Home Blog Page 379

ปอร์เช่ ประยุกต์ใช้กระบวนการผลิตใหม่ล่าสุดสำหรับ ไทคานน์ (Taycan)

0

Porsche AG พัฒนากระบวนการผลิตใหม่ที่สำนักงานใหญ่ เมือง Zuffenhausen โดยร่วมมือกับTesa SE. ผลจากกระบวนการดังกล่าว ช่วยให้รูหรือรอยบุบที่เกิดขึ้นบนตัวถังรถยนต์เรียบเนียน เพื่อเตรียมไปสู่ขั้นตอนการป้องกันการผุกร่อนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมาก หลุมที่เกิดขึ้นบนตัวถังคือภารกิจที่ศูนย์พ่นสีและตัวถังจะต้องจัดการให้เรียบร้อย นวัตกรรมที่ได้รับการคิดค้นขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้คือการอุดแบบ sealing patches แทนแบบ plastic plugs รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) จึงเป็นรถยนต์คันแรกของโลกที่ใช้กระบวนการดังกล่าวในการผลิต หุ่นยนต์จะทำหน้าที่ติดตั้ง sealing patches มากกว่า 100 ตำแหน่งด้วยระบบอัตโนมัติ จึงทำให้กระบวนการตกแต่งตัวถังมีความรวดเร็วยิ่งขึ้นส่งผลให้ประสิทธิภาพของสายพานการผลิตรถยนต์ปอร์เช่ เป็นไปในทิศทางที่ดีและสามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ได้

“นวัตกรรม คือสิ่งที่ผลักดันให้เราประสบความสำเร็จตลอดมา” Albrecht Reimold สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้กำกับดูแลส่วนงานการผลิตและโลจิสติกส์ ของ Porsche AG กล่าวต่อไปอีกว่า “นวัตกรรมใหม่ๆ  เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญที่จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขอบเขตจำกัด นั่นคือบทบาทหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องส่งเสริมให้บรรยากาศในการทำงานทุกๆ วันของบริษัทเอื้ออำนวยต่อทุกกระบวนการทำงานภายในบริษัท” ส่วนงาน Porsche Innovation Management คำนึงถึงประโยชน์ในการนำ sealing patches มาใช้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ปี 2020 มากกว่า 2 ใน 3 หรือประมาณ 150 plugs ซึ่งเป็นกระบวนการเก่าที่ใช้ในศูนย์พ่นสีและตัวถังของไทคานน์ (Taycan) ถูกยกเลิกไป ในอนาคตศูนย์สีและตัวถังที่โรงงาน Leipzig จะเปลี่ยนเป็นกระบวนการดังกล่าวภายในฤดูร้อนปี 2021 เช่นเดียวกัน

“กระบวนการดังกล่างคือสิ่งสำคัญที่จะไม่สับสนระหว่างกระบวนการ adhesive solution ของปอร์เช่กับ Tesa tape ที่ทุกคนรู้จักกันดีในฐานะผู้ให้บริการอุปกรณ์สำนักงานของพวกเขานั่นเอง” Dirk Paffe หัวหน้างานวางแผนศูนย์สีและตัวถัง ผู้รับผิดชอบการประยุกต์ใช้นวัตกรรม อธิบายเพิ่มเติม “เมื่อ Tesa sealing patches ได้ถูกนำมาใช้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ความพยายามของพวกเขาบรรลุผลสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่เราได้รับคือวิธีการแก้ปัญหาระยะยาวในการทำให้ Tesa sealing patches ทนทานต่อความเค้นที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของรถยนต์และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งกว่าตัวรถ”

นวัตกรรมดังกล่าวยังช่วยลดความตึงเครียดให้แก่บุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ การนำอุปกรณ์ Tesa patches มาใช้สามารถลดขั้นตอนการทำงานที่ก่อให้เกิดความเครียดจากการติดตั้ง plugs เพื่ออุดหลุมบนตัวถังมากถึง 3,600 ครั้งต่อ 1 รอบ นอกจากนี้ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานโดยรวมและส่งผลต่อความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ ช่วยลดความยุ่งยากและซับซ้อนลง เนื่องจาก patch ขนาดเดียว สามารถใช้กลบหลุมบนตัวถังได้หมดทั้ง 4 ลักษณะ ยิ่งไปกว่านั้น ขนาดความหนาเพียง 1 มิลลิเมตรทำให้ตัว patches แทบจะไม่มีส่วนนูนออกมาเลย ในขณะที่การใช้ plugs อุดแบบเดิมจะทำให้เกิดส่วนนูนจากตัวถัง รถยนต์สูงสุดถึง 6 มิลลิเมตร นอกจากนี้ตำแหน่งการติดตั้ง patches ยังมีความแม่นยำสูง เนื่องจากการใช้หุ่นยนต์พิเศษในการติดตั้งอีกด้วย

“Tesa ถือกำเนิดมานานกว่า 20 ปี  เปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ในการสร้างสรรค์อุปกรณ์เชื่อมประสานสำหรับการกลบหลุมผ่านระบบอัตโนมัติด้วยแผ่น sealing patches ทั้งในกระบวนการผลิตจนถึงกระบวการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ  ของ Tesa”  Dr Ute Ellringmann ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้รับผิดชอบส่วนงาน hole sealing ของ Tesa กล่าวแสดงความคิดเห็น “เราสามารถมั่นใจได้ในความสมบูรณ์แบบของอุปกรณ์ sealing patches ทั้งด้านคุณภาพในระดับสูงสุดและการยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต”

Porsche Innovation Management

หัวใจสำคัญที่ก่อให้เกิดไอเดียอันยอดเยี่ยม คือวิสัยทัศน์อันชาญฉลาดที่มีต่ออนาคตของบริษัท ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าว Porsche Innovation Management จึงถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2016 โดยทีมงานของโครงการที่เต็มไปด้วยความคล่องแคล่ว และพร้อมที่จะแสวงหาวิธีการในการพัฒนาให้สิ่งใหม่เกิดขึ้น  ปอร์เช่ได้สนับสนุนกองทุนแก่นักพัฒนาและช่วยกำกับดูแลให้ทำการทดลองและทดสอบภายในองค์กรตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้ก้าวไกลและครอบคลุมมากเกินกว่าการเพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้จากรถแข่งสายสนามมายังรถในสายการผลิตปกติ เพราะการขับเคลื่อนนวัตกรรมเป็นหนึ่งในหลักปรัชญาที่ฝังลึกลงในแผนกลยุทธ์ระยะยาวของ Porsche’s Strategy 2030 และเป็นประเด็นในเชิงบูรณาการที่สำคัญมีผลต่อเนื่องในทุกแผนกรวมทั้งบริษัทย่อยทั้งหมดในประเทศเยอรมนีและทั่วโลก นอกเหนือจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการผลิตและการพัฒนาด้าน Innovation Management ยังมีบทบาทในส่วนของประเด็นแวดล้อมทางธุรกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า การแก้ไขปัญหาด้านรถยนต์อย่างยั่งยืน และผลกระทบของ digitalisation ที่เกิดขึ้นกับองค์กร ลูกค้า และยนตรกรรมสปอร์ตปอร์เช่ แนวคิดที่มีแนวโน้มยกระดับกลายเป็นนวัตกรรมจะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ 3 ข้อ: 1. ต้องเกิดขึ้นใหม่ ไม่ซ้ำแบบใคร 2. ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า และสุดท้าย ต้องสร้างเสริมคุณค่าให้แก่บริษัทอย่างแท้จริง ปอร์เช่มีกองทุนพร้อมสนับสนุนโครงการเหล่านี้ 80 ถึง 100 โครงการต่อปี ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของกระบวนการล้วนเดินทางมาถึงขั้นตอนของการพัฒนาแล้วทั้งสิ้น

 

 

นิสสันเปิดตัว นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ โฉมใหม่ เติมเต็มทุกรูปแบบการใช้งานรถกระบะที่กล้า…ท้าทายทุกงานหนัก

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะ นิสสัน นาวารา รุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ ใหม่ ที่โดดเด่นด้านการบรรทุกหนัก และความแข็งแกร่งทนทาน คู่หูความสำเร็จของหลากหลายธุรกิจที่มีมาอย่างยาวนาน พร้อมโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ

“หลังจากได้เปิดตัว  นิสสัน นาวารา ใหม่ ในรุ่นตัวถัง 4 ประตู ดับเบิ้ลแคป และ 2 ประตู คิงส์แคป ไปเมื่อไม่นานมานี้ โดยได้รับความสนใจและการตอบรับเป็นอย่างดี” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน มอเตอร์  ประเทศไทย กล่าว “เพื่อให้ลูกค้าในภาคธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการใช้รถกระบะที่พร้อมด้วยสมรรถนะและความทนทาน พร้อมสนับสนุนทุกความสำเร็จของธุรกิจ  รวมถึงมีตัวเลือกเพื่อครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น นิสสันจึงได้เพิ่ม นาวารา ใหม่ ในรุ่นตัวถัง 2 ประตูแบบซิงเกิ้ลแค็บ ที่มีทั้งรุ่นขับเคลื่อนสองล้อ และขับเคลื่อนสี่ล้อ รวมถึงตัวถังแบบแชสซีส์แคป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในการบรรทุกหนัก จากโครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานของนิสสัน”

นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ ใหม่ ถ่ายทอดดีไซน์ภายใต้แนวคิด “Unbreakable Design” ที่สื่อถึงอารมณ์และการใช้งานจริง กระจังหน้าแบบ Interlock ขนาดใหญ่เสริมความดุดัน บึกบึน มาพร้อมไฟหน้ามัลติรีเฟลกเตอร์ดีไซน์ใหม่ พร้อมพื้นที่ท้ายกระบะที่กว้างขวาง สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 1,090 กิโลกรัม ไม่ว่าหนักแค่ไหนก็เอาอยู่ รวมถึงที่เหยียบขึ้นกระบะด้านข้างซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการติดตั้งจากโรงงาน ช่วยเพิ่มความสะดวกในการขนของบรรทุกสัมภาระต่างๆ ขึ้นลง เพิ่มอรรถประโยชน์ของใช้งานมากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารยังคงกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร หรือเครื่องมือ ก็สามารถจัดเก็บได้อย่างลงตัวกับช่องเก็บสัมภาระสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และด้านข้างฝั่งคนขับ อีกทั้งเบาะนั่งที่ออกแบบเพื่อช่วยให้อยู่ในท่านั่งที่สบาย ไม่เมื่อยล้าเวลาเดินทางไกล พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก NissanConnect ที่สามารถรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Apple CarPlay และ Android Auto* เพื่อใช้งานแอพพลิเคชั่น อาทิ ระบบนำทาง (Navigation system) หรือ แอปพลิเคชั่นฟังเพลงต่าง ๆ ผ่านจอระบบสัมผัสขนาด  7 นิ้ว พร้อมช่องต่ออุปกรณ์ USB/AUX เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย

นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ ใหม่  มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล YD25DDTi ขนาด 2.5 ลิตร คอมมอนเรลไดเรกอินเจคชั่น พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGS ที่ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (Ps) และแรงบิด 403 นิวตัน-เมตร (Nm) จับคู่กับระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เหมาะกับทุกสภาพการใช้งานบรรทุกหนัก คงทั้งสมรรถนะการขับขี่และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีเยี่ยม โดยรองรับน้ำมันดีเซลทุกประเภททั้ง B7, B10 และ B20

สำหรับ นาวารา ในรุ่นตัวถังแบบ ซิงเกิ้ลแค็บ ใหม่นี้ยังคงจุดเด่นของรถกระบะบรรทุกแกร่งจากนิสสัน เฉกเช่นเดียวกันในทุกๆ เจนเนอร์เรชั่น ด้วยโครงสร้างเหล็กกล้าไร้รอยต่อ แบบ  Fully Boxed Frame ที่มีชื่อเสียง ให้ทั้งความสามารถเพื่อรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ในปริมาณมากและความทนทานอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมระบบช่วงล่างและระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโครง ขณะที่ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบแหนบซ้อนพร้อมโช๊คอัพ เพื่อสมรรถนะและการทรงตัวรถขณะขับเข้าโค้งขณะบรรทุกที่ดีเยี่ยม เสริมความมั่นใจได้ทุกเส้นทาง

ในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือ Four Wheel Drive มาพร้อมฟังก์ชัน Shift On The Fly ขณะที่ความเร็วไม่เกิน     100 กม. ต่อชั่วโมง สามารถเปลี่ยนจากการขับขี่แบบสองล้อ (2H) เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบความเร็วสูง (4H) ได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดรถ ผ่าน Rotor Switch ที่บริเวณแผงคอนโซลกลาง เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ขณะที่โหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อแบบความเร็วต่ำ (4LO) มีระบบ ล็อกเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า Electronic Rear Locking Differential ช่วยเสริมกำลังฉุดเมื่อขับขี่ในสถานการณ์ที่ต้องการแรงบิดสูง ช่วยให้ง่ายต่อการขับขี่บนพื้นที่ทุรกันดาร หรือเส้นทางออฟโรด นอกจากนี้ด้วย ระยะจากความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถที่สูงกว่า ยังพร้อมลุยทุกเส้นทาง ไม่เว้นแม้พื้นที่ขรุขระ

นิสสัน นาวารา ซิงเกิ้ลแค็บ ใหม่ มีระบบความปลอดภัยมาแบบครบครัน อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า เข็มขัดนิรภัยแบบปรับระดับได้ พวงมาลัยแบบยุบตัวได้ ระบบตัดวาล์วน้ำมันเชื้อเพลิงอัตโนมัติ ในกรณีรถพลิกคว่ำเมื่อเกิดการชนด้านหน้า ระบบเบรกป้องกันล้อล็อค (Anti-lock Braking System – ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (Electric Brake Force Distribution System – EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (Brake Assist – BA) และไฟเบรกดวงที่สามพร้อมไฟ LED สามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

นิสสัน นาวารา รุ่นซิงเกิ้ล แค็บ ใหม่ เปิดรับจองแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยมีสีตัวถังภายนอก 3 สี ได้แก่  ขาว ไวท์โซลิด, เงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ และ เทา ทไวไลท์เกรย์ และมีให้เลือก 4 รุ่นย่อยสำหรับทุกการใช้งานได้แก่

  • Navara Chassis Cab 6MT ราคา 519,000 บาท
  • Navara Single Cab S 6MT ราคา 559,000 บาท
  • Navara Single Cab SL 6MT ราคา 575,000 บาท
  • Navara Single Cab SL 6MT 4WD ราคา 649,000 บาท

นอกจากนี้ นิสสันยังจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายรับการเปิดตัว ผ่อนเริ่มต้นเพียง 3,500 บาท, ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี และขับฟรีสูงสุด 90 วัน** ลูกค้าสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nissan.co.th หรือสอบถามที่โชว์รูมนิสสัน ทั่วประเทศ

มิตซูบิชิ ไทรทัน รักกิจ เอดิชั่น ความมุ่งมั่น และการสร้างสรรค์

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมกับ คุณรักกิจ ควรหาเวช ศิลปินชื่อดังสร้างสรรค์รถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ เป็นความร่วมมือกันที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส และความสามารถในการออกแบบของคุณรักกิจ ที่ได้สร้างสรรค์ผลงานการดีไซน์ที่โดดเด่น ด้วยสีสันสุดตระการตาและเหนือระดับกว่ารถกระบะทั่วไป เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าที่ชอบในสไตล์ที่แตกต่าง

มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ เผยโฉมสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรกที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ครั้งที่ 42 ที่ผ่านมา ซึ่งได้พัฒนาบนพื้นฐานรถกระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ และถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นพิเศษเพื่อร่วมฉลองครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

สำหรับเหตุผลที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมมือกับ คุณรักกิจ ควรหาเวช เนื่องจากคุณรักกิจ ถือเป็นศิลปิน ผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์คิดค้นผลงานใหม่ๆ ในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ และการยืนหยัดเพื่อสร้างสรรค์พัฒนาสิ่งใหม่ๆ เช่นเดียวกับ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งมั่นในการก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อการคิดค้นพัฒนายานยนต์และบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าภายใต้แนวคิดระดับโลก ‘Drive your Ambition’ ที่มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ และพลังการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่ทุกจุดหมายอย่างมุ่งมั่น

 โดยคุณรักกิจ ถือเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์และศิลปินสตรีทอาร์ทชื่อดังที่มีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ศิลปะแนวเรขาคณิตที่มีสไตล์เฉพาะตัวพร้อมเอกลักษณ์ที่โดดเด่น โดยคุณรักกิจ ยังมีประสบการณ์ในการร่วมงานกับแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกมากมาย เพื่อการนำเสนอเอกลักษณ์ความแตกต่างของงานดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด

“ผมมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และออกแบบผลงานศิลปะที่ไร้ขีดจำกัดด้วยเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของผมเอง สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบรถกระบะรุ่นพิเศษนี้มาจากเทพไทรทัน ซึ่งเป็นบุตรของโพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ตามตำนานกรีกโบราณ ด้วยลายเส้นในการออกแบบที่แข็งแกร่งและสีสันที่สวยงาม ลายเส้นของเทพไทรทันสร้างสรรค์ให้ มิตซูบิชิ ไทรทัน รักกิจ เอดิชั่น มีความแข็งแกร่งและทรงพลังมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมภายใต้แนวคิด ‘The Great Triton’ รถกระบะรุ่นพิเศษนี้จึงเปี่ยมด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อนและสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์” คุณรักกิจ กล่าว

มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค” เช่นเดียวกับรถกระบะไทรทันทุกรุ่น ผสานความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผนวกเข้ากับความมีสไตล์ตามแบบฉบับการใช้งานในเมือง ภายในห้องโดยสารติดตั้งเครื่องเสียงพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย์(1) และแอนดรอยด์ ออโต้(2)

ขุมพลังขับเคลื่อนที่ได้รับการพิสูจน์แล้วจากทั่วโลกทั้งในด้านความแข็งแกร่งและทรงพลัง ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีสมรรถนะสูงและขับขี่อย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์ที่ทนทาน พร้อมระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก

มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 647,000(3) บาท โดยมีสีภายนอกให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีส้ม Sunflare Orange สีขาว Solid White และสีดำ Jet Black Mica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ ทั้งนี้ลูกค้าทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของเราในแบบที่ยั่งยืน ด้วยการซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ ไทรทัน ‘รักกิจ เอดิชั่น’ ซึ่งเป็นรถกระบะรุ่นพิเศษฉลองครบ 60 ปี ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564  โดยบริษัทฯ จะบริจาคเงินจำนวน 2,000(4) บาท ต่อคัน เพื่อร่วมบริจาคเงินให้แก่องค์การกุศลใน 3 หัวข้อหลักตามปณิธานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้แก่ ด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ หรือ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ฟอร์ด ร่วมมือโพลีเน็ตส่งมอบแว่นตานิรภัย สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์รับมือกับโควิด-19

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท โพลีเน็ต จำกัด ส่งมอบแว่นตานิรภัยทางการแพทย์ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันการติดเชื้อทางดวงตาจำนวน 3,000 ชิ้น ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนรับมอบจากนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย นางกาญจนา เหลารัตนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โพลีเน็ต จำกัด และคณะ

