Home Blog Page 326

ฟอร์ดชวนคุณท่องศาสตร์แห่งรถกระบะ ไปกับโหมดการขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ที่พร้อมพาคุณพิชิตทุกเส้นทาง

0

ระบบกันสะเทือนสไตล์รถแข่ง ระยะล้อที่กว้างขึ้นและแชสซีที่เสริมความแข็งแกร่งมาเป็นพิเศษ พร้อมดีไซน์สไตล์สปอร์ตด้วยสติกเกอร์กราฟฟิกสไตล์ ‘Over the Top’ รอบคัน เพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสีดำพร้อมโรลบาร์แบบยาว ชุดหูลากหน้ารถสีแดงสไตล์สปอร์ต ทั้งหมดนี้ต่างเป็นองค์ประกอบของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้คุณพิชิตทุกเส้นทางออฟโรดสุดท้าทายได้ด้วยความเร็วสูง ภายใต้การควบคุมที่ดีเยี่ยม

และหนึ่งในองค์ประกอบหลักที่ช่วยในการควบคุมรถของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ก็คือระบบ Terrain Management System (TMS) ที่มีโหมดการขับขี่ทั้งหมดถึง 6  รูปแบบ รวมถึงโหมดบาฮา (Baja) อันเป็นเอกลักษณ์

“โหมดการขับขี่เหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์” มร.ร็อบ ฮิวโก้ วิศวกรหัวหน้าฝ่ายประสบการณ์การขับขี่ของฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นโหมดแทร็ค (Track) หรือโหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) ในมัสแตง ไปจนถึงโหมดการขับขี่เส้นทางออฟโรดแบบต่างๆ ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ล้วนเป็นดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์” มร.ร็อบ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ระบบ TMS ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ “ชีวิตง่ายขึ้นและช่วยให้รถลุยไปทุกเส้นทางได้อย่างง่ายดาย สำหรับผู้ขับขี่มือเก๋า ระบบนี้จะช่วยยกระดับประสบการณ์ขับขี่ไปขึ้นอีกขั้น” มร.จัสติน คาปิชิอาโน ผู้จัดการโปรแกรมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ กล่าวเสริม

โหมดการขับขี่คืออะไร

เนื่องจากสภาพเส้นทางแต่ละรูปแบบ ทั้งโคลน หิน หญ้า กรวด ทราย และหิมะ ต่างต้องการการตอบสนองจากรถแตกต่างกัน ระบบ TMS หรือโหมดการขับขี่ใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ จึงเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้รถพร้อมรับมือกับแต่ละสภาพเส้นทางได้อย่างเหมาะสม

“แต่เราก็ไม่ควรเลือกโหมดการขับขี่แบบสุ่มๆ” ร็อบ กล่าว “ผู้ขับขี่ควรต้องรู้ว่าจะต้องใช้โหมดการขับขี่อะไรและทำไมถึงใช้โหมดนี้ อย่างเช่น โหมดสปอร์ตเหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนเมื่อขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ  โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะต้องใช้การขับเคลื่อน 4H เท่านั้น ขณะที่โหมดโคลน/ทราย และโหมดบาฮา ใช้การขับเคลื่อนแบบ 4H หรือ 4L ก็ได้ แต่สำหรับโหมดหิน ต้องขับเคลื่อนแบบ 4L เท่านั้น”

การปรับโหมดการขับขี่แต่ละโหมดเกิดจากการทำงานของระบบซอฟต์แวร์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงกล โดยระบบพร้อมควบคุมการทำงานของหลายๆ องค์ประกอบให้สอดประสานกันตั้งแต่การตอบสนองของคันเร่ง ระบบเกียร์ ระบบเบรกและระบบป้องกันล้อหมุนฟรี  ไปจนถึงการปรับการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว

“แนวคิดเบื้องหลังการพัฒนาโหมดการขับขี่ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ และเรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ คือการช่วยให้นักขับมือใหม่เดินทางไปได้ทุกที่ ส่วนนักขับมือฉมังก็จะได้รับประสบการณ์ขับขี่ที่ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น” จัสติน กล่าว

ควรใช้โหมดขับขี่อะไร

ไม่ว่าคุณจะขับขี่บนท้องถนนหรือบนเส้นทางออฟโรด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่เหมาะกับทุกการเดินทาง

“ความเข้าใจในการเลือกใช้โหมดการขับขี่ ทำให้ผู้ขับขี่ทั้งที่มีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์สามารถใช้งานรถได้เต็มสมรรถนะ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่อาจเลือกใช้โหมดปกติในการขับขี่บนเส้นทางออฟโรด แต่เพราะฟอร์ดใส่ใจในการพัฒนาโหมดการขับขี่ต่างๆ เพื่อยกระดับสมรรถนะของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผมจึงอยากแนะนำให้ผู้ขับขี่ทุกท่านลองใช้โหมดการขับขี่ที่เหมาะสม เมื่อคุณออกผจญภัยบนเส้นทางออฟโรดครั้งต่อไป”

โหมดปกติ คือโหมดการขับขี่ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เป็นตัวเลือกอัตโนมัติ เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน“คุณใช้โหมดนี้ได้ทั้งบนท้องถนนและเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนแบบ 2 หรือ 4 ล้อก็ตาม” ร็อบ กล่าว “ถ้าคุณออกจากถนนลาดยางและมุ่งหน้าสู่ทางลูกรัง โหมดที่แนะนำคือโหมดปกติและการขับเคลื่อนแบบ 4H” จัสติน กล่าว

สำหรับโหมดสปอร์ต คันเร่งจะตอบสนองฉับไวขึ้น ขณะที่ระบบส่งกำลังจะลากเกียร์นานกว่าโหมดปกติเล็กน้อย การบังคับพวงมาลัยจะให้ความรู้สึกหนักขึ้นเล็กน้อยในตำแหน่งตั้งตรง

“นอกจากให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตในการขับขี่แล้ว  เรายังอยากแนะนำให้คุณใช้โหมดสปอร์ตขณะลากจูงและการขับขี่บนเส้นทางขึ้นหรือลงทางชัน เพราะรถจะลากเกียร์นานกว่าปกติเพื่อลดการเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่จำเป็น” จัสติน กล่าว

โหมดหญ้า/กรวดหิน/หิมะ เหมาะสำหรับพื้นผิวลื่น ซึ่งแตกต่างจากการขับขี่แบบออฟโรดทั่วไป เพราะโหมดนี้เหมาะกับถนนที่มีพื้นผิวลื่น เช่น ถนนที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหรือถนนที่มีโคลนเละๆ หลังจากฝนตกใหม่ๆ ” ร็อบ กล่าว

