Home Blog Page 322

ปอร์เช่ เสริมทัพ พานาเมร่า (Panamera) รุ่นพิเศษ ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ

0

ที่แรกที่เดียวในประเทศไทย หรูหรา สง่างาม สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ปอร์เช่ประเทศไทย โดย เอเอเอส กรุ๊ป พร้อมรับคำสั่งจอง ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition)

ปอร์เช่ ภูมิใจนำเสนอ ยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรู พานาเมร่า (Panamera) ในเวอร์ชั่น แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Platinum Edition) ที่ได้รับการผสมผสานความงดงามจากงานดีไซน์ Satin Gloss Platinum สมบูรณ์แบบด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาตรฐานที่อัดแน่นเต็มพิกัด โดยพานาเมร่า แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera Platinum Edition) พร้อมตอบสนองความต้องการในการครอบครองยนตกรรมสปอร์ตในรูปแบบสเปเชี่ยล อิดิชั่น ในรุ่น ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Porsche Panamera 4 E-Hybrid) ด้วยราคาสุดเร้าใจ

สีตัวถังพิเศษ สร้างความแตกต่างจากรุ่นปกติ

อุปกรณ์พิเศษเปี่ยมไปด้วยอรรถประโยชน์อันเป็นที่ต้องการของลูกค้า และได้รับการติดตั้งเป็นมาตรฐานในรุ่น แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Platinum Edition) ไม่ว่าจะเป็นช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension ที่มาพร้อมระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) กระจกมองข้างตัดแสงสะท้อนอัตโนมัติ automatic dimming ไฟหน้า LED matrix และระบบ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS Plus) หลังคากระจก panoramic  นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอด Park Assist ที่มาพร้อมกับกล้องมองหลัง สำหรับรุ่นอี-ไฮบริด มี on-board AC charger  ที่รองรับกำลังไฟฟ้า 7.2 กิโลวัตต์ และนอกจากนี้ยังมีล้ออัลลอยลายพิเศษ ขนาด 21 นิ้ว ที่ดุดันด้วยสีแพลทตินั่ม ปลายท่อไอเสียสปอร์ตสีดำ ขอบกระจกด้านข้างที่ตกแต่งด้วยสีดำเงา High-Gloss Black และไฟท้ายดีไซน์พิเศษเน้นย้ำอารมณ์สปอร์ต เรียบหรูเหนือระดับ

ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition) แตกต่างอย่างเด่นชัดเพียงสายตาสัมผัสจากรูปลักษณ์ภายนอก จากสีตัวถังแพลทตินั่มสุดพิเศษ ช่องระบายอากาศหลังซุ้มล้อหน้า และเสริมความกร้าวแกร่งดุดันด้วยล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว สีแพลทตินั่ม มาเป็นอุปกรณ์พิเศษติดตั้งเพิ่มเติม ปิดท้ายความโดดเด่นเหนือใครด้วย  ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ และตราสัญลักษณ์ประจำรุ่นบริเวณท้ายรถ รวมถึงตัวอักษร ‘e-hybrid’ ด้านข้างตัวรถสำหรับรุ่นอี-ไฮบริด

นาฬิกาอนาล็อก พร้อมแพ็กเกจตกแต่งภายในสุดหรู

ความหรูหรางดงามถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่องจากการออกแบบภายนอกตลอดจนการออกแบบภายในห้องโดยสาร ได้แก่ พวงมาลัยสปอร์ตจีที (GT) พร้อมระบบ Power Steering Plus, ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Lane Change Assist ,ประตู soft-close พร้อมระบบ Comfort Entry อำนวยความสะดวกขณะเข้าออก , เบาะไฟฟ้าคู่หน้าปรับระดับ 14 ทิศทาง ,ระบบทำความอุ่นและหน่วยความจำสำหรับการจำแหน่งเบาะ, เครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound ที่เป็นชิ้นงานอะลูมิเนียมปัดเงาสีดำตกแต่งภายในห้องโดยสาร และการประทับตราสัญลักษณ์ปอร์เช่บนหมอนรองศรีษะ พร้อมเสริมความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวรอบห้องโดยสารด้วยแผ่นปิดธรณีประตูผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมปัดเงาสีดำที่ประดับตราสัญลักษณ์ แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Platinum Edition) สำหรับพานาเมร่า แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera Platinum Edition) ทุกรุ่นจะได้รับการติดตั้งนาฬิกาอนาล็อกบนแผงคอนโซลหน้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ราคาจำหน่าย ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด แพลทตินั่ม อิดิชั่น (Panamera 4 E-Hybrid Platinum Edition)

ราคาเริ่มต้นที่ 7.75 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

 

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราสิ้นเปลืองของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้ 

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ย ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

โตโยต้า แถลงยอดขายรถยนต์ปี 2564 คาดการณ์ตลาดรวมปี 2565 ที่ 860,000 คัน พร้อมตั้งเป้าขายโตโยต้าที่ 284,000 คัน

0

มร. โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ปี 2564 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2565 

มร. ยามาชิตะ กล่าวว่า “ปี 2564 ถือเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจและสังคมไทยเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19  อย่างไรก็ตาม จากความมุ่งมั่นพยายามของภาครัฐและบุคลากรทางการแพทย์ เราเชื่อว่าสถานการณ์กำลังจะก้าวเข้าสู่ภาวะคลี่คลาย ในส่วนของโตโยต้า เรายังคงเดินหน้าให้การสนับสนุนผ่านโครงการ ‘โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19’ โดยผนึกกำลังความร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายและผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วประเทศในการมอบรถยนต์ โตโยต้าและสิ่งของจำเป็นให้กับหน่วยงานราชการและบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า โดยเรามุ่งหวังที่จะก้าวข้ามผ่านความท้าทายครั้งนี้ไปด้วยกัน”

