Home Blog Page 350

มาสด้าอัดแคมเปญแรง “Mazda 9.9 Surprise Deal” ดอกเบี้ย 0% ขับฟรี 90 วัน ส่วนลดค่าแรง 50% อุปกรณ์ตกแต่งแท้ราคาเริ่มต้น 999 บาท

0
9.9MAZDA SURPRISE DEAL_AW_2400x2400

มาสด้าอัดแคมเปญแรง “Mazda 9.9 Surprise Deal” 9 เดือน 9 กับที่สุดแห่งข้อเสนอ มอบความพิเศษให้ลูกค้าที่สนใจออกรถใหม่ ระหว่างวันที่ 9 – 19 กันยายน 2564 ด้วยดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ขับฟรี 90 วัน ฟรีประกันชั้น 1 Mazda Premium Insurance ฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษมูลค่า 690 บาท เมื่อจองภายในงานฯ ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้ลูกค้าที่นำรถมาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้า ฟรีบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ รับส่วนลดค่าแรง 50% อุปกรณ์ตกแต่งแท้ราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท พร้อมโปรแกรมผ่อนชำระสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ระหว่างวันที่ 9 – 30 กันยายน 2564 นี้

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มเห็นแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับประชาชนต่างได้รับวัคซีนเพิ่มมากขึ้น ทำให้รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในเดือนกันยายน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นปัจจัยบวกที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีให้กลับมาสดใสมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอดการจำหน่ายรถยนต์ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 42,000 คัน โดยมาสด้ามียอดขาย 1,813 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่ง 1,061 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวี 682 คัน และรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 จำนวน 70 คัน เนื่องจากได้รับผลกระทบรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสู่ช่วงฤดูฝน การเข้มงวดด้านมาตรการต่างๆ ในทุกพื้นที่ยังคงมีการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า เชื่อว่าตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไปสถานการณ์จะเริ่มกลับมาดีขึ้น โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายของปีนี้แนวโน้มเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

สำหรับเดือนกันยายนถือเป็นการเริ่มออกสตาร์ทตลาดรถยนต์อีกครั้ง โดยมาสด้าพร้อมเดินหน้าเต็มกำลังเตรียมบุกตลาดครบทุกเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะเดือนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับลูกค้าที่ต้องการออกรถใหม่ ซึ่งมาสด้าได้เตรียมข้อเสนอพิเศษกับแคมเปญ “Mazda 9.9 Surprise Deal” 9 เดือน 9 กับที่สุดแห่งข้อเสนอ เพื่อมอบความพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ขับฟรี 90 วัน2 ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance1 พร้อมฟรีของพรีเมี่ยมสุดพิเศษ มูลค่า 690 บาท3 สำหรับลูกค้า 800 ท่านแรกที่จองรถระหว่างวันที่ 9 – 19 กันยายน 2564 ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้มาสด้ายังมอบข้อเสนอเพื่อช่วยดูแลรถให้กับลูกค้าทุกท่าน โดยเฉพาะลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่ 1 กันยายน จนถึง 30 ตุลาคม 2564 มาสด้ามอบส่วนลดค่าอะไหล่ 50% และส่วนลดค่าแรง 10% นอกจากนี้มาสด้ายังมอบโปรโมชั่นฟรีบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์และรับส่วนลดค่าแรง 50%4 เมื่อนัดหมายล่วงหน้าและเข้ารับบริการระหว่างวันจันทร์ – ศุกร์ ที่ศูนย์บริการฯ นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถเพิ่มมนต์เสน่ห์ให้กับรถยนต์ด้วยอุปกรณ์ตกแต่งแท้ราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท ควบคู่กับโปรแกรมผ่อนชำระสบายๆ 0% นานสูงสุด 10 เดือน5 สำหรับทุกสินค้าและบริการหลังการขายในศูนย์บริการฯ พร้อมรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมอีกมากมาย ทั้งคะแนนสะสม 3 เท่า แลกรับเครดิตเงินคืน5 โดยข้อเสนอนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 30 กันยายน 2564 ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ หรือมาสด้าสปีดไลน์ 0-2030-5666 หรือศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์มาสด้า www.mazda.co.th

ทดลองขับ Honda Accord 2021 ขับสบายและปลอดภัยไปกับ Honda Sensing แต่รุ่น e:HEV ขับสนุกกว่า 1.5 Turbo EL

0
Honda Accord 2021 Pic Open

Honda Accord 2021 เสริมความคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ซึ่งได้ติดตั้งเป็นมาตรฐาน อีกทั้งเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียมและเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน ครอบคลุมทุกรุ่นย่อย พร้อมแนะนำ แอคคอร์ด e:HEV ที่มาพร้อมเอกลักษณ์โลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV โดยราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1,499,000 บาท ใน แอคคอร์ด รุ่น EL ปรับจากเดิม 1,457,000 บาท ส่วนรุ่น e:HEV EL+ 1,639,000 บาท และรุ่น e:HEV TECH 1,799,000 บาท ยังคงใช้ราคาเดิม ส่วนรายละเอียดการทดลองขับ ติดตามรับชมพร้อมกันได้เลยครับ

กระแสตอบรับมาดีไม่น้อย สำหรับรถธงหรูจากค่าย Honda ด้วยการเป็นโมเดลแรกของการใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาดเล็กในรุปแบบ Downzising พิกัดความจุ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสุงสุด 190 แรงม้า ที่ประหยัดและให้อัตราเร่งที่ดีกว่าเครื่องยนต์ไซส์ใหญ่ รวมถึงระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นในรุ่นท๊อพซึ่งเดิมที ใช้ชื่อเรียกว่า Hybrid

Honda Accord 2021 1

Honda Accord 2021 กลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งจริงๆแล้วต้องกลับมาในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ โดยอย่างน้อยก็ต้องมีการแต่งหน้าทาปากใหม่ แต่ในครั้งนี้ ไฮไลท์มาอยู่ที่การติดตั้งเทคโนโลยี Honda Sensing ให้กับรถทุกรุ่น ซึ่งประกอบด้วย

ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

Honda Accord 2021 2

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)

Honda Accord 2021 3

ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

Honda Accord 2021 4

 

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

Honda Accord 2021 6

ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

Honda Accord 2021 8

ดีไซน์ภายนอกไม่ต่างไปจากเดิมตามสไตล์ซีดานสปอร์ตพรีเมียม เส้นสายปราดเปรียวและเฉียบคม

Honda Accord 2021 10

 

กระจังหน้าแบบโครเมียมที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายก็เป็นแบบ LED เช่นกัน

Honda Accord 2021 9

ในรุ่น 1.5 Turbo El มากับล้อลวดลายสปอร์ตขนาด 17 นิ้ว เสริมความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสียคู่พร้อมปลอกท่อไอเสียสเตนเลส

Honda Accord 2021 11

อีกหนึ่งรุ่นเปลี่ยนจากชื่อเรียก Hybrid มาเป็น e:HEV ด้วยสัญลักษณ์ โลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย ล้ออัลลอยใข้ขนาด 18 นิ้ว เสริมความสปอร์ตด้วยสปอยเลอร์หลัง และขาดไม่ได้กับฟีเจอร์เท่ๆในรูปแบบของหลังคาซันรูฟพร้อมระบบ One-Touch