“โหมดนี้จะกำหนดให้คุณต้องใช้การขับขี่แบบ 4H  และทำงานโดยลดการตอบสนองของคันเร่ง ช่วยให้คุณไม่เผลอเร่งความเร็วมากเกินไปบนถนนลื่นๆ ปรับการทำงานของระบบเกียร์ซึ่งรวมถึงการออกตัวที่เกียร์สองแทนที่จะเป็นเกียร์หนึ่ง เป็นต้น” จัสติน กล่าว

โหมดโคลน/ทราย ออกแบบเพื่อใช้ขับบนทรายหรือโคลนลึกๆ ซึ่งจะต้องรักษาการจ่ายกำลังที่เหมาะสมและต่อเนื่อง  เมื่อเลือกใช้โหมดนี้ ผู้ขับขี่ต้องปรับเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ ขณะที่การคันเร่งจะไวขึ้นและระบบส่งกำลังจะลากเกียร์ยาวขึ้น โหมดนี้ยังช่วยรักษาโมเมนตัมของรถได้ด้วยการลดความไวของเบรกและการตอบสนองของระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ขณะที่ควบคุมเสถียรภาพการขับขี่จะยอมปล่อยให้รถไถลได้มากขึ้น

“การขับบนพื้นทรายมีความนุ่ม จึงต้องการรถที่ตอบสนองแตกต่างออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการหมุนของล้อเกินจำเป็นและทำให้รถจม การขับขี่บนเส้นทางที่เป็นทรายและโคลนจึงต้องรักษาโมเมนตัมให้รถขยับอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นพื้นผิวที่มีดินหลวม ซึ่งบางทีก็สังเกตุได้ยาก” จัสติน กล่าว

โหมดหิน เป็นโหมดการขับขี่ที่ใช้ได้กับการขับเคลื่อนแบบ 4L เท่านั้น โดยคุณใช้โหมดนี้ได้เมื่อต้องการการยึดเกาะถนนสูงมากๆ และควรขับด้วยความเร็วต่ำ ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าหินก้อนโตๆ หรือร่องลึก ซึ่งอาจทำให้มีล้อข้างใดข้างหนึ่งลอยขึ้นจากพื้น

“ระบบเบรกป้องกันล้อหมุนฟรีจะยังคงทำงานในขณะที่ใช้โหมดหิน เพื่อรักษาโมเมนตัมให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าและรักษาการควบคุมรถขณะขับไปบนเส้นทางที่มีหินก้อนใหญ่ๆ หรือร่องลึก แต่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวจะหยุดทำงานชั่วคราว เพราะคุณต้องขับด้วยความเร็วต่ำแบบ 4L” ร็อบ กล่าว

“การตอบสนองของคันเร่งจะไวขึ้นเพราะเท้าของผู้ขับขี่อาจจะกระเด็นออกจากแป้นคันเร่งขณะขับ และเราไม่ต้องการให้รถกระตุก ขณะที่ระบบเกียร์จะเน้นใช้เกียร์หนึ่งและเปลี่ยนเกียร์ช้าลง โดยคุณอาจะเลือกเข้สเกียร์แบบธรรมดาเองได้ด้วย”

โหมดบาฮา คือจุดเด่นของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ได้แรงบันดาลใจจากสนามบาฮา 1000 ซึ่งเป็นการแข่งขันออฟโรดสุดหฤโหดอันโด่งดังระดับโลกบนคาบสมุทรบาฮากาลิฟอร์เนีย เม็กซิโก โดยเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้ผ่านการทดสอบสุดโหดแบบเดียวกับรุ่นพี่อย่างฟอร์ด F-150 แร็พเตอร์ ทั้งในทะเลทรายบอร์เรโก สปริงส์ ในสหรัฐอเมริกาและเส้นทางที่ใช้ในการแข่งขับขับรถข้ามทะเลทราย ฟิงค์  เดสเสิร์ท เรซ ในออสเตรเลีย

“โหมดบาฮา ออกแบบมาเพื่อการขับแบบออฟโร้ดด้วยความเร็วสูงที่ไม่มีใครเหมือน คันเร่งและเกียร์ปรับให้ตอบสนองไวขึ้น เพื่อให้ความรู้สึกแบบสปอร์ตมากขึ้น”

“ด้วยแชสซีที่แข็งแรง ความสูงจากพื้นถึงจุดต่ำสุดใต้ท้องรถที่เพิ่มขึ้น โช้คอัพที่ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย FOX โหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ล้อที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง ไปจนถึงเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะที่ครบครัน ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เป็นรถกระบะในตระกูลเรนเจอร์ที่มีสมรรถนะสูงสุดเท่าที่เคยมีมา” จัสติน กล่าวสรุป

GWM เร่งเครื่องผลักดันแผนพลังงานใหม่ทั่วโลกเต็มสูบ

0

ในปี 2564 GWM ได้ประกาศเป้าหมายบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในช่วงหลายปีข้างหน้า และเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่หลากหลายรุ่นในตลาดต่างประเทศ เพื่อเร่งผลักดันแผนงานด้านพลังงานใหม่ของบริษัท

GWM เป็นผู้บุกเบิกวงการรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด โดยได้แรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมและตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัว HAVAL H6 HEV และ HAVAL JOLION HEV ในประเทศไทย ซึ่งการที่รถยนต์ทั้งสองรุ่นใช้เทคโนโลยี HEV จึงทำให้กินน้ำมันน้อยแม้ในสภาพถนนที่แตกต่างกัน และในกรณีที่รถติด รถยนต์ประเภท HEV ยังสามารถเปลี่ยนจากเครื่องยนต์เชื้อเพลิงไปเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าได้โดยตรง จึงช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มอีก 35% เป็น 50%

รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่า HAVAL H6 HEV ติดอันดับรถกลุ่มเอสยูวี C-class ที่ได้รับความนิยมสูงสุดสองอันดับแรกในประเทศไทยเป็นเวลาห้าเดือนติดต่อกัน ในขณะที่ HAVAL JOLION HEV ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้ใช้เช่นกันเนื่องด้วยสมรรถนะที่โดดเด่น

นอกจากนี้ GWM ยังได้เปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่มุ่งเจาะตลาดรถยนต์ที่เติบโตเต็มที่แล้วของยุโรป พร้อมจัดแสดงรถเอสยูวีรุ่นไฮเอนด์อย่าง SUV WEY COFFEE 01 PHEV ในงาน 2021 Internationale Automobil-Ausstellung ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี รถรุ่นนี้โดดเด่นด้วยกำลังแรงและความยืดหยุ่น สามารถผลิตกำลังขับที่รวมพลังงานเชื้อเพลิงและพลังงานไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เมื่อไล่แซง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การขับขี่ด้วยความเร็วสูง