โตโยต้ากับกลยุทธ์ในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

มร. ยามาชิตะ เผยว่า “ก่อนอื่นผมขอเล่าให้ฟังถึงกลยุทธ์ของโตโยต้าในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าโตโยต้ามุ่งมั่นที่จะสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนให้สำเร็จภายในปี 2593 โดยเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 คุณอากิโอะ โตโยดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้ประกาศไว้ว่าโตโยต้ามีกลยุทธ์มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ ท่านได้ประกาศไว้ว่าโตโยต้าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ครบทั้ง 30 รุ่น ภายในปี 2573 โดยรวมไปถึงรถซีรีส์ bZ จำนวน 5 โมเดล ซึ่งมาพร้อมกับแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่โดยเฉพาะ โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะขายรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ให้ได้ทั้งสิ้น 3.5 ล้านคัน ภายในปี 2573  ทั้งนี้ โตโยต้าทุ่มเงินลงทุน 1.2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ โดยที่เงิน 0.6 ล้านล้านบาทนั้นเป็นการลงทุนด้านแบตเตอรี่ และยังลงทุนอีก 1.2 ล้านล้านบาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง ภายในปี 2573”

“เรายังเชื่อมั่นว่าหากเราสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอนได้สำเร็จ ก็แปลว่าเราได้สร้างโลกใบที่ทุกคนที่อาศัยอยู่นั้นสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข เราอยากมีส่วนช่วยสร้างโลกแบบนั้นให้เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม เราอาศัยอยู่บนโลกที่มีความแตกต่างหลากหลาย อีกทั้งยังอยู่ในยุคสมัยที่คาดเดาอนาคตได้ยาก ดังนั้นการตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนให้ได้อย่างครบถ้วนด้วยตัวเลือกที่มีเพียงหนึ่งเดียวนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย โตโยต้าจึงมุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อนำเสนอตัวเลือกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วโลก ด้วยแนวทางนี้ทำให้โตโยต้าสามารถบรรลุเป้าหมายของเราในการสร้าง ‘รถยนต์ที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและลดการปล่อยคาร์บอน’ และสอดคล้องกับจุดยืนในการสร้างสรรค์ ‘การขับเคลื่อนสำหรับทุกคน’ และ ‘ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง’

มร. ยามาชิตะ กล่าวว่า “ในประเทศไทยนั้น โตโยต้าเป็นผู้ริเริ่มแนะนำเทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2552 โดยครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 80% และมีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้ามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เราสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปได้ 148,000 ตัน ซึ่งเท่ากับการปลูกต้นไม้ 2 ล้านต้น อีกทั้งในปีที่แล้ว เรายังได้ทำการแนะนำ เลกซัส UX300e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ และ เลกซัส NX450h+  ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด สำหรับแบรนด์โตโยต้า เรามีแผนที่จะทำการแนะนำ bZ4X ซึ่งถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของซีรีส์ bZ ออกสู่ตลาดภายในปีนี้  ยิ่งไปกว่านั้น เราจะพยายามส่งเสริมให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับการประกอบรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลากหลายรุ่นต่อไปในอนาคต ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐที่มุ่งเดินหน้าส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้า การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตลอดจนการบรรลุเป้าหมายการลดคาร์บอนให้เป็นศูนย์ นอกจากนี้ เรายังได้มีการประสานความร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อพยายามผลักดันการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนโดยครอบคลุม ‘ตลอดทั้งวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์’ ยกตัวอย่างเช่น ‘โครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ’ ซึ่งเราจะสาธิตให้เห็นถึงการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายประเภทในการเดินทางคมนาคม ภายในเมืองพัทยา และเราได้เริ่มต้นศึกษาความเป็นไปได้ในการริเริ่มใช้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น ไฮโดรเจน พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานชีวภาพ ใน ‘นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด’ อีกด้ว

สถิติการขายรถยนต์ในปี 2564

           มร. ยามาชิตะ กล่าวว่า “อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่าปี 2564 เป็นปีที่สถานการณ์โรคโควิด-19 ยังคงส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเกิดปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต เช่น ปัญหาชิปขาดตลาด ด้วยเหตุนี้ ยอดขายรวมภายในประเทศจึงอยู่ที่ราว 759,119  คัน หรือลดลง 4.2% เมื่อเทียบกับปี 2563”

สถิติการขายรถยนต์ในปี 2564ยอดขายปี 2564การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2563
Ž ปริมาณการขายรวม759,119 คัน – 4.2%
Ž รถยนต์นั่ง 251,800 คัน-8.4%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์507,319 คัน-1.9%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)393,476 คัน-3.9%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)341,452 คัน-6.4%

มร. ยามาชิตะ เผยถึงยอดขายของโตโยต้าในปีที่ผ่านมาว่า “สำหรับยอดขายของโตโยต้าในปี 2564 นั้น ยอดขายรวมของเราอยู่ที่ประมาณ 239,723 คัน หรือลดลง 1.9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเรายังคงครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 31.6% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ซึ่งหากว่ากันตามตรง ถือว่าต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ แต่ถ้าเราดูยอดขายของปีที่แล้วจะเห็นได้ว่าสถานการณ์ของเราเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา สืบเนื่องมาจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบใหม่ เช่น การขายผ่านช่องทางออนไลน์ ถ้าเราลองดูที่ยอดขายของโตโยต้าในระหว่างช่วงไตรมาสที่ 2 ถึงไตรมาสที่ 4 จะเห็นได้ว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของเราอยู่ที่ 32.5% ซึ่งเป็นระดับที่ไกล้เคียงกับในปี 2562 หรือช่วงก่อนที่โรคโควิด-19 จะระบาด โดยในส่วนของยอดขายของไฮลักซ์ รีโว่ นั้น มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 39.1% ซึ่งสูงกว่าของปี 2562 ในขณะที่ เอทีฟ และ ยาริส นั้น ก็สามารถครองอันดับ 1 ในตลาดรถอีโคคาร์”