“ฟอร์ดมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการส่งมอบความช่วยเหลือในยามที่สังคมต้องการ และทีมวิศวกรของฟอร์ดก็มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ ฟอร์ดจึงร่วมกับโพลีเน็ตซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าผู้ผลิตวัสดุชิ้นส่วนรถยนต์ฟอร์ดในการออกแบบและผลิตแว่นตานิรภัย โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์จากการศึกษาข้อมูลและรับฟังประสบการณ์ใช้งานจริงของแพทย์ เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

แว่นตานิรภัยทางการแพทย์ที่ฟอร์ดและโพลีเน็ตได้ร่วมกันผลิตขึ้น เป็นแว่นครอบตาที่ผลิตจากซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ นำมาประกอบเข้ากับเลนส์กระจกโพลีคาร์บอเนตซึ่งเคลือบน้ำยาป้องกันฝ้า ทำให้มีความสามารถในการป้องกันดวงตาจากละอองน้ำ สารเคมี และของเหลวต่างๆ รวมถึงช่วยป้องกันการเกิดฝ้าขึ้นที่กระจกในกรณีที่ใช้เป็นเวลานาน ช่วยให้การมองเห็นไม่พร่ามัว

ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ซึ่งมีความยืดหยุ่นทำให้ไม่เกิดความระคายเคืองต่อผิวหนัง สามารถสวมใส่ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานได้โดยไม่ทําให้เกิดรอยกดทับ นอกจากนี้ การที่กรอบแว่นซิลิโคนได้รับการออกแบบมาให้แนบสนิทกับใบหน้า นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรคแล้ว ยังสะดวกต่อการเคลื่อนไหวในการทํางานต่างๆ อีกทั้งยังสามารถสวมทับแว่นสายตาโดยไม่ทําประสิทธิภาพการป้องกันลดลง และไม่ร่วงหลุดจากใบหน้าโดยง่าย

ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ที่ใช้ยังสามารถทนต่อความร้อนสูงถึง 200 องศา ทำให้ง่ายต่อการทําความสะอาด เพื่อลดการติดเชื้อและการเกิดเชื้อราบริเวณข้อต่อที่ประกอบระหว่างกรอบซิลิโคนและกระจก นอกจากนี้กระจกแว่นยังสามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ ทําให้สะดวกในการชำระล้างสิ่งสกปรกต่างๆ ทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานโดยไม่เปลี่ยนรูปทรง และไม่มีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

มาสด้า เปิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารสู้วิกฤตโควิด ดึงดีลเลอร์ พนักงาน และลูกค้า รวมเป็นหนึ่งเดียว พร้อมตั้งเป้าปีนี้โต 30%

0

จากการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัสล้วนส่งผลกระทบในวงกว้างและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทยรวมทั้งทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งความมุ่งมั่นของ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้เปิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เน้นทำงานร่วมกันเป็นทีมภายใต้แนวคิด “One Mazda” ผลักดันประสิทธิภาพทุกหน่วยงานและดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครบ 150 แห่งภายในปีงบประมาณนี้

นอกจากนี้มาสด้ายังได้แถลงความสำเร็จการดำเนินธุรกิจประจำปีงบประมาณ 2020 หรือ Fiscal Year 2020 ซึ่งสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขยอดขายรถยนต์ใหม่ทะลุ 4 หมื่นคัน ทั้งรถเก๋งและรถอเนกประสงค์ต่างเก็บยอดขายเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะมาสด้า2 และ CX-30 ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างล้นหลาม พร้อมประกาศเดินหน้าท้าโควิดด้วยการตั้งเป้ายอดขายสูงถึง 52,000 คัน ชิงส่วนแบ่งการตลาด 6.2% หรือเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 30%

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของมาสด้าในปีงบประมาณ 2020 (ระหว่างเดือนเมษายน 2563 – มีนาคม 2564) ที่ผ่านมาว่า แม้ตลาดรถยนต์ในช่วงปีที่ผ่านมาจะมีการแข่งขันที่สูงมาก อีกทั้งยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกรอบทิศทาง แต่มาสด้าก็ยังสามารถทำยอดขายรวมทะลุ 4 หมื่นคัน ขยายตัวลดลง 23% ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.1% ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ลดลง 17% ด้วยตัวเลขยอดขายรวมทั้งสิ้น 786,877 คัน ซึ่งแม้ว่าจำนวนยอดขายรวมรถยนต์มาสด้าจะลดลง แต่มาสด้า ประเทศไทย ก็ยังคงเป็น 1 ใน 10 ของประเทศที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดของมาสด้าทั่วโลก

สรุปยอดขายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2020 อยู่ที่ 40,004 คัน แบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลด้วยจำนวนที่สูงถึง 23,548 คัน โดยเฉพาะมาสด้า2 ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องด้วยยอดขายเกินกว่าครึ่งมีจำนวนสูงถึง 20,741 คัน ตามมาด้วยรถเก๋งมาสด้า3 อีกจำนวน 2,800 คัน ในขณะที่รถปิกอัพ บีที-50 ก็กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้กันด้วยยอดขายกว่า 2,471 คัน ส่วนรถยนต์อเนกประสงค์ตระกูล CX-Series จำนวน 13,985 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 134% อันได้แก่ รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-30 มียอดขายสูงสุดถึง 7,582 ตามมาด้วย CX-3 จำนวน 3,100 คัน CX-8 จำนวน 1,917 และ CX-5 จำนวน 1,386 คัน และสุดท้ายรถยนต์ MX-5 รถสปอร์ตเปิดประทุนแบรนด์ไอคอนระดับตำนานของมาสด้ามียอดขายรวมอีก 7 คัน

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าประจำปีงบประมาณ 2563 เทียบกับปีงบประมาณ 2562

ข้อมูลการขายรถเมษายน 2563 – มีนาคม 2564เมษายน 2562 – มีนาคม 2563% เปลี่ยนแปลง
MAZDA220,74136,260– 43
MAZDA32,8004,775– 41
MAZDA CX-33,1001,739+ 78
MAZDA CX-307,582441+ 1,619
MAZDA CX-51,3862,466– 44
MAZDA CX-81,9171,320+ 45
MAZDA BT-502,4714,679– 47
MAZDA MX-5722– 68
ยอดรวม40,00451,702– 23

สำหรับสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไตรมาสแรกของปี 2564 แม้จะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม โดยเฉพาะจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวลง แต่รถยนต์มาสด้ายังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า อันเนื่องมาจากแผนกลยุทธ์ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการตลาด การนำเสนอผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และการยกระดับมาตรฐานการให้บริการหลังการขาย ที่ล้วนทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ จึงทำให้มาสด้าสามารถปิดยอดขายในไตรมาสแรกได้สูงถึง 10,890 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสแรกของปี 2563 ซึ่งมียอดขายรวมที่ 10,152 คัน

โดยเฉพาะรถยนต์นั่งซึ่งมาสด้า2 ยังคงได้รับความนิยมสูงสุด ด้วยจำนวน 5,686 คัน, มาสด้า3 จำนวน 704 คัน ตามมาด้วยรถปิกอัพมาสด้า บีที-50 มียอดขายรวม 429 คัน ส่วนรถอเนกประสงค์ตระกูล CX-Series มียอดรวมทั้งสิ้น 4,071 เพิ่มขึ้นสูงถึง 126% นำโด่งโดย CX-30 ครอสโอเวอร์ที่ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีและมียอดขายรวมมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 2,298 คัน ตามติดด้วย CX-3 จำนวน 1,189 คัน CX-8 มียอดขายสูงถึง 354 คัน และ CX-5 จำนวน 230 คัน ตามลำดับ

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าไตรมาสแรกปี 2564 เปรียบเทียบกับไตรมาสแรกปี 2563

ข้อมูลการขายรถไตรมาสแรก 2564ไตรมาสแรก 2563% เปลี่ยนแปลง
MAZDA25,6866,733– 16
MAZDA3704945– 26
MAZDA CX-31,189322+ 269
MAZDA CX-302,298441+ 421
MAZDA CX-5230467– 51
MAZDA CX-8354575– 39
MAZDA BT-50429667– 36
Mazda MX-501na
ยอดรวม10,89010,152+ 7

นอกจากนี้ นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารองค์กรระหว่างประเทศท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 เพิ่มเติมว่า “มาสด้าเชื่อว่าการปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะสามารถนำพาให้องค์กรก้าวไปสู่เป้าหมายได้” ซึ่งนโยบายการบริหารองค์กรของมาสด้า วางอยู่บนพื้นฐานดังต่อไปนี้

  • การบริหารองค์กรระหว่างประเทศด้วยการจัดการทรัพยากรบุคคล

องค์กรที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นล้วนต้องขับเคลื่อนด้วยบุคลากรเป็นหลัก จึงเน้นการทำงานที่ผสานระหว่างความแตกต่างของปัจเจกบุคคลและให้เกียรติทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ เพื่อให้พนักงานในทุกระดับสามารถนำมาใช้ประกอบกับการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เน้นความสำคัญของการสื่อสารแบบครบวงจรที่ตอบรับกับสังคมในยุคดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนตระหนักรู้ถึงเป้าหมายของบริษัท และสามารถทำงานร่วมกันภายใต้เป้าหมายเดียวกันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงให้การดูแลผู้จำหน่ายอย่างทั่วถึง เพราะผู้จำหน่ายคือกำลังสำคัญที่จะส่งเสริมให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคง และส่งมอบบริการที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าได้

  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียว One Mazda”

