Home Blog Page 391

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“เรื่องรถต้องรู้”

-รีวิวพร้อมทดลองขับ Mercedes Benz The E-Class 2021 ลักซูรี่ซีดานท่ามาพร้อมกับความทันสมัยและความประหยัด

Auto Motor Thailand 1
“ท่องโลกยานยนต์”
-เตรียมความพร้อม Bangkok International Motor Show 2021
-แถลงข่าวการแข่งขันรถยนต์รายการ อีซูซุ วันเมคเรซ 2021

Auto Motor Thailand 2

Auto Motor Thailand 4

“ทางลัดทางประหยัด”
รีวิวร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ที่มาพร้อมคุณภาพระดับพรีเมี่ยม กับ “โคจิโร่” สาขาวัชรพล

Auto Motor Thailand 4

Auto Motor Thailand 8

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.30 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max กระบะพันธุ์แกร่ง ตัวลุยรุ่นล่าสุด

0
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max Pic Open

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด ด้วยระบบกันสะเทือนจาก FOX ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางออลเทอร์เรน KO2 จาก BF Goodrich ขนาด 265/70 R17 ภายในแต่งด้วยวัสดุและออกแบบโดดเด่น ดุดัน พร้อมช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switch ที่มีช่องต่อ AUX ถึง 6 ตำแหน่ง จำหน่ายในราคา 1,189,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทำให้มีความโดดเด่นตั้งแต่ภายนอกด้วยกระจังหน้าสะกดด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ F-O-R-D ตามแบบฉบับของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 1

 

เพิ่มเติมอุปกรณ์ตกแต่งภายนอกสีเทาเข้มตั้งแต่ฝาครอบกระจกมองข้าง มือจับประตู ซุ้มล้อไปจนถึงกันชนท้าย ด้านหลังตกแต่งด้วยโรลบาร์สีดำยาวทอดตลอดกระบะท้าย บันไดข้างได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูเท่และดุดัน พร้อมพื้นผิวกันลื่นสำหรับการใช้งานออฟโรด

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 2

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 3

FX4 Max ใหม่ สะท้อนสมรรถนะและความสมบุกสมบัน ด้วยการปรับจูนระบบกันสะเทือนและช่วงล่างใหม่เพื่อตอบสนองการขับขี่ออฟโรดที่ดีเยี่ยม พร้อมยางออลเทอร์เรน KO2 จาก BF Goodrich พร้อมยางขนาด 265/70 R17 หุ้มล้ออัลลอยขนาด 17 x 8 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง ออฟเซ็ท +42 มม. ทำให้ฐานล้อกว้างขึ้นถึง 26 มม. ขณะที่ล้ออะไหล่เป็นล้ออัลลอยพร้อมยางออลเทอร์เรนเช่นกัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 5

ห้องโดยสารมาพร้อมกับการออกแบบอันโดดเด่น จากบันไดข้างโลหะสีดำแบบออฟโรดพร้อมผิวกันลื่น จนถึงชุดผ้ายางปูพื้นภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานแบบออฟโรดโดยเฉพาะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 10

 

เบาะนั่งพิเศษใช้วัสดุหนังแท้ หนัง Alcantara และหนังสังเคราะห์ใหม่ที่แตกต่างจากรุ่นอื่นๆ รวมถึงการปักสัญลักษณ์ FX4 Max ที่เป็นเอกลักษณ์บนเบาะคู่หน้า แป้นเหยียบคันเร่งสไตล์สปอร์ตแบบเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปจนถึงพวงมาลัยหุ้มด้วยหนังสีดำ สีเดียวกับลวดลายตกแต่งแผงคอนโซลและขอบประตู ยกระดับความโดดเด่นและความรู้สึกที่โฉบเฉี่ยวดุดัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 6

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 7

ความสะดวกสบายเหนือชั้นด้วยระบบ Keyless Entry/ Push Start หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมระบบนำทาง และระบบเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 8

ด้านบนแผงคอนโซลรองรับการใช้งานด้วยช่องต่อพ่วงอุปกรณ์ออฟโรด Upfitter Switch พร้อมช่องต่อ AUX 6 ตำแหน่ง เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อและควบคุมการใช้งานอุปกรณ์เสริมต่างๆ อาทิ ชุดไฟ วินซ์ และไฟสปอตไลท์ พร้อมติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 250 แอมป์ เพื่อรองรับการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เสริม ลดการพึ่งพาแบตเตอรีภายในรถ

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 9
FX4 Max ใหม่ ใช้ขุมพลังเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 213 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ถึง 981 กก. และลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กก.

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 11

ช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ ปรับแต่งโดยวิศวกรจากออสเตรเลียและติดตั้งระบบกันสะเทือน FOX Shock แบบโมโนทิวบ์ขนาด 2 นิ้ว ทั้งด้านหน้าและหลัง โดยโช้คหลังมาพร้อมกับ Sub-Tank ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทกและเพิ่มความทนทานในการใช้งานแบบออฟโร้ด ผสานกับคอยล์สปริงด้านหน้าที่มีการปรับจูนใหม่ ส่วนแหนบรองน้ำหนักพัฒนาให้เหมาะทั้งกับการขับขี่แบบออฟโรดและยังพร้อมรับน้ำหนักในการบรรทุกและลากจูง

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 13
ส่งผลให้ตัวรถสูงขึ้น 20 มม. บวกกับการใช้ยางออลเทอร์เรน ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ มี ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground clearance) ยกสูงจากพื้นถนนมากถึง 256 มม. ซึ่งสูงกว่ารุ่น XLT ยิ่งไปกว่านั้นยังมีมุมเงยและมุมจากที่ถูกยกระดับขึ้นจากรุ่น XLT เพื่อตอบสนองการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อได้อย่างเต็มที่