“ในส่วนของตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ โตโยต้ามียอดขายรวมทั้งปีเป็นอันดับ 1 ถึง 2 ปีซ้อน ด้วยยอดขายที่สูงเป็นประวัติการณ์ของโคโรลลา ครอส ส่วนฟอร์จูนเนอร์เองก็มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในตลาดรถกระบะดัดแปลงต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี ในขณะเดียวกัน คัมรี ก็ครองอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์ขนาดกลาง ส่วนไฮเอซก็ครองอันดับ 1 ตลอดกาลเช่นกันสำหรับในตลาดรถตู้ ซึ่งเราขอแสดงความขอบคุณต่อลูกค้าคนสำคัญและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้สนับสนุนเราเป็นอย่างดีเสมอมา”

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2564ยอดขายปี 2564การเปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2563ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายโตโยต้า239,723 คัน    -1.9%31.6%
Ž รถยนต์นั่ง 62,403 คัน-8.4%24.8%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์177,320 คัน+0.7%35.0%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)151,501 คัน+1.2%38.5%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)128,639 คัน-1.0%37.7%

 

 

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2565

มร. ยามาชิตะ กล่าวถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2565 ว่า “เป็นไปได้ว่าโควิด-19 จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อย่างไรก็ดี เราคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมๆ กับการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด นอกจากนี้ ประชาชนเองก็เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสถานการณ์โรคโควิด-19 ให้ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนปัญหาชิ้นส่วนการผลิตขาดตลาดก็จะค่อยๆ คลี่คลายลงเช่นกัน เราคาดหวังว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะกลับคืนสู่สภาวะปกติและคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2565 จะอยู่ที่ 860,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว”

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2565ยอดขายประมาณการปี 2565เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2564
Ž ปริมาณการขายรวม860,000 คัน  + 13.3%
Ž รถยนต์นั่ง292,500 คัน+ 16.2%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์567,500 คัน+ 11.9%

 

มร. ยามาชิตะ กล่าวเสริมว่า “สำหรับโตโยต้า เราตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 284,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 18.5% โดยครองส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 33%”

ประมาณการยอดขายรถยนต์

โตโยต้าในปี 2565

ยอดขายประมาณการปี 2565เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2564ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายโตโยต้า284,000 คัน  + 18.5%33.0%
Ž รถยนต์นั่ง   81,000 คัน     + 29.8%27.7%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์203,000 คัน      + 14.5%35.8%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)175,932 คัน     + 16.1%40.6%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)149,000 คัน      + 15.8%39.8%

 

ปริมาณการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2564        

“ในด้านการส่งออกรถยนต์ ในปี 2564 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปไปราว 292,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 35.5% จากปี 2563 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 514,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 16.1% จากปี 2563”

ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของ

โตโยต้าในปี 2564

ปริมาณในปี 2564เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2563
Ž ปริมาณการส่งออก292,000 คัน     + 35.5%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ514,000 คัน+ 16.1%

 

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์และการผลิตของโตโยต้าในปี 2565

         สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้ เราคาดว่าความต้องการของตลาดต่างประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเราตั้งเป้าปริมาณการส่งออกรถยนต์อยู่ที่ 371,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 27.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และเราตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งหมดของปี 2565 อยู่ที่ ราว 647,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 25.9% จากปีที่ผ่านมา   “

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปและการผลิตของโตโยต้าปี 2565ปริมาณในปี 2565เปลี่ยนแปลงเทียบกับปี 2564
Ž ปริมาณการส่งออก371,000 คัน     + 27.2%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ647,000 คัน+ 25.9%

 

ทิศทางการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในประเทศไทย  

มร.ยามาชิตะ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในประเทศไทยว่า “ปีนี้เป็นปีที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาครบ 60 ปี และเรากำลังเตรียมพร้อมก้าวเข้าสู่อนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น พร้อมปรับเปลี่ยนตัวเราเองสู่การ ‘เป็นผู้นำพาการขับเคลื่อนยุคใหม่เพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้คน และความยั่งยืนของสังคม’ เราขอให้คำมั่นว่าจะมอบความสุขให้กับประชาชนชาวไทยและ ‘เติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทย’ ผ่านการนำเสนอยานยนต์เพื่อการขับเคลื่อน ตลอดจนบริการและโซลูชั่นส์ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนด้วยเช่นกัน โดยเราได้ออกแบบโลโก้ฉลองครบรอบ 60 ปีที่มาพร้อมกับแท็กไลน์ ‘Move Your World’ หรือในภาษาไทยคือ ‘ร่วมขับเคลื่อนอนาคต’ เพื่อสะท้อน ‘พลังและการขับเคลื่อนไปข้างหน้า’ แสดงให้เห็นว่าในอนาคต โตโยต้าจะนำเสนอยานยนต์พลังงานไฟฟ้าเพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ตลอดจนสร้างสรรค์เทคโนโลยีการเชื่อมต่อเพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบ” 

“ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมความสุขที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย เรายังจะร่วมเสริมสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โตโยต้าจะเดินหน้าผลักดันภารกิจของเราในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ ‘ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ผ่านการดำเนินงานหลักในด้านต่างๆ ภายใต้กรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งหมดนี้เราอยากขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงอีกครั้งต่อภาครัฐ ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้สนับสนุนเราอย่างดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา” มร. ยามาชิตะ กล่าวในท้ายที่สุด

นิสสัน ขยายโครงการ Blue Switch สู่ภูมิภาคอาเซียน

0

นิสสัน ขยายโครงการ Blue Switch สู่ภูมิภาคอาเซียน ร่วมจัดการปัญหาทางสังคมผ่านการใช้ประโยชน์จากความสามารถของรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่ายานพาหนะ

ในเดือนพฤศจิกายน 2564 นิสสัน ประกาศวิสัยทัศน์ระยะยาว Nissan Ambition 2030 ที่จะส่งมอบความเป็นเลิศในทุก ๆ ด้าน พร้อมยกระดับการเดินทางและชีวิตผู้คนในสังคมด้วยการขับเคลื่อนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี โครงการ Blue Switch ซึ่งถูกริเริ่มในปี 2561 ที่ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ส่งเสริมให้แผนการนี้สำเร็จได้ตามเป้าหมาย

“นิสสันเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้าและมุ่งมั่นพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างสังคมที่ไร้มลพิษอย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับภูมิภาคอาเซียน โครงการ Blue Switch ในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ระยะยาวของนิสสันที่จะทำให้รถยนต์เป็นมากกว่ายานพาหนะ” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธานนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย และรองประธานสายงานการตลาด และการขาย นิสสัน ภูมิภาคอาเซียน กล่าว

“นิสสันเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับทั้งหน่วยงานภาครัฐและพันธมิตรในประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้”

โครงการ Blue Switch ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อช่วยเหลือชุมชน ทั้งในด้านการบรรเทาภัยพิบัติ และการจัดการพลังงาน

การบรรเทาภัยพิบัติ

ตัวอย่างของการดำเนินการตามวิสัยทัศน์ของนิสสันในการนำรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำพลังงานไฟฟ้าจากนิสสัน ลีฟ มาใช้ในยามขาดแคลนไฟฟ้าขณะประสบภัยธรรมชาติ เช่น พายุไต้ฝุ่น ไร ในประเทศฟิลิปปินส์ โดย นิสสัน ลีฟ สามารถช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อนในเมืองเซบู และทาโคลบัน ด้วยแบตเตอรี่ความจุสูงที่สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ถึง 1,000 เครื่อง

การแบ่งปันพลังงานและลดคาร์บอน

การใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่เพื่อจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับที่อยู่อาศัย และชุมชน โดย นิสสัน ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Nissan Electrification Experience Center ที่โรงงานผลิตรถยนต์นิสสัน ในจังหวัดสมุทรปราการ ประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และมอบประสบการณ์แก่สาธารณะด้านบทบาทของรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่ายานพาหนะ ซึ่งศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรของโครงการ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท นิจิคอน (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากนี้ นิสสันยังส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานผลิต ซึ่งเป็นหนึ่งในความพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานที่ 2 ของนิสสัน ประเทศไทย ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าโดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของกระแสไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโรงงานผลิต การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษได้ถึง 400 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซจากรถยนต์ 86 คัน หรือการปลูกต้นไม้ 566 ต้นภายในหนึ่งเดือน

ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

นิสสัน ยังร่วมส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาคด้วยการศึกษาช่องทางการใช้ประโยชน์จากรถยนต์ไฟฟ้าที่ไร้มลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพของเครือข่ายการคมนาคมในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น นิสสัน ร่วมกับกรมการท่องเที่ยว ประเทศฟิลิปปินส์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผ่านแคมเปญ Safe Trips

“เกษตรกรหญิงรุ่นใหม่” ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยหวาน นำความรู้คู่เทคโนโลยีพัฒนาธุรกิจ

0

“คงจะดีกว่านี้นะครับ ถ้าเรามีรถมารับของ เราจะได้ไม่ต้องแบกออกไปไกล” เป็นคำพูดของน้องชายที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ ‘เปิ้ล – ปนิดา มูลนานัด’ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยหวาน ตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขัน และได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดโครงการ ‘ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่’ คว้ารางวัลเงินทุนมูลค่า 1 แสนบาท พร้อมสิทธิ์ในการใช้งานรถกระบะพันธุ์แกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นเวลา 3 เดือน

ปนิดาจบการศึกษาจากโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และได้รับแรงบันดาลใจในการพัฒนาชุมชนที่ตนอยู่อาศัยให้ดีขึ้นจากความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ จึงริเริ่มกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยหวานขึ้นที่ชุมชนบ้านเกิดคือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ ความคิดเห็น วัตถุดิบ กระบวนการผลิต และวิธีแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

ธุรกิจของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรวัยหวานคือการแปรรูปกล้วยหอมทอง ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรในรูปแบบไร้ขยะ กล่าวคือ การใช้ทุกส่วนของต้นกล้วยมาแปรรูปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปผลกล้วยเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับบริโภคอย่างกล้วยตาก แยมกล้วย กล้วยกวนสามรส แป้งวาฟเฟิล การใช้หัวปลีในการทำขนมขบเคี้ยว หรือการนำต้นกล้วยไปผลิตสินค้าภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋าจากเส้นใยกล้วย

“ชุมชนของเราต้องใช้เวลา ความคิดสร้างสรรค์ และพลังงานมากในการทำงานแต่ละครั้ง เราจึงได้นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาประยุกต์ใช้กับการเกษตร รวมถึงส่งต่อความรู้ให้คนในชุมชนด้วย” ปนิดากล่าว

