Home Blog Page 345

ฮอนด้า จุดประกายโลกความฝันและจินตนาการของเด็กต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 ผ่านโครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2021 คิด(ส์) กระหึ่มโลก”

0

แม้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจจะทำให้เด็กไทยไม่สามารถออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านได้เหมือนก่อน แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ไม่สามารถปิดกั้นความฝัน จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ภายในเด็กทุกคนได้ ซึ่งการผลักดันความฝัน และการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ฮอนด้าพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จึงเดินหน้าสานต่อ โครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์” เป็นปีที่ 17 ผ่านออนไลน์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก โดยเชิญชวนเด็กไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ทั่วประเทศ ที่มีอายุไม่เกิน 12 ปี ส่งผลงานไอเดียสิ่งประดิษฐ์สุดสร้างสรรค์ ที่มีความแปลกใหม่และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ภายใต้แนวคิด “เปิดแคปซูลความฝัน ปลดปล่อยพลังแห่งจินตนาการ สานต่อไอเดียสุดสร้างสรรค์กับฮอนด้า” เพื่อชิงรางวัลโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา และโอกาสเดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศญี่ปุ่น*  น้อง ๆ ที่สนใจสามารถส่งผลงานได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-วันที่ 15 ธันวาคม 2564 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/hondasuperidea 

สำหรับโครงการ “ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2021 คิด(ส์) กระหึ่มโลก” ในครั้งนี้ แบ่งการแข่งขันออกเป็น 4 รอบ ได้แก่

  • รอบที่ 1: วาดภาพผลงานสิ่งประดิษฐ์จากจินตนาการบนกระดาษจินตนาการ สามารถดาวน์โหลดกระดาษจินตนาการได้ที่ www.facebook.com/hondasuperidea หรือ Line: @superidea หมดเขต
    รับผลงานวันที่ 15 ธันวาคม 2564 โดยจะคัดเลือกผลงานและประกาศ 100 ผลงานที่ผ่านเข้ารอบ 2 ในวันที่ 27 ธันวาคม 2564

  • รอบที่ 2: นำเสนอผลงานจากกระดาษจินตนาการในรูปแบบคลิปวิดีโอความยาว 3-5 นาที
    ส่งผลงานภายในวันที่ 14 มกราคม 2565 โดยจะคัดเลือก 15 ผลงานผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ และประกาศผลในวันที่ 26 มกราคม 2565

  • รอบที่ 3: กิจกรรม Super Idea Super Camp ผ่านระบบ Zoom Meeting ครั้งแรก ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2565 โดยเป็นห้องเรียนเสมือนจริงให้น้อง ๆ ได้พัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้หลักการทางวิทยาศาสตร์และศิลปะจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างโมเดลสำหรับผู้สร้างสรรค์ผลงานทั้ง 15 ผลงาน และจะได้รับทุนตั้งต้นเพื่อสร้างสรรค์แบบจำลองผลงานต้นแบบ เพื่อประกอบการนำเสนอในรอบชิงชนะเลิศต่อไป

  • รอบที่ 4: รอบชิงชนะเลิศโครงการ ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2021 คิด(ส์) กระหึ่มโลก
    ครั้งแรกของการตัดสินผ่านการวิดีโอคอลในระบบ Zoom Meeting ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565
    โดยผู้เข้ารอบทั้ง 15 ผลงานต้องนำเสนอผลงานของตนเอง พร้อมแบบจำลองผลงานต้นแบบ ผ่านคลิปวิดีโอ ความยาว 3-5 นาทีต่อผลงาน พร้อมตอบข้อซักถามต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน และจะทำการตัดสินคัดเลือกให้เหลือผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ 1 รางวัล ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จ
    พระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล ได้รับโล่รางวัลจากโครงการฯ โดยทั้ง 6 รางวัลจะได้ไปทัศนศึกษา
    ณ ประเทศญี่ปุ่น*

น้อง ๆ ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/hondasuperidea หรือติดต่อศูนย์ประสานงาน โครงการ ฮอนด้า ซูเปอร์ ไอเดีย คอนเทสต์ 2021 วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลาทำการ 9.00-18.00 น. หรือโทรศัพท์มือถือ 092-459-6513 หรือทาง LINE Official Account : @superidea

*หมายเหตุ: รางวัลอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของสถานการณ์และการตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ “Auto Motor Thailand” ตั้งแต่เวลา 23.00-23.30 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

เรื่องรถต้องรู้
– ทดลองขับ Mercedes-Benz S 350d AMG Premium อัครยานยนต์ที่ได้ทั้งความสะดวก สบาย และ เร้าใจ

Auto Motor Thailand 1

Auto Motor Thailand 2

ท่องโลกยานยนต์
– “บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย” เปิดตัว “บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่”

Auto Motor Thailand 3
– “ฟอร์ด” เสริมแกร่งด้านบริการ เปิดตัว “Ford Care”

Auto Motor Thailand 4
– “เปอโยฒ์ ประเทศไทย” เปิดตัว เปอโยฒ์ 3008 SUV ใหม่

Auto Motor Thailand 7

รู้ก่อนขับกับ…อีซูซุ
– การอุ่นเครื่่องยนต์จำเป็นแค่ไหน?

Auto Motor Thailand 9
ติดตามรับชมรายการ Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5 กด1 ตั้งแต่เวลา 23.00 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มาสด้าเผยคุณค่า CX-8 ครอสโอเวอร์เอสยูวีพรีเมี่ยม ตอบโจทย์ทุกรูปแบบของชีวิตสะท้อนรสนิยมเหนือระดับ

0

ปัจจุบัน หลายคนอาจกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบาย การขึ้นลงและเข้าออกทำได้สะดวก ขับขี่คล่องตัวทั้งในเมืองและการเดินทางไกล รองรับผู้โดยสารได้มากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไป จึงเกิดเป็นรถประเภทครอสโอเวอร์เอสยูวีขึ้นมา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เฉกเช่น “มาสด้า” ที่ได้พัฒนารถประเภทนี้ขึ้นมาหลายรุ่น ภายใต้ชื่อตระกูล CX-Series ซึ่งรวมถึงการถือกำเนิดขึ้นมาของ CX-8 ครอสโอเวอร์เอสยูวีระดับพรีเมี่ยม ทั้งแบบ 3 แถว 6 ที่นั่ง และแบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น หรือกำลังมองหารถที่โดยสารได้มากกว่า 5 ที่นั่ง ห้องโดยสารเงียบสงบ ระบบช่วงล่างมีความนุ่มนวล มีระบบความปลอดภัยสูง ซึ่งในประเทศไทยถือว่ามีตัวเลือกน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทที่ถูกดัดแปลงหรือพัฒนามาจากโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ หรือ PPV ส่งผลให้ไม่คล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมือง ผนวกกับช่วงล่างสไตล์รถกระบะ และความสูงของรถที่ส่งผลต่อความสะดวกในการขึ้น-ลงของผู้สูงอายุและเด็ก ดังนั้น CX-8 จึงเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในสังคมไทย โดยเฉพาะช่วงเวลาที่สำคัญของสมาชิกทุกคนในครอบครัวเพื่อก่อให้เกิดมิตรภาพและความอบอุ่นตลอดการเดินทาง

รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีมาสด้า CX-8 เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อช่วงปลายปี 2562 โดยเป็นรถเจเนอเรชั่นใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟอย่างเต็มรูปแบบ ถือเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานของลูกค้ามากที่สุด เพราะถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Era of 3-Row Crossover SUV” เป็นครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ระดับพรีเมี่ยมแบบ 3 แถว ที่ดีที่สุดในตลาดปัจจุบัน มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All” ทุกช่วงเวลา…มีค่าไม่สิ้นสุด เป็นยนตรกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้ออกไปใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขอบเขตและไม่สิ้นสุด และเข้ามาเติมเต็มความต้องการและการใช้ชีวิตของลูกค้าให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

1. คุณค่าด้านความสะดวกสบาย: The Finest Craftsmanship ทุกองค์ประกอบได้รับการออกแบบดุจงานศิลปะขั้นสูง ผ่านการคัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพสูงและเปี่ยมไปด้วยความพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด ซึ่งความโดดเด่นที่สำคัญของมาสด้า CX-8 คือเรื่องความสบายของห้องโดยสาร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 7 ที่นั่ง ในรุ่น 3 แถว 7 ที่นั่ง โดยถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของรถยนต์นั่งอย่างแท้จริง เพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด ทั้งในแง่ของพื้นที่การใช้งาน คุณภาพของห้องโดยสาร สมรรถนะในการขับขี่ที่เหนือกว่า ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่และความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ขับขี่กับรถ ตามหลัก “Human-Centric Development” ที่พัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ ที่นั่งในแถวที่ 2 และ 3 ก็สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย จึงทำให้มาสด้า CX-8 ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่ต้องการความนุ่มนวลและความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารให้ทุกการเดินทางไกลและการขับขี่ในเมืองเต็มไปด้วยความสุข นอกจากนี้ ห้องโดยสารก็ยังมีให้เลือกถึง 2 รูปแบบ ได้แก่ ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง ที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางมอบความสะดวกสบายในทุกอิริยาบถ และห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง ที่มาพร้อมที่นั่งแถวสองแบบ Captain Seat 2 ที่นั่ง แยกอิสระซ้าย-ขวา ที่ตอบโจทย์ความภูมิฐานและความพรีเมี่ยม รวมถึงมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

2. คุณค่าด้านการออกแบบที่งดงาม: Elegant and Comfort in Perfect Harmony ในด้านการออกแบบที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของทุกคนในครอบครัว มาสด้า CX-8 ยังคงความประณีตพิถีพิถัน ภายใต้ปรัชญา Kodo Design: Soul of Motion ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร โดยภายในเลือกใช้แต่วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แห่งความภูมิฐาน สง่างามและสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นโทนสีและวัสดุที่ใช้ตกแต่งภายในที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี การเลือกใช้วัสดุแบบ Real Wood และสีเงินซาตินโครม ผสานอย่างลงตัวกับเบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red ที่ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นให้กับทุกคนในครอบครัว สำหรับภายนอกก็โดดเด่นไม่ซ้ำแบบใคร ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าของรถที่โดดเด่นด้วยซิกเนเจอร์วิง การตกแต่งเสาบีและเสาซีด้วยวัสดุสีดำเปียโนและโครเมี่ยมที่ช่วยเพิ่มรูปลักษณ์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และไฟท้ายที่ตกแต่งอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมมีสีภายนอกให้เลือกมากถึง 6 สี

3. คุณค่าด้านสมรรถนะของเครื่องยนต์: Thrilling Performance ที่สุดของสมรรถนะความแรงที่เปี่ยมไปด้วยพลัง ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ CX-8 มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟอันเลื่องชื่อของมาสด้า ซึ่งมีให้เลือกถึง 2 เครื่องยนต์ ได้แก่ เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร ให้พละกำลังสูงถึง 190 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและแม่นยำด้วยนวัตกรรมในการส่งแรงบิดที่ยอดเยี่ยม และการทำงานที่ราบรื่นจนถึงรอบเครื่องยนต์สูง ในขณะที่มีเสียงรบกวนต่ำ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กิโลเมตรต่อลิตร และอีกหนึ่งเครื่องยนต์กับสกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร ให้พละกำลังสูงถึง 194 แรงม้า แรงบิด 258 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ที่ถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างดีเยี่ยม แม่นยำ และทรงพลัง ให้สมรรถนะการขับขี่ที่คล่องแคล่วและประหยัดน้ำมันได้ถึง 13.2 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอบโจทย์ทุกรูปแบบการขับขี่ไม่ว่าจะเป็นการขับในเมืองหรือการขับขี่ทางไกลที่ต้องใช้ความเร็วสูงก็ตาม

4. คุณค่าการควบคุมการขับขี่จากเทคโนโลยี SKYACTIV-VEHICLE DYNAMIC: More Control with Less Effort เพลิดเพลินกับทุกเส้นทางและมั่นใจในทุกการขับขี่ ด้วยเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ผสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคัน ให้ทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ทั้งความแรง ประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ที่ผลิตจากเหล็กกล้าคุณภาพสูง High Tensile Steel น้ำหนักเบาและแข็งแกร่ง ให้การควบคุมรถที่มั่นคง ช่วยลดแรงสะเทือนจากพื้นถนน และกระจายแรงปะทะที่จะเข้าสู่ห้องโดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ และช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวที่ยึดเกาะถนนมั่นคง ให้ความนุ่มนวลแก่ห้องโดยสาร พร้อมระบบบังคับเลี้ยวที่ช่วยให้เข้าโค้งได้แม่นยำ รวมถึงระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ (GVC) ที่ช่วยให้ทุกการขับขี่เป็นไปได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

5. คุณค่าด้านความพร้อมของเทคโนโลยีเพื่อความเพลิดเพลิน: Your World, at Your Fingertips ก้าวสู่ความเหนือระดับด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบสุนทรียภาพในการขับขี่ให้กับผู้โดยสารไปตลอดการเดินทาง มาสด้าจึงได้ติดตั้งเทคโนโลยีเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด Mazda Connect เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน ทั้งด้านธุรกิจและครอบครัว ด้วยการอัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือรับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟน ผ่านสัญญาณบลูทูธ พร้อมรองรับระบบ Apple CarPlay และระบบ Android Auto ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน และสามารถใช้งานฟังก์ชั่นสำคัญได้ โดยแสดงผลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander และสร้างสุนทรียภาพรอบทิศทางด้วยระบบเสียงคุณภาพ Bose® พร้อมลำโพง 10 ตำแหน่ง

6. คุณค่าด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย: Unconditional Confidence อีกระดับของความปลอดภัยระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสุดล้ำ i-Activsense ถึง 10 ระบบ ที่สามารถคาดการณ์และส่งสัญญาณเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ โดยระบบที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น ได้แก่ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert) เป็นต้น พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Active Safety) และความปลอดภัยเชิงปกป้องเมื่อเกิดเหตุ (Passive Safety) พร้อมระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยรวม 6 ตำแหน่ง ที่ช่วยทั้งป้องกันและปกป้องคนที่คุณรักไปตลอดการเดินทาง