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 1

เปิดตัวพร้อมตัวเลือกสีภายนอก 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน ไลท์นิ่ง บลู, สีแดง ทรูเรด, สีขาวอาร์กติก ไวท์, สีดำ แอบโซลูท แบล็ค และสีเทา คองเคอร์ เกรย์ ซึ่งเป็นสีเดียวกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ โดยสีเทาจะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายน

ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max 17
ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 Max ใหม่ เปิดตัวพร้อมราคาสุดเร้าใจเพียง 1,189,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure และเพิ่มความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยการมอบการรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)

 

(มีคลิปวีดีโอ) ลองขับ Suzuki Swift 2021 ปรับโฉมให้ดูเฉี่ยว ขับสนุก แต่ขายราคาเดิม

0

ทดลองขับ Suzuki Swift 2021 ปรับหน้าตา เติมเต็มฟีเจอร์ แต่ยังคงราคาเดิมนั่นคือรุ่นท๊อฟ GLX จำหน่ายในราคา 629,000 บาท และ รุ่น GL มากับราคา 557,000 บาท มากับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 83 แรงม้า พละกำลังพอตัว แต่ช่วงล่างและโครงสร้าง Heartech ที่มีความแข็งแรงและเบา ส่งผลให้ขับขี่สบาย รายละเอียดอื่นๆจะน่าสนใจแค่ไหน ติดตามได้จากรายงาน

ถึงคราวที่ ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ทำการปรับโฉมให้กับอีโค่คาร์รุ่นธง นั่นคือ Suzuki Swift 2021

Suzuki Swift 2021 3

เริ่มจากการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นสำหรับรุ่น GLX ด้วยการใช้กระจังหน้าที่คาดแถบโครเมียม พร้อมกับโคมไฟโปรเจคเตอร๋เลส์แอลอีดีที่มีไฟกลางวันในตัว ส่วนในรุ่นรอง GL ยังเป็นของเดิมในรูปแบบของไฟฮาโลเจน

Suzuki Swift 2021 1

ล้อแมกเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่ได้รับการทำสีให้ดูเงายิ่งขึ้น แต่ลวดลายและขนาดเดิม ส่วนรุ่น GL เป็นฝาครอบล้อขนาด 15 นิ้ว

Suzuki Swift 2021 2

รูปลักษณ์ภายนอกมีการปรับเปลี่ยนทั้งหมดเพียงเท่านี้ ส่วนภายในมีการเพิ่มแถบสีเงินที่คอนโซล และจอกลางแบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Car Play และ Endroid Auto รวมถึงแสดงภาพสีคมชัดจากกล้องมองหลัง และรองรับภาพแบบ HD และระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ

 

ส่วนรุ่น GL เป็นระบบปรับกากาศแบบมือหมุนและไม่มีจอทัชสกรีน

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นเป็นแบบ D-Shape ในรุ่น GLX มีปุ่มสั่งการระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และสั่งการทำงานของระบบความบันเทิง ชุดมาตรวัดเป็นแบบทรงกลม 2 ช่องล้อมกรอบด้วยสีเงิน พร้อมจอแสดงผลแบบแอลอีดี ส่วนรุ่น GL จะไม่มีจอแสดงผลและระบบพวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น

Suzuki Swift 2021 6

Suzuki Swift 2021 7

เครื่องยนต์ยังคงเป็นบลอคเดิมรหัส K 12 M ขนาด 1,197 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ และ แรงบิด 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ ส่งเชื้อเพลิงผ่านเทคโนโลยีใหม่นั่นคือ Dual Jet หรือ หัวฉีดคู่ที่จะเพิ่มการเผาไหม้ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า 23 กม.ต่อลิตร (ตัวเลขเคลมจากโรงงานผู้ผลิต)

Suzuki Swift 2021 8

ในส่วนของระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์แบบซีวีทีแต่ยังไม่ได้เพิ่มแพดเดิล ชิฟท์เข้ามาเป็นฟีเจอร์ประจำปี

ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีม ปรับเซ็ทมาค่อนข้างนุ่มนวล เมื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างตัวถังแบบ Heartech ที่คอยช่วยซับแรงสั่นสะเทือน

ตัวช่วยเพื่อความปลอดภัยนอกจากถุงลมนิรภัย 6 จุด ในรุ่น GLX และ 2 จุดในรุ่น GL ยังมีระบบเบรกเอบีเอสพร้อมระบบกระจายแรงเบรก ยังมีระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชันหรือ Hill Hold Control รวมถึงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติหรือ Cruise Control ระบบตัดการทำงานของเครื่องยนต์เมื่อรถจอดสนิท ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวและระบบควบคุมล้อหมุนฟรี ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน


การควบคุมของ Suzuki Swift 2021 ทำได้ดี พวงมาลัยค่อนข้างที่จะแม่นยำ และความที่เป็นรถขนาดกะทัดรัด การทดลองขับรอบกรุงเทพฯจึงใช้เป็นเส้นทางในการตอบโจทย์

การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำมาได้ดี ซึ่งเป็นผลพวงจากโครงสร้างตัวถังแบบ Heartech ที่ลดรอยต่อของส่วนประกอบในหลายจุด

 

อัตราเร่งจากเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 83 แรงม้า พร้อมแรงบิด 108 นิวตันเมตร มีสมรรถนะเพียงพอต่อการใช้งาน และมีดีที่การบริโภคเชื้อเพลิงต่ำเพียง 23 กม./ลิตร

