Home Blog Page 324

ฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิง ปีที่ 24 คึกคัก เยาวชนจากทั่วประเทศร่วมสมัครถึง 300 ทีม เตรียมประชันฝีมือต้นเดือนมีนาคมนี้

0

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เตรียมจัดการแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge หรือฮอนด้าประหยัดเชื้อเพลิงปีที่ 24 ภายใต้แนวคิด “ท้าทายพลังความคิด ประดิษฐ์นวัตกรรมรักษ์โลก” ระหว่างวันที่ 2-3 มีนาคม 2565 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เพื่อค้นหาผู้ทำสถิติประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด ร่วมท้าพิสูจน์ว่าน้ำมัน 1 ลิตร จะวิ่งได้ไกลแค่ไหน ล่าสุด ได้มีทีมเข้าร่วมสมัครการแข่งขันถึง 300 ทีม จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ทำให้รถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ปิดรับสมัครก่อนกำหนด (จากเดิมสิ้นเดือนมกราคม 2565)

สำหรับการแข่งขัน Honda Eco Mileage Challenge แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  1. ประเภทรถประดิษฐ์ ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา และกลุ่มประชาชนทั่วไป
  2. ประเภทรถตลาด สำหรับประชาชนทั่วไป แข่งขันโดยใช้รถจักรยานยนต์ Honda Wave110i

ในแต่ละทีมจะประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน ร่วมกันพัฒนาเทคนิคและกลยุทธ์ที่จะทำให้รถวิ่งได้ไกลที่สุด ด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป (กำหนดให้ใช้น้ำมัน E20 ในทุกประเภทการแข่งขัน)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ www.hondaeconothai.com

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รถอเนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทย

0

รถอเนกประสงค์ หรือ ที่นิยมเรียกกันว่า รถพีพีวี เป็นรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ด้วยคุณสมบัติที่เพียบพร้อมทั้งในด้านการบรรทุกสัมภาระ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ทันสมัย และระบบขับเคลื่อนที่ดีมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยสมรรถนะที่เหนือระดับกว่ารถยนต์แบบซีดานทั่วไป ด้วยมิติการออกแบบตัวรถที่มีขนาดใหญ่ จึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความหรูหราให้แก่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือ หนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่มีการติดตั้งระบบเทคโนโลยีต่างๆ มากที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นที่สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรค มีดีไซน์ที่โดดเด่นที่ผสานกับความหรูหราและความสะดวกสบายแบบรถซีดาน ครบครันด้วยอรรถประโยชน์ในด้านการใช้งาน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ถูกเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 700,000 คัน ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พร้อมการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความมั่นใจในขณะขับขี่ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถครองใจลูกค้าและคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง มีดังต่อไปนี้

เริ่มด้วย ‘นิยามแห่งความสำเร็จ’ ที่ถูกถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มาพร้อมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันด้วยการคว้าชัยชนะมากถึง 12 ครั้งจากสนามแข่งแรลลี่สุดหฤโหดระดับโลกอย่าง ดาการ์ แรลลี่ นับตั้งแต่ปี 2528  โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้มีการปรับเทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าในปัจจุบันให้ได้สัมผัส อาทิ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส หรือที่เรียกว่า Super Select 4WD II

ด้วยระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II ที่ช่วยให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถขับผ่านได้บนทุกสภาพถนน ครบครันด้วยสมรรถนะที่โดดเด่น อาทิ โหมด 2H (2WD High-Range) ขับเคลื่อน 2 ล้อ, โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control, โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมาพร้อมกับโหมดออฟโรด ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดบนเส้นทางออฟโรด ถือเป็นหนึ่งในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ล้ำสมัยที่สุดในเวลานี้

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับความนิยม ได้แก่ การเป็นรถอเนกประสงค์ที่ ‘มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากที่สุด’ โดยได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยที่มากที่สุดในเซกเมนต์ ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ‘Drive your Ambition’ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่ในการค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ โดยระบบความปลอดภัยที่สำคัญ ประกอบด้วย ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Auto Parking Brake) และระบบช่วยเบรก (Brake Auto Hold) กล้องมองภาพรอบคัน (Multi-Around Monitor) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist) ระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนกันชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation System) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอัจฉริยะ (Electronic Time and Alarm Control System) และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือ ‘รถอเนกประสงค์อัจฉริยะ’ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถตั้งค่าให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้ามาใกล้หรือเดินออกห่างจากตัวรถ นอกจากนี้ เมื่อเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ ระบบ มิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ยังสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถ ข้อมูลการใช้งาน การแจ้งเตือนระบบ และการสั่งงานอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์แวเรเบิล ผู้ขับขี่ยังสามารถจองล่วงหน้าเพื่อเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการของมิตซูบิชิ ได้ตามต้องการจากทุกที่ทุกเวลา

