Home Blog Page 385

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

สำหรับสัปดาห์นี้ รายการ Auto Motor thailand ยังพาทุกท่านไปชมกันต่อ กับงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2021 ตอนที่ 2” ทั้งไฮไลท์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานยังคงเหลืออีกเพียบ ค่ายไหนมีรถอะไรเด่น รอรับชมกันต่อได้เลยครับ

การออกอากาศในเดือนเมษายนเป็นต้นไป รายการ Auto Motor Thailand จะปรับเลื่อนเวลาเร็วขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย จากเดิม 23.30-24.00น.เป็น 23.00-23.30 น. ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5 กด 1 เช่นเคย แล้วพบกันครับ

เอ.พี. ฮอนด้า, ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง, และ เอชพีดี ประกาศควบรวมกิจการเป็นบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง ผสานส่วนงานขายและสายการผลิตเป็นหนึ่งเดียว

0

ฮอนด้าประกาศควบรวมกิจการของ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด, และ บริษัท เอชพีดี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแชร์โฮลดิ้ง ก่อตั้งเป็นบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อว่า บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รวมถึงผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ เริ่มดำเนินกิจการตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2021
มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า “การควบรวมกิจการของทั้งสามบริษัท จะเป็นการรวมส่วนงานขายกับส่วนงานผลิตเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้เราสามารถดึงจุดแข็งแต่ละด้าน มาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยได้มากขึ้น ช่วยให้เราตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และมีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดในอนาคต”
การดำเนินงานภายใต้บริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ จะเป็นการรวมศักยภาพของแต่ละบริษัทเดิมให้เป็นหนี่งเดียว โดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ผ่านการส่งมอบรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ด้วยมาตรฐานที่อยู่เหนือความคาดหมาย พร้อมกับลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการดำเนินงาน
ทั้งนี้ มร.ชิเกโตะ คิมูระ อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด จะเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนแรกของบริษัท ไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินกิจการอย่างราบรื่น
สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าจะยังคงเป็นเช่นเดิมต่อไป โดยรถจักรยานยนต์ฮอนด้าจะถูกจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายของศูนย์ฮอนด้า วิง เซ็นเตอร์ ในขณะที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ (ขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 400ซีซี ขึ้นไป) จะถูกจัดจำหน่ายผ่านศูนย์ฮอนด้าบิ๊กวิง และรถจักรยานยนต์กลุ่มมูลค่าเพิ่มจะถูกจัดจำหน่ายผ่านร้านคับเฮ้าส์โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
นับตังแต่วันที่ 1 เมษายน 2021 เป็นต้นไป ผู้ที่สนใจรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้จากช่องทางออนไลน์ดังต่อไปนี้
เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊ก : fb.com/hondamotorcyclethailand
ยูทูบ : youtube.com/hondamotorcycletha

ฟอร์ด ส่งเรนเจอร์และเอเวอเรสต์ลงปฎิบัติหน้าที่ ในการแข่งขันจักรยานรายการ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

0

ฟอร์ดร่วมสนับสนุนรถยนต์ ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ ให้แก่สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สำหรับใช้ปฎิบัติหน้าที่สนับสนุนคณะทำงานรวมถึงทัพนักกีฬาในการเดินทางร่วมการแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2021’ ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ระหว่างวันที่ 11-20 พฤษภาคม 2564 ในเส้นทางจังหวัดสงขลา-สตูล-นครศรีธรรมราช-ตรัง-พัทลุง และปัตตานี รวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 1,275 กิโลเมตร

ฟอร์ดได้มีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนวงการกีฬาไทยในการแข่งขันจักรยานรายการสำคัญของประเทศอย่าง ‘ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งการแข่งขันรายการนี้นอกจากจะเป็นการช่วยพัฒนาขีดความสามารถของนักกีฬาแล้ว ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นตลอดพื้นที่การแข่งขัน

รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และรถยนต์เอนกประสงค์ขนาดกลาง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่ฟอร์ดได้สนับสนุนจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่คณะทำงานรวมถึงทัพนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันในการปฎิบัติหน้าที่ในการแข่งขันรายการนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยสมรรถนะอันโดดเด่นและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจริยะ สามารถตอบโจทย์การใช้งานและรูปแบบการเดินทางที่หลากหลาย เหมาะสำหรับการขับขี่ทางไกล ซึ่งในปีนี้การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์ 2021’ จะอยู่ในเส้นทางจังหวัดสงขลา-สตูล-นครศรีธรรมราช-ตรัง-พัทลุง และปัตตานี ซึ่งเป็นเส้นทางการแข่งขันที่มีทัศนียภาพสวยงามและมีความท้าทายในการเดินทาง

โดยในงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรม นายกมล ธีรมงคลรัศมี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ ตลาดอาเซียน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เป็นผู้แทนรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก ดร. สาธิต  ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

มาสด้าห่วงใยลูกค้าชวนตรวจสุขภาพรถฟรีขับขี่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ร่วมมือกับกรมขนส่งทางบกและผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าทั่วประเทศ ผุดโครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์ 2564” พร้อมเชิญชวนลูกค้ามาสด้ามาเข้ารับการบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 20 รายการ และรับของที่ระลึกสุดพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้เตรียมความพร้อมของรถก่อนการเดินทาง และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงวันหยุดยาวกับเทศกาลสงกรานต์ โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 ณ โชว์รูมและศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความปลอดภัยในการเดินทางบนท้องถนนนับเป็นสิ่งที่มาสด้าตระหนัก และให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ที่ประชาชนจำเป็นต้องเดินทางกลับภูมิลำเนา และใช้รถใช้ถนนเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีความห่วงใยและขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อยกระดับความปลอดภัยของพี่น้องชาวไทยทุกคนให้เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ ผ่านโครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์ 2564” โดยมาสด้าพร้อมให้การบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 20 รายการ พร้อมมอบส่วนลดและเครดิตเงินคืนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ รวมถึงมอบข้อเสนอพิเศษต่างๆ มากมาย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้เดินทางทุกคนได้เตรียมความพร้อมทั้งรถทั้งคนขับ เพื่อเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

สำหรับรายการตรวจเช็กสภาพฟรี 20 รายการ ประกอบด้วย การตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง, ตรวจสภาพยาง, ตรวจระดับน้ำหม้อน้ำ หม้อพักน้ำ พร้อมฝาปิดหม้อน้ำ, ตรวจสภาพการทำงานของไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณ, ตรวจสอบระบบไฟชาร์จ, ตรวจสภาพสายพานและความตึงของสายพานพร้อมปรับตั้ง, ตรวจสอบท่อยางหม้อน้ำและรอบรั่ว, ตรวจสอบน้ำมันเบรกและน้ำมันคลัตช์, ตรวจสอบคลัตช์, ตรวจสอบระดับน้ำมันกลั่นในแบตเตอรี่ ขั้วแบตเตอรี่, ตรวจระดับน้ำล้างกระจก, ตรวจสอบอุปกรณ์ปัดน้ำฝน, ตรวจสภาพการรั่วซึมของน้ำมันในห้องเครื่องยนต์, ตรวจสอบเบรก, ตรวจสอบเบรกมือ, ตรวจสอบไส้กรองอากาศ, ตรวจสอบสภาพการทำงานของเครื่องยนต์, ตรวจเข็มขัดนิรภัย, ตรวจสอบระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวและระบบกรองน้ำหนัก และตรวจสอบระดับก๊าซไอเสีย

ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัยเทศกาลสงกรานต์ 2564” สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์โดยกดเพิ่มเพื่อนกับมาสด้าผ่านทาง Mazda Official LINE Account @MazdaThailand เพื่อรับคูปองตรวจเช็กฟรี 20 รายการ และนำมาใช้บริการได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2564 สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าหรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมที่มาสด้าสปีดไลน์ 02 030 5666

“เบนซ์ไพรม์มัส” เปิดศึกรับตลาดรถหรูบูม! นำ 3 รุ่นใหม่ อวดโฉมรับโปรสุดพิเศษ ใน Primus Auto Show

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” เปิดศึกรับตลาดรถหรูบูม นำ 3 รุ่นใหม่ Mercedes-AMG GLA 35 4 MATIC, The new Mercedes-Benz E-Class, Mercedes-Benz GLS 350 d 4 MATIC และทัพรถหรูกว่า 50 คัน อวดโฉม ในงาน Primus Auto Show รับข้อเสนอ Motor Show ก่อนใคร ฟรี! เงินดาวน์ พร้อมประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 2 ปี หรือ 0% นาน 5 ปี พร้อมขยายเวลาบริการ ศุกร์ – เสาร์ ถึง 3 ทุ่ม วันนี้ ถึง 11 เม.ย.ศกนี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า  จากการที่ บริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” (ประเทศไทย) มีนโยบายในการนำรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เข้าร่วมแสดง ในงาน Bangkok International Motor Show 2021 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. – 4 เม.ย.64 ที่อิมแพคเมืองทองธานี  ซึ่งถือเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่ต้องการซื้อรถยนต์อย่างมาก และเป็นช่วงไฮซีซั่นของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย

ผนวกกับในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทแม่ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดไทยมากถึง 6 รุ่น ทั้งแบบรถสปอร์ตสรรถนะสูง รถอเนกประสงค์ และรถปลั๊กอินไฮบริด ทำให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคได้หลากหลายเซกเมนต์ และส่งผลดีต่อตัวเลขยอดขายของผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ

ขณะที่ “เบนซ์ไพรม์มัส” มีนโยบายที่จะสร้างความแข็งแกร่งด้านยอดขายและกระตุ้นตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยการจัดงานแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ภายใต้ชื่องาน  Primus Auto Show” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับผู้บริโภคในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ได้มีโอกาสเลือกชมและเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นต่าง ๆ อย่างสะดวกสบาย บนพื้นที่ที่โอ่อ่ากว้างขวาง พร้อมจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มสำหรับบริการมากมาย ที่สำคัญ ทุกท่านที่ซื้อรถยนต์ในงานนี้ จะได้รับข้อเสนอพิเศษสุด ที่ตอบรับทุกความต้องการในการครอบครองและเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นที่ชื่นชอบก่อนใคร

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับงาน Primus Auto Show ถือเป็นอีกงานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี โดย

จะมีการจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ ในช่วงงาน Bangkok International Motor Show และงาน Thailand International Motor Expo ซึ่งในครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 13 มี.ค. – 11 เม.ย.64 ที่โชว์รูมรถยนต์ของ “เบนซ์ไพรม์มัส” บนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา

สำหรับรถยนต์ไฮไลท์ที่จะนำมาจัดแสดงในครั้งนี้ ได้แก่ Mercedes-AMG GLA 35 4 MATIC, The new Mercedes-Benz E-Class, Mercedes-Benz GLS 350 d 4 MATIC, Mercedes-Benz CLS220 d AMG Premiumพร้อมรถยนต์รุ่นปัจจุบัน และรถทดลองขับมากกว่า 50 คัน ที่จะนำมาอวดโฉมผู้สนใจได้สัมผัสและทดลองขับก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ

นอกจากนี้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เลือกสรรแคมเปญพิเศษที่ดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซดส-เอเอ็มจี เพียงจองและเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ภายในงาน Primus Auto Show จะได้รับข้อเสนอพิเศษแบบเดียวกับในงาน Motor Show อาทิ

-Mercedes-Benz A 200 Progressive รับฟรี! ประกันภัยชั้น 1 MB Protection นาน 1 ปี

-Mercedes-Benz C 300 e AMG Sport ฟรี! ดอกเบี้ย ผ่อนนาน 4 ปี

– Mercedes-Benz S 560e AMG Premium ฟรี! ดอกเบี้ย ผ่อนนาน 5 ปี, โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Excellent นาน 5 ปี พร้อม ประกันภัยชั้น 1  MB Protection นาน 5 ปี  หรือเลือก ฟรี! เงินดาวน์ ผ่อนสบายๆ 99,999 บาท นาน 24 เดือน โปรแกรมบำรุงรักษา MBSP Excellent นาน 2 ปี พร้อม ประกันภัยชั้น 1  MB Protection นาน 2 ปี

พร้อมกันนี้ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์  ได้มีการจัดเตรียมอาหาร ไอศรีม และเครื่องดื่ม จาก Food Truck ชื่อดัง ร้าน “Baby Pizza” พิซซ่า สไตล์อิตาเลียน กรอบสุดขอบ และไอติมเงินล้าน “Duca’tim” ต้นฉบับไอติมไม่อ้วน  ให้ผู้ร่วมชมงานได้เพลิดเพลินกับรสชาติความอร่อยอย่างเต็มพิกัด

พิเศษ! เฉพาะวันที่ 10-11 เม.ย.64 พบกับกิจกรรมไฮไลท์ “Mercedes-AMG Days” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสปอร์ตสมรรถนะสูง ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่กับ 2 ยนตรกรรมแรง เร้าใจ ในรุ่น Mercedes-AMG GT C Roadster และ Mercedes-AMG GT R พร้อมเรียนรู้เทคนิคการขับขี่จาก Instructor ระดับมืออาชีพ ของ เมอร์เซดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) โดยลงทะเบียนร่วมรับสิทธิ์ทดลองขับรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้ที่  http://bit.ly/primustdb

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่ต้องการเลือกชมและสัมผัสรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี รวมถึงลูกค้าที่ต้องการนำรถยนต์เข้ารับการซ่อมบำรุงในหลังช่วงเวลาทำงาน ด้วยการขยายเวลาการให้บริการด้านการขายและบริการหลังการขาย ในวันศุกร์และวันเสาร์ เปิดทำการตั้งแต่ 08.30 – 21.00 น. เริ่มวันนี้ ถึง 11 เม.ย.ศกนี้

อย่าพลาด! งาน “Primus Auto Show”  เริ่มตั้งแต่ 13 มี.ค. ถึง 11 เม.ย.64 เฉพาะที่ “เบนซ์ ไพรม์มัส” ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) ฝ่ายขาย เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลาทำการ 08.30 -19.00 น. วันศุกร์-วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 21.00 น. และ วันอาทิตย์ เวลาทำการ 10.00 – 19.00 น. ฝ่ายบริการหลังการขาย เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลาทำการ 08.30-17.30 น. และวันศุกร์-วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 21.00 น. ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 095 5555 หรือคลิกที่ www.benzprimus.com

