Home Blog Page 380

“TOAVH” ผนึกกำลังต้าน COVID-19 มอบหน้ากากอนามัย N95 แก่ รพ.คามิลเลียน

0

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธาน บริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (TOA VENTURE HOLDING : TOAVH) และผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายคณิต ชัยบริพันธ์(ที่  1 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด, นายศราวิช ไชยมังกร (คนที่ 1 จากขวา) ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด พร้อมผู้บริหาร พนักงาน บริษัทในเครือ ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง ร่วมมอบหน้ากากอนามัย N95 จำนวน 600 ชิ้น ให้แก่โรงพยาบาล คามิลเลียน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจการยับยั้งและการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค COVID-19 โดยมี นายแพทย์อานนท์ วงศ์กิตติรักษ์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการแพทย์ โรงพยาบาลคามิลเลียน ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบ พร้อม นายสุรัตน์ สุวชิตวงศ์ (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานประชาคมเขตวัฒนา และคณะทำงาน ร่วมเป็นเกียรติในการมอบครั้งนี้

ปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) การปรับปรุงทางเทคนิค เพื่อยกระดับสมรรถนะให้ดียิ่งขึ้น

0

ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) เสริมอุปกรณ์ทางเทคนิคที่โดดเด่นในขั้นตอนการพัฒนา ทีมงานวิศวกรปักธงไว้ที่จุดประสงค์หลักหนึ่งเดียวคือ ยกระดับขีดความสามารถด้านสมรรถนะของยนตรกรรมสปอร์ตพลังแรง โดยไม่ลดทอนอรรถประโยชน์ความสะดวกสบายในการใช้งานประจำวันลงแม้แต่น้อย การประสานงานกันอย่างใกล้ชิดระหว่างบรรดาช่างเทคนิคจากสายการผลิตปกติและเหล่าบุคลากรผู้เชี่ยวชาญจากแผนกมอเตอร์สปอร์ต เพื่อภารกิจสุดยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความสำคัญนี้โดยเฉพาะ “เรามีทีมงานวิศวกรชุดเดียวกับที่พัฒนารถแข่งสายสนามเข้ามาร่วมออกแบบยนตรกรรม จีที (GT) คันใหม่สำหรับใช้บนถนนสาธารณะส่งผลให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็วราวกับจินตนาการ” Andreas Preuninger ผู้อำนวยการส่วนงาน GT Model Line กล่าว

การปรับแต่งด้วยอุโมงค์ลมนานกว่า 160 ชั่วโมง

กระบวนการทางเทคนิค ในส่วนของอากาศพลศาสตร์คือสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด นับเป็นครั้งแรกที่ปีกหลังแบบลอยตัว หรือ suspended rear wing ได้รับการติดตั้งลงในรถสปอร์ตปอร์เช่จากสายการผลิตปกติ จุดยึดแบบ swan-neck มีลักษณะเดียวกันกับที่ใช้ในรถแข่ง จีที (GT) ปอร์เช่ 911 อาร์เอสอาร์ (Porsche 911 RSR) และรถแข่ง one-make cup ปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (Porsche 911 GT3 Cup) ขาแขวนแบร็คเก็ตอะลูมิเนียมทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่รองรับชิ้นส่วนปีกดังกล่าวจากด้านบน กระแสอากาศสามารถเคลื่อนที่ผ่านทางด้านล่างโดยไม่ถูกกีดขวางซึ่งเป็นสิ่งที่มีผลในด้านอากาศพลศาสตร์อย่างมาก งานออกแบบใหม่ช่วยลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็นและนอกจากจะเป็นการเพิ่มแรงกดท้ายรถให้มากขึ้นแล้วยังมีผลต่อเสถียรภาพของระบบรองรับหลังโดยเป็นการทำงานร่วมกับการปรับแต่งอื่นๆ อย่างละเอียด “เราพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ของปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) ผ่านแบบจำลองมากกว่า 700 รูปแบบ ใช้เวลามากกว่า 160 ชั่วโมง เพื่อปรับตั้งตัวรถอย่างประณีตภายในอุโมงค์ลม” ข้างต้นคือคำอธิบายจากวิศวกรอากาศพลศาตร์ Mathias Roll มุมปะทะอากาศของปีกหลังตัวใหม่ สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งได้ถึง 4 ระดับสอดคล้องกับการทำงานของดิฟฟิวเซอร์หน้าซึ่งปรับได้ 4 ระดับเช่นเดียวกัน “ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) สร้างแรงกดได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่ความเร็ว 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อันเป็นผลจากการปรับแต่งอุปกรณ์ภายนอกตัวรถเท่านั้น ในกรณีที่ต้องการแรงกดสูงสุด สามารถปรับตั้งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่า 150 เปอร์เซ็นต์” Roll เสริม  เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่รถแข่งสายสนามต้องเผชิญดุลยภาพด้านอากาศพลศาสตร์ของปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) สามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพเส้นทางในแต่ละสนามและรูปแบบการขับขี่ได้โดยอิสระ “ไม่เพียงชิ้นส่วนตัวถังต่างๆ  จะคล้ายคลึงอย่างมากกับอุปกรณ์ที่ใช้ในรถแข่งเท่านั้น ขั้นตอนและวิธีการในการพัฒนาก็ยังถอดแบบกันมาอีกด้วย” วิศวกรอากาศพลศาสตร์อธิบายเพิ่มเติม “ภายในอุโมงค์ลมสุดล้ำสมัยของเราที่ Weissach ไม่ได้จำลองเฉพาะทิศทางที่รถวิ่งตรงไปข้างหน้าเท่านั้น แต่เรายังทำการทดสอบทุกสถานการณ์ในการขับขี่ที่อาจจะเป็นไปได้ทั้งหมด เราจับรถม้วนตัว โยนไปมา และเขย่าซ้ายขวา เพื่อจำลองทุกสภาพที่ต้องพบเจอระหว่างขับขี่บนสนามแข่ง”

