Home Blog Page 325

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ คำตอบของการใช้งานที่หลากหลาย (มีคลิปวีดีโอ)

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ Pic Open

รถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน มอบความสะดวกสบาย และมาพร้อมความแข็งแกร่งทนทาน ไม่ว่าจะใช้เป็นรถในการทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว หรือการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมตอบทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุม ด้วยกระบะท้ายบรรทุกของที่กว้างขึ้น พร้อมด้วยฟีเจอร์ที่จะช่วยให้คุณจัดวางสัมภาระและสิ่งของต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย หรือเปลี่ยนกระบะท้ายให้กลายเป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างลงตัว

การออกแบบที่ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลักทำให้ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมฟีเจอร์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งผ่านขั้นตอนการพัฒนาและการทดสอบสุดทรหดเพื่อให้มั่นใจว่า รถกระบะคันนี้มีความอเนกประสงค์รอบด้าน สมนิยาม ‘เกิดมาแกร่ง’ อย่างแท้จริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 1

“ความตั้งใจของเราไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์รถกระบะที่ดี แต่เราต้องการส่งมอบสุดยอดรถกระบะที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของ เป็นรถกระบะที่คนทั่วโลกให้ความไว้วางใจว่าจะพร้อมลุยได้ในทุกสถานการณ์” มร. แกรี โบส์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์กระบะ ตลาดโลก กล่าว

นิยามใหม่ของความอเนกประสงค์
พื้นที่กระบะท้ายจัดเก็บสิ่งของให้เป็นระเบียบได้หลากหลายรูปแบบเพื่อรักษาความปลอดภัยของสิ่งของและสัมภาระ พร้อมรองรับอุปกรณ์เสริม สามารถปรับแต่งพื้นที่จัดเก็บสิ่งของในกระบะท้ายได้ตามต้องการ เช่น แบ่งพื้นที่จัดเก็บสิ่งของด้วยแผ่นไม้บนพื้นปูกระบะให้เป็นช่องเล็กใหญ่ได้ตามต้องการ หรือแม้แต่การติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ อย่างแร็คจักรยาน

กระบะท้ายยังมีห่วงยึดสัมภาระภายในกระบะ ทั้งห่วงยึดด้านในที่สามารถปรับเลื่อนได้ถึง 9 ตำแหน่ง และตะขออเนกประสงค์ช่วยยึดสัมภาระขนาดใหญ่ได้อย่างแน่นหนาและง่ายดาย นอกจากนี้ ยังมีบันไดเหยียบข้างกระบะท้ายที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นผลมาจากการสัมภาษณ์เจ้าของรถกระบะกว่า 5,000 คน ถึงวิธีการที่พวกเขาใช้งานรถกระบะรวมถึงสิ่งที่พวกเขาต้องการในรถกระบะคันต่อไป

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 6
สำหรับผู้ที่ใช้รถในการเดินทางผจญภัย ตัวยึดเสริมอีก 6 จุดบนขอบกระบะจะช่วยให้การติดตั้งอุปกรณ์เสริมง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กันสาด ครอสบาร์ หรือเต็นท์ เพื่อให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ เป็นรถกระบะที่อเนกประสงค์ที่สุดในตระกูลเรนเจอร์

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมีพื้นที่จัดเก็บภายในรถเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริเวณใต้เบาะนั่ง ที่วางแก้วในรถแบบพับเก็บได้ และช่องเก็บของมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องโดยสาร และยังมีพื้นที่ใต้ฝากระโปรงหน้ารถสำหรับเก็บแบตเตอรี่สำรองอีกหนึ่งลูก พร้อมการติดตั้งช่องต่อ AUX ที่จะทำให้การติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ หรือรอก สะดวกยิ่งขึ้น

ตัวอย่างความอเนกประสงค์ที่เหนือชั้น

กระบะท้ายรองรับการทำงานได้หลากหลาย
ทีมนักออกแบบของ ฟอร์ด ได้ศึกษาวิธีการใช้งานกระบะท้ายของลูกค้าเรนเจอร์ ทั้งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า นักผจญภัย หรือกลุ่มครอบครัวที่ต้องการบรรทุกสัมภาระต่างๆ โดยได้คิดค้นและพัฒนาหลากหลายวิธีเพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้งานพื้นที่บรรทุกของในกระบะท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ช่วยให้การปีนขึ้นไปบนกระบะท้ายง่ายขึ้น โดยบันไดเหยียบนี้ติดตั้งเข้ากับท้ายกระบะทั้งสองข้างอย่างกลมกลืน ด้วยวัสดุที่เป็นเหล็กมีความแข็งแรง ทนทาน ทำให้ไม่ต้องปีนล้อรถเพื่อหยิบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใส่ไว้ในกระบะท้ายของเรนเจอร์อีกต่อไป

ฝาท้ายแบบผ่อนแรง สามารถเปิด-ปิดได้ด้วยมือเดียว และทำหน้าที่เป็นโต๊ะทำงานเคลื่อนที่ได้ด้วย พื้นผิวของฝาท้ายกระบะได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน ทั้งงานระดับมืออาชีพและใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ บริเวณฝาท้ายยังมีจุดยึดอุปกรณ์ช่าง 2 จุด ที่มีฝาปิดแบบสปริง ช่วยยึดไม้ และวัสดุงานช่างอื่นๆ ให้มั่นคง พร้อมไม้บรรทัดวัดขนาดแบบบิลท์อิน (ในรุ่นที่ไม่ติดตั้งพื้นปูกระบะเสริม) เพื่อการวัดขนาดได้สะดวกง่ายดาย

ช่องจ่ายไฟในกระบะท้าย มาพร้อมช่องต่อไฟ ทั้งแบบ 400 วัตต์ และ 12 โวลต์ หรือแบบใดแบบหนึ่ง ให้ลูกค้าต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่หลากหลายได้โดยตรงจากรถ โดยช่องต่อไฟ 400 วัตต์นั้นรองรับการใช้งานได้ทั้งเตาอบขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ แล็บท็อป หม้อหุงข้าว หรือแม้แต่โทรทัศน์ขนาด 24 นิ้วพร้อมเครื่องเล่นดีวีดี และอุปกรณ์อื่นๆ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 5

พื้นที่กระบะท้าย — นวัตกรรมสำหรับการบรรทุก
กระบะท้ายของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมนวัตกรรมใหม่มากมายที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและการบรรทุกสิ่งของได้ตามที่ลูกค้าต้องการ

พื้นปูกระบะช่วยจัดระเบียบสิ่งของ ด้วยการแบ่งพื้นที่กระบะท้ายสำหรับการบรรทุกสัมภาระและอุปกรณ์ต่างๆ ลูกค้าสามารถทำฉากกั้นแบ่งพื้นที่เองโดยใช้แผ่นไม้อัด และยังดตั้งหรือถอดฉากหรือแผ่นไม้ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ลอนของพื้นปูกระบะยังออกแบบให้กว้างขึ้นเพื่เพิ่มผิวสัมผัส ลดโอกาสที่สัมภาระจะเคลื่อนย้ายไปมา และยังปกป้องเข่าของเจ้าของรถระหว่างจัดของ รวมทั้งยังทำความสะอาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 4

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ มาพร้อมความสามารถในการบรรทุกสัมภาระมากกว่าเคย ด้วยกระบะท้ายที่มีขนาดความจุถึง 1,233 ลิตร ซึ่งถือว่ามีความจุได้มากที่สุดในเซกเมนต์* ด้วยความกว้างที่เพิ่มขึ้น 55 มิลลิเมตร ทำให้บรรทุกแท่นวางสินค้าขนาดมาตรฐานยุโรประหว่างซุ้มล้อได้ (กว้างสูงสุด 1,224 มิลลิเมตร) ในขณะที่ความยาวมีตั้งแต่ 1,544 – 2,305 มิลลิเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละรุ่น

ห่วงยึดสัมภาระบนขอบกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ออกแบบมาเพื่อให้บรรทุกสัมภาระได้หลากหลายรูปแบบอย่างเหนือชั้น มีขนาดพอดีกับสายรัดและเชือก ในขณะที่รุ่นไวล์ดแทรคมาพร้อมกับห่วงยึดสัมภาระบนขอบกระบะที่มีความยาวตลอดกระบะท้าย

ขอบกระบะและฝาปิดกระบะท้ายครอบด้วยพลาสติกแข็งแรงทนทาน ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายตามขอบกระบะท้ายและฝาท้าย ลดความกังวลเรื่องการเกิดความเสียหายต่อสีบนพื้นผิวฝาท้ายและกระบะท้ายขณะบรรทุกสิ่งของ

ฝาครอบกระบะท้าย ผลิตจากพลาสติกที่ถอดออกได้ เพื่อเผยจุดยึดสำหรับอุปกรณ์เสริม เช่น กระโจมและครอสบาร์สำหรับการตั้งแคมป์ และอุปกรณ์ผจญภัยต่างๆ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 2

