Home Blog Page 323

เอ็มจี จับมือผู้จำหน่ายทั่วประเทศ จัดแข่งขันทักษะพนักงาน MG Skill Contest “Powering of Change”

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จับมือผู้จำหน่ายทั่วประเทศ จัดการแข่งขันทักษะฝีมือพนักงาน หรือ “MG Skill Contest” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 พร้อมเดินหน้าเสริมประสิทธิภาพด้านการบริการและการขายให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบ“สิ่งที่ดียิ่งกว่า” ให้ลูกค้า

จากเจตนารมณ์ในการดำเนินงานที่พร้อมสร้างสรรค์และพัฒนาในทุกมิติเพื่อให้ได้มาซึ่ง “สิ่งที่ดียิ่งกว่า” สำหรับลูกค้า ทำให้เอ็มจีมุ่งมั่นในการยกระดับการบริการให้เหนือกว่าสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่องซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 150 แห่งทั่วประเทศ  พร้อมยกระดับงานบริการหลังการขาย “Passion Service” ที่พร้อมให้บริการ ณ ศูนย์บริการมาตรฐานทั่วประเทศและผ่านบริการ MG Mobile Service

ทั้งนี้เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการให้บริการของผู้จำหน่าย  ทางเอ็มจีจึงได้จัดการแข่งขันทักษะพนักงาน MG Skill Contest ขึ้น ซึ่งนอกจากจะสามารถคัดเลือกพร้อมมอบรางวัลให้กับผู้จำหน่ายที่มีความโดดเด่นในด้านต่างๆ แล้ว  การแข่งขันดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานสำหรับการกำหนดแนวทางการพัฒนา การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ในระดับต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับความรู้ความสามารถของพนักงานของผู้จำหน่ายและการสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับการแข่งขัน MG Skill Contest “Powering of Change” จัดขึ้นในช่วงปลายปี 2564 ซึ่งแบ่งการแข่งขันออกเป็น 6 ประเภท ได้แก่ การแข่งขันทักษะการขายด้านที่ปรึกษาการขาย การแข่งขันทักษะการบริการด้านที่ปรึกษาการบริการ การแข่งขันทักษะการบริการด้านลูกค้าสัมพันธ์ การแข่งขันทักษะการบริการด้านการจัดการงานอะไหล่ การแข่งขันทักษะการบริการด้านการประกันคุณภาพ และการแข่งขันทักษะการบริการ ด้านเทคนิคและงานซ่อม โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้จัดจำหน่าย 150 แห่งทั่วประเทศ ในการส่งพนักงานเข้าร่วมการแข่งขัน

การแข่งขันทักษะการขายและการบริการในแต่ละประเภท ได้ผู้ชนะ ดังนี้

1. รางวัลด้านที่ปรึกษาการบริการ

1.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : น.ส. ภัสธ์สรณ์ วุฒิประเสริฐ (บ. เอ็มจี ไฮเทค ทีแอนด์เอ็น จำกัด)

1.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: น.ส. ภูริชญา ผดุงทอง (บ. เอ็มจี ลักซูรี่หาดใหญ่ สาขาเมืองสงขลา)

1.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: นาย ธนพัฒน์ เสริมใหม่ (บ. อารีมิตรเอ็มจี จำกัด)

1.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : น.ส. สุพรรษา ราชประสิทธิ์ (บ. ร่วมใจเอ็มจี หนองบัวลำภู)

2. รางวัลด้านลูกค้าสัมพันธ์

2.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : น.ส. จิตรา หนูเส้ง (บ. เอ็มจี ลักซูรี่หาดใหญ่ สาขากาญจนวณิชย์)

2.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  : น.ส. สุชาดา ถิ่นใหญ่ (บ. เอ็มจี 824 จำกัด)

2.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  : น.ส. ศรีวัลลภ อาจณรงค์ (บ. เอ็มจี ลักซูรี่หาดใหญ่ สาขาลพบุรีราเมศร์)

2.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : น.ส. ธัญลักษณ์ แดงร่า (บ. วี.จี. คาร์ สาขากระบี่)

3. รางวัลด้านการจัดการงานอะไหล่

3.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : น.ส. รัชดาภรณ์ ปัญญารักษ์ (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาเพชรเกษม)

3.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  : นาย ศุภณัฐ์ วิชญ์เลิศปัญญา (บ. เอ็มจี มิตรแท้ สุราษฎร์ธานี จำกัด)

3.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  : นาย มนตรี มากมี (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาพัทยา จำกัด)

3.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : น.ส. ปานเนตร ด้วงนิล (บ. เอ็มจี พัทลุง จำกัด)

4. รางวัลด้านการจัดการงานรับประกันคุณภาพ

4.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : น.ส. กฤตพร เต้นลือ (บ. แมกซัสมอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด)

4.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  : น.ส. ณันท์นภัส คุณแสน (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาหางดง)

4.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  : น.ส. กัลยา ยิ้มเจริญ (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาพัทยา)

4.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : นาย นัฐพล สุริวงศ์ (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาเพชรเกษม)

5. รางวัลด้านเทคนิคและงานซ่อม

5.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : นาย พจชระ อินทร์ปิ่น (บ. เอ็มจี สุโขทัย จำกัด)

5.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  : นาย ภาณุวัฒน์ แก้วแป้น (บ. เอ็มจี ลักซูรี่หาดใหญ่ สาขาสุราษฎร์ธานี)

5.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  : นาย ภาคิน คงประดิษฐ์ (บ. แมกซัสมอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด)

5.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : นาย อนุวัตน์ สุดทองคง (บ. เอ็มจี ลักซูรี่หาดใหญ่ สาขากาญจนวณิชย์)

6. รางวัลด้านที่ปรึกษาการขาย

6.1 รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ : นาย อำพล ลาวทอง (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาเพชรเกษม)

6.2 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1  : นาย วสันต์ ปันคำ (บ. เบสออโต้เซลส์ สาขาแม่โจ้)

6.3 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  : นาย วัฒนา ทองทิพย์ (บ. วี.จี. คาร์ สาขากระบี่)

6.4 รางวัลพนักงานผลงานยอดเยี่ยม 2564 : นาย ยุทธพิชัย คนองดี (บ. อยุธยาแกรนด์เอ็มจีเซลส์แอนด์เซอร์วิส จำกัด)

เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ เปิดให้เป็นเจ้าของเพียง 80 คัน ในราคาพิเศษ ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตายิ่งขึ้นสำหรับรุ่นรถยนต์ซีดานพรีเมียมที่ประสบความสำเร็จที่สุดของแบรนด์ พร้อมชุดอุปกรณ์ตกแต่ง BMW M Performance เสริมความคล่องแคล่วปราดเปรียวตามสไตล์กีฬามอเตอร์สปอร์ต ผสานเสน่ห์เฉพาะตัวอันโดดเด่นของรถยนต์ผู้บริหารสุดหรู ดึงดูดทุกสายตาบนท้องถนนด้วยรูปลักษณ์ที่สปอร์ตยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีชุดแต่งแพ็คเกจ M Performance ที่ผลิตมาเป็นพิเศษพร้อมให้จำหน่ายสำหรับรุ่นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ใหม่ ในราคา 80,000 บาท สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ผ่าน https://onlineshop.bmw.co.th ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2565 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ในจำนวนจำกัดเพียง 80 คันเท่านั้น

สำหรับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง M Performance ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ประกอบด้วย กระจังหน้าทรงไตคู่คาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปลิทเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปอยเลอร์หลังคาร์บอน, ฝาครอบกระจกคาร์บอน, แถบสติ๊กเกอร์ข้างตัวรถ M Performance และสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ M Performance บริเวณสเกิร์ตข้าง ทั้งนี้ ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง
M Performance สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ จะเปิดให้จองในราคาพิเศษเพียง 80,000 บาท จากราคาปกติ 210,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าติดตั้ง) สำหรับลูกค้า 80 คนแรกที่เลือกซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport พร้อมแพ็กเกจ M Performance ผ่านช่องทางออนไลน์

บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่
ราคาจำหน่าย: 3,539,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)แพ็กเกจ M Performance Edition สุดพิเศษ เมื่อจองผ่านช่องทางออนไลน์: 80,000 บาท

ไฮไลท์อันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้ สร้างความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตา เส้นสายทรงพลังทั้งบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ในรูปทรงแปดเหลี่ยมแบบใหม่ ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนบนของซี่ในกระจังหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED
รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาว สร้างความดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย

ดีไซน์ด้านท้ายรถของบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) สื่อถึงรูปลักษณ์ที่ผสานความสง่างามและล้ำสมัยด้วยเส้นสายที่คมชัดและทรงพลังเช่นเดียวกัน ไฟท้าย LED มาในรูปแบบสามมิติทรงตัว L รับกับไฟหน้า โฉบเฉี่ยวด้วยกรอบสีดำ สร้างความสะดุดตาบนท้องถนน โดยทั้งไฟท้ายและ
ไฟเบรกได้รับการออกแบบมาให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีรูปโฉมไม่ซ้ำใคร บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ยังเสริมลุคสปอร์ตด้วยท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ท้ายรถทั้งสองด้านซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันชนท้ายไว้ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ แพ็คเกจ M Performance ของบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ยังเพิ่มความสปอร์ตให้กับดีไซน์หรูหราของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 มาพร้อมกับอุปกรณ์ตกแต่งแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งรวมถึงกระจังหน้าทรงไตคู่คาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปลิทเตอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ M Performance, สปอยเลอร์หลังคาร์บอน, ฝาครอบกระจกคาร์บอน, แถบสติ๊กเกอร์ข้างตัวรถ M Performance และสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ M Performance บริเวณสเกิร์ตข้าง

มิติตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้า 27 มิลลิเมตร ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีความยาว 4,963 มิลลิเมตร แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ไว้ได้อย่างเหนือชั้น ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้าน (Cd) เพียง 0.23 บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Double-spoke ขนาด 18 นิ้ว

บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล
4 สูบ ที่ส่งพละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถของบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) เคลื่อนจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ยังมาพร้อมการควบคุมที่เฉียบคมและโฉบเฉี่ยวเช่นเดียวกันรุ่นก่อนหน้า ฐานล้อที่ยาวและกว้าง รวมทั้งการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ช่วงล่างมาพร้อมเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-link จึงขับขี่ได้อย่างนุ่มสบายทั้งในชีวิตประจำวันและขณะเดินทางไกล รวมถึงในการขับขี่ที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง

เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ได้รับการยกระดับให้ล้ำสมัยยิ่งกว่าที่เคย เพื่อช่วยเหลือการขับขี่ในสภาวะที่หลากหลาย พร้อมปูทางสู่เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ในส่วนของ
บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) มาพร้อมระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในสภาวะต่าง ๆ ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน  รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่่ (Attentiveness Assistant) และระบบควบคุมความเร็วคงที่ พร้อมฟังก์ชันช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยอีกมากมายเพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ เช่น เซนเซอร์ควบคุุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบ Active Protection และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control)

อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสาร ที่ยังคงเน้นการผสานทั้งความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ปุ่มบริเวณคอนโซลกลางมาในสีดำเงาเพื่อความหรูหรา ตัดกับพวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น M Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ยังมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย Rhombicle Smoke Grey พร้อมแถบโครเมี่่ยม

บีเอ็มดับเบิลยู BMW 520d M Sport (M Performance Edition) ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุด BMW Operating System 7 ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปลดล็อกประตููอัจฉริยะ (Comfort Access System) มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกควบคุมระบบการทำงานของรถยนต์ ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร ระบบการเชื่อมต่อ และระบบนำทางได้ผ่านทางจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบ iDrive ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย ระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant และ BMW gesture control

ลูกค้าที่สนใจสัมผัสประสบการณ์สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ กับความสปอร์ตเฉียบคมที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้นในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport (M Performance Edition) ใหม่ สามารถสั่งซื้อรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://onlineshop.bmw.co.th

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น พร้อมมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับ บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด เปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ภายใต้ชื่อ บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด (สาขาน้ำพอง) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการบริการให้แก่ลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในอำเภอน้ำพอง และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดขอนแก่น พร้อมมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนต์คุณภาพและการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้จำหน่ายที่เติบโตเร็วที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 9 สาขาที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้า โดยในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่นมีทั้งหมด 6 สาขารวมทั้งสาขาล่าสุดที่อำเภอน้ำพอง และอีกจังหวัดละ 1 สาขาในเขตพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์และจังหวัดร้อยเอ็ด

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เครือข่ายผู้จำหน่ายถือเป็นหัวใจหลักที่สำคัญในการดำเนินงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เพราะเป็นสถานที่ที่ลูกค้าจะได้มีโอกาสสัมผัสกับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมทั้งในด้านการบริการและรถยนต์คุณภาพสูงของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ตั้งแต่ครั้งแรก โดยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการฯ แห่งใหม่ที่อำเภอน้ำพองนี้ ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อให้สามารถส่งมอบยานยนต์คุณภาพและบริการที่ดีที่สุดของเราให้แก่ลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมเพิ่มมากยิ่งขึ้น”

นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีมีคุณภาพแล้ว โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ยังได้คำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าศูนย์บริการ พนักงานที่ใกล้ชิดลูกค้าจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หมั่นเช็ดทำความสะอาดภายในโชว์รูมและศูนย์บริการโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง ตลอดจนการทำความสะอาดภายในห้องโดยสารก่อนส่งมอบหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกท่านจะมีความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีเมื่อมาใช้บริการที่โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด (สาขาน้ำพอง) พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทุกท่านด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม ครบครันด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยภายในศูนย์บริการฯ แห่งใหม่นี้ยังตกแต่งด้วยดีไซน์ใหม่ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยการดูแลจากเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์สูงจำนวน 10 ท่านที่ได้ผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่พร้อมส่งมอบการบริการที่ดีที่สุด รวมทั้งการให้คำแนะนำสำหรับการซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ คันใหม่ และการซ่อมบำรุงรถยนต์ มิตซูบิชิ คันปัจจุบันให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

และในปี 2564 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถคว้า 2 รางวัลอันทรงเกียรติจากเวทีการประกวดธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 หรือ TAQA Awards 2021 ได้แก่ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และ รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า เพื่อส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อบริการหลังการขายของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้อย่างดีเยี่ยม

บริษัท มิตซูขอนแก่นยนต์ไพบูลย์ จำกัด (สาขาน้ำพอง) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 256 หมู่ 7 ตำบลม่วงหวาน อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น 40140 โทร. 0-4300-0088

SUZUKI CELERIO กระแสรถคอมแพ็คคาร์สุดคุ้มยังแรง ! กวาดยอด 107% เทียบกับปีที่ผ่านมา