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีเอกลักษณ์การดีไซน์ที่โดดเด่น สะกดทุกสายตาโดดเด่นทุกมุมมองด้วยกระจังหน้าแบบ ‘Advanced Dynamic Shield’ เส้นสายการออกแบบมีความทันสมัยจากภายนอกจรดภายใน ห้องโดยสารกว้างขวางและมีความหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มที่ช่วยเพิ่มระดับความพรีเมียม สะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกการเดินทางด้วยช่องจ่ายไฟฟ้าขนาด 220V พร้อมที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย มีระบบฟอกอากาศ และระบบปรับอากาศสำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3 ผู้โดยสารตอนหลังยังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพขนาด 12.1 นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ พร้อมรีโมทคอนโทรล รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมาพร้อมกับความสบายใจด้านบริการหลังการขาย ภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่ช่วยให้ลูกค้าทุกคนสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 หรือ TAQA ด้วย ‘รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขายประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล’ และ ‘รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขายประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน’ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว

เพื่อตอกย้ำความนิยมในประเทศไทย พร้อมการยอมรับให้เป็นหนึ่งในรถเอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในโลก บริษัท  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จึงขอแนะนำ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เพื่อสานต่อความสำเร็จในการเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่ดีที่สุด โดย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำรถอเนกประสงค์แบบพรีเมียมที่มีความครบครันมากที่สุดในเซกเมนท์ มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการติดตั้งถุงนิรภัยเพิ่มเป็นแบบ 7 ตำแหน่งในรุ่น GT-PREMIUM 2WD และติดตั้งระบบกล้องมองภาพรอบคันรุ่นปรับปรุงใหม่ (MAM) ทั้งในรุ่น GT-PREMIUM 2WD และ 4WD นอกจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มให้แล้ว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังคงความพรีเมียมและความเหนือระดับทั้งในด้านอรรถประโยชน์และการดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมเอกลักษณ์ความเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ทั้งในด้านสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย

พบกับ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ หรือ ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ฮอนด้า ชวนลูกค้าเข้ารับบริการ เพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โครงการ “ช้อปดีมีคืน 2565”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ชวนลูกค้าฮอนด้าเข้ารับบริการเพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษี โครงการ “ช้อปดีมีคืน 2565” ณ โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้า 229 แห่งทั่วประเทศ โดยลูกค้าสามารถนำใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากยอดค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2565 มาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2565 ซึ่งค่าใช้จ่ายงานบริการที่เข้าร่วมเงื่อนไขในโครงการ “ช้อปดีมีคืน”* ได้แก่ งานตรวจเช็กตามระยะทาง (PM) งานซ่อมทั่วไป (GR) และงานซ่อมตัวถังและสี (BP) ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดอุปกรณ์ตกแต่งที่โชว์รูมและศูนย์บริการอีกด้วย

ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมของการบริการต่าง ๆ และเลือกการบริการที่ใช่สำหรับคุณได้ที่ www.honda.co.th/service

หมายเหตุ
*ค่าใช้จ่ายโปรแกรมอัลติเมทแคร์ และแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟไม่เข้าเงื่อนไขโครงการ
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด และเป็นไปตามโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ที่ทางรัฐบาลกำหนด

เอ็มจี ประกาศผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่เทียบชั้นยานยนต์โลก

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวสู่ยุคใหม่เทียบชั้นอุตสาหกรรมโลก รุกตลาด “อีวี” ชู ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ของประเทศจะแข็งแกร่งต้องมี ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สถานีชาร์จครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่ที่ดี และการสร้างความรู้พื้นฐานและความเข้าใจไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้อีวีในไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เผยตัวเลขยอดขายรวมปีที่ผ่านมา 31,005 คัน หรือมีอัตราการเติบโตที่ 9.5% พร้อมเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ลงตลาดที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้นในปีนี้

มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการขับขี่ (Autonomous) การเชื่อมต่อระหว่างคนและรถ (Connectivity) มากยิ่งขึ้น การใช้งานรถร่วมกัน (Sharing Economy) ได้รับการพูดถึงมากขึ้น รวมถึงการที่โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด (Green Economy) และให้ความสำคัญกับ Emission Standard จากการตั้งเป้าหมายของแต่ละประเทศเพื่อทำให้เกิด Zero Emission จึงทำให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างก้าวกระโดด”

เอ็มจีเชื่อมั่นใน “ศักยภาพของประเทศไทย” เทียบชั้นอุตสาหกรรมยานยนต์โลกได้อย่างแน่นอน

ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ จากนโยบายและจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐ รวมถึงมาตรการและแนวทางสนับสนุนที่มีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เอ็มจีเชื่อว่าการให้ความสำคัญกับ “เทคโนโลยี” จะช่วยสร้างจุดเปลี่ยนและยกระดับประเทศไทยได้ โดยเราได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ มาโดยตลอด ทำให้คนไทยได้ใช้รถที่มีระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะและระบบการขับขี่อัตโนมัติที่ให้ความสะดวกสบายและความปลอดภัยกับผู้ขับขี่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ Car Sharing กำลังเป็นที่จับตา รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยก็เป็นที่ยอมรับและมียอดจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ถือได้ว่าในวันนี้ประเทศไทยก้าวมาไกลทัดเทียมกับประชาคมโลกอย่างที่เอ็มจีตั้งใจไว้