จุดยึดบนหลังคา ช่วยให้การติดตั้งอุปกรณ์เสริมบนหลังคาสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแร็คหรือแพลตฟอร์ม โดยหลังคาของฟอร์ด เรนจอร์ เจเนอเรชันใหม่ รับน้ำหนักได้มากถึง 350 กิโลกรัม เมื่อจอดอยู่กับที่ และ 85 กิโลกรัม ขณะเคลื่อนที่

ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า อุปกรณ์เสริมที่ช่วยให้เจ้าของรถฟอร์ด เรนจอร์ ควบคุมการเปิด-ปิดฝากระบะท้ายด้วยการกดปุ่มบนกุญแจรถ ปุ่มด้านในกระบะท้าย หรือบนแผงหน้าปัด นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษด้านข้างของฝาปิดกระบะท้าย ทำให้การติดตั้งอุปกรณ์เสริมสำหรับการบรรทุกอุปกรณ์สำหรับการผจญภัยและการกีฬาเป็นไปอย่างง่ายดาย เช่น จักรยาน สโนว์บอร์ด สกี คายัค หรืออุปกรณ์ตั้งแคมป์ ยิ่งไปกว่านั้น ฝาปิดกระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้ายังมาพร้อมฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ระบบป้องกันการหนีบที่จะหยุดฝาปิดโดยอัตโนมัติทันทีที่ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง

ห้องโดยสารภายใน — รองรับการใช้งานหลากหลายได้ไม่แพ้กัน
นักออกแบบฟอร์ดได้ออกแบบภายในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ให้ลูกค้าจัดระเบียบรถได้ดีกว่าเดิม ด้วยพื้นที่เก็บของด้านในที่เพิ่มขึ้น ดีไซน์คอนโซลตรงกลางที่มาพร้อมช่องเก็บของโดยเฉพาะ

การออกแบบพื้นที่เก็บของใต้ที่นั่งใหม่ เพิ่มพื้นที่เก็บของใต้เบาะหลังเพื่อความเป็นระเบียบ โดยที่นั่งยังคงกว้างขวางนั่งสบายเบาะหลังสามารถพับราบได้ ทำให้บรรทุกสัมภาระและอุปกรณ์ต่างๆ ในรถหลากหลายยิ่งขึ้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ 8

การใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่เหนือกว่า
ลูกค้าสามารถปรับแต่งฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้ตามต้องการ ด้วยอุปกรณ์เสริมจากโรงงานถึง 380 ชิ้น ตอบโจทย์การทำงาน ไลฟ์สไตล์คนเมือง และการเดินทางไปผจญภัย ในจำนวนนี้รวมถึงอุปกรณ์เสริมที่ฟอร์ดร่วมมือกับแบรนด์ออฟโรดระดับโลกอย่าง ARB 4×4 Accessories ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการจำหน่ายในบางประเทศ

นอกจากนี้ยังควบคุมการทำงานของอุปกรณ์เสริมไฟฟ้าจากภายในตัวรถได้อย่างง่ายดายด้วยสวิทช์แบงค์ พร้อมช่องต่อ AUX ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมในฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่ทำให้การเชื่อมและติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ อาทิ ชุดไฟ ไฟสปอตไลท์ สัญญาณไฟเตือน และลำโพง เป็นไปอย่างปลอดภัยและง่ายดาย

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังพร้อมเป็นเพื่อนคู่ใจทุกการผจญภัย โดยทีมนักออกแบบได้ออกแบบพื้นที่ในห้องเครื่องสำหรับการติดตั้งแบตเตอรีลูกที่ 2 เพื่อจ่ายไฟให้กับตู้เย็น โคมไฟ และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่หลัก

 

โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส GR Sport 2022 ปรับโฉมเฉี่ยว อัพเกรดช่วงล่าง มากับข้อเสนอพิเศษกว่า 83,000 บาท

0
โคโรลล่า อัลติส GR Sport Pic Open

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถยนต์นั่งยอดนิยม โคโรลล่า อัลติส GR Sport 2022 ปรับปรุงโฉมใหม่ล่าสุดในรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด HEV GR Sport และรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร GR Sport เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ และความทนทาน สบายใจตลอดอายุการใช้งาน ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้ชีวิต และการเดินทางให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าโคโรลล่า อัลติสทุกรุ่น เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 1

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำหนึ่งในตำนานของรถยนต์โตโยต้าที่การันตีด้วยคุณภาพมากกว่า 55 ปี นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุด มียอดขายมากกว่า 50 ล้านคันทั่วโลก แสดงถึงการยอมรับในพื้นฐานอันสำคัญทางด้านคุณภาพ (Quality) ความทนทาน (Durability) และความน่าเชื่อถือ (Reliability) หรือ QDR ซึ่งสืบทอดจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดยมีการพัฒนาด้านสมรรถนะการขับขี่ ด้วยสถาปัตยกรรมยานยนต์ใหม่ TNGA เสริมประสิทธิภาพในการทรงตัวและเกาะถนน ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ (Fun-to-drive) พร้อมระบบช่วงล่างด้านหลังอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) ทั้งมอบความมั่นใจสูงสุด กับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า Toyota Safety Sense

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 2

ในปีนี้ โตโยต้า เปิดศักราชด้วยการเสริมทัพรถยนต์นั่งยอดนิยม เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ กับโคโรลล่า อัลติส GR Sport รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ กับรุ่น HEV GR Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไฮบริด และรุ่น 1.8 GR Sport กับขุมพลังเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีดพร้อม Sequential Shift พร้อมสัมผัสของสมรรถนะในการขับขี่ที่เร้าใจกว่าที่เคย ด้วยช่วงล่างปรับจูนใหม่แบบสปอร์ต ประกอบด้วยชุดคอยล์สปริงและช็อคแอบซอร์บเบอร์ พร้อมเหล็กกันโคลงด้านหลังที่พัฒนาใหม่ มอบความรู้สึกในการขับขี่ที่หนักแน่น เกาะถนนดีเยี่ยม ควบคุมได้ตามใจสั่ง

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 3

โคโรลล่า อัลติส GR Sport สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ภายนอกแบบสปอร์ต ออกแบบให้รองรับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์ กับแพ็กเกจชุด GR SPORT ประกอบด้วย กันชนหน้า, กระจังหน้า, ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่, สเกิร์ตข้าง, สเกิร์ตหลัง, ล้ออัลลอย 17 นิ้วออกแบบใหม่โดยเฉพาะ พร้อมสัญลักษณ์ GR Sport บริเวณท้ายรถ ภายในสะท้อนความเป็น GR ด้วยการตกแต่งเบาะหนัง เดินตะเข็บด้ายสีแดง พนักพิงศีรษะและปุ่มกดสตาร์ทตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ GR

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 4

มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ ช่องเสียบ USB แบบ Type C ในช่องเก็บของคอนโซลกลาง, หน้าจอ HUD แสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี, เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า (Lumbar Support), ระบบ Illuminate entry system, ระบบแจ้งเตือนลมยาง TPMS

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 5

และ 3 สี พิเศษเฉพาะรุ่น ได้แก่ สีขาวมุก (Platinum White Pearl) สีแดง (Red Mica Metallic) และสีดำ (Attitude Black Mica)

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 7

โคโรลล่า อัลติส GR รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่
RACE YOUR SPORTY AMBITION…ขีดสุดความเร้าใจ อะไรก็หยุดไม่ได้

ดีไซน์ภายนอก…BRAND NEW RACER BRAND NEW FEELING
โคโรลล่า อัลติส ฟิลเรซซิ่ง ใหม่ สายพันธุ์ GR
– กันชนหน้าใหม่ GR Sport
– กระจังหน้าใหม่ GR Sport
– ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่
– กระจกมองข้างสีดำและสเกิร์ตข้าง GR Sport
– สเกิร์ตหลัง GR Sport
– ล้อแมกซ์ขนาด 17 นิ้ว GR Sport
– สัญลักษณ์ GR Sport บริเวณประตูท้าย

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 8

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 9

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 10

ดีไซน์ภายใน…GR SPORT RACING INSIDE TO DRIVE YOUR FEELING
ภายในดีไซน์สปอร์ต ตอบสนองฟีลลิ่งเรซซิ่ง
– Sport Seats with GR Logo เบาะหนังคู่หน้าแถบแดงดีไซน์สปอร์ตพร้อมโลโก้ GR
– ปุ่ม Push Start พร้อมสัญลักษณ์ GR
– Paddle Shift ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (*เฉพาะรุ่น 1.8 GR SPORT)

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 12

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 12

MORE COVENIENCE MORE COMFORT
– Head Up Display หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบเปลี่ยนสีบนกระจกหน้ารถ
– nanoe ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสารช่วยขจัดกลิ่นอับและยับยั้งเชื้อโรค
– Auto Rain Sensor ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
– Rear Sunshade ม่านบังแดดที่กระจกหลัง
– Tire Pressure Monitoring System ระบบแจ้งเตือนเมื่อลมยางผิดปกติ