พร้อมฉลองสงกรานต์: โรงงานฟอร์ดเหมาเรือส่งออกรถยนต์ ครั้งใหญ่ที่สุดสู่ออสเตรเลีย

0

โรงงานผลิตรถยนต์ฟอร์ดในจังหวัดระยองสร้างสถิติการส่งออกรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่ผลิตในประเทศไทย จำนวนกว่า 2,910 คัน สู่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นการส่งออกที่มีจำนวนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนให้พนักงานหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์

รถฟอร์ดที่ส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลียดังกล่าว เป็นรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และโรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (เอเอที) ในจังหวัดระยอง ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญระดับโลกของฟอร์ดทั้งเพื่อการจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยโรงงานฟอร์ดในประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 75% ของการผลิตทั้งหมด ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตสำคัญระดับโลกของฟอร์ด

ทั้งนี้ โรงงานเอฟทีเอ็ม มีกำลังการผลิตรถกว่า 180,000 คันต่อปี ส่วนโรงงานเอเอทีมีกำลังการผลิตรถฟอร์ดอยู่ที่  135,000 คันต่อปี โดยประเทศออสเตรเลียถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของฟอร์ด จากการที่รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ ครองตำแหน่งรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ทั้งในปีพ.ศ. 2562 และ 2563 นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังครองตำแหน่งสุดยอดรถขายดีในอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกมาหลายปีต่อเนื่อง อาทิ รถที่ขายดีที่สุดอันดับ 1 ในประเทศนิวซีแลนด์ และรถกระบะที่ขายดีที่สุดในประเทศเวียดนามด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 50% นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2563 ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังเป็นรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ขายดีที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์อีกด้วย

ปัจจุบัน ฟอร์ดนับเป็นหนึ่งในบริษัทยานยนต์ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนสะสมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 รวมกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

วิศวกรผู้ถ่ายทอดความเร้าใจจากจีที-อาร์ สู่รถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน

0

นาโอกิ นากาดะ คือ ผู้หลงใหลในรถยนต์ เขาคือหนึ่งในหัวหน้าทีมวิศวกรด้านเครื่องยนต์ที่พัฒนาเครื่องยนต์อันทรงพลังมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์ VR38DETT ที่ขึ้นชื่อเรื่องอัตราเร่งอันทรงพลังแบบหลังติดเบาะในจีที-อาร์ รหัส R35 ตัวล่าสุด เขาไม่เพียงแต่หลงใหลในเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่ดังก้องเวลาเหยียบคันเร่ง แต่นากาดะยังได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่เงียบมากให้กับนิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% การที่ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนทั้งสองแบบที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว โปรเจ็คต่อมาของเขาคือผสานสองสิ่งอันโดดเด่นเข้าด้วยกัน ความเร็วและแรงจากรถสปอร์ต และแรงบิดที่เร็วทันใจจากรถยนต์ไฟฟ้า จนกลายมาเป็นเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์

สำหรับแฟนรถสปอร์ตสมรรถนะสูง จีที-อาร์ จะยังเป็นตำนานตลอดไป ด้วยสมรรถนะและความเร็วที่ไร้ที่ติ

“ตอนพัฒนาเครื่องยนต์ของ จีที-อาร์ R35 เราไม่เพียงแต่เน้นเรื่องความเร็ว แต่ต้องทำอัตราเร่งให้มีความเร้าใจด้วย” นากาดะ กล่าว “สำหรับคนขับจีที-อาร์ แทบไม่มีสิ่งใดมาเทียบกับความรู้สึกสุดยอดนี้ได้”

หลังจากที่ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กับนิสสัน ลีฟ แล้ว นากาดะก็ยังตั้งใจที่จะนำประสบการณ์จาก จีที-อาร์ ไปต่อยอดในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่อไป

“หากต้องการสร้างสังคมที่มีการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ เราต้องส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” นากาดะ กล่าว “รถยนต์ไฟฟ้าจากนิสสันต้องไม่เพียงแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องขับสนุกและตื่นเต้นด้วย”

เครื่องยนต์ที่คลายความกังวลของรถยนต์ไฟฟ้า

การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% ไม่สามารถเกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หลายคนยังลังเลที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะกังวลทั้งเรื่องระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และโครงสร้างพื้นฐานของสถานีชาร์จในแต่ละพื้นที่ รวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ   นากาดะตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ จึงหาทางออกเพื่อคลายกังวลให้กับลูกค้าด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ผสานประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและความสะดวกสบายของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป จนกลายมาเป็นเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์

นิสสัน อี-พาวเวอร์แตกต่างจากระบบไฮบริดตรงที่มันลดความยุ่งยากในการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงเพียงอย่างเดียว แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน สมรรถนะสูงจะถูกชาร์จด้วยเครื่องยนต์สันดาปที่ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ผู้ขับขี่อี-พาวเวอร์ จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่น และทรงพลัง เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ เพียงแค่ต้องแวะปั๊มเติมน้ำมันเท่านั้น

การประหยัดน้ำมันถือเป็นอีกส่วนหัวใจสำคัญของระบบ อี-พาวเวอร์ ด้วยเครื่องยนต์ที่ทำงานด้วยความเร็วที่เหมาะสมเพื่อชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ และเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วสูง หรือวิ่งบนถนนขรุขระ เครื่องยนต์ก็จะทำงาน แต่ด้วยเสียงจากเครื่องที่เบามาก ผู้ขับขี่จะได้รับประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบเหมือนตอนขับรถยนต์ไฟฟ้า

“หากมองเผิน ๆ อี-พาวเวอร์ เหมือนระบบที่พัฒนาออกมาได้ง่าย ๆ แต่ความจริงนั้นตรงกันข้าม” นากาดะ อธิบาย “เราต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้และการผลิตกระแสไฟฟ้า การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์น้ำมันให้ทำงาน และเลือกขนาดแบตเตอรี่ให้เข้ากับประเภทของรถ เราทำงานกันหนักมากเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบ”

นิสสันเปิดตัว อี-พาวเวอร์ ในนิสสัน โน๊ต ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2016 และตามด้วยนิสสัน เซเรนา อี-พาวเวอร์ ไม่นานหลังจากนั้น อี-พาวเวอร์ ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในประเทศญี่ปุ่นด้วยยอดขายที่ใกล้แตะ 500,000 คัน ในขณะที่โน๊ตเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นในปี 2561* และในปี 2564 ก็ได้มีการเปิดตัวนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ในประเทศญี่ปุ่น และบางประเทศในทวีปเอเชีย เป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ อี-พาวเวอร์ อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

*ยอดขายประกอบด้วย โน๊ตรุ่นมาตรฐานและ โน๊ต อี-พาวเวอร์ โดยรุ่น อี-พาวเวอร์ คิดเป็นประมาณ 70% ของยอดขาย

Lexus เปิดตัว “LF-Z และ LF-Z Electrified” คอนเซปต์คาร์ BEV ที่จะเป็นการเดินหน้าสู่อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าเจนฯถัดไป