Honda Accord 2021 12

Honda Accord 2021 13

Honda Accord 2021 15

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง ผสานดีไซน์ความหรูหราและประณีตไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยเบาะหนังดีไซน์พรีเมียมสีน้ำตาลและสีดำ พร้อมชุดตกแต่งลายไม้

Honda Accord 2021 16

Honda Accord 2021 16

ส่งต่อความเย็นทั่วห้องโดยสารด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา พร้อมเทคโนโลยีระบบฟอกอากาศพลาสม่าคลัสเตอร์ (Plasmacluster Technology) (เฉพาะรุ่น e:HEV EL+ และ e:HEV TECH)

Honda Accord 2021 17

ส่วนระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) จะได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรร์มาตรฐานสำหรับ รุ่นท๊อป e:HEV Tech เท่านั้น

พวงมาลัยท้ายตัดแบบ D Shape ติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นเพื่อสั่งการระบบความบันเทิง รวมถึงใช้งานฟีเจอร์ต่างๆของ Honda Sensing รวมถึงมีแป้นแพดเดิลชิฟท์ ซึ่งในรุ่น 1.5 turbo El จะใช้ปรับเพิ่ม หรือ ลด อัตราทด แต่หากเป็นรุ่น e:HEV จะใช้ทำหน้าที่ในการปรับระดับแรงหน่วงที่จะส่งกำลังกลับมาสะสมยังแบตเตอรี่

Honda Accord 2021 18

Honda Accord 2021 ทั้ง 2 รุ่น ใช้มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI

Honda Accord 2021 19

เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมปุ่มปรับดันหลัง 4 ทิศทาง ระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น-ลงรถ (Memory Seat with Easy Entry/Exit) พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียมที่เพิ่มเติมเข้ามาให้ครบครันในรุ่นเริ่มต้น (รุ่น EL) อาทิ

Honda Accord 2021 20

อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)

 

กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ (Auto Dimming Rearview Mirror)

ม่านบังแดดกระจกข้างด้านหลัง (Rear Door Window Sunshades)

ช่องเชื่อมต่อ USB ด้านหลัง 2 ตำแหน่ง (2 Rear USB Ports)

Honda Accord 2021 21

Honda CONNECT เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

สำหรับอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น e:HEV TECH จะพิเศษกว่ารุ่นอื่นๆ ได้แก่ ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะพร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System)

Honda Accord 2021 23

อุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัยสำหรับรถทุกรุ่นประกอบไปด้วย ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock)

Honda Accord 2021 23

Honda Accord 2021 มาพร้อมกับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อนประสิทธิภาพสูง ได้แก่

รุ่น 1.5 Turbo EL ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 243 นิวตัน-เมตร จากเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) ประสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร ขับสนุก อัตราเร่งทันใจ และมีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ 16.4 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับน้ำมัน E85

Honda Accord 2021 24

รุ่น e:HEV มาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) เป็นการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน มอบกำลังสูงสุด 215 แรงม้า จากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร โดยมีอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร

Honda Accord 2021 25

โหมดการขับขี่มีถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) อีกทั้งผู้ขับขี่สามารถกดสวิตช์เลือกควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Mode) เพื่อเข้าสู่โหมดการขับขี่ที่ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนได้อีกด้วย

Honda Accord 2021 26

ส่วนโหมดการขับขี่เดิมในแบบสปอร์ต (Sport Mode) หรือแบบประหยัด (ECON Mode) ยังคงมีไว้เฉกเช่นเดิม

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันสตรัท ได้รับการพัฒนาจากปีกนกรูปตัว A ให้เป็น L เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น สำหรับช่วงล่างด้านหลังนั้นเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ ซึ่งช่วงล่างหน้าและหลังได้รับการติดตั้งเหล็กกันโคลง และมีการปรับปรุงในส่วนของโช๊คอัพและคอยล์สปริงให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าเดิม

Honda Accord 2021 27

ตัวช่วยด้านความปลอดภัยมีมาให้ครบครัน ทั้งระบบเบรกเอบีเอสและระบบกระจายแรงเบรคแบบอีบีดี ถุงลมนิรภัย ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง ระบบเพิ่มความคล่องตัวขณะขับขี่ และ ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน หรือ Hill Start Assist รวมถึงให้ความสะดวกสบายด้วยระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมสั่งการเปิดเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Engine Remote Start)

การทดลองขับ Honda Accord 2021 ในครั้งนี้ เราได้นำทั้งรุ่น 1.5 Turbo EL และ e:HEV Tech ไปทดลองในระยะทาง 100 กม. ซึ่งแต่ละรุ่นนั้นสะท้อนคาแรกเตอร์ได้อย่างชัดเจน

Honda Accord 2021 29

ในรุ่น 1.5 Turbo EL ออกแบบมาในสไตล์กระฉับกระเฉง ระบบช่วงล่างปรับเซ็ทมาได้ลงตัว ไม่นุ่มจนเกินไป ในส่วนของงานประกอบทำได้เนี๊ยบ รวมถึงการเก็บเสียงในห้องโดยสารด้วยเทคโนโลยี Lazer Blazing และใช้สเปรย์โฟมอุดตามรูต่างๆ ซึ่งตัวช่วยอย่างกระจก Acoustic Glass ทำให้ห้องโดยสารเงียบ เบาะนั่งเป้นสีน้ำตาลแดง เสริมความหรู

Honda Accord 2021 29

ฟีเจอร์ที่เป็นไฮไลท์นั่นคือ Honda Sensing แต่แสดงการทำงานยังไม่ทันสมัยเท่ากับ Honda Civic ที่มีภาพรถยนต์แสดงที่จอ TFT แม้ว่าในขณะนั้นกำลังค่อมช่องทางอยู่ก็ตาม โดยควบคุมรวมถึงสั่งการใช้งานจากพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น

Honda Accord 2021 30
พวงมาลัยน้ำหนักดีปรับค่าตามความเร็ว เพื่อการควบคุมรถที่มั่นใจ และแม่นยำ จอกลางแสดงค่าการทำงานในส่วนของภาคบันเทิง เนวิเกเตอร์ และ กล้องมองภาพทั้งระบบ Honda Lanewatch และ กล้องมองหลังที่ปรับได้ 3 มุมมอง นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ในส่วนของ Apple Carplay

Honda Accord 2021 31

ขุมพลังจิ๋วแต่แจ๋วซึ่งเป็นบล็อกเดียวกับ Honda Civic ตามขนาดความจุ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 243 นิวตันเมตร ที่ระบบเกียร์มีทีเด็ดตรงที่ว่า หากขับปกติ เกียร์CVT ทำงานได้ราบลื่น ไร้รอยต่อของอัตราทด แต่หากเพิ่มนน.ไปที่คันเร่ง ระบบจะแบ่งอัตราทดออกเป็น 4 จังหวะ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับแพดเดิล ชิฟท์ ที่แยกย่อยอัตราทดเป็น 7 จังหวะ

Honda Accord 2021 32

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 9 วินาที และอัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 16.4 กม./ลิตร

ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สันตรัท และ หลังเป็นมัลติลิงค์ ออกแบบมาให้มีความแน่น แต่ไม่ถึงกับกระด้าง ช่วงผิวทางที่ขรุขระ ซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี

Honda Accord 2021 34

ในส่วนของรุ่น e:HEV Tech ซึ่งเป็นรุ่นท๊อพ ถ้าบอกว่าเหนือกว่ารุ่น 1.5 EL Turbo ในทุกด้าน จะเพิ่มเติมส่วนของฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยกับระบบ Rear Cross Traffic Alert ซึ่งจะเตือนพร้อมเบรกเมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่ ขณะถอยออกจากช่องจอด และอีกหนึ่งระบบได้แก่ ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ที่ใช้งานง่าย และมีให้เลือกจอดได้หลายรูปแบบ

Honda Accord 2021 35

มาถึงเรื่องของขุมพลังลุกผสมแบบไฮบริดระบบ i-MMD มอบกำลังสูงสุด 215 แรงม้า จากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 315 นิวตัน-เมตร โดดเด่นด้านอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร แต่ด้านสมรรถนะก็ไม่น้อยหน้า เพียงแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้ความเร็ว อาจมีเสียงมอเตอร์ไฟฟ้าดังขึ้นจนได้ยินชัด

Honda Accord 2021 37

 

ระบบช่วงล่างแบบเดียวกัน แต่นน.ที่ต่างกันไปเพราะมีแบตเตอรี่ที่เพิ่มเข้ามา อาจเป็นจุดที่ทำให้ฟิลลิ่งของระบบรองรับนั้นดีกว่าในรุ่น 1.5 EL Turbo ส่วนตัวแพดเดิล ชิฟท์ ที่พวงมาลัย ทำหน้าที่ในการเพิ่มความหน่วงได้ถึง 4 ระดับ โหมด EV นั้น ทำความเร็วได้ถึง 130 กม./ชม.

Honda Accord 2021 38

แต่การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารตกเป็นรองในรุ่น 1.5 EL Turbo ซึ่งในรุ่น e:HEV นั้นติดตั้งหลังคาซันรูฟมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่วเป็นต้นเหตุของเสียงที่เร็ดรอดเข้ามานั่นเอง

Honda Accord 2021 39

บทสรุปของการทดสอบ Honda Accord 2021 ถือเป็นการเติมเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัยในรูปแบบ Honda Sensing โดยรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน ไม่ได้รับการปรับแต่งให้ต่างไปจากเดิม ขุมพลังในรุ่น 1.5 EL Turbo แม้ว่าขนาดความจุจะเล็ก แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการขับขี่ แถมยังมีอัตราสิ้นเปลืองที่ประหยัด สำหรับรุ่น e:HEV ฟิลลิ่งช่วงล่างขับได้มันใจกว่า เพราะน้ำหนักตัวรถที่มากขึ้นจากแบตเตอรี่ แต่การเก็บเสียงในห้องโยสารตกเป็นรองเล็กน้อย เพราะมีซันรูฟไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นเหตุของเสียงที่เร็ดรอดเข้ามาในรถ ราคาจำหน่ายรุ่น 1.5 Turbo EL อยู่ที่ 1.499 ล้านบาท เพิ่มขึ้นไม่ถึง 30,000 บาท แต่ e:HEV ยังคงใช้ราคาเดิม ทีนี้ลองเลือกดูครับว่าแบบไหนเหมาะกับตัวคุณ

 

 

 

เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมก้าวสู่การเป็น “ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า” ที่งาน IAA MOBILITY 2021 เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% พร้อมกัน 5 รุ่น

0

ที่งาน IAA MOBILITY ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีตั้งแต่วันที่ 7-12 กันยายน 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์จัดทัพยานยนต์ไฟฟ้าทั้งที่มีในปัจจุบันและอนาคตมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่รุ่นคอมแพ็คและรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะใช้ความแข็งแกร่งในการนำเสนอรถยนต์ภายใต้ซับแบรนด์ทั้งหมด ได้แก่ Mercedes-Benz, Mercedes-EQ, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และ smart เพื่อตอกย้ำความเป็น “ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า” ในงาน IAA MOBILITY ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด 8 รุ่น โดยในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (fully electric) จำนวน 5 รุ่น และเป็นรถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูง 1 รุ่น

เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ในทุกรุ่นกำลังได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบหลายรุ่นเป็นครั้งแรกของโลกที่งาน IAA Mobility ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่น EQE รถยนต์นั่งระดับลักชัวรีที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่คันแรกจาก Mercedes-AMG และรถยนต์คอนเซ็ปต์ที่จะแสดงให้เห็นว่า Mercedes-Maybach ก้าวสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีรถยนต์รุ่น EQB ที่จะได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในยุโรป ในขณะที่ smart ก็พร้อมนำเสนอรถยนต์คันแรกในเจเนอเรชันใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจากแบรนด์นี้ด้วย

รถยนต์นั่งพลังไฟฟ้าสำหรับผู้บริหารที่มอบทั้งความสปอร์ตและความสะดวกสบาย

Mercedes-EQ พร้อมแสดงให้เห็นผ่านรถยนต์รุ่น EQE ว่ารถยนต์นั่งพลังไฟฟ้าสำหรับผู้บริหารสามารถมอบความสปอร์ตและสะดวกสบายได้อย่างไรบ้าง โดยรถยนต์คันนี้ผสานไว้ด้วยสมรรถนะสุดโดดเด่นและการควบคุมรถเพื่อการเดินทางสุดผ่อนคลาย พร้อมทั้งยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ระดับเดียวกันด้วย นอกจากนี้พื้นที่ภายในยังกว้างขวาง ในขณะที่การออกแบบตัวถังเป็นเส้นโค้งเส้นเดียวต่อเนื่องกันทำให้ EQE มีบุคลิกที่แข็งแกร่งและโดดเด่น

รถยนต์ไฟฟ้าระดับลักชัวรีที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่รุ่นแรกจาก Mercedes-AMG นี้คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของแบรนด์ในการหลอมรวมรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่าง ๆ เข้ากับดีเอ็นเอที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นรถยนต์ AMG ซึ่งมิใช่เพียงการบ่งบอกถึงประสิทธิภาพและสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบประสบการณ์ทางอารมณ์ในการขับขี่ที่เหนือใครด้วยเช่นกัน

สำหรับรถยนต์ต้นแบบจาก Mercedes-Maybach พร้อมนำเสนอความประทับใจและความแม่นยำตั้งแต่แรกเห็นว่า เราพร้อมจะนำพาประวัติศาสตร์แห่งความหรูหราอันยาวนาน 100 ปีเต็มให้ก้าวต่อไปสู่ยุคใหม่ได้อย่างไร

รถยนต์รุ่น EQB ซึ่งมีความกว้างขวางนั้นบรรจุไว้ด้วยความโดดเด่นน่ามหัศจรรย์เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องของอุปกรณ์ที่ครบครันตอบรับกับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน โดยหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนไปแล้ว รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบขนาด 7 ที่นั่งคันนี้ก็พร้อมที่จะเปิดตัวในยุโรปเป็นครั้งแรกแล้วในวันนี้ นอกจากนี้ Mercedes-AMG ยังพร้อมนำเสนอรถยนต์ไฮบริดสมรรถนะสูงรุ่นแรกจาก Affalterbach ภายใต้เทคโนโลยี E PERFORMANCE เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังยังมียานยนต์รุ่นใหม่ ๆ มาพรีเมียร์เพิ่มเติมอีก ได้แก่ S-Class GUARD และ C-Class All-Terrain รุ่นแรก ที่สามารถขับขี่ในสภาพถนนที่และสภาพอากาศเลวร้ายได้อย่างง่ายดาย