จากคุณค่าที่เพียบพร้อมเหล่านี้ จึงทำให้มาสด้า CX-8 กลายเป็นหนึ่งในรถครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นที่ดีที่สุดของมาสด้า และเป็นรถยนต์ในระดับชั้นแนวหน้าของโลก และเมื่อเร็วๆ นี้ มาสด้า CX-8 ก็ได้สร้างชื่อเสียงในประเทศไทย ด้วยการคว้ารางวัล Thailand Car of the Year ประจำปี 2564 ประเภท Best Diesel SUV Under 2,500 C.C. และ Best Petrol SUV Under 2,500 C.C มาครองได้สำเร็จ อีกด้วย ทั้งนี้ มาสด้า CX-8 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น และมีราคาเริ่มต้นเพียง 1,599,000 บาท เท่านั้น ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมรถยนต์มาสด้าทั่วประเทศ หรือ เว็บไซต์ www.mazda.co.th

ปอร์เช่ ประเทศไทย เปิดตัว ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเปทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เอาใจเหล่าแฟนพันธุ์แท้ปอร์เช่ เผยโฉม ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ยนตรกรรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์เวอร์ชั่นแรกของแบรนด์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้ “Concept: Soul, Electrified” ในรูปแบบการถ่ายทอดสดออนไลน์ Virtual Regional Premiere วันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564  ผ่านช่องทาง Facebook Porsche Thailand

คุณวุฒิกร อินทรภูวศักดิ์ ประธานบริหาร บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิสในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ เริ่มต้นกิจการด้วยยอดส่งมอบรถยนต์ปอร์เช่ ในหลัก 10 คันจนมาถึงหลัก 1,000 คันได้เมื่อช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงความเชื่อมั่นจากลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ปอร์เช่ และองค์กรของเรามาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี สำหรับวันนี้ เอเอเอสฯ ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าด้วย ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่”

คุณปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “ปอร์เช่ได้สร้างสถิติใหม่ใน 6 เดือนแรกของปี 2021 ด้วยมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 31% จากการส่งมอบรถใหม่จำนวน 153,000 คันทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เอเชีย แปซิฟิค ปอร์เช่มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้น 87% สำหรับที่ปอร์เช่ ประเทศไทย มียอดส่งมอบรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 122% จากปีที่แล้ว โดยเอเอเอสฯ เริ่มมีการส่งมอบไทคานน์ตั้งแต่ต้นปีนี้ และจนถึงปัจจุบันสามารถส่งมอ ไทคานน์ (Taycan) ไปแล้วประมาณ 300 คัน ซึ่ง 71% ของลูกค้าที่ซื้อไทคานน์เป็นลูกค้ารายใหม่ของแบรนด์นอกจากนี้เรายังมีความตั้งใจในการดำเนินการจัดตั้งศูนย์บริการ เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าปอร์เช่ในกรุงเทพฯ และประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต”

ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่  (The new Taycan Cross Turismo) เข้ามาเสริมทัพให้แก่ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ในเวอร์ชั่นออฟโรด (off-road) นับว่าเป็นการต่อยอดความสำเร็จอย่างงดงามบนเส้นทางของการพัฒนายนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ไทคานน์ (Taycan) โดยยังคงรักษาไว้ซึ่งความโดดเด่นจากนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแรงดัน 800 โวลต์  และมีช่วงล่างที่ประกอบไปด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all wheel drive และระบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension รองรับสมรรถนะการขับขี่ รองรับสมรรถนะการขับขี่รูปเเบบสปอร์ตบนเส้นทาง off-road และ on road พื้นที่เหนือศีรษะภายในห้องโดยสาร

ตอนหลังที่เพิ่มขึ้นถึง 47 มิลลิเมตร รวมทั้งพื้นที่ท้ายรถมีความจุุมากขึ้้นกว่า 1,200 ลิตร มาพร้อมกับฝาท้ายขนาดใหญ่  เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นในการบรรจุสัมภาระนี่คืออรรถประโยชน์ที่่ได้จาก ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์ตัวจริง

รููปลักษณ์ภายนอกของ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) มีความใกล้เคียงอย่างยิ่ง กับรถยนต์ต้นแบบ Mission E Cross Turismo concept study โดยรวมของตัวรถถูกกำหนดด้วยเส้นโค้งของแนวหลังคาที่ลาดยาวจรดท้ายให้อารมณ์สปอร์ตเต็มตัว ซึ่งเส้นดังกล่าวมีชื่อเรียกจากบรรดานักออกแบบของปอร์เช่ว่า ‘flyline’ ภายนอกที่บ่งบอกความเป็นออฟโรด (off-road) ประกอบไป ด้วยซุ้มล้อ ชิ้นส่วนด้านล่างของกันชนหน้าและหลัง สเกิร์ตด้านข้างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นเดียวกันกับชุดแต่ง ออฟโรด ดีไซน์ แพ็กเกจ (Off-Road Design Package) รวมไปถึงครีบดักอากาศพิเศษบริเวณมุมกันชนหน้า กันชนหลังและส่วนท้ายของสเกิร์ตข้าง ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งหมดนี้้ช่วยเสริมให้รููปลักษณ์ภายนอกของ ตัวรถมีความแข็งแกร่ง รวมถึงมีช่วยส่วนในการป้องกันการกระแทกจากเศษหินในขณะขับขี่บนทางฝุ่น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน ปอร์เช่ได้พัฒนาอุุปกรณ์ขนย้ายสำหรับ ติดตั้งจักรยานไว้บริเวณท้ายรถสูงสุดถึง 3 คัน ด้วยประสิทธิภาพจุดยึดแบบ universal จึงใช้งานได้กับรถจักรยานหลากหลายแบบ ฝาท้ายสามารถเปิดได้ แม้ในขณะที่ยังขนจักรยานอยู่ นี่คือหนึ่งในนวัตกรรมสุดล้ำที่มากับไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo)

ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) กับทางเลือกที่หลากหลายถึง 3 รุ่น ในประเทศไทย

ซึ่งมาพร้อมกับชุดเก็บพลังงาน Performance Battery Plus ที่ให้กำลังสูงสุด 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งได้รับการติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอันประกอบด้วย รุ่นต่างๆ  ดังต่อไปนี้

  • ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม (Taycan 4 Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 476 แรงม้า (350 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 389 – 456 กิโลเมตร
  • ไทคานน์ 4เอส ครอส ทัวริสโม (Taycan 4S Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 490 แรงม้า (360 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 571 แรงม้า (420 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 388 – 452 กิโลเมตร
  • ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม (Taycan Turbo Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 625 แรงม้า (460 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 395 – 452 กิโลเมตร 

ราคา

ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ราคาเริ่มต้น 6.79 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ทั้ง 4 สาขา โดยบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เปิดตัวโปรเจกต์ BMW R18 Custom จับมือสำนักแต่งรถวินเทจ ลุยจุดประกายให้วงการนักแต่งมอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิก

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ชวน Smiths Vintage Club สำนักมอเตอร์ไซค์คัสตอมอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มาร่วมกันจุดประกายให้กับวงการนักแต่งรถสไตล์วินเทจ ด้วยการเปิดตัวโปรเจกต์สุดพิเศษ บีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom ต่อยอดจากรถครูซเซอร์รุ่นดั้งเดิมที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในทุกอณู

บีเอ็มดับเบิลยู R18 เป็นมอเตอร์ไซค์ครูซเซอร์ดีไซน์คลาสสิกที่นำเอาดีเอ็นเอจากรถต้นแบบอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู Concept R5 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากบีเอ็มดับเบิลยู R5 รุ่นเดิมจากเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว กลับมาชุบชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่ เจาะตลาดกลุ่มผู้ชื่นชอบรถทรงคลาสสิก สำหรับการออกแบบตัวรถ ไม่ได้มีเพียงรูปทรงที่ดูย้อนยุคเท่านั้น แต่ยังยกมาทั้งดีไซน์ของท่อไอเสีย บังโคลนแบบคลาสสิค รวมถึงระบบต่างๆ เช่นเพลาขับเคลื่อน ซึ่งย้อนกลับไปใช้องค์ประกอบและรูปแบบในแนวเดียวกันรุ่นดั้งเดิม ในลุคใหม่ที่คุมโทนสีดำ ตัดกับความเงาของโครเมี่ยมได้อย่างลงตัว

ในเมื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้เชื่อมั่นในพลังของเครื่องยนต์บ็อกเซอร์มาตั้งแต่ปี 1923 เราจึงนำเครื่องยนต์บ็อกเซอร์สองสูบที่ทรงพลังที่สุดของเราด้วยขนาด 1,802 cc มาเป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู R18 มอบพละกำลัง 91 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดถึง 158 นิวตันเมตรที่ 3,000 รอบต่อนาที ทั้งยังผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาผสานกับกลิ่นอายของการขับขี่มอเตอร์ไซค์แบบคลาสสิกได้อย่างลงตัว

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom คันพิเศษนี้ จะถูกปรับแต่งโดย Smiths Vintage Club ไลฟ์สไตล์แบรนด์ระดับแถวหน้าที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ชื่นชอบความวินเทจและคนรักมอเตอร์ไซค์คลาสสิก ด้วยตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้ก่อตั้งอย่าง “สัน–สรวิสิษฎ์ บรรจงลักษมี” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคอมมิวนิตี้ยอดฮิตสำหรับวินเทจไบค์เกอร์ในมหานครแห่งนี้

ชื่อของ Smiths Vintage Club มีที่มาจากวงร็อคอังกฤษ “The Smiths” ที่โด่งดังในช่วงทศวรรษ 1980s และเป็นวงโปรดของคุณสัน นอกจากความรักในเพลงร็อคแล้ว แน่นอนว่าคุณสันเป็นผู้ที่ชื่นชอบมอเตอร์ไซค์เป็นอย่างมาก และยังเป็นเจ้าของรถคัสตอมหลากหลายรุ่น ซึ่งทำให้การเลือกรถเข้ามาแต่งแต่ละคันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยด้วยความคลาสสิกและหายากของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู R100, R51, หรือ R90S และนอกเหนือจากการแต่งรถแล้ว มอเตอร์ไซค์บางคันของคุณสันยังถูกนำไปปรับปรุงเครื่องยนต์เพื่อเป็นรถแข่งเต็มตัว ก่อนจะส่งไปลงสนามภายใต้สังกัดทีม Smiths Vintage Club และถึงกับเคยคว้าแชมป์ด้วยการเอาชนะมอเตอร์ไซค์รุ่นปัจจุบันมาแล้ว

เมื่อถามถึงรถแต่งคันโปรดของคุณสัน หนึ่งในไฮไลท์จากคอลเลกชันของเขาก็คือ บีเอ็มดับเบิลยู R68 ปี 1954 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรุ่นระดับตำนานที่มีจำนวนการผลิตน้อยมาก เพียงราว 1,800 คันเท่านั้น โดยคุณสันได้นำรถหายากคันนี้มาแต่งใหม่ ยกเอาท่อไอเสียขึ้นไปอยู่ด้านบนให้เหมือนกับเป็นรถแข่ง ส่วนอีกหนึ่งคันโปรดอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู R100 RS ปี 1980 ซึ่งเป็นรุ่นที่นิยมไม่น้อยในวงการนักแต่งคัสตอมไบค์ และทางคุณสันเองก็ได้นำมาแต่งแบบทำใหม่หมดในทุกรายละเอียดเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ยางรถ

โปรเจกต์ บีเอ็มดับเบิลยู R18 Custom นี้ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการสเก็ตช์ภาพเพื่อให้งานออกแบบสามารถดึงตัวตนของความเป็น Smiths Vintage Club ออกมาได้มากที่สุด และต่อยอดจากความคลาสสิกของตัวรถเองอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะเริ่มลงมือสร้างผลงานจริงต่อไป มาติดตามดูกันว่าผลงานการสรรสร้าง BMW R18 Custom จาก Smiths Vintage Club จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสามารถอัปเดทความเคลื่อนไหวของโปรเจกต์นี้ได้เร็วๆนี้ ที่ Facebook BMW Motorrad Thailand

โตโยต้า ประกาศผลผู้ชนะการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแสดงความยินดีกับนักกีฬา e-Motrorsports ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเสมือนจริง “Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand” เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมแข่งขันระดับเอเซียแปซิฟิค ณ Toyota Driving Experience Park บางนา กม.3

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนการกีฬาของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของการสนับสนุนนักกีฬา ตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องไปจนถึงนักกีฬาระดับอาชีพ รวมไปถึงการเป็นผู้จัดการแข่งขัน และหนึ่งในนั้นคือกีฬา Motor Sport ที่โตโยต้าเป็นผู้บุกเบิกในประเทศไทย มากว่า 35 ปี ด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างประสบการณ์อันสนุกสนาน ให้แก่ผู้รักกีฬา Motor Sport พร้อมความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการ Motor Sport ของไทย ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  ส่งผลให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการ Motor Sport ของไทยได้อย่างแท้จริง

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่าโตโยต้ามีความเกี่ยวข้องกับกีฬามอเตอร์สปอร์ตมาอย่างยาวนาน โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาโตโยต้าทั่วโลกในการ “พัฒนายนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” ตามแนวคิดที่ว่า “ถนนฝึกฝนคน และคนสร้างรถ” หรือ “Roads build people, and people build cars” จากแนวคิดดังกล่าวของ Toyota Gazoo Racing ได้เปิดมุมมองในการผลิตรถยนต์ให้เหนือความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งความคิดริเริ่มนี้ได้รับการถ่ายทอดมาจาก DNA ของมอเตอร์สปอร์ต เพื่อส่งต่อไปยังการพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น GR Series”