0

Lexus LF-Z Electrified คอนเซปต์คาร์ BEV นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ของรถไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง และภายในปี 2025 จะเปิดตัวรถยนต์ใหม่กว่า 20 รุ่น ทั้ง BEV / PHEV / HEV และรถยนต์พลังงานทางเลือกอื่นๆ รวมถึงจัดตั้งศูนย์ธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ที่รวมแผนกการพัฒนา การออกแบบเทคโนโลยีการผลิต และการวางแผน เพื่อส่งเสริมการพัฒนายานยนต์นวัตกรรมใหม่

เลกซัสได้ประกาศแผนการปรับโฉมครั้งใหม่ของแบรนด์เลกซัสในงานเปิดตัว “เลกซัสคอนเซปต์” ด้วยจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งและการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก เลกซัสยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์หรู ซึ่งได้มอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่น่าทึ่งด้วยเทคโนโลยีและค่านิยมใหม่ ๆ ตั้งแต่ปี 1989 โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปในรอบศตวรรษ

นอกเหนือจากภารกิจเพื่อสังคมในการหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอน และการปฏิบัติตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ไลฟ์สไตล์ รวมถึงค่านิยมของลูกค้าได้มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความหลากหลายมากขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือจินตนาการ สภาพแวดล้อมทางสังคม ความต้องการในการเดินทาง และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือเป็นส่วนหนึ่งของตลาดรถยนต์หรูที่กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าไป

ภายใต้สถานการณ์ทั้งหมดนี้ เลกซัสได้สร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม รวมถึงลูกค้าของเราอีกด้วย เลกซัสพร้อมที่จะตอบสนองอย่างรอบคอบ และรวดเร็วต่อความต้องการของลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และจะมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นแบรนด์ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า

ตั้งแต่มีการเปิดตัว RX 400h รถยนต์หรูพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกในปี 2005 จนถึงปัจจุบัน รถยนต์ไฮบริดจากเลกซัส ได้จำหน่ายไปแล้วกว่าสองล้านคันทั่วโลก โดยปัจจุบันเลกซัส มีรถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEVs) และรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า (BEVs) ทั้งหมด 9 รุ่น ที่ทำตลาดใน 90 ประเทศตามภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เลกซัสยังคงมุ่งพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ “Lexus Electrified” ที่ได้ประกาศในปี 2019 ด้วยเป้าหมายที่จะกำหนดบรรทัดฐานใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีไฟฟ้ามาใช้งานจริง พร้อมมอบความสุขและความพึงพอใจในการใช้งานรถยนต์อย่างต่อเนื่อง

ในวันนี้เลกซัสจัดการเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกสำหรับ “LF-Z Electrified” คอนเซปต์คาร์ BEV ที่รวมเอาสมรรถนะการขับขี่ สไตล์ และเทคโนโลยีไว้ด้วยกัน โดยวางยุทธศาสตร์ให้เป็นจริงได้ภายในปี 2025

รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับความสมดุลในการขับขี่ที่เกิดจากการจัดวางแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมที่สุด นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีควบคุมพลังขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่ที่เรียกว่า “DIRECT4” ที่จะสร้างสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นและยืดหยุ่นอย่างมาก ทำให้ LF-Z Electrified มีความแตกต่างจากรถยนต์ในรูปแบบเดิม ๆ

นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้ เลกซัสยังวางแผนที่จะนำเทคโนโลยีและฟังก์ชันอินโฟเทนเมนต์ชั้นสูงเข้ามาใช้งาน ซึ่งจะทำให้ประสบการณ์การเดินทางของลูกค้าของเราสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ภายในปี 2025 เลกซัสมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และรุ่นปรับปรุงโฉมจำนวน 20 รุ่น รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 10 รุ่นอย่างเช่นรถยนต์ BEV รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฮบริด (HEV) ตามความต้องการของแต่ละประเทศและภูมิภาคทั่วโลก บนรากฐานแนวคิดในการมอบผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้แก่ตลาดที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม

เลกซัสมีเป้าหมายที่จะนำเสนอทางเลือกรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ทุกรุ่นภายในปี 2025 โดยตั้งเป้าหมายให้มีอัตราการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์น้ำมันภายในปี 2050 เลกซัสยังต้องการที่จะหยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดทั้งวงจรของผลิตภัณฑ์รถยนต์ทุกรุ่นที่มีจำหน่าย ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และรถยนต์ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการกำจัดและรีไซเคิลรถยนต์รุ่นเก่าในขั้นตอนสุดท้าย ด้วยวิสัยทัศน์และภารกิจที่ชัดเจนในการหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอน จะทำให้เลกซัสสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการการผลิตชิ้นส่วนลงได้

ในเดือนมีนาคม 2024 เพื่อเร่งการวางแผนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า เลกซัสได้วางกำหนดการเปิดธุรกิจและศูนย์เทคโนโลยีขึ้นใหม่ ซึ่งรวมสมาชิกที่เกี่ยวข้องในด้านการพัฒนา การออกแบบ เทคโนโลยีการผลิต และการวางแผนของแบรนด์เลกซัส มาร่วมกันสร้างรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์ร่วมกันกับพันธมิตรภายนอก

โคจิ ซาโตะ
ประธาน และหัวหน้าทีมภาพลักษณ์แบรนด์ เลกซัส อินเตอร์เนชันแนล
“ผมขอแสดงความนับถือด้วยใจจริงต่อผู้คนทั่วโลก ที่พยายามอย่างหนักท่ามกลางความยากลำบากทั้งหลายในขณะที่เราดำเนินภารกิจเพื่อสังคมในการสร้างชุมชนที่งดเว้นการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เป็นจริงขึ้นมานั้น เราจะยังคงมอบความสนุกและความสุขที่รถยนต์มีให้อย่างต่อเนื่อง เราจะยังคงมีส่วนในการมอบความสุขและรอยยิ้มของลูกค้า รวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเลกซัส เริ่มจากเปิดตัวรถยนต์ใหม่สองรุ่นในปีนี้ เราจะพัฒนานวัตกรรมต่อไป เพื่อเพิ่มสีสันให้กับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า เราหวังว่าคุณจะคอยติดตามอนาคตของเลกซัส ซึ่งมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะสร้างสรรค์อนาคต เพื่อให้สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยความหวังเป็นจริงขึ้นมาได้ในที่สุด”

LF-Z ELECTRIFIED

คุณสมบัติหลักของรถยนต์ไฟฟ้า LF-Z
รถยนต์ไฟฟ้า LF-Z คือรถยนต์คอนเซปต์ BEV ที่เป็นสัญลักษณ์ของการพลิกโฉมแบรนด์เลกซัส ซึ่งรวมไว้ด้วยสมรรถนะการขับขี่ สไตล์ และเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งมีกำหนดให้ใช้งานจริงได้ภายในปี 2025

 