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 22

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 13
สมรรถนะการขับขี่…THE NEW EXCITEMENT TO PUSH THE LIMITS
ขับสนุกทุกอัตราเร่งทรงตัวนิ่งสายพันธุ์นักแข่ง กับช่วงล่างปรับจูนใหม่ สปอร์ตเร้าใจ รับทุกโค้ง เต็มดีกรีเรซซิ่ง
– Shock Absorber ดูดซับแรงสั่นสะเทือน เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ให้สนุกยิ่งขึ้น
– Coil Spring คอยล์สปริงปรับจูนใหม่ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวล
– Rear Bar Stabilizer ลดอาการโคลงของตัวรถขณะเข้าโค้ง ยึดเกาะถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 13

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 14

เครื่องยนต์ 2 ทางเลือกในรุ่น GR SPORT
– HEV GR SPORT
ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 23.3 กม./ลิตร* (*อ้างอิงจาก ECO Sticker)
เครื่องยนต์ 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-CVT
– 1.8 GR SPORT

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 16
เครื่องยนต์เบนซิน 2ZR-FBE ขนาด 1.8 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ SUPER CVT-I 7 สปีด พร้อม Sequential Shift กำลังสูงสุด 140 PS

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 17

TNGA ที่สุดแห่งการออกแบบยานยนต์เพิ่มประสิทธิภาพ ในการทรงตัว และเกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยมให้คุณควบคุมได้อย่างมั่นใจ ก้าวสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
– BODY RIGIDITY เพิ่มความมั่นคงจากโครงสร้างเหล็กที่แข็งแรงพร้อมเพิ่มจำนวนจุดเชื่อมตัวรถ (Spot Welding) ช่วยรองรับแรงบิดที่มีต่อตัวถัง เพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวและเกาะถนน
– GOOD HANDLING พวงมาลัยปรับจูนใหม่ ตอบสนองแม่นยำมากขึ้น เพื่อให้การควบคุมง่ายขึ้น เป็นไปอย่างมั่นใจ
– LOWER CENTER OF GRAVITY ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ลดการโครงของตัวรถ ช่วยเรื่องการทรงตัวและเข้าโค้งได้ดีขึ้น
– EXCELLENT VISIBILITY ออกแบบตัวรถให้เหมาะสมกับสรีระผู้ขับขี่ ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย ลดจุดอับสายตา
– DOUBLE WISHBONE SUSPENSION ช่วงล่างอิสระแบบปีกนกคู่ เพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งการเกาะถนนอย่างดีเยี่ยม

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 18
ระบบความปลอดภัย TOYOTA SAFETY SENSE
– ALL-SPEED DYNAMIC RADAR CRUISE CONTROL WITH LANE TRACING ASSIST…ระบบ Dynamic Radar Cruise Control แบบ All-Speed ควบคุมและปรับลดระดับความเร็วได้ถึง 0 กม./ชม. และสามารถเร่งความเร็วกลับสู่ระดับที่ตั้งไว้เมื่อไม่มีรถขวางหน้า พร้อมระบบ Lane Tracing Assist ช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน
– PRE-COLLISION SYSTEM…ระบบความปลอดภัยก่อนการชน
– LANE DEPARTURE ALERT WITH STEERING ASSIST… ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ
– AUTOMATIC HIGH BEAMS…ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ

 

 

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “โคโรลล่า อัลติส เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนไทย ด้วยการเป็นผลิตภัณฑ์ของโตโยต้า ในซีรีย์ GR Sport รุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ณ โรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยแรงบันดาลใจในการพัฒนาจาก DNA ของการเข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตภายใต้แนวคิดของ Gazoo Racing ที่ว่า “จากสนามแข่ง สู่ท้องถนน” อีกหนึ่งผลผลิตของความมุ่งมั่นในการสร้างยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-Better Car) เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า

โคโรลล่า อัลติส GR Sport 23
เลือกเป็นเจ้าของ โคโรลล่า อัลติส ได้ 5 รุ่น 7 สี (Full lineup)

– สีดำ ( Attitude Black Mica)
– สีเทา (Celestite Gray)
– สีน้ำตาล (Phantom Brown)
– สีแดง (Red Mica Metallic)
– สีเงิน (Silver Metallic)
– สีขาว (Super White) *
– สีขาวมุก (Platinum White Pearl)**
* สำหรับสีพิเศษ Super White มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.6L เท่านั้น
**สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8L และรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) เท่านั้น
เพิ่ม 10,000 บาท

รุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด เกียร์อัตโนมัติ
ใหม่ HEV GR Sport *** (เดิม HV Premium Safety) ราคา 1,114,000 บาท****
HEV Premium ราคา 994,000 บาท****

รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เกียร์อัตโนมัติ
ใหม่ 1.8 GR Sport *** ราคา 1,059,000 บาท****
1.8 SPORT ราคา 964,000 บาท****
1.6G ราคา 879,000 บาท****

รุ่น HEV GR Sport และ รุ่น 1.8 GR Sport มี 3 สี ได้แก่ สีขาวมุก Platinum White Pearl, สีแดง Red Mica Metallic, และสีดำ Attitude Black Mica

*ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมราคาชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ

สำหรับลูกค้าโคโรลล่า อัลติส ที่เลือกซื้อรถ รุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดทุกรุ่น เลือกรับข้อเสนอสุดพิเศษ *****

ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.35% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 โตโยต้าแคร์ หรือ เลือกรับดอกเบี้ยต่ำสุด 0.85% พร้อมแพ็กเกจการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริดในรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ที่ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่และระบบไฮบริด กับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี พร้อมข้อเสนอพิเศษ กับแพ็กเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่ รวมมูลค่าทั้งสิ้นมากกว่า 83,000บาท

สำหรับลูกค้าที่เลือกซื้อโคโรลล่า อัลติส รุ่น 1.6G รับข้อเสนอสุดพิเศษ
“รถดี คุ้มโดน 1.6G Best buy ซื้อวันนี้คุ้ม 3 ต่อ” รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 135,000 บาท
ต่อที่ 1 เลือกรับดอกเบี้ย 0% หรือ ผ่อนเริ่มต้น 8,790 บาท/เดือน หรือ ดาวน์ต่ำเพียง 46,300 บาท
ต่อที่ 2 ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care มูลค่า 27,000 บาท
ต่อที่ 3 ค่าแรงเช็กระยะฟรี 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* รวมค่าแรง ค่าอะไหล่ เคมีภัณฑ์ มูลค่าประมาณ 55,100 บาท

พบกับประสบการณ์การซื้อและการใช้งานรูปแบบใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ “โคโรลล่า อัลติส” ได้ง่ายยิ่งขึ้น โตโยต้าขอนำเสนอ ประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมให้แก่ลูกค้า ได้แก่

– โปรแกรม KINTO ความชาญฉลาดใหม่ของการใช้รถจากโตโยต้า กับข้อเสนอใหม่ที่ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้นเมื่อครบสัญญา เลือกผ่อนต่อเป็นเจ้าของ หรือ เลือกรถคันใหม่* (*เมื่อครบสัญญา ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ โดยมีค่าผ่อนชำระใกล้เคียงเดิม) ไม่ต้องมีคนค้ำ ไม่ต้องดาวน์”

 

“เบนซ์ไพรม์มัส” ขานรับนโยบายแม่ รุกตลาด EV จับมือ 2 พันธมิตร สร้างจิตสำนึก “ท่องเที่ยวไร้คาร์บอน”

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ขานรับนโยบายบริษัทแม่รุกตลาดรถไฟฟ้า เร่งสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม จับมือ 2 พันธมิตรใหญ่  “ททท.-สทอ.” นำ The new EQS ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ “ท่องเที่ยวไร้คาร์บอน” สัมผัส “เมืองใต้พิภพ” บนเส้นทาง Unseen New Series ใหม่ล่าสุด

นายจิระพล  รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์, เมอร์เซเดส-มายบัค และเมอร์เซเดส-อีคิว อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ด้วยนโยบายของบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” ที่มุ่งให้ความสำคัญในการก้าวเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยขยายการลงทุนในโรงงานประกอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยในช่วงครึ่งหลัง ปี 2565 ได้เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ระดับ Executive Class ในรุ่น The new EQS ซึ่งถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกที่ผลิตในประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่มุ่งสนับสนุนและส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน ภายในปี 2030

ขณะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” หลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจาก “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)” อย่างเป็นทางการ ได้ดำเนินการปรับปรุงโชว์รูมรถยนต์ เพื่อรองรับการบริการด้านการขายและบริการหลังการขายสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร พร้อมเดินหน้าปรับแผนงาน เพื่อรองรับเป้าหมายของบริษัทแม่ โดยเน้นการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างกว้างขวาง เพื่อก่อให้เกิดความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี

ล่าสุด “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้ร่วมมือกับสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สทอ.) หรือ Thai Ecotourism and Adventure Travel Association (TEATA) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สนับสนุนการ

ท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในรูปแบบคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral Tourism) หรือการท่องเที่ยวที่มีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ โดยการนำรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในรุ่น The new EQS และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ในรุ่น Mercedes-Benz E 300 e AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive และ Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ร่วมเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์เวอร์ชั่นใหม่ “Unseen New Series” จำนวน 25  แห่ง 5 ภูมิภาคทั่วไทย ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

ประเดิมด้วยการเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ล่าสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ “เมืองใต้พิภพ” เป็นอุโมงค์โรงไฟฟ้าใต้ดิน ของโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นอุโมงค์ที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินกว่า 1.5 กิโลเมตร ใช้เป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้า โดยการสูบน้ำจากเขื่อนลำตะคองไปเก็บไว้ที่อ่างพักน้ำเขายายเที่ยง หรือ เมืองลอยฟ้า จุดชมวิวหมื่นล้านที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พร้อมกิจกรรมนำร่องโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ ที่ชุมชนเขายายเที่ยง ด้วยการปลูกป่าลอยฟ้า การชมเขาเควสตรา และผาชัน อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในร่วมลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาลดโลกร้อน

“การนำรถยนต์ไฟฟ้า The new EQS และรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมหลักของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่มุ่งสร้างความรู้และจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่หันมาให้ความนิยมกับการใช้รถยนต์ส่วนตัวสำหรับการท่องเที่ยวมากขึ้น ในฐานะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ จึงมีนโยบายที่ส่งเสริมด้านความรู้และความเข้าใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ในการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ความสุข สนุก และดีต่อโลกอีกด้วย” นายจิระพล กล่าวทิ้งท้าย

ซูซูกิ สานต่อโครงการ เดินหน้าส่งมอบความสุขสู่สังคมไทย ‘ปันไออุ่น คลายความหนาว’

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ซูซูกิให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คือ การส่งเสริมและช่วยเหลือสังคมและประชาชนในยามที่ได้รับความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งหวังที่จะเห็นสังคมไทยก้าวหน้าไปอย่างมีคุณภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน

ล่าสุด บริษัทฯ สนับสนุนเครื่องกันหนาวเพื่อช่วยเหลือราษฏรที่ได้รับผลกระทบจากกรณีอากาศหนาว  ภายใต้แนวคิด ‘SUZUKI Cause We Care’ โดยใช้ชื่อโครงการว่า “ซูซูกิ ปันไออุ่น คลายความหนาว” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่บริษัทฯ ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4    โดยในครั้งนี้ซูซูกิได้สนับสนุนผ้าห่มให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2565 ณ ที่บริเวณลานหน้าอาคารอำนวยการ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้แทนรับมอบผ้าห่ม เพื่อนำไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอากาศหนาว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นขวัญกำลังใจ ให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้ด้วยดี โดยเน้นเฉพาะกลุ่มที่เปราะบาง เช่น เด็กที่ไร้ผู้อุปการะ คนพิการทุพพลภาพ คนชรา ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประสบภัยทั่วไปในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่

“ซูซูกิ ตระหนักเสมอว่าสังคมที่ดี คือ สังคมที่มีการช่วยเหลือแบ่งปัน บนเส้นทางชีวิตที่หลากหลายนั้นอาจจะมีความแตกต่างทางต้นทุนของชีวิต แต่เราสามารถสร้างรอยยิ้มและมอบน้ำใจให้แก่กัน เพื่อต่อความหวังและเติมกำลังใจให้กับทุกทางเดินของชีวิต พร้อมเริ่มก้าวใหม่ได้ในทุกวัน

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการตระหนักถึงการสร้างความสุขสู่สังคมในทุกด้านควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ “SUZUKI Cause We Care – เหนือกว่าความใส่ใจ คือความเข้าใจทุกความต้องการ” สิ่งที่เรามุ่งมั่นและต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าและคนไทยทุกท่าน ว่าเราไม่ใช่แค่เพียงผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ แต่เราหวังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม พร้อมกับการพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการอยู่คู่เคียงข้างชุมชนและสังคมไทยอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

ช่องทางการติดต่อ
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand
SUZUKI Cause We Care: 1800-600-900

มาสด้า สุดปลื้มยอดขาย CX-Series เติบโต 21% เตรียมรถใหม่เสริมทัพ 4 รุ่นรวดบุกตลาดไตรมาสแรก

0

มาสด้า เผยภาพรวมธุรกิจรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยยอดขายปี 2564 พุ่งทะลุ 35,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 5% โดยรถยนต์นั่งมาสด้า2 ยังคงครองความนิยมสูงสุด ตามด้วยรถตระกูล CX-Series ที่เพิ่งส่งลงตลาดถึง 3 รุ่นรวด ในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่งผลให้ยอดขายเดือนธันวาคมพุ่งสูงถึง 3,750 คัน โดยเฉพาะ CX-30 และ CX-3 ที่มียอดขายเติบโตทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัวแนะนำสู่ตลาด ที่สำคัญมาสด้าพร้อมเดินหน้าต่อทันทีต้อนรับปีเสือ เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ครบทุกเซ็กเมนต์หวังกระตุ้นตลาดตั้งแต่ต้นปี โดยเริ่มจาก CX-3 ตามมาด้วย Mazda2 และยังเตรียมเปิดตัวแนะนำมาสด้า CX-30 และต่อด้วย Mazda3 ในไตรมาสแรกนี้ เตรียมยกระดับมาตรฐานและคุณภาพด้านการบริการหลังการขายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้มากกว่า 40,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 10% และครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 5%

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2564 ที่ผ่านมานับเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อธุรกิจรถยนต์ เนื่องจากมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี และการขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก จึงทำให้อุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องชะลอตัวลง แต่ด้วยมาตรการช่วยเหลือต่างๆ จากทางภาครัฐ และความร่วมแรงร่วมใจกันของพี่น้องชาวไทย จึงทำให้ธุรกิจต่างๆ เริ่มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นและเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงปลายปี ซึ่งทำให้ตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ที่เกิดขึ้น ลดลงเล็กน้อยตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้คาดการณ์ไว้

สำหรับตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในปี 2564 ยอดรวมสะสมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 762,000 คัน (ตัวเลขประมาณการ) หรือลดลงเล็กน้อยเพียง 4% เช่นเดียวกับยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้าที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 40,000 คัน แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เกิดการล็อกดาวน์ทั้งประเทศ จึงทำให้แนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แต่ท้ายที่สุดก็ยังสามารถคว้ายอดขายสะสมได้ถึง 35,385 คัน หรือลดลงเล็กน้อยเพียง 9.8% แต่ทั้งนี้แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง จำนวน 19,799 คัน ลดลง 20.2% รถอเนกประสงค์เอสยูวี จำนวน 14,225 คัน เพิ่มขึ้น 21.4% และรถปิกอัพ 1,361 คัน ลดลง 49.7 โดยยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ที่ 4.6%

นายชาญชัย กล่าวเสริมว่า “การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ รวมถึงการปรับโฉมเพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับโปรดักซ์ทั้งรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เดือนธันวาคม 2564 มาสด้าสามารถทำยอดขายรวมได้สูงถึง 3,750 คัน (สูงสุดในรอบปีงบประมาณ 2564) โดยแบ่งออกเป็นรถอเนกประสงค์ ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-30 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตั้งแต่เปิดตัวแนะนำสู่ตลาด ถึงแม้จะมีคู่แข่งรอบด้านก็ยังยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ด้วยจำนวน 1,255 คัน (สร้างสถิติยอดขายสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัว) ตามมาด้วยรถยนต์นั่งมาสด้า2 จำนวน 1,059 คัน และรุ่นที่กำลังร้อนแรงมากที่สุดหลังจากปรับโฉมที่มาพร้อมกับสีใหม่ แพลตทินั่ม ควอตซ์ คือมาสด้า CX-3 จำนวน 750 คัน (ทำสถิติยอดขายสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัว) รถยนต์นั่งมาสด้า3 จำนวน 137 คัน รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีที่เพิ่มทางเลือกแบบ 6 ที่นั่งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ที่ตอบรับความต้องการของลูกค้าที่รอคอยได้อย่างลงตัว มาสด้า CX-8 จำนวน 192 คัน และมาสด้า CX-5 จำนวน 137 คัน ส่วนรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังไฟแนนซ์เริ่มผ่อนคลายมาตรการด้านเช่าซื้อ ด้วยตัวเลขจำนวน 211 คัน และสปอร์ตเปิดประทุน MX-5 จำนวน 1 คัน”