GWM ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาเป็นแกนหลักในการพัฒนาพลังงานใหม่ หลังจากเตรียมการมาห้าปี และด้วยเงินลงทุน 2 หมื่นล้านหยวน บริษัทได้เปิดตัวระบบเกียร์ L.E.M.O.N. DHT ที่สามารถใช้งานร่วมกับระบบขับเคลื่อน HEV, PHEV และ “PHEV+P4” ตลอดจนระบบพลังงานอื่น ๆ ซึ่งมอบความสะดวกทางเทคนิคให้กับทั้งอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี

ในแง่ของการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานใหม่ GWM ได้สำรวจเส้นทางการพัฒนาทางเทคนิคอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น HEV, BEV และเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ปัจจุบัน บริษัทได้เริ่มต้นโครงการเทคโนโลยีพลังงานไฮโดรเจน ขณะที่เสร็จสิ้นการดำเนินโครงการรถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนขนาด 49 ตัน จำนวน 100 คัน เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งนับเป็นโครงการแรกของโลก

GWM ได้เปิดเผยรายงานยอดขายรถยนต์ประจำปี 2564 ซึ่งปรากฏว่า ยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่อยู่ที่ 136,953 คัน คิดเป็น 10.7% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท (1.28 ล้าน) โดยในอีกสี่ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าที่จะเดินหน้าขยายแผนงานด้านรถยนต์พลังงานใหม่ และมุ่งบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในการทำยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ให้ได้ 80% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก

“ในอีกห้าปีข้างหน้า GWM คาดว่าจะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาถึง 1 แสนล้านหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านพลังงานใหม่และรถยนต์อัจฉริยะ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำทางเทคนิค พร้อมทั้งเร่งผลักดันเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์” มู่ เฟิง ประธานหมุนเวียนของ GWM กล่าวในการประชุมเปิดตัวแผนกลยุทธ์ระดับโลกปี 2568

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยกระดับทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาผ่านการปฏิบัติงานจริง มอบเครื่องยนต์เพื่อการเรียนรู้แก่วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มอบเครื่องยนต์ให้แก่แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จำนวน 11 เครื่อง ณ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี เพื่อยกระดับทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาผ่านการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานด้วยเครื่องยนต์จริง ทั้งจากภาคทฤษฏีและปฏิบัติเสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียนอาชีวะสาขาเทคนิคเครื่องกลสู่ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) เพื่อเตรียมตัวพัฒนาสู่บุคลากรที่เปี่ยมคุณภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อไป 

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ที่บริษัทฯ บริจาคทั้ง 11 เครื่อง ประกอบไปด้วยเครื่องยนต์จากรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นต่างๆ อาทิ ไทรทัน ปาเจโร มิราจ แอททราจ และเอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้เครื่องยนต์จากหลากหลายรุ่นรถยนต์ที่แตกต่างกัน ทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มอุปกรณ์การเรียนการสอนด้านเครื่องกลให้กับวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีให้มีปริมาณเพียงพอกับจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น โดยทางวิทยาลัยเทคนิคชลบุรีจะนำเครื่องยนต์ที่มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มอบให้มาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการเรียนการสอนในภาคปฏิบัติสำหรับ 3 วิชาหลัก ได้แก่ (1) วิชาวิเคราะห์ปัญหายานยนต์ (2) วิชาระบบควบคุมเครื่องยนต์ดีเซลด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และ (3) วิชาระบบฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เพื่อยกระดับทักษะนักศึกษาอาชีวศึกษาผ่านการเรียนรู้และปฏิบัติจากเครื่องยนต์ของจริง

การบริจาคครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการด้านการศึกษา ภายใต้ปณิธานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม “สรรค์สร้าง เคียงข้าง สังคมไทย” และเนื่องในโอกาสที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินธุรกิจครบ 60 ปี ในประเทศไทย ในปีนี้ บริษัทฯ ได้มีการจัดตั้ง “มูลนิธิ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย” ขึ้นในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรมีจุดมุ่งหมายในการดำเนินโครงการเพื่อสังคมใน 3 ด้านหลักสำคัญ ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อม 2) สุขภาพและชีวอนามัย 3) การศึกษาและจริยธรรม โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เดินสายมอบเครื่องยนต์นวัตกรรมใหม่ให้แก่วิทยาลัยเทคนิค  ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ วิทยาลัยเทคนิคแพร่  วิทยาลัยเทคนิคพะเยา วิทยาลัยเทคนิคชัยภูมิ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย วิทยาลัยเทคนิคเพชรบุรี วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคระยอง และเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) เป็นต้น ทั้งยังมอบเครื่องยนต์มิตซูบิชิ นวัตกรรมใหม่พร้อมแท่นตั้งเครื่องให้แก่ โรงเรียนพระดาบสอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มีการดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษา อาทิ โครงการ MMTh VTECH Scholarship Program 2021” มอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาระดับชั้นอุดมศึกษา โดยร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ให้น้องได้เรียน มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีผลการเรียนดีเด่น ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โครงการนักศึกษาฝึกงานประจำปี โดยร่วมกับ มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และการมอบแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมด้วยอุปกรณ์แปลงไฟให้แก่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน เป็นต้น

ฮอนด้า สนับสนุนพนักงานลดขยะพลาสติกในชีวิตประจำวัน พร้อมส่งมอบชุด PPE ที่รีไซเคิลจากขวดพลาสติกใส ให้โรงพยาบาล

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าเป็นองค์กรสร้างสังคมปลอดมลพิษ พร้อมคืนประโยชน์สู่สังคม ร่วมกับหน่วยงาน Less Plastic Thailand เข้าร่วมโครงการแยกขวดช่วยหมอ เพื่อเชิญชวนพนักงานฮอนด้า ระดมขวดพลาสติกใสใช้แล้ว มารีไซเคิลเป็นชุด PPE แบบใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง และส่งมอบให้บุคลากรทางการแพทย์ใน 4 โรงพยาบาลสวมใส่ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันโควิด-19