Suzuki Swift 2021 15

ฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาใหม่อย่างจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แสดงภาพชัดเจนทั้งในส่วนของการแสดงผล และภาพจากกล้องมองหลังและยังสามารถเชื่อมต่อกับ GooGle Map จากสมาร์ทโฟนเพื่อใช้เป็นแผนที่เดินทาง

Suzuki Swift 2021 15

ช่วงล่างเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเมื่อทำงานร่วมกับโครงสร้างตัวถังแบบ Heartech จะให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวล แต่ก็ไม่ถึงกับโยนตัว

 

บทสรุปของการสัมผัสสมรรถนะในครั้งนี้ แม้ว่าจะเป็นการปรับโฉมที่ไม่มีอะไรมาก รูปลักษณ์ยังคงใกล้เคียงกับรุ่นเดิมแต่ฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมและยังคงราคาจำหน่ายเดิมไว้นั่นคือในรุ่น GL อยู่ที่ 557,000 บาท และ รุ่น GLX ราคา 629,000 บาท ทั้งนี้หากมีระบบแพดเดิล ชิฟท์ ติดตั้งมาให้ด้วยก็จะถือว่าเป็นอีโค่คาร์ที่สมบูรณ์แบบได้อีกหนึ่งรุ่น

5 เคล็ดลับขับขี่มั่นใจบนท้องถนนเมืองไทยสำหรับสาว ๆ

0

การขับรถจะกลายเป็นเรื่องง่าย ไร้กังวลสำหรับสาว ๆ หากคุณมีเคล็ดลับและเทคโนโลยีเด็ด ๆ จากประสบการณ์เกือบ 80 ปีในเรื่องรถยนต์และการขับขี่ นิสสันรวบรวมสุดยอดเคล็ดลับการขับขี่บนท้องถนนในเมืองไทยสำหรับคุณผู้หญิง (และคุณผู้ชาย!) โดยมีตัวช่วยจากสุดยอดรถสำหรับขับในเมืองอย่าง นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์

  1. ถึงบ้านดึกแค่ไหนก็ไม่ทำให้คนที่บ้านตื่น

เชื่อว่าหลายคนต่างมีประสบการณ์ที่กลับถึงบ้านดึก ๆ แล้วเสียงเครื่องยนต์จากรถของคุณก็ทำให้คนทั้งซอยตื่น ไม่เว้นแม้แต่ป้าข้างบ้าน! เราขอแนะนำวิธีใหม่ล่าสุดที่จะช่วยหยุดปัญหานี้คือ รถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าที่เงียบจนแทบจะไม่ได้ยินอะไรเลย หากอธิบายให้เห็นภาพ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์เงียบเพียง 21 เดซิเบล เงียบกว่าเสียงกระซิบซึ่งอยู่ที่ประมาณ 30 เดซิเบล แม้กระทั่งการสนทนาปกติจะอยู่ที่ประมาณ 60 เดซิเบล และเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ที่ 95 เดซิเบล[1] ดังนั้นเมื่อคุณกลับบ้านดึกด้วยนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์มันจะก็เงียบเหมือนเสียงกระซิบในสายลม!

ที่ทำได้แบบนี้เพราะนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% พอไม่มีเสียงเครื่องยนต์มากวนใจแล้ว ห้องโดยสารก็จะเงียบลงกว่าเดิม ช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายหลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน และยังช่วยลดเสียงรบกวนเพื่อนบ้านได้อีกด้วย

  1. ช่วยให้การขับขี่ในขณะรถติดง่ายขึ้นถึง 70%

ลองนึกดูว่าชีวิตจะง่ายขึ้นแค่ไหนหากคุณขับรถในสภาพการจราจรที่ติดขัดด้วยแป้นคันเร่งเพียงแป้นเดียว ไม่ต้องจินตนาการอีกต่อไป นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์เป็นรถยนต์คันแรกในประเทศไทย รองจากนิสสัน ลีฟที่มีฟังก์ชัน One-Pedal เพียงแค่เลือกโหมดขับขี่ EV แป้นคันเร่งก็จะกลายเป็นทั้งเบรกและคันเร่งภายในแป้นเดียว เมื่อคุณเหนื่อยจากงานออฟฟิศที่ต้องใส่ส้นสูงหรือวิ่งไล่จับลูกที่กำลังซนมาตลอดทั้งวัน เชื่อเถอะว่าฟังก์ชันนี้จะทำให้เท้าของคุณรู้สึกดีสุด ๆ นวัตกรรมนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดการเคลื่อนไหวของเท้าได้ 70% ในการจราจรในเมืองเมื่อเทียบกับแป้นทั่วไป ในชั่วโมงเร่งด่วนให้นึกถึงจำนวนครั้งที่เท้าต้องเหยียบเบรกและเร่งความเร็ว การใช้เพียงแป้นเดียวช่วยให้การขับขี่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น

  1. จอดรถแบบมือโปร

เราต่างทราบดีถึงความรู้สึกของการจอดรถที่ห้างสรรพสินค้าที่แออัด หรือแวะจอดกินของอร่อยข้างทางโดยที่มีรถคันหลังคอยจี้อยู่ การจอดจึงกลายเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณกำลังรีบ หนึ่งในเคล็ดลับคือการใช้กล้องรอบทิศทาง (Around View Monitor) จากนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์

หน้าจอจะแสดงรูปรถของคุณจากทุกมุมและแสดงแนวทางเป็นภาพว่าควรจอดอย่างไรให้เหมาะสม รวดเร็ว และตรงแนวที่สุด นอกจากนี้ยังให้เสียงและสัญญาณหากคุณเข้าวัตถุรอบตัวรถมากเกินไปหรือเมื่อใดควรหยุด หมดกังวลเรื่องแรงกดดัน และจอดตรงไหนก็ได้ด้วยความมั่นใจ – จัดไป!

