างง่ายดาย มอบความสะดวกสบายตามความต้องการของผู้ขับขี่ในทุกเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive40d M Sport ใหม่ มาให้เลือกในห้าสี ได้แก่ สีเทา Arctic Grey Brilliant Effect, สีดำ Black Sapphire Metallic, สีดำ Carbon Black Metallic, สีขาว Mineral White Metallic และสีน้ำเงิน Phytonic Blue

บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่
ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 4,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

ฟรี BMW Wallbox พร้อมติดตั้ง สำหรับลูกค้า 22 ท่านที่จองออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

ครั้งแรกของการผนวกความเพลิดเพลินในการขับขี่แบบปราศจากมลพิษกับรถยนต์นั่งขนาดกลาง บีเอ็ม
ดับเบิลยู i4 ถือเป็น Gran Coupé สี่ประตูที่ผสมผสานความโอ่อ่ากว้างขวางภายในตัวรถเข้ากับการใช้งานจริง พร้อมโลดแล่นบนท้องถนนกับความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตซึ่งเป็นความโดดเด่นของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงคุณสมบัติหลากหลายที่ทำให้การเดินทางไกลอุ่นใจยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ความพรีเมียมที่ถูกสะท้อนให้เห็นในระบบขับเคลื่อนและเทคโนโลยีแชสซีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมไปถึงการออกแบบที่หรูหรา มาตรฐานคุณภาพของวัสดุ และฝีมือในการผลิตอันเหนือชั้น ตลอดจนออปชันอีกมากมายที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย นอกจากนี้ ระบบควบคุมและระบบปฏิบัติการ BMW iDrive รุ่นใหม่ พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยของระบบขับขี่และระบบการจอดอัตโนมัติ ยังช่วยเพิ่มสุนทรียภาพทางอารมณ์ในทุกประสบการณ์การขับขี่อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู i4 มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะการขับขี่อย่างแท้จริง ประกอบด้วยสองรุ่นย่อยคือ บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M รุ่นแรกจาก M GmbH ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนปราศจากมลพิษ (อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 22.5 – 18 กิโลวัตต์ชั่วโมง / 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0 กรัม / กิโลเมตร) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวบริเวณเพลาหน้าและด้านหลังของรถ ส่งพลังได้ถึง 400 กิโลวัตต์ / 544 แรงม้า มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ได้ยิ่งกว่า ทั้งยังทำระยะวิ่งได้สูงสุดถึง 521 กิโลเมตร ตามมาตรฐานทดสอบ WLTP ด้านบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ (อัตราการใช้ไฟฟ้ารวม 19.1 – 16.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง / 100 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 0 กรัม/กิโลเมตร) ผสมผสานมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า เข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อหลังแบบคลาสสิก มอบระยะวิ่งสูงสุดถึง 590 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP

แนวคิดการออกแบบยนตรกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู i4 ตอบโจทย์ทั้งในด้านการขับขี่แบบสปอร์ตและความสามารถในการทำระยะทาง ด้วยเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนที่ทรงประสิทธิภาพ การออกแบบเน้นน้ำหนักเบาที่เสริมสมรรถนะให้ปราดเปรียวยิ่งขึ้น และระยะทางขับขี่ที่ทำได้ไกลยิ่งกว่า โดยไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่น้ำหนักมาก ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และประสบการณ์ที่ยาวนานในการพัฒนารถยนต์ระดับพรีเมียมสไตล์สปอร์ต ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู i4 มีความคล่องแคล่วปราดเปรียว ส่งพลังเร่งเครื่องได้อย่างเหนือชั้นเต็มกำลังรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ผลลัพธ์ที่ได้คือการขับเคลื่อนที่ทำได้อย่างง่ายดายแม้ขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย และการควบคุมที่แม่นยำ