ปนิดาใช้พื้นที่บางส่วนในการเพิ่มรายได้จากการทำการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจด้านการเกษตรแปรรูป และการสร้างอาชีพด้วยตนเอง รวมถึงนำเทคโนโลยีการรดน้ำผ่านโทรศัพท์มือถือมาช่วยลดภาระในการทำงานของเกษตรกรในชุมชน

“เปิ้ลอยากเห็นชุมชนของเปิ้ล ทั้งเกษตรกรในกลุ่มและเกษตรกรที่ส่งวัตถุดิบให้กับกลุ่มเติบโตด้วยตนเองได้อย่างยั่งยืน เปิ้ลจึงหาหนทางพัฒนาธุรกิจให้ทุกฝ่ายสามารถสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพและหาเครื่องทุ่นแรงในการขนย้ายวัตถุดิบเพื่อร่นระยะเวลาและการใช้แรงงานในการผลิต จนมีหลายครั้งที่คนในกลุ่มเริ่มเป็นห่วงที่เราทำงานหนัก แต่สำหรับเปิ้ล นั่นคือกำลังใจที่ทำให้เราสู้ต่อไป” ปนิดากล่าว “เปิ้ลเชื่อว่าการทำงานแต่ละครั้งไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และย่อมมีอุปสรรค แต่ทุกอย่างจะผ่านไปได้ถ้าเรายืนหยัดพร้อมสู้ และสร้างเส้นทางในแบบของเราเอง”

จากการรับฟังความคิดเห็นของคนในกลุ่มแม่บ้านฯ ปนิดาจึงได้วางแผนธุรกิจที่จะต่อยอดการแปรรูปต้นกล้วยให้เป็นเสื้อผ้าและกระเป๋า สนับสนุนเกษตรกร โรงงานปั่นเส้นด้าย และวิศวกรสิ่งทอ ด้วยการจัดหาอุปกรณ์ผลิตสินค้าจากใยกล้วยได้แก่ เครื่องตีเส้นใยและกี่ทอผ้ามาให้สมาชิก โดยกำไรที่ได้จากการประกอบธุรกิจจะนำมาปันผลให้กับสมาชิกกลุ่ม  เก็บเป็นเงินทุน  และใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์

ด้วยความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และความมุมานะที่จะพัฒนาชุมชนตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปนิดาได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ ‘ฟอร์ดเติมฝันเกษตรกรหญิงรุ่นใหม่’ ที่ฟอร์ด ประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนเกษตรกรคนรุ่นใหม่ จากการนำเสนอแผนการพัฒนาธุรกิจที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 100,000 บาท ซึ่งปนิดานำไปใช้จัดหาเครื่องทอผ้าจากใยกล้วย รวมถึงได้ทดลองขับฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max เป็นเวลา 3 เดือน โดยปนิดาได้นำมาใช้ทุ่นแรงในการขนย้ายวัตถุดิบ พร้อมขยายขีดความสามารถในการทำงานให้เกษตรกรที่ได้ร่วมพัฒนาชุมชนมาด้วยกัน

“เปิ้ลรู้สึกประทับใจในระบบช่วยขับขี่ต่างๆ ของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ทำให้ขับรถได้สะดวกสบาย และมั่นใจในความปลอดภัยบนทุกเส้นทาง รวมถึงเรื่องการบรรทุกที่ทำให้เราขนสินค้าได้จำนวนมากและเดินทางไปในเป็นเส้นทางที่ยากลำบากได้อย่างง่ายดาย และยังมีเทคโนโลยีแจ้งเตือนสถานะการใช้งาน เช่น การแจ้งเตือนระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เอื้อประโยชน์ให้บริหารและจัดสรรเวลาการทำงานที่ต้องใช้รถได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แม้จะเป็นเพียงช่วงระยะเวลาไม่นาน แต่ฟอร์ด เรนเจอร์ ก็เข้ามามีส่วนช่วยส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจของชุมชนเติบโตขึ้นด้วยดี ต้องขอขอบคุณโครงการดีๆ ของฟอร์ด ประเทศไทย” ปนิดากล่าวเสริม

“ทาคาชิ ฮาตะ” กรรมการผู้จัดการคนใหม่ของ ตรีเพชรอีซูซุเซลส์

0

กลุ่มตรีเพชร โดยบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุในประเทศไทย และรถอีซูซุขนาดเล็กในประเทศลาวและกัมพูชา รวมทั้งการให้บริการหลังการขายและอะไหล่ ประกาศว่าได้มีการแต่งตั้ง มร. ทาคาชิ  ฮาตะ (Mr. Takashi Hata) ผู้บริหารที่มีประสบการณ์อันหลากหลายด้านธุรกิจยานยนต์ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ต่อจาก มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ (Mr. Toshiaki Maekawa) โดยกรรมการผู้จัดการคนใหม่จะรับตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2559 ถึงเดือนมกราคม 2565 โดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมามีผลงานดีเด่นรวมทั้งได้สร้างประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่มากมายให้กับกลุ่มอีซูซุและกลุ่มตรีเพชร อาทิ