  1. ฝึกลูกคอชิงแชมป์คาราโอเกะ

เสียงรถของคุณเป็นอุปสรรคต่อการร้องเพลงในรถหรือเปล่า พอเพลงโปรดขึ้นมา คุณต้องคอยเร่งเสียงให้ดังที่สุดเพื่อจะฟังเพลงไหม นิสสันช่วยให้คุณร้องเพลงโปรดได้สุดอินเนอร์แบบนักร้องคนโปรด ด้วยนวัตกรรมลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้นถึง 200% ซึ่งจะช่วยให้เสียงจอแจบนถนนและเสียงเพลงจากรถคันข้าง ๆ เบาลงอย่างเห็นได้ชัด บวกกับเครื่องยนต์ที่เงียบราวกับเสียงกระซิบ เสียงอันไพเราะของคุณก็จะดังชัดแจ๋ว หรือถ้าชัดมากไป ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเพื่อนถึงไม่ชวนคุณไปร้องคาราโอเกะอีกเลย

  1. เอ็นจอยกับกาแฟแก้วโปรดแบบไม่ต้องกลัวเลอะ

กาแฟแก้วโปรดในยามเช้าเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ เพราะร่างกายต้องการคาเฟอีนเพื่อเริ่มต้นวันใหม่ แต่เราทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ที่ว่า เวลาไฟเขียวแล้วเราเหยียบคันเร่ง กาแฟกลับหกเลอะเทอะ นิสสันมีนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ อาจฟังดูวิชาการสักหน่อย แต่ขอเราอธิบายง่าย ๆ ว่า ด้วยความเชี่ยวชาญจากนิสสัน เราทำให้การเร่งความเร็วเป็นไปอย่างราบรื่นพร้อมการควบคุมแรงบิดของมอเตอร์ที่แม่นยำซึ่งหมายความว่าทุก ๆ 1 / 10,000 วินาที การเร่งจะได้รับการปรับให้อยู่ในระดับที่แม่นยำเพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ราบรื่น 100% หรือแม่นยำถึง 10,000 ครั้งต่อหนึ่งวินาที! สรุปได้ว่า การเร่งความเร็วที่ราบรื่นและรวดเร็วจะทำให้กาแฟไม่หกอีกต่อไป ง่าย ๆ แต่ช่วยได้เยอะ!

[1] https://www.cdc.gov/nceh/hearing_loss/what_noises_cause_hearing_loss.html

 

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กวาด 12 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2021

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จต่อเนื่องหลังคว้าตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์พรีเมียมไทย รับ 12 รางวัลจากเวที Car & Bike of the Year 2021 สะท้อนถึงศักยภาพอันแข็งแกร่งของนวัตกรรมยานยนต์จากทั้งสามแบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคด้วยความหลากหลาย ครอบคลุมทุกระบบขับเคลื่อนและรูปแบบการขับขี่ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา

BMW 220i Gran Coupe M Sport
BMW 320d M Sport

รางวัล Car of the Year 2021 สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู

  1. รางวัล Best Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupe M Sport
  2. รางวัล Best Diesel Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport
  3. รางวัล Best Hybrid Sedan under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport
  4. รางวัล Best Hybrid Luxury Car: บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport
  5. รางวัล Best Mid-Size Hatchback under 2,000 CC: บีเอ็มดับเบิลยู 630i GT M Sport
  6. รางวัล Best Diesel Mid-Size Sedan: บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport
  7. รางวัล Best Sport Coupe: บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport
  8. รางวัล Best Diesel Sport SUV: บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport X
MINI JCW Hatch
MINI Cooper SE

รางวัล Car of the Year 2021 สำหรับรถยนต์มินิ

  1. รางวัล Best 3 Door Sport Hatchback: มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์
  2. รางวัล Best 3 Door EV Sport Hatchback: มินิ คูเปอร์ เอสอี
BMW F 900 R
BMW C 400 X

รางวัล Bike of the Year 2021 สำหรับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

  1. รางวัล Best Naked Heavy Weight: บีเอ็มดับเบิลยู F 900 R
  2. รางวัล Best Scooter Light Weight: บีเอ็มดับเบิลยู C 400 X

 

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างสรรค์นวัตกรรม
ยานยนต์ที่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและล้ำสมัยเป็นสิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปให้ความสำคัญตลอดมา แม้ท่ามกลางความท้าทายมากมายตลอดปี 2563 เรายังคงยืนหยัดในการนำเสนอนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย ด้วยกลยุทธ์ในการมอบพลังแห่งทางเลือก เราจึงสร้างสรรค์สุดยอดยนตรกรรมในทุกระบบขับเคลื่อน ทั้งรถซีดานหรู รถอเนกประสงค์เหนือระดับ รถสปอร์ตสมรรถะสูง ไปจนถึงรถมอเตอร์ไซค์เปี่ยมประสิทธิภาพ และที่สำคัญ รางวัลที่เราได้รับในปีนี้ ได้ตอกย้ำถึงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเราในเซกเมนต์รถยนต์ พรีเมียม ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ได้พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่น ๆ ในการทดสอบอย่างรอบด้าน และคว้าตำแหน่ง Best Hybrid Luxury Car มาครอบครอง นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดร่วมกับอีก 11 รางวัลที่เราได้รับจากงาน Car & Bike of the Year 2021 และเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งในยนตรกรรมจากบีเอ็มดับเบิลยู ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านสมรรถนะและเทคโนโลยี แต่เรายังพร้อมตอบโจทย์ด้านอารมณ์ ความหลงใหล และสุนทรียภาพในการขับขี่ได้อย่างรอบด้าน”

