Home Blog Page 346

MGC-ASIA ร่วมมือทางธุรกิจกับ SCB เปิดตัว ‘ALPHA X’ ปล่อยสินเชื่อรถหรู-เรือยอทช์-ริเวอร์โบ๊ท

0

ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ MGC-ASIA ประกาศความร่วมมือทางธุรกิจ กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ภายใต้ชื่อ ‘ALPHA X’ เพื่อประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อ, ลีสซิ่ง และให้สินเชื่อรีไฟแนนซ์ สำหรับรถยนต์หรู, รถจักรยานยนต์ (Big Bike) รวมไปถึงเรือยอทช์ และริเวอร์โบ๊ทสุดหรู โดยตั้งเป้าทุนจดทะเบียนภายใต้ชื่อ ‘บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด’ ที่ 300 ล้านบาท ภายในหนึ่งปี โดยทั้งสองบริษัท คือ MGC-ASIA และ SCB แบ่งสัดส่วนการถือหุ้นออกเป็น 50/50

“อนึ่ง ‘ALPHA X’ ที่ได้ร่วมมือกับทาง SCB นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญ ด้านการทำธุรกิจไฟแนนซ์ เพื่อต่อยอดความสำเร็จของธุรกิจร่วมกัน และเพิ่มทางเลือกใหม่บนผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าโดยเฉพาะ” 

ปัจจุบัน มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) เป็นผู้จำหน่ายยนตรกรรมชั้นนำระดับโลก อาทิ โรลส์-รอยซ์, แอสตัน มาร์ติน, มาเซราติ, เปอโยต์ และ เรือยอทช์ อะซิมุท อย่างเป็นทางการ

แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย อีกทั้งเป็นหนึ่งในผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, ฮอนด้า, มอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน พร้อมสานต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น กับพันธมิตรทางการเงินทุกๆ รายเป็นอย่างดีและตลอดไป

 

หมายเหตุ: รายละเอียดเพิ่มเติมของ ALPHA X คุณวศิน ไสยวรรณ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่า เอกซ์ จำกัด จะจัดแถลงข่าวการเปิดตัวอีกครั้งหนึ่ง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมมุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร โดยร่วมมือกับ บริษัท มิตซู พระนคร ออโต้ จำกัด ภายใต้ชื่อ มิตซู พระนคร สาขาสายไหม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการบริการให้แก่ลูกค้าที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครตอนเหนือ พร้อมมุ่งมั่นในการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า 

มร. เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการ พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาเรามีโชว์รูมและศูนย์บริการรวมทั้งสิ้น 240 แห่งครอบคลุมการให้บริการแก่ลูกค้าครบทุกจังหวัด พร้อมกันนี้เรายังมุ่งมั่นร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาทั้งในด้านคุณภาพของการให้บริการและการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีมีคุณภาพแล้ว โชว์รูมและศูนย์บริการ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ ยังได้คำนึงถึงสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้า โดยดำเนินการตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ได้แก่ การตรวจวัดอุณหภูมิลูกค้าก่อนเข้าศูนย์บริการ พนักงานที่ใกล้ชิดลูกค้าจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส หมั่นเช็ดทำความสะอาดภายในโชว์รูมและศูนย์บริการโดยเฉพาะจุดที่มีการสัมผัสบ่อยครั้ง ตลอดจนการทำความสะอาดภายในห้องโดยสารก่อนส่งมอบหลังเสร็จสิ้นการซ่อมบำรุง 

มิตซู พระนคร สาขาสายไหม ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 3.62 ไร่ พร้อมมอบความสะดวกสบายในการให้บริการแก่ลูกค้าแบบ วันสต็อปเซอร์วิส เพราะเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์อันทันสมัย โดยภายในโชว์รูมแห่งใหม่นี้สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 7 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงมากถึง 16 ช่องซ่อม พร้อมด้วยศูนย์ซ่อมสีและตัวถังรถที่ทันสมัย ดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีประสบการณ์รวมทั้งสิ้น 33 ท่าน ซึ่งได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานฯ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทาง มิตซู พระนคร สาขาสายไหม ยังได้ร่วมฉลองโอกาสสำคัญนี้ พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน” มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

มิตซู พระนคร สาขาสายไหม ยังเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่พร้อมจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถือเป็นรถพีเอชอีวีที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกเท่านั้น แต่ยังสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าอีกด้วย  มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดอีกครั้งด้วยยอดจำหน่ายสูงที่สุดในยุโรป พร้อมยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกราว 290,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนกรกฎาคมปี 2564 ที่ผ่านมา

มิตซู พระนคร สาขาสายไหม พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านแล้วด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการยังตกแต่งด้วยดีไซน์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ และกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

มิตซู พระนคร สาขาสายไหม ตั้งอยู่ที่เลขที่ 88 ถนนสุขาภิบาล 5 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร 10220 โทร. 02-0013-999

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ.2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ “Auto Motor Thailand” ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

เรื่องรถต้องรู้
– ทดสอบสมรรถนะทางลุยกับ TOYOTA HILUX REVO GR SPORT

Auto Motor Thailand 1

ท่องโลกยานยนต์
– เหตุผลที่ทำให้มาสด้า CX-5 ต้นกำเนิดเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่คนไทยและคนทั่วโลกให้การยอมรับ

Auto Motor Thailand 2
– โตโยต้า แนะนำ YARIS และ ATIV รุ่นปรับปรุงใหม่ URBAN ADDICT

Auto Motor Thailand 3
– บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่

Auto Motor Thailand 6

รู้ก่อนขับกับอีซูซุ
– ถนนสายไหนบ้างที่สามารถใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ได้

Auto Motor Thailand 8

ติดตามรับชมรายการ Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5 กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

บาเซโลนา มอตอร์ฯ ฉลอง เปิดโชว์รูมโฉมใหม่ จัดงาน THE EXCITED WEEK

0

บาเซโลนา มอเตอร์ฯ ฉลองเปิดโชว์รูมโฉมใหม่ จัดงาน THE EXCITED WEEK ชูจุดเด่นศูนย์บริการครบวงจรทั้งสามแบรนด์ เพียบพร้อมด้วยส่วนของรถยนต์ใหม่ ส่วนของ BMW Premium Selection และส่วนบริการหลังการขายแบบครบวงจร รวมถึงส่วนบริการซ่อมสีและตัวถัง ตามมาตรฐานบีเอ็มดับเบิลยู และบริการใหม่ล่าสุด Smart Drop Box พร้อมเปิดให้บริการแล้ว กับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจาก SHA