นิยามอีวีของเอ็มจี ไม่ใช่แค่ตัวรถแต่คือการลงมือทำทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่ง

ที่ครอบคลุมทั้ง

  • การพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบการใช้งาน ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวนับจากนี้ จะมี เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ V2L ที่รถยนต์สามารถจ่ายไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้
  • การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เราได้รับการอนุมัติจาก BOI ในการ ตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิจัยในเรื่องของวิธีการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอีกด้วย
  • การสร้างและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกพร้อมเสริมความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รองรับการใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมถึงยังเป็นการปลดล็อกความกังวลเรื่องระยะทางการใช้งานต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ด้วยจำนวนสถานีชาร์จนอกบ้านที่มีให้บริการตลอดเส้นทาง โดยทุกๆ 150 กิโลเมตรจะต้องมีเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 แห่ง
  • การเร่งสร้างความรู้พื้นฐานและความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีแผน ที่จะเข้าไปสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้เกิดขึ้นได้ไวมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็น ผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต

เอ็มจี ขอบคุณทุกความไว้วางใจ พร้อมเดินหน้าลงมือทำเพื่อนำอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยบรรลุเป้าหมายใหญ่ 

เอ็มจีตั้งเป้าที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ อันจะนำมาซึ่งการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (New Growth) โดยจะมุ่งนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ด้วยการผสมผสานความลงตัวของ เทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และ คุณค่า (Value) เพื่อทลายกรอบความคิดเดิมๆ และพิสูจน์ให้เห็นว่ารถที่ดีต้องมอบประโยชน์สูงสุดให้กับผู้บริโภค และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงรถยนต์ที่มาพร้อมนวัตกรรมในราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

ในปี 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่คนไทยให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในแบรนด์เอ็มจีมากยิ่งขึ้น จากการรุกตลาดสร้างสีสันให้กับวงการยานยนต์ไทยตามแผนงานที่วางไว้ตลอดทั้งปี ทำให้เอ็มจีสามารถสร้างยอดขายรวมที่ 31,005 คัน หรือมีอัตราการเติบโตที่ 9.5% ถือเป็นแบรนด์รถยนต์เพียงไม่กี่แบรนด์ที่มีตัวเลขอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยมีสถิติและตัวเลขที่น่าสนใจ อาทิ ALL NEW MG5 สามารถขึ้นเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ B-segment ภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนหลังจากการเปิดตัว ในส่วนของกลุ่ม SUV ที่เป็นโมเดลทำตลาดหลักของ เอ็มจี ในปี 2564 สามารถรั้งตำแหน่งในกลุ่มผู้นำต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร โดยครองการเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึงกว่า 90% อีกทั้งยังสามารถดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จแบบเร็ว MG Super Charge ได้แล้วทั่วประเทศจำนวน 120 แห่ง เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปี 2565 เอ็มจีคาดว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศจะเติบโตขึ้นโดยมียอดขายรวมอยู่ที่ 800,000 – 850,000 คัน  โดยในส่วนของเอ็มจีจะเน้นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถของคนไทย มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในผลิตภัณฑ์และ การบริการควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม

เอ็มจี มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้รถที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนไทย เรากล้าที่จะคิดและลงมือทำในสิ่งที่ต่าง ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้สามารถเป็นไปได้ ด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

“MOTOR EXPO” จับรางวัลใหญ่ รถยนต์ 3 คัน บิกไบค์ 1 คัน

0

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์” พร้อมด้วยผู้แทนค่ายรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงสักขีพยานจาก สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ร่วมงานจับรางวัล จากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” MOTOR EXPO 2021 ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อสินค้า…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ และชม Motor Expo Online ชิงรางวัล ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-6 IMPACT เมืองทองธานี วันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา

สำหรับรายชื่อผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปฏิบัติตามกฎกติกาของการชิงรางวัล จะประกาศทาง www.motorexpo.co.th, www.autoinfo.co.th, Line @motorexpo ในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 และทางนิตยสาร ฟอร์มูลา, 4 WHEELS ฉบับประจำเดือนเมษายน 2565

พบกับงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39” วันที่ 1-12 ธันวาคม 2565 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ติดตามข้อมูล MOTOR EXPO ได้ทาง www.motorexpo.co.th, FB : MotorExpo,  IG : Motorexpoth, Youtube : IMCOnlineTH,   Line : Motorexpo และ Twitter : MotorExpoTH

ปอร์เช่ ส่งมอบรถยนต์ใหม่มากกว่า 300,000 คัน ทั่วโลก ในปี 2021 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำลายสถิติยอดขายสูงสุด

0

ผลงานอันยอดเยี่ยมเป็นประวัติการณ์ของบริษัท : ปอร์เช่สามารถส่งมอบรถยนต์ใหม่เป็นจำนวนทั้งสิ้น 301,915 คัน ไปยังลูกค้าทั่วทุกมุมโลกในปีงบประมาณ 2021 หรือคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2020 การพัฒนาในทุกกลุ่มตลาดมีส่วนต่อความสำเร็จเป็นอย่างมาก รวมทั้งอัตราการเติบโตสูงที่สุดซึ่งเกิดขึ้นในทวีปอเมริกา และประเทศจีน ยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของรถยนต์ปอร์เช่