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า ได้ดำเนินธุรกิจ
ด้วยความใส่ใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมุ่งมั่นที่จะปกป้องสภาพแวดล้อมรวมถึงเพื่อนมนุษย์จากผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเสมอมา ด้วยมาตรการลดปริมาณและกำจัดของเสียและวัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ รวมทั้งสนับสนุนให้พนักงานฮอนด้าลดปริมาณขยะในชีวิตประจำวัน ทำให้สามารถช่วยลดปริมาณขยะและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการทำลายหรือจัดการขยะพลาสติก โดยเฉพาะขวดพลาสติกใส (PET) ที่สามารถนำมารีไซเคิลแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายชนิด รวมทั้งชุด PPE ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญ
ที่ช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในปัจจุบัน

ฮอนด้า ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการแยกขวดช่วยหมอ และขอขอบคุณเพื่อนพนักงานฮอนด้า ที่ช่วยกันรวบรวมขวดพลาสติกใสที่ใช้ระหว่างวันเป็นจำนวนมากกว่า 3,600 ขวด แล้วนำไปรีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นชุดป้องกันส่วนบุคคล หรือ PPE แบบใช้ซ้ำได้ 20 ครั้ง (Reusable PPE) ให้บุคลากรทางการแพทย์ ได้ถึง 200 ชุด โดยได้
ทำการส่งมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ใน 4 โรงพยาบาลที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยให้ปลอดภัย
จากเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานผลิตรถยนต์ฮอนด้า ได้แก่ โรงพยาบาลวังน้อยและโรงพยาบาลเสนา ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในจังหวัดปราจีนบุรี

เอ็มจี พร้อมรุกตลาด มั่นใจยังเป็นหนึ่งในผู้นำ SUV ปีนี้

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตั้งเป้าเป็นผู้นำกลุ่มรถ SUV ปีนี้ พร้อมเผยตัวเลขยอดขายรถ SUV ของเอ็มจีในปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 16,104 คัน ในขณะที่ยอดขายสะสมรวม 5 ปี ในกลุ่มรถ SUV ดังกล่าว สูงถึงกว่า 70,000 คัน เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย และคุณค่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า

ปี 2564 เอ็มจี มียอดขายรถยนต์ในกลุ่ม SUV รวม 16,014 คัน

ในปี 2564 ที่ผ่านมา เอ็มจีมียอดขายรถยนต์ในกลุ่ม SUV รวมกว่า 16,014 คัน แบ่งเป็นรถประเภท B-SUV ในรุ่น MG ZS และ MG ZS EV มียอดขายรวมทั้งปีอยู่ที่ 11,245 คัน และรถประเภท C-SUV ในรุ่น MG HS และ MG HS PHEV มียอดขายรวม 4,769 คัน โดยปัจจุบันเอ็มจีมีรถในกลุ่ม SUV จำหน่ายในประเทศไทยรวมแล้วกว่า 70,000 คัน   

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า
“ตลาดรถยนต์ SUV ถือเป็นหนึ่งในตลาดหลักของเอ็มจี เรามียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนขึ้นเป็นผู้นำในกลุ่มดังกล่าวได้ในระยะเวลาเพียงไม่นาน ปัจจุบันเอ็มจีทำตลาดรถ SUV ใน 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม B-SUV ด้วย MG ZS  ที่ถือเป็นรถยนต์อัจฉริยะ หรือ สมาร์ทคาร์ตัวจริงจากการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ผู้ใช้รถสามารถเชื่อมต่อ ตรวจสอบ และสั่งการระบบต่างๆ ภายในรถผ่านโทรศัพท์มือถือ จึงตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบทั้งเทคโนโลยีและอรรถประโยชน์ที่หลากหลายของรถ SUV ส่วนอีกกลุ่ม คือ C-SUV ด้วยรุ่น MG HS ที่มีทั้งความสปอร์ตและความหรูหราเหนือระดับพร้อมติดตั้งฟังก์ชันการใช้งานและระบบความปลอดภัยขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งระบบ ADAS ที่เทียบเท่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) ยิ่งไปกว่านั้น เอ็มจียังได้แนะนำเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานทางเลือก สอดรับกับเมกะเทรนด์ของโลกที่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัว MG ZS EV ซึ่งเป็นรถยนต์เอสยูวีที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% และ MG HS PHEV ที่ผสมผสานระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปเข้าด้วยกัน ออกมาเป็นระบบขับเคลื่อนในรูปแบบปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า100% ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตร”

“สำหรับปีนี้เอ็มจีมีแผนแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ลงตลาด ซึ่งผมมั่นใจว่าจากความโดดเด่นของตัวผลิตภัณฑ์ทั้งในด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย และคุณค่า ของรถเอ็มจีทุกรุ่นจะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้าคนไทย และทำให้เรายังคงเป็นผู้นำในกลุ่ม SUV อย่างแน่นอน”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

“SKILL DRIVING JUNIOR” ร่วมมือ “THE MALL” จัดการเรียนรู้ ฝึกวินัยจราจรให้เด็ก และเยาวชน

0

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ ขับเป็น…ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล ร่วมงาน “THE MALL KIDS FUNTASIA : KIDDO HERO” โดยจัดกิจกรรม โตไป…ขับเป็น”(SKILL DRIVING EXPERIENCE JUNIOR) อบรมวินัยจราจรแก่เด็ก และเยาวชน ขับขี่ในถนนจำลองที่ปลอดภัย MCC HALL THE MALL บางกะปิ เมื่อวันที่ 6-9 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา

มาสด้าเปิดตัวมาสด้า2 ใหม่ ไม่ธรรมดา เพิ่มอุปกรณ์ดีที่สุดในคลาส ขายราคาเท่าเดิม พร้อมสีใหม่แพลตทินั่ม ควอตซ์

0

เปิดศักราชใหม่ต้อนรับปีเสือมาสด้าส่งรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ที่กำลังร้อนแรงมากที่สุดตลอดกาลหวังกระตุ้นกำลังซื้อตั้งแต่ต้นปี ด้วยการแนะนำรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุดส่งตรงจากโรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง NEW MAZDA2 ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ LIVE LESS ORDINARY ไม่ธรรมดาในแบบที่เราเป็น พร้อมเปิดเผยตัวตนอันโดดเด่น เติมเต็มความสนุกให้กับทุกวันของชีวิต ถ่ายทอดมุมมองและสะท้อนคุณค่าในแบบที่เราเป็นด้วยสไตล์ที่แตกต่าง มาพร้อมขุมพลังสกายแอคทีฟคลีนดีเซลและขุมพลังสกายแอคทีฟเบนซิน มีให้เลือกในสไตล์ที่เป็นคุณทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮทช์แบค 5 ประตู ใส่ฟังก์ชั่นครบครันให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ตามแนวทางของตัวเอง เพื่อพาคุณออกไปใช้ชีวิตตามเป้าหมายที่ใช่ ไปได้ในทุกๆ ที่ในแบบที่ไม่ธรรมดา เพิ่มอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในคลาส มาพร้อมกับสีใหม่ล่าสุด แพลตทินั่ม ควอตซ์ วางราคาจำหน่ายเท่าเดิมเริ่มต้นเพียง 546,000 บาท