  • งานฉลอง 60 ปีทองของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในทั้งในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น พร้อมการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ครบทุกประเภทในปีเดียวกัน คือ
  • รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ ใหม่! 9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์…ขีดสุดแห่งนวัตกรรมเปลี่ยนโลก”
  • รถอเนกประสงค์ระดับหรู “เดอะนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” (The New Isuzu MU-X)
  • เจ้าแห่งรถบรรทุก “Isuzu King of Trucks”
  • การสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่กับการเปิดตัวรถปิกอัพรุ่นใหม่หมด ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” (The “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential!”) ที่สร้างยอดขายอย่างท่วมท้น สวนกระแสตลาดรถยนต์หดตัว เนื่องจากเศรษฐกิจถดถอย ทำให้อีซูซุครองส่วนแบ่งตลาดรถปิกอัพอันดับ 1 อย่างมั่นคง พร้อมทั้งประกาศความสำเร็จ ด้วยยอดจำหน่ายรถอีซูซุทุกรุ่นในประเทศไทย มากกว่า 4 ล้านคัน
  • การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลุ่มตรีเพชร ให้เป็นกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ขับเคลื่อนสุดยอดธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานกว่า 65 ปี และขยายไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า โดยการเดินหน้าขยายธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “โอมาคาเสะ คาร์” และ “ทรัคทูแฮนด์” ซึ่งเป็นการซื้อ-ขาย รถมือสองออนไลน์ในเมืองไทย เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการ และลูกค้ารายย่อยในยุค “ชีวิตวิถีใหม่”
  • การให้ความสำคัญด้านการบริหารข้อมูลและการตลาดดิจิทัล เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแก่ลูกค้า ผู้จำหน่าย และกลุ่มตรีเพชร ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการบริหารที่มีวิสัยทัศน์อย่างยิ่งโดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่การตลาดแบบออนไลน์ซึ่งอีซูซุได้เริ่มต้นมาก่อนเป็นระยะเวลานาน สามารถเข้าทดแทนได้อย่างทันท่วงทีเมื่อการขายแบบออฟไลน์มีข้อจำกัด ส่งผลให้อีซูซุยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนกระแสการหดตัวของตลาดรถยนต์โดยรวม

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ ครบวาระการทำงานในประเทศไทยและได้เดินทางกลับไปรับตำแหน่งใหม่ที่บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น แล้ว

สำหรับ มร. ทาคาชิ  ฮาตะ เริ่มทำงานที่บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น บริษัทแม่ของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ.2534 หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเครื่องกล มหาวิทยาลัยวาเซดะ กรุงโตเกียวแล้ว โดยมีประสบการณ์ในการทำงานดังนี้

  • เมษายน 2534 : ทีมอีซูซุในฝ่ายรถยนต์ 4 บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  • มีนาคม 2540 : หน่วยงานวางแผนองค์กร บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
  • มีนาคม 2547 : ฝ่ายธุรกิจอีซูซุ บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  • กุมภาพันธ์ 2552 : กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ที่บริษัท อีซูซุมาเลเซีย จำกัด กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
  • พฤษภาคม 2555 : รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
  • กุมภาพันธ์ 2558 : หัวหน้าหน่วยงานการวางแผนกลยุทธ์ สำนักงานกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเครื่องจักร บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  • เมษายน 2560 : ผู้รับผิดชอบการวางแผนกลยุทธ์โดยรวมของสำนักงานกรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจเครื่องจักร บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  • เมษายน 2562 : ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานพัฒนาธุรกิจการให้บริการแบบ Mobility กลุ่มธุรกิจอีซูซุ บริษัท มิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น
  • สิงหาคม 2563 : กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด
  • ธันวาคม 2564 : กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด
  • กุมภาพันธ์ 2565 : กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

การทำงานในประเทศไทยถึง 3 วาระ ผนวกกับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ของ มร. ทาคาชิ  ฮาตะ ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และผู้นำของกลุ่มตรีเพชรทั้งหมดที่จะสืบทอดภารกิจต่อจาก มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ เพื่อทำให้ธุรกิจของกลุ่มตรีเพชรทั้งหมดเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องและก้าวสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นับจากปี 2565 นี้ ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 65 ปีของการดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทยได้อย่างแน่นอน

ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 ตอกย้ำพันธสัญญา “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย”

0

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  ฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน

รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถครบวงจร “แอลลักซ์” คุณภาพเยี่ยมจากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียว ยังคงเดินหน้าสานต่อกิจกรรมตอบแทนสังคมไทยกับโครงการ “ลามิน่าสานฝัน เด็กไทยได้เล่าเรียน” โครงการ 20 ปีที่ 21 ทุ่มงบมากกว่า 2 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่และปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆโดยรอบ ให้แก่โรงเรียนบ้านโนนกลาง อำเภอแคนดง จังหวัดบุรีรัมย์

โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ริเริ่มขึ้นจากความตั้งใจของผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ด้วยความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเติบโตเคียงคู่ไปกับการตอบแทนคืนความสุขสู่สังคมไทย บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ อุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่องถึง 21 ปี 20 โครงการ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดจากกัลยาณมิตรกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกระทิงโทน, ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย, ผู้จำหน่ายรถยนต์ต่างๆ, ลูกค้าผู้ใช้ฟิล์มรถยนต์และฟิล์มอาคารลามิน่า, สื่อมวลชนและบุคคลผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่งในประเทศไทยมายาวนานตลอด 27 ปี ซึ่งในปีนี้ นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด นำทีมผู้บริหารและตัวแทนพนักงานร่วมส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ร่วมกัน

โครงการล่าสุดเป็นการก่อสร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่ 1 ชั้น จำนวน 4 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 36 ตารางเมตร มีทางลาดสำหรับรถเข็นผู้พิการและผู้สูงอายุ พร้อมเทลานปูนบริเวณหน้าอาคารบนพื้นที่ประมาณ 260 ตารางเมตร และได้ดำเนินการส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่พร้อมชุดโต๊ะเก้าอี้ให้แก่โรงเรียนบ้านโนนกลาง ในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา โดยมี นายชาญศักดิ์ ศรเสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้แทนรับมอบ