ด้านมอเตอร์เน้นสมรรถนะทรงพลังด้วยแรงบิดที่สูง ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ ยังสามารถเข้าสู่โหมด Sport Boost ผ่านการดึงพลังงานมหาศาลภายในเวลาเพียงกว่าสิบวินาที ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งพละกำลังสูงสุดจากระบบขับเคลื่อนแล้ว ยังให้แรงบิดสูงสุดที่ 795 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมกับแรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร มอบอัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 5.7 วินาที ประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตยังมาพร้อมกับเสียงอันทรงพลังที่ีตอบสองในจังหวะการเร่งเครื่องซึ่ง่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น นอกจากนี้ ระบบ BMW lconicSounds Electric ยังมาพร้อมกับเสียงประกอบต่าง ๆ ที่สร้างสรรค์ผ่านความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยูและ Hans Zimmer นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง

เทคโนโลยีบีเอ็มดับเบิลยู eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 ยังประกอบด้วยแบตเตอรี่แรงดันสูงพร้อมด้วยเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด โดยมีความจุพลังงานแบตเตอรีแรงดันสูงที่ 83.9 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถชาร์จไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC) สูงสุดได้ที่ 205 กิโลวัตต์ ใช้เวลาประมาณ 31 นาที ในการชาร์จไฟจาก 10 – 80%

ช่วงหน้าของรถที่สั้นลง เสาทรงเพรียว ประตูพร้อมหน้าต่างแบบไร้ขอบ และหลังคาท้ายลาดที่ออกแบบมา
อย่างโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคูเป้ พร้อมระบบไฟหน้า BMW Laserlight และกระจังหน้าทรงไตคู่ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มาพร้อมกับกล้องที่แฝงตัวอยู่ภายใน เซ็นเซอร์แบบเรดาร์และอัลตราโซนิก ล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติเด่นในส่วนหน้าของตัวรถ รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ ยังตกแต่งภายนอกด้วยวัสดุคาร์บอนดีไซน์ M พร้อมชุดแต่งวัสดุสีดำเงา BMW Individual คาลิเปอร์เบรก M Sport สีแดงเงา และโคมไฟหน้าสีดำ โดยภายในตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมชุดแต่ง M Sport ภายนอกตกแต่งด้วยอะลูมิเนียมแบบด้าน ภายในตกแต่ง ด้วยอะลูมิเนียมลาย Rhombicle Anthracite พร้อมแถบโครเมี่ยม บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ ยังมาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-Spoke แบบสลับสี ด้านบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ มาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว ลาย Y-Spoke แบบสลับสี

ภายในห้องโดยสารเน้นการใช้งานสำหรับผู้ขับขี่ เสริมด้วยบรรยากาศแห่งความหรูหราระดับพรีเมียม พร้อมพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ฝาท้ายขนาดใหญ่ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานมาพร้อมกลไกการเปิดและปิดแบบอัตโนมัติ ที่เก็บสัมภาระท้ายรถมอบความจุที่ 470 – 1,290 ลิตร เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบจำตำแหน่ง แผงหน้าปัดรถยนต์หุ้มหนัง Sensatec เบาะนั่งบุหนังแท้ Vernasca ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน ชุดไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon ช่วยเสริมที่สุดแห่งความเพลิดเพลินและความสะดวกสบายในระหว่างการขับขี่

จอแสดงผล iDrive ระบบควบคุมและระบบปฏิบัติการเจเนอเรชั่นใหม่ถูกนำมาติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู i4 และได้รับการพัฒนาให้การสั่งงานระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์เป็นไปอย่างคล่องตัวและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ผ่านระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ใหม่ล่าสุด โดยเน้นที่การใช้งานหน้าจอสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display และการสั่งการด้วยเสียงผ่านระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ที่ถูกพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าจอดิจิทัล BMW Curved Display มาพร้อมจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมระบบสัมผัสขนาด 14.9 นิ้ว หน้าจอโค้งด้วยองศาที่รับกับมุมสายตาของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ ระบบผู้ช่วยส่วนตัวดิจิทัลยังมาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ ๆ และการใช้ภาพกราฟิกแบบใหม่เพื่อสื่อสารกับผู้ขับขี่และผู้โดยสารบนรถอีกด้วย ระบบ Remote Software Upgrades ยังช่วยอัปเกรดให้ซอฟต์แวร์ของรถยนต์ยังคงทันสมัยอยู่เสมอ