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้า2 ถือเป็นโมเดลหลักสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณยอดขายของมาสด้าในแต่ละปี ดังนั้นการเปิดตัวแนะนำมาสด้า2 ใหม่ ในครั้งนี้ จึงเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ ด้วยการสร้างความคุ้มค่าคุ้มราคาเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ประกอบกับการเพิ่มออฟชั่นและอุปกรณ์มาตรฐานให้มากขึ้นและเหมาะสมกับสังคมในยุคปัจจุบัน จึงทำให้มาสด้า2 ยังคงความเป็นรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ที่หรูหราสง่างาม มีความประณีตคัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น พิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด จนเกิดภาพลักษณ์ความพรีเมี่ยมทั้งภายนอกและภายในเหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน ที่สำคัญ มาสด้าตั้งราคาจำหน่ายเท่ากับรุ่นเดิม คือ เริ่มต้นเพียง 546,000 บาท เท่านั้น

มาสด้า2 เป็นโมเดลที่ขายดีที่สุดของมาสด้า เริ่มทำตลาดในประเทศไทยเมื่อปี 2552 มียอดขายสะสมกว่า 95,000 คัน ตามมาด้วยเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟในปี 2558 มียอดขายสะสมสูงถึง 160,000 คัน และการปรับโฉมใหม่ครั้งล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2562 มียอดขายสะสมกว่า 45,000 คัน ด้วยการเอาใจใส่คัดสรรเฉพาะวัสดุคุณภาพสูงและสมรรถนะการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างลงตัว จึงทำให้มาสด้า2 ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจนผลักดันให้มาสด้า2 ก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กรวมอีโคคาร์ และ B-Segment ติดต่อกันนานถึง 3 ปี ระหว่างปี 2560 – 2562 ถือเป็นรุ่นเรือธงยอดนิยมที่อยู่ในการครอบครองของลูกค้าในประเทศไทยกว่า 300,000 คัน ดังนั้น การแนะนำมาสด้า2 ใหม่ ในครั้งนี้ คือการกลับมาเพื่อจะสร้างประวัติศาสตร์ในการก้าวสู่เบอร์หนึ่งในตลาดอีกครั้ง

มาสด้า2 ใหม่ มาพร้อมกับดีไซน์ที่หรูหราสง่างามมากยิ่งขึ้น ด้วยแรงบันดาลใจในการออกแบบและการพัฒนาจากแนวคิด Kodo – Soul of Motion ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความโฉบเฉี่ยวทรงพลังราวกับมีชีวิต ภายใต้คอนเซ็ปต์ Less is More ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น เรียบง่ายแต่งดงาม ภายในห้องโดยสารถูกยกระดับให้มีความหรูหราพรีเมี่ยมยิ่งขึ้น แผงคอนโซลหน้าและเบาะหนังสีดำใหม่สะท้อนตัวตนอันมีเอกลักษณ์เฉพาะของผู้ขับขี่ได้อย่างแท้จริง พร้อมเพิ่มออฟชั่นที่ทันสมัยและครบครันมากยิ่งขึ้น แต่ตั้งราคาขายเท่ารุ่นปัจจุบัน พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษให้ลูกค้า ด้วยดอกเบี้ย 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง2 และฟรี พ.ร.บ.3 ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมยนตรกรรมรุ่นใหม่นี้และจับจองเป็นเจ้าของได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าได้ทันที

มาสด้า2 ใหม่ ยังคงการออกแบบด้วยดีไซน์ภายนอกที่ผสานแนวทางการออกแบบของรถมาสด้าเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่เน้นความเรียบง่ายแต่สง่างาม ประณีตทุกองค์ประกอบ ใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายนอกมาพร้อมสีใหม่ล่าสุด แพลตทินั่ม ควอตซ์ และล้ออัลลอยสีดำใหม่ขนาด 16 นิ้ว ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตหรูมีระดับมากกว่ารถในระดับเดียวกัน และยังโดดเด่นในด้านสมรรถนะการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟ โดยมีให้เลือกถึง 2 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 1.3 ลิตร ที่ให้สมรรถนะการขับขี่และการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร ที่ให้การตอบสนองการขับขี่และการประหยัดน้ำมันเป็นเลิศถึง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) เทคโนโลยีเฉพาะของมาสด้าที่ช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยให้ผู้โดยสารทุกตำแหน่ง มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ให้ทั้งความสะดวกสบายในการใช้งานที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส กล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้ามากยิ่งขึ้น มาสด้า2 ใหม่ มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ใหม่ LIVE LESS ORINARY ไม่ธรรมดาในแบบที่เราเป็น โดยได้รับการติดตั้งรายการอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ทำให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สะดวกครบครันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ภายในห้องโดยสารมาพร้อมแผงคอนโซลหน้าและเบาะหนังสีดำสไตล์สปอร์ตดีไซน์ใหม่ที่ผสานกันอย่างลงตัวกับความพรีเมี่ยม และเบาะนั่งด้านคนขับสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะคนขับได้ถึง 2 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานนี้ในกลุ่มรถยนต์นั่งขนาดเล็กที่มีระดับราคาใกล้เคียงกัน มั่นใจทุกการขับขี่ให้ทุกเส้นทางสนุกมั่นใจได้ในแบบของคุณกับ Active Driving Display สกรีนใสแสดงข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญ Sport Paddle Shift ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และ Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วคงที่

มาสด้า2 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้งานและอรรถประโยชน์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสารมากที่สุด ทำให้การออกแบบฟังก์ชั่นและการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่ลงตัวเหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมให้คุณสนุกไปกับทุกเป้าหมายที่อยากทำได้อย่างคล่องตัว ตามคอนเซ็ปต์ HMI (Human-Machine Interface) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกับรถตามหลักปรัชญา Jinba-Ittai เพื่อส่งมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคดิจิตอล ด้วยอุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) เชื่อมต่อกับระบบ Mazda Connect ที่รองรับระบบ Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* เพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้ขีดจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน i-Activsense ที่ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง และช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายยิ่งขึ้น เพื่อความปลอดภัยตลอดทุกการเดินทาง อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) และระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor) เป็นต้น