Detlev von Platen สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานขาย และการตลาดของ Porsche AG กล่าวว่า “ถึงแม้ในขณะนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ขาดแคลนอุปกรณ์ semi-conductor และความยุ่งยากต่าง ๆ อันมีสาเหตุจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 แต่เรายังคงทำงานอย่างสุดความสามารถเพื่อเติมเต็มความฝันของลูกค้าในการได้ครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่สักคัน ความต้องการรถยนต์ปอร์เช่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งคำสั่งซื้อที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเริ่มต้นปี 2022  ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพอันเต็มเปี่ยมจากทุกภูมิภาคทั่วโลก”  

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

รุ่นรถที่มีความต้องการสูงสุดในปี 2021 เป็นอันดับแรกคือรถ SUV รุ่นปอร์เช่ มาคันน์ (Macan) มียอดจองสูงถึง 88,362 คันตามมาด้วย ปอร์เช่ คาเยนน์ (Cayenne) มียอดส่งมอบ 83,071 คัน ทางด้านรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) มียอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขรวม 41,296 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนถือว่ามากขึ้นกว่าสองเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับรถสปอร์ตระดับตำนานอย่าง ปอร์เช่ 911 มียอดส่งมอบสม่ำเสมอด้วยตัวเลข 38,464 คัน ด้านปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) ทำยอดส่งมอบได้ที่ 30,220 คัน  และ ปอร์เช่ 718 บ๊อกสเตอร์ (718 Boxster) และ 718 เคย์แมน (718 Cayman) ทำได้ที่ 20,502 คัน 

รักษาระดับความต้องการได้อย่างแข็งแกร่งจากทั่วทุกมุมโลก

ปอร์เช่สามารถสร้างผลงานเพิ่มยอดส่งมอบได้ในทุกภูมิภาคทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีอัตราการเติบโตอย่างยอดเยี่ยม มียอดจำหน่างสูงถึง 70,025 ราย โดยคิดเป็นสัดส่วนแล้วสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลูกค้าในสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ที่มีให้เลือกหลากหลายรุ่น ทำให้ในด้านภาพรวมทั่วทั้งทวีปอเมริกานั้นปอร์เช่สามารถทำยอดส่งมอบได้ที่ 84,657 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง  22 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน

ประเทศจีนยังคงมีสถานะผู้นำตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำ และสามารถสร้างสถิติที่ยอดเยี่ยมจากผลงานตลอดปี 2021 ด้วยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขในปี 2020 ทำให้มียอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ถึงมือลูกค้าชาวจีนทั้งสิ้นรวมถึง 95,671 คัน ในท่ามกลางสถานการณ์การขาดแคลนชิ้นส่วนอะไหล่ ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอฟริกา และตะวันออกกลาง มียอดจำหน่ายอยู่ในระดับสูงถึง 131,098 คัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 8 เปอร์เซ็นต์จากปี 2020

Porsche Asia Pacific – ซึ่งผ่านการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20th ปี ในการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง และสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาโดยตลอด และสามารถทำลายสถิติอัตราการเติบโตด้านยอดจำหน่ายสูงสุด โดยเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 51 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2020

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) คือรุ่นรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดอันดับสองสำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยสัดส่วนการขายของรถยนต์ปอร์เช่ที่ถูกจำหน่ายออกไปทุก ๆ ห้าคัน จะเป็นไทคานน์หนึ่งคัน ทำให้รถสปอร์ตขุมพลังแบตเตอรี่ และขุมพลังไฮบริดมีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์จากยอดขายรวมของปอร์เช่ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดโลก ต้องยกผลประโยชน์ให้กับความยอดเยี่ยมของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า และรถสปอร์ตยุคใหม่ของปอร์เช่

ในประเทศบ้านเกิดเยอรมนี ปอร์เช่ยังคงรักษาระดับความนิยมเอาไว้ได้ ด้วยยอดส่งมอบ 28,565 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 9 เปอร์เซ็นต์ ในภาพรวมของทวีปยุโรปลูกค้า 86,160 ราย มอบความไว้วางใจเป็นเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่ เพิ่มขึ้นอีก 7 เปอร์เซ็นต์จากปี 2020 ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคือสิ่งที่ลืมไม่ได้ว่า ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ปอร์เช่ที่จำหน่ายในทวีปยุโรปตลอดปี 2021 คือรถพลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถขุมพลัง plug-in hybrids หรือแบตเตอรี่ โดย Detlev von Platen กล่าวทิ้งท้ายว่า  “ผลงานโดยรวมถือเป็นที่น่าพึงพอใจมาก และแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์การดำเนินงานด้านยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการ และความคาดหวังของลูกค้าได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขยอดจำหน่ายไม่ได้เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับเรา สิ่งที่เหนือกว่านั้น คือการที่เราสามารถยืนหยัดสร้างสรรค์ความพิเศษเหนือระดับ และส่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใครให้แก่ลูกค้า รวมทั้งเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ต่อไปทั่วทุกมุมโลก”