วิวัฒนาการครั้งสำคัญของสมรรถนะยานยนต์ที่มีพื้นฐานมาจากการใช้เทคโนโลยีไฟฟ้า อันเป็นเป้าหมายของวิสัยทัศน์ด้านพลังงานไฟฟ้าของเลกซัสหรือ “Lexus Electrified” รถยนต์ไฟฟ้า LF-Z จะใช้แพลตฟอร์ม BEV ที่พัฒนาขึ้นใหม่ โดยมีเทคโนโลยีควบคุมพลังขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่ที่เรียกว่า “DIRECT4” ซึ่งตอบสนองการขับเคลื่อนฉับไวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าควบคุมล้อทั้งสี่ของรถยนต์ได้อย่างอิสระ เพื่อประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือกว่าและมีความยืดหยุ่นสูง ทำให้แตกต่างจากรถทั่วไป

 

ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีการใช้ไฟฟ้าเข้ากับเทคโนโลยีควบคุมการขับเคลื่อนของรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนามายาวนาน เลกซัสมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการขับขี่ในรูปแบบที่จะเชื่อมต่อผู้ขับเข้ากับรถยนต์ได้ดียิ่งขึ้น

รูปลักษณ์ภายนอกที่เร้าอารมณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า LF-Z ได้รับการออกแบบด้วยความประณีต ตอกย้ำเอกลักษณ์ด้านการออกแบบของรถยนต์เลกซัส แสดงออกถึงความรู้สึกในการขับขี่ที่กระฉับกระเฉง และว่องไวด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง

 

เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ BEV อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในรถประกอบด้วยห้องโดยสารส่วนควบคุมการขับขี่แบบ “ทาซึนะ” และมีรูปแบบเปิดโล่งสไตล์ “มินิมอลลิสต์” ทั้งยังยกระดับแนวทางการออกแบบที่เข้าถึงตัวผู้ขับขี่ที่เป็นศูนย์กลางตามแบบฉบับของเลกซัส อันเป็นฐานรากของแบรนด์เลกซัสมาตั้งแต่ปี 1989

 

นอกจากนี้ ยังมีระบบ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลไลฟ์สไตล์ ผ่านการสนทนาโต้ตอบรวมถึงการเรียนรู้พฤติกรรมและความชอบของผู้ขับขี่เพื่อแนะนำเส้นทาง ทั้งยังสามารถจองโต๊ะในร้านอาหารและอื่น ๆ ได้อีกด้วย เมื่อพัฒนาระบบป้องกันภัยและระบบรักษาความปลอดภัยควบคู่ไปด้วยแล้ว AI จะช่วยให้ประสบการณ์การเดินทางสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร

รถยนต์ไฟฟ้า LF-Z คือพัฒนาการของ “เอกลักษณ์การขับเคลื่อนของเลกซัส” ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใครจากเลกซัสมุ่งเน้นการตอบสนองอย่างต่อเนื่องตรงตามความตั้งใจของผู้ขับขี่ รวมถึงความรู้สึกในการเชื่อมต่อชะลอความเร็ว การบังคับเลี้ยว และการเร่งความเร็วในทุกสถานการณ์การขับขี่ รถยนต์ไฟฟ้า LF-Z สามารถรักษาสมดุลและเสถียรภาพในการชับชี่ได้อย่างดีเลิศ โดยการวางตำแหน่งแบตเตอรี่และมอเตอร์ไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฟฟ้าทำให้สามารถนำนวัตกรรมการออกแบบรูปลักษณ์ภายนอกมาใช้ได้ และยกระดับเอกลักษณ์การขับขี่ของเลกซัสให้สูงยิ่งขึ้นด้วยการพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานของรถยนต์

การจัดวางชุดแบตเตอรี่ไว้ใต้พื้นรถในแนวยาวทำให้แชสซีมีความแข็งแรงมากขึ้น และจุดศูนย์ถ่วงของรถต่ำลงเพื่อเพิ่มความคล่องตัว นอกจากนี้การออกแบบลักษณะนี้ยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนและเสียงไม่พึงประสงค์ที่เข้าสู่ห้องโดยสารอีกด้วย DNAความเงียบและความสบายของเลกซัสได้ถูกพัฒนาขึ้นมากอย่างครบถ้วน

เทคโนโลยีควบคุมพลังขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่หรือ DIRECT4 ช่วยให้สามารถควบคุมการขับเคลื่อนของมอเตอร์แรงบิดสูงได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถควบคุมอาการของตัวรถได้อย่างละเอียดตามสัมผัสและการสั่งงานของมนุษย์ นอกจากนี้ การควบคุมล้อขับเคลื่อนหน้าและหลังเป็นอิสระจากกัน ยังทำให้ระบบสามารถเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนได้อย่างเหมาะสม เช่น ขับเคลื่อนล้อหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อ ตามสถานการณ์การขับขี่แต่ละแบบ ระบบจะควบคุมการส่งแรงขับเคลื่อนโดยการประมวลผล และคำนวณการกดแป้นคันเร่งและการควบคุมพวงมาลัยแบบไร้รอยต่อ ทำให้ได้อัตราเร่งที่ทรงพลังและประสิทธิภาพการบังคับเลี้ยวที่เร้าใจตรงกับความต้องการของผู้ขับขี่

การใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบไฟฟ้าจะตัดความจำเป็นในการเชื่อมต่อด้วยกลไกผ่านแกนพวงมาลัยออกไป ส่งผลให้เกิดการโต้ตอบโดยตรงระหว่างส่วนควบคุมพวงมาลัยและแรงขับเคลื่อน การใช้ระบบนี้ทำให้รถยนต์มีมุมบังคับเลี้ยวที่แคบลง และมีความแม่นยำมากขึ้นในการตอบสนองการขับขี่ท่ามกลางสภาวะต่าง ๆ

รูปโฉมภายนอกอันล้ำยุคที่เผยให้เห็นทิศทางการพัฒนาในแบบของเลกซัส รถยนต์ไฟฟ้า LF-Z เป็นโมเดลศึกษาที่เผยให้เห็นถึงทิศทางการพัฒนาสไตล์ของเลกซัส โดยมีเป้าหมายเพื่อออกแบบรถยนต์ให้มีรูปร่างที่เรียบง่ายและดึงดูดสายตา ผสานกับสัดส่วนที่ดูแข็งแกร่งและรูปโฉมภายนอกที่แตกต่าง โดยเฉพาะรูปทรงโดยรวมที่เริ่มต้นจากส่วนล่างบริเวณด้านหน้ารถและพุ่งสูงขึ้นไปด้านหลังตามแนวคิดของรถยนต์ BEV

ตัวรถประกอบด้วยเส้นสายที่ต่อเนื่องโดยมีศูนย์กลางอยู่ภายในห้องโดยสารที่เรียบเนียน วงล้อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดใหญ่ได้รับการจัดวางให้ใกล้กับมุมทั้งสี่ของตัวรถมากที่สุด เพื่อเพิ่มระยะฐานล้อให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ

 

เลกซัสรับนำความท้าทายในการพัฒนารูปทรงแกนหมุนอันเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัสให้กลายมาเป็นตัวถังรถยนต์รูปทรงแกนหมุน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสถาปัตยกรรมตัวถังรถยนต์โดยรวมออกมาในรูปแบบใหม่ เป้าหมายคือเพื่อออกแบบรูปทรงสามมิติที่แปลงรูปทรงตัวถังรถยนต์เองให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์เลกซัส และพัฒนาการแสดงออกในด้านการใช้งานและสไตล์ควบคู่ไปกับพัฒนาการของเทคโนโลยี