“นอกจากนี้ ในทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ติดตั้งมาอย่างครบครัน อาทิ ระบบป้องกันล้อล็อค 4W-ABS และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ DSC รวมถึงระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบสัญญาณไฟกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกในภาวะฉุกเฉินและส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง ESS ระบบช่วยป้องกันรถลื่นไถล TCS โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual Airbag เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ด้วยจุดขายหลักที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จึงทำให้มาสด้า2 ใหม่ ยังคงมีความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งระดับเดียวกันในทุกมิติ สามารถเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะควบคู่ไปกับความสปอร์ตพรีเมี่ยมในรถยนต์นั่งซิตี้คาร์” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

เทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำที่เพียบพร้อมใน NEW MAZDA2

  • ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED และปรับระดับแบบอัตโนมัติ มีในทุกรุ่นย่อย
  • ระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus มีในทุกรุ่นย่อย
  • ระบบช่วยประหยัดน้ำมัน i-STOP และระบบประหยัดพลังงาน i-ELOOP มีในทุกรุ่นย่อย
  • กระจกหน้าแบบลดเสียงรบกวน มีในทุกรุ่นย่อย
  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Sport paddle shift
  • ระบบไฟหน้า เปิด-ปิด อัตโนมัติ
  • กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว
  • ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบหน่วงเวลา พร้อมฟังก์ชั่นตรวจจับน้ำฝนแบบอัตโนมัติ
  • ระบบแสดงภาพ 360° รอบทิศทาง (360° View monitor)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบป้องกันล้อล็อกแยกอิสระ 4 ล้อ 4W-ABS ระบบกระจายแรงเบรก EDB และระบบช่วยเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC (Dynamic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ( Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA (Hill Launch Assist)
  • ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติ เมื่อเบรกกะทันหัน ESS (Emergency Signal System)
  • หน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว และปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander
  • พวงมาลัยปรับ 4 ทิศทาง พร้อมสวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • กุญแจนิรภัย Immobilizer และสัญญาณกันขโมย พร้อมเซ็นทรัลล็อก
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS
  • กล้องมองหลัง
  • ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลังอีก 4 จุด
  • คานเหล็กเสริมกันกระแทกด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง
  • พนักพิงเบาะด้านหลัง สามารถแยกปรับและพับแบบ 60:40

มาสด้า2 ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกถึง 8 สี โดยเฉพาะการแนะนำสีภายนอกใหม่เพิ่มเติม ได่แก่ สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ ทั้งในตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู ซึ่งเป็นสีหลักสำหรับการเปิดตัวและสื่อสารทางการตลาดในครั้งนี้ นอกจากนี้ยังมีการแนะนำสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ เพิ่มเติมสำหรับตัวถังแบบซีดาน 4 ประตู อีกด้วย โดยมีรายละเอียดของสีภายนอกทั้งหมดดังต่อไปนี้

  • สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
  • สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
  • สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
  • สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
  • สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
  • สีขาว เซรามิก เมทัลลิก (Ceramic Metallic)
  • สีบรอนซ์ แพลตทินั่ม ควอตซ์ (Platinum Quartz) สีใหม่ สำหรับ 4 ประตู และ 5 ประตู
  • และเพิ่มสีเทา โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) สีใหม่ สำหรับซีดาน 4 ประตู

นอกจากนั้น มาสด้ายังได้จัดแคมเปญสุดพิเศษที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศได้รับข้อเสนอสุดพิเศษนี้เฉพาะในช่วงเปิดตัวแนะนำ ทั้งมอบดอกเบี้ย 1.99%1 ฟรีประกันชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี2 และฟรี พ.ร.บ.3 ซึ่งลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th

ราคาจำหน่าย NEW MAZDA2 ทั้งรุ่นซีดาน 4 ประตู และรุ่นแฮทช์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่ายเท่ากัน

• รุ่น3 E/1.3 E Sports546,000 บาท
• รุ่น3 E/1.3 E Sportsรุ่น 3 C/ 1.3 C Sports599,000 บาท
• รุ่น 3 S Leather/1.3 Sports Leather659,000 บาท
• รุ่น 3 SP/1.3 SP Sports690,000 บาท
• รุ่น XDL/XDL Sports799,000 บาท

 

หมายเหตุ:

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด กรุณาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าก่อนทำรายการหรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.mazda.co.th
1เงินดาวน์ 25% ผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน
2 บริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วย (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์ (4) บมจ. ทิพยประกันภัย
3 พ.ร.บ. สนับสนุนโดย ธนาคารทิสโก้ และธนาคารทหารไทยธนชาต สำหรับลูกค้าที่จองรถผ่าน SKY Journey ภายในวันที่ 31 ม.ค. 65 และรับรถภายในวันที่ 28 ก.พ. 65 เท่านั้น

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมจัด “ดีพร้อม มอเตอร์ โชว์”กระตุ้นเศรษฐกิจ

0

 

กรมมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หรือดีพร้อม ขานรับมาตรการกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ รุกจัดกิจกรรม DIPROM MOTOR SHOW ณ จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 9 – 15 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อสร้างมูลค่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับภูมิภาค พร้อมทั้งผลักดันให้มีการจัดนิทรรศการและงานแฟร์ได้อย่างต่อเนื่องกระตุ้นการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจ พร้อมดึงผู้ประกอบการในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม หรือ คพอ. ในพื้นที่ภาคเหนือกว่า 40 รายเข้าร่วมงาน ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบ ซึ่งคาดว่าตลอดการจัดงานในครั้งนี้ จะมีเงินสะพัดภายในงานกว่า 115 ล้านบาท

นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องด้วยไทยยังคงเป็นฐานสำคัญในการผลิตทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ การประกอบรถยนต์ รวมถึงการผลิตรถยนต์เชิงพาณิชย์ ซึ่งสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2564 ที่ผ่านมานั้นพบว่าเริ่มมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีการผลิตรถยนต์ 1.6 ล้านคัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 12% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2563 แบ่งเป็นขายในประเทศ 0.75 ล้านคัน และส่งออกต่างประเทศ 0.85 ล้านคัน ส่วนในปี 2565 ได้ประมาณการว่าจะมีการผลิตรถยนต์ 1.7-1.8 ล้านคัน ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญทั้งการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากขึ้น มาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ รวมถึงการส่งออกที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ดังนั้น ดีพร้อม จึงได้จับมือกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย รวมถึงภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชน ร่วมจัดงาน “DIPROM MOTOR SHOW” ซึ่งจะจัดขึ้นที่อาคารศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ วันที่ 9-15 กุมภาพันธ์ 2565 และเป็นครั้งแรกที่ ดีพร้อม ดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าว เพื่อกระตุ้นตลาดยานยนต์โดยเฉพาะในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ และเป็นการเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมมากกว่า 15 แบรนด์ ซึ่งคาดว่าจากการจัดกิจกรรมนี้จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบภาคการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้กว่า 100 ล้านบาท

“การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการแข่งขันในปัจจุบัน ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้มอบนโยบายให้ ดีพร้อมเร่งยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมดังกล่าวให้สามารถแข่งขันและปรับตัวได้ทันกับกระแสโลก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนายานยนต์สู่ยานยนต์สมัยใหม่ ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ หรือแม้แต่กระทั่งยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ พร้อมทั้งสร้างความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต การพัฒนาทักษะให้กับบุคลากร รวมถึงการร่วมวางแผนสถานประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ภายใต้สถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงผันผวน”

นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมไทย เผยว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ของอาเซียนและหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 และคิดเป็น 14% ของการผลิตภาคอุตสาหกรรมไทย โดยมีการจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนกว่า 800,000 คน ซึ่งภาครัฐของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของการสร้าง Product Champion ตั้งแต่รถกระบะ 1 ตัน โครงการอีโคคาร์ 1 อีโคคาร์ 2 โครงการรถยนต์ไฮบริด จนมาถึงการส่งเสริมให้เกิดยานยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยซึ่งจัดตั้งขึ้นมายาวนานกว่า 40 ปีเพื่อเป็นศูนย์กลางของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่มีคุณภาพของโลก ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 130 ราย มีความยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงภาครัฐกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เติบโตและยั่งยืนต่อไป

สำหรับความพิเศษของการจัดงาน DIPROM MOTOR SHOW ครั้งแรกนี้ นายอรรถวิทย์ เตชะวิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า เป็นการบูรณาการกันของหน่วยงานภาครัฐ นำโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านทางสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยได้เลือกจังหวัดลำปางเป็นสถานที่จัดงาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าจังหวัดลำปาง เพื่อเพิ่มช่องทางตลาดการจำหน่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ในภูมิภาค โดยในงาน DIPROM MOTOR SHOW ที่ลำปางในครั้งนี้ ทางค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยรวมมากกว่า 15 แบรนด์ จะไปรวมตัวกันในงานนี้ เพื่อจัดแสดงและจัดจำหน่ายรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานพร้อมกันในที่เดียว โดยผู้เข้าชมสามารถสัมผัสกับยนตรกรรมจากค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ชั้นนำ เปรียบเทียบรุ่นต่าง ๆ รวมถึงสามารถทดลองขับขี่ และตัดสินใจซื้อหาได้ครบจบในที่เดียว ซึ่งนับเป็นการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ ครั้งแรกในจังหวัดลำปาง

นอกจากนี้ นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อกระตุ้นให้การจัดกิจกรรม และนิทรรศการต่าง ๆ เป็นไปอย่างครบวงจร ดีพร้อม ยังได้เชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนาจากดีพร้อม ผ่านโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม หรือ คพอ. ที่มีสมาชิกทั่วประเทศอยู่กว่า 12,004 ราย โดยอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 3,198 ราย ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมงานดังกล่าว จำนวนกว่า 40 ราย ได้แก่ กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป กลุ่มธุรกิจเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร และอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่ม เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ รวมถึงระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคทั้งในการสร้างมูลค่า การจับคู่ธุรกิจหรือ Business Matching พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวเมืองรองในรูปแบบของงานแฟร์ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว คาดว่าจะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก 15 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการแสดงศักยภาพของผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคที่สามารถนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาตอบโจทย์การทำตลาดในยุคปกติใหม่ หรือ New Normal อีกทั้ง ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

“ฮอนด้า” คว้ารางวัลเกียรติคุณสูงสุด Sustainability Disclosure Award ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

0

บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย คว้ารางวัลเกียรติคุณการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือรางวัล Sustainability Disclosure Award ประจำปี 2564 และเป็นการคว้ารางวัลต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน จากการคัดเลือกโดยสถาบันไทยพัฒน์ โดยมี นายวรพจน์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เข้ารับมอบรางวัลจาก ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ในงานพิธีมอบรางวัล ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลป์กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับรางวัลเกียรติคุณการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน หรือรางวัล Sustainability Disclosure Award พิจารณาตัดสินรางวัลจากรายงานความยั่งยืนโดยใช้เกณฑ์ตัดสิน 3 ด้าน ที่อ้างอิงจาก Coalition for Environmentally Responsible Economies (CERES) หรือแนวร่วมกลุ่มเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และ Association of Chartered Certified Accountants (ACCA) หรือสมาคมผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ประกอบด้วย ด้านความสมบูรณ์ของเนื้อหา น้ำหนักคะแนน 45% ด้านความเชื่อถือได้ของเนื้อหา น้ำหนักคะแนน 35% ด้านการสื่อสารและนำเสนอ เนื้อหาน้ำหนักคะแนน 20% ตามลำดับ

ทั้งนี้ บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด คือ หนึ่งใน 40 องค์กรชั้นนำที่ได้รับรางวัลเกียรติคุณสูงสุด Sustainability Disclosure Award ประจำปี 2021 ภายใต้ประชาคมการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนหรือ SDC และเป็นการคว้ารางวัลนี้ได้อย่างต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน นับตั้งแต่ปี 2019-2021

อีซูซุแสดงความยินดีกับ 4 สุดยอดนักชกไทยคว้าแชมป์ THAI FIGHT 2020

0

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมแสดงความยินดีกับ 4 สุดยอดนักชกไทยที่สามารถคว้าแชมป์ “THAI FIGHT 2020” ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทยทั้งประเทศ พร้อมรับรางวัลรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” จำนวน 3 คัน และรางวัลเงินสดรวมมูลค่า 1,400,000 บาทไปครอง

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา จึงทำให้การแข่งขัน THAI FIGHT 2020 ต้องถูกเลื่อนการจัดการแข่งขันเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา รวมทั้งผู้ชมและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดคลี่คลายลง การแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2020” รอบชิงชนะเลิศ จึงได้จัดขึ้นภายใต้การประกาศผ่อนปรนมาตรการ โควิด-19 อย่างเคร่งครัด ณ สนามวัดเขาอ้อ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เพื่อร่วมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศและสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่ โดยมีคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดกรวยถวายราชสักการะ และคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการจัดการแข่งขัน THAI FIGHT กล่าวถวายรายงาน ก่อนเข้าสู่พิธีอัญเชิญถ้วยพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี วางหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

“THAI FIGHT 2020” รอบชิงชนะเลิศ เป็นการแข่งขันศึกมวยไทยระดับนานาชาติระหว่างนักชกไทยและนักชกจากนานาประเทศรวม 7 คู่ ร่วมประชันหมัดในแบบสวมนวมและแบบคาดเชือก โดยมี 4 คู่เอกของรายการได้แก่ “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” ดีกรีแชมป์มวยอีซูซุคัพคนล่าสุด และแชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2020 ซึ่งสาดอาวุธใส่นักชกชาวต่างชาติ สร้างตำนานชนะน็อกยกที่ 1 ทั้งในรอบคัดเลือกรอบแรกและรอบรองชนะเลิศอย่างงดงาม เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพบกับ “อเลสซานโด้ ซาร่า” นักชกจากประเทศอิตาลี ในการชกแบบสวมนวม พิกัด 67 กก. ซึ่งทันทีที่ระฆังยกแรกดังขึ้นก้องไกลรัวแข้งซ้ายใส่อเลสซานโด้ ก่อนจบยกด้วยการสาดแข้งซ้ายแล้วหมุนตัวกลับฟาดหลังหมัดขวาเข้าหน้าอเลสซานโด้จนร่วงคาเวที ส่งผลให้ก้องไกลชนะน็อกยก 1 ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรับรางวัลรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ L DA” มูลค่า 728,000 บาท และรางวัลเงินสด 800,000 บาทไปครอง

ต่อด้วยคู่ชิงแบบมวยคาดเชือก พิกัด 72.5 กก. ระหว่าง “เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง” และ “โทมัส คาร์เพนเตอร์” นักชกจากประเทศอังกฤษ เพียงยกแรกเต็งหนึ่งส่งหมัดซ้ายเข้ากลางลำตัว ทำเอาโทมัสจุก ไปต่อไม่ไหว เต็งหนึ่งชนะน็อกยก 1 ไปตามคาด ได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรางวัลรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ L DA” มูลค่า 728,000 บาท และรางวัลเงินสด 200,000 บาทไปครอง

ปิดท้ายความสนุกกับ “กิตติ ส.ท.แมนระยอง” พบกับ “ดิอาโก้ เทร์เซร์ร่า” นักชกจากประเทศบราซิล คู่ชิงแบบมวยคาดเชือก พิกัด 70 กก. กิตติพกความสดใหม่สาดอาวุธใส่ดิอาโก้ครบทุกกระบวนท่า ครบสามยก กิตติชนะคะแนน ได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และรางวัลรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ” L DA มูลค่า 728,000 บาท และรางวัลเงินสด 200,000 บาทไปครอง

ส่วน “เพชรจีจ้า ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม” และ “รุ่งนภา พ.เมืองเพชร” พบกันในแบบสวมนวม พิกัด 51 กก. นับเป็นมวยหญิงที่ชิงความเป็นหนึ่งแบบสุดมัน ยก 2 เพชรจีจ้าอาศัยความเก๋าเกมกว่า เสยหมัดซ้ายเข้าหน้ารุ่งนภาจนกรรมการต้องนับ ส่งผลให้เพชรจีจ้าชนะน็อกยก 2 สมฉายาสาวหล่อจอมระห่ำ ได้ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และรับรางวัลเงินสด 200,000 บาทไปครอง

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย นับเป็นนักชกไทยที่มีลีลาแม่ไม้มวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ มีผลงานอันโดดเด่นตลอดการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 ทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา และรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ก้องไกลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอีกครั้ง คว้าแชมป์ THAI FIGHT 2020 ได้เป็นผลสำเร็จ ได้ครองถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยรางวัลรถปิกอัพ “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ L DA” มูลค่า 728,000 บาท และรางวัลเงินสด 800,000 บาทอีกด้วย นอกจากนี้อีซูซูต้องขอแสดงความยินดีกับนักชกไทยอีก 3 ท่าน ทั้ง เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง, กิตติ ส.ท.แมนระยอง และเพชรจีจ้า ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม ที่สามารถคว้าแชมป์ THAI FIGHT 2020 ในแต่ละรุ่นได้เป็นผลสำเร็จเช่นกัน ได้ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สร้างความปลาบปลื้มใจให้คนไทยทั้งประเทศ ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลาการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 ที่ผ่านมา ต้องจัดการแข่งขันในแบบ New Normal และต้องปฏิบัติตามมาตรการโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด แต่ยังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากชาวไทยอย่างล้นหลามดั่งเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา อีซูซุหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์      โควิด-19 ในประเทศไทยจะดีขึ้น การแข่งขัน THAI FIGHT ครั้งต่อไปจะได้กลับมาจัดการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อร่วมสืบสานศิลปะมวยไทยอันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทยให้คงอยู่ตลอดไป”

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 รอบชิงชนะเลิศ มีดังนี้

คู่ที่ 1 แบบคาดเชือก รุ่น 72 กก.

ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง (ไทย) ชนะน็อกยก 2 ฟ้าใส ช้างมวยไทยยิม (ไทย)

คู่ที่ 2 แบบคาดเชือก รุ่น 69 กก.

ป.ต.ท. ว.รุจิวงศ์ (ไทย) ชนะน็อกยก 1 อัมราเน่ อีสคูเน่น (แอลจีเรีย)

คู่ที่ 3 แบบสวมนวม 67 กก.

แสนชัย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม (ไทย) ชนะน็อกยก 1 โอมาร์ เอ๊าร์ส (โมร็อกโก)

คู่ที่ 4 แบบสวมนวม รุ่น 51 กก.

เพชรจีจ้า ลูกเจ้าพ่อโรงต้ม (ไทย) ชนะน็อกยก 2 รุ่งนภา พ.เมืองเพชร (ไทย)

คู่ที่ 5 แบบสวมนวม รุ่น 67 กก.

ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย (ไทย) ชนะน็อกยก 1 อเลสซานโด้ ซาร่า (อิตาลี)

คู่ที่ 6 แบบคาดเชือก รุ่น 72.5 กก.

เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง (ไทย) ชนะน็อกยก 1 โทมัส คาร์เพนเตอร์ (อังกฤษ)

คู่ที่ 7 แบบคาดเชือก รุ่น 70 กก.

กิตติ ส.ท.แมนระยอง (ไทย) ชนะคะแนน ดิอาโก้ เทร์เซร์ร่า (บราซิล)