THE EXCITED WEEK เตรียมพร้อมแล้วสำหรับลูกค้าทั้งแคมเปญพิเศษ กิจกรรมความบันเทิง ระหว่างวันที่ 22-29 กันยายน 2564 ที่นี่ที่เดียว บาเซโลนา มอเตอร์

กวิน ลีนุตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บาเซโลนา มอเตอร์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ BMW, MINI และ BMW Motorrad  เปิดเผยว่า บาเซโลนา มอเตอร์ฯ พร้อมแล้วกับโชว์รูม บาเซโลนา วิภาวดี รูปโฉมใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้สะท้อนถึงความโดดเด่นของดีไซน์ให้มีความทันสมัยรองรับกับเทคโนโลยีในโลกปัจจุบัน และไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ รวมถึงนวัตกรรมใหม่ของ BMW, MINI และ BMW Motorrad  อีกทั้งยังมีการจัดแบ่งฟังก์ชันการใช้งานในส่วนต่างๆ ของตัวอาคารและศูนย์บริการอย่างเหมาะสม เพื่อให้การบริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

บาเซโลนา มอเตอร์ สาขาวิภาวดีรังสิต ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดีรังสิต บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ โดยในส่วนของการแสดงโชว์รถในปัจจุบันสามารถโชว์รถได้ทุกรูปแบบได้ถึง 9 คัน พร้อมพื้นที่รับรองลูกค้าที่กว้างขวางสะดวกสบาย ให้ลูกค้าได้พักผ่อน พร้อมบริการพิเศษที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของแผนกบริการหลังการขาย มีพื้นที่ให้บริการมากกว่า 6,000 ตร.ม. สามารถมีช่องบริการได้มากถึง 8 ช่องซ่อม สามารถรองรับการให้บริการมากถึง 50 คันต่อวัน พร้อมทีมช่างที่พร้อมให้บริการครบครันทั้งรถรุ่นเก่าหรือรถเทคโนโลยีปัจจุบัน ที่พร้อมรับบริการลูกค้าของ บาเซโลนา มอเตอร์ พร้อมคลังอะไหล่ที่มีอะไหล่บริการมากกว่า  5,000 รายการ พร้อมให้บริการอะไหล่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับการบริการหลังการขาย นอกจากจะเพียบพร้อมด้วยระบบที่ทันสมัย ทั้งในส่วนของระบบคอมพิวเตอร์วิเคราะห์และระบบฐานข้อมูลเทคนิค ที่เชื่อมตรงกับศูนย์ข้อมูลเทคนิคที่ประเทศเยอรมนีแล้ว ยังดำเนินงานโดยช่างผู้มีประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทาง นอกจากนี้ ยังมีแผนกบริการซ่อมสีและตัวถัง ที่มีระบบที่สามารถซ่อมได้ทั้งตัวถังเหล็กและอลูมิเนียม ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งระบบห้องพ่นสีและอบสีมาตรฐานสูง เพื่อให้ได้คุณภาพงานซ่อมสูงสุด ตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู อีกทั้งยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยสีระบบน้ำ  (water-based color) และยังเปิดให้บริการในส่วนของ BMW Premium Selection ที่สามารถเดินเลือกชมรถผู้บริหารป้ายแดง ไมล์น้อย ในราคาสุดคุ้ม

นอกจากนี้ บาเซโลนา มอเตอร์ ยังพร้อมแล้วกับการให้บริการที่มากด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการรับรอง SHA หรือ Amazing Thailand Safety & Health Administration มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย ผนวกกับมาตรฐานการให้บริการที่มีคุณภาพของโชว์รูมบาเซโลนา มอเตอร์ทุกสาขา เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี มีความสุข และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยกับสินค้าและบริการจากบาเซโลนา มอเตอร์

พิเศษ!!! บริการรูปแบบใหม่ล่าสุด ของบาเซโลนา มอเตอร์ ที่ใหญ่กว่า ครบครันบริการที่มากกกว่า เติมเต็มด้วย Smart Drop Box ฝากกุญแจรถไว้ สำหรับลูกค้าที่ต้องการหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเข้ามาใช้บริการในวันอาทิตย์ ก็สามารถฝากรถและกุญแจในตู้เซฟได้อย่างสะดวก และปลอดภัย

THE EXCITED WEEK จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-29 กันยายน 2564 ที่มาพร้อมกับแคมเปญพิเศษ ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

บีเอ็มดับเบิลยู X1

-ฟรี BSI 10 ปี/100,000 กม.

-ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นานสูงสุด 1 ปี

-ผ่อนเริ่มต้น 19,499 บาท

-ขับฟรีนาน 9 เดือน

บีเอ็มดับเบิลยู X3

-เริ่มต้นดาวน์เพียง 39,999 บาท

-ขับฟรีนาน 12 เดือน ผ่อนปีหน้าสบายๆ

– ประกันภัยชั้น 1 นาน 5 ปี

– เพิ่มมูลค่ารถเก่าสูงสุด 200,000 บาท

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่จองรถภายในงาน THE EXCITED WEEK รับความพิเศษไปเลยกับแคมเปญพิเศษ BMW Virtual Expo ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 BMW Protect นานสูงสุด 3 ปี ต่อด้วย บัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท ฟรี BMW Advanced Car Eye 2.0 พร้อมติดตั้ง ประกันภัยชั้น 1 สูงสุด 3 ปี ฟรี Voucher มูลค่า 2,500 บาท กระเป๋า และกระบอกน้ำเก็บความเย็น BMW Barcelona Motor และเพิ่มมูลค่ารถเก่าสูงสุดถึง 200,000 บาท เมื่อทำการจองรถภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 รวมมูลค่ากว่าครึ่งแสน นอกจากนั้น ออกรถวันนี้ยังรับสิทธิ์ลุ้นรางวัลรวมมูลค่ากว่า 7 ล้านบาทกับ BMW Financial Services

ภายในงาน THE EXCITED WEEK ลูกค้าจะพบกับอาหารเลิศรสจาก Paul พร้อมกับกิจกรรมถ่ายภาพ Polaroid THE EXCITED MOMENT

ห้ามพลาด!!!! THE EXCITED WEEK ระหว่างวันที่ 22-29 กันยายน 2564 ที่โชว์รูม บาเซโลนา มอเตอร์ วิภาวดีรังสิต ที่นี่ ที่เดียวเท่านั้น

บริษัท บาเซโลนา มอเตอร์ จำกัด ปัจจุบันมีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ 3 แห่ง ได้แก่สำนักงานใหญ่วิภาวดีรังสิต บางแค และเชียงใหม่ สามารถติดตามข่าวสารได้จาก Line@ bmwbarcelonamotor หรือ  Facebook Fanpage: BMW Barcelona Motor

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดตัว BMW 320Li Luxury ใหม่ ครบทั้งสมรรถนะการขับขี่เหนือชั้น ควบคู่ความโอ่อ่าสะดวกสบาย

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เสริมทัพรถยนต์สปอร์ตซีดานตระกูล ซีรีส์ 3 เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ รุ่นฐานล้อยาวเป็นอีกหนึ่งทางเลือก มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับอย่างรอบด้าน พร้อมต้อนรับลูกค้ากลับสู่โชว์รูมของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจให้ลูกค้ายิ่งขึ้นด้วยมาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพขั้นสูงสุด

มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงรักษาไว้ทั้งสมรรถนะอันทรงพลัง และสไตล์การออกแบบที่โดดเด่นในแบบของซีรีส์ 3 อย่างเต็มเปี่ยม แต่ยังแตกต่างด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าบนทุกเส้นทาง แม้จะยังคงปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวไม่แพ้ซีรีส์ 3 รุ่นอื่น ๆ พร้อมด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ พร้อมให้สัมผัสแล้วที่โชว์รูมของผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้าอุ่นใจได้ว่าจะได้รับบริการระดับพรีเมียมควบคู่ไปกับมาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพที่เข้มงวด นอกจากนี้ พนักงานของเราที่ปฏิบัติงานในโชว์รูมต่างก็ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วทุกคน”

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,469,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงลุคสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะที่เฉียบคมไว้เช่นเคย แต่
เสริมความโอ่อ่าสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยมิติรถที่กว้างขวางเช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ด้วยมิติความยาวรวม 4,819 มิลลิเมตร ความกว้างที่ 1,827 มิลลิเมตร และความสูงที่ 1,441 มิลลิเมตร ประตูหลังที่กว้างขึ้นกว่าบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 3 รุ่นเดิม 110 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้โดยสารเบาะหลังเข้า-ออกจากรถได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังสบายกว่าในขณะเดินทางด้วยพื้นที่ห้องโดยสารแถวหลังที่ยาวขึ้นอีก 43 มิลลิเมตร

ดีไซน์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงสื่อถึงความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม หรือ “Ultimate Driving Machine” ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย สมรรถนะปราดเปรียว ประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับ รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ล้ำยุค ซึ่งรวมเป็นเอกลักษณ์แก่นแท้ของบีเอ็มดับเบิลยู และยังมาพร้อมองค์ประกอบเฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มาพร้อมกับแผ่นบานเกล็ดแนวตั้งวัสดุโครเมี่ยม และแกนทแยงสีดำเงาที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ รับกับไฟหน้า LED ทรงเรียวยาวด้านข้างของตัวรถ ส่วนกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ก็ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติไร้ขอบที่ดูหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยกรอบไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางกว่าเดิม กับไฟ LED ทรงตัว L และท่อไอเสียแบบคู่ ล้วนเสริมให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ต

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้้ว ลาย Multi-spoke แบบสลับสี และยางรันแฟลต การตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า กระจกข้าง ขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายในสีโครเมี่ยมเงา หลังคากระจกแบบ Panorama มอบวิวท้องฟ้าเด่นชัดให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ส่วนระบบเครื่องเสียง HiFi ยังให้เสียงใสในทุกรายละเอียด เติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในรถยนต์ซีดานหรูนี้ได้อย่างดีเยี่ยม การตกแต่งภายในสะท้อนความประณีตด้วยคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec ผิวไม้ลาย Oak Grain Open-Pored ตัดกับโครเมี่ยมมุกอย่างลงตัว

เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง พร้อมระบบการเชื่อมต่อเต็มรูปแบบผ่านระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ซึ่งเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant และ Live Cockpit Professional รถยนต์รุ่นฐานล้อยาวนี้ยังมอบทางเลือกมากมายในการเชื่อมต่อและควบคุมระบบในตัวรถ รวมถึงการใช้ BMW Gesture Control ระบบสั่งงานด้วยเสียง ปุ่ม iDrive และจอแสดงผล Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว อีกด้วย

ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ สามารถยกระดับแพ็คเกจ BMW Service Inclusive เสริมจาก BSI Standard เพื่อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดดังนี้

แพ็คเกจราคา (บาท)การบริการบำรุงรักษาการรับประกัน
BSI Plus35,0005 ปี หรือ 100,000 กม.3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
Warranty Plus45,0003 ปี หรือ 60,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
BSI Ultimate80,0005 ปี หรือ 100,000 กม.5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

 

เพื่อต้อนรับลูกค้ากลับสู่ประสบการณ์และการให้บริการของบีเอ็มดับเบิลยู ณ สถานที่จริง โชว์รูมของผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศพร้อมมอบบริการควบคู่มาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดบริเวณต้อนรับลูกค้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ พนักงานขาย เจ้าหน้าที่บริการหลังการขาย และทีมผู้เชี่ยวชาญ BMW Product Genius ซึ่งปฏิบัติงานภายในโชว์รูมได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคน และยังได้รับการตรวจหาเชื้อเป็นประจำด้วยชุดตรวจ Antigen Test-Kit (ATK) อีกด้วยเพื่อปกป้องสุขภาพของลูกค้า นอกจากนี้ ลูกค้าที่ทดลองขับรถยนต์รุ่นใดก็ได้กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ระหว่างวันที่ 25 – 26 กันยายน 2564 ยังจะได้รับของที่ระลึกเพื่อเป็นการต้อนรับลูกค้ากลับสู่โชว์รูมอีกครั้ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ลูกค้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู หรือติดต่อศูนย์ BMW Contact Center ได้ที่เบอร์ 1397 หรือติดต่อบัญชี LINE อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูได้ที่ @bmwthailand หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw.co.th/

GWM ร่วมโชว์วิสัยทัศน์ตอกย้ำความเป็น xEV Leader พร้อมร่วมผลักดันไทย สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในอาเซียน

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ โชว์วิสัยทัศน์ระดับโลก ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของไทย ในงานสัมมนา ZEV Thailand Policy: Road to EV ASEAN Production Hub พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนะแนวทางการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ร่วมกับผู้นำจากอุตสาหกรรมยานยนต์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งงานสัมมนาในปีนี้จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มามาร์เก็ตส์

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยล่าสุด นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เป็นตัวแทน
เข้าร่วมเสวนาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์และข้อเสนอแนะจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในหัวข้อ Game changing “Future Directions of Thailand’s Future Mobility” ในงานสัมมนาออนไลน์ ZEV Thailand Policy: Road to EV ASEAN Production Hub ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังการสัมนาเป็นจำนวนมาก

นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธานฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตยานยนต์ที่ดีที่สุดของโลก ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน พร้อมเตรียมผลักดันมาตรการต่างๆ เพื่อการผลิตยานยนต์ภายในประเทศให้เป็นยานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) ในสัดส่วน 30% ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งแนวทางนี้ สอดคล้องกับหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญในการลงทุนสร้างฐานการผลิตและดำเนินธุรกิจในไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่พร้อมยกระดับขีดความสามารถการผลิต และนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก (New Energy Technology) เพื่อนำผู้บริโภคและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ความยั่งยืนควบคู่กับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาประเทศไปสู่ยุคอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในอนาคต”

นอกจากการตั้งฐานการผลิตเต็มรูปแบบในประเทศไทยและอีกหลายแห่งทั่วโลกแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 10 แห่ง ใน 7 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์รถยนต์เทคโนโลยีพลังงานทางเลือก (New Energy Technology) ต่างๆ ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle)  ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) ยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (Battery Electric Vehicle) ตลอดจนยานยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen Energy Fuel Cell Electric Vehicle) เป็นต้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดยานยนต์ไฟฟ้าโลก รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องได้แก่ GWM Electrification Technology ที่ครอบคลุม 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ แบตเตอรี่ มอเตอร์ และระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดยการรวมโมดูลที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ เพื่อให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีประสิทธิภาพสูง มีการใช้พลังงานต่ำ และมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนาน จนสามารถใช้ไฟฟ้าน้อยกว่า 12.5 กิโลวัตต์ ต่อระยะการขับขี่ 100 กิโลเมตรได้ ซึ่งจะทำให้รถไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรต่อหนึ่งการชาร์จ

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) อย่างแพลตฟอร์ม GWM LEMON ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโมดูลาร์อัจฉริยะระดับโลก ที่มีคุณสมบัติเด่น 5 ประการ ได้แก่ 1) น้ำหนักเบา (Lightweight) 2) ใช้พลังงานจากไฟฟ้า (Electrification) 3) สามารถใช้งานได้หลายหลายรูปแบบ (Multi-purpose) 4) มีระบบการปกป้องรอบด้าน (Omni-protection) และ 5) มีความสามารถในการเชื่อมโยงเครือข่าย (Network) โดยแพลตฟอร์ม GWM LEMON จะสามารถสนับสนุนระบบส่งกำลังได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal combustion engine : ICE) เครื่องยนต์ไฮบริดแบบ Dual Hybrid Transmission แบบ P2 P2+ หรือP4  รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) หรือรถยนต์ประเภทเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle : FCEV)

โดยก่อนหน้านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ประกาศยุทธศาสตร์หลัก เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลก ภายในปี 2568 ด้วยเป้าหมายยอดขายรถยนต์ทั่วโลกมากกว่า 4 ล้านคัน โดยจะคิดเป็นสัดส่วนรถยนต์พลังงานใหม่กว่า 80% เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นให้กับผู้บริโภคทั่วโลก และสำหรับประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะเตรียมนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยภายในปีนี้ โดยจะนำรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมจากแบรนด์ ORA อย่าง ORA Good Cat เข้ามาเป็นรุ่นแรก และในปี พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะเริ่มสายการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าระยะทางวิ่งไกล (Long-range BEV) รุ่นต่างๆ  เพื่อจำหน่ายในตลาดประเทศไทยและส่งออก นอกจากนี้ บริษัทยังพร้อมนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตให้กับทั้งผู้บริโภคชาวไทยและตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน โดยจะคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ทุกคนจะขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล ด้วยระยะการขับขี่ที่ไกลกว่า และรู้สึกสนุกไปกับทุกการขับขี่ในทุกๆ เส้นทาง ด้วยราคารถยนต์ที่เหมาะสมและคุ้มค่าอย่างแน่นอน

นายครรชิตยังได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนและการผลักดันมาตรการเพื่อก้าวสู่ยุคแห่งการผลิตยานยนต์ไร้มลพิษของไทยว่า “กลไกสำคัญในการผลักดัน Zero Emission Vehicle (ZEV) ให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ในประเทศไทย คือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การเพิ่มพูนทักษะองค์ความรู้ และเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ตลอดจนการสร้างอุปสงค์และอุปทาน เพื่อสร้างระบบ ecosystem อย่างสมบูรณ์แบบของอุตสาหกรรม
ยานยนต์สมัยใหม่และระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ต่างๆ ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้
ยังรวมถึงการผลักดันผ่านนโยบายจากทางภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการให้เงินสนับสนุนเพื่อจูงใจให้คนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือการกระตุ้นความต้องการของตลาดด้วยการสร้างความเป็นมิตรต่อผู้ใช้จากภาคเอกชน เช่น
การอำนวยความสะดวกให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น หรือการสื่อสารและให้ความรู้แก่สาธารณชนให้ทราบถึงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เป็นต้น”

ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) มีความยินดีและพร้อมสนับสนุนนโยบายของรัฐ และทุกๆ ภาคส่วนในการเป็นส่วนหนี่งของการส่งเสริม สร้างสรรค์ และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ในระยะยาวให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งฐานการผลิตรถยนต์และโรงงานอัจฉริยะในไทย และการนำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญและความสามารถในการผลิตรถยนต์ใหม่ๆ รวมไปถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ตลอดจนนวัตกรรมอันล้ำสมัย และการเพิ่มการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาต่างๆ ตามมาตรฐานในระดับสากล เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตลาดประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน บริษัทยังพร้อมส่งเสริมสร้างทักษะ ฝีมือ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพด้านต่างๆ ให้กับบุคลากรไทย รวมไปถึงสร้างสรรค์กระบวนการผลิตที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) เพิ่มเฉดสีตัวถังใหม่ พร้อมปรับโฉมนวัตกรรมในการติดต่อสื่อสาร เพื่อเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ในการใช้งานแด่ลูกค้าปอร์เช่

0

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) และ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo เตรียมยกระดับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายรายการ การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเช่นเดียวกัน  การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ประกอบด้วย ฟังก์ชั่น Android Auto ในระบบ Porsche Communication Management (PCM) และการเพิ่มสีใหม่ด้วยเฉดสีพิเศษในรูปแบบ Paint to Sample และ Paint to Sample Plus สำหรับอุปกรณ์พิเศษเพื่อรองรับทางเลือกอันหลากหลายในการสร้างสรรค์รถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาทิ สี Rubystar  สุดคลาสสิกจากยุค 90  หรือเพิ่มความสดใสให้การขับขี่ด้วยสี Acid Green สำหรับ model year ใหม่ล่าสุดนี้จะได้รับการเผยโฉมต่อสายตาสาธารณชนภายในเดือนกันยายน

Kevin Giek รองประธานกรรมการผู้ดูแลโมเดล ไทคานน์  กล่าวว่า “การพัฒนาเทคโนโลยีในรถสปอร์ตของเราเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพัฒนาดังกล่าว ถือเป็นส่วนหนึ่งของ DNA ปอร์เช่  โดย ไทคานน์ (Taycan) เจเนอเรชั่นล่าสุด จะได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้วยฟังก์ชั่น  Android Auto ที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้อย่างไร้ขีดจำกัด  ซึ่งปัจจุบันรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ไทคานน์ (Taycan) ทุกรุ่น รวมถึงรุ่นตัวถังใหม่  ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) ที่เข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าของปอร์เช่ กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง พิสูจน์ได้จากตัวเลขยอดจองที่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกลุ่มลูกค้าปอร์เช่”

เทคโนโลยีสุดล้ำ ยกระดับการขับขี่ให้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ปอร์เช่ ไทคานน์ รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Taycan) จะไม่ถูกจำกัดด้วยข้อกำหนดด้าน homologated อีกต่อไป ดังนั้นจึงไม่มีการทดสอบพิสัยการเดินทางตามมาตรฐาน WLTP เพื่อหาค่าใหม่ อย่างไรก็ตามระยะทางที่รถไทคานน์ รุ่นล่าสุด สามารถขับขี่ได้จะตอบสนองต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น โดยผู้ครอบครองไทคานน์ (Taycan) จะได้รับประสบการณ์ใหม่ในการใช้งานจากข้อได้เปรียบของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี  ด้วยการพัฒนาระบบต่างๆ อาทิ  การขับขี่ในโหมด Normal และ Range ที่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าจะรับหน้าที่ส่งกำลังขับเคลื่อนทั้งหมด และจะลดกำลังขับลงบางส่วนเมื่ออยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ยิ่งไปกว่านั้น กำลังขับเคลื่อนจะไม่ถูกถ่ายทอดไปยังเพลาขับ ในขณะปล่อยไหล หรือจอดนิ่งอยู่กับที่ฟังก์ชั่น electric freewheel  จะช่วยลดอัตราการสิ้นเปลืองจากแรงต้านทานมอเตอร์   ซึ่งทำให้กำลังขับเคลื่อนกลับมาทำงานอีกครั้ง  ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วระดับมิลลิวินาที ทันทีที่ผู้ขับขี่ต้องการกำลังขับเคลื่อนที่มากขึ้นหรือมีการเปลี่ยนแปลงโหมดการขับขี่ นอกจากนี้ระบบจัดการอุณหภูมิ thermal management และฟังก์ชั่นการชาร์จพลังงานล้วนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

Android Auto: ผสานการทำงานเป็นหนึ่งเดียวกับระบบความบันเทิงภายในรถยนต์

ระบบ Porsche Communication Management (PCM) เจเนอเรชั่นที่ 6  ถูกติดตั้งลงในปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) นับตั้งแต่เปิดตัว ดังนั้น ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) จึงถือเป็นผู้บุกเบิกการเชื่อมต่อของโลกไร้พรมแดนได้อย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันภายในรถไทคานน์ ได้รวมฟังก์ชั่น Apple Music Apple Podcasts และ Android Auto บรรจุลงระบบ PCM  และApple CarPlay ที่รองรับการใช้งานร่วมกับ iPhone ซึ่งหมายความว่า ระบบ PCM สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ ที่มีระบบปฏิบัติการ Google Android ดังนั้นการทำงานของระบบ PCM หรือสั่งการด้วยเสียงผ่าน Google Assistant voice commands จะช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ หรือแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในขณะขับขี่รถยนต์อีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงระบบนำทางผ่านดาวเทียม satellite navigation ให้มีการประมวลผลรวดเร็วขึ้นส่งผลให้การค้นหาสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทาง หรือ points of interest (POI) การแสดงผลบนหน้าจอ การจัดลำดับภาพ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันระบบปฏิบัติการก็ได้รับการปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มเมนูสั่งการพิเศษ บริเวณฝั่งซ้ายของหน้าจอบนคอนโซลกลางจากเดิม 3 แถบเมนูสั่งการ เป็น 5 แถบเมนูสั่งการ รวมถึงการปรับเปลี่ยน การเรียงลำดับไอคอนต่างๆ ของผู้ขับขี่ได้อย่างอิสระ

ย้อนเวลาด้วยการสร้างสรรค์เฉดสีตัวถังใหม่ เพื่อตอกย้ำตัวตนที่ไม่เหมือนใครของคุณ

ยุค 90 ถือเป็นยุคทองของปอร์เช่ 964 (Porsche 964) รถสปอร์ตสุดคลาสสิกของปอร์เช่ ได้สร้างสรรค์เฉดสีตัวถังอันเจิดจรัสเอาไว้มากมาย เพียงวินาทีแรกที่เฉดสีตัวถังสะท้อนเข้าที่ดวงตาของบรรดาผู้หลงใหลในยนตกรรมสปอร์ตปอร์เช่ ก็สามารถทำให้พวกเขาเหล่านั้น ย้อนเวลากลับไประลึกถึงช่วงเวลาดังกล่าวได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง การเพิ่มเฉดสีตัวถังใหม่ถือเป็นโอกาสที่ดีในการหวนกลับมาเฉิดฉายของเฉดสีตัวถังในยุค 90  Porsche Exclusive Manufaktur  ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ การดำเนินงานเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์ของ ปอร์เช่ ไทคานน์ รุ่นใหม่ล่าสุด (The new Porsche Taycan) นำเสนอแพ็กเกจเฉดสีตัวถัง ในรูปแบบ Paint to Sample และ Paint to Sample Plus ให้แก่ลูกค้าปอร์เช่ ด้วยการเพิ่มเฉดสีตัวถังใหม่จากสีมาตรฐานเดิมถึง 17 สี พร้อมเฉดสีตัวถังพิเศษมากกว่า 65 สี ซึ่งเป็นการรวมสีที่มีในรถยนต์ปอร์เช่โดยเฉพาะ อาทิ  สี Moonlight,  สี Blue Metallic,  สี Acid Green,  สี Rubystar,  สี Riviera Blue และ สี Viola Metallic สำหรับรูปแบบ  Paint to Sample Plus ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือกเฉดสีที่ต้องการได้อย่างอิสระ และรองรับการจับคู่ระหว่าง รถไทคานน์ (Taycan) และอุปกรณ์ตกแต่งที่ชื่นชอบได้อีกด้วย

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) รถสปอร์ตไฟฟ้ายอดนิยม

ไทคานน์ (Taycan) ประสบความสำเร็จอย่างมากภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนหลังจากเปิดตัว ด้วยยอดส่งมอบมากกว่า 20,000 คัน ในครึ่งแรกของปี 2021 และปัจจุบันมียอดจำหน่ายสะสมใกล้เคียงกับสถิติยอดรวมทั้งปี 2020 ที่ผ่านมา ทำให้ยอดจำหน่ายของรถพลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์มีตัวเลขใกล้เคียงกับยอดจำหน่ายของรถสปอร์ตระดับตำนานอย่างปอร์เช่ 911 (Porsche 911) 

การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในส่วนของปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan)

เดือนเมษายน 2021 ที่ผ่านมา Kevin Giek เข้ามารับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร ภายใต้การดูแลส่วนงานของโมเดล ไทคานน์ (Taycan) แทน Stefan Weckbach  ซึ่งขณะนี้ย้ายไปดูแลส่วนงานด้านผลิตของปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) Kevin Giek ร่วมงานกับ Porsche AG มาเป็นระยะเวลา 18 ปี โดยเขามีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการจัดซื้อ และการจัดจ้าง สำหรับโครงการรถยนต์รุ่นใหม่ ด้วยบทบาทดังกล่าว จึงทำให้เขามีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) พร้อมทีมงานคุณภาพกว่า 190 ชีวิต

Kevin Giek มีหน้าที่ในการรับผิดชอบ รวมถึงดูแลกระบวนกาจัดจ้าง และการจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับติดตั้งในโรงงานแห่งใหม่ที่ Stuttgart-Zuffenhausen วิถีชีวิตในครอบครัวของเขา มีส่วนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้ามาปฏิบัติงานกับบริษัท โดยเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก Kevin Giek ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ติดตามบิดาเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบเครื่องยนต์ของ ปอร์เช่ สำหรับ Porsche aircraft engines  Kevin Giek  สำเร็จการศึกษาจาก University of Design, สาขาวิศวกรรมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ในเมือง Pforzheim

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต้อนรับนายกเยือนศูนย์การผลิตฯ แหลมฉบัง รายงานผลความคืบหน้า โครงการ “Factory Sandbox”

0

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสุชาติ ชมกลิ่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน คุณสุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน และคุณภัครธรณ์ เทียนไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและรับฟังการรายงานผลความคืบหน้าโครงการ Factory Sandbox พร้อมเยี่ยมเดินชมกิจกรรมการฉีดวัคซีนกลุ่มพนักงาน ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี โดยมี มร. โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) เข้าร่วมโครงการ Factory Sandbox บูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงแรงงานและโรงพยาบาลวิภาราม ณ ศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตพนักงาน รวมถึงการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการลดทอนปัญหาจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศ

มร. โมะริคาซุ ชกกิ ประธานคณะกรรมการบริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมคณะ ได้เข้ามาตรวจเยี่ยมและเป็นสักขีพยานในการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของเราภายใต้โครงการ Factory Sandbox ซึ่งโครงการนี้ เป็นมาตรการของรัฐที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและลดโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 ให้แก่พนักงาน ครอบครัวของพนักงาน และชุมชนโดยรอบ การช่วยเหลือชุมชนและสังคมให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของเรา ในฐานะที่เราเป็นพลเมืองของสังคมไทย โดยโครงการ Factory Sandbox ช่วยให้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ที่ผ่านมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มีแนวทางการปฏิบัติและมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดภายในโรงงานของเราอย่าง ‘เคร่งครัด’ และ ‘ต่อเนื่อง’ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายการ Work From Home การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล การล้างมือ รวมถึงการใช้แบบฟอร์มในการคัดกรองหรือ Online Screening และการตรวจ ATK เชิงรุกภายในสถานประกอบการ เพื่อตรวจคัดกรองภายในองค์กรเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนจัดสรรการฉีดวัคซีนแบบกลุ่ม ให้แก่พนักงานของเรา”

สำหรับขอบข่ายความร่วมมือภายใต้โครงการ Factory Sandbox กระทรวงแรงงานจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจและประเมินมาตรการการปฏิบัติตามแนวทางของโครงการฯ ของศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยที่แหลมฉบัง พร้อมรายงานผลการตรวจต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดชลบุรี ในขณะที่โรงพยาบาลวิภารามจะดำเนินการตรวจคัดกรองเชื้อโควิด-19 ให้พนักงานทั้งหมดภายในศูนย์การผลิตฯ รวมถึงคัดแยกผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาตามเกณฑ์กลุ่มสีและดำเนินการฉีดวัคซีนแก่พนักงานทุกคนที่ตรวจไม่พบเชื้อ โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะให้ความร่วมมือผ่านการจัดหาสถานที่กักตัวพนักงานที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูง ตลอดจนดำเนินการตามมาตรการและข้อปฏิบัติต่างๆ ที่ระบุไว้อย่างเคร่งครัด นับตั้งแต่การตรวจ รักษา ดูแล และควบคุม

สำหรับโปรแกรมการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย รวมถึงพนักงานของบริษัทซัพพลายเออร์ที่ทำงานในพื้นที่ของศูนย์การผลิตฯ จะมีการดำเนินการทั้งในส่วนภายใต้ข้อตกลงของโครงการ Factory Sandbox ที่วางเป้าหมายให้มีการฉีดวัคซีน แอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ให้แก่พนักงานที่มีคุณสมบัติครบตามกำหนด รวมกว่า 1,900 คน และในส่วนของบริษัทฯ เอง ที่มีการจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงานจากช่องทางต่างๆ ซึ่งด้วยการสนับสนุนของโครงการ Factory Sandbox ทำให้บริษัทฯ จะสามารถบรรลุเป้าหมายของการฉีดวัคซีนให้แก่พนักงานทุกคนจนครบ 2 เข็ม ภายในสิ้นปี 2564 นี้

ศูนย์การผลิตมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีความสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่นทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง และโรงงานผลิตเครื่องยนต์ 1 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 424,000 คันต่อปี สร้างการจ้างงานมากกว่า 6,200 ตำแหน่ง รวมถึงแรงงานในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรถยนต์อีกกว่า 400,000 คน อีกทั้งยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นด้วยฝีมือคนไทยเป็นรายแรก และถือเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกรถยนต์ของประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดการส่งออกรถยนต์สะสมแล้วมากกว่า 4.4 ล้านคัน (ตั้งแต่ปี 2531-2564) เพื่อการส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ โดยศูนย์การผลิตแห่งนี้ ยังเป็นศูนย์การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในสายการผลิตรถยนต์ โดยติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานที่มีกำลังการผลิตถึง 5 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ ยังมีการพัฒนารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ซึ่งเป็นรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสัญชาติญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย

ในปีนี้ ศูนย์การผลิตแหลมฉบังผลิตรถยนต์ครบ 6 ล้านคัน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยและจะยังคงเดินหน้าทำการผลิตภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาเสถียรภาพการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ท้าทายต่างๆ และร่วมเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่สร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอย่างยั่งยืน

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับ Ford Ranger Raptor X ลุยโคลนไปตามร่อง ที่เหลือ…ให้ระบบจัดการ!!!

0
Ford Ranger Raptor X Pic Open

Ford Ranger Raptor X กระบะพันธุ์แกร่งที่ได้รับการตกแต่งใหม่ โดยนำเทรนของรถแข่งจากทีมแข่งฟอร์ด พร้อมเพิ่มประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับการติดตั้งใหม่ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้งตามสไตล์ของคุณ การทดสอบในครั้งนี้จะโพกัสไปกับเส้นทางลุยหนัก และจะใช้ระบบ Terrain Management System ช่วยในการทำให้รอดพ้นจากอุปสรรคในทางโคลน ผลจะเป็นอย่างไร…ติดตามได้จากรายงาน

Ford Ranger Raptor X ถือเป็นรุ่นตกแต่งใหม่ในโอกาสครบรอบ 25 ปี ที่ บริษัท ฟอร์ด เซลส์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินกิจการมา ซึ่งวาระพิเศษนี้จึงได้ทำการตกแต่งกระบะพันธุ์แกร่งตัวลุยด้วยสติ๊กเกอร์รอบคันสไตล์ Over the Top พร้อมชุดหูลากด้านหน้าสีแดง

 Ford Ranger Raptor X 1

กระจังหน้าพร้อมกันชนรวมถึงคิ้วซุ้มล้อได้รับการตกแต่งใหม่ ในส่วนล้ออัลลอยหุ้มยาง BF Goodrich All-Terrain KO2 ขนาด 285/70 R17

Ford Ranger Raptor X 2

ชุดตกแต่งสีดำรอบคัน ติดตั้งที่มือจับประตูภายนอกและ กระจกมองข้าง ด้านหลังมีโรลบาร์ทรงเอ ฝาท้ายมีการติดตั้งระบบช่วยผ่อนแรง

Ford Ranger Raptor X 3

ภายในห้องโดยสาร ปรับปรุงเล็กน้อยด้วยการเดินตะเข็บด้ายสีแดงแทนสีน้ำเงิน วัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร Raceway Hydrographic มือเปิดประตูภายในห้องโดยสาร สีดำ Black Alley

Ford Ranger Raptor X 5

เบาะนั่งหุ้มหนัง ตรงกลางเป้นผ้ากำมะหยี่มีการปักฉลุ Raptor ในส่วนผู้ขับขี่ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า

Ford Ranger Raptor X 6

พวงมาลัยหุ้มหนังเย็บด้ายแดงเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น มีแป้นแพดเดิลชิฟท์อยู่ที่ด้านหลัง ชุดมาตรวัดเป็นจอ TFT ขนาด 4 นิ้ว

Ford Ranger Raptor X 7

จอกลางขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการซิงค์ 3 ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple Carplay และ android Auto

สำหรับเครื่องยนต์ไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนหรืออัพเกรด โดยใช้ขุมพลังดีเซล เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ที่สามารถปรับอัตราทดในรูปแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะช่วยในการตอบสนองต่อการใช้งาน และประหยัดเชื้อเพลิงไปในตัว

Ford Ranger Raptor X 8

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อมาพร้อมกับระบบ Terrain Management System ซึ่งประกอบไปด้วย 6 รูปแบบการใช้งานทั้ง Sport Normal Mud Glass Rock และ Baja พร้อมอาวุธลับจากเฟืองท้ายระบบ Elecltronic Locking Rear Differencial

Ford Ranger Raptor X 10

ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบวัตต์ ลิงค์ มากับโช๊คอัพและสปริงจาก Fox

Ford Ranger Raptor X 11

ตัวช่วยการขับขี่ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรมา ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control

มาเข้าสู่การทดสอบกันเลย ในครั้งนี้เป็นการลุยหนักบนสภาพทางโคลนซึ่งพระเอกของงานนี้ ต้องยกความดีความชอบไปให้กับระบบ Terrain Management System เพราะเพียงแค่ปรับโหมดไปตามสภาพเส้นทาง

Ford Ranger Raptor X 12

เริ่มออกเดินทางกันด้วยความครึ้มฟ้าครึ้มฝน ซึ่งก่อนหน้านี้ ฝนก็กระหน่ำจนจุดหมายปลายทางสาหัสขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากเส้นทางที่เป็นดินโคลน เสี่ยงต่อการติดหล่ม

การใช้งานบนทางหลวงถือว่าเป็นรถที่มีสมรรถนะทรงพลัง และอาจจะใหญ่โตจนคับช่องทางไปสักนิด แต่การควบคุมก็ทำได้อย่างมั่นใจ พร้อมการยึดเกาะถนนประสิทธิภาพสูงจากระบบรองรับของ Fox

Ford Ranger Raptor X 13

การเปลี่ยนเกียร์ในรูปแบบก้าวกระโดดที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และแป้นแพดเดิลชิฟท์บริเวณหลังพวงมาลัยมีขนาดใหญ่ สั่งการได้ถนัดมือ แต่อาจต้องสร้างความคุ้นเคยกับระบบเกียร์สักนิดในขณะถอนคันเร่ง

Ford Ranger Raptor X 14

พระเอกในทางลุยอย่างเทคโนโลยี Terrain Management System ที่ประกอบไปด้วย 6 รูปแบบการใช้งาน ในครั้งนี้จะไปอยู่ที่โหมด Baja เพราะใช้ความเร็วได้ และสภาพเส้นทางนั้นเละไปด้วยโคลน เรียกง่ายๆว่าเดินยังลำบาก

Ford Ranger Raptor X 14

แต่หากยังไม่มีแรงพอจะที่จะนำรถให้หลุดจากหล่มโคลน ระบบล๊อกเฟืองท้ายก็จะสามารถเพิ่มแรงตะกุย เพื่อให้พ้นอุปสรรคนั้นได้อย่างตลอดรอดฝั่ง

Ford Ranger Raptor X 15

ทริพนี้ถือเป็นการเคาะสนิมบนเส้นทางลุยที่ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากนัก เพราะระบบต่างๆที่มีมากับ Ford Ranger Raptor X นั้นสามารถช่วยให้ฟันฝ่าอุปสรรคหลากรูปแบบได้อย่างปลอดภัย