ในวันนี้โตโยต้าได้ต่อยอดความสำเร็จสู่วงการ  e-Motorsports เพื่อตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์โลก พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ผู้มีความชื่นชอบในกีฬาแข่งรถ ได้สัมผัสประสบการณ์อันตื่นเต้น    เร้าใจ กับความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง ภายใต้กิจกรรม e-Motorsports ของ ผ่านการแข่งขัน Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 ในเกม Gran Turismo Sport บน Play Station 4 และ 5 ด้วยการทดสอบสมรรถนะ ความสมดุล และความคล่องตัวของรถ Toyota GR ในหลากหลายรุ่น อาทิ รถสปอร์ตในตำนาน Toyota GR Supra หรือ รถสปอร์ตสายพันธุ์แชมป์แรลลี่โลก Toyota GR Yaris จนสามารถหานักแข่งที่ทำคะแนนสะสมได้สูงสุด  3 คน เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันระดับ Asia pacific ในเดือนตุลาคม พร้อมรับเงินรางวัลพิเศษ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60,000 บาท

การแข่งขัน e-Motorsports ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักของ Toyota Gazoo Racing ซึ่งนำความเร้าใจมาสู่ผู้ที่ชื่นชอบรถ และความตื่นเต้นให้กับผู้คนที่มองหาความท้าทายใหม่ๆ ในโลกเสมือนจริง และยังเป็นการสร้างประสบการณ์ และการเรียนรู้แบบ Real time จากกิจกรรม Motor sport ของ TOYOTA GAZOO Racing ผ่านระบบออนไลน์ สำหรับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ คือการแข่งขันในรูปแบบ One Make Race ในเกมส์ Gran Turismo Sport ของเครื่อง PlayStation 4 และ 5 ซึ่งการแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศนั้น จัดขึ้นใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินเดีย มาเลเซีย รวมถึง 3 ประเทศใหม่ที่เข้าร่วมแข่งขันในปีนี้ คือ เกาหลีใต้  อินโดนีเซีย และพม่า โดยผู้ที่ผ่านรอบคัดเลือกในระดับประเทศ จะได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ Asia Pacific และระดับโลกในลำดับต่อไป สำหรับรายการ GR Supra GT Cup ถือเป็นรายการแข่งขันที่เฟ้นหานักแข่งรถในโลกเสมือนจริงที่มีฝีมือดีที่สุด รวมถึงยังเป็นรายการที่ได้รับความนิยมจากแฟนมอเตอร์สปอร์ต และ Gamer ตัวยงจากทั่วโลก มารวมตัวกันเพื่อสัมผัสประสบการณ์การแข่งขันรถยนต์กับโตโยต้า ซึ่งในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าชมการแข่งขันจากทั่วโลกกว่า 2.7 ล้านครั้ง

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวให้กำลังใจผู้เข้าร่วมการแข่งขันว่า “ผมขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ผู้ชนะการแข่งขันทั้ง 3 คน ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขันรอบ Asia Pacific จนสามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมป์โลกได้อย่างราบรื่น ส่วนน้องๆ ที่พลาดโอกาสสำหรับการแข่งขันในปีนี้ ผมขอให้ทุกคนมุ่งมั่นต่อไป และหวังว่าในอนาคตจะได้เป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อก้าวขึ้นเป็นสุดยอดนักกีฬา e-Motorsports นักขับของเอเชีย และในระดับโลกต่อไป”

โตโยต้า ขับเคลื่อนความสุข

ผลการแข่งขันกีฬา e-Motrorsports รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทย

รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเสมือนจริง Toyota Gazoo Racing GT Cup 2021 Thailand

  • ผู้ชนะเลิศ นายณัฐยศ ศิริกายะ
  • รองชนะเลิศอันดับ 1   นายวศิน เกิดพิทักษ์
  • รองชนะเลิศอันดับ 2 นายธนภัทร พวงพัฒน์

ฟอร์ด จับมือพีดีเอส่งโครงการ ‘ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต’ ปี 2 ช่วยชาวบ้าน 250 ครัวเรือนสร้างอาชีพสู้โควิดแบบเร่งด่วน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association หรือ PDA) สานต่อโครงการฝึกอบรมอาชีพสร้างอาชีพสู้โควิด-19 แบบเร่งด่วนในโครงการ ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต (Regenerating Life) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในอาชีพเกษตรควบคู่ไปกับการเสริมทักษะทักษาด้านดิจิทัล เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้เพื่อการขายสินค้าในโลกออนไลน์ ให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จำนวน 250 ครัวเรือนใน 11 จังหวัด ทั่วประเทศ

“ฟอร์ดตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดกับชุมชนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เราจึงได้ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนจัดทำโครงการ ‘ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต’ ขึ้นเป็นปีที่ 2 เพราะเราเล็งเห็นว่าการมอบองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาวให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสูญเสียรายได้ในช่วงโควิด-19 ได้ โดยจะเน้นหลักสูตรที่เรียนรู้ง่ายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมนำความรู้ที่ได้มาสร้างโอกาสในการหารายได้ให้กับครอบครัวได้ทันที โดยมีทีมงานและวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ในชุมชนมาร่วมถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าว

ในการฝึกอบรมกลุ่มแรกที่ศูนย์มีชัย จังหวัดขอนแก่น ผู้เข้าอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะดิจิทัลผ่านการฝึกอบรมในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีเพื่อการขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง  โดยมีวิทยากรซึ่งเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านสวนเบญจมงคลมินิฟาร์ม’ มาร่วมถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์จากการทำเกษตรพอเพียงและการทำธุรกิจในช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมอาชีพเกษตรยังได้รับการฝึกอบรมผ่านการปฏิบัติจริงใน 4 ฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย การเตรียมดินและการเพาะปลูกผักและพันธุ์กล้าไม้ การเพาะเห็ดและการดูแลรักษา การเพาะถั่วงอก รวมถึงการเพาะทานตะวันงอก เมื่อจบการฝึกอบรม ผู้ที่เข้าร่วมจะได้รับอุปกรณ์และเครื่องมือในการประกอบอาชีพเบื้องต้น ได้แก่ ชุดเพาะเห็ดนางฟ้า ชุดเพาะถั่วงอกและชุดเพาะทานตะวันงอก กล้าพืชผักสวนครัว และชุดป้องกันโควิด-19 เพื่อนำไปใช้จุนเจือการบริโภคในครัวเรือนหรือสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ทันที

ฟอร์ดมุ่งมั่นที่จะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วประเทศไทยในหลากหลายมิติ โดยในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายกิจกรรม สำหรับโครงการ ‘ฟอร์ดฟื้นฟูชีวิต’ ฟอร์ด ประเทศไทย ได้สนับสนุนงบประมาณราว 930,000 บาทในการจัดอบรมเพื่อมอบองค์ความรู้ในด้านการสร้างอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วน เพื่อช่วยให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้มีช่องทางในการหารายได้ ซึ่งมีเป้าหมายฝึกอบรมให้ชาวบ้านกว่า 250 ครอบครัว ภายในปีนี้

ตลาดรถยนต์สิงหาคมอยู่ในช่วง Low season ยอดขายรวม 42,176 คัน ลดลง 38.8%

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนสิงหาคม 2564 ชะลอตัวทุกเซ็กเมนท์ในช่วง Low Season โดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 42,176 คัน ลดลง 38.8%ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 13,845 คัน ลดลง 35% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 28,331 คัน ลดลง 40.5% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 21,875 คัน ลดลง 40.9% 