รางวัล Car & Bike of the Year จัดขึ้นทุกปีโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ผู้ก่อตั้งและผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เพื่อคัดสรรสุดยอดยนตรกรรมในด้านต่าง ๆ โดยแบ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเป็น 2 ส่วน ได้แก่ รายละเอียดของตัวรถ ซึ่งครอบคลุมถึงสมรรถนะ ความปลอดภัย เทคโนโลยีพิเศษ กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม ความสวยงาม และความคุ้มค่า และส่วนที่สองซึ่งเป็นการขับขี่ในสนามทดสอบ พร้อมจำลองสถานีตามสถานการณ์การขับขี่ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน โดยจะเน้นการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุม ระบบช่วงล่าง สมรรถนะเครื่องยนต์ แรงบิด และอัตราเร่ง การทดสอบในด้านต่าง ๆ นั้น ตัดสินโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสมาคมผู้สื่อข่าวไทย สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย สถาบันวิจัยชั้นนำของมหาวิทยาลัย และนักทดสอบอิสระ

“Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC” รถสปอร์ตสมรรถนะสูงเวอร์ชันคอมแพ็คเอสยูวีใหม่ เคาะราคา 3.19 ล้านบาท

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความนิยมในแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ที่สามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมาแม้มีสถานการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดรถยนต์โยรวม ด้วยการส่ง Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีสายพันธุ์แรงที่มาพร้อมความอเนกประสงค์และดีไซน์สปอร์ตตามปรัชญาของ Mercedes-AMG ในทุกรายละเอียดลุยตลาด เปิดราคาที่ 3.19 ล้านบาท 

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ด้วยยอดขายของแบรนด์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ที่เติบโตขึ้นถึง 14.9% ในปี 2563 และเฉพาะไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมาเพียงไตรมาสเดียว เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีก็สามารถทำยอดขายเติบโตสูงถึง 33.9% ประกอบกับความตั้งใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ต้องการสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องในปีนี้ หลังจากที่เราได้เปิดตัว “Mercedes-Benz The new E-Class” ไปแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงพร้อมแนะนำ “Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC” รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชันที่ 2 จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่นอกจากจะมาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่มากขึ้นแล้ว รถยนต์คันนี้ยังเป็นรถยนต์ คอมแพ็คเอสยูวีเวอร์ชันใหม่สายพันธุ์แรงตามแบบฉบับของ “เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี” ที่โดดเด่นตั้งแต่กำลังของเครื่องยนต์ ความอเนกประสงค์ รวมไปถึงดีไซน์ภายนอกและภายในแบบสปอร์ตตามปรัชญาของ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีที่พร้อมตอบทุกโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบันอย่างแน่นอน”

Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ยนตรกรรมคอมแพ็คเอสยูวีสายพันธุ์แรงที่มาพร้อมความอเนกประสงค์และดีไซน์สปอร์ตตามปรัชญาของ Mercedes-AMG ในทุกรายละเอียด โดยมาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 1,991 ซีซี พร้อมเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 306 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบ/นาที จึงมอบอัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.1 วินาที

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยการออกแบบในสไตล์ของ Mercedes-AMG ตลอดทั้งคัน เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าแบบ AMG specific radiator grille โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้าใหม่แบบ LED high-performance แบบ Full LED พร้อมไฟแบบ Day time running light และเฉียบคมด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่จาก AMG แบบ 5-twin spoke ขนาด 19 นิ้ว เสริมความโดดเด่นขณะขับเคลื่อนและช่วยให้คุณดื่มด่ำกับความเร้าใจถึงขีดสุด

ภายในห้องโดยสารตกแต่งในแบบ AMG Interior ที่มอบความเร้าใจอันไร้ที่ติ แม่นยำทุกการควบคุมด้วยพวงมาลัยดีไซน์สปอร์ตแบบ 3 ก้านท้ายตัด ตกแต่งด้วยหนัง nappa พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch control เบาะนั่ง AMG Sport seat แบบสปอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้สึกของนักแข่งได้อย่างโดดเด่น พร้อมเพิ่มความกระชับในทุกรูปแบบการขับขี่ด้วยหนังชนิด ARTICO สลับกับ DINAMICA micro-fibre ตัดเย็บด้วยด้ายสีแดงและเข็มขัดนิรภัยสีแดงตลอดทั้งคัน โดยมีไฟล้อมรอบห้องโดยสารแบบ Ambient light ที่สามารถเลือกปรับได้มากถึง 64 เฉดสีเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ช่วยปรับอารมณ์ของรถได้ตามความรู้สึกของผู้ขับขี่

Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC วางจำหน่ายในราคา 3,190,000 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

‘ไทร์พลัส’ เปิดตัว ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ เป็นพรีเซนเตอร์ ถ่ายทอดความสบายใจและมั่นใจเมื่อใช้บริการ

0

ไทร์พลัส เปิดตัวแคมเปญโฆษณาชุดล่าสุดที่มี ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’ เป็นพรีเซนเตอร์ ชูจุดยืนเรื่องความสบายใจและความมั่นใจของลูกค้าซึ่งเข้าใช้บริการที่ไทร์พลัส ตอกย้ำการเป็นศูนย์บริการรถยนต์และยางรถยนต์ครบวงจรด้วยทีมช่างมืออาชีพมากประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญสูงตามมาตรฐานสากล พร้อมเครือข่ายมากกว่า 150 สาขาทั่วประเทศ