หลากหลายระบบตัวช่วยถูกติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกสบายและยกระดับความปลอดภัยในขณะขับขี่และเมื่อจอดรถ โดยไฮไลท์สำคัญในบีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ คือระบบช่วยการขับขี่รุ่น Professional และระบบ Sport Boost ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ โดดเด่นด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop&Go และระบบช่วยการขับขี่ รถยนต์ทั้งสองรุ่นย่อยมาพร้อมกับระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้าง และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง

บีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport ใหม่ มาให้เลือกในสีดำ Black Saphire, สีขาว Mineral White, สีเทา Brooklyn Grey, สีน้ำเงิน Frozen Portimao Blue สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 และสี Portimao Blue สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport โดยมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดในประเทศไทยเพียง 16 คันสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i4 M50 และ 6 คันเท่านั้นสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i4 eDrive40 M Sport 

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

ฟรี BMW Wallbox พร้อมติดตั้ง สำหรับลูกค้า 33 ท่านแรกที่จองออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 210 กิโลวัตต์/286 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ซึ่งโดดเด่นกว่ามอเตอร์ไฟฟ้าในรุ่นอื่น ๆ ด้วยความสามารถในการคงแรงบิดได้แม้ระหว่างรอบสูง โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับขี่สนุกอย่างอุ่นใจด้วยระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ปริมาตรความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอย่างมากเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่การติดตั้งและน้ำหนัก ส่วนความจุพลังงานรวมอยู่ที่ 80 กิโลวัตต์ชั่วโมง โดยสามารถนำมาใช้งานได้สูงสุด 74 กิโลวัตต์ชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนให้บีเอ็มดับเบิลยู iX3 ขับขี่ได้ไกลถึง 460 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และ 470 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC

เทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุดเติมพลังงานสู่แบตเตอรี่ 400 โวลต์ และแหล่งจ่ายไฟ 12 โวลต์แก่อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถ หากใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถชาร์จด้วยระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และเมื่อชาร์จแบบรวดเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง จะรับพลังงานได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังรองรับการชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ภายใน 34 นาที มาพร้อมระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) แบตเตอรี่แรงดันสูงรุ่นล่าสุดที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวรถ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงลงประมาณ 7.5 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับ X3 รุ่นอื่น ๆ ระบบช่วงล่างแบบ Adaptive ปรับระดับด้วยไฟฟ้าตามสภาพถนนและสภาวะการขับขี่

ไฮไลท์ของบีเอ็มดับเบิลยู iX3 ยังอยู่ที่ดีไซน์ที่สื่อถึงความยั่งยืน กระโปรงหน้าและกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่มาในดีไซน์ปิดทึบ ท้ายรถมาพร้อมการออกแบบเพื่อลดแรงต้านอากาศ เบาะหลังพับได้แบบ 40 : 20 : 40 ช่วยเพิ่มปริมาตรการบรรจุสัมภาระจาก 510 ถึง 1,560 ลิตร เสริมความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยระบบเสียง BMW IconicSounds Electric ซึ่งมาเป็นมาตรฐานสร้างทำนองเสียงไม่ซ้ำใครเมื่อสตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์จากผลงานของ Hans Zimmer ล้อ M aerodynamic ขนาด 20 นิ้วแบบสลับสี ไฟหน้า Adaptive LED เสริมฉนวนกันเสียงที่ประตูหน้า และยังมีอุปกรณ์มาตรฐานเพื่อเสริมความสะดวกสบายแบบพรีเมียมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบปลดล็อกประตู Comfort Access เบาะหนัง Vernasca ตอนหน้าดีไซน์แบบสปอร์ต จอ BMW Head-Up Display ระบบปรับการทำงานไฟสูงอัตโนมัติ และระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติรุ่น Plus พร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัยแบบเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้นด้วยระบบ BMW gesture control ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon ระบบ BMW Live Cockpit Professional และ BMW Intelligent Personal Assistant

บีเอ็มดับเบิลยู iX3 M Sport มาให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ สีดำ Carbon Black, สีขาว Mineral White, สีน้ำเงิน Phytonic Blue, สีแดง Piemont Red และสีเทา Sophisto Grey

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,450,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