  • ประเด็นสำคัญ

     ตลาดรถยนต์เดือนสิงหาคม 2564 มีปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 38.8% โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 35% ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 40.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากความวิตกกังวลต่อภาวะการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งเป็นการระบาดของสายพันธุ์ Delta ที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การโควิด-19 (ศบค.)ขยายพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดมากขึ้น เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และภาคธุรกิจต่างๆ ส่งผลให้ผูบริโภคส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ภายในประเทศและรัดกุมเรื่องการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น ประกอบกับช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วง Low season ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการขายรถยนต์อีกด้วย

ตลาดรถยนต์ในเดือนกันยายนมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากความกังวลต่อสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 รวมทั้งการออกมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ต้องชะลอ หรือเลื่อนกำหนดการออกไป รวมไปถึงสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทำให้ประชาชนเดือดร้อน ด้วยหลายเหตุปัจจัยต่างๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม และกระทบความสามารถในการซื้อรถยนต์ของลูกค้าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดียังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ จะฟื้นตัวดีขึ้นจากความพยายามของภาครัฐในการแก้ไขปัญหา และการประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 รวมทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างกำลังซื้อของผู้บริโภคให้ฟื้นคืนกลับมาโดยเร็ว

  • ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนสิงหาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 42,176 คัน ลดลง 8%
อันดับที่ 1 โตโยต้า12,364 คัน ลดลง42.8%ส่วนแบ่งตลาด 29.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ11,035 คันลดลง33.4%ส่วนแบ่งตลาด 26.2%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า5,345 คันลดลง37.9%ส่วนแบ่งตลาด 12.7%
  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 13,845 คัน ลดลง 35%
อันดับที่ 1 ฮอนด้า4,906 คันลดลง30.9%ส่วนแบ่งตลาด 35.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า3,694 คันลดลง30.0%ส่วนแบ่งตลาด 26.7%
อันดับที่ 3 มาสด้า1,061 คัน ลดลง49.6%ส่วนแบ่งตลาด  7.7%
  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 28,331 คัน ลดลง 5%
อันดับที่ 1 อีซูซุ11,035 คัน ลดลง 33.4%ส่วนแบ่งตลาด 39.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า8,670 คันลดลง 46.9%ส่วนแบ่งตลาด 30.6%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด2,012 คันลดลง23.3%ส่วนแบ่งตลาด  7.1%
รุ่น Hi-floor                                                              
  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*) ปริมาณการขาย 21,875 คัน ลดลง 40.9%
อันดับที่ 1 อีซูซุ9,638 คัน ลดลง  36.9%ส่วนแบ่งตลาด 44.1%
อันดับที่ 2 โตโยต้า7,754 คันลดลง42.8%ส่วนแบ่งตลาด 35.4%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด2,012 คันลดลง23.3% ส่วนแบ่งตลาด  9.2%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 2,487 คัน โตโยต้า 1,114 คัน – อีซูซุ 687 คัน – มิตซูบิชิ 278 คัน – ฟอร์ด 250  คัน – นิสสัน 158 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 19,388 คัน ลดลง 7%
อันดับที่ 1 อีซูซุ8,951 คัน ลดลง39.8%ส่วนแบ่งตลาด 46.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า6,640 คันลดลง 43.8%ส่วนแบ่งตลาด 34.2%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด1,762 คันลดลง 15.7% ส่วนแบ่งตลาด  9.1%   

 

  • สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – สิงหาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 467,809 คัน เพิ่มขึ้น 4%
อันดับที่ 1 โตโยต้า146,589 คัน เพิ่มขึ้น9.9%ส่วนแบ่งตลาด 31.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ117,880 คัน เพิ่มขึ้น9.1%ส่วนแบ่งตลาด  25.2%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า55,018 คันลดลง1.7% ส่วนแบ่งตลาด 11.8%
  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 150,885 คัน ลดลง 4%
อันดับที่ 1 ฮอนด้า47,557 คัน  เพิ่มขึ้น1.5%ส่วนแบ่งตลาด 31.5%
อันดับที่ 2 โตโยต้า37,864 คันลดลง 5.9%ส่วนแบ่งตลาด 25.1%
อันดับที่ 3 มาสด้า13,235 คัน  ลดลง9.4%ส่วนแบ่งตลาด  8.8%
  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 316,924 คัน เพิ่มขึ้น 6%
อันดับที่ 1 อีซูซุ117,880 คัน เพิ่มขึ้น9.1% ส่วนแบ่งตลาด 37.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า108,725 คันเพิ่มขึ้น 16.7%ส่วนแบ่งตลาด 34.3%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด20,429 คันเพิ่มขึ้น 24.1%ส่วนแบ่งตลาด  6.4%
รุ่น Lo-Floor
  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*) ปริมาณการขาย 246,625 คัน เพิ่มขึ้น 4.4%                           
อันดับที่ 1 อีซูซุ107,060 คันเพิ่มขึ้น6.9%ส่วนแบ่งตลาด 43.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า92,458 คัน เพิ่มขึ้น15.2%ส่วนแบ่งตลาด 37.5%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด20,429 คัน  เพิ่มขึ้น24.1%ส่วนแบ่งตลาด  8.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 33,123 คัน โตโยต้า 14,525 คัน – อีซูซุ 11,022 คัน – มิตซูบิชิ 4,204 คัน – ฟอร์ด 3,015 คัน – นิสสัน 357 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 213,502 คัน เพิ่มขึ้น 5%
อันดับที่ 1 อีซูซุ96,038 คัน ลดลง 0.3%ส่วนแบ่งตลาด 45.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า77,933 คันเพิ่มขึ้น 9.9%ส่วนแบ่งตลาด 36.5%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด17,414 คัน เพิ่มขึ้น30.0%ส่วนแบ่งตลาด 8.2%  

                             

ฟอร์ดรุกเสริมแกร่งด้านบริการเปิดตัวฟอร์ดแคร์ มอบความอุ่นใจด้วยโปรแกรมแพ็กเกจขยายรับประกัน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวโปรแกรมฟอร์ดแคร์ (FORD CARE) โปรแกรมการขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ในรูปแบบสมาชิกที่มอบการดูแลและคุ้มครองรถของลูกค้าแบบครบวงจร พร้อมมอบความสบายใจในการถือครองรถยนต์ฟอร์ดในระยะยาว โดยฟอร์ดแคร์จะให้การคุ้มครองต่อเนื่องเมื่อการรับประกันรถใหม่จากโรงงานสิ้นสุดลง เพื่อให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ฟอร์ดแคร์ มี 2 แพ็กเกจหลักให้เลือกคือ โกลด์ แพ็กเกจ (Gold Package) และไดรฟไลน์ แพ็กเกจ (Driveline Package) ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าสมาชิก พิเศษรับทันทีส่วนลดมูลค่า 1,500 บาทเมื่อเลือกซื้อโปรแกรมฟอร์ดแคร์ภายใน 31 ธันวาคม 2564