 

Digital first: การเปิดตัวแบบล่วงหน้าหนึ่งคืนผ่านไลฟ์สตรีม

แทนที่จะเป็นการแถลงข่าวตามปกติ สื่อมวลชนและผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสดแบบล่วงหน้าหนึ่งคืนได้ในวันที่ 5 กันยายน เพื่อร่วมฟังการพูดคุยรายละเอียดว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดในโลกได้อย่างไร จากทีมผู้บริหาร ได้แก่ มร.โอลา คัลเลเนียส ประธานบริหาร บริษัท เดมเลอร์ เอจี และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี, มร.บริตตา ซีเกอร์ สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเดมเลอร์   เอจีและเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ซึ่งกำกับดูแลงานด้านการตลาดและการขาย และมร.มาร์คุส เชฟเฟอร์ สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเดมเลอร์ เอจีและเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ซึ่งกำกับดูแลงานด้านการวิจัยของเดมเลอร์ กรุ๊ป และดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คาร์ส รวมถึง         มร.ฟิลิปป์ ชีเมอร์ ผู้อำนวยการกลุ่มรถยนต์ระดับท็อปเอนด์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี

ทั้งนี้ นอกจากการไลฟ์สตรีมจะเป็นส่วนหนึ่งของงาน IAA ที่ถ่ายทอดผ่านสื่อของ Mercedes me แล้ว ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังมีการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียไปพร้อมกันด้วย ซึ่งด้วยเทคโนโลยี AR  ผู้ชมยังสามารถรับประสบการณ์ดิจิทัลผ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้อีกด้วย โดยเนื้อหาเพิ่มเติมทางสื่อของ Mercedes me พร้อมให้ข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับรถยนต์ที่เป็นไฮไลต์ในงานแก่สื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นข่าว ภาพ ภาพกราฟิก และวิดีโอมากมาย

แนวคิดใหม่จาก IAA: การเผยโฉมหลากหลายมุมมองของเมอร์เซเดสเบนซ์

ที่งาน IAA MOBILITY 2021 ในเมืองมิวนิก เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์และการมอบประสบการณ์ที่มุ่งเน้นการสร้างบทสนทนา นอกเหนือจากการนำเสนอรถยนต์แล้ว แนวคิดนี้ยังช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นนวัตกรรม ดิจิทัล และมีความยั่งยืนสำหรับอนาคตของการขับเคลื่อน การพลิกโฉมการจัดงานที่มีมาอย่างยาวนานนี้ทำให้เกิดบรรยากาศที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะกับการนำเสนอออกมาในรูปแบบ Open Space และ Blue Lane ใหม่

Open Space ได้พลิกโฉมบางส่วนของใจกลางเมืองมิวนิกตลอดระยะเวลาของการจัดงาน IAA MOBILITY ให้กลายเป็นเวทีสำหรับการนำเสนอแนวคิดด้านเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนในอนาคต ประสบการณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใน Open Space จะได้รับการนำเสนออย่างโดดเด่นกลางจัตุรัสโอเดออนส์ปลัซ โดยรถยนต์ทั้งหมดที่จัดแสดงล้วนเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบจาก Mercedes-EQ, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach และแบรนด์ smart สำหรับชั้นบนได้รับการออกแบบให้นำเสนอภูมิทัศน์ที่ร่มรื่นผ่านนิทรรศการในหัวข้อ “การปกป้องสภาพอากาศและอากาศบริสุทธิ์” “การอนุรักษ์ทรัพยากร” และ “เมืองที่น่าอยู่” และเพื่อให้สอดรับกับกระแสความสนใจของสังคมในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังนำเสนอแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ผู้คนในท้องถิ่นและผู้มาเยือนมิวนิกได้พบปะและพูดคุย โดยมี Blue Lane มาช่วยสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองและศูนย์กลางการจัดนิทรรศการ ด้วยการเป็นเส้นทางทดสอบรถยนต์ที่ผู้คนสามารถสัมผัสประสบการณ์ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้อย่างเต็มที่

 

ความโดดเด่นของการนำเสนอยานยนต์ไฮไลต์และพื้นที่จัดงานภายใต้ธีมของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต

คอนเซ็ปต์หลักคอนเซ็ปต์ที่ 3 ของแนวคิดใหม่ของงาน IAA ก็คือการจัดงานซัมมิทภายในศูนย์กลางการจัดนิทรรศการ ซึ่งที่นี่ บูธของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในฮอลล์ B3 ได้ถูกออกแบบให้เป็นเวทีสำหรับรถยนต์ไฮไลต์ รวมถึงการจัดการพื้นที่ตามธีมต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงแง่มุมต่าง ๆ ของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต โดยโฟกัสไปที่การก้าวสู่การเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อาทิ นิทรรศการ ASSIST ที่บอกเล่าธีมต่าง ๆ เช่น ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และการขับขี่อัตโนมัติ นิทรรศการ MOBILE ที่โฟกัสไปที่บริการดิจิทัล เช่น Mercedes me, EQ ready และ Mercedes me Green Charging ส่วนนิทรรศการ FUTURE ให้มุมมองที่ครอบคลุมเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ ในอนาคต เช่น การเชื่อมต่อไบโอเมตริกซ์ระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ สำหรับนิทรรศการ IN CAR จะแสดงให้เห็นถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น ระบบมัลติมีเดีย MBUX ที่ทำงานโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์และ MBUX Hyperscreen ใหม่ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ VISION AVTR เป็นครั้งแรกในยุโรปอีกด้วย ทั้งนี้ สิ่งที่

เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญในการประชุมซัมมิทครั้งนี้คือ การได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยในระหว่างการแถลงข่าวในวันที่ 6 และ 7 กันยายน เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแบบอภิปรายเชิงลึกและการสาธิตเทคโนโลยีด้วย

การประชุมซัมมิทในครั้งนี้ยังมีการประชุมเชิงการให้ข้อมูลที่เรียกว่า IAA MOBILITY Conference ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน โดยมีวิทยากรหลายท่าน อาทิ มร.โอลา คัลเลเนียส และมร.บริตตา ซีเกอร์ มาร่วมพูดคุยในหัวข้อการขับขี่อัตโนมัติและระบบดิจิทัล

ปอร์เช่ ประเทศไทย จัดแคมเปญตรวจเช็คสภาพรถเพื่อความปลอดภัย ต้อนรับการขับขี่ในช่วงฤดูฝน

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแคมเปญต้อนรับหน้าฝนด้วยบริการ Porsche Rainy Season Safety Check 2021
เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์ปอร์เช่อย่างครบครันด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ทันสมัยโดยช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี การันตีมาตรฐานความปลอดภัยพร้อมความมั่นใจในการขับขี่ แคมเปญเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 – 27  สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา

เอเอเอสฯ มอบบริการ Porsche Rainy Season Safety Check 2021 ในราคาพิเศษเพียง 1,999 บาท ประกอบไปด้วย

  • บริการตรวจสอบรถ 24 จุด อาทิ การตรวจสอบเครื่องยนต์, ตัวถังและช่วงล่าง, ระบบไฟส่องสว่าง รวมทั้งการตรวจสอบจุดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับระบบความปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกรถยนต์
  • ส่วนลด 50% สำหรับชุดเบรก อาทิ ผ้าเบรก จานเบรก
  • ส่วนลด 50% สำหรับชุดปัดน้ำฝน
  • ตรวจสอบและอัพเดทโปรแกรมการทำงานของเครื่องยนต์