Porsche AG                                                   ยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่มกราคมธันวาคม
20202021อัตราการเติบโต
ทั่วโลก272,162301,915+11%
ทวีปยุโรป80,89286,160+7%
ประเทศเยอรมนี26,15228,565+9%
ทวีปอเมริกา69,62984,657+22%
ประเทศสหรัฐอเมริกา57,29470,025+22%
เอเชียแปซิฟิก แอฟริกา และตะวันออกกลาง121,641131,098+8%
ประเทศจีน88,96895,671+8%

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ภาพยนตร์ และภาพถ่าย ได้ที่ Porsche Newsroom: newsroom.porsche.com

 

Porsche Asia Pacific1 กำกับดูแล 13 ประเทศในภูมิภาค ประกอบด้วย: บรูไน, กัมพูชา, เฟรนช์ โปลีนีเซีย, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, มองโกเลีย, นิว แคลิโดเนีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ศรีลังกา, ไทย และเวียดนาม

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รักษาแชมป์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ พรีเมียมไทย 2 ปีซ้อน

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย 2 ปีซ้อน ด้วยยอดจดทะเบียนบีเอ็มดับเบิลยูและมินิรวมทั้งหมด 11,032 คัน ท่ามกลางสถานการณ์อันท้าทายต่อทุกอุตสาหกรรมในปี 2564 โดยมียอดจดทะเบียนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรวม 9,982 คัน ขณะที่มินิมียอดจดทะเบียน 1,050 คัน ด้านบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มียอดจดทะเบียน 1,197 คันตามลำดับ

ด้วยจำนวนโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีหลากหลายถึง 9 รุ่น ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในแบบ PHEV และ BEV ของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในปี 2564 มีจำนวนสูงถึง 2,784 คัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ขึ้นครองแชมป์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 32.9%

การประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งรวมถึงตัววัดผลด้านความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS Score ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยบีเอ็มดับเบิลยูยังคงยึดหลักการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเสนอยนตรกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผสานนวัตกรรมทางดิจิทัลในการให้บริการ เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและหลากหลายให้แก่ลูกค้า ที่สำคัญ ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายซึ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยอย่างต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน นอกจากนี้ มินิ ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องอีกปีเช่นกัน ด้วยยอดจดทะเบียน 1,050 คัน ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สร้างสถิติครองส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สูงถึง 7.6% นอกจากนี้ อีกก้าวที่สำคัญอันเป็นประวัติศาสตร์ของเรา คือ การขับเคลื่อนไปสู่อนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility) ซึ่งในปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยูและมินิครองอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียม PHEV และ BEV ด้วยสัดส่วนทางการตลาด 32.9% ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนที่บ่งชี้ว่าลูกค้ามีความไว้วางใจในยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป”

“การเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อสร้างความพึงพอใจและสามารถสนองความต้องการของลูกค้า แม้ว่าสถานการณ์ของปี 2565 ยังคงไม่แน่นอน แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งหมายที่จะนำเสนอยานยนต์ เทคโนโลยี และการบริการที่ดีที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยานยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) โดยเฉพาะ”

“จากการประสบความสำเร็จอันงดงามในปี 2564 ผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับแบรนด์ของเรา ลูกค้าทุกท่านคือ แรงผลักดันสำคัญให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเราจะยังคงพันธกิจในการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยสูงสุด พร้อมคุณภาพในการให้บริการที่เป็นเลิศ และที่สุดของประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ นอกจากนี้ ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายและพนักงานทุกท่านสำหรับความมุ่งมั่นและความร่วมมือกันทำงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เราผ่านช่วงความท้าทายนี้ไปด้วยกัน และพร้อมเดินเคียงข้างกันตลอดไป”

สำหรับในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังคงเติบโตในปี 2564 โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์ทั่วโลกรวม 2,521,525 คัน ซึ่งอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลสะท้อนมาจากความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ด้วยยอดส่งมอบรวม 328,316 คัน ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดมียอดส่งมอบรวมสูงสุดแห่งปีสูงถึง 194,261 คันทั่วโลก

ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงตั้งเป้าที่จะสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าตลอดปี 2565 ทั้งในรูปแบบอีเวนต์บนสถานที่จริงและบนช่องทางดิจิทัล โดยบีเอ็มดับเบิลยูได้ยกระดับในด้านโซลูชันทางดิจิทัล เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งด้านการขายและการบริการด้วยความปลอดภัยสูงสุด ในฐานะที่เป็นบริษัทยานยนต์ระดับพรีเมียม อีกหนึ่งในปณิธานที่สำคัญคือ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปี 2565 การรับผิดชอบต่อสังคมและความท้าทายในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นกลยุทธ์สำคัญทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น

นอกจากทางเลือกและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งความต้องการด้านยนตรกรรมและไลฟ์สไตล์ให้แก่ผู้ใช้งานในไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในการให้บริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และได้มาตรฐานระดับโลกทั่วประเทศ จึงเป็นเครื่องการันตีถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดยนตรกรรมพรีเมียมไทยสองปีซ้อน