เมื่อหกสิบปีที่แล้ว จอห์น คูเปอร์ ได้วางรากฐานตำนานแชมป์บนสนามแข่งให้กับรถยนต์มินิรุ่นคลาสสิค ด้วยการถ่ายทอดแนวคิดและนวัตกรรมยานยนต์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ในการสร้างสรรค์รถยนต์ขนาดเล็กที่พกพาขุมพลังอย่างเต็มเปี่ยมในแบบฉบับมินิ และได้คว้าแชมป์ในสนามแข่งเป็นครั้งแรกในการแข่งขันสเน็ตเตอร์ตัน ลอมแบงก์ โทรฟี่ ด้วยหมายเลข 74 และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองตำนานกว่า 60 ปีกับครอบครัวคูเปอร์ มินิ จึงได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition ใหม่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยผลิตมาในจำนวนจำกัดเพียง 740 คันทั่วโลก และมีจำหน่ายในประเทศไทยในจำนวนจำกัดเพียง 22 คันเท่านั้น

รถยนต์มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition ใหม่ มาในสีตัวถังสีเขียว Rebel Green ตัดกับสีขาวของหลังคา มือจับประตู กระจกมองข้าง และกรอบไฟหน้า รวมถึงแถบสีขาวบริเวณฝากระโปรงหน้าพร้อมเส้นสายสีแดง อุปกรณ์อื่น ๆ บนตัวรถยังประกอบไปด้วย ล้อลาย John Cooper Works Circuit Spoke แบบสลับสี ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต และสัญลักษณ์ “COOPER” แบบคลาสสิก ที่ติดอยู่บริเวณขอบประตู เสา C และแกนกลางพวงมาลัยหนังแบบสปอร์ต การตกแต่งภายนอกโดดเด่นด้วยหมายเลข 74 บริเวณฝากระโปรงและบานประตู

ภายในห้องโดยสารมาในสีดำ Piano Black พร้อมเบาะหนัง Dinamica แผงหน้าปัดสะดุดตาด้วยลายเซ็นจากสมาชิกสามเจเนอเรชั่นของครอบครัวคูเปอร์ ซึ่งรวมไปถึง จอห์น คูเปอร์, จอห์น ไมเคิล “ไมค์” คูเปอร์ ผู้เป็นลูกชาย, และหลานชายอย่าง ชาร์ลี คูเปอร์ และอีกหนึ่งความเอ็กซ์คลูซีฟของรถยนต์มินิรุ่นพิเศษนี้ ยังอยู่ที่ลายเซ็นของ จอห์น คูเปอร์ และลายมือที่เขียนว่า “1 of 740” และตัวอักษร “60 YEARS OF MINI COOPER – THE UNEXPECTED UNDERDOG” ปรากฏอยู่บริเวณกรอบประตู

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition ใหม่ มีพละกำลังขับเคลื่อนจากขุมพลังเบนซิน 4 สูบ ควบคู่กับโครงสร้างน้ำหนักเบาและเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ ส่งกำลังสูงสุด 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร โลดแล่นจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.1 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 246 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ Anniversary Edition ใหม่ มาพร้อมระบบนำทางแพ็คเกจ Navigation Plus ซึ่งประกอบด้วย จอขนาด 8.8 นิ้ว ระบบ Apple CarPlay จอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ Head-Up Display แท่นชาร์จไร้สาย และหน้าปัดดิจิทัล พร้อมด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบปลดล็อกประตูอัตโนมัติ สะดวกสบายด้วยระบบแฮนด์ฟรีผ่านบลูทูธ ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉินอัจฉริยะ (E-Call) บริการ ConnectedDrive และ MINI Connected

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,090,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

รถยนต์มินิเปิดประทุนสี่ที่นั่งรุ่นพิเศษมาพร้อมกับดีไซน์และอุปกรณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ มอบรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตาสู่ท้องถนนในตัวเมือง สีตัวถังที่สร้างสรรค์มาให้ตัดเฉดกันอย่างลงตัวและการเลือกใช้วัสดุเน้นย้ำถึงการสร้างสีสันที่สดใหม่ เสริมเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใครและความเพลิดเพลินอันเหนือชั้นให้กับผู้ขับขี่ รูปลักษณ์ภายนอกที่เตะตาและการตกแต่งภายในอย่างมีสไตล์ มอบที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนอย่างเป็นเอกลักษณ์ตามสไตล์มินิ