พร้อมกันนี้ นายชาญชัย ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในปี 2565 ว่า “มาสด้าคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5 – 10% แต่ทั้งนี้แล้วก็ขึ้นอยู่กับมาตรการส่งเสริมจากทางภาครัฐ อาทิ การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว และราคาสินค้าการเกษตร ที่สำคัญยังคงต้องจับตาการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในระลอกใหม่ ว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหนต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่คาดว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งหลังจากไตรมาสแรกของปีนี้ อันเห็นได้จากยอดขายเดือนธันวาคมที่เติบโตขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความต้องการของลูกค้าต่อการซื้อรถยนต์ว่ายังคงมีอยู่ สำหรับมาสด้า คาดการณ์ไว้ว่าจะประสบความสำเร็จมากกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมวางเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10% หรือมากกว่า 40,000 คัน และครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 5%

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส กล่าวเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านการตลาดว่า ในปีที่ผ่านมาถือว่ามาสด้าประสบความสำเร็จ สามารถประคับประคองธุรกิจและยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มากมาย สิ่งสำคัญคือ รถยนต์ทุกรุ่นที่เปิดตัวและปรับโฉมใหม่นั้น ลูกค้าให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะไม่มีรถเก๋งหรือรถเอสยูวีลงสู้ศึกในตลาด แต่ในช่วงเดือนตุลาคม มาสด้าได้เริ่มเปิดตัวแนะนำ CX-5 และ CX-8 และตามมาด้วย CX-3 ในเดือนธันวาคม เกิดเสียงตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลามต่อรถทั้งสามรุ่นดังกล่าว จึงทำให้ยอดขายเดือนธันวาคมพุ่งสูงถึง 3,750 คัน

“ด้านกลยุทธ์สำหรับปี 2565 มาสด้าจะยังคงเดินหน้าเต็มกำลัง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและเตรียมรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง โดยเฉพาะการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดรถใช้แล้วผ่านโครงการ CPO หรือ Mazda Certified Pre-Owned ที่ผ่านมาตรฐานและการรับประกันคุณภาพจากมาสด้า ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าหมายเปิด 9 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ควบคู่ไปกับให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการตลาด การขายและการบริการ รวมถึงการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อให้พร้อมรองรับต่อปริมาณลูกค้ามาสด้าที่เพิ่มขึ้น และสอดรับกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ มาสด้าจะยังคงเน้นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน” นายธีร์ กล่าวเสริม

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประจำปี 2564 เปรียบเทียบกับปี 2563

ข้อมูลการขายรถมกราคม – ธันวาคม 2564มกราคม – ธันวาคม 2563% เปลี่ยนแปลง
มาสด้า217,81321,789– 18.2
มาสด้า31,9823,041– 34.8
มาสด้า CX-34,7472,229+ 112.9
มาสด้า CX-307,4975,725+ 30.9
มาสด้า CX-59301,623– 42.6
มาสด้า CX-81,0512,139– 50.8
มาสด้า BT-501,3612,711– 49.7
มาสด้า MX-549– 55.5
ยอดรวม35,38539,266– 9.8

ในปี 2564 มาสด้าเดินหน้าทำการตลาดอย่างเต็มที่ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรงมากที่สุด แต่ก็ไม่สามารถหยุดความมุ่งมั่นของมาสด้าได้ โดยเริ่มจาก

  • เดือนมกราคม: เปิดตัวแนะนำ มาสด้า บีที-50 ใหม่
  • เดือนกุมภาพันธ์: ปรับโฉม New Mazda2 รุ่นปี 2021 Collection
  • เดือนเมษายน: จัดประชุมผู้จำหน่ายผ่าน Video Conference
  • เดือนมิถุนายน: เปิดศูนย์บริการแบบเร่งด่วน MAZDA FAST SERVICE ที่ให้บริการตรวจเช็กตามระยะทางแบบเร่งด่วนเพียงแค่ 30 นาที เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นและเพื่อบรรเทาความหนาแน่นในการเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการหลัก
  • เดือนมิถุนายน: มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ออกประกาศเกี่ยวกับแผนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด และนโยบายการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามวิสัยทัศน์ระยะยาว Sustainable zoom-zoom 2030รวมถึงแผนบริหารงานระยะกลางและนโยบายสำคัญ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยยังคงมุ่งมั่นเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ภายในปี 2030
  • เดือนสิงหาคม: สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม มาสด้าปันสุข ปี 2 โดยจัดตั้งตู้ “ปันสุข” บริเวณด้านหน้าโชว์รูม และจัดคาราวานช่วยเหลือลูกค้าทั่วประเทศ
  • เดือนกันยายน: ให้การสนับสนุนฟุตบอล สโมสรนครราชสีมา-มาสด้า เอฟซี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10
  • เดือนกันยายน: ส่งมอบปิกอัพ บีที-50 ให้กับโรงพยาบาลสนามธรรมศาสตร์และศูนย์ฉีดวัคซีน เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 และมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้กับสภากาชาดไทย เพื่อส่งกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข
  • เดือนตุลาคม: มาสด้าห่วงใยลูกค้าที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม จัดแคมเปญด่วนพิเศษมอบส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และส่วนลดค่าแรง 10%
  • ต้นเดือนตุลาคม: เปิดตัวแนะนำ CX-5 ใหม่ กับแนวคิดใหม่ “พลังความสุข ที่เร้าใจทุกเส้นทาง” ประกาศชัดพร้อมผงาดขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี
  • กลางเดือนตุลาคม: เปิดตัวแนะนำ CX-8 ใหม่ รถอเนกประสงค์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง
  • เดือนพฤศจิกายน: เปิดตัวแนะนำ CX-3 ใหม่ เปิดสีภายนอกเทรนด์ใหม่ สีแพลตทินั่ม ควอตซ์

ทั้งหมดนี้คือการดำเนินธุรกิจของแบรนด์มาสด้า ตลอดช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และแนวทางในการดำเนินธุรกิจในปี 2565 ซึ่งผมต้องขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตร และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด และมาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าส่งมอบรถยนต์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้งตลอดไป

MAZDA-Banner_Festival_2400x2400

เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ มาสด้าได้จัดแคมเปญพิเศษ Mazda New Year Festival ช่วงเวลาดีๆ กับข้อเสนอรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 15 – 23 มกราคม 2565 ที่โชว์รูมมาสด้า พบกับ NEW MAZDA2 สีใหม่ แพลตทินั่ม ควอตซ์ พร้อมด้วยข้อเสนอมากมายให้ลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่ทุกรุ่น กับดอกเบี้ยต่ำสุด 0%*, ฟรีประกันภัยชั้น 1* Mazda Premium Insurance และลูกค้า 800 ท่านแรกที่จองรถภายในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2565 รับฟรี Sony Portable Wireless Speaker มูลค่า 1,990 บาท**

นอกจากนี้ มาสด้ายังได้มอบข้อเสนอด้านบริการหลังการขาย ภายใต้แคมเปญ Mazda Festival ช่วงเวลาดีๆ กับข้อเสนอเพื่อดูแลรถคุณ ระหว่างวันที่ 1 – 31 มกราคม 2565 ที่ศูนย์บริการมาสด้า กับข้อเสนอ ผ่อนชำระ 0%* นานสูงสุด 10 เดือน, รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 8,000 บาท* และแลกคะแนนสะสม รับส่วนลดสูงสุด 13%* พร้อมนำมารับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30,000 บาท มาตรการ “ช้อปดี…มีคืน”

MAZDA-Banner_Festival_2400x2400

หมายเหตุ:

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

*จองรถในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ม.ค. 65 รับ Sony XB13 Extra BassTM Portable Wireless Speaker มูลค่า 1,990 บาท จำนวนจำกัด 800 ชิ้น เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ

*สิทธิลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท และได้รับคืนเงินภาษีสูงสุด 10,500 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการหลังการขาย ศูนย์บริการมาสด้า ตั้งแต่ 1 ม.ค. 65-15 ก.พ. 65 (ตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด)

*โปรดตรวจสอบประเภทของสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดบริการก่อนทำรายการทุกครั้ง

*เงื่อนไขในการรับบัตรเครดิตเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

*บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการตรวจสอบ รับสิทธิ์ เลิกสิทธิ์หรือเปลี่ยนแปลงกติกา ตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคารให้ถือเป็นสิ้นสุด

MMS Bosch Car Service and Tyre โทร. 1396 ฉลองเปิดสาขารามคำแหง ชูบริการ ‘One Stop Service’ ครบวงจร

0

บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน ฉลองเปิดสาขาที่ 17 บนถนนรามคำแหง รองรับลูกค้าหลังกลับมาจากการเดินทางช่วงปีใหม่ ตามแผนการขยายเครือข่ายให้บริการ ให้ครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

อรุณ สมุทรสาร, กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “เอ็มเอ็มเอสฯ ก่อตั้งช่วงปี 2551 โดยเป็นศูนย์บริการครบวงจร (one stop service) สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน ภายใต้ศูนย์บริการมาตรฐานสากล เครื่องมือ