0

บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในช่วงปี 2564 การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบโดยรวมต่อสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างรุนแรง ซูซูกิเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับตลาดรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ซูซูกิยังคงมองเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ดังกล่าว และยังมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เกิดการฟื้นตัวโดยเร็ว จึงได้ทำการปรับกลยุทธ์ในการทำงานท่ามกลางสถานการณ์อันยากลำบากนี้ ให้สามารถตอบรับต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างทันท่วงที ทั้งด้านงานบริการไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด อีกทั้งผู้บริโภคมองหาสินค้าที่คุ้มค่า คุ้มราคาเป็นหลัก โดยในปี 2564 มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 22,378 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SUZUKI CELERIO มียอดจำหน่าย 4,651คัน เติบโตสูงกว่าปีที่ผ่านมา 7% ขึ้นแท่นครองใจผู้บริโภคยุคใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ของตลาดที่ยากลำบาก

 

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปี 2564 ที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ในประเทศไทยหดตัวลงจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจอันเกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ซูซูกิยังคงมุ่งมั่นในการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด การขาย และการบริการซึ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด จนสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวมในปีที่ผ่านมาไปได้ถึง 22,378  คัน โดยสรุปยอดจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิแบ่งตามรุ่นดังนี้

 

SUZUKI SWIFT สปอร์ตอีโคคาร์ยอดนิยม มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 8,413 คัน

SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัว มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 4,651 คัน

SUZUKI CIAZ พรีเมียมอีโคคาร์ซีดาน มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 2,264  คัน

SUZUKI CARRY รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์เปิดกระบะท้ายได้ 3 ด้าน มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 2,886 คัน

SUZUKI XL7 ใหม่ รถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาด 7 ที่นั่ง มียอดจำหน่าย อยู่ที่ 3,399  คัน

SUZUKI ERTIGA รถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 759  คัน

 

นายมิโนรุ อามาโนะ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากตัวเลขยอดขายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า SUZUKI CELERIO กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จึงเป็นส่วนสำคัญในการช่วยดันยอดขายรวมของซูซูกิให้ประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี นอกจากด้านสมรรถนะที่ดีเยี่ยม มอบความประหยัดอย่างเหนือชั้นแล้วนั้น ยังตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเดินทาง และมีราคาจำหน่ายที่สามารถตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่ายอีกด้วย

 

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากผลกระทบต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจไปจนถึงผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตในช่วงที่ผ่านมาของคนไทย นอกจากจะส่งผลต่อการการปรับตัวของผู้บริโภคไปสู่วิถีในรูปแบบใหม่แล้วนั้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า การเดินทางในชีวิตประจำวันที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและรักษาระยะห่างจากผู้อื่นมากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันของผู้บริโภค นอกจากความสะดวกสบายในการเดินทาง การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิต ยังมุ่งหวังในด้านของการลดสภาวะการเผชิญการเดินทางที่มีผู้คนแออัดเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การคำนึงถึงความคุ้มค่า คุ้มราคา มาพร้อมกับความต้องการรถยนต์คุณภาพดี จึงเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์หลายรุ่นของซูซูกิให้มีตัวเลขที่ดีเกินคาด

 

โดยเฉพาะกับ SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัว มียอดขายอยู่ที่  4,651 คัน ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 107% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดรถยนต์อีโคคาร์มีอัตราลดลง 4% ซึ่งบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อพูดถึงรถที่มอบให้ทุกความคุ้มค่า คุ้มราคาในการใช้งานเพื่อตอบโจทย์ชีวิต SUZUKI CELERIO ยังคงเป็นตัวเลือกที่อยู่ในใจผู้บริโภคชาวไทยมาตลอด ทั้งในเรื่องของราคาจำหน่ายที่ลูกค้าสามารถตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่าย ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,999 บาท อีกทั้งยังตอบสนองการใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่มอบให้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและความประหยัด ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสบายทั้งที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง พร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ จุสัมภาระได้มากเกินคาด

 

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังมั่นใจได้ในสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ K10B ขนาด 1.0 ลิตร ขนาดคอมแพ็คที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว มีสมรรถนะการขับที่ดี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  รูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นสะดุดตา  เสริมความอุ่นใจด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตรฐานตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถอีโคคาร์

 

นายวัลลภ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับ CELERIO ครบครันด้วยคุณภาพ ให้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุด มีสมรรถนะที่ดี มีความคุ้มค่า ทั้งในเรื่องราคาและคุณภาพ รวมถึงความคุ้มค่าในเรื่องของการดูแลรักษารถยนต์ที่ดูแลได้ง่าย และมีค่าใช้จ่ายไม่สูง  ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันทุกวัตถุประสงค์ ส่งผลให้อีโคคาร์รุ่นนี้ยังคงได้รับความสนใจจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ในปี 2565  CELERIO จะเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีส่วนช่วยในการผลักดันยอดขายรถยนต์ซูซูกิให้ไปถึง  30,000 คัน  ตามเป้าหมายที่วางไว้

 

อย่างไรก็ตามซูซูกิยังคงคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้าน  อีกทั้งซูซูกิมีความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนายกระดับงานด้านบริการหลังการขายด้วยกลยุทธ์ในการดูแลและเข้าถึงลูกค้าด้วยความจริงใจและใส่ใจที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน ภายใต้แนวคิด “Suzuki Cause We Care”

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

ฮอนด้า ขอบคุณการสนับสนุนจากลูกค้า คว้าอันดับ 1 ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปี 2564 ต่อเนื่องอีกปี

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2564 สามารถครองอันดับ 1 ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลปี 2564 ในประเทศไทย (มกราคม – ธันวาคม 2564) ด้วยยอดจำหน่ายสะสมรวม 88,692 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 27.9% และครองอันดับ 1 ต่อเนื่องอีกปี อีกทั้งเป็นผู้นำใน 4 เซกเมนต์หลัก ตอกย้ำการเป็นแบรนด์ยอดนิยมในประเทศไทย พร้อมเดินหน้าสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าด้วยการยกระดับการบริการหลังการขายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ภายใต้มาตรฐานเดียวกันจากโชว์รูมและศูนย์บริการ 229 แห่งทั่วประเทศ

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้าขอขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ฮอนด้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับการทำงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนการทำงาน ให้สอดคล้องและทันกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา เพื่อตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงานของฮอนด้า ผู้จำหน่าย และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนฮอนด้า ส่งผลให้เราได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้าทั่วประเทศ ด้วยยอดจำหน่ายสะสม 88,692 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนถึง 27.9% ซึ่งในปี 2565 คาดว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มในทิศทางที่ดีขึ้น ฮอนด้าก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน และหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนที่ดีเช่นนี้ต่อไป”

โดยฮอนด้าสามารถครองอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่

  1. กลุ่มรถยนต์ซับคอมแพคท์และอีโค ซับคอมแพคท์ ซีดาน (B and B-Eco Sedan segments) ยอดจำหน่ายสะสม 23,490 คัน คิดเป็น 2%
  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ยอดจำหน่ายสะสม 21,221 คัน
  • ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ยอดจำหน่ายสะสม 2,269 คัน
  1. กลุ่มรถยนต์ซับคอมแพคท์และอีโค ซับคอมแพคท์ ซีดานและแฮทช์แบ็ก (B and B-Eco Sedan and Hatchback segments) ยอดจำหน่ายสะสม 47,962 คัน คิดเป็น 8%
  • ฮอนด้า ซิตี้ ซีรีส์ ยอดจำหน่ายสะสม 47,962 คัน
  1. กลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ (C-segment) ยอดจำหน่ายสะสม 16,092 คัน คิดเป็น 9%
  • ฮอนด้า ซีวิค ยังครองความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่อง ยอดจำหน่ายสะสม 14,755 คัน
  • ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ยอดจำหน่ายสะสม 1,337 คัน
  1. กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (L-SUV segment) ยอดจำหน่ายสะสม 4,938 คัน คิดเป็น 7%
  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ยอดจำหน่ายสะสม 4,938 คัน