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ ผสานสีตัวถังในสีเหลือง Zesty Yellow เข้ากับรายละเอียดสะดุดตาของดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายแต่สื่อถึงความเป็นมินิกว่าที่เคย ตัวถังและกันชน
ในสีเหลืองสว่างสดใสและแถบบริเวณฝากระโปรงหน้าในดีไซน์เฉพาะที่มาพร้อมกับสีขอบที่ตัดกัน เสริมสไตล์ให้ด้านหน้าตัวรถโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าลายแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่และไฟหน้าทรงกลมฉบับมินิ กรอบไฟเลี้ยวด้านข้างดีไซน์ใหม่ล้อมกรอบสลักอักษร “Sidewalk” บ่งบอกความพิเศษในรถยนต์รุ่นนี้ ท่อไอเสียท้ายรถทั้งสองท่อล้อมรอบด้วยกันชนหลังที่มาในสีเดียวกับตัวถัง มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ โลดแล่นบนท้องถนนด้วยล้อ MINI Yours ลาย British Spoke แบบสองสีขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต

หลังคาเปิดประทุนในดีไซน์ Sidewalk สุดเอ็กซ์คลูซีฟช่วยปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากสภาพอากาศ
ไม่ว่าจะเป็นฝนหรือแดดจ้า หลังคาผ้าแบบอ่อนเปิดปิดอัตโนมัติถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์มินิรุ่นนี้ โดยสามารถสั่งเปิดปิดด้วยไฟฟ้าได้อย่างเงียบเชียบในเวลาเพียง 18 วินาที

ภายในห้องโดยสารของมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ โดดเด่นด้วยเบาะที่นั่งแบบ MINI Yours Leather Lounge Sidewalk ในสี Anthracite การออกแบบภายในตัวรถของมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ สะท้อนการออกแบบในดีไซน์ Sidewalk บริเวณด้านล่างของพวงมาลัยหนังแท้มาพร้อมสัญลักษณ์ “Sidewalk” และรายละเอียดตะเข็บในสีที่ตัดกันอย่างเห็นได้ชัด ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของการออกแบบภายในห้องผู้โดยสาร

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาดสองลิตร พร้อมเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 141 กิโลวัตต์ / 192 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 280
นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถเร่งเครื่องจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.1 วินาที

ด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชันช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) และระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) ให้ถอยจอดได้สะดวกและมั่นใจแม้บริเวณพื้นที่แคบ โดยจะแจ้งผู้ขับขี่ผ่านทางหน้าจอ พร้อมบอกขั้นตอนการควบคุมเบรกและเปลี่ยนเกียร์ให้โดยอัตโนมัติ ล้ำสมัยด้วยฟีเจอร์การเชื่อมต่อ MINI Connected, เทคโนโลยี ConnectedDrive และระบบการควบคุมรถยนต์จากระยะไกล แพ็คเกจ Connected Navigation ซึ่งรวมไปถึงระบบนำทางพร้อมข้อมูลการจราจร Real-Time Traffic Information และระบบ Apple CarPlay ระบบเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ พร้อมแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล Sidewalk Edition ใหม่สุดพิเศษ มาให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของในจำนวนจำกัดเพียง 12 คัน เปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์ทางเว็บไซต์ https://minionlinesales.com/ เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

ประกาศวันเผยโฉมสุดยอดรถกระบะสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี พร้อมเผยโฉมสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นครั้งแรกของโลกในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 14:00  น. ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและยูทูบของฟอร์ด

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เพื่อการขับขี่ออฟโรดขั้นสุด ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทันสมัยมากขึ้น ควบคุมการทำงานของตัวถังที่แข็งแกร่งและเหนือชั้นยิ่งขึ้น ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงเป็นรถกระบะตระกูลเรนเจอร์ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะขั้นสูงสุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนา

 

รับชมการเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ครั้งแรกของโลกได้

ทางเฟสบุคของฟอร์ด ประเทศไทย https://web.facebook.com/FordThailand

และยูทูปของฟอร์ด ประเทศไทย https://www.youtube.com/channel/UCl4aCuVCJSs0dLD1G-aD33A