และอุปกรณ์ทันสมัย ได้รับความไว้วางใจทั้งจากลูกค้าทั่วไป รวมถึงหลายองค์กรชั้นนำของไทย ให้ เอ็มเอ็มเอสฯ เป็นผู้ดูแลรถยนต์ที่ใช้ในองค์กร พร้อมทีมช่างมากประสบการณ์ ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบัน มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ (MAT) ในเครือ เอ็มจีซี-เอเชีย และเป็นศูนย์ฝึกอบรมประจำภูมิภาคของ บ๊อช (BOSCH) ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจขายส่งอะไหล่ ได้รับความไว้วางใจจาก บ๊อช ประเทศไทย และผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์ TUNAP จุดเด่นคือ

เป็นสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำเข้าจากเยอรมนี พร้อมตั้งเป้าการขยายเครือข่ายให้ครบ 45 สาขา ในปี 2568 เพื่อศักยภาพการบริการอย่างครอบคลุม และลูกค้าสามารถเข้าถึง

ได้สะดวก”

++ MMS ที่เดียวจบ ครบทุกเรื่องการดูแลรถยนต์

ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับธุรกิจบริการหลังการขาย รวมถึงธุรกิจอาฟเตอร์มาร์เก็ต จากจำนวนรถยนต์ที่มากขึ้น ซึ่งเอ็มเอ็มเอสฯ เป็นศูนย์บริการมาตรฐาน One Stop Service สำหรับรถยนต์ที่หมดระยะประกัน ให้บริการซ่อมรถทุกชนิด

ไม่ว่าจะเป็นงานซ่อมบำรุงรักษาพื้นฐาน เปลี่ยนน้ำมันเครื่องพร้อมไส้กรอง ช่วงล่าง ยางรถยนต์ หรืองานวิเคราะห์สำหรับยนตรกรรมชั้นนำ อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู, เมอร์เซเดส-เบนซ์, โตโยต้า, ฮอนด้า และอื่นๆ ไปจนถึงงานซ่อมสีและตัวถัง ครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนท์ พร้อมทีมงาน

มืออาชีพ ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาโดยตลอด แม้การแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19

จะส่งผลกระทบบ้าง แต่ก็นับว่าไม่รุนแรงและสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง

++ ฉลองเปิดสาขาที่ 17 ‘เอ็มเอ็มเอสฯ รามคำแหง’ จัดหลากหลายโปรฯ แรงเกินคุ้ม

เอ็มเอ็มเอสฯ มุ่งพัฒนาขยายเครือข่ายให้บริการ โดยล่าสุด เปิดตัว เอ็มเอ็มเอสฯ รามคำแหง เป็นสาขาที่ 17 ตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ปากซอยรามคำแหง 14 ลูกค้าสามารถเข้ามารับบริการได้สะดวก พร้อมมีการปรับรูปลักษณ์ด้านหน้าอาคารให้โดดเด่นและทันสมัย เป็นที่สังเกตง่าย เพิ่มการรับรู้ของผู้ใช้รถยนต์บริเวณดังกล่าว พร้อมจัดหนักกับโปรโมชั่นสุดแรง อาทิ ยางรถยนต์ ซื้อ 2 เส้น แถมฟรี 2 เส้น, น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% เริ่มต้น 590 บาท, ผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์ TUNAP จากเยอรมนี ลด 50 %, เช็กสภาพรถฟรี 32 รายการ และอื่นๆ อีกมาก

เอ็มเอ็มเอสฯ ให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร ตามคอนเซ็ปต์ ‘หนัก-เบา เราซ่อมได้’ อาทิ

การตรวจสภาพตามระยะทาง, เปลี่ยนถ่ายของเหลว, แบตเตอรี่, ยาง, ช่วงล่าง, เบรก ไปจนถึงการซ่อมเครื่องยนต์และเกียร์อัตโนมัติ โดยทีมช่างมืออาชีพ พร้อมเครื่องมืออันทันสมัย รับประกันงานซ่อมสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร รวมถึงมีบริการพิเศษกรณีฉุกเฉิน ‘Service Delivery’ เช่น แบตเตอรี่หมด โดยลูกค้าสามารถผ่อนชำระ 0% ได้หลายรายการ ตอบโจทย์การบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทั้ง 17 สาขา คือ เกษตร-นวมินทร์, ประดิษฐ์มนูธรรม, พระราม 4, รามอินทรา,

งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สำโรง, เพชรเกษม, ราชพฤกษ์, ลำลูกกา, รังสิต, รามคำแหง, ระยอง, บางแสน, พัทยา, อุบลราชธานี และภูเก็ต

 

เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES
LINE Official: @mmsbosch
www.mmsboschcarservice.com

อาวดี้ ประเทศไทย แรงไม่หยุด โตสวนกระแส ยอดขาย ปี 64 พุ่ง 30% เตรียมยกทัพรถใหม่มาเขย่าตลาดเพิ่มอีกกว่า 10 รุ่น

0

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรืออาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผย ว่าท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 และความท้าทายธุรกิจจากสถานการณ์เซมิคอนดักเตอร์ขาดแคลนทั่วโลก ภายใต้กลยุทธ์เขย่าพอร์ต การปรับราคาให้จับต้องได้ การเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพรีเมี่ยม การนำยนตรกรรมตระกูล RS เข้ามาสร้างความเร้าใจให้ตลาด คุณภาพมาตรฐานการบริการหลังการขาย และการสนับสนุนของ AUDI AG ส่งผลทำให้ยอดจำหน่ายยนตรกรรมอาวดี้ในทุกเชกเมนต์ ในปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาเติบโตสวนกระแส All Time High เกินความคาดหมาย ด้วยยอดขาย 1,308 คัน หรือเติบโตขึ้น 30%

โดยยนตรกรรมพรีเมี่ยมสปอร์ตสมรรถนะสูงตระกูล RS ที่ได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์คาร์ราคาจับต้องได้ สามารถสร้างปรากฎการณ์สะท้อนภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้นของแบรนด์อาวดี้ในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน คือมียอดจำหน่ายคิดเป็นร้อยละ 10 ของยอดจำหน่ายรวม หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ยอดขาย Audi ทุกๆ 10 คัน จะเป็นรถในตระกูล RS 1 คัน ขณะที่ยนตรกรรม A5 และ Q3 และยนตรกรรมพรีเมี่ยมสปอร์ต Audi TT Coupe ไอคอนตลอดกาลของอาวดี้ เป็นสามรุ่นฮอตที่ได้รับความนิยมสูงต่อเนื่อง โดยมียอดจำหน่ายในปี 2564 รวมมากกว่า 70% ของยอด    ขายรวม ส่วนยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าพรีเมี่ยม ซึ่งอาวดี้เป็นผู้นำตลาด “Audi e-tron” ที่อาวดี้นำเข้ามาจำหน่ายทั้ง 3 รุ่นนั้น ก็สามารถทำยอดขายได้อย่างน่าพอใจ ถึงแม้จะประสบปัญหาจากการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ก็ตาม

“ขอบคุณแฟนอาวดี้ที่เชื่อมั่น และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอด 5 ปี ภายใต้การบริหารงานโดย บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด (Meister Technik) อาวดี้ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง จนอาจเรียกว่าเป็นกระแสอาวดี้ก็คงจะไม่ผิด เห็นได้จากจำนวนรถยนต์ Audi บนท้องถนน และยอดส่งมอบรถยนต์อาวดี้ ที่ขณะนี้ได้ส่งมอบให้ลูกค้าในประเทศไทยไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 4 พันคัน”

สำหรับทิศทาง และแผนการดำเนินงานปี 2565 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในด้านผลิตภัณฑ์มีแผนบุกตลาดด้วยเทคโนโลยียนตรกรรมรุ่นใหม่ล่าสุดจาก AUDI AG ซึ่งจะทยอยนำเข้ามาอีกกว่า 10 รุ่น รวมถึงรถในตระกูล RS เพื่อสร้างสีสัน และเป็นทางเลือกตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังมีแผนจะมีการนำเข้ารถพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดเข้ามาเสริมทัพ โดยคาดว่าในปีนี้มีรถทุกเชกเมนต์ให้ลูกค้าได้เลือกสรรอย่างจุใจ ด้านโชว์รูม และศูนย์บริการมีแผนที่จะขยายการบริการให้คลอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะมีการเปิดดีลเลอร์เพิ่มอีกอีกอย่างน้อย 2 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโตของลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ และภาคเหนือ

ในส่วนของแคมเปญส่งเสริมการขาย ซึ่งเป็นจุดเด่นในการทำตลาดของอาวดี้ เพื่อสร้างความว๊าวให้ลูกค้าได้มีความคุ้มค่าในการพิจารณาตัดสินใจเลือกซื้อยนตรกรรมอาวดี้ ในแต่ละช่วงจะมีการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ทั้งลิสซิ่ง ธนาคาร แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ และอื่นๆ เพื่อจัดแคมเปญพิเศษมาให้ลูกค้าได้เข้าถึงแบรนด์อาวดี้ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ในด้านการบริการหลังการขายที่เป็นความมุ่งมั่น และเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตของอาวดี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง  ถึงแม้ว่าจะประสบปัญหาโควิด-19 อาวดี้ก็ยังมีการลงทุนต่อเนื่องทั้งในส่วนของโชว์รูม และศูนย์บริการ โดยในปี 2564 ก็ได้เปิด อาวดี้ ราชพฤกษ์ และ อาวดี้ อุดรธานี เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรอาวดี้ในประเทศไทย ในส่วนของบุคลากร อาวดี้ก็ยังคงมีการฝึกอบรม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีช่างวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ผ่านการรับรองจาก AUDI AG เพิ่มเติมอีกนับ 10 รายในปี 2564 เพื่อให้ลูกค้าสามารถมั่นใจในคุณภาพมาตรฐานการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้าได้อย่างสูงสุด ตลอดจนมีแผนออกเซอร์วิสแคมเปญโดนใจเพื่อสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้าในการขับขี่ จนทำให้ยอดขายอะไหล่ และบริการเติบโตขึ้นกว่า 26% ในปี 2564 เช่นเดียวกัน

“แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโอมิครอน ตั้งแต่ต้นปี แต่ก็มั่นใจว่าจากกลยุทธ์ เขย่าพอร์ต ซึ่งมีรถพรีเมียมให้ลูกค้าได้เลือกในราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท แผนการรุกตลาดทุกด้าน รวมถึงการปรับแผนการตลาดแบบเข้าถึงกลุ่มลูกค้าจากหลากหลายช่องทาง และความแข็งแกร่งของแบรนด์ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย และคุณภาพที่เหนือกว่าของยนตรกรรมอาวดี้ ในปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ 6 ของการทำตลาดของอาวดี้ประเทศไทย จะเป็นอีกปีที่อาวดี้สามารถสร้างสถิติ All Time High ได้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าเติบโตที่ประมาณ 15-20%

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น.   วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Centre Thailand         02-765-8888
  • Audi New Petchburi         02-023-4888
  • Audi Pattaya         038-197-888
  • Audi Phuket         076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai         052-081-188
  • Audi Service Ratchapruek         02-034-5888
  • Audi Udonthani         093-161-5588

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จับมือ ททท. จัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าการกุศลท่องเที่ยวภาคกลาง กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างสรรค์สังคม ด้วยการท่องเที่ยวสไตล์รักษ์โลก

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคกลาง และ เที่ยวไทย ฯลฯ สนับสนุนโดยชมรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว จัดกิจกรรมคาราวานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าการกุศล Amazing Thailand ในโครงการ “BCG Road Trip เที่ยวใกล้ เที่ยวง่าย สไตล์ภาคกลาง” เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรองของภาคกลางอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อลดมลพิษในอากาศ พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน ในระหว่างวันที่ 8-9 มกราคม 2565 โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ สนับสนุนรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV จำนวน 6 คันเพื่อใช้ในการเดินทาง และมีคณะผู้บริหารระดับสูง นำโดย มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย ร่วมเดินทางไปพร้อมกับคณะคาราวานด้วย ตอกย้ำความตั้งใจของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการส่งเสริมการพัฒนาและฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศและกระตุ้นเศรษฐกิจไทยท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

มร. สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศไทย และเราตระหนักถึงความจำเป็นในการร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อผลักดันให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกครั้งหลังจากได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตโควิด-19 ในปีที่ผ่านมา เราจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการสนับสนุนการฟื้นตัวและพัฒนาของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภายใต้มาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ระดับชุมชน ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมจะเป็นอีกหนึ่งกำลังเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ไปสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวเองกับคณะคาราวานเพื่อการกุศลครั้งนี้จะช่วยจุดประกายความหวังในฐานะส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการฟื้นฟูการท่องเที่ยว ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน”

กิจกรรมคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าในครั้งนี้ยังดำเนินการภายใต้แนวคิด Bio-Circular-Green Economic หรือ BCG Model ที่เป็นการนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของประเทศไทยมาต่อยอดและยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน ซึ่งแนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “GWM Initiative” ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มุ่งให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางสังคม การสร้างและพัฒนาชุมชน การสืบสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการเพิ่มขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของเยาวชน ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ขบวนคาราวานรถยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 20 คัน นำทีมโดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริดรุ่นแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำมาเปิดตัวในประเทศไทย ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ตามเส้นทางถนนพหลโยธิน มุ่งหน้าสู่จังหวัดลพบุรี แหล่งเพาะปลูกทานตะวันมากที่สุดในประเทศไทย เพื่อเช็คอินที่ “เขาวงกตทุ่งทานตะวัน”​ ณ ทุ่งทานตะวันไร่คุณรำยอง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ซึ่งคณะคาราวานได้สนุกสนานไปกับการผจญภัยในเขาวงกตทุ่งทานตะวัน และเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพตามจุดต่างๆ ภายในไร่ หลังจากนั้นคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมยกทัพเดินทางต่อไปยังไร่สบายจิต เพื่อรับประทานอาหารกลางวันสไตล์พื้นบ้าน สัมผัสอาหารถิ่นแบบปลอดสารพิษ หลังอิ่มอร่อยกันอย่างจุใจแล้ว จึงได้ออกเดินทางต่อไปยังชุมชนหมู่บ้านสหพันธ์อ่างทอง เพื่อร่วมกิจกรรมมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ จากนั้นจึงเดินทางเข้าที่พัก โรงแรมศุภาลัย
ป่าสัก รีสอร์ต อำเภอ แก่งคอย จังหวัดสระบุรี เพื่อรับประทานอาหารค่ำและพักผ่อนตามอัธยาศัย

รุ่งเช้าหลังจากคณะผู้ร่วมงานรับประทานอาหารเช้าและเช็คเอาท์ออกจากที่พักเรียบร้อยแล้ว  คณะคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าออกเดินทางมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ โดยระหว่างทางได้แวะเช็คอินที่วัดถ้ำกระบอก ชมลานพระพุทธรูปทำจากหินลาวาหนึ่งเดียวในเมืองไทย สวยงามตระการตาด้วยพระพุทธรูปสีดำนิลนับสิบๆ องค์ รายล้อมเป็นวงกลม พร้อมสักการะองค์พระพุทธรูปศักด์สิทธิ์เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่ ก่อนที่จะออกเดินทางต่อไปยังตลาด
หัวปลี ตลาดนัดชุมชนสระบุรี เพื่อแวะชมวิถีชีวิตชาวบ้าน อุดหนุนสินค้าเกษตรจากชุมชนเกษตรกร และผ่อนคลายไปกับบรรยากาศสวนกล้วยและสวนไผ่อันร่มรื่น ปิดทริปสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดลพบุรีและสระบุรีลงอย่างราบรื่นด้วยการเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอัจฉริยะที่ช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางที่สะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคชาวไทย แต่ยังยึดมั่นให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือสังคมและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย และพร้อมที่จะยืนหยัดเป็นอีกหนึ่งกำลังและแรงใจเคียงข้างผู้บริโภคและสังคมไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

“อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ปีที่ 10 เดินหน้าส่งมอบระบบน้ำดื่มสะอาดครบวงจรแก่โรงเรียนแห่งที่ 39 ในจังหวัดนครปฐม

0

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มอีซูซุในประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าผนึกกำลังกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดำเนินโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต”  ต่อเนื่องสู่ปีที่ 10 มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงชุมชนใกล้เคียงด้วยการส่งมอบระบบน้ำดื่มสะอาดครบวงจรเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน  ล่าสุดโครงการแห่งที่ 39  โรงเรียนศรีวิชัยวิทยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม โรงเรียนขนาดใหญ่ที่อยู่ในเขตตัวเมืองและไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่พบเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ และการปนเปื้อนของน้ำที่ไม่สะอาดตามมาตรฐานสากล  ด้วยความมุ่งหวังว่าจะสร้างรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตที่ดีจากน้ำสะอาดที่ผลิตได้ภายในโรงเรียน พร้อมกันนี้ยังได้มอบเงินสนับสนุนการศึกษา และร่วมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คณะครูและนักเรียนอีกด้วย

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “แม้ในตอนนี้ยังอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มอีซูซุในประเทศไทยยังคงเดินหน้าสานต่อปณิธานที่ว่า “เราจะดำเนินโครงการนี้จนกว่าจะไม่มีโรงเรียนในประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดอีกต่อไป”  ผ่านโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 10 โดยอีซูซุได้จัดส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัญหาร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดของโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ขุดเจาะน้ำบาดาล พร้อมสร้างระบบกรองน้ำดื่มสะอาดแบบครบวงจรตามมาตรฐานสากล เพื่อช่วยให้นักเรียนและครูได้มีน้ำดื่มสะอาดสำหรับบริโภคและลดรายจ่ายจากการซื้อน้ำ พร้อมจัดตั้ง “ศูนย์สาธิตการผลิตน้ำดื่มนักเรียนและระบบพัฒนาคุณภาพน้ำดื่มสะอาดอย่างยั่งยืน” และอบรมขั้นตอนการดูแลรักษาและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการบรรจุน้ำดื่มใส่ขวดเพื่อจำหน่ายราคาพิเศษแก่คนในชุมชนในรูปแบบสหกรณ์เพื่อนำรายได้กลับมาเป็นค่าบำรุงรักษาในครั้งต่อ ๆ ไป ซึ่งตลอด 9 ปีที่ผ่านมาได้มีการส่งมอบไปแล้ว 38 โรงเรียน  สำหรับโครงการแห่งที่ 39 คือ โรงเรียน ศรีวิชัยวิทยา อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ที่แม้จะเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลายขนาดใหญ่  มีนักเรียน ครูและบุคลากรรวมแล้วมากกว่าพันคน และอยู่ในเขตตัวเมือง แต่ยังต้องพึ่งพาแหล่งน้ำบาดาลที่ใช้ร่วมกับชุมชนรอบข้าง และเนื่องจากโรงเรียนไม่มีบ่อน้ำบาดาลเป็นของตัวเอง ประกอบกับพื้นที่โรงเรียนตั้งอยู่ปลายทางของน้ำทำให้ปริมาณน้ำที่ได้รับไม่เพียงพอ อีกทั้งยังปนเปื้อนและมีกลิ่นเหม็น จึงต้องซื้อน้ำดื่มเพื่อใช้ในการบริโภคและอุปโภค เรามุ่งหวังว่าการส่งมอบโครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” ในครั้งนี้จะช่วยให้โรงเรียนมีน้ำสะอาดไว้ใช้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างรอยยิ้มที่สดใสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากน้ำสะอาดที่ผลิตได้ภายในโรงเรียนจากร่วมมือของทุกคน”    

โครงการ “อีซูซุให้น้ำ…เพื่อชีวิต” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมที่กลุ่มอีซูซุภาคภูมิใจ  ช่วยตอกย้ำปรัชญาการดำเนินธุรกิจ หรือ “วิถีอีซูซุ” นั่นคือ “ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”   อีกทั้งยังได้รับการชื่นชมและยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยได้รับเลือกให้รับรางวัลอันทรงเกียรติทั้งในระดับนานาชาติ และระดับประเทศมาแล้วมากมาย  ด้วยความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอีซูซุ และเป้าหมายที่จะบรรเทาความเดือดร้อนปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดซึ่งเกิดขึ้นที่โรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือโครงการสิ่งแวดล้อม “Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับกระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เพื่อริเริ่มโครงการด้านสิ่งแวดล้อม Solar for Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะทำหน้าที่ในการติดตั้งระบบแผงพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ แผงโซลาร์ เพื่อช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่โรงพยาบาลชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ

ภายใต้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ในระยะต้นของโครงการนี้ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทุ่มงบประมาณ 60 ล้านบาท เพื่อใช้ในการติดตั้ง และส่งมอบระบบแผงโซลาร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการดูแลรักษารายปี ให้แก่โรงพยาบาลชุมชนรวม 40 แห่ง ทั่วประเทศ ภายในปี 2575 โดยการติดตั้งแผงโซลาร์ดังกล่าว จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 25 ปี โครงการ Solar for Lives นี้ คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ของโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการได้ถึงกว่า 17,300 ตัน ในระยะเวลา  10 ปี จากนี้ นอกจากนี้ ยังช่วยโรงพยาบาลแต่ละแห่งที่เข้าร่วมโครงการลดค่าไฟได้มากถึง 400,000 บาทต่อปี

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมไทย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย อยากเห็นคนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โครงการ ‘Solar for Lives’ จึงได้ริเริ่มขึ้น ตามแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ของเราที่ว่า “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” ผ่านหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โครงการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น ด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือโรงพยาบาลชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นเพื่อเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีทิศทางในการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมที่ชัดเจน และมุ่งหน้าดำเนินกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนสมดุล เราได้ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ลดลงมากกว่า 6,100 ตันต่อปี รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด จากการศึกษาการประเมินการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment – LCA) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านโครงการ ‘ปลูกป่า 60 ปี 60 ไร่’ ด้วย”

จากแนวทางคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข การคัดเลือกโรงพยาบาลชุมชนที่จะได้รับการติดตั้งแผงโซลาร์ ขึ้นอยู่กับความต้องการและโครงสร้างทางกายภาพของโรงพยาบาลเหล่านั้นเป็นสำคัญซึ่ง โรงพยาบาลน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น จะเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของโครงการที่จะมีการติดตั้งแผงโซลาร์

นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “โรงพยาบาลต่างๆ มีการใช้พลังงานจำนวนมากในการให้บริการทางการแพทย์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยโรงพยาบาลในชุมชนมีแนวโน้มการขยายการให้บริการตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) ของโรงพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงโดยสะดวกของประชาชน อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการบริการและโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดีได้ ดังนั้น โครงการนี้ จึงสามารถช่วยสนับสนุนภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขได้อย่างชัดเจน ด้วยการสร้างแหล่งพลังงานที่มีความยั่งยืนให้แก่โรงพยาบาล อีกทั้งยังสามารถส่งเสริมเป้าหมายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการนำพาประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนสมดุลด้วย”

นายสุทธิพงษ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือภายใต้โครงการ “Solar For Lives: พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อชีวิตที่ดีกว่า” กฟผ. ได้สนับสนุนการดำเนินการ พร้อมให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการบำรุงรักษาเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงสนับสนุนกระบวนการออกใบรับรองสิทธิในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate หรือ REC) ซึ่ง กฟผ. ได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายสิทธิ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพียงรายเดียวของประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสีเขียว (กลุ่มบริษัท RE100) นอกจากนี้ในอนาคต กฟผ. จะร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต่อไปด้วย

ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมผลักดันเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดและได้กำหนดนโยบายมุ่งสู่ “EGAT Carbon Neutrality” ภายในปี ค.ศ. 2050 ภายใต้กลยุทธ์ “Triple S” คือ 1.Sources Transformation ด้วยการกำหนดสัดส่วนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยบูรณาการนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียนให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับเขื่อนพลังน้ำและระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ มีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 5,325 เมกะวัตต์ในปี พ.ศ. 2580 2.Sink Co-creation หรือการดูดซับเก็บกักคาร์บอนอย่างมีส่วนร่วม อาทิ กฟผ. พร้อมพันธมิตรตั้งเป้าปลูกป่าจำนวน 1 ล้านไร่ ภายใต้โครงการปลูกป่า 1 ล้านไร่อย่างมีส่วนร่วม ภายในระยะเวลา 10 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2565 – 2574 และ 3.Support Measures Mechanism คือ กลไกการสนับสนุนโครงการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นรูปธรรม โดย กฟผ. ดำเนินโครงการส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความต้องการใช้ไฟฟ้าและช่วยหลีกเลี่ยงการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตไฟฟ้า อาทิ โครงการฉลากเบอร์ 5

สำหรับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ในฐานะอีกหนึ่งพันธมิตรของโครงการจะให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านเทคนิคและวิชาการเกี่ยวกับ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ข้อมูลของกระบวนการและหลักเกณฑ์การขอขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER)

นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวถึงบทบาทและภารกิจขององค์การว่า “อบก. เป็นองค์กรสนับสนุนหลักในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกให้ประเทศไทย มุ่งสู่เศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน (Driving Ambition for Carbon Neutrality) โดยมีการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น/ชุมชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตามเจตนารมณ์ภายใต้ความตกลงปารีส และเป็นหน่วยงานให้การรับรองคาร์บอนเครดิตเพียงองค์กรเดียวในประเทศ ซึ่ง อบก. ได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ “โครงการ T-VER” ขึ้น เพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ ซึ่ง อบก. จะเป็นผู้ให้การขึ้นทะเบียนโครงการ และรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลด/กักเก็บได้ ในหน่วย “ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” หรือเรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” โดยสามารถนำไปแลกเปลี่ยน หรือ ซื้อ-ขาย เพื่อนำไปใช้ในการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากองค์กร งานอีเวนต์ ผลิตภัณฑ์ หรือบุคคลได้

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการส่งมอบและติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับโรงพยาบาลชุมชน ระหว่างบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการส่งเสริมให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับท้องถิ่น และยังเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลชุมชนอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถพัฒนาเป็นโครงการ T-VER และขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมคาร์บอนสมดุล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น  และด้วยนโยบายดังกล่าว มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 40% จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และจากการดำเนินธุรกิจของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น และการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 50% จากยอดจำหน่ายรถยนต์มิตซูบิชิทั้งหมดในปี พ.ศ. 2573