–     ข้อเสนอพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการดูแลรถยนต์ระดับพรีเมียมจากออโต้กลิม (Autoglym)

–     บริการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID – 19) ภายในห้องโดยสารฟรี

–     ของขวัญสุดพิเศษ: AAS – Porsche Mask & Hand spray hygienic set และ เก้าอี้อเนกประสงค์ folding chair จาก Mobil

*หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด

สำหรับท่านใดที่พลาดโอกาสในแคมเปญ Porsche Rainy Season Safety Check 2021 ครั้งนี้ไป สามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการอื่นๆ ได้เช่นเคยที่

ศูนย์บริการปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) โทร. 02-522-6655 ต่อ 400 – 403

ศูนย์บริการปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) โทร. 02-369-1111 ต่อ 400 – 402

เวลาทำการ วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 8.00 – 17.30 น. และ วันเสาร์ เวลา 8.00 – 17.00 น.

“เบนซ์ไพรม์มัส” คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันทักษะ GCEC 2021 ในไทย

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ (ที่ 4 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด รับโล่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ประเภททีม-บุคคล และเงินรางวัล มูลค่า 60,000 บาท ในการแข่งขัน Global Customer Experience Challenge (GCEC) โดยมี นายโรลันด์ โฟลเกอร์ (ที่ 5 จากขวา) ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมนายบีเยิร์น กุซเทรา (ที่ 5 จากซ้าย) รองประธานบริหาร ฝ่ายขายและการตลาด และ นายพุทธิ ตุลยธัญ (ที่ 4 จากซ้าย) รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้เกียรติเป็นผู้มอบ และถ่ายภาพร่วมกับบริหารระดับสูง และทีมแข่งขัน “เบนซ์ไพรม์มัส” ณ ศูนย์ฝึกอบรม เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) บางนา-ตราด กม.19

“ผมรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่บุคลากรของ “เบนซ์ไพรม์มัส” สามารถชนะการแข่งขันในครั้งนี้ โดยได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในระดับประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคลากรในทุกภาคส่วนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญ ได้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการบริหารงานและนโยบายหลักของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric” เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดีที่สุด และการมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน” นายจิระพล กล่าว

Global Customer Experience Challenge (GCEC) เป็นโปรแกรมการแข่งขันในการสร้างประสบการณ์ความพึ่งพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ผ่านการแข่งขันในรูปแบบ Online บนแพลตฟอร์ม GT App ระหว่างเจ้าหน้าที่ในส่วนการขายและส่วนบริการหลังการขายของผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก ซึ่งจัดขึ้นโดยหน่วยงาน Global Training (GT) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มทักษะและศักยภาพของพนักงานในสายงานที่รับผิดชอบดูแลและให้บริการลูกค้า ทั้งเพื่อสร้างการยอมรับ และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพในหน่วยงานดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเป็นการประเมินความรู้และทักษะของเจ้าหน้าที่ของผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานตามที่กำหนด

สำหรับการแข่งขัน GCEC 2021 ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถส่งพนักงานเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมๆ ละ 6 คน โดยการแข่งขัน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1.ระดับขั้นต้น เป็นการแข่งขันตอบคำถามเพื่อสะสมการมีส่วนรวม

2.ระดับประเทศ เป็นการแข่งขันของทีมผู้จำหน่ายเดียวกันและต่างผู้จำหน่าย เพื่อทำคะแนนทีมสูงสุด โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันระดับโลก

3.ระดับโลก เป็นการแข่งขันของทีมที่มีคะแนนสูงสุดในแต่ละประเทศ เพื่อค้นหาทีมที่สามารถทำคะแนนสูงสุด เพื่อเป็นผู้ชนะเลิศระดับโลก

โตโยต้าห่วงใยสุขอนามัย แบ่งเบาภาระลูกค้า บริการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสโควิด-19 ภายในรถยนต์

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ห่วงใยสุขอนามัย และความปลอดภัยของลูกค้า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และการดำเนินธุรกิจต่างๆ รวมทั้งต้องการมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระของลูกค้าที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้รถในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรถยนต์ขนส่ง หรือธุรกิจโลจิสติกส์ จึงได้จัดบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส โควิด-19 ภายในรถยนต์ พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถทั่วไปฟรี พิเศษ! ด้วยแคมเปญชุดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาสุดพิเศษ ณ ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า 465 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม – 30 กันยายน 2564

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-19 ระลอก 4 ในปัจจุบัน ส่งผลให้มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการงดเว้นการเดินทางข้ามจังหวัด การประกาศพื้นที่สีแดงเข้ม การ Work from Home และอื่นๆ อย่างไรก็ดี นอกจากลูกค้าทั่วไปแล้ว บางกลุ่มธุรกิจยังมีความจำเป็นต้องใช้รถในการดำเนินกิจการ และในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ บริการขนส่งต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษารถยนต์อย่างต่อเนื่อง”

“โตโยต้า เข้าใจถึงสถานการณ์อันยากลำบากที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ตลอดจนมีความห่วงใยในสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าผู้ใช้รถ จึงได้จัดบริการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัส โควิด – 19 ภายในห้องโดยสารรถยนต์ ทั้งก่อนและหลังเข้ารับบริการ พร้อมตรวจเช็กสภาพรถฟรี 24 รายการ และมอบแคมเปญชุดเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษ ฟรีไส้กรองน้ำมันเครื่อง และค่าแรงช่าง เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านมีรถที่สมบูรณ์พร้อมใช้ในการดำเนินธุรกิจ และก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

นอกจากนี้เพื่อป้องกัน และเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทุกแห่งได้เข้มงวดในการดูแลเรื่องสุขอนามัยทั้งบริเวณโชว์รูม และศูนย์บริการ ในทุกจุดสัมผัส เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าว ลูกค้าสามารถทำการนัดหมายล่วงหน้ากับศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้าใกล้บ้านท่าน

ขั้นตอนการปฏิบัติ และให้การบริการลูกค้าในสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19

  1. การนัดหมายคอลเซ็นเตอร์จะแจ้งเงื่อนไขการคัดกรองลูกค้า และมาตรการดูแลรักษาความสะอาด ภายในศูนย์บริการ เพื่อทำความเข้าใจ และความสะดวกของลูกค้า
  2. เมื่อลูกค้าเข้ารับบริการ จะมีการตรวจวัดอุณหภูมิและคัดกรองเบื้องต้น
  3. เจ้าหน้าที่รับรถ และทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนปฏิบัติงาน
  4. ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารก่อนนำรถเข้าซ่อม
  5. สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าขณะนั่งรอภายในศูนย์บริการโตโยต้า ด้วยมาตรฐานการรักษาความสะอาดผ่านการเช็ดพื้นภายในศูนย์บริการด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และมีจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ตามจุดต่างๆ อย่างทั่วถึง
  6. หลังการซ่อม เพิ่มมาตรการการทำความสะอาดรถยนต์ ด้วยการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในห้องโดยสารรถยนต์ทุกจุดก่อนการส่งมอบ