Ford Ranger Raptor X 16

การปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเพิ่มทันสมัยให้กับตัวรถ และมีอุปกรณ์เพิ่มเติมบางอย่างท่มีไว้สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง และราคาค่าตัว 1.729 ล้านบาท ปรับเพิ่มจากเดิม 30,000 บาทก็ถือว่าสมเหตุสมผล เพียงแต่หากมี Adaptive Cruise Control มาให้อีกสักระบบ ก็น่าจะเฟอร์เฟคมากยิ่งขึ้น

Ford Ranger Raptor X 18

ฟอร์ดเสริมแกร่งนวัตกรรุ่นใหม่ ในโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021 เปิดเวทีชวนเยาวชนส่งผลงานชิงทุนการศึกษารวม 840,000 บาท

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association – PDA) สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (Institute of Field Robotics – FIBO) และบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด เดินหน้าเสริมแกร่งเยาวชนไทยพัฒนาความคิดเชิงนวัตกรรมพลังบวก จัดโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021 เวทีประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์ ในหัวข้อ นวัตกรรมพลังบวกเพื่อโลกที่น่าอยู่ (Plus For A Better World Challenge) ชิงทุนการศึกษาจำนวน 20 ทุน มูลค่ารวม 840,000 บาท ซึ่งในปีนี้ได้ขยายขอบเขตของการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุม 3 มิติ คือ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและภัยพิบัติ นวัตกรรมเพื่ออาชีพและธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยนักศึกษาทั้งในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน – 31 ตุลาคม 2564

“ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวหน้า รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะเยาวชนนักคิดซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม โครงการที่เราจัดขึ้นในปีนี้มุ่งเน้นต่อยอดมอบโอกาสในนำความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไปพัฒนาให้เกิดขึ้นได้จริง สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ด ประเทศไทย ในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นนวัตกรรุ่นใหม่” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ฟอร์ดประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าว

ฟอร์ด ประเทศไทยได้สานต่อโครงการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์สำหรับเยาวชนมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2021 ในปีนี้จะมุ่งเน้นที่การสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ที่มีโอกาสต่อยอดให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเน้นการพัฒนาทักษะทางความคิดพร้อมทั้งเสริมประสบการณ์ให้แก่เยาวชนผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจากสถาบัน FIBO ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด และผู้เชี่ยวชาญด้านการทำการตลาดบนโลกออนไลน์จากทีวีบูรพา เพื่อเสริมแกร่งเยาวชนไทยให้เป็นนวัตกรพลังบวก โดยนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีสามารถส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันภายใต้หัวข้อ ‘นวัตกรรมพลังบวกเพื่อโลกที่น่าอยู่ (Plus For A Better World Challenge)’ ครอบคลุมถึง 3 มิติที่สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ได้แก่ นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ นวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและภัยพิบัติ และนวัตกรรมเพื่ออาชีพและธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยทีมนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกจำนวน 10 โครงงาน จะได้รับการเสริมพลังความรู้ด้านการออกแบบนวัตกรรม การทำการตลาดออนไลน์ และการพัฒนาเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ ผ่านคลาสฝึกอบรมออนไลน์ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้จริงในการปรับปรุงโครงงานที่จะนำเสนอในรอบตัดสิน โดยคณะกรรมการจะพิจารณาให้คะแนนโครงงานต่างๆ จากความคิดสร้างสรรค์ แนวโน้มในการนำโครงการไปพัฒนาต่อเป็นสิ่งประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปัญหาหรือส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมได้จริง และไม่ซ้ำกับผลงานที่ได้รางวัลในปีที่ผ่านมา

โครงการประกวดโครงงานสิ่งประดิษฐ์เสริมแกร่งนวัตกรพลังบวก Ford+ Innovator Scholarship 2021 จะมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ชนะในรอบสุดท้าย พร้อมทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษา รวมทั้งสิ้น 840,000 บาท จำนวน 20 ทุน รางวัลประกอบด้วย ทุนการศึกษาสำหรับทีมระดับอาชีวศึกษาและสถาบันฯ รวม 10 ทุน (5 ทีม) และทุนการศึกษาสำหรับทีมระดับอุดมศึกษาและสถาบันฯ รวม 10 ทุน (5 ทีม) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

รางวัลชนะเลิศ ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา อย่างละ 2 ทุน รวมเป็นเงิน 300,000 บาท

  • ทีมนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา: 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 50,000 บาท
  • ทีมนักศึกษาระดับอุดมศึกษา: 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 100,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 50,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา อย่างละ 2 ทุน รวมเป็นเงิน 240,000 บาท

  • ทีมนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา : 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 80,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 40,000 บาท
  • ทีมนักศึกษาระดับอุดมศึกษา : 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 80,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 40,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา อย่างละ 2 ทุน รวมเป็นเงิน 150,000 บาท

  • ทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา: 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาอาชีวศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 25,000 บาท
  • ทีมนักศึกษาอุดมศึกษา: 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 50,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาอุดมศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 1 ทุน มูลค่า 25,000 บาท

รางวัลชมเชย ระดับอาชีวศึกษาและระดับอุดมศึกษา อย่างละ 4 ทุน รวมเป็นเงิน 150,000 บาท

  • ทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา: 2 ทุนการศึกษา มูลค่าทุนละ 25,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาอาชีวศึกษาสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 2 ทุน ทุนละ 12,500 บาท
  • ทีมนักศึกษาอุดมศึกษา: 2 ทุนการศึกษา มูลค่าทุนละ 25,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
  • ทุนพัฒนาโครงงานสำหรับสถาบันการศึกษาอุดมสำหรับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัล: 2 ทุน ทุนละ 12,500 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ทั้งแบบเดี่ยวและแบบทีม ทีมละไม่เกิน 5 คน โดยดาวน์โหลดใบสมัครและติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทางเฟซบุ๊ก ฟอร์ด TVBurabha ทีวีบูรพา และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน – PDA ส่งใบสมัครพร้อมเอกสารโครงงานสิ่งประดิษฐ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน – 31 ตุลาคม 2564 ทางไปรษณีย์ที่ บริษัททีวีบูรพาจำกัดเลขที่ 246/8 ซอยโยธินพัฒนาแขวงคลองจั่นเขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 วงเล็บมุมซอง (Ford+ Innovator Scholarship 2021) พร้อมส่งไฟล์ข้อมูลสำรองมาที่ Email: pitchaya@tvburabha.com การประกาศผลงานที่เข้ารอบสุดท้าย 10 ทีม (ระดับอาชีวศึกษา 5 ทีม และระดับอุดมศึกษา 5 ทีม) จะมีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการได้ที่ คุณพิชญา จงวัฒนาพรชัย (จอย) ที่โทร. 0-2158-6122 ต่อ 624 หรือ 089-479-6214 โทรสาร 0-2158-6141 Email: pitchaya@tvburabha.com