การประสบความสำเร็จอาจต้องใช้ทักษะส่วนบุคคล แต่การจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยทีมที่แข็งแกร่ง ดังนั้นการสร้าง “แบรนด์” ให้เกิดความแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาวจำเป็นต้องสร้างทีม  มาสด้าจึงนำยุทธ์ศาสตร์การทำงานเป็นทีม หรือ “One Mazda” ด้วยการหลอมรวมทุกหน่วยงานเข้าสู่รูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ และไร้รอยต่อในทุกภาคส่วน ทั้งการขาย การบริการหลังการขาย และการผลิตให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งมาสด้าเซลส์ประเทศไทย มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น รวมถึงผู้จำหน่าย เพื่อจะได้นำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เป็น “One Mazda One Team” ที่ทุกคนล้วนแต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

  • การบริหารงานโดยมีมาสด้า ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง

บริหารองค์กรในลักษณะ Distribution Business ที่มีมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง และผู้จำหน่ายเป็นด่านแรกในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีไปยังลูกค้า รวมถึงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เรายึดหลักว่า ต้องให้การดูแลผู้จำหน่ายอย่างดีที่สุด ประเมินว่าสิ่งใดที่ทำแล้วเกิดผลดีต่อทั้งบริษัทและผู้จำหน่าย เน้นการทำงานให้เกิดประสิทธิผล เพราะถ้าหากผู้จำหน่ายอยู่ไม่ได้ มาสด้าก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ในขณะเดียวกัน ก็ยังทำงานควบคู่ไปกับมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น การผลักดันให้ผู้บริหารคนไทย และพนักงานทุกคนที่มีความเข้าใจในตลาด และเข้าใจความต้องการของลูกค้าคนไทย ได้มีโอกาสบริการจัดการอย่างเต็มที่ในทุกๆ ฟังก์ชัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อลูกค้า ตามแนวคิด “Optimize Global and Local Initiatives, Empower local Thai Management Team”

  • การบริหารความแตกต่างด้านวัฒนธรรมระหว่างไทย-ญี่ปุ่น

เราได้นำข้อดีจากความต่างของสองวัฒนธรรมมาใช้ในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ในองค์กรของเรามีทั้งคนไทยและคนญี่ปุ่นที่ทำงานร่วมกัน ดังนั้น เราจึงเน้นการขจัดอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงาน เช่น อุปสรรคด้านภาษาและวัฒนธรรม เพื่อลดความไม่เข้าใจและเพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ส่งเสริมความเข้าใจของแต่ละวัฒนธรรมการทำงาน และนำข้อดีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สื่อสารกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น สำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ถึงความต้องการและเสียงสะท้อนของลูกค้าในประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อวางแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด

นอกจากนี้ ประธานบริหารยังได้แสดงวิสัยทัศน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจในปีนี้ว่า “แม้ว่าจะยังมองไม่เห็นทิศทางที่สดใสอันเนื่องมาจากการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและทั่วโลก ซึ่งเป็นผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ทั้งทางด้านอุตสาหกรรม ภาคการส่งออก และการท่องเที่ยว ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะชะลอตัวลงและต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น และมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่เรายังมีความหวังว่า ด้วยแรงสนับสนุนจากมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน และจากความร่วมแรงร่วมใจกันจากทุกภาคส่วนเชื่อว่าจะช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งมาสด้าเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ด้วยกลยุทธ์หลักทั้ง 4 ด้าน ได้แก่

  • การบริหารธุรกิจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนด้วยการเรียนรู้จากข้อผิดพลาด

เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้การบริหารธุรกิจต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนและส่งผลในทางลบต่อการดำเนินธุรกิจ และผู้บริโภคในวงกว้าง ปัจจัยสำคัญคือการสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารและการจัดการ เมื่อสถานการณ์ตลาดไม่เอื้ออำนวยและทำให้เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ เราต้องเน้นให้เกิดทักษะการบริหารงานจากความผิดพลาดเพื่อปรับเกม ปรับแท็คติก ที่สอดรับกับสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งการบริหารงานลักษณะนี้จำเป็นต้องมีการเพิ่มทักษะส่วนบุคคลของพนักงาน แบบ Meta Skill ที่ต้องมองปัจจัยรอบด้าน เข้าใจองค์ประกอบของปัญหา ปรับวิกฤตของสถานการณ์ให้เป็นโอกาส จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ใช้ประสบการณ์รอบด้านที่เก็บสะสมมา การทำงานร่วมกันเป็นทีม ที่ใช้จุดแข็งของตัวเองและคนในทีมเพื่อกำจัดจุดอ่อน และสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การให้อำนาจในการตัดสินใจและความคล่องตัวในการบริหาร ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ทันต่อเวลาและสถานการณ์ การเรียนรู้จากการผิดพลาดหรือ Resilience skill คือหัวใจของการบริหารงานภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นเดียวกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับวิกฤต และนำไปสู่ความสามารถในการก้าวพ้นวิกฤตได้ดีกว่าคู่แข่ง

  • กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์

มาสด้าจะยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัย ภายใต้กลยุทธ์ “Product and Technology Value Enhancement” เพื่อสร้างความแตกต่างในตลาดและนำเสนอแต่สิ่งที่ดีให้แก่ลูกค้า โดยต้องเป็นผลิตภัณที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่ง ด้วยการพัฒนาคุณค่าของแบรนด์ในทุกๆ ด้าน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ โดยวางอยู่บนพื้นฐานของความต้องการลูกค้าเป็นหลัก เพื่อสร้างสรรค์ให้รถยนต์ของเราสามารถนำมาซึ่งความสนุกสนานในการขับขี่ และช่วยให้ทุกช่วงเวลาบนท้องถนนเต็มไปด้วยความสนุกสนานมากยิ่งขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้มาสด้าได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 3 ประเภท HEV, PHEV และ BEV เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงได้เตรียมพร้อมเพื่อจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะเป็นไปทีละขั้นตอน จากวิสัยทัศน์ Mazda Building Block Strategy ซึ่งมี 3 องค์ประกอบคือ

  1. กรอบเวลาของการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างเหมาะสมตามสถานการณ์
  2. การพัฒนาโมเดลทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
  3. การเปลี่ยนถ่ายจากเทคโนโลยีปัจจุบันสู่เทคโนโลยีอนาคตในช่วงเวลาที่เหมาะสม
  • กลยุทธ์ด้านการขายและยุทธศาสตร์การบริหารเครือข่ายผู้จำหน่าย

สร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาศักยภาพผู้จำหน่าย พร้อมนำ KPI มาเป็นดัชนีชี้วัด โดยผู้จำหน่ายจะต้องมีผลกำไรที่ดีและสามารถส่งมอบความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้ ควบคู่กับให้การสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทั้งในโชว์รูมและห้างสรรพสินค้า โดยจะจัดขึ้นเป็นประจำในทุกๆ เดือน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19 พร้อมเตรียมขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย จากปัจจุบัน 138 เป็น 150 แห่ง ภายในปีงบประมาณนี้

  • กลยุทธ์ด้านบริการหลังการขายและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า

ยกระดับการบริการหลังการขาย ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที ด้วยการเปิดตัวบริการ Mazda Fast Track ที่ให้บริการแบบเร่งด่วนแก่ลูกค้าที่มีเวลาจำกัดภายในระยะเวลา 60 นาที รวมถึงแผนการเปิดให้บริการแบบ Fast Service (Satellite) ที่พัฒนาเป็นศูนย์บริการมาตรฐานขนาดย่อมเพิ่มเติมจากศูนย์บริการหลัก เพื่อยกระดับการให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว พร้อมยังได้พัฒนาการส่งมอบอะไหล่และการขนส่ง โดยได้ปรับปรุงทั้งคุณภาพและราคาจนเป็นที่ยอมรับในตลาด หรือบางชิ้นส่วนมีราคาที่ต่ำกว่าตลาด ด้านการจัดส่งอะไหล่ไปยังศูนย์บริการ มีบริการจัดส่ง 2 รอบต่อวัน สำหรับเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และต่างจังหวัด 1 รอบต่อวัน

“นอกจากนี้นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้ารับการบริการได้ทุกโชว์รูมทั่วประเทศ และเพื่อลบภาพจำเรื่องของค่าแรงในการให้บริการที่ไม่เท่ากัน มาสด้าขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ทุกรุ่นจะได้รับแพ็คเกจพิเศษ คือ ฟรีค่าแรงเช็กระยะตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร เพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจที่จะร่วมเข้ามาเป็นหนึ่งในครอบครัวมาสด้า และให้คำมั่นสัญญาว่า มาสด้าจะให้การดูแลรถของลูกค้าไปตลอดอายุการใช้งาน” นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติม

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกลยุทธ์ของมาสด้ารถยนต์พรีเมียมสัญชาติญี่ปุ่น ที่จะมาเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2564 และมาสด้าพร้อมเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง เพื่อจะให้รถยนต์มาสด้าได้เข้าไปครองใจลูกค้าชาวไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

อีซูซุส่ง “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” คว้าชัยในศึก THAI FIGHT 2020 รอบแรกเป็นผลสำเร็จ

0

อีซูซุร่วมแสดงความยินดีกับ “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” คว้าชัยในศึกมวยระดับโลก “THAI FIGHT 2020” โดยสาดหมัดชนะน็อกนักชกจากสหรัฐอเมริกาได้อย่างสมศักดิ์ศรีดีกรีแชมป์มวย อีซูซุคัพคนล่าสุดและแชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2020 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในเดือนพฤษภาคม ศกนี้

การแข่งขันมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2020” รอบคัดเลือกรอบแรกใน “THAI FIGHT DMHTT” ณ เวทีมวยสยามอ้อมน้อย จัดขึ้นตามมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด โดยจัดการแข่งขันแบบระบบปิด ไม่มีผู้เข้าชมในสนาม มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในทุกส่วนของสนาม และจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันเพียง 50 คนเท่านั้น แต่ยังคงจัดเต็มความสนุกสนานด้วยการจัดคู่นักชกไทยปะทะนักชกจากนานาชาติทั้งแบบสวมนวมและแบบคาดเชือก จำนวน 9 คู่ ท่ามกลางแสงสีสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนท์ตามแบบฉบับไทยไฟท์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไฮไลท์ของการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 รอบคัดเลือกรอบแรก เป็นการพบกันในแบบสวมนวม พิกัด 64 กิโลกรัม ระหว่าง “ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย” ดีกรีแชมป์มวยอีซูซุคัพคนล่าสุด และแชมป์มวยอีซูซุคัพซูเปอร์ไฟต์ 2020 และ “ทิโมธี คามาล” นักชกจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ส่งกำลังใจผ่าน VTR ให้ก้องไกลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสมดังที่ตั้งใจฝึกซ้อมมาอย่างเต็มที่ ซึ่งทันทีที่ระฆังยกแรกดังขึ้น ก้องไกลเดินหน้าลุยปล่อยอาวุธเต็มกำลัง ได้จังหวะสาดหมัดซ้ายเข้าหน้าคู่ต่อสู้แบบเต็มกำลัง ทิโมธี คามาล ร่วงคาเวทีให้กรรมการนับ 8 เป็นอันสิ้นสุดการแข่งขัน ส่งผลให้ก้องไกลชนะทีเคโอในยกที่ 1 สมฉายาจอมน็อกเอ้าท์แห่งเมืองพิษณุโลก เข้าสู่ THAI FIGHT 2020 รอบรองชนะเลิศเป็นผลสำเร็จ “ผมดีใจที่จะได้เป็นตัวแทนนักชกไทยเข้าไปชิงถ้วยพระราชทานฯ สักครั้งในชีวิต ขอบคุณแฟนมวยจากจังหวัดพิษณุโลกและกองเชียร์ทั่วประเทศที่ติดตามการชกของผม ผมจะทำผลงานให้ดีที่สุดครับ” ก้องไกลกล่าวหลังคว้าชัยรอบแรก พร้อมเตรียมฟิตร่างกายเข้าสู่การแข่งขัน “THAI FIGHT 2020” รอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม ศกนี้

ผลการแข่งขัน THAI FIGHT 2020 รอบคัดเลือกรอบแรก มีดังนี้

คู่ 1 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 64 กก.

แรมโบ้เล็ก ต.โยธา – ไทย ชนะน็อกยกที่ 1 บาแบ๊ก ฮากี้ – อิหร่าน

คู่ 2 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 68 กก.

ราชสิงห์ โรงเรียนกีฬาโคราช – ไทย ชนะน็อกยกที่ 1 ลูก้า ลาซซาลเล – อาร์เจนตินา

คู่ 3 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 77 กก.

คมพิฆาต ม.รัตนบัณฑิต ส.ตะวันรุ่ง – ไทย ชนะคะแนน นิโคลัส เมนเดส – สเปน

คู่ 4 แบบสวมนวม นํ้าหนัก 64 กก.

ก้องไกล เอ็นนี่มวยไทย – ไทย ชนะน็อกยกที่ 1 ทิโมธี คามาล – สหรัฐอเมริกา

คู่ 5 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 71 กก.

อิกคิวซัง ก.รุ่งธนเกียรติ – ไทย แพ้คะแนน ฟาบิโอ เรอิส – โปรตุเกส

คู่ 6 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 72 กก.

ไทรโยค พุ่มพันธุ์ม่วง – ไทย ชนะน็อกยกที่ 2 กลิกอร์ สโตจานอฟ – สวิสเซอร์แลนด์

คู่ 7 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 77 กก.

เต็งหนึ่ง ศิษย์เจ๊สายรุ้ง – ไทย ชนะน็อกยกที่ 1 วิล โชเป้ – สหรัฐอเมริก

คู่ 8 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 69 กก.

ป.ต.ท. ว.รุจิรวงศ์ – ไทย ชนะน็อกยกที่ 1 วิลเลียม วิปเพิล – สหรัฐอเมริกา

คู่ 9 แบบคาดเชือก นํ้าหนัก 73 กก.

กิตติ ส.จ.แดนระยอง – ไทย ชนะน็อกยกที่ 2 เรซ่า อาหมัดเนซ๊าด – อิหร่าน

(มีคลิปวีดีโอ) ลองขับ New Audi A4 Avant 45 TFSI รถแวนที่พ่อบ้านสายซิ่งคู่ควร

0
New Audi A4 Avant Pic Open

New Audi A4 Avant 45 TFSI รถสเตชั่นแวกอนจากค่ายสี่ห่วง ที่ปรับปรุงหน้าตาในสไตล์ใหม่ ให้ความโดดเด่นจากชุดไฟแอลอีดีรอบคัน ภายในแต่งเนี๊ยบ เบาะนั่งสไตล์บักเกตซีทมาพร้อมนวดในตัว รวมถึงระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ที่ส่งเสียงผ่านลำโพง Bang & Olufsen ขุมพลังไม่ธรรมดาในรูปแบบเบนซินเทอร์โบขนาด 2.0 ลิตร พ่วงระบบ Mild Hybrid พร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ Quarttro กับค่าตัวที่ 3.399 ล้านบาท จะมีความคุ้มค่า และน่าใช้เพียงใด ติดตามได้จากรายงาน

New Audi A4 Avant 45 TFSI สำหรับเจนใหม่นี้เป็นการปรับปรุงให้มีความหรูหรา แต่แฝงด้วยอารมณ์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน เริ่มจากเปลี่ยนดีไซน์ของชุดไฟรอบคันเป็นแบบแอลอีดี ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย ในกรณีเปิดไฟเลี้ยวไฟท้ายเป็นแบบแมททริค แอลอีดี

New Audi A4 Avant 7

 

หลังคาเป็นแบบพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่ ล้อแมกเปลี่ยนลายใหม่แบบ 5 ก้านคู่ หุ้มยางคอนติเนนทัลขนาด 245/35R19

New Audi A4 Avant 2

ฝาท้ายนอกจากเปิดได้จากรีโมท สวิตช์ควบคุมภายใน ยังมี Kick Sensor ช่วยผ่อนแรง

New Audi A4 Avant 4

ทั้งนี้ ชุดแต่ง S Line และ Black Edition ได้เข้ามามีส่วนช่วยเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตด้านแอโรพาร์ทภายนอกและปรับแต่งห้องโดยสารภายใน

 

New Audi A4 Avant 1
ภายในเบาะ S Line ดีไซน์สวย สปอร์ต แบบบักเกตซีทหุ้มหนัง Fine Nappa แถมระบบนวดไฟฟ้าสำหรับคู่หน้า ส่วนคู่หลังพับได้เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ

New Audi A4 Avant 5

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นแบบท้ายตัดประดับสัญลักษณ์ S Line มีแป้นแพดเดิลชิฟท์ ปุมสั่งงานระบบล๊อคความเร็วอัตโนมัติ และ Speed Limit

New Audi A4 Avant 4

ชุดมาตรวัดเปลี่ยนมาเป็นแบบ Vitual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงการทำงานของระบบต่างๆด้วยกราฟฟิกที่ออกแบบให้มีความสวยงามและสบายตา

หน้าจอ MMi Radio Plus แบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว แสดงการทำงานทั้งระบบความบันเทิง และปรับตั้งค่าต่างๆ รวมถึงเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทุกระบบ ชุดเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen มากับระบบเสียง 3 มิติ

เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร 249 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 370 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบ ทำอัตราเร่ง 0-100 ใน 6 วินาที อัตราสิ้นเปลือง 13.7 กม./ลิตรตามอีโค่สติกเกอร์ พ่วงระบบ Mild Hybrid ทำให้เป็นต้นทางของกระแสไฟฟ้า เพื่อส่งไปยังอุปกรณ์ต่างๆของรถ ทั้งยังลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

New Audi A4 Avant 10

ระบบส่งกำลังเป็นแบบอัตโนมัติ S Tropic 7 จังหวะ มากับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Quattro ที่ตัดต่อระบบด้วยไฟฟ้า

New Audi A4 Avant 11

ระบบเบรคเป็นจานทั้ง 4 ล้อ คีีมาพร้อม ABS EBD และระบบป้องกันล้อฟรี Traction Control และ ESC รวมถึงเซนเซอร์รอบคัน

การทดลองขับในครั้งนี้ใช้ระยะทางราว 100 กม. New Audi A4 Avant 45 TFSI ถือว่าเป็นรถที่มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือพ่อบ้านสายซิ่งอย่างที่จั่วหัวมาในช่วงแรก เพราะรูปลักษณ์ที่อดีตเรามักเรียกว่าเป็นประเภทของรถตรวจการณ์หรือสเตชั่น แวกอน ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่ารถซีดาน แต่การออกแบบให้มีความลาดเทของแนวหลังคา ที่ไหลไปยังท้ายรถก็เป็นส่วนช่วยให้บรรทุกสัมภาระขนาดใหญ่สบาย

 

นอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามของรถรุ่นนี้ การไหลผ่านของอากาศเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตนั้นพิถีพิถัน จึงทำให้ความสูงของตัวรถนั้นไม่มาก ส่งผลให้ดูสปอร์ตที่ลงตัว

ชุดช่วงล่างได้ปรับแต่งในส่วนของโช๊คอัพ ทีได้อัพเกรดสมรรถนะ เพื่อการควบคุมรถที่มั่นใจ การซับแรงสั่นสะเทือนทำได้ดีและไม่ถึงกับกระด้าง แม้จะใช้ยางขนาด 245/35 R19 เมื่อร่วมกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Quarttro จึงทำให้การควบคุมรถนั้นมันใจได้

New Audi A4 Avant 14

น้ำหนักพวงมาลัยออกแบบมาให้มีความกระชับ และแม่นยำ ซึ่งหากใช้โหมดการขับขี่แบบ Drive Select ซึ่งแยกออกเป็น 4 โหมด ได้แก่ Eco Comfort Performance และ Individual ทั้งน้ำหนักพวงมาลัย รวมถึงการสั่งจ่ายเชื้อเพลิง จะถูกตั้งโปรแกรมให้มีความแตกต่าง

New Audi A4 Avant 16

ขุมพลังจัดว่าเด็ด เพราะสามารถนำเทอร์โบมารีดแรงม้าจากเครื่องยนตฺเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ได้สูงสุดถึง 249 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ และแรงบิดสูงสุดที่ 370 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบ พอมาดูที่อัตราสิ้นเปลืองตามอีโค่สติ๊กเกอร์อยู่ที่ 13.7 กม./ลิตร

New Audi A4 Avant 17

อัตราเร่งถือเป็นขุมพลังที่ขับสนุก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 6 วินาที และเมื่อทำงานร่วมกับระบบส่งกำลังแบบอัตมัติ S Tronic 7 จังหวะ ซึ่งเป็นเกียร์ที่ให้ความนุ่มนวลสูง ในกรณีที่ใช้แพดเดิล ชิฟท์ ปรับลดอัตราทดเพื่อใช้เป็น Engine Brake นั้น แทบจะไม่มีการดึงให้สัมผัสได้ จะมีก็แต่ในโหมด Performance

ในส่วนของ Mild Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์นั้นไม่ได้ใช้ขับเคลื่อน แต่จะนำแรงเฉื่อยของล้อมาสร้างกำลังไปยังแบตเตอรี่เพื่อส่งต่อไปเป็นกระแสไฟหลักให้อุปกรณ์ต่างๆ จึงไม่ทำให้เปลืองเชื้อเพลิง

New Audi A4 Avant 20

มาถึงในส่วนที่ชอบมาก นั่นคือชุดเครื่องเสียงจาก Bang & Olufsen ที่ให้เสียงที่ไพเราะ และจอข้อมูลต่างๆที่ให้ความคมชัดสูง

บทสรุปการทดสอบรถคันนี้ถือว่าสอบผ่าน จากรูปลักษณ์ที่สะดุดตา สมรรถนะเครื่องยนต์ขับสนุกมาก และมั่นใจได้กับการควบคุม ในส่วนของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างฝาม้ายที่มาพร้อมระบบ Kick Sensor ก็ถือว่าเป็นการเติมเต็มที่ลงตัว แต่แอบติเล็กน้อยว่า ค่าตัวระดับ 3.399 ล้านบาท ตัวช่วยการขับขี่เพิ่มเติม เพราะเท่าที่มีคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และ Speed Limit รวมถึงปุ่มสั่งงานระบบ Drive Select น่าจะสามารถปรับได้จากพวงมาลัย ซึ่งในฐานะของพ่อบ้านสายซิ่งคนหนึ่ง ที่เหลือ…ดีหมดครับ

New Audi A4 Avant 21

 

 

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยต่อเนื่อง ทุบสถิติผลงานไตรมาสแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ฉลองอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งใหญ่ หลังออกตัวอย่างร้อนแรงด้วยยอดขายที่สูงเป็นสถิติใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2564 พร้อมครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยต่อเนื่อง และสานต่อความสำเร็จที่ผ่านมาในปี 2563 แม้จะต้องเผชิญหน้ากับปีที่ท้าทายที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2564 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้สร้างการเติบโตด้านยอดขายอย่างแข็งแกร่งในทุกเซกเมนต์ ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิรวม 2,773 คัน เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งท้ายไตรมาสแรกด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในเซกเมนต์พรีเมียมที่ 48.7% อีกทั้งยังทุบสถิติการเติบโตในระดับสามหลักจากรถยนต์ในตระกูล M รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และกลุ่มลูกค้าองค์กร ขณะที่เซกเมนต์รถหรูและรถยนต์มือสองก็สร้างผลงานอันโดดเด่นในไตรมาสแรกเช่นกันด้วยอัตราการเติบโตในระดับสองหลัก

ต่อเนื่องจากศักราช 2563 แห่งความสำเร็จ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ประกาศความสำเร็จด้านยอดขายอีกครั้งในไตรมาสแรกของปี 2564 ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรวม 2,533 คัน เพิ่มขึ้น 41% จากปีก่อนหน้า สร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ โดยเป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในเซกเมนต์รถหรูระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, ซีรีส์ 8, X7 และ i8 ซึ่งเติบโตขึ้น 25.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดในระดับสามหลักของรถยนต์ในตระกูล M ได้พุ่งสูงขึ้นถึง 220% จากไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมา และเป็นเครื่องสะท้อนถึงความสนใจของนักขับคนไทยในยานยนต์สมรรถนะสูงได้เป็นอย่างดี

ความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในตลาดยานยนต์ไทยยังคงทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน จึงส่งผลให้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของบีเอ็มดับเบิลยูมียอดการส่งมอบที่สูงขึ้นถึง 140% ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ก็ได้ช่วยสร้างสรรค์แคมเปญทางการเงินเพื่อสนับสนุนการขายรถยนต์ใหม่รวมไปถึงรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานแล้ว ช่วยให้ยอดขายรถยนต์มือสองในโปรแกรม BMW Premium Selection ในไตรมาสแรกของปีนี้ เติบโตขึ้น 44% และยอดขายในกลุ่มลูกค้าองค์กรก็เพิ่มขึ้นถึง 124% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งความสำเร็จทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลบวกต่อความสำเร็จในภาพรวมของไตรมาสแรกในปี 2564 นี้

ด้านมินิ ประเทศไทย ก็ได้รายงานอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ด้วยยอดส่งมอบ 240 คัน ทำสถิติยอดขายประจำไตรมาสแรกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 57% ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็รักษาผลงานอันแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องแม้จะต้องประสบกับความ
ท้าทายในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ด้วยยอดส่งมอบรถมอเตอร์ไซค์รวม 281 คัน

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย  ยอดการส่งมอบในไตรมาสที่ 1 ปี 2564อัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับ
ไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา
บีเอ็มดับเบิลยู 2,533+41%
มินิ240+57%
บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ2,773+42%
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด281-3%

 

สำหรับในระดับโลก ยอดขายของทุกแบรนด์ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้เติบโตขึ้นทั่วโลกในไตรมาสแรกของปี 2564 โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์ทั่วโลกรวม 636,606 คัน เพิ่มขึ้น 33.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลสะท้อนมาจากความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ด้วยอัตราการเติบโตปีต่อปีถึง 129.8% จากยอดส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในภูมิภาคต่าง ๆ รวม 70,207 คัน ส่วนรถมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มียอดส่งมอบรวม 42,592 คันทั่วโลกในไตรมาสแรก โตขึ้น 22.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สร้างสถิติยอดขายประจำไตรมาสแรกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2563 นับเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้นำของตลาดยานยนต์พรีเมียมไทย ด้วยความมุ่งมั่นที่ผู้จำหน่ายและพนักงานทุกคนทุ่มเทให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยตลอดมา ในปีนี้เราก็ได้สร้างความสำเร็จที่จะต้องจารึกในหน้าประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ อีกครั้งในฐานะผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดยานยนต์พรีเมียมไทยในไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนแบ่งตลาดของเราซึ่งนำอยู่ที่ 48.7% เป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะยังคงยึดมั่นในภารกิจเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับความต้องการทุกด้านของผู้บริโภค โดยเราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เปี่ยมด้วยความยืดหยุ่นอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าในยุคนี้ ภายในเวลาเพียงสามเดือนที่ผ่านมา เราได้ส่งรถยนต์กว่าสิบรุ่นสู่ตลาดประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันนี้ เรานำเสนอเทคโนโลยีที่ครอบคลุมทั้งระบบขับเคลื่อนแบบดีเซล เบนซิน ปลั๊กอินไฮบริด และระบบไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ BEV ตลอดไปจนถึงรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างตระกูล M

“สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู เราได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5, บีเอ็มดับเบิลยู X7 xDrive30d M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู M340i xDrive, บีเอ็มดับเบิลยู M4 Competition Coupé, และยังได้เปิดตัวรุ่น M Performance Edition สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport, บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X และบีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ส่วนมินิ ก็ได้สร้างความเร้าใจในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใครด้วย มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ GP Inspired Edition, มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน และมินิ Paddy Hopkirk Edition ซึ่งเพิ่งเผยโฉมเซอร์ไพรส์แฟน ๆ ไปในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ที่ผ่านมา ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ก็ได้สานต่อตำนานอันเป็นเอกลักษณ์สุดคลาสสิกด้วยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Classic First Edition นอกจากนี้ เรายังได้ต่อยอดประสบการณ์ด้านดิจิทัลด้วยแอป My BMW และ MINI App เพื่อผสานการเชื่อมต่อระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

“และที่สำคัญที่สุด ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปทุกท่าน ที่ได้ให้ความไว้วางใจในทุกแบรนด์ของเราตลอดมา รวมถึงผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทุกรายของเรา ที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในทุกความสำเร็จ ผมมั่นใจว่าเราจะร่วมกันเดินต่อไปบนเส้นทางนี้ได้อีกยาวไกล เพื่อสานต่อและปูทางสู่ความสำเร็จในตลาดยานยนต์พรีเมียมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้” มร. บารากากล่าว

ตลาดรถยนต์มีนาคมคึกคักทุกตลาด ยอดขายรวม 79,969 คัน เพิ่มขึ้น 25.6%

0

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รายงานสถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนมีนาคม 2564 ปรับตัวดีขึ้นทุกตลาดโดยมียอดขายรวมทั้งสิ้น 79,969 คัน เพิ่มขึ้น 25.6% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 30,183 คัน เพิ่มขึ้น 24.7% รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 49,786 คัน เพิ่มขึ้น 26.1% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 38,106 คัน เพิ่มขึ้น 25.8% 

  • ประเด็นสำคัญ

ตลาดรถยนต์เดือนมีนาคม 2564 มีปริมาณการขาย 79,969 คัน เพิ่มขึ้น 25.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 24.7% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์     มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 26.1% แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID 19 ในประเทศยังเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวม แต่ด้วยมารตรการต่างๆ จากภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown เพิ่มเติม มีส่วนช่วยบรรเทาความตึงเครียดในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน และที่สำคัญตลาดรถยนต์ในเดือนนี้ได้รับปัจจัยบวกจากข้อเสนอพิเศษ และกิจกรรมส่งเสริมการขายของค่ายรถยนต์ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่เพิ่งจบสิ้นลง มีส่วนกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมในเดือนมีนาคมปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และกลับมาเติบโตเป็นครั้งแรกในรอบปี

ตลาดรถยนต์ในเดือนเมษายนเป็นที่น่าจับตามอง สืบเนื่องจากการระบาดของไวรัส COVID 19 ระลอกใหม่มีความรุนแรงกว่าระลอกที่ผ่านมา ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวม รวมทั้งอารมณ์ในการซื้อของลูกค้าลดลง แต่ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ยังคงดำเนินอยู่ เช่น โครงการ “เราชนะ” และ “ม33 เรารักกัน” สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันได้บ้าง โดยยังคงมีแรงส่งจากการนำเสนอแคมเปญ “เงื่อนไขเดียวกับมอเตอร์โชว์” ของค่ายรถยนต์ และการทยอยส่งมอบรถยนต์ที่จองในงานมอเตอร์โชว์ที่ยังพยุงยอดขายรถยนต์ให้เดินหน้าต่อไปได้

  • ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมีนาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 79,969 คัน เพิ่มขึ้น 6%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      22,276 คัน       เพิ่มขึ้น      28.5%         ส่วนแบ่งตลาด 27.9%

อันดับที่ 2 อีซูซุ           17,523 คัน       เพิ่มขึ้น      28.6%         ส่วนแบ่งตลาด 21.9%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       10,295 คัน       เพิ่มขึ้น      37.2%  ส่วนแบ่งตลาด 12.9%

Motor Show 2021 12

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 30,183 คัน เพิ่มขึ้น7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า       8,953 คัน       เพิ่มขึ้น      47.5%         ส่วนแบ่งตลาด 29.7%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      5,380 คัน       ลดลง         0.5%   ส่วนแบ่งตลาด 17.8%

อันดับที่ 3 มาสด้า       2,785 คัน       เพิ่มขึ้น      28.9%         ส่วนแบ่งตลาด  9.2%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 49,786 คัน เพิ่มขึ้น1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          17,523 คัน       เพิ่มขึ้น     28.6% ส่วนแบ่งตลาด 35.2%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      16,896 คัน       เพิ่มขึ้น     41.7% ส่วนแบ่งตลาด 33.9%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        3,199 คัน       เพิ่มขึ้น     45.0% ส่วนแบ่งตลาด  6.4%

Motor Show 2021 22

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*) ปริมาณการขาย 38,160 คัน เพิ่มขึ้น 25.8%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           15,801 คัน       เพิ่มขึ้น    25.1% ส่วนแบ่งตลาด 41.5%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      14,443 คัน       เพิ่มขึ้น    39.6% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        3,199 คัน       เพิ่มขึ้น    45.0% ส่วนแบ่งตลาด  8.4%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 5,850 คัน

โตโยต้า 2,588 คัน – อีซูซุ 1,892 คัน – มิตซูบิชิ 914 คัน – ฟอร์ด 433  คัน – นิสสัน 23 คัน

Motor Show 2021 6

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 32,256 คัน เพิ่มขึ้น5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          13,909 คัน       เพิ่มขึ้น     16.0% ส่วนแบ่งตลาด 43.1%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      11,855 คัน       เพิ่มขึ้น     26.3% ส่วนแบ่งตลาด 36.8%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        2,766 คัน       เพิ่มขึ้น     54.8% ส่วนแบ่งตลาด  8.6%               

  • สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – มีนาคม 2564
  1. ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 194,137 คัน ลดลง 3%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      55,931 คัน       ลดลง         0.4% ส่วนแบ่งตลาด 28.8%

อันดับที่ 2 อีซูซุ          49,248 คัน       เพิ่มขึ้น      16.2%        ส่วนแบ่งตลาด 25.4%

อันดับที่ 3 ฮอนด้า       24,959 คัน       ลดลง        13.7% ส่วนแบ่งตลาด 12.9%

  1. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 65,256 คัน ลดลง 7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า       21,347 คัน      ลดลง       10.9% ส่วนแบ่งตลาด 32.7%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      14,509 คัน      ลดลง       22.2% ส่วนแบ่งตลาด 22.2%

อันดับที่ 3 มาสด้า        6,390 คัน      ลดลง       16.8% ส่วนแบ่งตลาด  9.8%

  1. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 128,881 คัน เพิ่มขึ้น5%  

อันดับที่ 1 อีซูซุ          49,248 คัน       เพิ่มขึ้น     16.2% ส่วนแบ่งตลาด 38.2%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      41,422 คัน       เพิ่มขึ้น     10.5% ส่วนแบ่งตลาด 32.1%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        8,096 คัน       เพิ่มขึ้น     12.4% ส่วนแบ่งตลาด  6.3%

  1. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV*)

ปริมาณการขาย 99,382 คัน เพิ่มขึ้น 2.5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           45,399 คัน       เพิ่มขึ้น      14.6% ส่วนแบ่งตลาด 45.7%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      34,718 คัน       เพิ่มขึ้น        6.1% ส่วนแบ่งตลาด 34.9%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        8,096 คัน       เพิ่มขึ้น      12.4% ส่วนแบ่งตลาด  8.1%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 14,944 คัน

โตโยต้า 6,502 คัน – อีซูซุ 5,177 คัน – มิตซูบิชิ 1,967 คัน – ฟอร์ด 1,249 คัน – นิสสัน 49 คัน

  1. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 84,438 คัน ลดลง1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          40,222 คัน       เพิ่มขึ้น       6.2% ส่วนแบ่งตลาด 47.6%

อันดับที่ 2 โตโยต้า      28,216 คัน       ลดลง        4.1% ส่วนแบ่งตลาด 33.4%

อันดับที่ 3 ฟอร์ด        6,847 คัน       เพิ่มขึ้น     16.0%  ส่วนแบ่งตลาด  8.1%    

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E ตั้งเป้าหมายออกสตาร์ทฤดูกาลด้วยผลงานที่ดีเยี่ยม

0

หลังเปิดฤดูกาลแข่งขันผ่านไป 2 สนาม night races ใน Diriyah รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ ABB FIA Formula E World Championship เดินหน้าต่อไปยังกรุงโรม ในวันที่ 10 -11 เมษายน เนื่องจากข้อจำกัดในการเดินทางข้ามประเทศอันเป็นผลของวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า FIA และ Formula E จึงตัดสินใจจัดการแข่งขันติดต่อกัน 2 ครั้งบนสนามที่เป็นพื้นที่ในตัวเมือง เช่นเดียวกับในสนามถัดไปที่วาเลนเซีย ในวันที่ 24 – 25 เมษายน ที่ผ่านมา Amiel Lindesay หัวหน้าส่วนงานปฏิบัติการของ Formula E กล่าวเน้นย้ำแนวทางการตัดสินใจข้างต้น “เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันและวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังซึ่งยังคงไม่สามารถคาดเดาได้ ทุกการแข่งขันที่สามารถจัดได้ล้วนมีความสำคัญกับพวกเรา และรายการนี้อย่างยิ่ง”

การแข่งขันนี้นับเป็นครั้งแรกในการมาเยือนกรุงโรมของทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E คะแนนอันมีค่าต่ออันดับบนตารางที่ได้รับจากซาอุดิอาระเบีย  ด้วยผลงานของรถแข่งปอร์เช่ 99X Electric หมายเลข 99 ของ Pascal Wehrlein ผู้ซึ่งแสดงความแข็งแกร่งของเขาออกมาอย่างเต็มพิกัดที่ Diriyah ออกสตาร์ทจากแถวหน้าเปิดตัวในฐานะนักแข่งสังกัดทีมโรงงานปอร์เช่อย่างสมศักดิ์ศรี ในส่วนเพื่อนร่วมทีมอย่าง André Lotterer กลับต้องเผชิญกับการขับเคี่ยวที่ยากลำบากหลังพวงมาลัยของรถแข่งปอร์เช่ 99X Electric หมายเลข 36 อีก 1 คัน การแข่งขันรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบรายการแรกของโลก มีทีมเข้าร่วมประลองความเร็ว 12 ทีม และนักขับอีก 24 ชีวิต ลงกรำศึกเพื่อช่วงชิงตำแหน่งแชมเปี้ยนโลก ซึ่งจะมีการมอบรางวัลอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฤดูกาลนี้

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E เดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิลำดับที่ 3 และ 4 ของฤดูกาลด้วยความมั่นใจ “รถแข่ง ปอร์เช่ 99X Electric ของเราทำความเร็วได้ดีที่ Diriyah เราสามารถทำแบบนั้นได้เช่นเดียวกันที่โรม” Amiel Lindesay กล่าวต่อไปอีกว่า “สิ่งหนึ่งที่เราจะไม่มีวันลืมเลย คือการลงแข่งฤดูกาลที่ 2 ของเรา แต่กลับเหลือสนามให้แข่งอีกเพียง 6 แห่งนับจากนี้เท่านั้น มันเป็นการต่อสู้ชิงแชมป์ที่มีระยะเวลาสั้นมาก”

ถามตอบ กับ รายการ Rome EPrix 

Amiel Lindesay หัวหน้าส่วนงานปฏิบัติการ Formula E 

อะไรคือข้อมูลเชิงลึกจากสนาม Diriyah ที่คุณจะนำมาใช้ประโยชน์ต่อที่โรม?