แคมเปญโฆษณาชุดล่าสุดของไทร์พลัส ประกอบด้วยภาพยนตร์โฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า “เรื่องยาง…โอ้ไว้ใจไทร์พลัส” ซึ่งจะเริ่มออกอากาศตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป ตลอดจนสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาและสื่อส่งเสริมการขาย ณ จุดขาย อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ สื่อโฆษณาทุกประเภทมุ่งสื่อสารไปในทิศทางเดียวกันถึงความสบายใจและมั่นใจที่ลูกค้าจะได้รับจากการใช้บริการทั้งเรื่องรถและเรื่องยางที่ไทร์พลัส โดยสะท้อนผ่านภาพลักษณ์ที่สดใสอารมณ์ดี ดูเป็นกันเองและจริงใจ สบาย ๆ ของ ‘มาริโอ้ เมาเร่อ’

ในโอกาสนี้ ไทร์พลัสยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ “แชะคู่โอ้ โชว์ความสบายใจ” ให้ลูกค้าที่เข้ารับบริการที่ไทร์พลัสได้ร่วมสนุกและลุ้นรับของรางวัลมากมายด้วยการถ่ายรูปกับป้ายสแตนดี้มาริโอ้ที่ไทร์พลัสทุกสาขา และแชร์ในเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมใส่แฮชแท็ก #เรื่องยางมั่นใจไทร์พลัส และ #ไทร์พลัส(ชื่อสาขาที่เข้าใช้บริการ) แล้วถ่ายภาพหน้าจอมาลงในโพสท์กิจกรรมบนหน้าเฟซบุ๊กของไทร์พลัสประเทศไทย เพื่อลุ้นรับ iPad Air 2020 มูลค่า 19,900.- บาท หรือ เครื่องเล่นเกม Play Station 5 มูลค่า 16,990.- บาท ทุกสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2564 รวม 8 สัปดาห์ (ทั้งหมด 8 รางวัล) อีกทั้งยังมีรางวัลพิเศษประจำเดือนมีนาคมและเมษายน เดือนละ 2 รางวัล สำหรับภาพที่ถูกใจมาริโอ้และภาพที่มียอด Like สูงสุด (ทั้งหมด 4 รางวัล) รวมทั้งสิ้น 12 รางวัล

ผู้สนใจสามารถคลิกอ่านรายละเอียดและกติกาเพิ่มเติม พร้อมทั้งติดตามการประกาศผลรางวัลได้ที่ www.facebook.com/TYREPLUSThailand

นักแข่งทีมฟอร์ดฉลองชัยจากรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2020 ในพิธีมอบรางวัล The Night of Champions 2020

0

ฟอร์ด ประเทศไทย นำโดย นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ร่วมแสดงความยินดีกับทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือ FTR ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติจากการแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2020 ในพิธีมอบรางวัล The Night of Champions 2020 ณ ห้องแซฟไฟร์ อิมแพค เมืองทองธานี

นักแข่งของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง นายแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค ได้รับรางวัล First runner-up 2020 ในรุ่น Thailand Super Pickup – Overall จากการนำรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ FTR เข้าเส้นชัยด้วยคะแนนรวมเป็นอันดับที่ 2 ในการลงชิงชัยในรายการนี้ครั้งแรก นอกจากนี้ มร. เคล เคิร์นส์ ผู้บริหารฟอร์ด และผู้อำนวยการทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ยังคว้า 2 รางวัล จากการแข่งขัน ได้แก่ รางวัล Champion of the year 2020 และรางวัล Rising Star จากการแข่งขันในรุ่น TAV8 Racing จากการขับรถฟอร์ด มัสแตง จีที ของทีม CRE Racing ในการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2020

“ฟอร์ดยินดีและภาคภูมิใจกับความสำเร็จของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการลงแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2020 เป็นครั้งแรก” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “การที่ทีม FTR ได้เข้าร่วมแข่งขันและคว้ารางวัลจากรายการนี้ ถือเป็นการสร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย เราเชื่อว่าแฟนมอเตอร์สปอร์ตจะรู้สึกประทับใจกับสมรรถนะที่เหนือชั้นของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ FTR และหวังว่ารถคันนี้จะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับคนรักรถกระบะฟอร์ดที่มีความชื่นชอบในกีฬามอเตอร์สปอร์ต”

ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง เกิดขึ้นจากความร่วมมือของฟอร์ด ประเทศไทย และคอร์ลิสส์ เรซ เอนจิเนียริ่ง (Corliss Race Engineering – CRE) โดยผสานดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ กับเทคโนโลยีรถแข่งทั้งการปรับแต่งช่วงล่าง การเพิ่มมวลอากาศพลศาสตร์โดยผู้เชี่ยวชาญ การใช้ตัวถังที่ทำด้วยวัสดุน้ำหนักเบา และเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 3.2 ลิตรที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FTR สามารถแสดงศักยภาพในสนามแข่งได้อย่างเต็มที่

โฟตอน มอเตอร์ ประกาศศักดา… โตขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

0

โฟตอน มอเตอร์ ครองแชมป์ยอดขายรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์อันดับ 1 ในประเทศจีน 16 ปีซ้อน! ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบของโรคระบาด COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลกนั้น Foton Motor ยังสามารถครองแชมป์อันดับ 1 ในอุตสาหกรรมรถเพื่อการพาณิชย์ของประเทศจีนติดต่อกันถึง 16 ปีซ้อน โดยจากข้อมูลยอดขายล่าสุดของ บริษัท โฟตอน มอเตอร์ จำกัด ในเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของปี 2563 Foton Motor ได้ปิดยอดส่งท้ายปี เฉพาะเดือนธันวาคม 2563 ได้ถึง 54,726 คัน และยิ่งไปกว่านั้นในปี 2563 Foton Motor มียอดขายทั่วโลกรวมทั้งหมดถึง 680,200 คัน เพิ่มขึ้น 26% ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับหลายปีที่ผ่านมา แสดงถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพ ความทนทานและตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลาย ที่พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจคุณด้วยคุณภาพระดับเวิลด์คลาส