ทั้งนี้ภายในโชว์รูมได้จัดเตรียมเจลแอลกอฮอล์ไว้บริการตามจุดต่างๆ โดยเน้นย้ำบริเวณที่เป็นจุดสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้รับรองมาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ภายในรถ และผู้ขับขี่ รวมถึงเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อบริเวณโต๊ะ เก้าอี้ พื้น และอุปกรณ์ต่างๆ ทุกชั่วโมง โดยพนักงานที่ต้องใกล้ชิดกับลูกค้าจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาปฏิบัติงาน ตามแนวทางปฏิบัติการป้องกันของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า “โตโยต้า ให้ความสำคัญกับสุขอนามัย และความปลอดภัยของลูกค้าเป็นอันดับแรก รวมถึงบุคลากร บุคคลผู้มาติดต่อ คู่ค้าทางธุรกิจ รวมทั้งพนักงานทุกคน ขอให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยจากการเข้ารับบริการจากศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้าทุกแห่งทั่วประเทศ” 

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า หมายเลขโทรศัพท์ 02-386-2000

หรือโทรนัดหมายได้ที่ศูนย์บริการฯของผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าใกล้บ้านท่าน
ตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม – 30 กันยายน 2564 

โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT รุ่นใหม่ล่าสุด สกู๊ตเตอร์สายทัวริ่งสำหรับทุกเส้นทาง

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ใหม่ล่าสุด C 400 GT สกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มาสานต่อความสำเร็จของรุ่นก่อนหน้าที่เป็นสองล้อคู่ใจของไบค์เกอร์ในทุกโอกาส ด้วยสมรรถนะและดีไซน์ที่โดดเด่นครบครัน ยกจิตวิญญาณของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งมาจุดประกายให้นักบิดไทยได้ตื่นเต้นและเพลิดเพลินไปกับการโลดแล่นบนท้องถนนแบบครบเครื่องทั้งความเร็ว ความปลอดภัย และสไตล์เฉพาะตัว โดยบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ ได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน นับตั้งแต่เครื่องยนต์ที่มาพร้อมระบบ E-gas ไปจนถึงสีใหม่ที่เติมความโฉบเฉี่ยวให้สะดุดตายิ่งกว่า

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มอบความตื่นตาตื่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์หลากหลายรุ่นที่เปี่ยมทั้งสมรรถนะ และสไตล์ในการขับขี่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากของเรา ด้วยเอกลักษณ์ที่ผสานความสนุกของการเดินทางระยะไกลบนท้องถนน เข้ากับความเป็นสกู๊ตเตอร์สำหรับชีวิตคนเมืองแบบเต็มตัว และใน C 400 GT รุ่นใหม่นี้มีการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น เพิ่มความปราดเปรียว เสริมเสน่ห์ของการขับขี่ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถยกระดับความประทับใจของลูกค้าขึ้นไปอีก ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง”

เครื่องยนต์ 1 สูบที่ยังทรงพลัง พร้อม E-gas ระบบควบคุมเครื่องยนต์ใหม่ และคลัทช์แบบแรงเหวี่ยง 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ ยังคงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบตัวเดิม พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 25 กิโลวัตต์ (34 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 35 นิวตันเมตรที่ 5,570 รอบต่อนาที เครื่องยนต์นี้ทำงานประสานกับระบบเกียร์ CVT และระบบกันสะเทือนล้อหลังที่ผสานนวัตกรรมใหม่เพื่อลดการสั่นสะเทือนและเสริมความสบายระหว่างการขับขี่ และด้วยการรับรองมาตรฐานมลภาวะระดับ EU 5 บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ จึงเป็นสกู๊ตเตอร์คู่ใจที่พร้อมสนุกไปด้วยกันในทุกจังหวะการขับขี่

เพื่อยกระดับความคล่องแคล่วของ บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ เครื่องยนต์ชุดนี้จึงทำงานควบคู่กับระบบ E-gas หรือคันเร่งระบบไฟฟ้า พร้อมวาล์วระบบไฟฟ้าและระบบควบคุมเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงในหลากหลายองค์ประกอบ นับตั้งแต่ระบบไอเสียที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ไปจนถึงการปรับแต่งระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ในเกียร์ว่าง ยังช่วยให้สกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่นี้ตอบสนองฉับไวในทุกจังหวะ และการเดินเครื่องที่ราบรื่น นุ่มนวลยิ่งขึ้นขณะใช้เกียร์ว่าง ขณะที่ชุดสปริงใหม่ในระบบคลัทช์แบบแรงเหวี่ยงก็ช่วยให้ตัวเครื่องทำงานได้นิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน 

Automatic Stability Control (ASC) พร้อมระบบตั้งค่าอัตโนมัติ 

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่โดดเด่นใน บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบ Automatic Stability Control (ASC) ซึ่งสามารถปรับการตั้งค่าตัวเองได้แบบอัตโนมัติเมื่อจำเป็น เช่นในกรณีที่เปลี่ยนยาง นอกจากนี้ ระบบ ASC ใหม่นี้ยังออกแบบมาให้ทำงานด้วยระดับแรงเสียดทานที่ต่ำกว่าในรุ่นเดิม จึงทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น และการขับขี่ที่สบายขึ้น โดยเฉพาะบนพื้นถนนที่เปียกและลื่น ด้วยเหตุนี้เอง ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องปิดการใช้งาน ASC อีกต่อไป และสามารถเร่งตัวรถไปสู่ความเร็วสูงสุดที่ 139 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างมั่นใจ

ระบบเบรกล้อหน้าใหม่ พร้อมปรับความไวของคันเบรกหน้าและหลัง 

และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น ระบบเบรกของบีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ มาพร้อมกับคาลิเปอร์ใหม่ที่ช่วยให้ระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้าทำงานได้แม่นยำมากขึ้น สัมผัสได้ถึงจังหวะออกแรงเบรกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และปรับการเคลื่อนตัวของลูกสูบดิสก์เบรกให้ดียิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการตั้งค่าคันเบรก
ล้อหลังที่มือซ้ายและคันเบรกล้อหน้าที่มือขวาให้ทำงานด้วยแรงกดสมดุลกันอย่างลงตัว

ช่องเก็บสัมภาระที่มาพร้อมกับระบบไฟและช่องเสียบสายชาร์จ USB

เพื่อช่วยในการมองเห็น ระบบไฟส่องสว่างในช่องเก็บสัมภาระได้ถูกเปลี่ยนตำแหน่งให้ส่องแสงลงมาจากด้านบนแทนที่จะเป็นด้านข้าง ส่วนช่องเก็บสัมภาระนี้อยู่ในบริเวณใต้เบาะนั่งซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ให้
นั่งสบายกว่าที่เคย โดยนอกจากช่องต่อไฟแบบ 12 โวลต์แล้ว ช่องเก็บของด้านหน้ายังมาพร้อมกับช่องเสียบสายชาร์จ USB อีกด้วย (ช่องเก็บสัมภาระขนาด 31 ลิตร ซึ่งสามารถขยายได้ถึง 45 ลิตรหากติดตั้ง Flexcase)

มาดใหม่กับสีใหม่ “Triple Black” 

บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ใหม่ ยังคงรักษารูปลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์ของ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไว้เช่นเคย แต่เสริมความโฉบเฉี่ยวสะดุดตาด้วยรุ่น “Triple Black” ที่มาในสีดำ Blackstorm metallic พร้อมลายคาดสีด้าน ในราคา 429,000 บาท ขณะที่รุ่นมาตรฐานในสีขาว Alpine White ก็ยังเป็นทางเลือกให้จับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 419,000 บาท

สรยท. อนุมัติมอบทุนการศึกษาประจำปี 5,000 บาท พร้อมกดปุ่มมอบทุนการศึกษาแบบออนไลน์

0

สรยท. เดินหน้ากิจกรรมเพื่อสมาชิกไม่หยุด…!! ล่าสุดคณะกรรมการสมาคมฯ มีมติเอกฉันท์อนุมัติงบประมาณโครงการมอบทุนการศึกษาสําหรับบุตร – ธิดาสมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2564 ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท หลังจากมอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 และกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ซูเปอร์ชีลล์ ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในโครงการเสริมความสุข เติมความปลอดภัยให้กับสมาชิกไปแล้วก่อนหน้านี้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกกรณีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 (COVID-19)

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thailand Automotive Journalists Association : TAJA เปิดเผยว่า ในปีนี้คณะกรรมการสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาสําหรับบุตร – ธิดาสมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2564 ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อสนับสนุนการศึกษาบุตร – ธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ปีการศึกษา 2564 ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท โดยได้ดำเนินการเป็นประเพณีประจำทุกปี

สำหรับในปีนี้ได้เกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับสมาชิกของสมาคมฯ ในการประกอบวิชาชีพทั้งทางตรงและทางอ้อม สมาคมฯ ได้เล็งเห็นความเดือนร้อนของสมาชิก สมาคมฯจะได้พิจารณาโครงการช่วยเหลือสมาชิกที่เหมาะสมในโอกาสต่อไป

“สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย มีนโยบายมอบทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษาบุตร – ธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ปีการศึกษา 2564 ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท โดยสมาชิกผู้ขอรับทุนต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขเข้ามีส่วนร่วมกิจกรรมที่สมาคมฯ จัดขึ้นอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยแบ่งเป็น กิจกรรมเสวนา/สัมมนา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง” นายวชิระ กล่าว

นายวชิระ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ และส่งผลกระทบโดยตรงกับการประกอบวิชาชีพของสมาชิก สมาคมฯ ตระหนักถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสมาคมจะได้มีการพิจารณาโครงการช่วยเหลือที่เหมาะสมในโอกาสต่อไป

การจัดมอบทุนการศึกษาประจำปี 2564 นี้ สมาคมได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัดจัดมอบทุนการศึกษาแบบออนไลน์ โดยนายพุทธิ ผาสุข อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thailand Automotive Journalists Association : TAJA ร่วมกับคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ประกอบด้วยนายพิสิษฐ ภาระก้านตรง กรรมการ, นางสาวนุสรา เงินเจริญ กรรมการ, นางสาวจิราพร ศรีอำไพ และสมาชิกสมาคมฯ ร่วมกันกดปุ่มมอบทุนการศึกษาสําหรับบุตร – ธิดาสมาชิกสมาคมฯ ประจําปี 2564 ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อสนับสนุนการศึกษาบุตร – ธิดาของสมาชิกสมาคมฯ ปีการศึกษา 2564 ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท โดยได้ดำเนินการเป็นประเพณีประจำทุกปี

ดังนั้น เพื่อเป็นการขานรับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตามมาตรการ Social Distancing และเพื่อความปลอดภัยของสมาชิกสมาคมฯ คณะกรรมการบริหารจึงมีมติโอนเงินให้กับสมาชิกผ่านบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้กับทางสมาคมในเบื้องต้น

Chery แบรนด์รถยนต์ชั้นนำของจีน เตรียมบุกไทย!

0

จากข้อมูลที่สมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ได้เปิดเผยไปเมื่อไม่นานนี้ โดยระบุว่า ในบรรดายอดขายรถยนต์ของแบรนด์จีน 15 อันดับต้น ๆ (Top15) ของช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้น Chery มียอดขายขึ้นครองเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับรายปีถึง 80.4% สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ขยายตัวเพียง 25.6% ในขณะเดียวกัน Chery ก็ทำยอดขายทุบสถิติใหม่ โดยในครึ่งปีแรกขายรถไปได้กว่า 420,000 คัน เป็นรถยนต์ส่งออกประมาณ 120,000 คัน ยอดขายเมื่อเทียบกับรายปีเพิ่มขึ้นถึง 168.4% ขณะที่ยอดส่งออกในครึ่งแรกของปีพุ่งแซงปีก่อนหน้านั้นไปแล้ว บัดนี้ ค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีนอย่าง Chery ได้เตรียมพร้อมบุกตลาดไทยแล้ว

Chery เป็นผู้นำแบรนด์รถยนต์จีนรายแรก ที่ยึดมั่นกับการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง จนเป็นที่รู้จักกันในนามว่า “Chery’s technology” ในแง่ของเทคโนโลยียานยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม Chery เป็นบริษัทรถยนต์รายแรกของจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลักในอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ เครื่องยนต์ เกียร์อัตโนมัติ และแชสซีส์ที่เป็นนวัตกรรมของตนเอง โดยที่ผ่านมา เครื่องยนต์ติดอันดับ Top 10 ของจีนถึง 6 โมเดลด้วยกัน และในแง่ของเทคโนโลยีอัจฉริยะ Chery ได้บรรลุความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ Huawei และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกรายอื่น ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนายานยนต์อัจฉริยะที่พร้อมรับกับโลกอนาคต ปัจจุบันได้มีการเปิดตัวเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ L2.5 ในตลาดแล้ว และน่าจะพัฒนาจนได้เป็นเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ L4 ได้ในปี 2568 และในแง่ของเทคโนโลยีพลังงานใหม่ Chery ได้เริ่มวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่ปี 2542 และเป็นแบรนด์จีนเจ้าแรกที่เปิดตัวรถไฟฟ้าขนาดเล็ก (Little Ant) อย่างรุ่น EQ1 ที่มีตัวรถทำมาจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา

Chery เป็นแบรนด์รถยนต์จีนรายแรก ๆ และทรงอิทธิพลไปทั่วโลก เป็นบริษัทรถยนต์จีนรายแรกที่ส่งออกรถยนต์, ชิ้นส่วน CKD, เครื่องยนต์, เทคโนโลยีและอุปกรณ์การผลิตยานยนต์ไปทั่วโลก ในปี 2564 นี้นับเป็นปีที่ 20 สำหรับกลยุทธ์การบุกตลาดโลกของ Chery โดย Chery ได้ส่งออกยานยนต์ไปกว่า 80 ประเทศและภูมิภาค และได้ก่อตั้งโรงงาน 10 แห่งในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรวมกันกว่า 1,500 แห่ง มีลูกค้าสะสมรวม 9.5 ล้านรายทั่วโลก และขึ้นครองอันดับหนึ่งของผู้ส่งออกรถยนต์นั่งโดยสาร (Passenger Car) ของจีน 18 ปีติดต่อกัน

Chery เป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่ได้รับความนิยมที่สุดในยุโรป อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และตลาดอื่น ๆ ในอนาคต Chery จะมุ่งเน้นไปสู่การขยายตลาดอาเซียน โดยให้ประเทศไทยเป็น “ฐานบุกเบิก” ของ Chery เพื่อการผลิตและส่งออกไปยังอาเซียน ทั้งนี้ Chery จะเข้าสู่ประเทศไทยด้วยการลงทุน และการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ ด้วยผลิตภัณฑ์อัจฉริยะ และการบริการที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น จะนำมาซึ่งประสบการณ์นวัตกรรมยานยนต์ใหม่แบบ “LIFE PLUS” ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัส และขณะเดียวกัน Chery จะติดตามแนวโน้มการพัฒนารถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด มีแผนเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของโลกเพื่อช่วยยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

พลังจากการสัมผัส ประสบการณ์ใหม่ของการสื่อสารระหว่างคนกับรถยนต์นิสสัน

0

ลองนึกภาพเวลาที่คุณขับรถไปบ้านเพื่อนในวันที่อากาศร้อนจัด และคุณพยายามทำให้ห้องโดยสารเย็นลงด้วยการเอื้อมมือไปที่คอนโซลแล้วหมุน หรือกดปุ่มเปิดแอร์อย่างเคยชิน แต่สำหรับวิศวกรแล้ว ขั้นตอนง่าย ๆ นี้ต้องใช้ความใส่ใจในรายละเอียดเป็นอย่างมาก

ขณะที่ทีมนักออกแบบและวิศวกรร่วมกันพัฒนานิสสัน อริยะ (Nissan Ariya) รถยนต์ไฟฟ้า 100% ครอสโอเวอร์ ไม่เพียงแต่พวกเขาจะวิเคราะห์หลักการยศาสตร์ (Ergonomics) ของการเอื้อมมือไปกดปุ่มต่าง ๆ แต่ยังตั้งใจที่จะออกแบบหน้าตาและสัมผัสใหม่ให้กับการปรับและควบคุมการทำงานต่าง ๆ ที่ผู้ขับขี่คุ้นเคย ซึ่งพวกเขาจะต้องคำนวณพื้นที่ห้องโดยสาร ผิวสัมผัส และการจัดวางตำแหน่งใหม่ทั้งหมด

ภายในห้องโดยสารของนิสสัน อริยะถูกออกแบบให้เปิดโล่ง กว้างขวาง ให้ความรู้สึกเงียบสงบ การออกแบบที่ต่างออกไป คือ คอนโซลหน้ารถที่ไร้ซึ่งปุ่มกดแบบเดิม ๆ แผงคอนโซลลายไม้ที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันทีเมื่อสตาร์ทเครื่องและปุ่มควบคุมที่อยู่ใต้คอนโซลก็สว่างขึ้นมาบนพื้นผิวคอนโซล แผงควบคุมแบบสัมผัสถูกออกแบบมาให้สวยงามและใช้งานง่าย  

ปุ่มควบคุมที่ตอบสนองการสัมผัสผ่านปลายนิ้วใช้หลักการเดียวกับระบบสัมผัสบนสมาร์ทโฟน เมื่อต้องปรับอากาศหรือเปลี่ยนโหมดการขับขี่ ผู้ขับขี่เพียงเลือกรูปไอคอนที่คุ้นเคย เมื่อสัมผัสไปที่ปุ่มก็จะตอบสนองด้วยการสั่นและมีเสียง (Haptic) ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่เสียสมาธิบนท้องถนน การที่ทีมออกแบบเลือกการควบคุมแบบสัมผัสมาใช้กับอริยะนั้นสะท้อนถึงแนวคิดการออกแบบสไตล์ Timeless Japanese Futurism

ฮิเดกิ ทาโกะ นักออกแบบอาวุโส (Hideki Tago, Senior Designer) อธิบายว่า “เราออกแบบแผงควบคุมให้เรียบง่ายด้วยการผสานปุ่มสัมผัสเข้ากับคอนโซลนลายไม้โดยไม่ให้กระทบต่อการใช้งาน และคงความสวยงามเอาไว้”

“การใช้ลวดลายลายไม้บนแผงพลาสติกด้วยกระบวนการพิมพ์ด้วยน้ำ ให้ความรู้สึกเหมือนไม้จริงมาก และทำให้ไอคอนโปร่งแสงดูมีชีวิตชีวาขึ้นเมื่อมีไฟติดขึ้นมา”

เมื่อทีมออกแบบสรุปเป้าหมายที่ต้องการได้แล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทีมวิศวกรที่ต้องทำให้แนวคิดการออกแบบแนวไซไฟให้กลายเป็นจริง ซึ่งขั้นตอนนี้รวมถึงการจัดวางเทคโนโลยีอย่างละเอียด

ปุ่มควบคุมแบบสัมผัสในอริยะปรากฎอยู่ในสองส่วนภายในตัวรถ ส่วนแรกคือแผงคอนโซลด้านหน้าและที่พักแขนตรงกลางแบบปรับได้ เป้าหมายไม่ใช่แค่นำเทคโนโลยีมาผสานกับการออกแบบห้องโดยสารเพื่อให้ผู้ใช้งานประทับใจ แต่ทำให้ได้เทคโนโลยีที่เป็นธรรมชาติและตอบสนองการใช้งานได้ดีสำหรับผู้ขับขี่ที่หลากหลายด้วย

หลังจากที่ทดลองกันอยู่พักใหญ่ ทีมงานก็เลือกใช้ปุ่มไฟฟ้าสถิตซึ่งไม่เพียงใหญ่กว่าปุ่มสัมผัสทั่วไป แต่ยังมีระยะห่างมากขึ้น เพื่อให้ความรู้สึกเสมือนจริงตามสัญชาติญาณแก่ผู้ใช้งาน อีกทั้งยังให้ความรู้สึก “เด้งขึ้นมา” จากแรงกดอากาศ ซึ่งช่วยให้รู้สึกถึงการตอบสนอง เสมือนเสียงคลิกจากปุ่มแบบดั้งเดิม

จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการปรับจูนการสั่นและเสียง “การสั่นและเสียงเป็นของคู่กัน” โทโมทากะ อิการาชิ วิศวกรผู้รับผิดชอบการพัฒนาการสื่อสารระหว่างผู้ใช้งานกับจอแสดงผลภายในห้องโดยสารของอริยะ (Tomotaka Igarashi, engineer in charge of the Ariya’s interior HMI development) อธิบาย “อาจดูไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ขั้นตอนนี้ท้าทายให้ทีมเราพัฒนาเสียงที่ไม่เหมือนใครซึ่งอยากให้ถูกใจผู้ขับขี่และทำงานได้อย่างเหมาะสมที่สุด

การใส่ใจทุกรายละเอียดในรถยนต์ไฟฟ้า 100% ครอสโอเวอร์เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเครื่องยนต์ไฟฟ้าปล่อยเสียงออกมาน้อยมาก ทำให้ผู้ขับขี่ได้ยินเสียงที่ทีมสร้างขึ้นอย่างชัดเจน การพัฒนาปุ่มควบคุมแบบสัมผัสต้องผ่านการทดสอบหลากหลายรูปแบบเพื่อให้แน่ใจว่าสะดวกต่อการใช้งาน มีการทดสอบกับนิ้วมือและเล็บหลากหลายขนาด ใช้แรงกดและมุมที่แตกต่างกัน รวมถึงการใช้งานในขณะที่สวมถุงมือ

นี่เป็นเพียงแค่หนึ่งตัวของอย่างการผสานการออกแบบและการใช้งานในกระบวนการพัฒนาอริยะตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่และการตอบสนองที่เป็นเอกลักษณ์