ขุมพลังเครื่องยนต์รอบจัด High-revving DNA จากสนามความเร็ว

ขั้นตอนการทดสอบระหว่างการพัฒนาเครื่องยนต์ความจุ 4 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศที่ให้รอบการทำงานสูงในรูปแบบ high-revving เป็นภารกิจที่จำเป็นต้องใช้เวลามากยิ่งขึ้น “ในภาพรวมเครื่องยนต์ของปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) มีอายุการใช้งานยาวนานมากกว่า 22,000 ชั่วโมงบนแท่นทดสอบ ในขณะนั้นเราจำลองสถานการณ์การขับขี่ที่ต้องใช้ในสนามแข่งและเร่งเครื่องยนต์จนเต็มกำลังแทบจะตลอดเวลาที่ทดสอบ” ข้างต้นคือความเห็นจาก Thomas Mader ผู้จัดการโครงการ GT Road Car Engines เครื่องยนต์ตอบสนองอย่างฉับไวทันทีที่เหยียบคันเร่ง ด้วยพื้นฐานจากขุมพลังของรถแข่ง 911 จีที3 อาร์  (911 GT3 R) รถแข่ง 911 จีที3 คัพ (911 GT3 Cup) พกพาพละกำลังติดตัว 510 แรงม้า (375 กิโลวัตต์) มากกว่า จีที3 (GT3) รุ่นก่อนหน้า 10 แรงม้า กำลังสูงสุดจะออกมาในรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ 8,400 รอบต่อนาทีและระบบจำกัดรอบอิเล็กทรอนิกส์จะยอมให้ลากรอบต่อไปจนตัดการทำงานที่ 9,000 รอบต่อนาที ในส่วนของแรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าจาก 460 เป็น 470 นิวตันเมตร

เช่นเดียวกับรถแข่งในวงการมอเตอร์สปอร์ต การทำงานอันแม่นยำและเที่ยงตรงของวาล์วที่รอบเครื่องยนต์สูง เกิดขึ้นจากระบบกระเดื่องกดวาล์ว rocker arms ที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีวาล์วแปรผัน VarioCam ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถควบคุมการทำงานของเพลาลูกเบี้ยวให้ตอบสนองต่อรอบการทำงาน และรับภาระเครื่องยนต์ แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยงขยายขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแบริ่งก้านสูบกว้างขึ้นและผนังกระบอกสูบเคลือบสารพลาสมาเพื่อลดการสูญเสียกำลังรวมทั้งลดการสึกหรอจากแรงเสียดทานที่ต่ำลง “ระบบลิ้นปีกผีเสื้อแยกอิสระซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากรถแข่งให้การตอบสนองที่รวดเร็วทันใจยิ่งขึ้น” Mader ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องยนต์กล่าวเสริม

อัตราเร่งที่รวดเร็วทั้งในแนวตั้งชันและแนวราบที่ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) ทำได้บนสนามแข่ง หมายความว่าน้ำมันเครื่องรอบจัดเช่นนี้ที่ต้องจ่ายให้เครื่องยนต์รอบจัดเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เช่นเดียวกับรถแข่งที่มีการหล่อลื่นเครื่องยนต์รับหน้าที่ด้วยระบบ dry-sump ซึ่งมีอ่างน้ำมันเครื่องแยกด้วยการทำงานของจังหวะดูดน้ำมันเครื่องรวมทั้งสิ้น 7 ขั้นตอนส่งผลให้น้ำมันเครื่องถูกส่งกลับไปยังอ่างอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในส่วนของการหล่อลื่นก้านสูบที่จำเป็นต้องรับภาระอย่างหนักนั้น เป็นหน้าที่ของปั้มน้ำมันเครื่องส่งต่อจากเพลาข้อเหวี่ยงโดยตรง “เครื่องยนต์ที่ประจำการอยู่ในรถแข่งปอร์เช่ 911 จีที3 คัพ (911 GT3 Cup) นั้นมีอุปกรณ์ที่แตกต่างจากเครื่องยนต์บล็อกนี้แค่ 2 อย่างนั่นคือระบบระบายไอเสียและกล่องสมองกลควบคุมเครื่องยนต์ นอกจากนั้นเหมือนกันแทบทุกประการ” Mader ย้ำ

เครื่องยนต์ของปอร์เช่ 911 จีที3 (Porsche 911 GT3) แสดงศักยภาพของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมงานวิศวกรและนักทดสอบฝีมือดี “เราทำการทดสอบด้านมลภาวะถึง 600 รูปแบบ ในระหว่างกระบวนการพัฒนา เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้จะผ่านมาตรฐานข้อกำหนดอันเข้มงวด” Thomas Mader กล่าว มาตรฐานไอเสียที่เคร่งครัดถูกบังคับใช้ในเชิงของความทนทานอีกด้วยมันต้องทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ด้วยความต่อเนื่องยาวนานเป็นระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตร บนสนามรูปวงรีที่ Nardo ประเทศอิตาลี ขณะที่ทำความเร็วคงที่ที่ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและหยุดพักเพื่อเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche GT3) ราคาเริ่มต้น 17.9 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อแล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

 

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์เฉลี่ยได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐาน สากลที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคของ NEDC ที่ได้จากวิธีการอื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซด์เฉลี่ย ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสารGuidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2 Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ  ทั้งสิ้น