นายกฤษณะ เศรษฐธรางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี โฟตอน เซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ในส่วนของ CP FOTON เองนั้น ในปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทายมากเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาโรคระบาด COVID-19 และปัญหาด้านเศษรฐกิจ ที่ส่งผลกระทบให้แก่ธุรกิจเกือบทุกประเภท แต่ด้วยความมุ่งมั่น และความทุมเทอย่างจริงจัง ทำให้ยอดขายรวมของ CP FOTON ในปี 2563 ที่ผ่านมานั้น มียอดสูงถึง 150 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 195% เมื่อเทียบกับยอดขายรวมของปี 2562”

“โดยในปี 2564 นั้น CP FOTON ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 600 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเป้าการขายที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก แต่จากการประเมินสถานการณ์ต่างๆ คาดว่า ในปี 2564 นี้ สถานการณ์ต่างๆ น่าจะเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการระบาดของ COVID-19 ที่ในปัจจุบันได้มีวัคซีนป้องกัน และเริ่มมีการใช้วัคซีนสำหรับกลุ่มเสี่ยงในประเทศไทยแล้ว อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการต่างๆ ออกมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความมุ่งมั่นของ ซีพี โฟตอน ในส่วนของนโยบายการบริหารงานขาย และงานบริการหลังการขาย โดยเฉพาะการพัฒนาผู้แทนจำหน่าย และศูนย์บริการ ทั้ง 23 แห่งทั่วประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ ซีพี โฟตอน ซึ่งปัจจุบัน ซีพี โฟตอน มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการที่ได้รับการพัฒนาเต็มรูปแบบ และเปิดตัวแล้ว 3 ที่ด้วยกัน ได้แก่ 1. ซีพี โฟตอน สระแก้ว (บริษัท วัฒนานคร จำกัด) 2. ซีพี โฟตอน นครสวรรค์ (บริษัท เจ.พี.เอ็น. อินดัสตรี้ จำกัด) 3. ซีพี โฟตอน บุรีรัมย์ (บริษัท ซี.เค. แอนด์ ซันส์ มอเตอร์ จำกัด)”

นายกฤษณะ กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ ทาง CP FOTON ยังมอบความเชื่อมั่นในเรื่องของคุณภาพสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ด้วยการเพิ่มระยะเวลารับประกันนานสูงสุดถึง 6 ปี หรือ 800,000 กม. ซึ่งถือว่าเป็นแบรนด์รถเพื่อการพาณิชย์ ที่กล้าให้การรับประกันมากที่สุดในตลาดเลยก็ว่าได้”

ไทคาน ครอส ทัวริสโม (Tycan Cross Turismo): ยนตรกรรมสปอร์ตอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า เปิดตัวครั้งแรกของโลก

0

ปอร์เช่ พร้อมเผยโฉม ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ออกสู่สายตาสาธารณชนอย่างเป็นทางการ ในรูปแบบ virtual world premiere บริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับชั้นนำของโลก ได้ทำการเสริมทัพให้แก่ยนตรกรรมรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกของแบรนด์ด้วยเวอร์ชัน off-road อเนกประสงค์ต่อยอดความสำเร็จอย่างงดงามบนเส้นทางของการพัฒนา รถสปอร์ต ซาลูน ไทคานน์ (Taycan) ยานพาหนะพลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืน ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo) ยังรักษาไว้ซึ่งความโดดเด่นจากนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แรงดัน 800 โวลท์ ช่วงล่างประกอบไปด้วย เทคโนโลยีขั้นสูงพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all wheel drive และระบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension รองรับสมรรถนะการขับขี่รูปเเบบสปอร์ต และเส้นทาง off-road พื้นที่เหนือศรีษะภายในห้องโดยสารตอนหลัง ที่ยกระดับเพิ่มสูงขึ้นถึง 47 มิลลิเมตร รวมทั้งพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายรถที่มีความจุมากขึ้นกว่า 1,200 ลิตร เข้าถึงอย่างสะดวกสบายผ่านบานฝาท้ายขนาดใหญ่  นี่คืออรรถประโยชน์ที่ได้จาก ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) สุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์ตัวจริง

“ในปี 2019 เราได้ส่งสัญญาณผ่านการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่จากรถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกของเรา” Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG อธิบายในระหว่างงานแถลงเปิดตัว world premiere ของยนตรกรรมสปอร์ตอเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด “เรามองเห็นตัวเองเสมือนนักประดิษฐ์ผู้คิดค้นยานพาหนะที่ยั่งยืน โลกแห่งอนาคตภายในปี 2025 รถยนต์ใหม่ที่เราส่งมอบจะเป็นรถที่ถูกติดตั้งด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่หรือระบบ plug-in hybrid ก็ตาม ในปี 2020 ที่ผ่านมา 1 ใน 3 ของรถที่เราจำหน่ายในทวีปยุโรป เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า รถไฟฟ้าคือคำตอบของยานพาหนะแห่งอนาคตและเรากำลังจะก้าวไปบน เส้นทางนี้อีกระดับด้วย ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม (Taycan Cross Turismo)”

ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) รองรับความต้องการที่หลากหลาย

ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) เปิดตัวพร้อมกันด้วยทางเลือกหลากหลายถึง 4 ระดับ ชุดเก็บพลังงาน Performance Battery Plus ที่ให้กำลังสูงสุด 93.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานประกอบด้วย รุ่นต่างๆ  ดังต่อไปนี้

  • ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม (Taycan 4 Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 476 แรงม้า (350 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 5.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 389 – 456 กิโลเมตร
  • ไทคานน์ 4เอส ครอส ทัวริสโม (Taycan 4S Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 490 แรงม้า (360 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 571 แรงม้า (420 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 388 – 452 กิโลเมตร
  • ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม (Taycan Turbo Cross Turismo) พละกำลังสูงสุด 625 แรงม้า (460 กิโลวัตต์) เมื่อใช้ระบบ overboost power สำหรับ Launch Control กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นถึง 680 แรงม้า (500 กิโลวัตต์) อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พิสัยเดินทางสูงสุด (ตามมาตรฐาน WLTP) 395 – 452 กิโลเมตร

ช่วงล่างล้ำสมัย พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all wheel drive และระบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ adaptive air suspension ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้ง 4 รุ่น สามารถสั่งติดตั้งเเพ็คเกจเสริม ออฟโร้ด ดีไซน์ (Off-Road Design Package) เพิ่มระดับความสูงใต้ท้องรถได้ถึง 30 มิลลิเมตร หมายความว่า ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) มาพร้อมด้วย ศักยภาพในรูปเเบบ  off-road เเละยังมีการขับขี่ในโหมด Gravel  ซึ่งจะทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานบนเส้นทาง ที่มีอุปสรรรคให้แก่รถสปอร์ต พลังงานไฟฟ้าอเนกประสงค์รุ่นล่าสุด

เมื่อพิจารณารูปลักษณ์ภายนอก ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) มีความใกล้เคียง อย่างยิ่งกับรถยนต์ต้นแบบ Mission E Cross Turismo concept study ซึ่งเคยจัดแสดงในงานมหกรรมยานยนตร์  Geneva Motor Show ปี 2018 ทรวดทรงโดยรวมของตัวรถถูกกำหนด ด้วยเส้นโค้งของแนวหลังคาที่ลาดยาวจรดท้าย ให้อารมณ์สปอร์ตเต็มตัว โดยเส้นดังกล่าวมีชื่อเรียกจากบรรดานักออกแบบ ของปอร์เช่ว่า “flyline” รูปลักษณ์ภายนอก ที่บ่งบอกความเป็น Off-road ประกอบไปด้วยซุ้มล้อชิ้นส่วนด้านล่างของกันชนหน้าและหลัง รวมไปถึงสเกิร์ตข้าง ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นเดียวกันกับชุดแต่ง Off-Road Design Package ครอส ทัวริสโม (Cross Turismo) ติดตั้งครีบดักอากาศพิเศษบริเวณมุมกันชนหน้า กันชนหลังและส่วนท้ายของสเกิร์ตข้างทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งหมดนี้ช่วย เสริมให้รูปลักษณ์ภายนอกของตัวรถมีความกร้าวแกร่ง อีกทั้งยังมีส่วนในการป้องกันการกระแทก จากเศษหินในขณะขับขี่

อุปกรณ์ตกแต่งสุดสปอร์ต carrier ขนย้ายจักรยานรุ่นใหม่และจักรยานไฟฟ้า Porsche ebikes

พิเศษสุดเฉพาะ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ปอร์เช่ พัฒนาอุปกรณ์ ขนย้ายสำหรับติดตั้งจักรยานบริเวณท้ายรถได้สูงสุดถึง 3 คัน นับเป็นบรรทัดฐานใหม่เมื่อพิจารณาในเชิงของขนาด และประสิทธิภาพจุดยึด แบบ universal ใช้งานได้กับรถจักรยานหลากหลายแบบฝาท้ายสามารถเปิดได้ แม้ในขณะขนย้าย จักรยานคือหนึ่งในนวัตกรรมสุดล้ำ นอกจากนี้ปอร์เช่ยังนำเสนอจักรยานไฟฟ้า e-bikes คุณภาพสูง พร้อมกันถึง 2 รุ่น ประกอบด้วย eBike Sport และ eBike Cross ผสานการออกแบบที่เรียบหรูท้าทายกาลเวลา พัฒนาด้วยเทคโนโลยีพลังขับเคลื่อนเหนือระดับ จักรยานทั้ง 2 รุ่นเหมาะสมลงตัวอย่างยิ่งในการใช้งานร่วมกับ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo)

ราคา

ปอร์เช่ ไทคานน์ 4 ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan 4 Cross Turismo) ราคาเริ่มต้น 6.69 ล้านบาท ปอร์เช่ ไทคานน์ 4เอส ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan 4S Cross Turimo) ราคาเริ่มต้น 7.69 ล้านบาท เเละ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Turbo Cross Turimo) ราคาเริ่มต้น 10.19 ล้านบาท พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด

สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าขั้นสูง กับการปรากฏตัวครั้งเเรกสู่สายตาสาธารณชน

การเปิดตัวครั้งแรกในโลกของ ปอร์เช่ ไทคานน์ ครอส ทัวริสโม ใหม่ (The new Taycan Cross Turismo) ได้ถูกจัดขึ้น Hyperbowl Studio ศูนย์แสดงสินค้า Munich Trade Fair Centre นำเสนอผ่านหน้าจอ curved LED wall 270 องศา ซึ่งมีความยาวกว่า 40 เมตร และสูงถึง 5.5 เมตร เชื่อมต่อการทำงานกับ LED ceiling เพื่อฉายภาพขนาด 478 ตารางเมตร ด้วยความละเอียด 70 ล้านพิกเซล สามารถรับชมงาน world premiere ผ่านเว็บไซต์ newstv.porsche.com