การใช้ DIRECT4 ซึ่งควบคุมพลังขับเคลื่อนของล้อทั้งสี่อย่างอิสระ ทำให้สามารถปรับแต่งภาพการขับขี่ที่ลื่นไหลด้วยแรงขับเคลื่อนที่ส่งผ่านอย่างต่อเนื่อง เส้นสายบานประตูลากจากล้อหน้าสู่ล้อหลังอย่างกลมกลืน ล้อมกรอบด้วยลวดลายตัวถังที่มีความแวววาวและเด่นชัด

ด้านหลังของตัวรถมีการออกแบบพื้นที่แนวนอนที่เรียบง่ายสะอาดตา ผนวกกับลวดลายตัวถังที่นำสายตาไปสู่วงล้อ เน้นให้เห็นฐานล้อขนาดใหญ่ที่รองรับพละกำลังการขับเคลื่อนด้วยแรงบิดมหาศาล นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์ “LEXUS” ทอดตัวตามแนวนอนภายในโคมไฟรูปทรงปราดเปรียวที่รวมไฟสัญญาณทุกดวงเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อรวมกับการออกแบบด้านหน้าของตัวรถแล้วจึงเสริมสไตล์การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของเลกซัสในเจเนอเรชันถัดไป

ส่วนควบคุมการขับขี่ที่ออกแบบตามคอนเซปต์ใหม่ “ทาซึนะ” และภายในห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกเปิดโล่ง เพื่อแสดงถึงแนวทางการวางผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางของเลกซัสในระดับที่สูงยิ่งขึ้น อันเป็นรากฐานของแบรนด์เลกซัสมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ส่วนควบคุมการขับขี่จึงได้รับการออกแบบตามคอนเซปต์ใหม่ที่เรียกว่า “ทาซึนะ” (“ทาซึนะ” ภาษาญี่ปุ่นหมายถึง “บังเหียน”)

คอนเซปต์นี้ได้แรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่างม้ากับคนขี่ม้าที่สื่อสารกันผ่านบังเหียนเพียงเส้นเดียว สวิตช์ควบคุมต่าง ๆ จึงติดตั้งอยู่ที่พวงมาลัย ตัวรถมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่ออกแบบให้สอดรับกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อสร้างพื้นที่ที่สามารถใช้งานได้หลายฟังก์ชัน เช่น ระบบการนำทาง ระบบเครื่องเสียง และการเลือกโหมดการขับขี่ที่เข้าถึงได้ขณะที่ผู้ขับขี่ใช้สมาธิกับการขับรถโดยไม่ต้องละสายตาหรือควบคุมสั่งการปุ่มต่าง ๆ ที่ซับซ้อน

ส่วนควบคุมการขับขี่เป็นหัวใจหลักของตัวรถ โดยมีการจัดวางแผงควบคุมไว้ในระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่นั่งอยู่ในห้องโดยสาร รวมถึงใช้วิธีการอื่น ๆ เพื่อสื่อถึงความ “มินิมอล” อันสดใหม่ และพื้นที่ที่ให้ความรู้สึก “โอโมเตนาชิ” อย่างแท้จริง

ภายในทั้งหมดออกแบบให้สะอาดตาและอัดแน่นด้วยคุณภาพ ด้วยรูปทรงแบบไร้รอยต่อที่เชื่อมชายกระจกบังลมเข้ากับประตูหน้าและยาวต่อไปจนถึงประตูหลัง นอกจากนี้หลังคา “พาโนรามิก” ยังใช้แผ่นกระจกยาวที่สร้างความรู้สึกโปร่งโล่ง เน้นย้ำบรรยากาศของความ “มินิมอล”

หน้าจอแสดงผลเสมือนจริง มาตรวัด หน้าจอสัมผัส และฟังก์ชันให้ข้อมูลอื่น ๆ จัดกลุ่มรวมกันเป็นโมดูลเดียว ฟังก์ชันระบบการขับขี่ต่าง ๆ จะรวมกันอยู่รอบพวงมาลัย แสดงถึงทิศทางการออกแบบภายในเจเนอเรชั่นหน้าของเลกซัสที่จะขยายการมองเห็นออกไปด้านหน้ารถ และเชื้อเชิญให้ผู้ขับขี่มองไปด้านหน้าโดยธรรมชาติ

คุณสมบัติล้ำหน้าเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางของคุณให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้า LF-Z ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเรียนรู้ลักษณะความต้องการและพฤติกรรมของผู้ขับขี่จะคอยให้การสนับสนุนผู้ขับขี่อยู่ตลอดเวลา การสื่อสารด้วยเสียงพูดจะช่วยให้การควบคุมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในขณะขับขี่ ระบบจดจำเสียงพูดมีการใช้ AI ใหม่ล่าสุดเพื่อจดจำ เรียนรู้ และปรับให้เข้ากับนิสัยและความต้องการของผู้ขับขี่ เพื่อช่วยทำงานต่าง ๆ อย่างเช่นการระบุเส้นทางในการขับขี่และการจองโต๊ะในร้านอาหาร การโต้ตอบในลักษณะนี้ระหว่าง AI กับผู้ขับขี่จะนำไปสู่การสนทนาที่มีประโยชน์อย่างมาก และทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของและการขับขี่โดยรวมดียิ่งขึ้น เพิ่มสีสันให้กับชีวิตของผู้ใช้เสมือนมีผู้ดูแลไลฟ์สไตล์ส่วนตัว

 

นอกจากการควบคุมตัวรถด้วยสมาร์ทโฟนอย่างเช่นการล็อกและปลดล็อกประตูรถแล้ว การใช้กุญแจดิจิทัลยังช่วยให้ครอบครัวและเพื่อนสามารถเข้าถึงตัวรถได้โดยไม่ต้องมีการส่งมอบกุญแจเหมือนเคย การอนุญาตให้ผู้บริการใช้กุญแจดิจิทัลเข้าสู่ตัวรถได้จะทำให้บริการต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงกับตัวรถเป็นไปได้ อย่างเช่นการนำส่งพัสดุที่ตัวรถหรือบริการคาร์แชร์ริง ทำให้ชีวิตของผู้มีรถยนต์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ระบบล็อกประตูอิเล็กทรอนิกส์ (อี-แลตช์) ช่วยให้การเปิดและปิดประตูราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ขณะขึ้นรถ มือจับประตูแบบซ่อนได้ โดยจะยกตัวขึ้นเหนือพื้นผิวตัวถังรถอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารเข้าใกล้ตัวรถและถือกุญแจไว้ในมือ จะสามารถล็อกและปลดล็อกประตูได้อย่างง่ายดาย โดยแตะที่เซ็นเซอร์บริเวณด้านในของมือจับประตู ขณะลงจากรถก็สามารถเปิดประตูรถได้โดยกดที่สวิตช์เปิดประตู ประโยชน์ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ เซ็นเซอร์ของรถยนต์ไฟฟ้า LF-Z จะตรวจสอบพื้นที่โดยรอบว่ามีรถสวนมาหรือเบียดด้านข้างหรือไม่ก่อนที่ผู้โดยสารจะออกนอกตัวรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งให้แก่ผู้โดยสาร