โดยได้รับเกียรติจาก นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นางสาวปิยวรรณ ล่ามกิจจา ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง นายประยงค์ เลาลักษณ์จรรยา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์เขต 4 ร่วมเป็นเกียรติในพิธีการส่งมอบอาคารเรียน

นอกจากนี้ยังมีการมอบทุนการศึกษาจำนวน 80 ทุน พร้อมอุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียนบ้านโนนกลาง และโรงเรียนใกล้เคียง รวมถึงนักเรียนกว่า 340 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมครูอาสา จะได้รับกระเป๋าเป้สานฝัน ภายในบรรจุอุปกรณ์การเรียน และของขวัญในวันเด็ก สร้างความสุขและรอยยิ้มให้แก่เด็กๆ ผู้ปกครอง ครู และชุมชนชาวบ้านโนนกลางอย่างทั่วถึง

นางสาวจันทร์นภา สายสมร กล่าวว่า “ลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน เป็นกิจกรรมหลักที่แม้วันนี้เรายังต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด แต่เรายังต้องเดินหน้าจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญในการตอบแทนสังคมอย่างสุดกำลัง โดยมุ่งสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูอาจารย์และลูกหลานของเราในถิ่นทุรกันดาร ให้ได้โอกาสทางการศึกษาที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต”

นอกจากนี้ลามิน่าฟิล์มได้ยังร่วม “สร้างฝันปันร้อยยิ้ม” มอบยูนิตทันตกรรมเคลื่อนที่แก่โรงพยาบาลแคนดง รับมอบโดย แพทย์หญิงจารุวรรณ ประภาสร ผู้อำนวยการโรงพยาบาล โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ จัดให้บริการทันตกรรมแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอแคนดง โดยมีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน และเครือข่ายวิชาชีพทันตแพทย์ต้านภัยบุหรี่ ร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

การเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องเกือบ 3 ทศวรรษ เป็นสิ่งยืนยันให้ลามิน่ามุ่งมั่นยืนหยัดในนโยบายตอบแทนสังคมอย่างไม่ย่อท้อ พร้อมกับการเสริมสร้างและปลุกจิตสำนึกของคนในองค์กร ให้รักและพร้อมตอบแทนแผ่นดินเกิด ร่วมสานต่อโครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียนสืบต่อไปในอนาคต เพื่อสร้างสรรสังคมไทยให้ดีและน่าอยู่ยิ่งขึ้น ดังพันธสัญญาของบริษัทฯที่ว่า “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทยตลอดไป”

Toyota BZ4X รถต้นแบบไฟฟ้าที่กำลังจะผลิตและจำหน่ายในไทย

0
Toyota BZ4X Pic Open

ข่าวดังแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากการที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงถึงนโยบายการทำตลาดในประเทศสำหรับปี 2022 โดยไฮไลท์ไปอยู่ที่การเตรียมผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มคอมแพคครอสโอเวอร์กับ Toyota BZ4X ซึ่งถือเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกในซีรีย์ BZ

Toyota BZ4X 14หลังจากที่แนะนำ เลกซัส UX300e ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ และ เลกซัส NX450h+ รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของซีรีส์ bZ รุ่นนี้จัดอยู่ในกลุ่มของคอมแพคเอสยูวีขนาดใกล้เคียงกับ Honda CRV และ Mazda CX5 โดยจะเปิดตัวทั้งในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อเช่นกัน

Toyota BZ4X 2

Toyota BZ4X 3

ห้องโดยสารออกแบบภายใต้แนวคิด “hands on the wheel, eyes on the road” เน้นความโปรงโล่งสบาย มีหน้าจอ Infotainment ที่บางลง มาตรวัดมีจอ TFT LCD ขนาด 7 นิ้วถูกนำมาติดตั้งบนหน้าปัด เพื่อผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน

Toyota BZ4X 7

Toyota BZ4X 8

Toyota BZ4X 9

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าให้พละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 265 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 8.4 วินาทีและทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กม./ชม. ทำระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้งได้ถึง 500 กิโลเมตร ซึ่งถ้าชาร์จเร็วแบบ Fast Charge จะใช้เวลาเพียง 30 นาที จะได้พลังงานกลับมา 80%

Toyota BZ4X 11

แบตเตอรี่ใช้แบบ Lithium-ion ขนาด 71.4 kWh ที่พัฒนาขึ้นโดย Toyota เคลมว่าแบตเตอรี่จะสูญเสียประสิทธิภาพเพียงประมาณ 10% หลังจากใช้งานไปแล้ว 10 ปี หรือ 240,000 กิโลเมตร

Toyota BZ4X 13
ระบบรองรับด้านหน้าแบบอิสระ Strut-type Coil Spring หลังเป็นแบบ Double Wishbone-type Coil Spring ส่วนระบบเบรก เป็นแบบจานทั้ง 4 ล้อ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบ Single Pedal Drive หรือการใช้แป้นคันเร่งในการเพิ่มและลดความเร็วแบบ นิสสัน คิกส์ อีกด้วย

Toyota BZ4X 1

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นนี้ จะรีบนำมาเสนอให้ได้รับชมกันอีกครั้ง

TTC Motor พร้อมขับเคลื่อนสู่ความมั่งคั่งรับศักราชใหม่ กับโปรโมชั่นสุดคุ้มด้วยการมอบโชค 3 ชั้น