ผลตอบรับดี! อีซูซุร่วมลดฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่อง ชวนผู้ใช้รถเก่าเข้าศูนย์ ตรวจเช็กฟรีและรับส่วนลดสูงสุด 50%

0

กลุ่มอีซูซุร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย คุณอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เยี่ยมชมศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ รณรงค์เชิญชวนลูกค้าเข้าร่วมโครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” โดยนำรถอีซูซุที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เข้าศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ* รับบริการตรวจเช็กฟรีกว่า 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์ และฟรีกว่า 50 รายการสำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50%**  สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษทางอากาศ***

คุณอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ขอขอบคุณอีซูซุที่ตอบสนองนโยบายภาครัฐในการบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ โครงการนี้เป็นการสนับสนุนให้นำรถเก่าเข้ามาบำรุงรักษา เพื่อไม่ให้ปล่อยควันดำที่มีค่าเกินมาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออากาศในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยล่าสุดมีรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 16,000 คัน นับว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และเป็นโอกาสดีที่ผู้ใช้รถเก่าจะได้ดูแลรถยนต์ของท่านให้มีความพร้อมในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังได้ช่วยชาติในการแก้ปัญหา PM 2.5 เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกท่านอีกด้วย

กลุ่มตรีเพชร โดย  คุณ วิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “อีซูซุให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศมาตลอด โดยได้จัดกิจกรรมชื่อ โครงการ ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส อย่างต่อเนื่อง และได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่ง เมื่อครั้งที่ผ่านมามีลูกค้าอีซูซุเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นมากกว่า 20,000 คัน สำหรับครั้งที่ 3 นี้ได้มีการรณรงค์เชิญชวนลูกค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา  มีลูกค้าอีซูซุที่นำรถเก่าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 16,000 คัน และมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นถึง 30,000 คัน จึงขอเชิญชวนลูกค้าอีซูซุทุกท่านที่สนใจ โครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส” นำรถอีซูซุที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี เข้ารับบริการตรวจเช็คฟรี 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์ และ 50 รายการสำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ พร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 50% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ที่เกี่ยวข้องกับการลดมลพิษทางอากาศได้จนถึง 28 กุมภาพันธ์ ศกนี้”

ท่านเจ้าของรถอีซูซุที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการ “ดูแลรถเก่า เพื่ออากาศสดใส”  เพิ่มเติมได้ที่ https://www.isuzu-tis.com/service  หรือ Line : @isuzuthai หรือสามารถติดต่อศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุ 333 แห่งที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2565

 

หมายเหตุ

*    เฉพาะศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุที่เข้าร่วมโครงการ 333 แห่งทั่วประเทศ

**  บริการตรวจเช็คฟรี 30 รายการสำหรับรถปิกอัพและรถนั่งอเนกประสงค์อีซูซุ

บริการตรวจเช็คฟรี 50 รายการสำหรับรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่อีซูซุ

*** 1) รถยนต์ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปี ขึ้นไป จะได้รับส่วนลดสำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษ 50 %

รายการชิ้นส่วน   1. ไส้กรองอากาศ
2. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ไส้กรองน้ำมันเครื่อง

2) รถยนต์ที่มีอายุ 15-19 ปี จะได้รับส่วนลดสำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่สำหรับการเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยมลพิษ 30%
รายการชิ้นส่วน    1. ไส้กรองอากาศ
2. ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ไส้กรองน้ำมันเครื่อง

ฮอนด้า คว้า 6 รางวัลด้านความปลอดภัยในงานฉลองครบ 10 ปี ASEAN NCAP

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความสำเร็จจากการคว้า 6 รางวัลด้านความปลอดภัย ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ASEAN NCAP (New Car Assessment Program for Southeast Asian) โดยเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดภายในงาน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด ในหลากหลายเซกเมนต์ ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุอย่างยั่งยืน ที่พร้อมมอบความมั่นใจและความสุขสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนในทุกเส้นทาง

สำหรับงานฉลองครบรอบ 10 ปีของ ASEAN NCAP จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลยานยนต์ปลอดภัยแห่งทศวรรษ (Decade of Vehicle Awards) ให้กับแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่ได้พัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพควบคู่
กับความปลอดภัย โดยฮอนด้า ถือเป็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในฐานะแบรนด์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดภายในงาน ซึ่งได้รับรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยรวมทั้งหมด 6 รางวัล ได้แก่

รางวัลผู้ชนะ
การป้องกันผู้โดยสารที่เป็นเด็กที่ดีที่สุด ในส่วนการทดสอบการชนจากด้านหน้า ระหว่างปี 2017 – 2020

(Best Forward Facing Child Occupant Protection 2017-2020)

ฮอนด้า แอคคอร์ด
เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย

(Safety Technology Award)

ฮอนด้า ซีวิค (เจเนอเรชันที่ 11) – ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ สำหรับรถจักรยานยนต์ (Autonomous Emergency Braking (AEB) for Motorcycle)
อาเซียน เอ็นแคป ยอดเยี่ยม
– การรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับ
5 ดาวต่อเนื่อง

