Home Blog Page 343

มาสด้า บุกตลาดเอสยูวีเปิดตัว CX-5 ครอสโอเวอร์ใหม่ อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟล้นคันราคาเพียงล้านต้น

0

มาสด้า ปลุกกระแสตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เตรียมแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เสริมทัพตลอด 3 เดือน เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวแนะนำ NEW MAZDA CX-5 กับแนวคิดใหม่ “พลังความสุข ที่เร้าใจทุกเส้นทาง” ประกาศชัดพร้อมผงาดขึ้นเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี ด้วยเทคโนโลยีที่ใส่มาให้จนล้นคันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ผนวกกับดีไซน์ที่เรียบหรูสง่างามทุกมุมมอง ส่งมอบพลังแห่งความสุขที่เร้าใจไปทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตกับครอบครัว มีให้เลือกถึง 3 เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 คุ้มค่ามากที่สุด เครื่องยนต์เบนซิน 2.5 เทอร์โบ ทรงพลังแรงมากที่สุด และเครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.2 แรงและประหยัดน้ำมันมากที่สุด เติมเต็มความคุ้มค่ามากกว่าเดิมด้วยการปรับราคาจำหน่ายใหม่เพียง 1.3 ล้านบาท และพิเศษสุดในช่วงเปิดตัว ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% หรือดอกเบี้ย 1.99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี หรือฟรี Mazda Care 3 ปี หรือโปรแกรมบำรุงรักษา ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทาง

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่มาสด้าเริ่มบุกตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี ด้วยการส่ง 4 โมเดลหลัก หรือเรียกว่า CX-Series ประกอบด้วย CX-3, CX-5, CX-8 และ CX-30 ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดมากขึ้นทำให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2564 มียอดขายรวมสะสมประมาณ 57,000 คัน ส่วนมาสด้ามียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้นประมาณ 9,700 คัน เพิ่มสูงขึ้นถึง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวน 7,653 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ประมาณ 17% ซึ่งการปรับโฉมและการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคาจำหน่ายใหม่ที่เกิดความคุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น จะส่งผลทำให้มาสด้ากลับมาครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากขึ้น ปัจจุบันอันดับหนึ่งในเซ็กเมนต์รถอเนกประสงค์ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 23% รองลงมาอยู่ที่ 20% ในขณะที่มาสด้าขยับขึ้นมารั้งอันดับสาม และเป้าหมายสำคัญคือเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากที่สุด

การเปิดตัวแนะนำมาสด้า CX-5 ใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับการพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ใส่มาให้อย่างครบครันตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ทำให้เกิดความคุ้มค่ามากยิ่งกว่าเดิม แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ เรียบง่ายแต่งดงาม ระบบความปลอดภัยครบครัน ระบบเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัด เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในสังคมยุคปัจจุบัน และยังนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้าด้วย 3 เครื่องยนต์อันทรงพลัง ให้เหมาะสมกับการใช้งานในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ชื่นชอบสมรรถนะความแรงกับเครื่องยนต์ 2.5 เทอร์โบ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบทั้งแรงและประหยัดน้ำมันกับเครื่องยนต์คลีนดีเซล 2.2 ลิตร หรือผู้ที่ต้องการใช้งานภายในเมืองที่กำลังมองหารถที่คุ้มค่าคุ้มราคากับเครื่องยนต์ 2.0 นี่คือเอกลักษณ์ของมาสด้าที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์หนี่งเดียวที่มีหลากหลายเครื่องยนต์ให้เลือกมากที่สุดในตลาด

“ในขณะที่ยอดการจำหน่ายรถยนต์มาสด้านับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกันยายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 25,800 คัน ลดลงเล็กน้อยเพียง 1% จากตัวเลข 26,000 คัน ซึ่งสถานการณ์ในปีนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่ต้องประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปให้ได้ โดยเฉพาะการทำงานระบบหลังบ้านให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งผลลัพธ์ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง หลังจากนี้ไปมาสด้าจะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบโดยเฉพาะแผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดให้ครบทุกเซ็กเมนต์ ซึ่งผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าการปรับกลยุทธ์สำหรับการแนะนำมาสด้า CX-5 ใหม่ ในครั้งนี้ จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น กลายเป็นโมเดลหลักสำคัญที่จะสร้างยอดขายให้กับมาสด้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ผลักดันให้มาสด้าก้าวสู่เป้าจำหน่ายของปีงบประมาณ 2564 ได้อย่างแน่นอน” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

สถิติยอดจำหน่ายรถอเนกประสงค์เอสยูวีมาสด้า เดือนมกราคม – กันยายน 2564 เปรียบเทียบกับปี 2563

ข้อมูลยอดขายสะสมมกราคม – กันยายน 2564มกราคม – กันยายน 2563%เปลี่ยนแปลง
มาสด้า CX-305,3643,693เพิ่มขึ้น 45%
มาสด้า CX-33,1421,458เพิ่มขึ้น 116%
มาสด้า CX-55441,287ลดลง 58%
มาสด้า CX-86441,215ลดลง 47%
ยอดรวมสะสม9,6947,653เพิ่มขึ้น 27%

 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส กล่าวถึงแนวทางการสื่อสารการตลาดว่า NEW MAZDA CX-5 มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ “พลังความสุข ที่เร้าใจทุกเส้นทาง” เป็นหนึ่งในตระกูลเอสยูวีจากมาสด้า เพื่อเข้ามาเติมเต็มการใช้ชีวิตให้ก้าวไปสู่ความเป็นที่สุด ใช้ชีวิตให้มีความสุขในทุกๆ วันกับครอบครัว Enjoy Driving  โดยเป็นยนตรกรรมที่ได้รับการพัฒนาให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำหน้า กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ใส่เทคโนโลยีและออฟชั่นเพิ่มมากขึ้นแต่ปรับราคาขายเพื่อให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น เริ่มต้น 1.3 ล้านบาทเท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลทำให้ CX-5 ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นและได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทย คือ เป็นรถอเนกประสงค์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง การออกแบบที่สง่างาม เป็นรถที่แรงและประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัยระดับโลก และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครัน ใช้งานง่ายและมีความจำเป็นสำหรับผู้ขับขี่เพื่อใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

มาสด้า CX-5 รถอเนกประสงค์เอสยูวีที่เป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และการออกแบบภายใต้แนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้านับตั้งแต่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก จนถึงปัจจุบันมียอดขายสะสมกว่า 8 ล้านคันทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟและความนิยมต่อรถประเภทนี้ โดยมาสด้า CX-5 เจเนอเรชั่นแรก ได้เปิดตัวแนะนำในประเทศไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2556 มียอดขายสะสมสูงถึง 17,000 คัน ตามมาด้วยเจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2560 มียอดจำหน่ายถึงปัจจุบันกว่า 15,000 คัน และครั้งนี้คือการกลับมาครั้งสำคัญของ CX-5 เพื่อกลับมาทวงคืนบัลลังก์ผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวี และสร้างปรากฏการณ์ของการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และความสง่างามของการออกแบบตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในระดับโลก

“กลยุทธ์ด้านราคาถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะส่งผลทำให้ CX-5 ใหม่ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ด้วยการวางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 1,320,000 บาท ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติ ออฟชั่น ผนวกกับเทคโนโลยีที่ใส่เข้ามาจะส่งผลทำให้เกิดความคุ้มค่า คุ้มราคา มากที่สุดในตลาด และเมื่อรวมกับโปรโมชั่น อัตราดอกเบี้ย ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลาที่ครอบครองแล้วยิ่งทำให้ CX-5 ใหม่ควรค่าแก่การครอบครองมากที่สุด” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

แนวคิดในการพัฒนามาสด้า CX-5 ใหม่ ยังคงคำนึงถึงการใช้งานและอรรถประโยชน์การใช้สอยเป็นหลัก ด้วยการออกแบบฟังก์ชั่นและการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ภายในตัวรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมตามหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง HMI (Human-Machine Interface) เพื่อให้สัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ รวมถึงการเชื่อมต่อการสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay® และระบบ Android Auto™ ด้วยหน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีน ขนาด 8 นิ้ว ควบคุมด้วย Center Commander ปุ่มควบคุมอัจฉริยะที่หรูหราและจัดวางในตำแหน่งที่ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า (Windshield Active Driving Display) ช่วยให้ผู้ขับไม่ต้องละสายตาจากถนนเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การตกแต่งภายในของยังความหรูหรามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พิถีพิถันในทุกรายละเอียดเสมือนงานทำมือ และให้ผิวสัมผัสอย่างประณีต โดยการคัดสรรเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยมในทุกจุดสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาล และใช้วัสดุตกแต่งภายในแบบ Real Wood และสีเงินซาตินโครม หรือเบาะหนัง Nappa* สีแดง Deep Red ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาลเข้ม ในรุ่น 2.5 Turbo SP ที่เพิ่มความหรูหราและสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม

มาสด้า CX-5 ใหม่ มาพร้อมกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ในทุกรุ่นย่อย ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีภายใต้ SKYACTIV-Vehicle Dynamics ที่ผสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคันให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้พัฒนาต่อยอดจากระบบ GVC เพื่อให้สามารถควบคุมสมรรถนะในการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและสมดุลมากยิ่งขึ้น ทั้งในขณะเข้าโค้ง ขณะอยู่ในโค้ง หรือขณะออกจากโค้ง หรือแม้กระทั่งในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ช่วยให้ผู้ขับขี่และรถเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง

มาสด้าคือหนึ่งเดียวในตลาดที่มีเครื่องยนต์ให้ลูกค้าได้เลือกตามความต้องการและการใช้งานถึง 3 เครื่องยนต์ เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน ขนาด 2.5 เทอร์โบ โดยมีให้ลูกค้าเลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ประกอบด้วย

  • รุ่น 0 S ราคาจำหน่ายเพียง 1,320,000 บาท ส่งมอบความคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุดในคลาส ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.0 มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด SKYACTIV-Drive ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถตอบสนองต่ออัตราเร่งได้อย่างดีเยี่ยม ให้พละกำลังสูงสุด 165 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบอิเล็กทรอนิกไดเร็คอินเจ็คชั่น รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 13.9 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบเบรกมือไฟฟ้าระบบ Auto Hold ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED เปิด-ปิด และปรับระดับสูง-ต่ำ แบบอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED Signature เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า มาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อค พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติแบบ Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่อง USB สำหรับชาร์จไฟด้านหน้า 2 ช่อง และด้านหลังอีก 2 ช่อง หน้าจอสี Center Display แบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) ระบบปรับองศาไฟหน้าตามการเลี้ยวของรถ AFS และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง พร้อมล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

รุ่น 2.0 SP ราคาจำหน่ายที่ 1,470,000 บาท เสริมสร้างภาพลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยล้ออัลลอย ขนาด 19 นิ้ว, หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า มาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล พร้อมจอแสดงผลแบบสีขนาด 7 นิ้ว ระบบบันทึกตำแหน่งสำหรับเบาะนั่งคนขับ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า มอบสุนทรียภาพตลอดการเดินทางด้วยระบบเสียง Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง ระบบแสดงภาพ 360 ̊ รอบทิศทาง และเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense ครบครัน  อาทิ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (เพิ่มเติมจากรุ่น 2.0 S)

  • รุ่น XDL ราคาจำหน่าย 1,770,000 บาท เครื่องยนต์คลีนดีเซล SKYACTIV-D 2.2 มาพร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ที่สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าเดิมในทุกรอบความเร็ว ทั้งแรงและประหยัด ให้กำลังถึง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD รวมถึงระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 1 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

  • รุ่น 5T SP ราคาจำหน่าย 1,830,000 บาท เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 2.5 เทอร์โบ ให้พละกำลังสูงถึง 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบเทอร์โบ แบบ Dynamic Pressure ระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Skyactiv-Drive ที่มอบความสนุกในการขับขี่ได้อย่างแท้จริง

มาพร้อมล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษขนาด 19 นิ้ว เบาะหนัง Nappa* สีแดง Deep Red ตกแต่งด้วยด้ายสีน้ำตาลเข้ม วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบ Real Wood และสีเงินซาตินโครม เพิ่มความหรูหราด้วยวัสดุตกแต่งแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าแบบสีดำเปียโน และสีเงินซาตินโครม รวมถึงวัสดุตกแต่งสวิตซ์ปรับเบาะ และที่เปิดกล่องเก็บของด้านหน้าแบบสีเงินซาตินโครม เพดานหลังคาสีดำ ระบบระบายอากาศสำหรับเบาะคู่หน้า Seat Ventilation ที่ช่วยระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติแบบไร้กรอบ ไฟอ่านแผนที่ ไฟห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระแบบ LED ไฟสร้างบรรยากาศบริเวณคอนโซลกลางแบบ Down Light ไฟส่องสว่างบริเวณที่วางเท้าหน้า-หลัง ไฟส่องสว่างในกล่องเก็บของด้านหน้า (เพิ่มเติมจากรุ่น XDL)

เทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense ที่มาพร้อมกับ NEW MAZDA CX-5

  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane-Keep Assist System)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อผู้ขับเหนื่อยล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
  • ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ แบบ Advance หรือ Advance SCBS (Advanced Smart City Brake Support)
  • ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R (Smart City Brake Support-Reverse)
  • ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps)

นอกจากนี้ ทุกรุ่นยังมาพร้อมกับ ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวันและไฟท้ายแบบ LED Signature ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus กุญแจนิรภัย สัญญาณกันขโมย และระบบล็อกและปลดล็อกประตูอัตโนมัติ กล้องมองหลัง ระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 จุด และด้านหลัง 4 จุด ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารยิ่งขึ้น

ราคาจำหน่าย

  • รุ่น 2.0 S
ราคา  1,320,000  บาท
  • รุ่น 2.0 SP
ราคา  1,470,000  บาท
  • รุ่น 2 XDL
ราคา  1,770,000  บาท
  • รุ่น 5 Turbo SP
ราคา  1,830,000  บาท

 

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ประกอบด้วย สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray) สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal) สีน้ำเงิน ดีพ คริสตัล บลู (Deep Crystal Blue) สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black) สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snow Flake White Pearl) และ สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลและทดลองขับได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th

หมายเหตุ:
1ดอกเบี้ย 0% เงินดาวน์ 55% ผ่อนนาน 24 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี

2ดอกเบี้ย 1.99% เงินดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี และ Mazda Care 3 ปี หรือโปรแกรมบำรุงรักษา ฟรีค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทาง
3บริษัทประกันภัยที่ร่วมรายการ ประกอบด้วย วิริยะ ประกันภัย, ธนชาต, ไทยวิวัฒน์, และทิพยประกันภัย เท่านั้น
4 โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือ Mazda Care 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

อีซูซุเปิดปิกอัพใหม่ “พลานุภาพ…ไร้ขีดจำกัด” พร้อม “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” รับฤดูขายปลายปี

0

อีซูซุเดินหน้าลุยตลาดรถช่วงปลายปี โชว์ศักยภาพ “ใหม่! พลานุภาพ…ไร้ขีดจำกัด” เผยโฉมรถรุ่นใหม่ครบทุกรุ่น เข้มขึ้น ดุขึ้น นำโดย “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์” ตอกย้ำตัวตนใหม่ภายใต้แนวคิด MY NEW ID..MY NEW ISUZU D-MAX” ขับเคลื่อนความสมบูรณ์แบบในทุกองศา มาพร้อมเอกลักษณ์ สีเทาโอเพคใหม่! (Islay Gray Opaque) เทรนด์สีใหม่ของวงการยานยนต์โลก “ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรี่ส์” แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์ ปรับเพิ่มลุคสปอร์ตยิ่งขึ้น และรถอเนกประสงค์สุดหรู “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ที่เติมเต็มฟังก์ชั่นความปลอดภัยใหม่ในระบบ ADAS โดย “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์” และ “ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรี่ส์” มีกำหนดเปิดตัวตนใหม่ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมศกนี้ และ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมศกนี้ เป็นต้นไป ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “รถใหม่ในปลายปีนี้ของอีซูซุเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่มีการปรับโฉมใหม่ให้เข้มขึ้น ดุขึ้น  เริ่มจากอีซูซุดีแมคซ์ ยอดยนตรกรรมปิกอัพระดับ Top Class ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นรถที่มีการพัฒนาแบบไร้ขีดจำกัด สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการแนะนำรถรุ่นใหม่ และยังคงกระแส “ดีแมคซ์ฟีเวอร์” นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย ต่อเนื่องถึงการเปิดตัว “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” เมื่อปลายปี พ.ศ. 2562 หรือแม้แต่ปัจจุบันที่ตลาดรถยนต์หดตัวลงจากสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถยากขึ้น อีซูซุดีแมคซ์ก็ยังคงเป็นที่ต้องการของผู้ใช้รถในเมืองไทยเนื่องจากความโดดเด่นในเรื่องของสมรรถนะ ความคุ้มค่าเงินสูงสุด และภาพลักษณ์ใหม่ซึ่งดูทันสมัย สำหรับรถปิกอัพรุ่นล่าสุด “ใหม่!  อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…ไร้ขีดจำกัด” สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด MY NEW ID..MY NEW ISUZU D-MAX” ตัวตนใหม่ที่เป็นคุณ ด้วยการเลือกรถคู่ใจที่ช่วยค้นหาตัวตนใหม่ที่ไร้ขีดจำกัด พร้อมสนุกไปกับการใช้ชีวิตที่มีความหลากหลายควบคู่ไปกับการใช้งานได้อเนกประสงค์ โดยมาพร้อมสีเทาโอเพคใหม่! (Islay Gray Opaque) เทรนด์สีใหม่ของวงการยานยนต์โลก ที่มีคุณสมบัติพิเศษให้มุมมองสีหลากหลายมิติ ไล่ระดับจากเทาประกายมุกจรดเทาเข้ม แตกต่างตามมุมตกกระทบของแสง  น่าค้นหา  ท้าทายทุกสายตา ซึ่งสีพิเศษนี้มีให้เลือกใน “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์” ทุกรุ่น

นอกจากนี้ยังมี “ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรี่ส์”  ปิกอัพสไตล์สปอร์ตเท่ที่มาพร้อมชุดแต่งจัดเต็ม ซึ่งครั้งนี้ได้เพิ่มความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอีก ทั้งในรุ่น SPEED ให้อารมณ์เรซซิ่งสุดร้อนแรง และรุ่น HI-LANDER สปอร์ตพรีเมี่ยม แฝงเรซซิ่งสปิริตภายใต้ความเรียบหรู สะดวกสบาย และ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ที่เปิดตัวเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้น ตลอดจนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems)  โดยเพิ่มเติมฟังก์ชั่นความปลอดภัย ใหม่! Turn Assist with AEB ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีรถสวนทางขณะเลี้ยวขวา อีกขั้นของความมั่นใจในทุกการเดินทาง โดยรถแต่ละรุ่นจะเปิดตัวต่อเนื่องตลอดเดือนตุลาคม”

 “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…ไร้ขีดจำกัด”  ได้รับการปรับแต่งให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นและแตกต่างกันในแต่ละรุ่น  สะท้อนภาพลักษณ์ใหม่แห่งความสปอร์ตหรู  ยกระดับความพรีเมี่ยม สู่มาตรฐานใหม่ของรถปิกอัพระดับ TOP CLASS สีเทาโอเพคใหม่! (Islay Gray Opaque) เทรนด์สีใหม่ของวงการยานยนต์โลก นอกจากนี้ยังมีจุดปรับเปลี่ยนพิเศษในแต่ละรุ่น ได้แก่

  • รถธงรุ่นล่าสุด ใหม่! อีซูซุวี-ครอส 4×4 (NEW! ISUZU V-CROSS 4×4) พรีเมี่ยมสปอร์ตออฟโรดที่มาพร้อมความแรงจัด ขับสนุกเร้าใจของเครื่องยนต์ 0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์  เติมเต็มความเข้มดุสไตล์สปอร์ตทรงพลังในทุกมิติของรถด้วย ใหม่! กระจังหน้าแบบ Double Dimensions ดีไซน์แบบทูโทน สีเทาดำ และ Black Chrome  พร้อมไฟท้าย ดีไซน์โทนสีเข้ม ใหม่! Front Bumper Guard สีทูโทน พร้อมชุดแต่งสีเทาดำรอบคันที่กระจกมองข้าง ราวหลังคา มือจับประตู บันไดข้าง Fender Lip, Robust Extender เพิ่มความดุดัน ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ใหม่! แบบ Robust Radius สี Matte Black ห้องโดยสารอารมณ์ใหม่ ผสานความเท่ สปอร์ต และหรูหรา  ด้วยดีไซน์ High-Class & Sporty เน้นสีแบบทูโทน ดำ-น้ำตาล คอนโซลหน้าสีดำ เบาะคู่หน้าดีไซน์ใหม่ เดินด้ายสีน้ำตาลอย่างพิถีพิถัน และพวงมาลัยสัมผัสใหม่ สีทูโทน พร้อมออกแบบให้มิติห้องโดยสารกว้างขวาง โอ่อ่า แบบ Sharp Horizontal Layers คมเข้ม เล่นระดับกับแผงข้างประตู ที่เติมเต็มอารมณ์ด้วยวัสดุตกแต่งพรีเมี่ยม สี Brown Cafe และ Satin Silver เพิ่มความสปอร์ตหรู  เหนือระดับไปอีกขั้น  และจัดวางสิ่งอำนวยสะดวกสบายตามหลัก Usability Design เน้นการใช้งานที่หลากหลาย พร้อมระบบความบันเทิงสมบูรณ์แบบของ ISUZU Ultimate Entertainment

  • ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ (NEW! ISUZU D-MAX) รุ่น CAB 4, HI-LANDER และ SPACECAB เอกลักษณ์แห่งดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ตอบรับทุกเป้าหมาย ทุกการใช้งานในทุกด้านของการใช้ชีวิต  เท่ เต็มอารมณ์สปอร์ต  ด้วย ใหม่! กระจังหน้าแบบ Double Dimensions  ดีไซน์แบบทูโทน สี Chrome และ Dark Gray Metallic พร้อมไฟท้ายดีไซน์โทนสีเข้ม และ ใหม่! ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สีทูโทนดีไซน์แบบ Robust Radius ในรุ่น HI-LANDER  ยกระดับการออกแบบภายใน ด้วยการเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยม เติมเต็มความหรูด้วย Piano Black และ Satin Chrome พร้อมพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง โอ่อ่า แบบ Sharp Horizontal Layers คมเข้ม เล่นระดับกับแผงข้างประตู  เบาะนั่งดีไซน์ใหม่ โอบกระชับ พร้อมเทคโนโลยี COOLMAX  ช่วยลดการสะสมความร้อน เบาะนั่งคู่หน้าเทคโนโลยี AVEC (Anti Vibration Elastic Comfort) ซับแรงสั่นสะเทือน ลดความเมื่อยล้า สะดวกสบายด้วยระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางในตำแหน่งที่นั่งคนขับ และ ใหม่! เกียร์อัตโนมัติ ใน HI-LANDER และ CAB 4 ในรุ่น LDA

สำหรับ  ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรี่ส์ (NEW! ISUZU X-SERIES) ยนตรกรรมดีไซน์เท่ แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์ (INFINITE X-LIFE) ขีดสุดความเร้าใจสไตล์สปอร์ตที่มาพร้อมชุดแต่งจัดเต็มสุดร้อนแรง แรงจัดด้วยขุมพลังเครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ Gen 2 เติมเต็มพลังเรซซิ่งให้กับไลฟ์สไตล์ของคนหัวใจสปอร์ตที่พร้อมไปให้สุดแบบไม่ต้องมีลิมิต! โดยมาพร้อม ใหม่! กระจังหน้าแบบ Double Dimensions โดดเด่นสไตล์สปอร์ตด้วยดีไซน์แบบทูโทนสีดำ Glossy Black ผสานสีแดงเข้ม Garnet Red พร้อมไฟท้ายโทนสีเข้ม โฉบเฉี่ยวไม่ซ้ำใครด้วยสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง

  •  รุ่น SPEED   สติกเกอร์คาดหน้า-หลัง ดีไซน์เท่เป็นเอกลักษณ์ สีเทาพร้อมขอบแดงใหม่ Garnet Red คมเข้มสะดุดตา พร้อมสัญลักษณ์ X ที่ด้านหน้า
  • รุ่น HI-LANDER   สติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ที่ด้านหน้าตกแต่งขอบด้วยสีเงิน Silver-Gray ในรุ่นสีขาว / ตกแต่งขอบด้วยสีทอง Light Gold-Silver ในรุ่นสีดำ ใหม่! ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สีดำ Glossy Black ดีไซน์เท่แบบ Robust Radius เสริมความสปอร์ตพรีเมี่ยม โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เข้มเต็มอารมณ์

และ ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” (ALL-NEW ISUZU MU-X) …ความสำเร็จใหม่ที่คุณกำหนด ยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์ระดับหรู  ที่พร้อมขับเคลื่อนคุณไปสู่ความสำเร็จใหม่ได้ไม่สิ้นสุด เดินหน้าเพิ่มความมั่นใจด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถยนต์ในระดับเดียวกัน  ล่าสุดเพิ่ม ใหม่! Turn Assist with AEB ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อมีรถสวนทางขณะเลี้ยวขวา ในระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำหน้าล่าสุด เพิ่มความมั่นใจในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ในรถอีซูซุทุกรุ่นยังได้เพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ “เตือนการรับบริการ” เพื่อความสะดวกสบายของลูกค้าในการเข้ารับบริการหลังการขายจากอีซูซุ

ยนตรกรรมคุณภาพรุ่นใหม่จากอีซูซุ  “ใหม่! อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…ไร้ขีดจำกัด”   “ใหม่! อีซูซุเอ็กซ์-ซีรี่ส์ แรงทะลุไมล์…เร้าใจสไตล์เอ็กซ์” พร้อมเผยโฉม ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ศกนี้ เป็นต้นไป และ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ความสำเร็จใหม่ที่คุณกำหนด”  เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม ศกนี้ เป็นต้นไป ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

ฟอร์ด เปิดตัวเทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นตาอัจฉริยะ RealWear เสริมประสิทธิภาพการทำงานผู้จำหน่าย

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เดินหน้ายกระดับนวัตกรรมการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อดูแลและมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าฟอร์ดเสมือนคนในครอบครัว ล่าสุดเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ด้านบริการที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 แบบสั่งงานด้วยเสียง ที่จะเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างวิศวกรเทคนิคเทคฮอตไลน์ของฟอร์ด และช่างเทคนิค ณ ศูนย์บริการฟอร์ด ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพแม้ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน เพื่อให้วิศวกรภาคสนามของฟอร์ดสามารถให้การช่วยเหลือระยะไกลในการร่วมตรวจเช็ครถยนต์สำหรับกรณีที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค และให้คำแนะนำในการตรวจเช็คได้ทันที ลดเวลาในการทำงาน และการเดินทาง ช่วยให้การให้บริการลูกค้าเกี่ยวกับงานตรวจสอบและแก้ไขรถยนต์มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ศูนย์บริการฟอร์ด 110 แห่ง ทั่วประเทศ

“การนำนวัตกรรมและประโยชน์จากเทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวล้ำในปัจจุบันมายกระดับการบริการลูกค้าเป็นอีกข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าฟอร์ดไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างความทันสมัยในทุกมิติ รวมถึงการปรับรูปแบบการดำเนินงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญ คือการยกระดับความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของลูกค้า เรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำนวัตกรรมการให้บริการสนับสนุนและช่วยเหลือระยะไกลด้วยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear มาใช้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชีย หลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และอีกหลายประเทศในทวีปยุโรป” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

“ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและนวัตกรรมการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดรับกับแนวคิด ‘การดูแลลูกค้าฟอร์ดเสมือนคนในครอบครัว’ ระบบช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นตาอัจฉริยะ RealWear ช่วยให้วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดและช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการฟอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ในเวลาเดียวกัน เมื่อช่างเทคนิคต้องการความช่วยเหลือ โดยอุปกรณ์แว่นตาอัจฉริยะ RealWear จะเชื่อมต่อทำให้วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดและช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการสามารถที่จะมองเห็นทุกอย่างเหมือนกันผ่านทางหน้าจอของแว่นตา ทำให้การตรวจวิเคราะห์เป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพการบริการอันส่งผลให้การแก้ไขรถยนต์มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงที่ทำงานบนซอฟต์แวร์ผ่านไมโครโฟนดิจิทัลที่ช่วยขจัดเสียงรบกวนและรับรู้เสียงได้แม่นยำในที่ที่มีเสียงดัง วิธีการสวมถูกออกแบบมาเพิ่มความคล่องตัวและความปลอดภัยในการทำงานเนื่องจากช่างเทคนิคสามารถสื่อสารกับวิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ด และปฏิบัติงานไปได้ในเวลาเดียวกันโดยไม่ต้องใช้มือจับอุปกรณ์ นอกจากนี้แว่นตาอัจฉริยะ RealWear รุ่น HMT-1 ประกอบไปด้วยกล้องคุณภาพสูงที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงและไฟฉาย ช่างเทคนิคที่ศูนย์บริการฟอร์ดสามารถแสดงภาพเครื่องยนต์เมื่อพบกรณีที่ซับซ้อนไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผู้ดูแลจากระยะไกลได้ทันที เพื่อร่วมกันทำงานและให้คำแนะนำได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ในการทำงาน วิศวกรเทคนิคฮอตไลน์ของฟอร์ดสามารถควบคุมทิศทางของกล้อง จับภาพหน้าจอ พิมพ์หรือเขียนข้อความแสดงผลที่หน้าจอของแว่นตา RealWear ได้ในทันที และอุปกรณ์แว่นตาเสมือนจริงยังทำงานเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบคลาวด์ (RealWear Foresight Cloud Services) ทำให้สามารถหาไฟล์เอกสารได้สะดวก รวดเร็ว เพื่อส่งการสนับสนุนและช่วยเหลือทั้งในรูปแบบข้อมูล คำแนะนำ และไดอะแกรมวงจรต่างๆ กลับมาได้ทันทีที่หน้าจอของแว่นตา RealWear ที่ช่างเทคนิคสวมใส่

นวัตกรรมเทคโนโลยีช่วยเหลือระยะไกลด้วยแว่นอัจฉริยะคุณภาพสูง เป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาและยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าของฟอร์ด การทำงานร่วมกันผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริงนี้ยังช่วยลดการเดินทางของวิศวกรภาคสนามในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การบริการลูกค้าสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ฟอร์ดการันตีความใส่ใจ และพร้อมมอบความอุ่นใจสุงสุดให้กับลูกค้าในทุกการขับขี่ ให้ลูกค้าสบายใจได้ว่ารถยนต์ฟอร์ดของลูกค้าพร้อมที่จะเดินทางไปทุกที่ และฟอร์ดพร้อมจะดูแลเคียงข้างลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดบริการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

มาสด้าเผยแผนขยายผลิตภัณฑ์รถอเนกประสงค์เอสยูวีตั้งแต่ปี 2565

0

วันนี้ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับแผนการพัฒนาธุรกิจ โดยเปิดเผยนโยบายเกี่ยวกับการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวี และจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยรถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นใหม่ที่กำลังกล่าวถึง ประกอบด้วย มาสด้า CX-50 ซึ่งจะทำการผลิตขึ้นที่โรงงานแห่งใหม่ในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกันกับรถยนต์อีกหลายรุ่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ (Large Product group1) รวมถึง มาสด้า CX-60, CX-70, CX-80 และ CX-90 ซึ่งรถยนต์รุ่นต่างๆ เหล่านี้ มาสด้าได้มีการวางแผนเพื่อเปิดตัวแนะนำสู่ตลาดในอีกสองปีข้างหน้า หรือ ในระหว่างปี 2565 ถึง 2566 โดยมาสด้ามุ่งหวังที่จะนำเสนอทางเลือกรถยนต์ในกลุ่มเอสยูวีให้กับลูกค้า และเป็นรถยนต์ที่ส่งมอบทั้งความสนุกสนานในการขับขี่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการรถเอสยูวีที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก

จากการใช้ประโยชน์ด้านทรัพย์สินทางเทคโนโลยีในการพัฒนาและการผลิตอย่างเต็มกำลัง เช่น เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ, Bundle Planning และรูปแบบการผลิตที่มีความยืดหยุ่น มาสด้าได้สะสมองค์ความรู้มาอย่างต่อเนื่อง ตามกลยุทธ์ แบบ Building Block2  จึงทำให้สามารถขยายไลน์ผลิตภัณฑ์รถเอสยูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการลงทุนที่ต่ำ ทำให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจจะเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะกลางถึงระยะยาว

มาสด้า CX-50 เป็นอเนกประสงค์เอสยูวีที่มาสด้าเพิ่มเติมเข้ามาเป็นโมเดลหลักรุ่นใหม่ และจะทำการเปิดตัวเฉพาะในตลาดอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่รถเอสยูวีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ประกอบกับความต้องการรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงในการขับขี่สไตล์ออฟโรด ซึ่งมาสด้า CX-50 เป็นรุ่นที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดเล็ก (Small Product group3) เช่นเดียวกับมาสด้า3 และมาสด้า CX-30 โดยมาสด้าจะเริ่มทำการผลิตมาสด้า CX-50 ในเดือนมกราคม 2565 ณ โรงงานแห่งใหม่ โดยความร่วมมือกันระหว่างมาสด้ากับโตโยต้า หรือ โรงงานมาสด้า โตโยต้า แมนูแฟคเจอริ่ง สหรัฐอเมริกา (MTMUS) ณ เมืองฮัลต์สวิลล์ มลรัฐอลาบาม่า  ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ (Large Products group) ประกอบด้วย มาสด้า CX-60, CX-70, CX-80 และ CX-90 จะมาพร้อมกับ 2 รูปแบบตัวถัง พร้อมกับการจัดวางแถวที่นั่ง 2 แบบ ได้แก่ แบบที่นั่ง 2 แถว และแบบที่นั่ง 3 แถว เนื่องจากรถอเนกประสงค์รุ่นเหล่านี้เป็นรถที่มีช่วงราคากว้างกว่า CX-50 หรือ CX-5 รุ่นปัจจุบัน

สำหรับในตลาดที่มีถนนค่อนข้างแคบและมีพื้นที่จอดรถขนาดเล็ก อาทิ ยุโรปและญี่ปุ่น มาสด้าจะทำการเปิดตัวแนะนำ CX-60 แบบที่นั่ง 2 แถว และ CX-80 แบบที่นั่ง 3 แถว ในขณะเดียวกัน CX-70 และ CX-90 จะถูกเปิดตัวในอเมริกาเหนือ และตลาดอื่นๆ ที่รถขนาดใหญ่ได้รับความนิยม ซึ่งรถทั้งสองรุ่นนี้จะมาพร้อมกับตัวถังขนาดใหญ่ โดย CX-70 จะเป็นรถที่นั่งแบบ 2 แถว และ CX-90 จะเป็นรถที่นั่งแบบ 3 แถว ซึ่งรถในกลุ่มนี้จะเป็นรุ่นที่มาเสริมความหลากหลายของกลุ่มรถอเนกประสงค์เอสยูวีขนาดกลางของมาสด้าในอนาคต

รถอเนกประสงค์เอสยูวี ที่มาสด้าเตรียมวางแผนเปิดตัวแนะนำนับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป

กลุ่มผลิตภัณฑ์รุ่นตลาดหลักที่จำหน่าย
กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่มาสด้า CX-60 (แบบที่นั่ง 2 แถว)ยุโรป, ญี่ปุ่น และอื่นๆ
มาสด้า CX-70 (ตัวถังขนาดใหญ่, แบบที่นั่ง 2 แถว)อเมริกาเหนือ และอื่นๆ
มาสด้า CX-80 (แบบที่นั่ง 3 แถว)ยุโรป, ญี่ปุ่น และอื่นๆ
มาสด้า CX-90 (ตัวถังขนาดใหญ่, แบบที่นั่ง 3 แถว)อเมริกาเหนือ และอื่นๆ
กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กมาสด้า CX-50อเมริกา

 

รถยนต์รุ่นที่อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ขนาดใหญ่ จะมาพร้อมกับทางเลือกที่หลากหลายของระบบส่งกำลังจากพลังงานไฟฟ้า เพื่อตอบสนองต่อแผนงานด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าของแต่ละประเทศ สำหรับตลาดยุโรป ที่ซึ่งมีระบบการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบนั้น จะมีการเปิดตัวแนะนำรุ่น ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบ 4 สูบแถวเรียง ที่ทำงานผสานกับการขับเคลื่อนจากมอเตอร์ นอกจากนี้ เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-X แบบ 6 สูบแถวเรียง เจเนอเรชั่นใหม่ และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล SKYACTIV-D แบบ 6 สูบแถวเรียง ก็จะถูกเปิดตัวแนะนำด้วยเช่นกัน โดยจะถูกนำมาใช้ร่วมกับระบบมายด์ ไฮบริด ขนาด 48V เพื่อให้ได้สมรรถนะที่สูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ตลาดที่มีความต้องการรถยนต์ที่สมรรถนะพลังแรงและได้รับความนิยมสูง มาสด้าจะเปิดตัวแนะนำ ทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ แบบ 6 สูบแถวเรียง และระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ที่สำคัญเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และเนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ดีเซลนั้นได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ดังนั้น มาสด้าวางแผนจะเปิดตัวแนะนำทั้งรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D แบบ 6 สูบแถวเรียง ที่มาพร้อมกับระบบมายด์ ไฮบริด ขนาด 48V และรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด ด้วยเช่นกัน

พร้อมกันนี้ มาสด้าพร้อมเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ของมาสด้า ซึ่งได้แก่รุ่น MX-30 รวมถึงการเปิดตัวแนะนำรุ่นที่รวมเอาเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบ ซึ่งใช้เครื่องยนต์โรตารีเป็นเครื่องกำเนิดพลังงานไฟฟ้า เริ่มตั้งแต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 นอกจากนั้น มาสด้ายังจะเปิดตัวแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้แพลตฟอร์ม EV ประมาณปี 2568 และจากการเปิดตัวแนะนำรถยนต์รุ่นเหล่านี้ มาสด้าได้วางแผนเพื่อจะผลิตรถยนต์ที่ใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ทุกรุ่น ภายในปี 2573

ในขณะเดียวกัน มาสด้า CX-5 ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2555 นั้น ผู้บริโภคจะได้เห็นการออกแบบที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มาสด้ายังจะเพิ่มความน่าสนใจของผลิตภัณฑ์ด้วยการเปิดตัวแนะนำเทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ล่าสุด และระบบเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์รถอเนกประสงค์เอสยูวี

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร มาสด้ามุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่สร้างความผูกพันอันแสนพิเศษกับลูกค้าในระยะยาว ด้วยการเติมเต็มชีวิตของพวกเขา ผ่านประสบการณ์การครอบครองรถยนต์ที่ส่งมอบความสุข ความสนุกในการขับขี่ อันเป็นแก่นแท้ของแบรนด์มาสด้า

“อีซูซุ” มอบความห่วงใยจัดแคมเพจ์นบริการหลังการขายช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วประเทศ

0

กลุ่มตรีเพชรโดย คุณวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยเหลือลูกค้าอีซูซุที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อีซูซุจึงขอมอบส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 30% (ยกเว้น อุปกรณ์ประดับยนต์ แบตเตอรี่รถยนต์ และยางรถยนต์) พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี ให้กับรถอีซูซุที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 – 30 พฤศจิกายน 2564 ที่ศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุทั่วประเทศ”

ลูกค้าอีซูซุสามารถนัดหมายล่วงหน้าก่อนเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการอีซูซุทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ 0-2118-0777 ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com หรือ LINE: @isuzuthai

เจาะลึกการออกแบบลายพรางของ #NextGenRanger เบื้องหลังการปกปิดความตื่นเต้นที่ทุกคนรอคอย

0

เทคนิคการพรางสายตาด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ชวนสับสน เป็นสิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายแบรนด์นำมาใช้ปิดบังความลับขั้นสุดยอดของรถยนต์ต้นแบบจากการจับตาของผู้พบเห็น โดยลวดลายเหล่านั้นได้รับการออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อลวงตาและป้องกันไม่ให้ผู้คนคาดเดาจุดเด่นต่างๆ ของรถได้

เทคนิคอำพรางดวงตาล่าสุดของรถฟอร์ดได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงเหลี่ยมของรถฟอร์ด บรองโก อาร์ ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่ฟอร์ดส่งลงแข่งขันในรายการบาฮา 1000 ลายพรางที่ใช้ปกปิดรูปโฉมของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตสีน้ำเงิน ดำ และขาว จำนวนหลายพันชิ้นที่นำมาเรียงต่อกัน แม้จะยังไม่พร้อมเผยให้เห็นดีไซน์ใหม่ทั้งหมด แต่ฟอร์ดก็ไม่ได้ปกปิดว่านี่คือ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการติดแฮชแท็ก #NextGenRanger แถมยังติดคิวอาร์โค้ดแนะนำกระบะพันธุ์แกร่งรุ่นล่าสุดลงไปบนลวดลายนั้นเสียเลย

ลายพรางนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมนักออกแบบจากฟอร์ด ดีไซน์ เซ็นเตอร์ ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ด้วยเทคนิคการลวงตาที่ทำให้ยากต่อการคาดคะเนองค์ประกอบต่างๆ ภายนอกตัวรถในช่วงเวลากลางวัน ขณะที่ชิ้นส่วนสะท้อนแสงที่แทรกอยู่ยังช่วยซ่อนรูปลักษณ์อันโดดเด่นของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ในเวลากลางคืนได้เป็นอย่างดี

 

“เราได้รับโจทย์ให้พัฒนาลายพรางที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่านี่คือ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ แต่ก็ยังต้องซ่อนรายละเอียดของรถเอาไว้อย่างมิดชิดด้วย” มร. ลีห์ โคเซนติโน ผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าว

“ผมได้แรงบันดาลใจในการออกแบบลายพรางจากลวดลายของรถที่ฟอร์ดใช้ในรายการแข่งขันบาฮา 1000 เพราะผมเป็นแฟนตัวยงของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะไม่คลั่งไคล้รถต้นแบบฟอร์ด บรองโค อาร์ คันนี้” มร. ลีห์ อิมรี นักออกแบบ ฟอร์ด ออสเตรเลีย ผู้พัฒนาลายพราง กล่าว

มร. ลีห์ โคเซนติโน ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า งานนี้เป็นมากกว่าการอำพรางเพื่อปกปิดความลับขั้นสุดยอดของรถเท่านั้น “พวกเรายังอยากให้ลวดลายมีความเร้าใจและน่าตื่นเต้น พร้อมปลุกกระแสการรอคอยการเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ (#NextGenRanger) ที่แตกต่างจากลายพรางทั่วไป”

 

“เราจึงลงเอยที่ดีไซน์นี้ซึ่งเป็นลายที่มีความหนาแน่นด้านล่างและค่อยๆ คลี่คลายกระจายไปถึงหลังคา เป็นลายพรางที่ลงตัว น่าตื่นตา และยังทำให้รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหว นี่จึงไม่ใช่ลายพรางธรรมดาทั่วไป”

“ลายพรางนี้ไม่มีลายเส้นที่เป็นแนวเดียวกันกับตัวถังภายนอก นั่นหมายความว่าคุณไม่สามารถมองเห็นรูปร่าง ความหนักเบา หรือเส้นใดๆ ของรถได้” มร. ลี กล่าวเสริม “ความตั้งใจของผมคือการทำให้ภาพที่ดวงตาเห็นเป็นลวดลายกระจายออกไป ดวงตาของคุณจะได้ไม่โฟกัสไปที่เส้นใดเส้นหนึ่งโดยเฉพาะ และการแต้มสีเป็นจุดๆ ก็ช่วยเพิ่มเอฟเฟกต์นั้นยิ่งขึ้น”

ลายพรางนี้ยังไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อลวงตาเท่านั้น แต่นักออกแบบของฟอร์ดยังต้องการสะท้อนอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ อีกด้วย

 

“ผมเริ่มต้นจากการกลับรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส 45 องศา และวางเรียงต่อกันจนเต็มหน้า เพื่อสร้างโครงร่างภาพเงาเป็นภูมิทัศน์ของยอดเขา เพื่อสื่อถึงการตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ดังนั้น เมื่อคุณมองดูลวดลาย คุณจะเห็นลายพรางที่มีความดิจิทัล ทันสมัย แต่ยังแฝงไปด้วยความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ”

ทีมออกแบบใช้เวลากว่าสองเดือนในการพัฒนาและทดสอบลายพรางดิจิทัลนี้ ก่อนจะพิมพ์ลายลงบนไวนิลอีกสองขั้นตอน ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งหมดสองวัน โดยชั้นรองพื้นครอบคลุมรถยนต์ทั้งคันประกอบด้วยรูปทรงเรขาคณิตสีน้ำเงิน ดำ และขาว เหมือนการหุ้มรถทั่วไป และยังมีการตกแต่งชั้นที่สองด้วยวัสดุสะท้อนแสง มากถึง 100 ชิ้น ซึ่งต้องติดด้วยมือทีละชิ้นรอบคัน

เราวางแผนที่จะแกะลายพรางนี้ออกจากตัวรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ปลายปีนี้ ก่อนที่จะมีการเปิดตัวในปีถัดไป

ในระหว่างนี้ วิศวกรฟอร์ดจะทดสอบการขับขี่ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่น ใหม่ (#NextGenRanger) เป็นรอบสุดท้าย โดยมีคิวอาร์โค้ดให้ผู้ที่พบเห็นสแกนเพื่อลงทะเบียนรับข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ได้ทางอีเมล

หมายเหตุ: สติ๊กเกอร์ลายพรางดังกล่าวไม่มีจำหน่าย

มาสด้ามาแรงเดือนกันยายนโกยยอดขายเกือบ 3,000 คัน เติบโต 64% ส่งแคมเปญ MAZDA TRIPLE BONUS

0

มาสด้าเปิดเผยยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำเดือนกันยายนที่ผ่านมา เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 64% ที่สำคัญเติบโตเพิ่มขึ้นทุกรุ่นทั้งครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-Series และรถยนต์นั่ง ชี้เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ประกาศเดินหน้าเต็มกำลังเตรียมส่งรถใหม่ลุยไตรมาสสุดท้ายของปี พร้อมอัดแคมเปญพิเศษ “MAZDA TRIPLE BONUS รับดีลสุดคุ้ม คว้าโบนัส 3 ต่อ” ให้กับลูกค้าใหม่ ระหว่างวันที่ 9 – 17 ตุลาคม 2564 กับ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ขับฟรี 3 เดือน ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ และมอบความคุ้มอีก 3 ต่อ ให้ลูกค้าปัจจุบันที่นำรถเข้ารับบริการ ระหว่างวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2564 เมื่อซื้อยาง 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น หรือรับส่วนลดสูงสุด 1,200 บาท ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทุกสินค้าและบริการ และส่วนลดค่าแรงสูงสุด 50% ที่โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้า

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลง ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จากภาครัฐที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมถึงรถยนต์ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญและเป็นสินค้าที่มีโอกาสขยายตัว เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวแทนการเดินทางด้วยรถยนต์สาธารณะมากขึ้น จึงทำให้ตลาดรถยนต์ในเดือนกันยายนที่ผ่านมามีภาพรวมอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงมาสด้า ที่ยอดขายรวมในเดือนกันยายน 2564 เติบโตขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2564 ถึง 64% ซึ่งเราเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดที่ต่ำที่สุดมาแล้ว และถือเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับประชาชนชาวไทยทุกคนที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

สำหรับเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา ยอดขายรถยนต์มาสด้ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกรุ่น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม 2564 โดยมาสด้า2 ยังคงเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด มียอดขายที่ 1,799 คัน หรือเติบโตขึ้นถึง 86% ตามมาด้วย มาสด้า CX-30 จำนวน 484 คัน เพิ่มขึ้น 47% มาสด้า CX-3 จำนวน 350 คัน เพิ่มขึ้น 24% รถปิกอัพมาสด้า บีที-50 จำนวน 144 คัน เพิ่มขึ้น 106% มาสด้า3 จำนวน 122 คัน เพิ่มขึ้น 28% มาสด้า CX-5 จำนวน 46 คัน เพิ่มขึ้น 7% และมาสด้า CX-8 จำนวน 35 คัน เพิ่มขึ้น 35% ตามลำดับ จึงทำให้เดือนที่ผ่านมามาสด้ามียอดขายรถยนต์รวมทุกรุ่นอยู่ที่ 2,980 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 64%

ในขณะที่ยอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2564 มีจำนวนทั้งสิ้น 25,813 คัน ลดลงเล็กน้อยเพียง 1% โดยแบ่งออกเป็นรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series จำนวน 9,698 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 27% ในขณะที่รถยนต์นั่งมียอดขายรวมที่ 15,155 คัน ลดลงเล็กน้อยเพียง 9% ส่วนรถปิกอัพ มาสด้า บีที-50 เริ่มกลับมาได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น มียอดสะสมจำนวน 960 คัน

นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “มาสด้ามั่นใจว่าภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะกลับมาสดใส เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกค้าจับจ่ายใช้สอยกันมากที่สุด ประกอบกับกำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ภาคธุรกิจและประชาชนต่างขานรับต่อนโยบายของภาครัฐต่อการเปิดประเทศ จึงเชื่อว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาหมุนเวียนและส่งผลดีต่อภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมาสด้าได้เตรียมความพร้อมเพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งความพร้อมด้านกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิตภัณฑ์ การขาย การบริการ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมถึงการเปิดตัวโมเดลธุรกิจแบบใหม่ ซึ่งลูกค้าจะได้สัมผัสในเร็วๆ นี้ เชื่อว่าจะมาเติมเต็มและตอบรับความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน และช่วยให้มาสด้าเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้”

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการตอบรับต่อกำลังซื้อที่กำลังจะกลับมาและมอบความคุ้มค่ายิ่งขึ้นให้กับลูกค้า มาสด้าได้เตรียมโปรโมชั่นสุดพิเศษกับแคมเปญ ”MAZDA TRIPLE BONUS รับดีลสุดคุ้ม คว้าโบนัส 3 ต่อ” โดยมอบข้อเสนอให้กับทั้งลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่และลูกค้าปัจจุบันถึง 3 ต่อ ได้แก่

1. ลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่ พบกับข้อเสนอสุดพิเศษที่โชว์รูมมาสด้า ในระหว่างวันที่ 9–17 ตุลาคม 2564 กับความคุ้ม ต่อที่ 1 ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 หรือ ต่อที่ 2 ขับฟรี 3 เดือน2 เมื่อซื้อรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น และต่อที่ 3 สำหรับลูกค้า 800 ท่านแรก ที่จองรถภายในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 รับฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษกล่องฆ่าเชื้อโรค UV-C จาก Philips มูลค่า 1,590 บาท3

2. ลูกค้าปัจจุบันที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้า รับโปรโมชั่นพิเศษ ต่อที่ 1 เมื่อซื้อยาง 3 เส้น แถมฟรี 1 เส้น หรือ รับส่วนลดสูงสุด 1,200 บาท4 ต่อที่ 2 ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทุกสินค้าและบริการ5 และต่อที่ 3 ส่วนลดค่าแรงสูงสุด 50%6 ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2564 ณ ศูนย์บริการมาตรฐานมาสด้าทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือมาสด้าสปีดไลน์ 02 030 5666 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th

ยอดขายสะสมรถยนต์มาสด้า ระหว่างเดือนมกราคม – กันยายน 2564 เปรียบเทียบกับปี 2563

ข้อมูลยอดขายสะสมมกราคม-กันยายน 2564มกราคม-กันยายน 2563%เปลี่ยนแปลง
มาสด้า213,53414,402– 6%
มาสด้า31,6182,254– 28%
มาสด้า CX-33,1461,458+116%
มาสด้า CX-305,3633,693+ 45%
มาสด้า CX-55441,287– 58%
มาสด้า CX-86441,215– 47%
มาสด้า BT-509601,754– 45%
มาสด้า MX-539– 67%
ยอดรวมสะสม25,81326,072– 1%

 

หมายเหตุ
1เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th

2สำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ ทีเอ็มบีธนชาต เท่านั้น
3จองรถในงาน 3,000 บาท และออกรถภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 รับกล่องฆ่าเชื้อโรค UV-C ยี่ห้อ Philips มูลค่า 1,590 บาท จำนวนจำกัด 800 ชิ้น เฉพาะโชว์รูมที่ร่วมรายการ
4ราคายางรถยนต์ รวมค่าแรงถอด-ใส่ ค่าถ่วงล้อและจุกลมยาง พร้อมเติมลมยางปกติเมื่อซื้อครบ 4 เส้น
5โปรดตรวจสอบประเภทสินค้าและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ณ จุดขายก่อนทำรายการทุกครั้ง
6สำหรับลูกค้าที่นัดหมายเข้ารับบริการ วันจันทร์-ศุกร์ เฉพาะช่วงเวลาที่กำหนด ตามเงื่อนไขของศูนย์บริการที่ร่วมรายการ

ทำความรู้จัก ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ชวนคนไทยทำความรู้จัก ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันชาญฉลาดและล้ำสมัยเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสู่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เตรียมประกาศความพร้อมให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้

แบรนด์ ORA ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2561 นับเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle : BEV) แบรนด์แรกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ ORA ได้รับการออกแบบและสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จากทีมงานนักวิจัย นักพัฒนา และนักออกแบบคุณภาพและเปี่ยมไปด้วยความเชี่ยวชาญจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งเยอรมนี ออสเตรีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ชื่อแบรนด์ ORA (อ่าน โอร่า) มาจากการออกเสียงคล้ายเสียง Euler ซึ่งเป็นนามสกุลของ Leonhard Euler
นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชื่อดังของโลกที่เปี่ยมไปด้วยความอัจฉริยะและมีผลงานที่ช่วยต่อยอดสู่นวัตกรรมต่างๆ มากที่สุดคนหนึ่งในโลก สะท้อนถึงรถยนต์จากแบรนด์ ORA ที่เป็นยานยนต์พลังงานใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยความ
ล้ำสมัยและเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ส่วนโลโก้ของ ORA ได้ถูกออกแบบเป็นวงกลมซ้อนอยู่ในวงรี มีที่มาจากเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) แสดงถึงความมุ่งมั่นของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันน่าทึ่ง ที่พร้อมจะสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ ให้ทุกคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโลกของยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต
และพบกับความตื่นเต้นที่ไม่รู้จบไปด้วยกัน

ORA Black Cat

รูปลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างลงตัว สร้างเอกลักษณ์ให้โดดเด่นกว่าที่เคย

แบรนด์ ORA จัดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า New Category ที่สร้างความแตกต่างจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเดิมๆ
อย่างสิ้นเชิง ด้วยรูปลักษณ์และการดีไซน์แบบไลฟ์สไตล์ทำให้เข้าถึงได้ง่าย ดึงดูดความสนใจด้วยความเป็น
แฟชั่นนิสต้า ผสานกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะอย่างลงตัว โดนใจผู้ขับขี่โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ พร้อมจุดยืนในการสร้างสรรค์รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่สามารถส่งมอบการขับขี่ที่สนุกสนานในทุกๆ เส้นทาง

ORA White Cat

ORA พลิกโฉมใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน

หลังจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศเปิดตัวแบรนด์ ORA ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2561 ORA ได้รุกตลาดจีนด้วยการเปิดตัว ORA Black Cat ในปลายปีเดียวกัน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากตลาดรถยนต์เป็นอย่างดีในด้านดีไซน์ที่ทันสมัย ควบคู่ไปกับคุณภาพของรถยนต์ที่มีความเสถียรและให้การขับขี่เป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ORA Black Cat สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างหลากหลาย และสามารถวิ่งได้ถึง 405 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ ส่งผลให้ ORA Black Cat กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากอีกรุ่นหนึ่งในประเทศจีน และสามารถกวาดยอดขายรวมเกินกว่า 100,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี

ต่อมาในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 แบรนด์ ORA ได้เพิ่มความหลากหลายให้กับไลน์ผลิตภัณฑ์ด้วยการเปิดตัว ORA White Cat รถยนต์ไฟฟ้า 5 ประตู ซึ่งโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่เน้นการออกแบบให้มีความล้ำสมัยมากขึ้น แข็งแกร่งด้วยโครงสร้างเหล็กแบบ High Tensile Steel และขับเคลื่อนได้มากกว่า 400 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ นั่งสบายด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูง และเป็นรถยนต์อัจฉริยะ (Smart Car) ที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบ Smart Home ได้เป็นอย่างดี

ORA Good Cat

สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้โลกยนตรกรรมไฟฟ้า ด้วย ORA Good Cat

แบรนด์ ORA จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอีกครั้ง
ด้วยการเผยโฉม ORA Good Cat เป็นครั้งแรกในงาน เฉิงตู มอเตอร์โชว์ เมื่อกลางปี พ.ศ. 2563 ในประเทศจีน และเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 โดย ORA Good Cat มาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โค้งมนในสไตล์ Retro Futuristic แสดงให้เห็นถึงการดีไซน์แบบคลาสสิคที่สามารถผสานเทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุดได้อย่างน่าทึ่ง นอกจานี้ ORA Good Cat ยังได้รับการพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม GWM LEMON แพลตฟอร์มโมดูล่าอัจฉริยะที่มีความยืดหยุ่น น้ำหนักเบา ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะและความปลอดภัยขั้นสูง ซึ่ง ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ไม่เพียงแต่มีรูปโฉมที่สวยงาม แต่ยังอัดแน่นไปด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ ทำให้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในประเทศจีน

ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี ORA ยังคงสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการทยอย
เผยโฉมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อีกมากมาย อาทิ ORA Good Cat GT Mulan (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Ballet Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Lightning Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ORA Punk Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) และ ORA Cherry Cat (ชื่อใช้ในตลาดจีน) ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนมีเอกลักษณ์ด้านการออกแบบและฟังก์ชั่นการใช้งานที่โดดเด่น เต็มไปด้วยสีสันที่สดใส สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ORA แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งสามารถครองใจผู้บริโภคทั้งชาวจีนได้อย่างเหนี่ยวแน่น โดยในเดือนสิงหาคม
ที่ผ่านมา แบรนด์ ORA สามารถสร้างยอดขายสูงถึง 12,163 คัน ในตลาดจีน โดยมียอดขายสะสมในปี พ.ศ. 2564 อยู่ที่ 71,961 คัน เติบโตขึ้นกว่า 316% จากปีก่อน

ความสำเร็จของแบรนด์ ORA ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี สะท้อนให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ของการเลือกใช้พลังงานการขับเคลื่อนยานพาหนะเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการผสานวิวัฒนาการ ศิลปะ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบาย ชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

ORA พร้อมสร้างรากฐาน EV Ecosystem ในไทย ตอกย้ำการขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader)

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ประกาศกลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ในการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ด้วย Mission 9 in 3 ที่จะนำรถยนต์ 9 รุ่น เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในระยะเวลา 3 ปี หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ HAVAL พร้อมนำรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV มาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสเป็นรุ่นแรก และได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากคนไทย ด้วยการขึ้นสู่แบรนด์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ในปีนี้ แบรนด์ ORA จะเป็นแบรนด์ใหม่ ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประเทศแรกที่มีการทำการตลาดแบรนด์ ORA นอกประเทศจีน โดยจะนำ ORA Good Cat เข้ามาเป็นรุ่นแรก และเตรียมเปิดตัวให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในเร็วๆ นี้

จากการประกาศแผนยุทธศาสตร์หลักของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการก้าวขึ้นสู่แบรนด์รถยนต์ระดับโลกภายในปี พ.ศ. 2568 ด้วยเป้าหมายยอดขายรถยนต์ทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งจะคิดเป็นสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 80% นั้น การนำแบรนด์ ORA เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นหนึ่งตลาดที่สำคัญที่จะช่วยให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว

ในขณะที่ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือ BEV ในไทยเริ่มมีการแข่งขันที่คึกคักมากขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อว่า ORA จะเข้ามาเป็น game-changer ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ให้กับคนไทย และต่อยอดไปสู่ในระดับภูมิภาคอาเซียนในอนาคตได้อย่างแน่นอน  และมั่นใจว่า ORA จะกลายเป็นอีกหนึ่งใน Smart Mobility Gadget ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคชาวยไทย  รวมถึงมีส่วนช่วยในการกระตุ้นและสร้างรากฐานให้กับ EV Ecosystem ในประเทศ ควบคู่ไปการช่วยผลักดันนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาให้ประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่
ทั้งในมิติของผู้ผลิต ซัพพลายเชนส์ และผู้บริโภค ในอนาคต

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company)  พร้อมแล้วที่จะสร้างวิวัฒนาการใหม่ให้กับประเทศไทย ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้ม ที่มาพร้อมประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน

MOTOR EXPO 2021 เผยแนวคิด “มหกรรมสุขสันต์คนรักยานยนต์-TIME to ENJOY!”

0

“IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” เน้นจุดเด่นเป็นงานที่สร้างความสุขให้คนรักยานยนต์

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” กล่าวถึงแนวคิดของงานปีนี้ว่า เนื่องจากยานยนต์มีองค์ประกอบที่น่าชม และน่าศึกษามากมาย ทั้งรูปลักษณ์เครื่องยนต์ สมรรถนะ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดคนรักยานยนต์

ขณะที่ความสุขของคนรักยานยนต์ ก็กว้างขวาง หลากหลาย ตามรสนิยม และความสนใจของแต่ละคน เช่น อาจเกิดจากการได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด การพินิจพิจารณาเฉพาะส่วนที่หลงใหลเป็นพิเศษ การทดลองขับขี่ รวมถึงการครอบครองเป็นเจ้าของ ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมยานยนต์ทุกประเภทมาจัดแสดง เพื่อให้ชม สัมผัส ลองขับ และเลือกซื้อ จึงเป็นงานที่เหล่าคนรักยานยนต์รอคอย

ยิ่งกว่านั้น “มหกรรมยานยนต์” ยังเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตามประสาคนคอเดียวกัน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก เต็มเปี่ยมด้วยความสุข

บริษัทฯ จึงกำหนดแนวคิดของ “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” ให้สอดคล้องกับลักษณะงาน และความหมายของ “TIME” คำย่อชื่องานในภาษาอังกฤษ (TIME: THAILAND INTERNATIONAL MOTOR EXPO) ว่า “มหกรรมสุขสันต์คนรักยานยนต์-TIME to ENJOY!

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.motorexpo.co.th

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ ที่ย่านลาดกระบัง-กิ่งแก้ว กรุงเทพฯ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบประสบการณ์และการบริการที่ดีที่สุดในระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าด้วยเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด เปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่ย่านลาดกระบัง-กิ่งแก้ว กรุงเทพมหานคร ภายใต้ชื่อ บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการบริการให้แก่ลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในย่านลาดกระบังและกิ่งแก้ว รวมทั้งพื้นที่ในเขตใกล้เคียง พร้อมมุ่งมั่นในการส่งมอบยานยนต์คุณภาพและการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด ถือเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้จำหน่ายที่เติบโตเร็วที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย โดยปัจจุบันมีสาขาที่เปิดให้บริการรวมทั้งสิ้น 4 สาขา ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ สาขาปากเกร็ด สาขารัชดา สาขาปทุมธานี และล่าสุดสาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่ย่านลาดกระบัง-กิ่งแก้ว เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการส่งมอบประสบการณ์ระดับพรีเมียมให้แก่ลูกค้าตลอดระยะเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยทำเลที่ตั้งที่ยอดเยี่ยมและครบครันด้วยอุปกรณ์เครื่องมือที่ทันสมัย โดยโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ ยังมีบทบาทที่สำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมพร้อมสร้างความแตกต่างให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้เราจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการให้บริการของเราต่อไป เพื่อส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีมีคุณภาพแล้ว โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ยังได้คำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสำคัญ ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าศูนย์บริการ พนักงานที่ใกล้ชิดลูกค้าจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หมั่นเช็ดทำความสะอาดภายในโชว์รูมและศูนย์บริการโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง ตลอดจนการทำความสะอาดภายในห้องโดยสารก่อนส่งมอบหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกท่านจะมีความปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีเมื่อมาใช้บริการที่โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ

บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3 ไร่ โดยเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายที่มีประสบการณ์ มีความชำนาญ พร้อมมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยภายในโชว์รูมแห่งใหม่นี้สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 5 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครันมากถึง 10 ช่องซ่อม และยังสามารถให้บริการซ่อมสีและตัวถังแก่ลูกค้าได้อีกด้วย โชว์รูมแห่งใหม่นี้ยังมีพนักงานที่พร้อมให้บริการลูกค้าในด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้นกว่า 45 ท่าน ที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานและพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มุ่งมั่นยกระดับการให้บริการเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า พร้อมความสะดวกสบายในการให้บริการแบบ วันสต็อปเซอร์วิส

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทาง บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) ยังได้ร่วมฉลองโอกาสสำคัญนี้ พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน” มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) ยังเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่พร้อมจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถือเป็นรถพีเอชอีวีที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกเท่านั้น แต่ยังสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าอีกด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดอีกครั้งด้วยยอดจำหน่ายสูงที่สุดในยุโรป พร้อมยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกกว่า 290,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนสิงหาคมปี 2564 ที่ผ่านมา 

บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านแล้วด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการยังตกแต่งด้วยดีไซน์ใหม่มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อให้สอดคล้องกับ อัตลักษณ์และกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

บริษัท เอเบิล มอเตอร์ส จำกัด (สาขาลาดกระบัง-กิ่งแก้ว) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 888 หมู่ 14 ตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 10540 โทร. 0-2738-5448