ในปีที่ผ่านมา ฮอนด้าได้นำเสนอระบบการขับขี่ที่ชาญฉลาดและทรงพลังให้กับลูกค้าชาวไทย ด้วยยนตรกรรมฟูลไฮบริด อี:เอชอีวี ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ซึ่งครอบคลุมในหลากหลายเซกเมนต์ ได้แก่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่  ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่แล้ว รวมทั้ง ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี และ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ส่งผลให้ยนตรกรรมอี:เอชอีวี ฟูลไฮบริด ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น โดยสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทั้งด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

สำหรับการดำเนินงานในปี 2565 ฮอนด้าจะยังคงเดินหน้าสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการสร้างสรรค์และพัฒนายนตรกรรมคุณภาพที่ล้ำสมัยที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและความปลอดภัย โดยมุ่งไปสู่สังคมปลอดมลพิษและสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุ ตามเป้าหมายปี 2593 รวมทั้งยกระดับการบริการหลังการขาย ที่เพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจในการใช้บริการแบบครบวงจรภายใต้มาตรฐานเดียวกันจากโชว์รูมและศูนย์บริการทั้ง 229 แห่งทั่วประเทศ พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า ด้วยทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ อีกทั้งแพ็กเกจบริการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในผลิตภัณฑ์และการบริการของฮอนด้า

หมายเหตุ

  • ส่วนแบ่งทางการตลาดและอัตราการเติบโตของยอดขายรถยนต์ปี 2564 ประมาณการโดยรวมจากการคาดการณ์ยอดขายของรถยนต์บางค่าย
  • ยอดจำหน่ายสะสมและส่วนแบ่งทางการตลาดนับรวมกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์

นิสสัน เปิดตัวยานสำรวจดวงจันทร์ต้นแบบ ที่พัฒนาร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศแห่งประเทศญี่ปุ่น

0

นิสสัน มอเตอร์ เปิดตัวยานสำรวจดวงจันทร์ต้นแบบที่พัฒนาร่วมกับ องค์การสำรวจอวกาศแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency JAXA) ในงานนิสสัน ฟิวเจอร์ส

ศูนย์นวัตกรรมการสำรวจอวกาศของ JAXA ดำเนินการวิจัยเกี่ยวกับยานสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักสำหรับการสำรวจอวกาศ โดยนิสสัน ทำงานร่วมกับ JAXA ในการควบคุมการขับขี่ของยานสำรวจมาตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2563

ยานสำรวจดวงจันทร์จะต้องสามารถสำรวจภูมิประเทศที่มีลักษณะพื้นผิวเป็นฝุ่นแป้ง หินและเป็นลูกคลื่นของดวงจันทร์ได้ และต้องใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องด้วยแหล่งพลังงานสำหรับยานพาหนะที่ใช้งานในอวกาศยังมีอยู่อย่างจำกัด

นิสสันมีส่วนร่วมโดยการใช้เทคโนโลยีการควบคุมมอเตอร์ที่พัฒนาขึ้นผ่านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์ อย่าง นิสสัน ลีฟ รวมถึงเทคโนโลยีควบคุมล้อ e-4ORCE ที่อยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าครอสโอเวอร์ นิสสัน อริยะ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของยานสำรวจดวงจันทร์บนสภาพภูมิประเทศที่สมบุกสมบัน

สมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดด้วยเทคโนโลยีการควบคุมล้อทั้งสี่ในรถยนต์ไฟฟ้า

นิสสันให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ที่เสถียรและมั่นคง ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถขับขี่รถยนต์ได้อย่างมั่นใจ เทคโนโลยี e-4ORCE จากนิสสันสามารถควบคุมล้อทั้งสี่อย่างอิสระได้อย่างแม่นยำ ให้ผู้ขับขี่มั่นใจเมื่อต้องขับขี่ในสภาพถนนที่หลากหลาย

ในการวิจัยร่วมกับ JAXA นิสสันพัฒนาเทคโนโลยี e-4ORCE เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ในภูมิประเทศที่สมบุกสมบันและเต็มไปด้วยทราย โดยทั่วไปแล้วเมื่อรถวิ่งบนทราย ล้อจะหมุนฟรีและจมเข้าไปในพื้นทราย ถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเคลื่อนตัวไปข้างหน้า ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้ทักษะในการขับขี่ขั้นสูงเพื่อหลีกเลี่ยงการจมทราย นิสสันจึงพัฒนาระบบควบคุมแรงขับที่ลดจำนวนการหมุนของล้อให้น้อยที่สุดตามสภาพพื้นผิว

ภายใต้ความร่วมมือนี้ นิสสันวางเป้าหมายของการมีส่วนร่วมในวิวัฒนาการเทคโนโลยียานยนต์และเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศ โดยจะแบ่งปันความรู้ที่ได้รับจากการพัฒนารถทดสอบผสานเข้ากับความรู้จาก JAXA ในการวิจัยยานสำรวจนี้

อิคโค ฟูนากิ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการสำรวจอวกาศของ JAXA (Ikkoh Funaki, JAXA Director of the Space Exploration Innovation Hub Center) กล่าวถึงงานวิจัยนี้ว่า “JAXA มีเป้าหมายจะนำผลการวิจัยไปใช้กับการสำรวจอวกาศในอนาคต เรากำลังร่วมมือกับบริษัท มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยในโครงการที่เหมาะสมและมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปในเชิงพาณิชย์และนวัตกรรม เราหวังว่า ความร่วมมือกับนิสสันซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า จะช่วยให้เราสามารถนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนายานสำรวจดวงจันทร์ที่มีสมรรถนะสูงยิ่งขึ้น”

โทชิยูกิ นากาจิม่า ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวิศวกรรมยานยนต์ขั้นสูง (Toshiyuki Nakajima, general manager of the Advanced Vehicle Engineering Department) ซึ่งดูแลการพัฒนาการควบคุมของระบบ e-4ORCE กล่าวว่า “การใช้ยานยนต์และสภาวะการขับขี่นั้นมีความหลากหลาย เป้าหมายของเราคือสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดผ่านการวิจัยและพัฒนา อีกทั้งเชื่อมั่นว่าความรู้ที่ได้จากความร่วมมือกับ JAXA ในครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมในรถยนต์นิสสันซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของเรา”

e-4ORCE เทคโนโลยีที่มอบการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและสะดวกสบาย

นิสสัน อริยะ รุ่นที่มีระบบ e-4ORCE มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งสามารถควบคุมแรงบิดของมอเตอร์แต่ละตัวแยกกันได้เพื่อให้เกิดการยึดเกาะที่ดีเมื่อเร่งและชะลอความเร็ว การฟื้นฟูพลังงานจะถูกปรับแยกกันสำหรับมอเตอร์ด้านหน้าและด้านหลัง และเมื่อเบรก e-4ORCE จะช่วยลดการกระชากและอาการสั่นของรถด้วย

ในขณะที่เข้าโค้ง แรงบิดที่มีอยู่ของมอเตอร์ด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงประสิทธิภาพของการเบรกจากทั้งสี่ล้อจะช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่น การควบคุมเหล่านี้ช่วยให้ผู้ขับขี่ในทุกระดับทักษะสามารถขับรถได้ในสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างมั่นใจ ซึ่งรวมถึงการขับขี่ในขณะที่มีฝนตกหนักหรือหิมะตก

เจาะข้อมูล All New Toyota Avanza มินิเอ็มพีวี 7 ที่นั่ง เตรียมขายในไทยเร็วๆนี้ (มีคลิปวีดีโอ)

0
All New Toyota Avanza Pic Open

All New Toyota Avanza หรือที่ทางอินโดนีเซียใช้ชื่อว่า Veloz เตรียมส่งขายในไทย กุมภาพันธ์นี้แน่นอน ใครที่ต้องการรถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ราคาประหยัด รออีกสักนิด เพราะในประเทศผู้ผลิตตั้งราคาจำหน่ายไว้ไม่เกิน 6 แสนบาท มาดูกันก่อนว่ารถรุ่นนี้จะมีอะไรน่าสนใจ

ผุ้ที่สนใจรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่งไม่ควรพลาดรถรุ่นนี้ด้วยประการทั้งปวง เพราะล่าสุดมีข่าวที่คอนเฟริ์มแน่ชัดว่า โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จะนำรถรุ่นนี้มาบุกตลาดเมืองไทยอีกครั้งด้วยเจนเนอเรชั่นล่าสุดที่พึ่งจำหน่ายในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

All New Toyota Avaza 1

All New Toyota Avanza มากับการออกแบบใหม่รอบคัน มิติตัวรถก็มีการปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่โตกว่าเดิม ด้วยมิติตัวรถที่มีขนาดความยาวกว่าเดิม 285 มม. กว้างขึ้น 90 มม.สูงขึ้น 5 มม. แต่ระยะฐานล้อยาวขึ้นถึง 95 มม.

All New Toyota Avaza 2

รูปลักษณ์ดูทันสมัย และสปอร์ตกว่าเดิม โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ มาพร้อมไฟแอลอีดีรอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ส่วนด้านท้ายไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่มีการอัพเกรดไฟแบบแอลอีดี ทำให้ดูทัยสมัยยิ่งขึ้น และติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลามด้านบนหลังคา

All New Toyota Avaza 3

All New Toyota Avaza 4

ห้องโดยสารขนาดใหญ่มากด้วยคุณสมบัติของการเป็นรถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง คอนโซลใช้วัสดุสีโครเมียมและคาร์บอนเคฟลาร์ ตกแต่งเพื่อให้ดูสปอร์ต มาตรวัดลวดลายยังคุ้นตาในรูปแบบ Full Digital TFT ขนาด 7 นิ้ว

All New Toyota Avaza 5

All New Toyota Avanza 10

All New Toyota Avaza 6

จอกลางมีขนาด 9 นิ้วเป็นแบบทัชสกรีน แน่นอนว่าสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ส่วนฟีเจอร์ของยุคสมัยอย่างเบรกมือไฟฟ้า Auto Hold และ Wiress Charger มีให้แบบจัดเต็ม

All New Toyota Avaza 8

ณ ประเทศผู้ผลิต มี 2 ขุมพลังได้แก่ เครื่องยนต์ 1.3 ลิตร 1NR-VE 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 122 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

ส่วนที่จะนำมาจำหน่ายในประเทศไทยจะเป็นเครื่องยนต์เบนซินรหัส 2NR-VE 4 สูบแถวเรียง 1.5 ลิตร DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 137 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังจะมีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ CVT รวมถึงติดตั้งระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense

All New Toyota Avaza 9

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน ด้านหลังแบบทอรืชั่นบีม ติดตั้งเหล็กกันโคลง รวมถึงติดตั้งระบบเบรกแบบดิสทั้ง 4 ล้อ และระบบขับเคลื่อนในรุ่นเดิมเป็นล้อหลัง ส่วนเจนเนอเรชั่นใหม่จะเปลี่ยนเป็นขับเคลื่อนล้อหน้าแทน

ราคาจำหน่ายในอินโดนีเซียอยู่ที่ราวหกแสนบาท แต่ถ้ามาจำหน่ายในไทยตั้งราคารุ่นท๊อพไม่เกิน 8 แสนบาท คำตอบของการเดินทางแบบครอบครัวคงหนีไม่พ้น All New Toyota Avanza กุมภาพันธ์นี้ได้เห็นตัวเป็นๆแน่นอนครับ

Ford Bronco Raptor เอสยูวีตัวลุยรหัสดุ พละกำลังทะลุ 400 แรงม้า (มีคลิปวีดีโอ)

0
Ford Bronco Raptor Pic Open

Ford Bronco Raptor เอสยูวีที่ได้รับการอัพเกรดจาก Ford Performace เพื่อการลุยหนักทั้งบนพื้นหิน หรือในทะเลทราย ด้วยการพัฒนาโครงสร้าง รวมถึงระบบรองรับ ส่วนด้านขุมพลังยัดบล็อก 6 สูบ 3.0]b9i ให้กำลัง 400 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 10 จังหวะ รวมถึงโหมดการขับขี่ในรูปแบบ Terrain Management System ที่มีให้เลือกปรับถึง 7 รุปแบบ

ยังคงพัฒนาต่อเนื่องสำหรับซึ่ง Ford Performance รับหน้าเสื่อเป็นทีมพัฒนาให้มีความดุดันทั้งด้านพละกำลังและการลุย ซึ่งได้แรงบันดาลใจของความแกร่งมาจาก Ultra 4 Racing รถแข่งทะเลทราย รวมถึงระบบรองรับที่ไปคล้ายกับ F-150 Raptor

Ford Bronco Raptor 1

รถที่ดีที่สุดจากการสร้างของ Ford Performace เพื่อลุยเส้นทางวิบาก เริ่มจากการทำให้คล้ายกับรถต้นแบบ เพื่อความแข็งแรง รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างตัวถัง และจุดยืด ยุบ ของตัวรถ เสา B และ เสา C ก็ได้มีการเสริมคานคันกระแทกด้วยเช่นกัน รวมถึงพิเศษกว่ารุ่นปกติ เนื่องจากล้อที่กว้างกว่าเกือบ 20 ซม.

Ford Bronco Raptor 2

ในส่วนความสูงมีพัฒนาใหม่ ทำให้สามารถลุยน้ำได้กว่า 37 นิ้ว หรือ 1 เมตร และอัพเกรดระบบสั่นสะเทือนของ Fox ที่พัฒนามาโดยเฉพาะ ล้อที่ใช้ขนาด 17 นิ้ว หุ้มยาง BF GoodRich KO2 ขนาด 37 นิ้ว ซึ่งถือเป็นขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับรถเอสยูวีที่มีจำหน่ายในอเมริกา

Ford Bronco Raptor 7

Ford Bronco Raptor 3

Ford ยังได้พัฒนาเครื่องยนต์ EcoBoost® เทอร์โบคู่ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุดกว่า 400 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ และที่สำคัญ Terrain Management พัฒนาใหม่ให้มีถึง 7 โหมดการใช้งาน และพิเศษไปอีกขั้นกับการเลือกเสียงท่อไอเสียได้ถึง 4 รูปแบบได้แก่ Normal, Sport, Quiet และ Baja

Ford Bronco Raptor 4

เจ้าของรถสามารถเลือกตกแต่งห้องโดยสารเช่น เบาะหนังกลับ Black Onyx Neo ที่เจาะรูด้วยเลเซอร์ แผงหน้าปัดที่หุ้มไวนิล พวงมาลัยรูปทรงสปอร์ตที่หนาขึ้นพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์แมกนีเซียมและโลโก้ Raptor สีดำเงา

Ford Bronco Raptor 5

Bronco Raptor มาพร้อมกับแพ็คเกจ SYNC®4 ที่มีหน้าจอสัมผัสขนาด 12 นิ้ว แบบทัชสกรีน กล้องมองภาพรอบคันแบบ 360 องศา ระบบเสียง B&O 10 ลำโพง

Ford Bronco Raptor 10

ราคาจำหน่ายของ Ford Bronco Raptor อยู่ที่ 39,995 ดอลลาร์ หรือราว 2.3 ล้านบาท ถามว่าเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราหรือไม่ คงเป็นไปได้ยาก ส่วนที่เป็นไปได้แน่ๆ นั่นคือ Next Gen Ranger Raptor เตรียมตัวจำหน่ายหลังจากเปิด Ford Ranger และ Ford Everest เจนใหม่แน่นอนครับ

Ford Bronco Raptor 11

เครดิต:Netcarshow

มาสด้าส่ง New Mazda CX-30 ลุยตลาด ด้วยการเติมเทคโนโลยีและอุปกรณ์ล้นคัน แต่จำหน่ายราคาเดิม

0
New Mazda CX-30 Pic Open

โหมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จด้านยอดขายในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะรถอเนกประสงค์ในตระกูล CX-Series ที่เติบโตสูงถึง 21% มาสด้าตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Mazda CX-30 ใหม่ พร้อมแนวคิด “LIFE’S ALWAYS ON” ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่พร้อมเติมเต็มความหมายให้กับทุกด้านของชีวิตอย่างมีสไตล์ ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายครบครันยิ่งขึ้น พร้อมความพรีเมี่ยมที่เหนือระดับ กับสีใหม่ล่าสุด บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ Platinum Quartz พร้อมเติมเต็มทุกประสบการณ์ด้วยทางเลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย วางราคาจำหน่ายเท่าเดิมเริ่มต้นเพียง 989,000 บาท

New Mazda CX-30 1

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า รถครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-30 ได้เผยโฉมสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก จนเกิดกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมและสร้างชื่อเสียงกระหึ่มไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งในด้านสมรรถนะการขับขี่ ความพรีเมี่ยมสง่างามของรูปลักษณ์จากการออกแบบที่โดดเด่นตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ได้รับการยกระดับดีไซน์เพื่อให้เกิดความงดงามจากแสงและเงาที่ตกกระทบลงบนตัวรถในขณะขับเคลื่อนหรือแม้ขณะจอดนิ่งอยู่กับที่ พร้อมคัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพสูง จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้พบเห็นส่งผลทำให้รถรุ่นนี้สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับมาสด้าบนเวทีระดับโลก ด้วยการเป็นรถแบรนด์ญี่ปุ่นเพียงแบรนด์เดียว ที่ติด 1 ใน 3 รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก ปี 2563 (Top Three in the World – World Car of the Year) รวมถึงรางวัลมากมายจากเวทีการประกวดในประเทศต่างๆ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของ Mazda CX-30 ในทุกมิติ และเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าในระดับนานาชาติ

New Mazda CX-30 2

สำหรับ Mazda CX-30 ในประเทศไทย ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับความนิยมจากลูกค้าเช่นกัน ซึ่งภายหลังจากเปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2563 สามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยยอดจองสูงถึง 2,000 คัน ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ รวมถึงเป็นรุ่นหลักที่สร้างยอดขายให้กับรถอเนกประสงค์ในตระกูล CX-Series ของมาสด้าอย่างต่อเนื่อง และปี 2564 ที่ผ่านมา รถรุ่นนี้ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นถึง 30.9% เมื่อเทียบกับปี 2563 และมียอดจำหน่ายสะสมแล้วกว่า 14,000 คัน ในระยะเวลาเพียง 22 เดือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่าความนิยมและความต้องการซื้อของลูกค้าต่อรถรุ่นนี้ยังคงมีอยู่มาก และลูกค้าก็ยังคงให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม แม้ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ก็ตาม

New Mazda CX-30 4

“การปรับโฉม New Mazda CX-30 ครั้งนี้ มาสด้ามุ่งมั่นเพื่อส่งมอบรถครอสโอเวอร์เอสยูวีที่ล้ำสมัย ดีไซน์หรูหราสง่างาม อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันให้มากที่สุด โดยเพิ่มเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น และยังถ่ายทอดภาพลักษณ์ของความพรีเมี่ยม โดดเด่น และทรงพลัง ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่หรูหราประณีตพิถีพิถันทุกรายละเอียดด้วยวัสดุคุณภาพสูง ควบคู่กับการแนะนำสีภายนอกใหม่ล่าสุด บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ โดยเป็นสีที่บ่งบอกถึงความมีคุณภาพสูง เหนือระดับ มอบความหรูหราพรีเมี่ยมในทุกมุมมอง ด้วยคุณสมบัติใหม่เหล่านี้ มาสด้าจึงมั่นใจว่า Mazda CX-30 ใหม่ จะมาเติมเต็มความหมายและความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเคย” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

New Mazda CX-30 4

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวแนะนำรถครอสโอเวอร์เอสยูวี Mazda CX-30 ใหม่ ในครั้งนี้ มาพร้อมกับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเพื่อให้ตัวรถมีความเพียบพร้อมและสมบูรณ์แบบมากที่สุดในคลาส พร้อมส่งมอบความคุ้มค่าและลงตัวในการใช้งานได้ครบทุกมิติและหลากหลายด้านมากยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม ที่พร้อมเติมเต็มความหมายให้กับทุกด้านของชีวิตอย่างมีสไตล์ บนแกนแนวคิด “LIFE’S ALWAYS ON” เพื่อเป็นรถอเนกประสงค์ที่จะเข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตของลูกค้าที่กำลังมองหาครอสโอเวอร์ในกลุ่ม B-SUV เพื่อออกไปค้นหาและสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกมิติ พร้อมปรับตัวเพื่อรับทุกการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านของชีวิตจากบทบาทหนึ่งไปสู่อีกบทบาทหนึ่ง อาทิ จากคนโสดสู่การเริ่มต้นชีวิตครอบครัว ต่อเนื่องไปสู่การเป็นครอบครัวขนาดเล็กที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน และการใช้เวลาร่วมกันในทุกโมเมนต์ของชีวิต ออกเดินทางร่วมกันไปค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ

New Mazda CX-30 6

Mazda CX-30 ใหม่ ได้รับการออกแบบตามแนวคิด Kodo: Soul of Motion ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม “Less is More” ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่โฉบเฉี่ยวและทรงพลัง ตามแบบฉบับยนตรกรรมครอสโอเวอร์เอสยูวี ภายในห้องโดยสารยังคงความโดดเด่นด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันเสมือนงานทำมือ คัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุเกรดพรีเมี่ยมในทุกจุดสัมผัสดุจงานศิลปะชั้นสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อถ่ายทอดความหรูหรามีระดับในทุกมิติ และมาพร้อมกับความพรีเมี่ยมอีกระดับกับสีใหม่ บรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ที่เปิดตัวเป็นรุ่นที่สามของรถมาสด้าในประเทศไทย สะท้อนความมีสไตล์และตัวตนอันมีเอกลักษณ์ของผู้ขับขี่ แตกต่างในแบบที่เป็นตัวเองไม่ซ้ำใคร ให้ความรู้สึกหรูหรา ทรงพลัง และสง่างามมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

New Mazda CX-30 8

Mazda CX-30 ใหม่ ได้ถูกพัฒนาขึ้นจากพื้นฐานความต้องการของลูกค้า ที่มีไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์รูปแบบของการใช้งานได้อย่างแท้จริง โดยมาพร้อมทางเลือก 3 รุ่นย่อย ภายใต้เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร SKYACTIV-G ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมและคล่องตัวทุกการใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมือง ด้วยความแรงสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.4 กิโลเมตรต่อลิตร และรองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างแม่นยำในทุกรอบความเร็ว ให้การขับขี่สนุกในทุกเส้นทางและทุกมิติของการใช้งาน

New Mazda CX-30 9

เพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่พร้อมกับบุคคลสำคัญ รถมาสด้ารุ่นนี้จึงมาพร้อมสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากการศึกษาเชิงลึกด้านสรีรศาสตร์และธรรมชาติการเดินของมนุษย์ เพื่อพัฒนารถยนต์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง G-Vectoring Control Plus เทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้าที่ถูกติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ให้ผู้ขับขี่และรถเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

New Mazda CX-30 10

ไม่เพียงเท่านี้ มาสด้ายังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ทุกความต้องการที่แตกต่างและหลากหลาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีความปลอดภัยและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ทันสมัยและครบครัน จึงได้ถูกเพิ่มเข้ามาใน Mazda CX-30 ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน LED Signature, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลัง, กล้องมองหลัง และระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS และเพิ่มความเร็วสูงสุดของระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS ให้สามารถทำงานได้ถึง 145 กม./ชม.

New Mazda CX-30 12

รวมถึงสามารถตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ด้วยระบบการเชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ผ่านระบบ Mazda Connect ที่สามารถรองรับทั้ง Apple CarPlay® และ Android AutoTM* สามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญๆ ได้ โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander พร้อมมอบความโดดเด่นที่เหนือระดับด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง ที่ช่วยสร้างความประทับใจที่เหนือระดับไปตลอดการเดินทาง

New Mazda CX-30 13

ภายในห้องโดยสารได้ถูกพัฒนาภายใต้ปรัชญา HMI (Human-Machine Interface) ที่จัดวางฟังก์ชั่นการใช้งานในตำแหน่งศูนย์กลาง พร้อมมอบประสบการณ์และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง คอนโซลกลางและที่วางแขนด้านหน้าที่กว้างสบายรองรับช่อง USB และมีช่องเก็บของขนาดใหญ่

New Mazda CX-30 16

พร้อมด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า Windshield Active Driving Display แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอล แบบ TFT LCD พร้อมหน้าจอแสดงผลแบบสี ขนาด 7 นิ้ว พนักพิงเบาะหลังสามารถแยกพับ 60:40 อิสระจากกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง และใช้งานได้หลากหลายรูปแบบตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอสโอเวอร์เอสยูวี

New Mazda CX-30 17
Mazda CX-30 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น โดดเด่นตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานติดตั้งมาอย่างครบครันในทุกรุ่น

รุ่น 2.0 C มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยพื้นฐานที่ครบครัน อาทิ ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature, ไฟท้ายแบบ LED Signature, ล้ออัลลอย ขนาด 16”, หน้าจอ Center Display ขนาด 8.8” พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone พร้อมช่องแอร์ด้านหลัง, ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง, ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหลัง, กล้องมองหลัง, และระบบ i-Activsense 3 ระบบ มอบความคุ้มค่าเหนือระดับ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

รุ่น 2.0 S มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร ดีไซน์โดดเด่นรวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยเพิ่มเติมที่เหนือกว่า เช่น ล้ออัลลอย 18” ที่ให้ความสปอร์ตมากขึ้น, ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sports Paddle Shift, ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า และระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้มากยิ่งขึ้น (หมายเหตุ: เพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 C)

รุ่น 2.0 SP มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร มีดีไซน์ที่โดดเด่นเหนือระดับรวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม อาทิ หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า, ระบบเสียง BOSE® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง , ระบบแสดงภาพ 360 องศารอบทิศทาง และระบบ i-Activsense มากถึง 11 ระบบ ยังคงเป็นรุ่นที่เน้นความสมบูรณ์แบบมอบความพรีเมี่ยมและความปลอดภัยเหนือกว่ารถในระดับเดียวกันมากที่สุด

New Mazda CX-30 19

Mazda CX-30 ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี ประกอบด้วย
• สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
• สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
• สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
• สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
• สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
• สีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray)
• สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz)

ราคาจำหน่าย Mazda CX-30 ใหม่
รุ่น 2.0 C ราคา 989,000 บาท
รุ่น 2.0 S ราคา 1,099,000 บาท
รุ่น 2.0 SP ราคา 1,199,000 บาท

New Mazda CX-30 22

ข้อเสนอสุดคุ้มรับเปิดตัว กับดอกเบี้ย 1.99%1 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ผู้ที่สนใจสามารถทดลองขับและจองซื้อได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบรถใหม่ได้ทันที

 

 

ขับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ พาครอบครัวทัวร์เขาใหญ่ ตามสไตล์เที่ยวไป กินไป

0
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 17

ผมพาครอบครัวเข้าร่วมทริพท่องเที่ยวไปกับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ในกิจกรรม New Nissan Terra  Holiday Record เส้นทาง กทม.- เขาใหญ่ การเดินทางในครั้งนี้ถือเป็นการเที่ยวแบบเต็มอิ่ม และยังได้มีโอกาสพาเบบี๋ไปเปิดประสบการณ์สู่โลกกว้าง หลังสถานการณ์โควิด-19 กำลังเริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เที่ยวชิวๆ ทริพนี้จะชื่นมื่น และอบอวลไปด้วยความสุขขนาดไหน ติดตามรับชมครับ   

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 1

นิสสัน ประเทศไทย จัดกิจกรรมเดินทางกับครอบครัวสื่อมวลชนในรูปแบบชิวๆ ในชื่อ New Nissan Terra Holiday Record โดยมี นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ที่มากับชุดแต่ง Midnight Package ประกอบด้วย กระจังหน้าสีรมดำ กรอบไฟตัดหมอก คื้วตกแต่งซุ้มล้อ โลโก้สีดำ และอุปกรณ์ตกแต่งฝาท้าย ในราคาที่เพิ่มเพียง 9,900 บาท มุ่งสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นการพาเบบี๋ไปเข้าร่วมกิจจกรรมเป็นครั้งแรก ภายใต้ธีม ‘Family Road Trip’ ระยะทางรวมเกือบ 500 กิโลเมตร

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 2

สำหรับพาหนะในการเดินทางที่แจ้งว่ามากับชุดแต่งพิเศษ รถรุ่นนี้ถือเป็นคำตอบของการเดินทางได้อย่างลงตัว นอกจากรูปลักษณ์ที่ได้ปรับใหม่ตามสไตล์ไมเนอร์เชนจ์ ที่มีรูปลักษณ์ที่สวยและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เริ่มจากไฟหน้าในรูปแบบ Quard LED ที่สว่างไสว ฝาท้ายใช้งานได้สะดวกสบายด้วยระบบ Auto Lift Gate ซึ่งเปิดได้ง่ายๆ ด้วยการใช้เท้าสอดไปใต้กันชน แต่ฟีเจอร์นี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อกุญแจอยู่กับตัว

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 4

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 3

ในการที่เป็นรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง การเข้า/ออก ห้องโดยสารถือเป็นรายละเอียดที่ทีมออกแบบได้พิถีพิถันและปรับปรุงเพิ่ม ในส่วนของการพับเบาะแบบ One Touch ในรุ่นก่อนหน้า พอมาอยู่ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ได้มีการปรับระบบให้ทำงานนุ่มนวลขึ้น

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 10

ราว 3 ชั่วโมง จากกทม.-เขาใหญ่ เบบี๋ที่พาไปด้วยไม่มีอาการงอแง แม้แต่นิด เพราะด้วยการถูกสะกดจากอุปกรณ์ที่ให้ความบันเทิง ด้วยการเชื่อมต่อด้วย Apple CarPlay แบบไร้สาย (Wireless Apple CarPlay) รวมถึงสามารถใช้งานกับ Android Auto และยังมีเทคโนโลยีชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charging) สามารถสตรีมมิ่งเพลงโปรดต่าง ๆ ที่ยกระดับความเพลิดเพลินด้านเสียงเพลงอย่างดีเยี่ยมด้วยระบบเสียงจาก Bose Premium Audio

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 7

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 9

ระบบช่วยนำทางทำให้คำนวณเวลาเดินทาง ดูสภาพการจราจร ได้อย่างสะดวก ช่วยให้สามารถเดินทางสู่จุดท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้อย่างสบายใจ และที่สำคัญสุดของฟีเจอร์ที่ถูกใจเด็กๆ นั่นคือการเชื่อมต่อกับ Smart TV Stick ที่สามารถรับชม Netflix, YouTube, Disney+ หรือเล่นเกม ให้เด็ก ๆ และทุกคนได้เพลิดเพลินไปกับโลกแห่งความบันเทิงแบบออนไลน์ที่มาพร้อมจอภาพขนาด 11 นิ้ว แค่นี้ก็เดินทางได้อย่างไร้กังวล

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 8

ความเงียบของห้องโดยสารที่ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์ในการเดินทางได้มาจากกระจกบานหน้าแบบ Acoustic Glass และการติดตั้งวัสดุซับเสียงรอบๆห้องโดยสาร รวมถึงการวางตำแหน่งที่นั่งในรูปแบบ Theater Seat ทำให้ช่วยลดอาการเมารถ เนื่องจากเป็นการจัดวางเบาะนั่งแบบเล่นระดับ

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 5

ขุมพลังขับสนุก แม้ว่าในเชกเมนต์นี้คู่แข่งจะมีพละกำลังทะลุ 200 แรงม้า แต่ เครื่องยนต์ดีเซล YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร (Nm) ก็มีพละกำลังที่เหลือเฟือ อัตราเร่งและสมรรถนะไม่ได้ตกเป็นรอง และยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มากับอาวุธลับอย่างระบบล๊อคเฟืองท้าย ก็สามารถทำให้การเดินทางบุกป่า ฝ่าดง ทำได้ทุกเส้นทาง

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 11

ช่วงล่างในรูปแบบ Five Link ซึ่งถือเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของนิสสัน ออกแบบมาให้มีความนุ่มนวลบนถนนหลวง และซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีบนทางขรุขระ เบบี๋ที่นั่งอยู่เบาะแถว 2 ก็สามารถดูการตูนได้จนผลอยหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่  26

 

ระบบความปลอดภัยต้องเรียกว่าอัดแน่นแบบไม่มีกั๊ก นิสสัน 360° เซฟตี้ ชิลด์  (360° Safety Shield  Technology) เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะรอบคัน ที่ช่วยตรวจสอบและดูแลครอบครัวให้ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชน และลดความรุนแรงของเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) ตรวจจับได้ถึงรถคันที่สองที่อยู่ต่อจากคันหน้า และส่งสัญญาณเตือนหากพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุเมื่อรถด้านหน้าเบรกกะทันหัน และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ซึ่งจะช่วยชะลอความเร็วและหยุดรถโดยอัตโนมัติก่อนเกิดการชน ในขณะที่เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) มีเซ็นเซอร์ตรวจจับยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนเข้ามาจากด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อให้การถอยหลังทำได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการขับขี่ท่องเที่ยวทั้งในเมืองและแบบออฟโรด

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 13

และที่ได้ดีทั้งยังปลอดภัยสูงนั่นคือระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว รอบทิศทาง ซึ่งแสดงภาพมายังจอกลางที่คมชัด และเมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้งานโหมดขับเคลื่อนสี่ล้อ จอกลางจะทำหน้าที่แสดงภาพเพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวางหรือสามารถดุสภาพพื้นที่ได้โดยรอบอีกด้วย

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 14

หลังจากแวะพักระหว่างทางกับคอฟฟี่เบรกที่ทางผู้จัดงานได้เตรียมไว้ คณะของเราออกเดินทางจากกทม.ช่วงสายๆ และมาถึงพื้นที่โซนใกล้อช.เขาใหญ่ในช่วงอาหารกลางวันพอดี ร้านอาหารเลิศหรูที่ขึ้นชื่อพร้อมกัวิวทิวทัศน์ของขุนเขาที่สวยงาม ร้าน Ribs Mann ก็ถือเป็นสถานที่เช็คอินสำคัญของเขาใหญ่ ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 15

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 16

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 17

ห่างกันเล็กน้อย กับสถานที่ชุดชิค และยังใช้ย่อยอาหารมื้อกลางวัน คือ The Birder’s Lodge Famers Market ตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่เหมาะสำหรับครอบครัว ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบกระท่อมโรงนาสไตล์ยุโรป ถือเป็นจุดพักถ่ายรูปยอดนิยม มีผัก ผลไม้ และพืชออร์แกนิกที่ปลูกในท้องถิ่นวางขาย โดยพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ เลยทำให้ได้ภาพครอบครัวติดกลับมาพอสมควร แต่ที่ได้มามากกว่านั้นคือตลาดที่แปลกตา ส่งผลให้ป่วนได้พอประมาณ

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 14

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 15

เขาแผงม้า คือไฮไลท์ของทริพ ที่ใช้เป้นจุดหมายปลายทางอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะถือเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในประเทศไทย สำหรับการส่องกระทิง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามกระทิงสายพันธุ์อินเดีย มีช่วงไหล่ที่ใหญ่และส่วนหัวเล็ก เป็นสายพันธุ์ของวัวป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 23

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 16

ครั้งแรกที่เบบี๋ได้เห็นกระทิงตัวเป็นๆ ถือว่าตื่นเต้นไม่น้อย นอกจากสัตว์ป่าคุ้มครอง เขาแผงม้ายังถือว่าเป็นสถานที่ที่มีโอโซนติดอันอับโลก อากาศดีดีที่ได้สูดเข้าไปฟอกปอด ก็ถือเป็นตัวช่วยในช่วงสถานการณ์ของโรคระบาดได้อีกทาง

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 18

 

ที่พักสุดฮิพของทริพนี้ แถมยังหรู และอินเทรนไปกับเต็นท์ติดแอร์ที่ ลาลา มูก้า เต้นท์ รีสอร์ต เขาใหญ่ จุดแคมป์ปิ้งที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้ากับกลิ่นอายแอฟริกันได้อย่างลงตัว ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวขจี ก่อนรังสรรกิจกรรมยามค่ำในรูปแบบรอบกองไฟที่อบอุ่นพร้อมบรรยากาศสุดโรแมนติก

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 17

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 18

ตบท้ายกับการเดินทางยามค่ำคืนไปยัง คีรีมายา กอล์ฟ แอนด์ สปา เพื่อชมการแสดง แสง สี เสียง ในงาน Forest of Illumination ซึ่งตื่นตั้งเด็ก และผู้ใหญ่ กับการเนรมิตป่า ให้กลายเป็นนิทรรศการกลางแจ้งในยามค่ำคืน ที่แสดงถึงความงดงามได้อย่างมีศิลปะ

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 20

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 21

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 22

จบทริพ New Nissan Terra Holiday Record กับอากาศเย็นๆ แต่ก็อบอุ่นไปทั้งครอบครัว เพราะการท่องเที่ยวแบบธรรมชาติสู่เขาใหญ่ครั้งนี้ สร้างความประทับใจและชวนให้ทุกคนสนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นทริปวันหยุดสุดสัปดาห์ การท่องเที่ยวแบบออฟโรด การท่องเที่ยวในเมืองหรือการขับขี่ยามค่ำคืน ซึ่งถือว่าเป็นการเดินทางแบบ 2 วัน 1 คืนที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ทั้งยังเพลิดเพลินไปกับความบันเทิง ที่มาพร้อมความปลอดภัย และความสะดวกสบายใน นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ อีกด้วย  

นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ 24