“เราเปิดฤดูกาลได้ค่อนข้างดีในสนามแรกที่ Diriyah แต่ยังคงมีบางสิ่งบางอย่างที่เรายังต้องค้นหามันให้พบ การจัดการพลังงานยังไม่สมบูรณ์แบบ ในบางส่วนของสนามรถแข่งทั้ง 2 คันดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้สูงกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เราต้องเรียนรู้จากเรื่องนี้ และทำให้ดีกว่าเดิมที่โรม ผมมีความเชื่อ มั่นว่าเราจะแข็งแกร่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีโอกาสได้ลงสนามที่โรมเมื่อปีที่แล้ว แต่เส้นทางมีการเปลี่ยนแปลงไปในหลายพื้นที่ ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อเรา Formula E แข่งขันกันอย่างถึงพริกถึงขิง ทุกทีมย่อมต้องคำนึงถึงการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเช่นกัน และมันจะทำให้การลงสนามครั้งนี้สูสีกันเอามากๆ”

มีจุดใดที่คุณคิดว่าสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้สำหรับการแข่งขันรายการ Rome EPrix?

“เราเลือกที่จะเป็นผู้เล่นในระดับโลก ดังนั้นเราจึงทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วงในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพ software เหมือนกับทุกครั้ง การจำลองสถานการณ์จะได้รับการนำมาใช้อย่างเข้มข้น เราทดสอบ และตระเตรียมทีมงานให้สามารถรับมืออย่างดีที่สุดกับทุกสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ที่โรม ในทันทีที่เราปล่อยรถแข่งออกจากพิทเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ทีมงานมีทัศนคติที่ดีเยี่ยม และทุกคนต่างกระตือรือล้นที่จะไขว่คว้าหาความสมบูรณ์แบบ เรามุ่งมั่นพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นในทุกๆ สนามที่ลงแข่ง และลงมือทำทุกสิ่งทุกอย่างโดยไร้ข้อผิดพลาด การลงสนามครั้งที่แล้วในโรมของ André เขาสามารถจบด้วยการขึ้นโพเดี้ยม ทีมงานมีหน้าที่ต้องผลักดัน และกระตุ้นให้ทุกคนไปยืนอยู่ในจุดนั้นอีกครั้ง”

การแข่งขันที่โรมจัดขึ้นติดกัน 2 สนาม มันมีความหมายอย่างไรต่อทีม ในแง่ของการเตรียมตัว

“ในวันแข่ง Formula E จะใช้เวลานานมาก การแข่งติดต่อกัน 2 สนามก่อให้เกิดแรงกดดันกับทีมงานมากขึ้น แต่มันไม่มีความแตกต่างอะไรมากนักในส่วนการเตรียมพร้อมของฝ่ายสนับสนุน สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะยุ่งยากขึ้นเล็กน้อย คือแบบจำลองสถานการณ์ของอัตราการยึดเกาะ เนื่องจากคุณต้องใช้เวลาบนสนามเยอะขึ้น การเตรียมตัวเพิ่มเติมในส่วนของวันที่ 2 นั้น ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราค้นพบจากวันแรกแน่นอนว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ หากว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นในสนามแรก เราจะเหลือยางที่สามารถใช้ได้ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ไม่มาก เพราะเรามียางที่จำกัด”

André Lotterer นักแข่งสังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ (รถแข่งหมายเลข 36)

คุณมีความทรงจำที่สวยงามในโรม สิ่งนั้นจะส่งผลดีต่อคุณ หรือเป็นแรงกระตุ้นสำหรับคุณหรือไม่?

“มันถูกต้องเลยที่จะรู้สึกดีเอามากๆ เมื่อได้ย้อนกลับมายังสนามแห่งนี้ สถานที่ซึ่งคุณเคยสร้างความสำเร็จเอาไว้ ผมยึดตำแหน่งบนโพเดี้ยมได้ 2 ครั้งที่โรม และออกสตาร์ทในตำแหน่งโพลได้อีก 1 ครั้ง เรามาลองดูกันว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาจะช่วยสนับสนุนผมได้หรือไม่ นี่คือการลงสนามในโรมครั้งแรกของทีมงาน และเรากำลังจะต้องพบกับรูปแบบเส้นทางใหม่ๆ นับเป็นข้อได้เปรียบสำหรับเรา เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้สนามแห่งนี้เป็นสิ่งใหม่ที่ทุกทีมไม่เคยเจอมาก่อน”

คุณออกสตาร์ทฤดูกาลที่ Diriyah ได้ไม่ดีเท่าไหร่ การแข่ง 2 สนามที่โรมจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมใช่หรือไม่?

“แน่นอนที่สุด การแข่งขันทุกกิโลเมตรบนสนามทำให้เราเติบโต  2 สนามติดย่อมหมายถึงโอกาส 2 ครั้งในการประสบความสำเร็จจากการแสดงศักยภาพ ใน Diriyah ทุกสิ่งไม่ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง แต่ที่นี่เราทำได้ดีในหลายๆ จุด เราติดอยู่กลุ่มหัวตารางในช่วงการวิ่งทดสอบ ซึ่งนั่นคือสัญญาณที่ดีเสมอเรามีผลงานที่ดีมาโดยตลอด เรามีการเตรียมความพร้อมเป็นอยางดีเพื่อลงแข่งขันที่โรม และผมหวังว่าเราจะได้รับรางวัลตอบแทน ให้แก่ความเหนื่อยและความตั้งใจทำงานของทุกคนในทีม”

Pascal Wehrlein นักแข่งสังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ (รถแข่งหมายเลข 99)

คุณทำผลงานสนามแรกให้ทีมปอร์เช่ ด้วยการออกสตาร์ทจากแถวหน้า สิ่งนี้สร้างแรงบันดาลใจให้คุณมากน้อยแค่ไหน?

“ในฐานะนักแข่งหน้าใหม่ของทีม การออกสตาร์ทที่ดีคือเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญทีเดียว เราแสดงความสามารถของเราให้เห็น เราวิ่งได้อย่างยอดเยี่ยมเอามากๆ  เมื่อเป็นการทำเวลาต่อรอบแต่ความเร็วกลับลดลงเล็กน้อยในการแข่งจริง มีการปรับปรุงบางอย่างสำหรับการลงสนามที่โรม และหากเราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างจริงจังเมื่อลงแข่ง ผมมั่นใจว่าทุกสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้”

คุณรู้สึกอย่างไร เกี่ยวกับการแข่งติดต่อกัน 2 สนามในโรม และรู้สึกยุ่งยากกับเส้นทางใหม่ในสนามแข่งหรือไม่?

“ยิ่งเราลงแข่งมากครั้งเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลดีต่อทีมงานมากเท่านั้น ในกรณีนี้ ผมรอคอยจะได้ใช้เวลาอยู่ในรถแข่งให้ยาวนานขึ้น มันอาจจะเป็นไปได้ที่การวิ่งในวันแรกจะไม่ราบรื่นนักและต่อให้มันเกิดขึ้น สุดสัปดาห์นี้ก็จะยังไม่จบลงง่ายๆ เราจะมีโอกาสที่ 2 ในการทำผลงานให้ดียิ่งขึ้น เส้นทางใหม่ทำให้รถวิ่งได้เร็ว และมีความท้าทายจากพื้นผิวที่เป็นหลุมบ่อ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเตรียมตัวสำหรับลงสนามที่โรม คือการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพสนามที่หลากหลาย และค้นหาวิธีปรับแต่งรถแข่งปอร์เช่ 99X Electric ให้สมบูรณ์แบบก่อนจะปล่อยมันลงสนามการแข่งขัน Formula E คุณมีเวลาค่อนข้างจำกัดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวรถในช่วงการแข่งจริงและนั่นทำให้การทำงานอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง”

 

เกี่ยวกับสนามแข่งขัน

สนาม Rome E-Prix มีความยาว 3.385 กิโลเมตร เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางในย่าน Esposizione Universale di Roma district หลังจากการแข่งขันที่ปักกิ่ง เมื่อปี 2014 สนามแห่งนี้ถูกบันทึกสถิติระยะทางสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ Formula E เมื่อเปรียบเทียบกับเส้นทางวิ่งบนสนามในปี 2019 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขัน Formula E ครั้งล่าสุดในโรม ได้มีการเพิ่มทางโค้ง 90 องศา และทางโค้งต่อเนื่อง (chicane) อีก 4 แห่ง สนามดังกล่าวตัดผ่านไปยังย่าน Palazzo dei Congressi และ Piazzale Marconi ประกอบด้วยทางโค้งรวม 19 โค้ง ทางตรงระยะสั้นผ่านย่าน Via Cristoforo Colombo “สนามใหม่แทบจะไม่มีอะไรเหมือนกับสนามเก่าเลย” André Lotterer แสดงความเห็นต่อไปอีกว่า “ดังนั้น ไม่ถือเป็นการเสียเปรียบสักเท่าไหร่ สำหรับการที่เราต้องมาแข่งขันเป็นครั้งแรกในโรม“ ทางด้านของ Pascal Wehrlein มีเพียงประโยคเดียวที่เขากล่าวยืนยันอย่างหนักแน่น “มันจะต้องตื่นเต้นสุดๆ ไปเลย”

การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต

กำหนดการออกอากาศ การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ Formula E จากกรุงโรม สามารถติดตามได้จากเว็บไซต์ https://www.fiaformulae.com/watch/waystowatch