0

TTC Motor มอบอั่งเปาแห่งความสุขที่จะเสริมให้คุณเริ่มต้นปีเสือด้วยความมั่งคั่งตลอดปี เพียงคุณจองและออกรถกับ ทีทีซี มอเตอร์ ได้สิทธิร่วมลุ้นอั่งเปา มูลค่า 600,000 บาท ** อาทิ ทองคำหนัก 1 บาท , ห้องพักโรงแรมหรู Toscana เขาใหญ่ และคูปองน้ำมันเครื่อง MB Oil สูงสุดถึง 15 ลิตร พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรี! ประกันภัยชั้น 1  นาน 2 ปี รวมทั้ง ฟรี! MBSP Extra Guarantee นาน 5 ปี (ไม่จำกัดระยะทาง) 

นายอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี, เมอร์เซเดส-มายบัคและเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เผยว่า บริษัทฯพร้อมมอบโปรโมชั่นที่สุดของความพิเศษและคุ้มค่า ด้วยอั่งเปาแห่งความสุข พร้อมเติมเต็มความมั่นคง มั่งคัง รับปีเสือ เพียงคุณจองรถและออกรถกับทีทีซี มอเตอร์ คุณจะได้สิทธิ ร่วมลุ้นอั่งเปา มูลค่า 600,000 บาททันที โดยรางวัลที่คุณอาจได้รับ อาทิ ทองคำหนัก 1 บาท , ห้องพักโรงแรมหรู Toscana เขาใหญ่ และคูปองน้ำมันเครื่อง MB Oil สูงสุดถึง 15 ลิตร

นอกจากนี้คุณยังจะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษในส่วนของ ฟรี! ประภันภัยชั้น 1  นาน 2 ปี รวมทั้ง ฟรี! MBSP Extra Guarantee นาน 5 ปี (ไม่จำกัดระยะทาง)  พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่เข้าร่วมงาน รับทันที ขนมเปี๊ยะเลิศรสจากร้านชื่อดังและซองอั่งเปาตรุษจีน

นายอัครินทร์กล่าวเสริมถึง “มาตรการสำคัญ สำหรับลูกค้าที่เข้าใช้บริการที่ ทีทีซี มอเตอร์ บริษัทปฎิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อไวรัสเต็มรูปแบบ ด้วยการตรวจ ATK พนักงานทุกคน ทุกๆ 3 วัน และมีมาตรการคัดกรองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้คุณลูกค้ามั่นใจได้ว่า ทีทีซี มอเตอร์ ปลอดภัย พร้อมให้บริการ”

สำหรับโปรโมชั่นเด็ดเปิดศักราช  เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม – 6 กุมภาพันธ์ 2565  ที่ TTC Motor ลงทะเบียนรับสิทธิ์ก่อนใคร : line.me/R/ti/p/@benzttc

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ เมื่อลูกค้าจองและออกรถภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565 นี้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 1274, 02-322-2222, 083-545-6456 (TTC Motor พัฒนาการ 45) โทร. 045-475-222 (TTC Motor อุบลราชธานี)

“เบนซ์ไพรม์มัส” เซ็นสัญญาผู้จำหน่าย Mercedes-EQ ในไทย

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวปานเนตร รังสินธุรัตน์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและเครือข่ายผู้จำหน่าย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน (ที่ 3 จากซ้าย), นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ, นายศราวิช ไชยมังกร (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย และ นายฐปนนท์ พฤกษ์ประมูล (ที่ 1 จากขวา) ผู้อำนวยการ ฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ได้ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-EQ ในประเทศไทย อย่างเป็นทางการ

พร้อมให้เกียรติเยี่ยมชมโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-EQ แห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการออกแบบสำหรับการจำหน่ายและการบริการหลังการขายยานยนต์แห่งโลกอนาคตที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีระดับสูง ด้วยการจัดสรรพื้นที่สำหรับรองรับการจัดแสดงรถยนต์ และพื้นที่ส่วนกลางที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างลงตัว

EQS 580 4MATIC

ปัจจุบัน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และล่าสุด ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่าย sub-brand ล่าสุด คือ Mercedes-EQ ทำให้ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายที่มีผลิตภัณฑ์ของ Mercedes-Benz ครบทุกผลิตภัณฑ์ พร้อมบริการหลังการขายที่ครบถ้วน และสมบูรณ์แบบในการให้บริการลูกค้าทุกท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เอช เซม ฉลองเทศกาลตรุษจีน มอบข้อเสนอสุดพิเศษ

0

เอช เซม ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน มอบข้อเสนอเด็ดๆ ทั้งส่วนลดเงินสด ผ่อน 0 % และข้อเสนออื่นๆ อีกมากมาย สำหรับลูกค้า H SEM CIAO รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดีไซน์ล้ำสมัย สีสันสุดน่ารัก เหมาะสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ใช้ในมหาวิทยาลัยหรือที่บ้าน ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด DC 60V 2000W แบบ Brushless Hub-Motors ปรับความเร็วได้ 3 ระดับทำความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ชาร์จไฟ 3 ชั่วโมงด้วยค่าใช้จ่ายเพียง 7 บาท/ครั้ง มาพร้อมกุญแจรีโมท ปุ่มกดสตาร์ท สัญญาณกันขโมย และระบบครูส คอนโทรล (Cruise Control) สำหรับล็อคความเร็ว มีให้เลือก 4 สี คือ แดง เหลือง ฟ้า และขาว สบายใจด้วยการรับประกันมอเตอร์ 3 ปี และแบตเตอรี่ 2 ปี พร้อมบริการแบบ Onsite Service

สนใจทดลองขับ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 099-001-1888 วันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น. หรือแฟนเพจ www.facebook.com/hsemmotor.sev และ www.facebook.com/hsemmotor.stc