หลังคากระจกพาโนรามิกช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งโล่งใช้กระจกแบบปรับระดับความเข้มอ่อนด้วยไฟฟ้า พร้อมติดตั้งระบบความบันเทิงอย่างเช่น การปรับลดแสงเพื่อความเป็นส่วนตัวและลดความร้อน หรือปรับให้สว่างขึ้นเพื่อให้มองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่บริเวณกลางกระจกมีแผงควบคุมแบบสัมผัสที่เชื่อมเบาะนั่งตอนหน้ากับตอนหลังเข้าด้วยกันและใช้ในการสื่อสารระหว่างผู้โดยสาร เบาะหลังสามารถปรับเอนได้พร้อมด้วยฟังก์ชันเบาะนวดเพื่อให้การเดินทางของผู้โดยสารทุกคนเป็นช่วงเวลาที่สงบและผ่อนคลาย

ระบบเครื่องเสียงเจเนอเรชั่นล้ำยุคจาก “Mark Levinson” ให้สัมผัสประสบการณ์ระดับคอนเสิร์ตฮอลล์ ฟังก์ชั่นการจัดการเสียงแห่งยุคหน้านี้มีคุณสมบัติตัดเสียงรบกวน ช่วยสร้างสุนทรียภาพความเป็นส่วนตัวให้กับผู้โดยสาร และทำให้พื้นที่ภายรถมีความเงียบสงบและสะดวกสบาย

ความยาว (มม.) 4,880
ความกว้าง (มม.) 1,960
ความสูง (มม.) 1,600
ความยาวฐานล้อ (มม.) 2,950
น้ำหนักรถ (กก.) 2,100
ระยะการขับขี่ [WLTP] (กม.) 600
ความจุแบตเตอรี่ (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) 90
พลังงานการชาร์จ (กิโลวัตต์) 150
แบตเตอรี่ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน
ระบบหล่อเย็น ของเหลว
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. (วินาที) 3.0
ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) 200
กำลังสูงสุด (กิโลวัตต์) /แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร) 400/700

ศูนย์เทคนิคชิโมยามะ

ในเดือนมีนาคม 2024 เลกซัสจะเปิดธุรกิจและศูนย์เทคโนโลยีแห่งใหม่ขึ้นที่ศูนย์เทคนิคโตโยต้าชิโมยามะ (TTCS) โดยรวบรวมทีมงานที่เกี่ยวข้องในด้านการพัฒนา การออกแบบ เทคโนโลยีการผลิต และการวางแผนของแบรนด์เลกซัสจะรวมตัวกันเพื่อส่งเสริม “การสร้างรถยนต์ที่ดียิ่งขึ้น” ที่จะสามารถสร้างรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าได้ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางด้านยานยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่เชื่อกันว่าจะเกิดขึ้นเพียงศตวรรษละหนึ่งครั้ง

นอกจากทำการทดสอบเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกแล้ว เลกซัสชิโมยามะ ยังจะพัฒนาทั้งรถยนต์และบุคลากรที่สร้างรถยนต์ขึ้นมาอีกด้วย สนามที่ใช้ทดสอบรถยนต์ทั่วโลกจะจำลองสภาวะการขับขี่ที่เลวร้ายในรูปแบบต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยรถยนต์ที่เข้าทดสอบจะได้รับการ “ขับขี่และปรับปรุง” ซ้ำไปซ้ำมา การพัฒนารถยนต์และทรัพยากรมนุษย์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากพื้นที่ชิโมยามะมีความหลากหลาย และเป็นเขตพื้นที่ในธรรมชาติที่มีความผันผวนอย่างมาก

・ในส่วนของสำนักงาน อาคารเลกซัสจะเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา และอาคารเมสเซะจะใช้ในการสร้างสรรค์ร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจจากภายนอก อาคารทั้งสองแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่ทีมงานจากภายในและภายนอกบริษัทมีวัตถุประสงค์และความท้าทายร่วมกัน โดยใช้สไตล์การทำงานที่เปิดกว้างและกระฉับกระเฉงเพื่อผลักดันการผลิตรถยนต์ให้สามารถก้าวข้ามขอบเขตที่มีอยู่ในปัจจุบันไปได้

เสาหลักของการพัฒนารถยนต์ใหม่จะอยู่ที่อาคารเลกซัสหลังใหม่ขนาดสามชั้น ชั้นแรกจะจำลองลักษณะและบรรยากาศของพิทที่สนามแข่งรถนูร์เบอร์กริง ทีมงานที่รับผิดชอบทุกส่วนงานจะมาร่วมกันในแต่ละโปรเจกต์ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาที่รวดเร็วด้วยการบูรณาการการผลิตรถยนต์จริงในพื้นที่เข้ากับอุปกรณ์ดิจิทัลที่ล้ำยุค

พื้นที่ออกแบบบริเวณชั้นที่สามจะเน้นที่การออกแบบรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ด้วยดินเหนียว และเมื่อพัฒนาต่อไปอย่างรอบด้านก็จะกลายเป็นพื้นที่สำหรับการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่านักออกแบบ วิศวกรการผลิต นักอากาศพลศาสตร์ และทีมงานส่วนอื่น ๆ ของฝ่ายการทดลองจะสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยกันหาแนวคิดใหม่ ๆ จากศูนย์กลางแห่งการพัฒนาการออกแบบของเลกซัส

ชั้นที่สองจะเป็นพื้นที่สำนักงาน โดยมีผังแบบเปิดโล่งเพื่อใช้งานในลักษณะที่หลากหลายเพื่อพัฒนาความร่วมมือและเป็นพื้นที่ที่บุคลากรทุกคนจะได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากที่สุด ในการเร่งการพัฒนาโดยมีรถยนต์เป็นศูนย์กลาง บุคลากรทุกคนจะสามารถเดินขึ้นลงระหว่างชั้นต่าง ๆ ของอาคารได้อย่างอิสระ รวมถึงทำงานนอกสถานที่ตามสไตล์การทำงานของตนเองได้ทุกเมื่อที่ต้องการ

สภาพแวดล้อมแบบเปิดที่ศูนย์เทคนิคชิโมยามะ จะเป็นสถานที่เพื่อการสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับผู้ผลิตและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาแบรนด์ที่ดำเนินอยู่ให้สอดคล้องกับชีวิตของกลุ่มลูกค้า อาคารเมสเซะจะเป็นสถานที่เพื่อการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และนอกจากโถงอเนกประสงค์แล้ว จะมีโรงซ่อมรถเพิ่มเข้ามาอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้พันธมิตรทางธุรกิจ ของเลกซัสได้เข้าชม วัดขนาด รวมถึงได้ทำงานและสัมผัสกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ โดยตรงอีกด้วย