ฟอร์ดเปิด ‘เมกเกอร์ สเปซ’ พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โรงงานเอฟทีเอ็ม

0

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาการดำเนินงานให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมทั้งส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย หรือ เอฟทีเอ็ม ได้ปรับโฉมอาคารสำนักงานของฝ่ายวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมที่เรียกว่า ‘เมกเกอร์ สเปซ’ เพื่อผลักดันให้พนักงานได้ร่วมกันนำเสนอไอเดียสร้างสรรค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการออกแบบและพัฒนาการผลิตรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โรงงานเอฟทีเอ็มมีวิศวกรผู้เชี่ยวชาญฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 52 คน ที่มีหน้าที่ดูแลการผลิตรถรุ่นใหม่ที่จำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกไปยังต่างประเทศ และยังทำงานอย่างใกล้ชิดกับวิศวกรฝ่ายผลิตในการพัฒนาคุณภาพ สมรรถนะ และเทคโนโลยีของรถยนต์ให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ด้วยการนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการผลักดันทีมงานให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

‘เมกเกอร์ สเปซ’ ที่โรงงานเอฟทีเอ็ม ประกอบไปด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีอันทันสมัยที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างสรรค์ผลงาน ทั้งเครื่องพิมพ์สามมิติ พื้นที่เสนอไอเดียสร้างสรรค์ พื้นที่ระดมความคิดในการหาไอเดียดีๆ อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบอินเตอร์แอคทีฟที่ช่วยให้ทีมวิศวกรไทยสามารถสื่อสารกับทีมวิศกรจากทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึงพื้นที่พักผ่อนที่พนักงานสามารถเข้ามาผ่อนคลายได้

มร. อัมมัด บาติ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย กล่าวว่า “เมกเกอร์ สเปซ ช่วยผลักดันวัฒนธรรมการทำงานแบบผู้ประกอบการภายในองค์กร โดยทีมงานของเราสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของพวกเขามีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพของรถยนต์ที่เราผลิตได้ พนักงานทุกคนสามารถนำเสนอไอเดียได้อย่างอิสระ และเราจะช่วยกันคิดและทำไอเดียนั้นให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา เพื่อให้งานพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราประสบความสำเร็จ”

‘เมกเกอร์ สเปซ’ มีบทบาทสำคัญในการต่อยอดความเชี่ยวชาญของทีมออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผลักดันให้รถยนต์ฟอร์ดเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีในการขับขี่ที่ทันสมัย พร้อมทั้งช่วยให้เกิดการพัฒนาในกระบวนการผลิตและประกอบรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าฟอร์ดในประเทศไทยและอีกกว่า 180 ประเทศทั่วโลก

“เสียงตอบรับจากลูกค้ามีความหมายกับเรามาก เรารับฟังและพยายามมองหาโอกาสที่จะพัฒนารถยนต์ของเราให้ดีขึ้นเสมอ ซึ่งในอนาคต ข้อมูลที่เราได้รับจากการเชื่อมต่อข้อมูลในรถยนต์จะช่วยให้เราเข้าใจการใช้งานของลูกค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น” มร. อัมมัด กล่าวเสริม

‘เมกเกอร์ สเปซ’ ช่วยให้ทีมงานสามารถกำหนดไอเดียในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างชิ้นส่วนต้นแบบ และร่วมมือกับฝ่ายผลิตในการประกอบและติดตั้งชิ้นส่วนตัวอย่างลงในรถรุ่นปัจจุบัน โดยสามารถทดลองประกอบและพัฒนาคุณภาพของชิ้นส่วนนั้นๆ ให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้ามากที่สุด

นอกจากจะปรับโฉมออฟฟิศสี่เหลี่ยมธรรมดา ให้กลายมาเป็นพื้นที่ทำงานที่ให้ความคล่องตัว มีสีสัน และเปิดกว้างให้ทีมงานสามารถคิดไอเดียใหม่ๆ ออกมานำเสนอแล้ว ‘เมกเกอร์ สเปซ’ ยังเปิดโอกาสให้ทีมวิศวกรของฟอร์ดได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการพัฒนาความเชี่ยวชาญและเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการออกแบบและพัฒนารถยนต์

ผลงานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของทีม คือ การร่วมมือกับทีมวิศวกรจากฟอร์ด ออสเตรเลียในการออกแบบแผ่นเปิด-ปิดฝากระบะท้ายควบคุมด้วยไฟฟ้า (Power Roller Shutter) เป็นครั้งแรกของฟอร์ด ที่ช่วยให้เจ้าของรถกระบะฟอร์ดหมดกังวลกับสภาพอากาศ เมื่อวางสัมภาระไว้ในกระบะง่ายๆ เพียงแค่กดปุ่มเท่านั้น

นอกจากนี้ ในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 วิศวกรฟอร์ดได้นำความรู้และความชำนาญด้านการออกแบบวิศวกรรมยานยนต์มาใช้สร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค

“ทีมงานได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพัฒนาและผลิตต้นแบบเครื่องช่วยหายใจต้นทุนต่ำเพื่อใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 และยังได้ร่วมกับนักศึกษาจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่ส่งเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์และพยาบาล ซึ่งหุ่นยนต์ดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงในการสัมผัสขณะที่แพทย์และพยาบาลกำลังปฏิบัติหน้าที่ โดยโครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการวอร์ดอัจฉริยะแห่งแรกของประเทศไทยที่โรงพยาบาลเจริญกรุง ประชารักษ์” มร. อัมมัดกล่าว

“การปรับทุกด้านให้ทันสมัยและการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการพัฒนาธุรกิจของฟอร์ด เราเล็งเห็นความสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้ทีมงานได้คิดค้นและร่วมมือกันทำงาน จึงได้ริเริ่ม ‘เมกเกอร์ สเปซ’ ขึ้นมา เราให้ความสำคัญกับพนักงานของเราทุกคน และ ‘เมกเกอร์ สเปซ’ จะมีส่วนช่วยผลักดันให้พนักงานของฟอร์ดได้มีส่วนร่วมในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาผลักดันให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” มร. อัมมัด กล่าว

เปลี่ยน 3 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ รถกระบะ

0

รถกระบะ ถือเป็นกลุ่มรถยนต์ยอดนิยมมาอย่างยาวนานในประเทศไทย ด้วยเอกลักษณ์ในด้านความบึกบึน และความสามารถในการบรรทุกของหนัก หากนับตั้งแต่ยุคบุกเบิกของรถกระบะในประเทศไทยตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1960 ถือได้ว่ารถยนต์ประเภทนี้ถูกพัฒนามาไกลมาก แต่ยังมีบางเรื่องที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับรถกระบะ ในโอกาสนี้ นิสสัน ผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก ขอเปลี่ยนสามความเชื่อเดิมๆ ด้วย รถกระบะอัจฉริยะพลังแรงอย่าง นิสสัน นาวารา ใหม่ ดังนี้

ความเชื่อที่ 1 – รถกระบะไม่สะดวกสบาย เท่ารถเก๋ง

ผู้บริโภคหลายท่านเข้าใจว่ารถกระบะไม่สะดวกสบายเท่ารถเก๋ง แต่ปัจจุบันรถกระบะได้พัฒนามาใกล้เคียงกับรถยนต์นั่งทั่วไป จนบางรุ่นอาจมีเทคโนโลยี และความสะดวกสบายความปลอดภัยมากกว่ารถยนต์นั่งทั่วไปด้วยซ้ำ ฉะนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกรถกระบะ หรือรถยนต์สักคัน ต้องได้ทดลองขับเปรียบเทียบให้แน่ใจก่อนว่า เราได้ใช้ประโยชน์ฟังก์ชั่นมากมายที่มากับรถยนต์ พร้อมกับราคาค่าตัวที่สูงขึ้นรึเปล่า นิสสัน ให้ความสำคัญกับการเลือกนำเสนอเทคโนโลยี และสมรรถนะการขับขี่ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้จริง อย่างเช่นนิสสัน นาวารา ใหม่ ติดตั้งกระจกหน้า และกระจกข้างผู้โดยสารตอนหน้าแบบลดเสียงรบกวนจากภายนอก (Noise-reducing Acoustic Glass) เพื่อลดเสียงรบกวนที่จะเข้ามาในห้องโดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารรู้สึกผ่อนคลาย เพลินเพลินไปกับการเดินทาง ที่นั่งตอนหน้าแบบ (Zero Gravity) ปรับตำแหน่งได้อิสระ รวมถึงที่นั่งตอนหลังปรับให้นั่งสบายมากกว่าขึ้นเดิม พร้อมที่พักแขนและที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้คนไทยนิยมใช้รถกระบะทั้งการเดินทาง และทำธุรกิจ ดังนั้นเทคโนโลยีที่ทำให้ใช้รถกระบะได้สะดวกสบายกว่าเดิมคือ NissanConnect ที่สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนกับ Apple CarPlay และ Android Auto ที่สามารถเล่นแอพพลิเคชั่นในมือถือผ่านจอเครื่องเสียงของรถยนต์ได้ รวมถึงระบบนำทาง (Navigation System) และระบบสั่งงานด้วยเสียง (Voice Recognition)

ความเชื่อที่ 2 – รถกระบะไม่ปลอดภัยเท่ารถเก๋ง

ผู้บริโภคบางส่วนมองว่ารถกระบะไม่ปลอดภัยเท่ากับรถเล็ก แต่ในปัจจุบันรถกระบะถูกพัฒนาให้มีความปลอดภัยมากยิ่งกว่าแต่ก่อน ซึ่งลูกค้าต้องเลือกจากแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ดีที่สุด ซึ่งสำหรับนิสสัน นาวารา ใหม่ มาพร้อมกับเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี เพื่อความปลอดภัยที่เหนือระดับ

ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสียงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning) ซึ่งจะช่วยตรวจจับรถยนต์สองคันด้านหน้าเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เทคโนโลยีเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking system) ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเบรกอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงการชน แต่ยังช่วยปกป้องผู้โดยสารจากแรงกระชากที่มีโอกาศเกิดขึ้น และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor) ซึ่งทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Around View Monitor with Moving Object Detection) ด้วยกล้อง 4 ตัวที่ติดตั้งไว้รอบรถเพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นสิ่งกีดขวางรอบตัวรถ รวมไปถึงถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 7 ตำแหน่ง

ความเชื่อที่ 3 – รถกระบะไม่เหมาะสำหรับขับในเมือง

ในขณะที่รถกระบะถูกนำมาใช้สำหรับการขนส่งเป็นหลัก แต่หลายรุ่นในปัจจุบันถูกออกแบบโดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน ด้วยการเพิ่มความสะดวกในการขับขี่พร้อมเทคโนโลยีช่วยการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง หนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้นิสสัน นาวารา ใหม่ เป็นรถกระบะยอดนิยมสำหรับการขับขี่ในเมืองคือ เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง ที่ทำให้การจอด การขับในเมือง และการถอยในซอยเล็ก ๆ กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ขับขี่ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงและคนหนุ่มสาวที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ช่วยในการนำทางแบบไร้จุดบอด

สำหรับการขับทางไกลบนทางหลวง หรือในเมืองที่การจราจรติดขัด เทคโนโลยีป้องกันการชนจากจุดอับสายตาอัจฉริยะ (Intelligent Blind Spot Intervention Technology) ช่วยให้สามารถตรวจจับรถยนต์ในจุดอับสายตาเมื่อเปลี่ยนเลนได้อย่างมืออาชีพ และรวมถึงการปรับปรุงเรื่องของน้ำหนักพวงมาลัยให้ใช้งานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้นทั้งในเมืองและนอกเมือง หรือแม้กระทั่งฝาท้ายที่มีระบบช่วยผ่อนแรงของนาวารา ใหม่ ที่ช่วยให้การเปิด-ปิด ฝาท้ายซึ่งเคยเป็นเรื่องยาก กลับทำได้ง่ายสำหรับทุกคน ดังนั้นความเชื่อที่ว่า รถกระบะอาจจะไม่เหมาะสำหรับขับในเมือง ก็น่าจะถูกปรับความเข้าใจใหม่เมื่อคุณได้ลองสัมผัสกับนิสสัน นาวารา ใหม่

เพื่อเป็นการพิสูจน์ คุณสามารถทดลองขับนิสสัน นาวารา ใหม่ได้แล้ววันนี้ และมาดูกันว่าคุณจะสามารถเปลี่ยนความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับรถกระบะ รวมถึงยอมรับว่านาวาราคือรถยนต์กระบะอเนกประสงค์ที่ดีที่สุดได้หรือไม่

สรยท. มอบประกันภัยโควิด-19 แก่สมาชิก

0

สรยท. อนุมัติอีกโครงการเร่งด่วน…! เสริมความสุข เติมความปลอดให้กับสมาชิก ที่เผชิญกับความเสี่ยงติดโควิด-19 ซึ่งได้ระบาดอย่างต่อเนื่อง จากการแพร่ระบาดระรอกใหม่ของโควิด-19 อย่างรุนแรงในปัจจุบัน ได้สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมากกับสมาชิก และบุคคลทั่วไป ดังนั้น สรยท. ทุบโต๊ะลุยส่งมอบความสุขประกันโควิด-19 กับสมาชิกอีกระรอก

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association : TAJA กล่าวว่า จากสถานการณ์ของโควิด-19 ที่ระบาดมาตั้งแต่ปี 2563 จนมาถึงปัจจุบันและในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดและมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในทุกๆวันสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนอย่างมาก รวมถึงในสถานการณ์เช่นนี้ คณะกรรมการก็ยังรู้สึกเป็นห่วงสมาชิกกันอย่างมากเนื่องจากต้องมีการปฎิบัติหน้าที่โดยมีการพบปะผู้คนอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น คณะกรรมการก็ไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะส่งมอบความสุขและสุขภาพดีถ้วนหน้าให้แก่สมาชิก โดยขอมอบประกันภัยโควิด-19 ซูเปอร์ชีลด์ จากวิริยะประกันภัย มอบความคุ้มครองแก่สมาชิก ด้วยข้อตกลงคุ้มครองโรคที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 50,000 บาท เงินชดเชยรายวันระหว่างรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลเวชกรรม (สูงสุด 14 วัน 500 บาทต่อวัน) คุ้มครองการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 50,000 บาท พร้อมรับความคุ้มครองเพิ่ม 200,000 บาท กรณีโคม่าจากการแพ้วัคซีนโควิด

“ที่ผ่านมาสมาคมฯ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้ข้อจำกัดของสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 และคณะกรรมการชุดนี้ได้เข้ามารับตำแหน่งช้ากว่าปกติหลายเดือน สำหรับกิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้วในปี 2563 ประกอบด้วย 1.จัดงานคัดเลือกรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2563 (Thailand Car of the year 2020) และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2563 (Thailand Motorcycle of the year 2020) 2.จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “โลกาภิวัตน์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า สังคมไทยพร้อมเปลี่ยนแปลงหรือยัง” 3.ตรวจสุขภาพประจำปี 2563 ล่าสุดได้ร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจัดกิจกรรมภายใต้หัวข้อ “Talking With Medias” เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดข้อมูลอุตสาหกรรมยานยนต์กับสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานต์ไทย” นายวชิระ กล่าว

สถิติของ Porsche Asia Pacific ในไตรมาสแรกที่เข้าใกล้เป้าหมายด้านยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้า

0

Porsche Asia Pacific สร้างสถิติผลการดำเนินงานที่ดีที่สุดในไตรมาสแรก ด้วยตัวเลขยอดส่งมอบรถสปอร์ตรวมถึง 827 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 28% ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2021 เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าคือศูนย์กลางในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินหน้า กว่า 47% ของจำนวนรถที่จำหน่าย ล้วนแล้วแต่เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEVs) หรือรถยนต์ไฟฟ้า plug-in hybrid (PHEVs) สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทสามารถมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็วสนองตอบนโยบายการดำเนินงานในระดับสากล ภายในปี 2025 ครึ่งหนึ่งของรถใหม่จากปอร์เช่ที่จำหน่ายในตลาดจะต้องเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า 100% หรือติดตั้งขุมพลัง hybrid ก็ตาม

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าในไตรมาสนี้เป็นจำนวนกว่า 150 คัน หรือคิดเป็นเกือบร้อยละ 5 ของยอดจำหน่ายทั่วโลก

นิวซีแลนด์ และประเทศ 3 สหายในภูมิภาค ที่ประกอบด้วย ประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย สามารถสร้างผลงานได้ในระดับยอดเยี่ยม ถือเป็นดาวเด่นที่มีความสำคัญต่อแบรนด์ปอร์เช่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ยังคงเปี่ยมไปด้วยศักยภาพในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจมองข้ามได้ ส่งผลให้บรรดาประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ทั้งหลายดำรงสถานะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับปอร์เช่ในการวาดฝันถึงอนาคตของรถสปอร์ตได้ในระยะยาว

“แนวคิดของความเป็นหนึ่งเดียวและจิตวิญญาณแห่งนักบุกเบิก คือแรงผลักดันให้ทีมงานปอร์เช่รวมถึงพันธมิตรของเราสรรสร้างเครื่องมือในการพัฒนาต่างๆ ผ่านไอเดียด้านนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นจนทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม การได้เห็นลูกค้าตกหลุมรักยนตรกรรมสปอร์ตของเราเปรียบเสมือนกำลังใจอันยิ่งใหญ่ ตามหลักปรัชญาที่ว่าปอร์เช่คือสายเลือดของรถสปอร์ตพันธุ์แท้ โดยไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ Hybrid หรือรถพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทั้งหมดกำเนิดขึ้นจากความศรัทธา และความหลงใหล เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด” Arthur Willmann  Chief Executive Officer ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Porsche Asia Pacific กล่าว

มากกว่า 60% ของผู้ครอบครองปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ซึ่งได้รับมอบรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบของพวกเขาในช่วงไตรมาสแรกนั้น ล้วนเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหม่ของแบรนด์ปอร์เช่ทั้งสิ้น ร่องรอยอารยธรรมที่ปอร์เช่สืบสานมายาวนานกำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์อีกครั้ง ด้วยความยอดเยี่ยมของยนตรกรรมสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าดังกล่าว

สิ่งที่มาพร้อมกับการเปิดตัว ไทคานน์ (Taycan) ในฐานะรถไฟฟ้า 100% คือการแถลงนโยบายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตด้วยโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon – offsetting) ซึ่งปอร์เช่นำมาใช้ในปี 2020 การพัฒนาอย่างยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดำเนินงานของ Porsche Asia Pacific เช่นเดิมในปีนี้

การร่วมมือกับ Shell คือความสำเร็จครั้งแรกของเครือข่ายสถานีชาร์จพลังงานประสิทธิภาพสูง high performance charging network ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมต่อการเดินทางสัญจรระหว่างประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ผลของการประสานงานดังกล่าวครอบคลุมการติดตั้งจุดชาร์จพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง direct-current (DC) chargers ขนาด 180 kW ในสถานีบริการ Shell 6 แห่ง รองรับการชาร์จพลังงานประสิทธิภาพสูงสุดในเส้นทางหลักของทั้ง 2 ประเทศ เป็นการเน้นย้ำพันธสัญญาของทั้ง 2 องค์กร ในการก้าวไปข้างหน้าเพื่อผลักดันให้เกิดอัจฉริยภาพแห่งการเดินทางบนเส้นทางต่างๆ ในภูมิภาคนี้

ปอร์เช่ยังคงพยายามในการส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเร้าใจ การนำพาลูกค้า รวมทั้งผู้หลงใหลในรถยนต์ปอร์เช่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์คือภารกิจลำดับต้น สนับสนุนด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และการดึงพันธมิตรที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพเข้ามาร่วมปฏิบัติงาน

เครือข่ายการจัดจำหน่ายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่กำลังเติบโตเริ่มด้วยการเปิดตัวศูนย์บริการ Porsche Centre Ara Damansara และ Porsche Centre Johor Bahru ที่กำลังจะเปิดในประเทศมาเลเซีย

Porsche Asia Pacific มีพันธกิจในการชักนำผู้คนเข้ามาสู่โลกของยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน ผ่านนิทรรศการ pop-up ที่มีชื่อว่า “Driving Tomorrow” จัดขึ้นที่ศูนย์จัดแสดง Jewel Changi Airport ประเทศสิงคโปร์ ต้อนรับผู้เข้าชมงานมากกว่า 20,000 คน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ปอร์เช่ยังเปิด Porsche Studio Hanoi ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงที่คึกคักของประเทศเวียดนาม  รับหน้าที่เป็นประตูบานแรกในการเข้าสู่โลกแห่งยานยนต์สปอร์ต ด้วยโชว์รูมในรูปแบบ contemporary ให้ความรู้สึกเหมือนการไปพักผ่อน ณ บูติก โฮเต็ล ที่หรูหราและสง่างาม เช่นเดียวกับยนตรกรรมสปอร์ตอันทรงคุณค่าจากปอร์เช่

นับจากนี้ลูกค้าและผู้หลงใหลในรถยนต์ปอร์เช่จะยังคงได้รับความตื่นตาตื่นใจแบบไม่รู้จบ จากบรรดายนตรกรรมสปอร์ตหลากหลายรูปแบบ เริ่มต้นด้วยตระกูลรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) ทั้ง 4 รุ่น  ตามมาด้วย ปอร์เช่ 911 จีที3 ใหม่ (The new Porsche 911 GT3) ที่กำลังจะเปิดตัวอีกในไม่นาน มั่นใจได้ว่าวิสัยทัศน์ของปอร์เช่ในปีนี้  คือการรังสรรค์ยนตรกรรมสปอร์ตในฝันของลูกค้าทุกคนให้กลายเป็นความจริง

บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ห่วงใยพนักงานจัดตรวจหาเชื้อโควิด-19 หลังจบงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2021

0

บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดการตรวจคัดกรองโควิด-19 ให้พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 โดยคลินิกตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ที่มีความชำนาญ เพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพของพนักงานทุกคน เมื่อเร็วๆนี้

คณะผู้บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 ตระหนักถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพของพนักงานจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทย ทำให้ดำเนินการจัดตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้พนักงานที่ปฏิบัติงานระหว่างงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 โดยทีมงานโปรแล็บ (Prolab) ศูนย์บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ชั้นนำ ด้วยวิธีการตรวจหาเชื้อในทางเดินหายใจ (Real-time RT PCR) ซึ่งผลการตรวจที่ทาง Prolab ได้แจ้งกับทางบริษัทฯ ไม่พบว่ามีพนักงานคนใดติดเชื้อไวรัสโควิด-19

ตลอด 14 วันของการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ดำเนินการตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานภาครัฐอย่างเคร่งครัด รวมทั้งเป็นไปตามมาตรฐาน Amazing Thailand Safety & Health (SHA) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยมีการขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์

นอกจากนี้บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ กำหนดมาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวดมาตลอด ทั้งการตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิพนักงานก่อนเข้าสู่ตึกสำนักงาน, จุดบริการแอลกอฮอล์, การเว้นระยะห่าง, การใส่หน้ากากอนามัย และให้ความร่วมมือกับภาครัฐด้วยการกำหนดให้พนักงานบางส่วนปฏิบัติงานที่บ้าน (Work From Home) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

ฟอร์ด ส่งมอบ เอเวอรเสต์ 70 คัน ให้แก่อัลายแอนซ์ เร้นท์คาร์ สำหรับใช้ในหน่วยงานราชการ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำโดย นายรัฐการ จูตะเสน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ฟอร์ด ประเทศไทย พร้อมด้วยนายสุรพล ชัยตระกูลทอง และนางสาววรินธร ชัยตระกูลทอง ผู้บริหารจากผู้จำหน่ายฟอร์ด กลุ่มบริษัท รุ่งเจริญ พลัส ร่วมพิธีส่งมอบรถยนต์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ จำนวน 70 คัน ให้แก่บริษัท อัลลายแอนซ์ เร้นท์คาร์ จำกัด ที่ได้ให้ความไว้วางใจในการนำไปใช้ในหน่วยงานราชการ โดยมีคุณอังคณา แซ่ลิ้ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัลลายแอนซ์ เร้นท์คาร์ เป็นผู้รับมอบ

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นเทรนด์ เป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ขนาดกลางที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะและความสามารถในการขับขี่ทุกเส้นทาง ทั้งบนถนนและแบบออฟโรด ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล เทอร์โบเดี่ยว 2.0 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด โดดเด่นด้วยพละกำลังในการขับเคลื่อนเพื่อเอาชนะความท้าทายบนท้องถนน สามารถรองรับการขับใช้งานแบบสมบุกสมบัน รวมถึงมีพื้นที่ใช้สอยภายในกว้างขวางสะดวกสบายตอบทุกวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

HAVAL เปิดตัวรถยนต์ดาวเด่นสองรุ่นในมหกรรม Auto Shanghai 2021

0
HAVAL JOLION and 3rd Gen HAVAL H6 appearance and interior design

แบรนด์ HAVAL ในเครือบริษัท GWM ได้เปิดตัวรถรุ่น JOLION และ 3rd Gen HAVAL H6 ในมหกรรมยานยนต์ Auto Shanghai 2021 โดยรถยนต์ดาวเด่นทั้งสองรุ่นใช้ L.E.M.O.N. Platform อัจฉริยะ และมาพร้อมเทคโนโลยีมากมาย นับเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำของ HAVAL ในตลาดจีน ตามมาด้วยการเปิดตัวในตลาดต่างประเทศ

รถเอสยูวี HAVAL JOLION เปิดตัวในแอฟริกาใต้ อิรัก ซาอุดีอาระเบีย และออสเตรเลียแล้ว และได้รับความนิยมอย่างมาก รถรุ่นนี้เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำอย่างแท่นชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย, ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติแบบ full-scene, หัวเกียร์ระบบไฟฟ้า และระบบขับขี่อัตโนมัติ L2 + นอกจากนั้นยังมาพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นและประหยัดพลังงาน โดยใช้เครื่องยนต์ 1.5T (4g15k) และเทคโนโลยี Turbocharging ให้กำลังสูงสุด 110kW แรงบิดสูงสุด 22N*m และกำลัง HEV 1.5 T ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งยังมีโหมดขับขี่ให้เลือกทั้ง Standard / Sport / Economy / Snowfield เพื่อรองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลาย

ส่วนรถ 3rd Gen HAVAL H6 ที่ผสมผสานความงามแบบตะวันออกกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างลงตัว จะเปิดตัวทั่วโลกในอนาคตอันใกล้นี้ โดยมาพร้อมระบบขับขี่อัตโนมัติ L2 + รวมถึงระบบ ACC, ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติแบบ full-scene นอกจากนั้นยังเป็นรถรุ่นเดียวในระดับนี้ที่มีระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB แบบ full-scene และระบบ ESP รุ่น 9.3 ใหม่ล่าสุด ซึ่งช่วยรักษาความเสถียรของตัวรถและรับประกันความปลอดภัยรอบด้านทั้งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร อีกทั้งยังเป็นรถที่ไม่ใช่รถระดับลักชัวรี่รุ่นแรกของโลกที่มีฟังก์ชัน Reverse Tracking มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและน่าอภิรมย์

รถทั้งสองรุ่นใช้ L.E.M.O.N. Platform และมาพร้อมดีไซน์ที่ได้รับการพิสูจน์ประสิทธิภาพทั้งตัวรถและส่วนประกอบต่าง ๆ ช่วยให้มั่นใจในสมรรถนะชั้นนำระดับโลก

L.E.M.O.N. Platform ซึ่งมีสมรรถนะสูง ความปอดภัยสูง ความยืดหยุ่นสูง และน้ำหนักเบา สร้างสรรค์โดย GWM ภายใต้หลักการ “ทุ่มลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา” และภายใต้หลักการนี้ GWM ได้วางเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาโดยมีจีนเป็นศูนย์กลาง และครอบคลุมทั่วยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ ในรูปแบบ “10 ศูนย์ ใน 7 ประเทศ” ซึ่งตอกย้ำความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับโลกของบริษัท

GWM กำลังเดินหน้าสู่ยุคของการใช้ข้อมูล ระบบอัจฉริยะ และการเชื่อมโยงของทุกสิ่ง โดยนอกเหนือจากแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว บริษัทยังพัฒนาแพลตฟอร์มออฟโร้ด TANK Platform และ COFIS Intelligence สำหรับยานยนต์อัจฉริยะเต็มรูปแบบ และด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ บริษัทสามารถก้าวข้าม “อุปสรรคทางเทคโนโลยี” รวมถึงดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจสู่สากล ตลอดจนช่วยให้ผู้ขับขี่ทั่วโลกเข้าถึงนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินและสะดวกสบายมากขึ้น

MAZDA MX-30 พิชิต TOP 3 WORLD CAR DESIGN OF THE YEAR 2021

0

มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เผยว่า Mazda MX-30 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของมาสด้า สร้างชื่อเสียงกระหึ่มอีกครั้งในวงการรถยนต์ระดับโลก ด้วยการคว้ารางวัล Top Three Finalist รถยนต์ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกประจำปี 2564 หรือ World Car Design of the Year 2021 ภายหลังจากที่สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Design Car of the Year 2020 – 2021 จากประเทศญี่ปุ่นมาครองได้สำเร็จในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตอกย้ำถึงความสำเร็จของงานดีไซน์ระดับเวิลด์คลาสจากมาสด้า ภายใต้แนวคิด “Kodo Design” Soul of Motion หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันสง่างาม พร้อมตั้งเป้ามุ่งมั่นพัฒนาการออกแบบและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าให้ลูกค้าเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ครอบครองต่อไป

การคว้ารางวัลอันทรงเกียรติของ MX-30 ในครั้งนี้ เกิดจากความมุ่งมั่นทุ่มเทสร้างเอกลักษณ์ความสง่างาม จากปรัชญาการออกแบบของมาสด้า เพราะรถยนต์เปรียบเสมือนงานศิลปะชิ้นเอก “Car As Art” ที่บรรจงสรรสร้างขึ้นด้วยความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกรายละเอียด ด้วยแนวคิดที่คำนึงถึงความเรียบง่าย Less is More แต่คงไว้ซึ่งความงดงามในการออกแบบ ภายใต้ปรัชญา Kodo Design “Soul of Motion” หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันสง่างาม ทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน และถูกถ่ายทอด DNA นี้ไปยังรถยนต์มาสด้าทุกรุ่นที่จำหน่ายไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย

Mazda MX-30 เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกภายใต้แบรนด์มาสด้าที่ขับเคลื่อนด้วย e-Skyactiv ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งรูปลักษณ์ของตัวรถได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความตั้งใจ เพื่อให้ผู้พบเห็นสัมผัสถึงความลงตัวของการออกแบบตามแนวคิด Kodo Design อันเป็นจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวที่เรียบง่ายแต่งดงาม เสมือนงานทำมือที่ประณีต แต่ก็ยังสอดคล้องกับค่านิยมความงามของยุคสมัยใหม่ ที่วางอยู่บนคอนเซ็ปต์ “Human Modern” โดยภายนอกเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย แสดงให้เห็นถึงความสวยงามของตัวรถ ในขณะเดียวกันห้องโดยสารภายในก็ถูกออกแบบให้มีความสบายที่ลงตัวและเป็นธรรมชาติ

การคว้ารางวัล Top 3 World Car Design of the Year 2021 ประจำปีนี้มาครอง ซึ่งเป็นเวทีการประกวดการออกแบบรถยนต์ในเวทีระดับโลก รวมถึงการพิชิตรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมจากประเทศต้นกำเนิดของ MX-30 นั่นคือ Design Car of the Year 2020 – 2021 Car of the Year Japan Awards จากประเทศญี่ปุ่นมาครองได้นั้น ตอกย้ำถึงความสำเร็จของงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้มาสด้าท้าทายความสามารถและศักยภาพของตนเองต่อไป เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์อันเป็นความปรารถนาของลูกค้า เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าทุกคนจนเกิดเป็นความผูกพันต่อไปในระยะยาว นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากมาสด้าที่เปิดตัวแนะนำในประเทศไทย อาทิ Mazda3 ต้นแบบแห่งศิลปะความสง่างาม ก็เคยคว้ารางวัลชนะเลิศรถยนต์ที่ออกแบบยอดเยี่ยมของโลกมาแล้วเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา พร้อมด้วยครอสโอเวอร์เอสยูวี CX-30 และ Mazda3 ก็ทะลุเข้าสู่รอบสุดท้าย และติด 2 ใน 3 คันสุดท้ายที่เข้าชิงรางวัล 2020 World Car of the Year Awards หรือ รางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก ด้วยเช่นกัน