“ฟอร์ดให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว เราใส่ใจในทุกรายละเอียด และมุ่งมั่นพัฒนาบริการที่มีอยู่ให้ตอบสนองลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มบริการใหม่ๆ ให้ครอบคลุมสิ่งที่ลูกค้าฟอร์ดต้องการ การเปิดตัวโปรแกรมฟอร์ดแคร์เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเรา ซึ่งเรามุ่งหวังให้โปรแกรมฟอร์ดแคร์ช่วยสร้างความมั่นใจ และลดความกังวลใจของลูกค้าในการถือครองรถระยะยาว” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

โปรแกรมฟอร์ดแคร์ ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อมอบความคุ้มครองรถที่มุ่งเน้นมอบความอุ่นใจให้ลูกค้าสมาชิก โดยการขยายระยะรับประกันจะมีผลทันทีเมื่อการรับประกันรถใหม่สิ้นสุดลง โปรแกรมฟอร์ดแคร์ ประกอบด้วย โกลด์ แพ็เกจ (Gold Package) ซึ่งจะให้การคุ้มครองที่ครอบคลุม 13 กลุ่มอะไหล่ ซึ่งนับเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ของตัวรถมากกว่า 1,000 รายการ และครอบคลุมถึงระบบเครื่องเสียง และระบบไฮเทคโนโลยี เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ติดมาพร้อมกับรถยนต์จากโรงงาน รวมถึงเคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนั้น และไดรฟไลน์ แพ็เกจ (Driveline Package) จะให้ความคุ้มครองครอบคลุม 5 กลุ่มอะไหล่ โดยมุ่งเน้นความคุ้มครองในส่วนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง โดยฟอร์ดได้ออกแบบความคุ้มครองของทั้งสองแพ็กเกจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมของรถยนต์ฟอร์ดในปัจจุบัน โดยจุดเด่นของโปรแกรมฟอร์ดแคร์จะอยู่ที่ความหลากหลายของแพ็กเกจความคุ้มครองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยมีแพ็กเกจให้ลูกค้ารถยนต์ฟอร์ดได้เลือกสรรตามระยะความคุ้มครองที่หลากหลาย ดังนี้

พิเศษรับทันทีส่วนลดมูลค่า 1,500 บาทจากราคาปกติ เมื่อเลือกซื้อโปรแกรมฟอร์ดแคร์ภายใน 31 ธันวาคม 2564

“ฟอร์ดได้ศึกษาความต้องการของลูกค้าเชิงลึกและนำข้อมูลที่ได้มาพัฒนาโปรแกรมฟอร์ดแคร์ ออกแบบแพ็กเกจระยะความคุ้มครองให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบันบวกกับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมพิเศษสำหรับสมาชิกฟอร์ดแคร์ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว” นายสันติ จิตพิชิตชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

โปรแกรมฟอร์ดแคร์โดดเด่นด้วยสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง นานสูงสุดถึง 7 ปี (ขึ้นอยู่กับระยะความคุ้มครองของแต่ละแพ็กเกจ) รวมถึงส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับการซื้อโปรแกรมชุดน้ำมันเครื่อง และสำหรับโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ พร้อมทั้งมอบความสะดวกยิ่งขึ้นด้วยการรับเอกสารความคุ้มครองในรูปแบบอิเล็คทรอนิกส์

ทั้งนี้ ลูกค้ารถใหม่สามารถนำราคาแพ็กเกจไปจัดยอดสินเชื่อรวมกับราคารถยนต์ได้ หรือสามารถเลือกผ่อนชำระค่าโปรแกรมฟอร์ดแคร์แบบ 0% นานสูงสุด 10 เดือนผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทยจำกัด (มหาชน) และบัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) ได้ทุกแพ็กเกจ เฉพาะหน้าบัตรที่ร่วมรายการ

โปรแกรมฟอร์ดแคร์ พร้อมจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ (23 กันยายน 2564) ที่ผู้จำหน่ายฟอร์ด และศูนย์บริการมาตรฐานฟอร์ดทั่วประเทศ ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด Ford Call Center โทร. 1383 หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมฟอร์ดแคร์ได้ทางเว็บไซต์ https://www.ford.co.th/owner/ford-protect/fordcare/

ปอร์เช่ นำเสนอรถยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต Mission R concept study

0

ปอร์เช่ร่วมประชันความอลังการจากแนวทางการพัฒนายานยนต์ล้ำอนาคต ด้วยรถยนต์ต้นแบบ Mission R concept ที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีระดับศาสตร์แห่งศิลป์และวัสดุที่สะท้อนภาพความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ อาทิ พลาสติก fibre-reinforced จากธรรมชาติ ถึงพร้อมด้วยสมรรถนะของรถแข่งสายสนามตัวแรง งานออกแบบล้ำสมัย จากตัวถังที่กดต่ำเป็นพิเศษ เห็นได้ชัดว่ารถแข่งพลังงานไฟฟ้าคันดังกล่าวยังคงไว้ซึ่งการออกแบบด้วยเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถสปอร์ตระดับตำนานจาก Stuttgart-Zuffenhausen มอเตอร์ขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง 2 ชุดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่หมดจด ติดตั้งลงในปอร์เช่ Mission R ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 1,088 แรงม้า (800 กิโลวัตต์) เมื่อขับขี่ใน qualifying mode ความจุของแบตเตอรี่ประมาณ 80 กิโลวัตต์/ชั่วโมง เมื่อทำงานร่วมกับระบบชาร์จพลังงานย้อนกลับ recuperation ส่งผลให้สามารถเร่งออกตัวได้อย่างเฉียบขาด โดยปราศจากการสูญเสียพละกำลัง

“ปอร์เช่ คือแบรนด์รถสปอร์ตสำหรับเหล่าบุคคลผู้ต้องการเติมเต็มความฝันของตนเอง แน่นอนว่าไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต เราสั่งสมประสบการณ์ผ่านความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมบนสนามความเร็ว เป็นที่ประจักษ์ชัดในแนวทางการถ่ายทอดสมรรถนะ และความล้ำหน้าเพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่” ข้างต้นคือคำกล่าวจาก Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG “นอกเหนือจากการมีส่วนร่วมลงแข่งขันในรายการ Formula E World Championship เรายังมีโครงการอื่นที่เปรียบได้กับก้าวกระโดดอันสำคัญในด้านยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า รถยนต์ต้นแบบ concept study คือตัวแทนในการแสดงวิสัยทัศน์ของเราที่มีต่อกลุ่มลูกค้ามอเตอร์สปอร์ต รถแข่งพลังไฟฟ้า Mission R เป็นภาพสะท้อนของทุกองค์ประกอบที่จะสร้างสรรค์ให้ปอร์เช่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งในแง่ของสมรรถนะ ดีไซน์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

ลูกค้ามอเตอร์สปอร์ต ล้วนชื่นชมยินดีในเกียรติประวัติอันรุ่งโรจน์ของปอร์เช่ นับตั้งแต่การมาถึงของการแข่งขัน Porsche Carrera Cup Deutschland เมื่อ 31 ปีก่อน บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตชั้นนำของโลก ได้ดำเนินการส่งมอบรถแข่ง Cup cars จากสายการผลิต Weissach ไปถึงมือลูกค้านักขับรถแข่งมากกว่า 4,400 คัน การแข่งขัน one-make cup series รวมทั้งสิ้น 30 รายการ จัดแข่งขันในทั่วทุกมุมโลก บนพื้นฐานของรถแข่งสมรรถนะสูงที่ได้รับความไว้วางใจสำหรับเวอร์ชั่นล่าสุด ของปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche 911 GT3 Cup) ยังไม่ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการจนกว่าสงครามความเร็วฤดูกาลแข่งขัน 2021 จะเริ่มขึ้น โดยเป็นการพัฒนาบนโครงสร้างตัวถังของรุ่น 992 ปอร์เช่ Mission R คือเครื่องชี้วัดอนาคตของรถแข่งพลังงานไฟฟ้า one-make series บ่งบอกถึงทิศทางที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า

รถสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive มีพละกำลังติดตัวมาเฉียด 1,100 แรงม้า เมื่อขับขี่ใน qualifying mode ให้อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาต่ำกว่า 2.5 วินาที ความเร็วสูงสุด: มากกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสำหรับประสิทธิภาพบนสนามแข่ง รถไฟฟ้าจอมพลังคันนี้สามารถวิ่งทำเวลาต่อรอบได้เทียบเท่ากับรถแข่งปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche 911 GT3 Cup) รุ่นปัจจุบัน ต้องยกคุณความดีให้มอเตอร์ไฟฟ้า และเซลล์แบตเตอรี่ที่ได้รับการออกแบบใหม่ – ซึ่งทั้งหมดติดตั้งร่วมกับนวัตกรรมระบบ direct oil cooling – รถแข่งปอร์เช่ Mission R concept study ให้พละกำลังต่อเนื่องในระดับ 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) เมื่อขับขี่ใน race mode ปัญหาการสูญเสียพลังขับเคลื่อนของแบตเตอรี่เนื่องจากสภาพอุณหภูมิได้ถูกแก้ไขจนหมด มอเตอร์ไฟฟ้าของเพลาขับหน้าให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า (320 กิโลวัตต์) ขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าของเพลาขับหลังให้กำลังสูงสุดถึง 653 แรงม้า (480 กิโลวัตต์) ผลลัพธ์จากเทคโนโลยีแรงเคลื่อนไฟฟ้า 900-โวลต์ และระบบชาร์จพลังงาน Porsche Turbo Charging อาศัยเวลาเพียง 15-นาที หลังจากหยุดวิ่งสำหรับการชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 5 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ SoC (state of charge) โดยรองรับกำลังไฟฟ้าสูงสุด 340 กิโลวัตต์ ปอร์เช่ Mission R ยังได้รับการเสริมสมรรถนะในด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยระบบ Porsche Active Aerodynamics (PAA) พร้อมระบบ Drag Reduction System (DRS) บริเวณชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า และปีกหลัง อุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยครีบ 3 ชั้นในแต่ละฝั่งของช่องรับอากาศกันชนหน้า เช่นเดียวกับปีกหลังสองชั้นที่สามารถปรับระดับได้

นอกจากนี้ยังเสริมด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ตามแนวคิด battery-electric drive ตัวถังของรถสปอร์ตต้นแบบผลิตขึ้นโดยคำนึงถึงการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน จึงได้รับการสร้างขึ้นจาก natural fibre reinforced plastic (NFRP) เป็นส่วนใหญ่รวมถึงวัสดุพื้นฐานที่ได้จาก flax fibres ซึ่งถือกำเนิดจากกระบวนการทางเกษตร นอกจากนี้วัสดุธรรมชาติดังกล่าวยังได้รับการนำมาผลิตเป็นชิ้นส่วนลิ้นกันชนล่างด้านหน้า ชุดดิฟฟิวเซอร์ และสเกิร์ตข้าง NFRP ยังใช้เป็นส่วนประกอบหลักของอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารของ Mission R อาทิ แผงประตู รอยต่อห้องโดยสารหลัง และที่นั่ง

งานออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งเน้นไปยังผู้ขับขี่ในทุกองค์ประกอบ ติดตั้งหน้าจอแสดงผลตามหลักสรีรศาสตร์ บริเวณกึ่งกลางระหว่างแผงควบคุมของวงพวงมาลัย ถ่ายทอดข้อมูลที่จำเป็นเมื่อขับขี่บนสนามอย่างครบถ้วน หน้าจอมอนิเตอร์บริเวณด้านบนของคอพวงมาลัย แสดงภาพจากกล้องด้านข้าง และกล้องด้านท้ายรถ หน้าจอสัมผัสบริเวณฝั่งขวาของที่นั่งสามารถเรียกดูข้อมูลทางกายภาพของผู้ขับขี่ได้ทันทีที่ต้องการ กล้องจำนวนมากรายรอบห้องโดยสารเป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดสัญญาณภาพสดแบบ live stream ให้บรรยากาศการรับชมสุดตื่นเต้นเร้าใจ

ด้วยโครงการ Mission R ปอร์เช่กำลังนำเอาประสบการณ์ virtual racing ที่สมจริง เข้ามาใกล้ชิดมากที่สุดกว่าที่เคยห้องโดยสารแบบ monocoque จำลองแบบมาจากกีฬา esports โดยสมบูรณ์ โครงสร้างนิรภัยผลิตจากวัสดุ carbon fibre composite material ผสมผสานระหว่างการปกป้องระดับสูงกับน้ำหนักที่ลดลง แถมด้วยความสวยงามอันแตกต่าง วิศวกร และดีไซเนอร์ของปอร์เช่ขนานนามโครงสร้างหลังคาคาร์บอนที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดว่า “exoskeleton” มันคือการรวมตัวกันของโครงสร้างนิรภัย safety cage และพื้นหลังคารถ มิติความยาวตัวถัง 4,326 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปอร์เช่ Mission R มีขนาดสั้นกว่า 718 เคย์แมน (718 Cayman) เล็กน้อย แต่สิ่งที่โดดเด่นจนสังเกตได้ชัดคือความกว้างตัวถังที่มากกว่าถึง 1,990 มิลลิเมตร และระดับความสูงตัวถังภายนอกซึ่งต่ำกว่าที่ 1,190 มิลลิเมตร

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเผยโฉมของรถยนต์ต้นแบบ Mission E (2015) และ Mission E Cross Turismo (2018) concept studies คือเวทีโหมโรงที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่การปรากฎตัวของรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าคันแรก ปอร์เช่ ไทคานน์ สปอร์ต ซาลูน (Taycan sports saloon) (2019) และ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo) รถยนต์ไฟฟ้า cross-utility (2021) ซึ่งมีความใกล้เคียงอย่างมากกับรถยนต์ต้นแบบทั้งสองคัน ทั้งในแง่ของรูปทรง และเทคโนโลยี ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วด้วยความสำเร็จล้นหลามหลังเปิดตัวในตลาดทั่วโลก กล่าวได้ว่าโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ตามแผนที่วางไว้ ปัจจุบัน ด้วย Mission R ปอร์เช่กำลังนำเสนอวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของยานยนต์เพื่อลูกค้ามอเตอร์สปอร์ต รถยนต์ต้นแบบได้เผยโฉมต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลกแล้ว ที่งานแสดงนวัตกรรมยานยนต์ IAA MOBILITY เมืองมิวนิก