ศูนย์เทคนิคชิโมยามะ ประกอบด้วยสนามทดสอบหลายสนามที่ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อการประเมินรถยนต์ด้วยความพิถีพิถัน สนามแห่งแรกในจำนวนสามสนามเปิดใช้งานเมื่อปี 2019 เป็นสนามทดสอบสภาพถนนนอกตัวเมืองระยะทาง 5.3 กิโลเมตร (3.3 ไมล์) ที่ใช้พื้นที่ธรรมชาติในเขตชิโมยามะเพื่อทดสอบขีดความสามารถ และประเมินรถยนต์ของเลกซัส โดยมีทางโค้งรัศมีต่าง ๆ จำนวนมาก และมีระดับความสูงต่ำของพื้นที่ที่แตกต่างกันถึง 75 เมตร (250 ฟุต) ขณะนี้สนามทดสอบประมาณ 10 สนามกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง รวมถึงสนามประเมินความเร็วสูงแบบวิ่งวน และสนามทดสอบที่จำลองสภาพพื้นผิวถนนลักษณะต่าง ๆ ทั่วโลก

ศูนย์เทคนิคชิโมยามะสร้างขึ้นภายใต้หลักปรัชญา “ศูนย์เทคนิคที่กลมกลืนกับธรรมชาติและชุมชนท้องถิ่น” โดยในด้านการอยู่ร่วมกันกับชุมชนในพื้นที่นั้น เราจะให้ความสำคัญกับพันธะที่เราได้สร้างขึ้นต่อกลุ่มคนในพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มคนดังกล่าวนี้ขณะที่การก่อสร้างดำเนินต่อไป

ทางด้านการรักษาสภาพแวดล้อม เราพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาและบริหารจัดการสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติให้คงเดิมด้วยความเหมาะสม โดยพื้นที่ก่อสร้างประมาณร้อยละ 70 ของทั้งหมดจะได้รับการรักษาสภาพภูมิประเทศ รวมถึงพืชพันธุ์และสัตว์ป่าไว้ให้คงเดิม

เลกซัสกำลังดำเนินการเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและรักษาป่าไม้และนาข้าวในพื้นที่ใกล้เคียง หรือที่เรียกกันว่า ซาโตยามะ (ระบบนิเวศบริเวณข้างเคียงที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับชีวิตมนุษย์ในพื้นที่) เพื่อฟื้นคืนนาข้าวที่แห้งแล้งและเสื่อมสภาพให้กลับเป็นแหล่งชีวภาพชุ่มน้ำดังเดิม และสร้างช่องทางส่งน้ำเพื่อให้มีน้ำเข้าสู่ที่นาโดยรอบตลอดทั้งปี เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัยของเหล่าสัตว์น้ำ

นอกจากนี้ อุโมงค์และสะพานต่าง ๆ ยังได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อรักษาภูมิประเทศตามธรรมชาติให้คงสภาพเดิมมากที่สุด ทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยและเส้นทางในการอพยพย้ายถิ่นของสัตว์ต่าง ๆ รวมทั้งให้พันธุ์พืชได้เติบโตอีกด้วย

 

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ฉลองเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในจังหวัดนครราชสีมา

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า โดยร่วมมือกับ บริษัท รัตนหิรัญ ออโต้เซลส์ จำกัด เปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ในจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ มิตซู รัตนหิรัญ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการให้บริการ พร้อมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในด้านการให้บริการ พร้อมขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น โดยในเดือนมีนาคมปี 2564 เราสามารถเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการได้ครบ 240 แห่งครอบคลุมการให้บริการครบทุกจังหวัด พร้อมกันนี้เรายังมุ่งมั่นร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาในด้านคุณภาพและมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

มิตซู รัตนหิรัญ ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 5 ไร่ โดยเป็นศูนย์บริการแบบครบวงจรที่เพียบพร้อมด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย ดำเนินงานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายบริการหลังการขายที่มีประสบการณ์ มีความชำนาญ พร้อมมุ่งมั่นในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยภายในโชว์รูมแห่งใหม่นี้สามารถจัดแสดงรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นต่างๆ ได้มากถึง 5 คัน มีพื้นที่สำหรับให้บริการซ่อมบำรุงพร้อมอุปกรณ์ที่ครบครันมากถึง 13 ช่องซ่อม

และเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ทาง มิตซู รัตนหิรัญ ยังได้ร่วมฉลองโอกาสสำคัญนี้ พร้อมขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจเลือกซื้อและใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ด้วยแคมเปญ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในประเทศไทย ฉลอง 60 ปี แจก 60 ล้าน” มอบรางวัลใหญ่ ทองคำแท่งหนัก 60 บาท มูลค่า 1,638,000 บาท จำนวน 6 รางวัล พร้อมของรางวัลอื่นๆ อาทิ ทองคำแท่งหนัก 6 บาท จำนวน 60 รางวัล ทีวี SAMSUNG รุ่น QLED Smart 4K 65 นิ้ว จำนวน 400 รางวัล และ โทรศัพท์มือถือ iPhone 12 64GB จำนวน 800 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิรุ่นใดก็ได้ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2564

มิตซู รัตนหิรัญ ยังเป็นหนึ่งในโชว์รูมและศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส  ประเทศไทย ที่พร้อมจำหน่าย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และให้บริการแก่ลูกค้า รวมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ และเครื่องชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ถือเป็นรถพีเอชอีวีที่ขายดีที่สุดในโลก ที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการเป็นรถยนต์พลังงานทางเลือกเท่านั้น แต่ยังสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมความสะดวกสบาย และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือระดับให้แก่ลูกค้าอีกด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์    พีเอชอีวี ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถเอสยูวีแบบปลั๊กอินไฮบริดอีกครั้งด้วยยอดจำหน่ายสูงที่สุดในยุโรป พร้อมยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากถึง 270,000 คัน เมื่อสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2563 ที่ผ่านมา

มิตซู รัตนหิรัญ พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านแล้วด้วยบรรยากาศที่ยอดเยี่ยม โดยภายในโชว์รูมและศูนย์บริการยังตกแต่งด้วยดีไซน์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ และกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก ‘Drive your Ambition’

มิตซู รัตนหิรัญ ตั้งอยู่ที่เลขที่ 168 หมู่ 12 ตำบลพลับพลา อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา 30190 โทร. 098-908-8828

บริดจสโตน เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ ตอกย้ำแท็กไลน์ใหม่ “Solutions for your journey” โซลูชั่นของทุกจุดหมายที่แตกต่าง

0

บริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาทางออนไลน์ตอกย้ำแท็กไลน์ใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย “Solutions for your journey โซลูชั่นของทุกจุดหมายที่แตกต่าง จับเอาแนวคิดในการทำทุก Passion” ของบริดจสโตนให้กลายเป็น “Solution” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการเดินทาง ของทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมกับความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ พัฒนาการบริการ และการคิดค้นโซลูชั่น เพราะหน้าที่ของบริดจสโตน คือ การพาทุกชีวิตขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายอย่างปลอดภัย ทำให้ในวันนี้บริดจสโตน พร้อมมอบ Solution ที่จะทำให้ชีวิตและสังคมดีขึ้น Solution ที่ช่วยให้ทุกคนไปให้สุดในทุกเส้นทาง Solution เพื่อทุกการเดินทางที่แตกต่าง Solution ที่ช่วยให้ชีวิตปลอดภัยและตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า

ติดตามเรื่องราวประสบการณ์แห่งการเดินทางของภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ Solutions for your journey ได้ที่ YouTube:  https://youtu.be/WNFJ9SCAVIA
Facebook:       https://fb.watch/4iDMLVa4px/