(Excellent Award – Consistent 5-Star)

ฮอนด้า ซิตี้ (เจเนอเรชันที่ 3 – เจเนอเรชันที่ 5)
ฮอนด้า ซีวิค (เจเนอเรชันที่ 9 – เจเนอเรชันที่ 11)
รถยนต์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด

ระดับ 5 ดาว ปี 2012 – 2016

(การป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า)
(The Most 5-Star Car 2012 – 2016 – Adult Occupant Protection)

แบรนด์ฮอนด้า
ความปลอดภัยสูงสุดต่อเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน
(Best Road Safety Partner)
แบรนด์ฮอนด้า

 

โดยนับตั้งแต่มีการมอบรางวัล ASEAN NCAP ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยนตรกรรมของฮอนด้าสามารถผ่านการทดสอบมาตรฐานด้านความปลอดภัยและได้รับรางวัลรวม 8 รุ่น ภายใต้แผนยุทธศาสตร์และเงื่อนไขในการทดสอบซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วงปี ได้แก่ ปี 2012 – 2016  ปี 2017 – 2020  และปี 2021 – 2025 โดยสำหรับแผนยุทธศาสตร์ล่าสุดปี 2021 – 2025 มีวิธีการประเมินผลลัพธ์ความปลอดภัยครอบคลุม 4 หัวข้อ ได้แก่ การป้องกันผู้ขับขี่
และผู้โดยสารที่นั่งด้านหน้า (Adult Occupant Protection) การป้องกันผู้โดยสารที่เป็นเด็ก (Child Occupant Protection) ความปลอดภัยในอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ (Safety Assist) และ ความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่จักรยานยนต์ (Motorcyclist Safety)

ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นเครื่องยืนยันถึงการสร้างสรรค์และนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพที่เปี่ยมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดของฮอนด้า อีกทั้งเป็นก้าวสำคัญในการมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมอย่างต่อเนื่อง ที่ครบครันทั้งเทคโนโลยีด้านการขับขี่และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัย อีกทั้งครอบคลุมด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้ามอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมควบคู่ไปกับความมั่นใจ และความปลอดภัยในทุกการเดินทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างสังคมปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ทั้งการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์ทั่วโลกภายในปี 2050

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จปี 2564 โชว์ยอดขายทั่วโลกทะลุ 1.28 ล้านคัน ปักธงผู้นำด้าน xEV ในไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เขย่าวงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างผลงานยอดขายอันยอดเยี่ยมตลอด 6 เดือนในปี 2564 ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้เริ่มเปิดจองรถยนต์รุ่นแรกของบริษัทฯ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ในเดือนมิถุนายน 2564 ทำยอดขายรวมภายในปีได้อย่างน่าประทับใจที่ 2, 641 คัน พร้อมปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าครั้งยิ่งใหญ่ในไทยด้วย ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ส่งท้ายปีด้วยยอดส่งมอบรวม 462 คัน ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า 100% และย้ำตำแหน่งผู้นำ xEV ต่อเนื่อง ด้วยยอดส่งมอบ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมารวม 599 คัน สร้างสถิติยอดขายรวมของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในปี 2564 ทั้งสิ้น 3,702 คัน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในปีแรกของการเข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการในประเทศไทยและเปิดตัวพร้อมจำหน่ายรถยนต์ 3 รุ่น ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน พร้อมมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการมอบผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัย พร้อมดีไซน์อันโดดเด่น และการสร้างประสบการณ์ยอดเยี่ยมในรูปแบบใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคในปี 2565 และผลักดันประเทศไทยสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้กับวงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2564 นับตั้งแต่เปิดตัวแบรนด์ในไทยอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมการวางเป้าหมายเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ด้วย Mission 9 in 3 หรือการนำรถยนต์ xEV 9 รุ่นมาให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดภายในระยะเวลา 3 ปี ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์การให้บริการในรูปแบบ Online-to-Offline (O2O) ผ่าน GWM Application ที่มีผู้ใช้งานทั้งหมดถึง 50,214 คน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยเพิ่มขึ้นถึง 210% ภายในเวลาเพียง 4 เดือน นับจากยอดผู้ใช้งาน 16,179  คนในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และการบริการแบบ Door-to-Door ที่ครบวงจรผ่าน GWM Direct Store และ Partner Store รวมไปถึงการสนับสนุนประเทศไทยขึ้นเป็นผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการเปิดหนึ่งในสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย G-Charge Supercharging Station ที่สยามสแควร์ พร้อมตั้งเป้าร่วมพัฒนา xEV ecosystem ภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ในปี 2564 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิดตัวรถยนต์ในประเทศไทยไปแล้วทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน ทุกรุ่นล้วนได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคชาวไทย ความสำเร็จดังกล่าวนำทัพโดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองยอดขายรถยนต์คอมแพคเอสยูวีในประเทศสูงสุดถึง 3 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม และล่าสุดยังคงทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่องด้วยยอดขายในเดือนธันวาคม รวมทั้งสิ้น 571 คัน โดยภายในระยะเวลา 6 เดือนตั้งแต่มีการเปิดตัวในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ All New HAVAL H6 Hybrid SUV แล้วในปี 2564 รวมทั้งสิ้น 2,641 คัน

สำหรับเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนไทย ORA Good Cat ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบ ORA Good Cat ให้แก่ลูกค้าอีก 296 คัน หลังจากที่ส่งมอบในเดือนพฤศจิกายนจำนวน 166 คัน รวมส่งมอบไปแล้วทั้งสิ้น 462 คันภายในปี 2564 ก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทยติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 นับตั้งแต่มีการส่งมอบ โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์จะเร่งส่งมอบ ORA Good Cat ให้กับแฟนๆ ชาวไทยที่ได้สั่งจองรถเข้ามาไม่ขาดสายอย่างเร็วที่สุด ตอกย้ำความนิยมของ ORA Good Cat ในกลุ่มคนรักเจ้าเหมียวไฟฟ้า และปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของเจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รถยนต์รุ่นที่ 3 ที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในปี 2564 หลังจากที่ได้เปิดตัวเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ภายในเดือนธันวาคม เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ไปแล้ว 599 คัน ส่งผลให้ในปี 2564 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น ให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 3,702 คัน โดยเป็นยอดการส่งมอบในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียวรวมทั้งสิ้น 1,466 คัน

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ไม่เพียงจะสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากผู้บริโภคในประเทศไทยที่มีต่อเกรท วอลล์ มอเตอร์ และรถยนต์ทุกแบรนด์ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เราได้เดินหน้าเพื่อพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการในด้านต่างๆ ของเราให้ดียิ่งขึ้น เราต้องขอขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดใจและให้การสนับสนุนเราอย่างดีเยี่ยมเสมอมา และสำหรับปี 2565 นี้ เราจะยังคงมุ่งเดินหน้าตามกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจในเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรับฟังทุกเสียงจากผู้บริโภค เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการบริการที่เหนือระดับยิ่งขึ้น พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมรูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่เพียงจะสร้างสีสันความประทับใจให้กับลูกค้าของเราและแฟนๆ ชาวไทย แต่ยังจะช่วยเติมเต็มประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง”

ในระดับโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในปีที่ผ่านมาเช่นกัน ด้วยยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2564 จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,280,993 คัน เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 15.2% สร้างปรากฏการณ์แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเกิน 1 ล้านคันต่อปีติดต่อกันเป็นปีที่ 6 โดยในจำนวนนี้เป็นยอดขายรถยนต์ในตลาดต่างประเทศทั้งสิ้น 142,793 คัน เพิ่มขึ้นจากในปีก่อนหน้าถึง 103.7% นำทัพโดยแบรนด์ HAVAL เอสยูวีเรือธงของบริษัทฯ ซึ่งมียอดขายทั่วโลกในปี 2564 รวมทั้งสิ้น 770,008 คัน เพิ่มขึ้น 2.6% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนั้นเป็นยอดขายรถยนต์ HAVAL H6 รถยนต์เอสยูวียอดนิยม และเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำมาเปิดตัวในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 370,437 คัน

ขณะเดียวกัน แบรนด์ ORA รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมกับระบบอัจฉริยะมากมาย ก็สร้างผลงานในตลาดโลกได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยยอดขายทั่วโลกในปี 2564 ทะลุ 135,028 คัน เพิ่มขึ้นมากถึง 140% เมื่อเทียบกับสถิติยอดขายในปีก่อนหน้านั้น ไม่เพียงเท่านี้ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แบรนด์ ORA ยังทำลายสถิติยอดขายรวมทั่วโลกทะลุ 20,000 คัน ขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอร์รี่ได้สำเร็จ และที่ยิ่งไปกว่านั้น ORA Good Cat แมวเหมียวไฟฟ้า ก็ยืนหนึ่งชนะใจลูกค้าในตลาดโลกเช่นเดียวกับที่ครองใจผู้บริโภคชาวไทย ด้วยยอดขายทั่วโลกสูงถึง 50,931 คันในปี 2564 สะท้อนถึงความชื่นชอบและไว้วางใจที่ผู้คนทั่วโลกมีต่อ ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะรูปลักษณ์สะดุดตาที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยคันนี้

นอกจากนี้ TANK แบรนด์เอสยูวีออฟโรดสำหรับขาลุย ซึ่งครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ออฟโรดของจีนด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% สามารถสร้างกระแสฮือฮาในตลาดโลกในปี 2564 ด้วยการเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด TANK 500 HEV ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย ในงานมหากรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน รถยนต์ TANK 300 ซึ่งเป็นรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 84,588 คันในปี 2564 ส่วน GWM POER รถกระบะอันดับหนึ่งในใจของผู้บริโภคชาวจีน ได้ก้าวสู่การเป็นรถกระบะที่ครองใจคนทั่วโลก ด้วยยอดขายรวมทั้งสิ้น 233,006 คันจากทั่วโลก เพิ่มขึ้นจากสถิติปีก่อนหน้า 3.6% โดยในจำนวนนี้ 43,599 คัน เป็นยอดขายจากตลาดต่างประเทศ

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่องและแท้จริง ควบคู่ไปกับการร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน