Home Blog Page 349

GWM เผยโฉมยานยนต์รุ่นใหม่กว่า 10 รุ่น จาก 5 แบรนด์ในเครือ ในมหกรรมยานยนต์ Chengdu Motor Show

0

มหกรรมยานยนต์ Chengdu Motor Show ครั้งที่ 24 ได้จัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยในงานนี้ บริษัท GWM ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากด้วยการเปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่กว่า 10 รุ่น จาก 5 แบรนด์ของบริษัท ได้แก่ HAVAL, TANK, GWM Pickup, ORA และ WEY

 

ในพื้นที่จัดแสดงของแบรนด์ HAVAL มีการเปิดตัว HAVAL H6S รถเอสยูวีแบบคูเป้รุ่นแรกที่ใช้แพลตฟอร์ม L.E.M.O.N. และ COIFS มาพร้อมดีไซน์ภายนอก “รูปทรงฉลาม” ด้วยกระจังหน้าแบบตะแกรงขนาดใหญ่ให้ภาพลักษณ์ดุดันราวเพชฌฆาตแห่งท้องทะเล ส่วนตัวถังรถทรงท้ายลาดและปีกหลังช่วยเสริมภาพลักษณ์สปอร์ตและวัยรุ่น สำหรับการออกแบบภายในนั้น รถเอสยูวีรุ่นนี้มาพร้อมกับกระจกขนาดใหญ่ จอแสดงผลอัจฉริยะ HUD แบบ full colour ระบบจดจำใบหน้า และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกมากมาย ยานยนต์อัจฉริยะรุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0T และระบบ L.E.M.O.N. DHT และจะวางจำหน่ายทั่วโลก นอกจากนี้ GWM ยังเปิดตัวรถอีกรุ่นที่สะกดทุกสายตา นั่นคือ HAVAL DAGOU รถรุ่นขายดีที่มาพร้อมรูปลักษณ์แข็งแกร่งและเท่ผสานระบบอัจฉริยะอย่างลงตัว จึงมีจุดแข็งเหนือกว่ารถรุ่นอื่นในระดับเดียวกัน โดยรถรุ่นนี้มียอดขายในจีนทะลุ 10,000 คันภายในเดือนแรกหลังเปิดตัว และยังได้รับคำชมจากสื่อในออสเตรเลียด้วย ซึ่งทำให้ GWM มีความมั่นใจมากขึ้นในการบุกตลาดโลก

ขณะเดียวกัน TANK ซึ่งเป็นแบรนด์ใหญ่อันดับ 5 ของ GWM ได้เปิดตัวยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซสองรุ่นสู่สายตาทั่วโลกเป็นครั้งแรก ได้แก่ “TANK 400” และ “TANK 500” โดย TANK 400 เป็นรถเอสยูวีแบบออฟโรดขนาดกลาง-ใหญ่ ที่ผสานการออกแบบเครื่องกลอันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะออฟโรด และเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ขณะที่ TANK 500 เป็นรถเอสยูวีแบบออฟโรดขนาดกลาง-ใหญ่ที่มีความหรูหรา โดยมาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแข็งแกร่ง กระจังหน้าขนาดใหญ่ชุบโครเมียม และไฟหน้ารูปทรงแปลกตา ส่วนภายในมีแผงหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว จอทัชสกรีนตรงกลาง และจอควบคุมด้านหลัง โดยเชื่อมโยงกันทั้งสามจอ รถรุ่นนี้ใช้ระบบส่งกำลังแบบซูเปอร์ “3.0T V6+9AT” ด้วยกำลังไฟสูงสุด 260kW และแรงบิดสูงสุด 500Nm จึงตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายในการใช้งานประจำวันและการขับแบบออฟโรดกลางแจ้ง

ด้านแบรนด์ ORA ได้เปิดตัวยานยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น หนึ่งในนั้นคือ ORA Balei Mao (ชื่อสำหรับตลาดจีน) ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรก โดยมาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกแบบเรโทรและมีการใช้ชิ้นส่วนที่ดูคลาสสิก เช่น กันชนชุบโครเมียม และล้อสีเงิน-ขาว นอกจากนี้ GWM POER ได้ทำพิธีส่งมอบรถคันที่ 200,000 ในมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้ พร้อมกับเปิดตัวรถกระบะออฟโรดรุ่น Everest ซึ่งสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้ชมด้วยสมรรถนะสุดฮาร์ดคอร์ ส่วนแบรนด์ WEY ได้เปิดตัวรถรุ่น Macchiato ที่ใช้ระบบส่งกำลังอัจฉริยะแบบไฮบริด DHT และรถแนวเรโทรที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะเจเนอเรชันใหม่

GWM อวดโฉมยานยนต์มากมายที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมงาน หลังจากนี้ GWM จะยังคงให้ความสำคัญกับผู้ใช้และเดินหน้าเปิดตัวยานยนต์ที่ทันสมัยรุ่นใหม่ ๆ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เต็มอิ่มมากขึ้นให้แก่ผู้ใช้ทั่วโลก

เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู BMW R nineT ใหม่ ยกระดับสมรรถนะพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยครบครัน

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศทวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง กับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ถึงสี่รุ่น โดยหลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก สอดประสานเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวด้วยการแต่งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ซึ่งมอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ล้วนสื่อถึงจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ที่เผยโฉมในปี 2523 สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบเปลือย

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นใหม่ ได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ/น้ำมันที่ได้มาตรฐาน EU5 สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่ลดการปล่อยมลพิษยิ่งกว่ามาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู R nineT กลายเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นที่สุดบนท้องถนนประเทศไทย มีจุดกำเนิดที่สืบทอดมาจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีฐานลูกค้าในเซกเมนต์นี้มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ เอกลักษณ์ที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ครองใจแฟน ๆ ชาวไทยไม่เสื่อมคลาย คือดีไซน์ที่เปิดกว้างสำหรับการเสริมอุปกรณ์แต่งเฉพาะตัว ซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก และในไทยยังมี R nineT ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากนักสะสมบิ๊กไบค์จนโด่งดังในระดับโลกมากมาย ความพิเศษของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ยังอยู่ที่การผสานกลิ่นอายความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยของเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือกว่าที่เคย”

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure ใหม่ ราคา 739,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ใหม่ ราคา 799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ใหม่ ราคา 799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ ราคา 859,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Option 719 Night Black matt/ Aluminum mat ใหม่ ราคา 919,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Option 719 Mineral White metallic/ Aurum ใหม่ ราคา 919,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

มอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ใหม่ มาใน 4 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT, R nineT Pure, R nineT Scrambler และ R nineT Urban G/S โดยทั้ง 4 รุ่นล้วนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที หัวฉีดแบบใหม่ทำงานเข้าจังหวะกับระบบระบายความร้อนยิ่งขึ้น วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ ส่งผลให้มอเตอร์ไซค์ R nineT ใหม่ทั้ง 4 รุ่นลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าขณะที่ยังส่งพลังแรงบิดได้มากกว่าที่ความเร็วรอบปานกลาง (ที่ 4,000-6,000 รอบต่อนาที) จึงตอบสนองได้อย่างฉับไวระหว่างขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ทั้ง 4 รุ่นยังมาพร้อมระบบเบรก ABS Pro และระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ที่เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้ขณะเบรกในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก และยังมาพร้อมระบบกันสะเทือนใหม่ที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ (WAD) ช่วยให้ทรงตัวได้มั่นคงและเพิ่มความสบายในการขับขี่ ปรับการตั้งค่าสปริงได้อย่างง่ายดายด้วยปุ่มหมุนที่เพิ่มเข้ามา

 

โหมดการขับขี่แบบ Pro ยังติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทั้ง 4 รุ่น ประกอบด้วยโหมดการขับขี่มากรฐาน ได้แก่ Rain และ Road เพิ่มเติมด้วยโหมด Dyna สำหรับ R nineT และ R nineT Pure ส่วน R nineT Scrambler และ R nineT Urban G/S จะมาพร้อมโหมด Dirt โดยขณะขับขี่ด้วยโหมด Dyna หรือ Dirt ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสความสปอร์ตยิ่งขึ้น จากการตั้งค่าเครื่องยนต์ให้ตอบสนองความเร็วได้ฉับไวเต็มพิกัด ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC และ ABS Pro จะทำงานขณะขับขี่บนถนนที่มีแรงเสียดทานสูง เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ในขณะที่ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น

แบบฉบับความคลาสสิกของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ เติมเต็มด้วยดีไซน์ที่ผสานความล้ำสมัยของ
ยุคปัจจุบัน อย่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลมในโคมโลหะคุณภาพสูง ฝังเอกลักษณ์โลโก้บีเอ็มดับเบิลยู ไฟเลี้ยวที่ออกแบบกลมกลืนไปกับตัวรถ ก่อนจะเด่นชัดขึ้นมาเฉพาะเวลาเปิดไฟเท่านั้น ไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวันและไฟเลี้ยวสีขาว เสริมความทันสมัยด้วยช่องเสียบสายชาร์จ USB

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอก
ถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่

  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์

  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure ใหม่ ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic

  • สำหรับการขับขี่ในเมือง บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ใหม่ สะกดทุกสายตาด้วย
    สี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด

  • จิตวิญญาณความสปอร์ตหวนกลับคืนมาอีกครั้งกับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ใหม่ ในสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด

  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Option 719ใหม่ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT ที่เผยตัวตนของผู้ขับขี่ด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ

มาสด้ามอบชุด PPE หน้ากากอนามัย N95 และอุปกรณ์ป้องกันโควิด-19 ให้กับสภากาชาดไทยภายใต้โครงการ “มาสด้า ปันสุข”

0

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สานต่ออีกหนึ่งกิจกรรมภายใต้โครงการ “มาสด้า ปันสุข” ร่วมส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้กับสภากาชาดไทย เพื่อส่งกำลังใจและสนับสนุนการปฏิบัติงานของทีมแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข ในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันอย่างปลอดภัย โดยมี นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ และ นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ ณ สภากาชาดไทย

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 หมื่นรายต่อวัน จึงทำให้บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเป็นด่านหน้าในการดูแลรักษาผู้ป่วยต้องทำงานอย่างหนัก และมีความจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เพื่อป้องกันการติดเชื้อมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงตั้งใจจริงที่จะส่งกำลังใจและช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ ด้วยการส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 อันได้แก่ ชุด PPE จำนวน 1,700 ชุด หน้ากากอนามัย N95 จำนวน 1,000 ชิ้น และสเปรย์แอลกอฮอล์ ผ่านทางสภากาชาดไทยเพื่อจัดสรรไปยังโรงพยาบาลหรือพื้นที่ที่ขาดแคลน ให้บุคลากรทางการแพทย์มีเกราะป้องกัน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัยสูงสุด

   อุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ที่ส่งมอบให้แก่สภากาชาดไทย

โครงการ “มาสด้า ปันสุข” เป็นโครงการเพื่อสังคมของมาสด้า ที่กำเนิดขึ้นจากความมุ่งมั่นที่จะให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยจากวิกฤตโควิด-19 โดยมาสด้าได้ร่วมมือกับพันธมิตรทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้า พนักงาน และสื่อมวลชนสายรถยนต์ ฯลฯ ในการจัดกิจกรรมรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบในแต่ละพื้นที่มากที่สุด ซึ่งการส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 ให้กับสภากาชาดไทยในครั้งนี้ เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของพนักงานมาสด้าทุกคนในการสมทบทุนและนำไปจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ชุด PPE, หน้ากากอนามัย N95 และสเปรย์แอลกอฮอล์ เพื่อนำไปมอบให้แก่สภากาชาดไทย ซึ่งมาสด้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสให้การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและปกป้องสังคมไทยเพื่อให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

“บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าถือเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อการเอาชนะการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส มาสด้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ในการใช้ต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 และเราพร้อมให้การช่วยเหลือคนไทยทุกคนอย่างสุดความสามารถ จนกว่าวิกฤตครั้งนี้จะคลี่คลาย เพื่อให้ทุกคนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนี้มาสด้าขอร่วมรณรงค์ให้คนไทยทุกคนสู้ไปด้วยกัน พร้อมกับส่งกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับโควิด-19 ผ่านช่องทาง social media พร้อมติดแฮชแท็ก #คนไทยสู้ไปด้วยกัน” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

โตโยต้า ฉลองความสำเร็จ โคโรลล่า ครอส SUV ยอดขายอันดับหนึ่ง พร้อมแนะนำรุ่นพิเศษ! โคโรลล่า ครอส Modellista

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ฉลองความสำเร็จรถอเนกประสงค์ SUV “โคโรลล่า ครอส” ครองยอดขายอันดับหนึ่งในตลาด SUV และยอดขายรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริดสูงสุดในตลาดรถ Hybrid SUV นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปีที่ผ่านมา พร้อมแนะนำรุ่นพิเศษ โคโรลล่า ครอส Modellista เสริมความสปอร์ต สะท้อนความเป็นตัวตน เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2564

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำรถอเนกประสงค์ SUV “โคโรลล่า ครอส” ด้วยสโลแกน “A New Journey… ให้ชีวิตเดินทาง” เป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย เมื่อเดือนกรกฏาคม 2563 โดยมุ่งเน้นพัฒนาให้เป็นรถที่มีความคุ้มค่าเหนือราคา ด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่ล้ำสมัยทั้งภายนอก และภายในห้องโดยสาร พร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขวาง สะดวกสบาย ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick activated  กล้องมองภาพรอบทิศทาง เชื่อมต่อเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Apple Car Play และ T-Connect by Toyota โดดเด่นด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่าด้วย สถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ทั้งมอบความมั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ทั้งแบบเบนซิน และไฮบริดเจเนเรชันที่ 4 มอบอัตราเร่งที่ตอบสนองทันใจ และประหยัดน้ำมัน ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เปิดเผยว่า “โตโยต้า ได้แนะนำ โคโรลล่า ครอส ซึ่งเป็นรถเอนกประสงค์ SUV เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ในวันนี้เรามีความภูมิใจที่จะกล่าวถึงความสำเร็จของ โคโรลล่า ครอส ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า พิสูจน์ได้จากยอดจอง 4,182 คัน ภายใน 1 เดือน นับตั้งแต่เปิดตัว (ข้อมูลวันที่ 9 – 31 กรกฎาคม 2563) พร้อมยอดขายสะสมตลอด 1 ปีที่ผ่านมามากกว่า 22,500 คัน ซึ่งเป็นยอดขายสูงสุด ในตลาดรถ C-SUV (ข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2563 – มิถุนายน 2564) และที่สำคัญ ยอดขายรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด ยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 85 % ของยอดจำหน่ายรวม และเป็นยอดขายสูงสุด ในตลาดรถ Hybrid SUV ตอกย้ำความเชื่อมั่นในเครื่องยนต์ไฮบริดของโตโยต้า ที่ประหยัดน้ำมัน เงียบ แรง และมลพิษต่ำ”

“ยิ่งไปกว่านั้น โคโรลล่า ครอส ยังเป็นรถที่โดดเด่นยิ่งกว่าด้วยเอกลักษณ์ของโตโยต้า นั่นคือ ความคุ้มค่า น่าเชื่อถือ โดยเป็นรถที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก อีกทั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ยังมีแพ็คเกจการรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด ที่ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ และระบบไฮบริด กับการรับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริด 5 ปี พร้อมข้อเสนอพิเศษ กับแพคเกจขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีค่าแรงในการเช็คระยะ 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาท”

เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า เรามีความยินดีที่จะแนะนำ โคโรลล่า ครอส Modellista ตอบโจทย์ความต้องการให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบในความสปอร์ต ด้วยดีไซน์โดดเด่นลงตัว

โคโรลล่า ครอส Modellista

ในรุ่น Hybrid Premium Safety และ Hybrid Premium สี Celestite Gray Metallic, Platinum White Pearl*, Metal Stream Metallic สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษสไตล์สปอร์ต ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง ล้ออัลลอย 18” พร้อมฝาครอบ พิเศษ! จำนวนจำกัด

เลือกเป็นเจ้าของ โคโรลล่า ครอส Modellista ได้ 2 รุ่น 3 สี***

  • Hybrid Premium Safety ราคา        1,240,500 บาท**
  • Hybrid Premium ราคา 1,130,500 บาท**                                           

*สำหรับสีพิเศษ Platinum White Pearl เพิ่ม 10,000 บาท

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม และรวมอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษและค่าติดตั้ง โดยบริษัท ทีซีดี เอเชีย เซลส์ จำกัด โดยไม่รวมค่าทำสีหลังคาดำ

*** สำหรับการทำสีหลังคาดำ ลูกค้าสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อขอบคุณทุกความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อ โคโรลล่า ครอส เราได้เตรียมแคมเปญพิเศษ “No.1 Hybrid SUV ที่มีอะไรให้ชอบอีกเยอะ” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ รวมทั้งติดตามข่าวสาร ข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางประชาสัมพันธ์ของโตโยต้า”

สัมผัส Corolla Cross และ Corolla Cross Modellista ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.toyota.co.th/
Facebook: Toyota Motor Thailand
LINE ID: @ToyotaThailand

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมครบ 200,000 คัน พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อ

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมรวมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ครบ 200,000 คัน หลังจากเปิดไลน์การผลิตมายาวนานกว่า 21 ปี นับเป็นยอดการผลิตที่ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลิตยนตรกรรรมครบ 100,000 คัน ในปี 2561 หรือภายในเวลาเพียงสามปีที่ผ่านมาเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยองยังยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อสูงสุดทั้งสำหรับพนักงานและการดำเนินการภายในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงาน และสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

มร. เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายหลายประการ แต่เราได้เรียนรู้ที่จะปรับวิธีการทำงานในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นนี้ ด้วยการจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น พร้อมมาตรการอันรัดกุมเพื่อปกป้องพนักงานและพาร์ทเนอร์ของเรา หมุดหมายการผลิตครบ 200,000 คันนี้ คือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเรา ที่จะส่งมอบยนตรกรรมที่ดีที่สุดสู่ตลาดไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค”

จากจำนวนการผลิตรถยนต์รวมทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กว่า 62.7% เป็นรถยนต์ที่ผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นรถยนต์ที่ผลิตเพื่อส่งออกสู่ภูมิภาค สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ถูกผลิตมากที่สุดเพื่อรองรับตลาดประเทศไทย ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 บีเอ็มดับเบิลยู
ซีรีส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู X1

นับตั้งแต่เริ่มสายการประกอบ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูที่ระยอง มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
คิดเป็น 15.4% ของจำนวนการประกอบยนตรกรรมสะสมทั้งหมด ในขณะที่อีก 84.6% ของการผลิตเป็นรถยนต์ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งนี้ กว่า 70.8% ของจำนวนมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดที่ผลิตโดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ในขณะที่รุ่นมอเตอร์ไซค์ที่ถูกผลิตมากที่สุดเพื่อรองรับตลาดในประเทศคือ มอเตอร์ไซค์ในรุ่นแอดเวนเจอร์และสปอร์ต

แม้ว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าเติบโตขึ้นอีกขั้น สุขภาพของพนักงานในสายการผลิตก็เป็นสิ่งที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู จังหวัดระยอง ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดสำหรับพนักงานและให้การผลิตดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้จัดทำมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับพนักงานในโรงงานระยองอย่างเคร่งครัดในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดที่ทางเข้าโรงงานก่อนเข้าพื้นที่ โดยสามารถตรวจหาเชื้อด้วยชุด Antigen Test Kit (ATK) ได้เมื่อถูกร้องขอ การจัดหาหน้ากากอนามัย และต้องสวมหน้ากากในทุกพื้นที่ตลอดเวลา โดยต้องเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกเที่ยงวัน ส่วนบริเวณรับประทานอาหารมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับการเว้นระยะห่างทางสังคม ในขณะที่อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารเป็นประเภทใช้ครั้งเดียวที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมด้านโรงพยาบาลพาร์ทเนอร์ ในกรณีที่ต้องมีการตรวจเชื้อแบบ RT-PCR หรือจำเป็นต้องมีการรักษาอาการในลำดับถัดไป ทั้งนี้ พนักงานและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่โรงงาน ยังได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนสองเข็มตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อปกป้องสุขภาพของพวกเขา โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มุ่งมั่นดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในที่ทำงานเป็นอย่างยิ่ง

ปอร์เช่ ประเทศไทย (AAS) สร้างปรากฏการณ์ส่งมอบรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 122 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 6 เดือนแรกของปี 2021

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามจากอัตราการเติบโตภายในระยะเวลา 6 เดือนแรกของปี 2021 ทั้งยังมุ่งมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้าปอร์เช่ ที่ไว้วางใจในสมรรถนะของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุด ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) มียอดจำหน่ายสูงถึง 1 ใน 4 จากยอดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่รวมทั้งหมดทุกรุ่น โดยมากกว่า 71 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตัดสินใจซื้อ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) เป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยครอบครองรถยนต์ปอร์เช่มาก่อน

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้อัตราการเติบโตและยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางเดียวกับสถิติยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ของปอร์เช่ระดับโลกและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งปอร์เช่มียอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ทั่วโลกอยู่ที่ 153,656 คัน หรือคิดเป็นอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่า 31 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า และสำหรับปอร์เช่ เอเชีย แปซิฟิค (Porsche Asia Pacific) สามารถทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษเช่นเดียวกัน โดยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 87 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ก้าวขึ้นมาเป็นภูมิภาคที่มีผลการดำเนินงานดีเยี่ยมที่สุดในครึ่งปีแรกของปี 2021 ได้สำเร็จ

ธนบดี กุลทล ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีในการสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ปอร์เช่ และธุรกิจรถสปอร์ตในประเทศไทย ปี 2021 คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการยกระดับความแข็งแกร่งในอนาคตของ ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งความสำเร็จนี้พิสูจน์ได้จากยอดจำหน่ายปัจจุบัน ตลอดจนผลการดำเนินงานที่มุ่งเน้นและส่งเสริมความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยทุกๆ 1 ใน 4 ของรถยนต์ปอร์เช่ที่ถูกจำหน่ายออกไปคือ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ 100% จากปอร์เช่”

ความสำเร็จที่นำไปสู่การเริ่มต้นแห่งยุคใหม่ของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

ปอร์เช่ ประเทศไทย ในฐานะตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และประสบความสำเร็จจากผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม มุ่งหวังที่จะพัฒนาและยกระดับความเชื่อมั่นในยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนการสรรสร้างประสบการณ์การขับขี่อันน่าประทับใจให้กับลูกค้าปอร์เช่  สำหรับผู้ต้องการครอบครองปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ทุกรุ่น รวมไปถึง ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดที่ได้เข้ามาเสริมทัพให้แก่ยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าของปอร์เช่ ขณะนี้พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้วที่โชว์รูมปอร์เช่ ทั้ง 4 สาขา โดยลูกค้าสามารถเลือกออปชั่นสำหรับรถปอร์เช่คันโปรดได้อย่างอิสระมากกว่า 600 รูปแบบ ซึ่งปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ได้ติดตั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยอันชาญฉลาดมากมาย ในการยกระดับสมรรถนะและทัศนวิสัยแห่งการขับขี่ รวมถึงการติดตั้งชุด Performance Battery Plus เพื่อช่วยให้สามารถเดินทางได้ระยะทางไกลขึ้นสูงสุด 484 กิโลเมตร (ทดสอบตามมาตรฐาน WLTP) และ Porsche Mobile Charger Connect  ที่จะทำงานร่วมกับระบบจัดการพลังงานภายในที่พักอาศัย Home Energy Manager ฟังก์ชั่นอัจฉริยะที่อำนวยความสะดวกในการชาร์จไฟฟ้าได้อย่างหลากหลาย เช่น  tariff-optimised charging และการประสานการทำงานกับระบบ photovoltaic ระหว่างกระบวนการชาร์จ

ลูกค้าปอร์เช่ จากเอเอเอสฯ มั่นใจได้ว่ายนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าของท่านจะได้รับการดูแลอย่างสมบูรณ์แบบจาก Porsche Centre Bangkok และ Porsche Centre Pattanakarn  ซึ่งเป็นศูนย์บริการที่ได้รับมาตรฐานการรับรองจากโรงงานปอร์เช่ เอจี (Porsche AG) ประเทศเยอรมนี รวมถึงยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยช่างผู้ชำนาญการและทีมวิศวกรทุกคนที่ผ่านการรับรอง Certified EV Technician ในทักษะการซ่อมแซมหรือซ่อมบำรุงรถพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งช่างผู้ชำนาญการจะดูแลรถปอร์เช่ของคุ โดยการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ซ่อมแซมและซ่อมบำรุง ตลอดจนการทดสอบและจัดเก็บแบตเตอรี่ตามข้อกำหนดของโรงงานปอร์เช่

อนาคตอันใกล้นี้ Porsche Centre Bangkok กำลังจะเปิดตัวศูนย์ซ่อมบำรุงแบตเตอรี่ High Voltage ขึ้นเป็นแห่งแรก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยสถานที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือล้วนสมบูรณ์พร้อมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ซึ่งศูนย์ซ่อมบำรุงแบตเตอรี่ High Voltage นี้จะถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานของโรงงานปอร์เช่ เพื่อนำเสนองานบริการชั้นเลิศแด่ลูกค้าปอร์เช่  ในการบำรุงรักษาและเปลี่ยนแบตเตอรี่ High Voltage  และลูกค้าผู้ครอบครอง ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ทุกรุ่น สามารถสัมผัสประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดีที่สุดจากยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าของท่านได้อย่างปลอดภัยไร้กังวล เช่นเดียวกับผู้ครอบครองรถยนต์ปอร์เช่ทุกคันที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ปอร์เช่ ประเทศไทย ด้วยโปรแกรมการบำรุงรักษาตามระยะทาง นอกจากนี้ยังเพิ่มความอุ่นใจด้วยสิทธิ์การซื้อการรับประกันจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี นานสูงสุด15 ปี ตลอดจนการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี สำหรับรถยนต์ รุ่นไฮบริดและรถพลังงานไฟฟ้าโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ความสะดวกสบายเหนือระดับในทุกจุดหมายปลายทาง ด้วยการเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้า

ปอร์เช่ ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอันสะดวกสบายในทุกจุดหมายปลายทางให้กับผู้ขับขี่ปอร์เช่  ไทคานน์ (Porsche Taycan) และผู้ขับขี่รถยนต์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ด้วยการเพิ่มเครือข่ายสถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้า Porsche Destination Charging network เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่าง ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม และศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี ที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา รวมถึงสถานีบริการชาร์จพลังงานไฟฟ้าแห่งใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ได้แก่ เควิลเลจ สุขุมวิท 26, เจ อเวนิว ทองหล่อ, ลา วิลล่า อารีย์, มาร์เก็ตเพลส กรุงเทพกรีฑา และเอกมัย พาวเวอร์ เซ็นเตอร์

นโยบายการตอบแทนสังคม

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด เล็งเห็นถึงความสำคัญของนโยบายการตอบแทนสังคม ในการพัฒนาและแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ท่ามกลางวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) บริษัทจึงได้มอบเงินบริจาคพร้อมส่งกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำนวน 1 ล้านบาท และสมทบทุนสนับสนุนชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ 500 ชุด รวมถึงบริจาคเตียงเพื่อผู้ป่วยโรค Covid-19 ให้แก่โรงพยาบาลทั้งหมด 100 ชุด

ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย กล่าวทิ้งท้ายว่า  “การช่วยเหลือสังคม คือรากฐานวัฒนธรรมองค์กรของปอร์เช่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลบุคลากรอันเปรียบเสมือนบุคคลในครอบครัว ในขณะที่วิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) ยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของพนักงาน ลูกค้า และสังคมของเรา นโยบายการตอบแทนสังคมจึงนับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เราตั้งใจจะทำให้สำเร็จเช่นกัน สำหรับการส่งมอบกำลังใจและความช่วยเหลือไปยังทุกคน  เราหวังว่าความพยายามของเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนยากลำบากไปได้ และสิ่งเหล่านี้เองจะทำให้เรามีประสบการณ์ และสามารถเรียนรู้หาหนทางของการดำรงชีวิตร่วมกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 10 ปี HAVAL H6 ด้วยยอดขายกว่า 3.5 ล้านคันทั่วโลก

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปี ของ HAVAL H6 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมประกาศความสำเร็จด้วยยอดขายสะสมกว่า 3.5 ล้านคันทั่วโลก และเผยโฉมรถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่อีก 2 รุ่น พร้อมกัน ได้แก่ HAVAL H6 Supreme+ และ HAVAL H6S เดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับในฐานะแบรนด์เอสยูวีชั้นนำระดับโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองความสำเร็จ ครบรอบ 10 ปี ของรถยนต์เอสยูวียอดนิยมอย่าง HAVAL H6 ซึ่งนับเป็น “รถยนต์เอสยูวีอัจฉริยะสำหรับการขับขี่ในเมือง” (Intelligent Urban SUV) รุ่นแรกจากแบรนด์ HAVAL โดยเริ่มผลิตและจำหน่ายในปี พ.ศ. 2554 นับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับรถยนต์เอสยูวี ที่เพียบพร้อมทั้งการใช้งานและฟังก์ชั่นอย่างครบครัน ภายใต้แนวคิดการออกแบบรถยนต์อัจฉริยะเพื่อตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือการออกเดินทางท่องเที่ยวระยะไกล ซึ่ง HAVAL ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องในการสร้างสรรค์และส่งมอบ HAVAL H6 กว่า 3 เจนเนอเรชั่น ในตลอดช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา

หลังจากการทดสอบอย่างเข้มข้น HAVAL H6 ได้เริ่มทำตลาดและสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนด้วยการขึ้นเป็นรถยนต์เอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหลายปี ถือเป็น “รถยนต์ระดับตำนานแห่งชาติ” ของประเทศจีน (National Legendary Vehicle) รวมถึงการสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับรถยนต์เอสยูวีในตลาดโลก ด้วยยอดขายรวมสะสมตลอด 10 ปีที่ผ่านมากว่า 3.5 ล้านคันทั่วโลก และ HAVAL H6 เคยติดอันดับ TOP5 รถยนต์เอสยูวีที่มียอดขายรวมสูงสุดในตลาดโลกในปี พ.ศ. 2560 รวมไปถึงการติดอันดับ TOP10 รถยนต์เอสยูวียอดนิยมในระดับโลกเป็นเวลา 8 ปีซ้อน ในช่วงปี พ.ศ.2556 – 2563 การันตีคุณภาพและความไว้วางใจที่ได้รับจากผู้ใช้งานทั่วโลก

HAVAL H6 เจนเนอเรชั่น 3 ยกระดับรถเอสยูวีให้ทันสมัยพร้อมชูเอกลักษณ์อันโดดเด่น

ท่ามกลางความสำเร็จอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดจีนและตลาดทั่วโลก HAVAL ยังคงเดินหน้าพัฒนารถยนต์เอสยูวี HAVAL H6 อย่างไม่หยุดยั้ง โดยรถยนต์เจนเนอเรชั่นล่าสุดอย่าง HAVAL H6 เจนเนอเรชั่น 3 (HAVAL H6 3rd Generation) ซึ่งเผยโฉมเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2563 นับเป็นโมเดลที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบจาก HAVAL H6 ทั้ง 2 เจนเนอเรชั่นก่อนหน้านี้ ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่อีกครั้ง ด้วยการออกแบบภายนอกที่สะท้อนแนวคิด New Eastern Futuristic Aesthetic ที่ผสานสุนทรียศาสตร์ปรัชญาตะวันออกกับเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคต ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเปี่ยมไปด้วยความล้ำสมัยและความงามอันโฉบเฉี่ยวพร้อมสะกดทุกสายตา
เติมเต็มความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลกทั้งในด้านรสนิยมและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว

HAVAL H6 เจนเนอเรชั่น 3 ยังมาพร้อมขุมพลังใหม่แบบไฮบริดเพื่อโลกอนาคตที่ยั่งยืน ด้วยเครื่องยนต์ 2.0GDIT ที่อัปเกรดอย่างสมบูรณ์ พร้อมระบบส่งกำลังแบบ 7DCT เจนเนอเรชั่น 2 (2nd Generation 7DCT transmission) และระบบแชสซีที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้นและมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการพัฒนารถยนต์บนแพลตฟอร์มอัจฉริยะ GWM LEMON ที่มาพร้อมระบบเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) ส่งผลให้ตัวถังมีน้ำหนักเบา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด 14.5% และส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด พร้อมส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมผ่านสมรรถนะและประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นนอกจากนี้ HAVAL H6 เจนเนอเรชั่น 3 ยังได้รับการอัปเกรดทั้งในด้านความชาญฉลาดและประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่จะทำให้รถยนต์กลายเป็นเพื่อนคู่คิดและสามารถสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาจอ HUD แบบสีอัจฉริยะ ซึ่งปกติจะมีเฉพาะในรถยนต์หรูรุ่นท็อปเท่านั้น แต่ HAVAL H6  เจนเนอเรชั่น 3 ได้นำหน้าจอ HUD นี้มาใช้เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ทราบถึงสภาวะต่างๆ ของรถและสภาพถนนขณะขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องละสายตาจากการมองท้องถนนไปยังด้านหน้า และยังมีหน้าจอที่แสดงระบบการช่วยจอดรถอัตโนมัติในทุกๆ ทิศทางโดยที่ผู้ขับขี่ไม่จำเป็นต้องพยายามจอดรถแบบต่างๆ ด้วยตนเองอีกต่อไป รวมไปถึงยังมีระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติระดับ 2 (L2) และการอัปเกรดระบบความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและสร้างความอุ่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

สำหรับในประเทศไทย HAVAL H6 เจนเนอเรชั่น 3 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกจาก HAVAL ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยได้มีการเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยในนาม HAVAL H6 Hybrid SUV ไปเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนไทยอย่างล้มหลาม โดยตั้งแต่ช่วงการเปิดตัวไปจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 HAVAL H6 Hybrid SUV มียอดขายรวมกว่า 320 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาด 26.5 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นแท่น TOP3 ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีของประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง เครื่องยนต์ 1.5 เทอร์โบ/ลิตร มาพร้อมระบบ Turbo แปรผัน (VGT) ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 243 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร และยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะอันล้ำสมัยภายใต้แนวคิด LIFE+ ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ตอบสนองความต้องการในการขับขี่ทุกเส้นทาง พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่สนุกและปลอดภัย พื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวาง ขนาดตัวรถและห้องโดยสารขนาดใหญ่กว่าเมื่อเทียบกับรถในคลาสเดียวกัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคนในครอบครัวได้อย่างครบครัน

เผยโฉมรถยนต์ HAVAL 2 รุ่นใหม่ เตรียมสร้างปรากฎการณ์ระดับโลกครั้งใหม่ให้กับวงการเอสยูวี

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา HAVAL ได้พัฒนาและส่งมอบรถยนต์เอสยูวีที่สร้างความประทับใจและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลกในด้านต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุด และเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของ HAVAL H6 นี้ ได้มีการเผยโฉมรถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่  HAVAL H6S มาพร้อมดีไซน์คูเป้แบบใหม่ที่โฉบเฉี่ยวและให้ความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ไฮบริด DHT 2.0T มีระบบการใช้พลังงาน 2 รูปแบบ ได้แก่ การใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบ 2.0T และ LEMON Hybrid DHT และ HAVAL H6 Supreme+ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ด้านหน้าที่ให้ความเร้าใจและเคร่งขรึมมากยิ่งขึ้น ซึ่งรถยนต์เอสยูวีรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้ ยังเป็น 2 ใน 12 รถยนต์รุ่นใหม่ ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นำไปจัดแสดงในงาน เฉิงตู มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 24 หนึ่งในมหกรรมยานยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีของประเทศจีน โดยเปิดให้ผู้เข้าชมงานได้เข้าไปยลโฉมและสัมผัสรถยนต์รุ่นต่างๆ อย่างใกล้ชิดไปจนถึงวันที่ 7 กันยายน นี้ ณ  Western China International Expo City เมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน

NISSAN ALWAYS CARES มอบความห่วงใยให้ลูกค้าอุ่นใจเมื่อมาใช้บริการ

0

นิสสัน ประเทศไทย มอบการบริการหลังการขาย “NISSAN ALWAYS CARES” ทั้งโปรโมชั่นและสิทธิประโยชน์มากมายแทนความห่วงใยในการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ตุลาคม 2564

NISSAN ALWAYS CARES ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 28 รายการ* บริการล้างรถ ดูดฝุ่น และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ รวมถึงใช้วัสดุแบบใช้แล้วทิ้งเพื่อคลุมป้องกันส่วนต่าง ๆ ภายในรถ โดยฉพาะจุดที่จะได้รับการสัมผัสโดยตรงจากช่างเทคนิค เมื่อนำรถยนต์นิสสันทุกรุ่นมารับบริการที่ศูนย์นิสสันทุกแห่งทั่วประเทศ และลูกค้าสามารถเลือกแพ็กเกจเช็คระยะ Save Safe ที่มีส่วนลดสูงสุดถึง 24% และสามารถเลือกบริการผ่อนชำระ ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้าได้

“จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระทบต่อการดำเนินชีวิตของทุกคน นิสสัน ประเทศไทย และผู้จำหน่ายกว่า 178 แห่งทั่วประเทศ พยายามให้ความช่วยเหลือ และดูแลลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถยนต์ จึงทำโครงการพิเศษพร้อมสิทธิประโยชน์ที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช็คระยะและมาตรการเพื่อความปลอดภัย และสุขอนามัยต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านรู้สึกอุ่นใจ และมั่นใจได้ว่า ลูกค้าและ รถยนต์ทุกคันที่เข้ามาใช้บริการที่ศูนย์บริการนิสสันจะได้รับความสะอาด ปลอดภัย ทั้งภายนอกและภายใน” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อเข้ารับบริการพร้อมรับข้อเสนอพิเศษเหล่านี้ได้ที่ศูนย์บริการนิสสัน    ใกล้บ้าน หรือติดต่อ นิสสัน คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2401-9600.

ท่านสามารถตรวจสอบรายละเอียด และเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามเอกสารที่แนบมานี้ หรือทางเว็บไซต์ https://www.nissan.co.th/owners/service-promotion/nissan-always-cares.html

‘* เงื่อนไขและรายละเอียดเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

5 เหตุผลที่ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ เป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ในยุคชีวิตวิถีใหม่

0

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การใช้ชีวิต การทำงาน และการเดินทางสัญจรของเราไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป การดำเนินชีวิตทั้งหมดของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่เราเรียกว่า ‘ความปกติใหม่’ หรือ ‘New Normal’ เราต้องเพิ่มการป้องกันตนเองในด้านสุขอนามัย และการเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ พร้อมความเปลี่ยนแปลงในด้านการเดินทางสัญจร ที่ต้องหลีกเลี่ยงจากระบบขนส่งมวลชนที่ผู้ใช้บริการอย่างแออัด จึงส่งผลให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลมีความจำเป็นและสำคัญเพิ่มมากขึ้น

และนี่คือ 5 เหตุผลที่ยืนยันว่าเพราะเหตุใด มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ จึงเป็นซิตี้คาร์ที่เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ในช่วงเวลาแบบชีวิตวิถีใหม่นี้

  1. การเดินทางที่เหมาะสมในยุค ชีวิตวิถีใหม่

ถึงแม้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ชะลอตัว แต่การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลกลับมีความสำคัญมากขึ้นเนื่องจากมีความปลอดภัยและเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยุค ‘ชีวิตวิถีใหม่’ ที่ผู้คนต่างต้องรักษาระยะห่างทางสังคม เพื่อตอบสนองความต้องการรถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มสูงขึ้น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงขอแนะนำวิธีการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และคุ้มค่าด้วย มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รถยนต์ซิตี้คาร์ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนเมืองในทุกช่วงอายุที่กำลังมองหาวิธีการเดินทางที่สะดวกสบายและคุ้มค่า มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ได้รับการออกแบบให้ตัวรถมีขนาดรถที่พอเหมาะสม มีความคล่องตัว และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC ที่ให้ความประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

  1. ครบครันด้วยสมาร์ทฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกที่ครบครันสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงสุดสัปดาห์ ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio (SDA) ขนาด 7 นิ้ว ใหม่ ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและรองรับระบบแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อด้วยระบบบลูทูธ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังครบครันและสะดวกสบายด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ากับรถซีดานระดับบน อาทิ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ และระบบไฟหน้าอัตโนมัติ

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย ได้แก่ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL)

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ มาพร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย

  1. มั่นใจได้ทุกการขับขี่

รถยนต์ทุกรุ่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มาพร้อมกับความมั่นใจทั้งในด้านคุณภาพ และค่าใช้จ่ายด้านบริการหลังการขายที่เหมาะสมภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้าด้วยผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง ด้วยการให้บริการที่ได้มาตรฐาน คุณภาพอะไหล่แท้ ให้บริการด้วยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรม ตลอดจนความสะดวกสบายในการเข้ารับบริการด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ

พร้อมกันนี้ลูกค้ายังจะได้รับแพ็คเกจบริการหลังการขาย ‘Mitsubishi Service Package’ ประกอบด้วย ฟรีค่าบริการเช็คระยะ 5 ปี และฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 5 ปี โดยบริษัทฯ พร้อมยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขายเพิ่มขึ้นด้วยการมอบการรับประกัน 5 ปี และฟรีค่าแรงอีก 5 ปี ให้เป็นการรับประกันมาตรฐาน หรือ มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยออฟชั่นพิเศษ โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Warranty Plus นานสูงสุดรวม 7 ปี เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ไม่แพง และราคาขายต่อที่เหมาะสม

  1. 4. รางวัลการันตีความสำเร็จ

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ สามารถคว้ารางวัล รถยนต์อีโคคาร์ 4 ประตู ราคาคุ้มค่ายอดเยี่ยม และรางวัล รถยนต์อีโคคาร์ ประหยัดน้ำมันยอดเยี่ยม ตามลำดับ โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นยังคงครองตำแหน่งรถยนต์ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมากที่สุดในเซกเมนต์จากการประกวดรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีที่จัดขึ้นโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ็ดรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี 2564 ที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้รับในปี 2564 นี้ ซึ่งครอบคลุมรถยนต์ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นนำเสนอรถยนต์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย ทั้งในด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และคุณภาพ

  1. ร่วมกันช่วยเหลือสังคมของพวกเรา

ลูกค้าสามารถเลือกซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ซิตี้คาร์ เพื่อการเดินทางที่คุ้มค่าพร้อมมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม เนื่องในโอกาสฉลองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืน ด้วยการซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ สเปเชียล เอดิชั่นโดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 2,000 บาทต่อคัน เพื่อร่วมบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ตามปณิธาน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย 

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและตอบโจทย์ทุกการใช้งานด้วยคุณสมบัติที่เหนือกว่าและครบครันทั้งในด้านเทคโนโลยีระบบความปลอดภัย อุปกรณ์อำนวยความสะดวก พร้อมด้วยความมั่นใจในการขับขี่และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้งสองรุ่นนี้ยังได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยสร้างแรงบันดาลใจและร่วมค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดแบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอนำเสนอรถยนต์ซิตี้คาร์ทั้ง มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ รุ่นต่างๆ ดังนี้

ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ แอททราจ

§  มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE (M/T)494,000 บาท  
§  มิตซูบิชิ แอททราจ ACTIVE529,000 บาท
§  มิตซูบิชิ แอททราจ Special Edition543,000 บาท
§  มิตซูบิชิ แอททราจ SMART584,000 บาท

 

ราคาจำหน่ายของมิตซูบิชิ มิราจ

§  มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE (M/T)474,000 บาท
§  มิตซูบิชิ มิราจ ACTIVE509,000 บาท
§  มิตซูบิชิ มิราจ Special Edition523,000 บาท
§  มิตซูบิชิ มิราจ SMART579,000 บาท

 

สรยท. ร่วมกับ วิริยะประกันภัย มอบสินไหมทดแทนผู้ป่วยโควิด -19

0

นายสุวัฒน์ สุขสัมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ตัวแทนสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) มอบประกันสินไหมทดแทนแก่ นางสาวอริสรา อุ้มญาติ สมาชิกสมาคมผู้สื่่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) เนื่องจากติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งการรับสินไหมทดแทนครั้งนี้ สรยท. ได้ร่วมกับวิริยะประกันภัย มอบประกันภัยโควิด-19 ซูเปอร์ชีลด์ ในโครงการ เสริมความสุข เติมความปลอดให้กับสมาชิก ที่เผชิญกับความเสี่ยงติดโควิด-19 ซึ่งได้ระบาดอย่างต่อเนื่อง จากการแพร่ระบาดระรอกใหม่ของโควิด-19 อย่างรุนแรง โดยครั้งนี้ได้รับสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท