Home Blog Page 400

All New YAMAHA AEROX SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก พร้อม Y-Connect เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำครั้งแรกในประเทศไทย!

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทยอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมรุกตลาดฝ่าวิกฤติการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และกระตุ้นตลาดรถจักรยานยนต์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! สมรรถนะทรงพลังด้วยความแรงจากเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี ใหม่! ผสานวาล์วแปรผันอัจฉิรยะ VVA พร้อมเทคโนโลยีใหม่ Y-Connect ครั้งแรกในประเทศไทยของรถคลาส 150 ซีซี! เชื่อมต่อข้อมูลรถเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ทันสมัยทุกการใช้งาน และมั่นใจในการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตรสำหรับ All New YAMAHA AEROX ยังคงให้ความสปอร์ตเร้าใจในทุกจังหวะ  การบิดคันเร่ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่! ที่สามารถให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้น ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ ขนาด 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ทรงพลังด้วยกำลัง 15.4 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 13.9 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงตั้งแต่ออกตัว พร้อมตอบสนองดีเยี่ยมทุกอัตราเร่งสไตล์รถสปอร์ต ระบบระบาย    ความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ พร้อมลูกสูบแบบ Forged แข็งแกร่ง ทนทาน
All New YAMAHA AEROX ได้รับการออกแบบด้วยดีไซน์ใหม่หมดให้ความรู้สึกสปอร์ตรอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! โดยมาพร้อมกับ ไฟหน้าใหม่! New! FULL LED HEADLIGHT และ Daytime running lights สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สว่างชัดเจนกว่าเดิมเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น สอดรับอารมณ์ซูเปอร์สปอร์ตด้วยช่วงท้ายสั้นและไฟท้ายใหม่! New! LED TAILLIGHT สว่างจัด ชัดเจน พร้อมที่จับกันตกแบบ Build in
All New YAMAHA AEROX ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำ! ด้วย New! LCD DIGITAL SPORT METER หน้าจอดิจิทัลแบบ LCD ใหม่! สปอร์ตจัดเร้าใจด้วยกราฟิกแสดงผลวัดรอบแบบใหม่ พร้อมแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่น รวมทั้งการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น Y-Connect และฟังก์ชั่นใหม่สวิตซ์เปลี่ยนโหมดหน้าจอง่ายขึ้นที่แฮนด์ซ้าย พรีเมี่ยมสุด! ด้วย SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (เฉพาะรุ่น ABS) สะดวกสบายในการเปิดหรือปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ / ปลดล็อคแฮนด์ / ปลดล็อคเบาะ / ปลดล็อคฝาถังน้ำมัน พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK ตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วย D/C CHARGING SOCKET ช่องเสียบเพื่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือ   ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ และช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมฝาปิด รวมถึง MEGA BOX ที่เก็บของขนาดใหญ่ความจุ 25 ลิตร เก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ และเติมน้ำมันได้ง่ายด้วยฝาถังน้ำมันด้านหน้า พร้อม New! FUEL TANK 5.5L ถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นขนาด 5.5 ลิตร เติมน้ำมันได้มากขึ้น ไปได้ไกลกว่า

All New YAMAHA AEROX ยังตอบสนองการขับขี่อย่างเต็มสมรรถนะด้วย ระบบดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ป้องกันล้อล็อคขณะเบรกกะทันหัน ช่วยไม่ให้เสียการควบคุม ปลอดภัยอีกขั้นแบบรถสปอร์ตชั้นนำ เท่สุดเร้าใจ! ด้วย REAR SUSPENSIONS SUB-TANK ระบบกันสะเทือนหลังแบบซับแทงค์ (เฉพาะรุ่น ABS) ดูดซับแรงกระแทกดีเยี่ยม ลดแรงสะท้านในการขับขี่ ให้อารมณ์รถสปอร์ตตัวจริง และให้ความมั่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่ด้วยยางหลังใหญ่ 140 มม. ล้อแม็กซ์ 14 นิ้ว ใหญ่สุดในคลาสสปอร์ตออโตเมติก เฉียบคมทุกการเข้าโค้ง มั่นใจทุกการคอนโทรลแบบรถสปอร์ต พร้อมตอบโจทย์เรื่องความประหยัดด้วย Stop & Start System ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ พร้อม SMART MOTOR GENERATOR เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที และเครื่องยนต์จะดับทันทีในกรณีที่ขับขี่มาด้วยความเร็วแล้วเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นกว่าเดิม
All New YAMAHA AEROX มาพร้อมกับ NEW TECHNOLOGY เทคโนโลยีใหม่! ไฮเทคเหนือชั้นแอพลิเคชั่น Y-Connect เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำ โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวกสบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่น คือ

WORRY-FREE หมดกังวลในการใช้งาน

1. MAINTENANCE RECOMMENDED – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษาโดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน

2. MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่าให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่าที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ

3. PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำแหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ในลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี

CONVENIENCE สะดวกสบาย

4. METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ

5. CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น

6. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน

EXCITEMENT สนุกเร้าใจในการขับขี่

7. REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์

8. RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน

สำหรับ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก มีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกันถึง 2 เวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่น STANDARD ในราคา 67,500 บาท ซึ่งมีด้วยกัน 3 สี คือ สีดำ-แดง (Power Black), สีเขียว-ดำ (Faster Turquoise) และสีแดง-ดำ (Alpha Red) และเวอร์ชั่น ABS ในราคา 78,500 บาท ที่มีให้เลือก 3 สีเช่นกันคือ สีน้ำเงิน-เทา (Racing Blue) สีดำ (Dark night) และ สีเทา (Silver Light)
โดยสามารถพบกับรถจักรยานยนต์ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : @Yamaha Society Thailand
Youtube : Yamaha Society Thailand

All New YAMAHA AEROX SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก พร้อม Y-Connect เทคโนโลยีใหม่สุดล้ำครั้งแรกในประเทศไทย!

0

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทยอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมรุกตลาดฝ่าวิกฤติการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 และกระตุ้นตลาดรถจักรยานยนต์ให้คึกคักยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ที่มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ตใหม่รอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! สมรรถนะทรงพลังด้วยความแรงจากเครื่องยนต์บลูคอร์ 155 ซีซี ใหม่! ผสานวาล์วแปรผันอัจฉิรยะ VVA พร้อมเทคโนโลยีใหม่ Y-Connect ครั้งแรกในประเทศไทยของรถคลาส 150 ซีซี! เชื่อมต่อข้อมูลรถเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ทันสมัยทุกการใช้งาน และมั่นใจในการรับประกันมากกว่าถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตรสำหรับ All New YAMAHA AEROX ยังคงให้ความสปอร์ตเร้าใจในทุกจังหวะ  การบิดคันเร่ง ด้วยเครื่องยนต์ใหม่! ที่สามารถให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้น ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ ขนาด 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA ทรงพลังด้วยกำลัง 15.4 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที และมีแรงบิดสูงสุด 13.9 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงตั้งแต่ออกตัว พร้อมตอบสนองดีเยี่ยมทุกอัตราเร่งสไตล์รถสปอร์ต ระบบระบาย    ความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ พร้อมลูกสูบแบบ Forged แข็งแกร่ง ทนทาน
All New YAMAHA AEROX ได้รับการออกแบบด้วยดีไซน์ใหม่หมดให้ความรู้สึกสปอร์ตรอบคัน ดุดันตามแบบฉบับรถ Super Sport สายพันธุ์ R-Series DNA ด้วย Full Cowling พร้อม Air Management Layer Design และ X Iconic ใหม่! โดยมาพร้อมกับ ไฟหน้าใหม่! New! FULL LED HEADLIGHT และ Daytime running lights สปอร์ตโฉบเฉี่ยว สว่างชัดเจนกว่าเดิมเพื่อทัศนวิสัยที่ดีขึ้น สอดรับอารมณ์ซูเปอร์สปอร์ตด้วยช่วงท้ายสั้นและไฟท้ายใหม่! New! LED TAILLIGHT สว่างจัด ชัดเจน พร้อมที่จับกันตกแบบ Build in
All New YAMAHA AEROX ยังโดดเด่นด้วยฟีเจอร์ใหม่สุดล้ำ! ด้วย New! LCD DIGITAL SPORT METER หน้าจอดิจิทัลแบบ LCD ใหม่! สปอร์ตจัดเร้าใจด้วยกราฟิกแสดงผลวัดรอบแบบใหม่ พร้อมแสดงผลครบทุกฟังก์ชั่น รวมทั้งการเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น Y-Connect และฟังก์ชั่นใหม่สวิตซ์เปลี่ยนโหมดหน้าจอง่ายขึ้นที่แฮนด์ซ้าย พรีเมี่ยมสุด! ด้วย SMART KEY SYSTEM ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (เฉพาะรุ่น ABS) สะดวกสบายในการเปิดหรือปิด สตาร์ทหรือดับเครื่องยนต์ / ปลดล็อคแฮนด์ / ปลดล็อคเบาะ / ปลดล็อคฝาถังน้ำมัน พร้อมสัญญาณ ANSWER BACK ตอบสนองการใช้งานอย่างต่อเนื่องด้วย D/C CHARGING SOCKET ช่องเสียบเพื่อชาร์จแบตเตอรี่มือถือ   ช่วยให้ไม่พลาดทุกการติดต่อ และช่องเก็บของด้านหน้าพร้อมฝาปิด รวมถึง MEGA BOX ที่เก็บของขนาดใหญ่ความจุ 25 ลิตร เก็บของได้จุใจ ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ และเติมน้ำมันได้ง่ายด้วยฝาถังน้ำมันด้านหน้า พร้อม New! FUEL TANK 5.5L ถังน้ำมันที่ใหญ่ขึ้นขนาด 5.5 ลิตร เติมน้ำมันได้มากขึ้น ไปได้ไกลกว่า

All New YAMAHA AEROX ยังตอบสนองการขับขี่อย่างเต็มสมรรถนะด้วย ระบบดิสก์เบรกหน้า ที่มาพร้อมระบบเบรก ABS (เฉพาะรุ่น ABS) ป้องกันล้อล็อคขณะเบรกกะทันหัน ช่วยไม่ให้เสียการควบคุม ปลอดภัยอีกขั้นแบบรถสปอร์ตชั้นนำ เท่สุดเร้าใจ! ด้วย REAR SUSPENSIONS SUB-TANK ระบบกันสะเทือนหลังแบบซับแทงค์ (เฉพาะรุ่น ABS) ดูดซับแรงกระแทกดีเยี่ยม ลดแรงสะท้านในการขับขี่ ให้อารมณ์รถสปอร์ตตัวจริง และให้ความมั่นใจในทุกเส้นทางการขับขี่ด้วยยางหลังใหญ่ 140 มม. ล้อแม็กซ์ 14 นิ้ว ใหญ่สุดในคลาสสปอร์ตออโตเมติก เฉียบคมทุกการเข้าโค้ง มั่นใจทุกการคอนโทรลแบบรถสปอร์ต พร้อมตอบโจทย์เรื่องความประหยัดด้วย Stop & Start System ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ พร้อม SMART MOTOR GENERATOR เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน เมื่อรถหยุดในการจราจรติดขัดเกิน 5 วินาที และเครื่องยนต์จะดับทันทีในกรณีที่ขับขี่มาด้วยความเร็วแล้วเบรกจนรถหยุด ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นกว่าเดิม
All New YAMAHA AEROX มาพร้อมกับ NEW TECHNOLOGY เทคโนโลยีใหม่! ไฮเทคเหนือชั้นแอพลิเคชั่น Y-Connect เชื่อมต่อชีวิตสมาร์ทสุดล้ำ โดยเป็นแอพพลิเคชั่นที่เชื่อมต่อข้อมูลรถผ่าน CCU ช่วยให้สามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถและลักษณะการขับขี่ที่แสดงผลบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย ด้วยโหมดฟังก์ชันต่างๆ ในการใช้งานอย่างครบครัน ช่วยให้หมดกังวลในการใช้งาน สะดวกสบาย สนุกเร้าใจในการขับขี่ ซึ่งมีด้วยกันถึง 8 ฟังก์ชั่น คือ

WORRY-FREE หมดกังวลในการใช้งาน

1. MAINTENANCE RECOMMENDED – แจ้งเตือนการบำรุงรักษา สามารถแจ้งสถานะของน้ำมันเครื่องและแบตเตอรี่ พร้อมทั้งแจ้งเตือนการบำรุงรักษาโดยระบบจะแสดงผลเป็นสีเขียว เหลืองและแดงตามระยะการใช้งาน

2. MALFUNCTION NOTIFICATION – แจ้งเตือนเครื่องยนต์เกิดปัญหา เมื่อเครื่องยนต์มีความผิดปกติจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบ โดยสามารถตั้งค่าให้ส่งข้อมูล สถานที่ เวลา และอื่นๆ แจ้งไปยังศูนย์บริการของผู้จำหน่ายยามาฮ่าที่กำหนดเพื่อขอความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ

3. PARKING LOCATION – แสดงตำแหน่งจอดรถล่าสุด สามารถแสดงตำแหน่งที่จอดรถล่าสุดด้วย GPS ของมือถือ ช่วยในการหาจุดจอดรถเมื่ออยู่ในลานจอดรถหรือพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ดี

CONVENIENCE สะดวกสบาย

4. METER INDICATOR – แจ้งเตือนการติดต่อเข้ามือถือบนจอหน้าปัดรถ เมื่อมีสายเรียกเข้า อีเมล์ หรือการแจ้งเตือนข้อความบนมือถือ จะมีสัญญาณกระพริบแจ้งเตือน พร้อมแสดงระดับแบตเตอรี่มือถือบนจอหน้าปัดเรือนไมล์รถ พร้อมอัพเดทเวลาอัตโนมัติตามมือถือเมื่อเชื่อมต่อ

5. CONTACT FORM – ช่องทางการติดต่อยามาฮ่า สามารถติดต่อส่งข้อมูลแจ้งเรื่อง หรือปัญหาให้ทางยามาฮ่าหรือผู้จำหน่ายทราบเบื้องต้นได้จากแอพพลิเคชั่น เพิ่มช่องทางในการติดต่อให้สะดวกขึ้น

6. FUEL CONSUMPTION – แสดงข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแสดงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกับระยะทางในการขับขี่ ซึ่งเลือกดูได้ทั้งแบบรายวันหรือรายเดือน

EXCITEMENT สนุกเร้าใจในการขับขี่

7. REVS DASHBOARD – แสดงมาตรวัดสมรรถนะขณะขับขี่ สามารถแสดงข้อมูลการทำงานต่างๆ ของเครื่องยนต์ในการขับขี่แบบ Real Time ได้แก่ ระดับการเปิดของลิ้นเร่ง – จำนวนการหมุนของเครื่องยนต์ต่อนาที – อัตราเร่งวัดการขับขี่ แบบประหยัดพลังงาน – อุณหภูมิหม้อน้ำ – อุณหภูมิอากาศในห้องเครื่องด้วยกราฟิกเคลื่อนไหว 2 สไตล์

8. RANKING – แสดงอันดับในการขับขี่ สามารถแสดงการจัดอันดับในการขับขี่เปรียบเทียบกับผู้ขับขี่ยามาฮ่าทั่วโลกในรุ่นที่มี Y-Connect เช่นกัน โดยเลือกดูได้ทั้งโหมดระยะทางและการขับขี่แบบประหยัดพลังงาน

สำหรับ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก มีให้เลือกเป็นเจ้าของด้วยกันถึง 2 เวอร์ชั่น คือ เวอร์ชั่น STANDARD ในราคา 67,500 บาท ซึ่งมีด้วยกัน 3 สี คือ สีดำ-แดง (Power Black), สีเขียว-ดำ (Faster Turquoise) และสีแดง-ดำ (Alpha Red) และเวอร์ชั่น ABS ในราคา 78,500 บาท ที่มีให้เลือก 3 สีเช่นกันคือ สีน้ำเงิน-เทา (Racing Blue) สีดำ (Dark night) และ สีเทา (Silver Light)
โดยสามารถพบกับรถจักรยานยนต์ All New YAMAHA AEROX…SPORT AUTOMATIC LEADER สปอร์ต…อัจฉริยะ ที่สุดแห่งสปอร์ตออโตเมติก ได้ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263- 9999 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่

Website : www.yamaha-motor.co.th
Facebook : Yamaha Society Thailand
Instagram : @Yamaha Society Thailand
Youtube : Yamaha Society Thailand

โตโยต้า แถลงยอดขายรถยนต์ปี 2563 คาดการณ์ตลาดรวมปี 2564 ประมาณ 8.5 – 9 แสนคัน

0

มร.โนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ปี 2563 พร้อมคาดการณ์ตลาดรถยนต์ไทยปี 2564

มร.ยามาชิตะ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามาตรการจากทางภาครัฐประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในการจัดการสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อพวกเราทุกคน ทำให้เราเชื่อมั่นว่าสถานการณ์กำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และคาดว่าอนาคตอันสดใสกำลังจะเริ่มขึ้นนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ถึงแม้ว่าสถานการณ์การระบาดจะกลับมาอีกครั้งก็ตาม ทั้งนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดจะอยู่เคียงข้างคนไทยเสมอ พร้อมต่อสู้ไปด้วยกันจนกว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งนี้จะสิ้นสุดลง และหวังว่าคนไทยทุกคนจะปลอดภัยและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ”

มร.ยามาชิตะ กล่าวต่อไปว่า สำหรับยอดขายรถยนต์รวมในประเทศไทยปี 2563 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายลดลง 21.4% โดยมียอดขายอยู่ที่ 792,146 คัน”

สถิติการขายรถยนต์ในประเทศปี 2563ยอดขายปี 2563เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2562

Ž ปริมาณการขายรวม792,146 คัน      -21.4%
Ž รถยนต์นั่ง 274,789 คัน-31.0%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์517,357 คัน-15.1%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)409,463 คัน-16.8%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)364,887 คัน-15.5%

สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2564 มร.ยามาชิตะคาดการณ์ว่า“ในปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทายอีกครั้งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย เนื่องจากยังคงต้องเผชิญกับหลายปัจจัย จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 การพัฒนาวัคซีนและการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 รวมถึงแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวต่างๆ ในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ กิจกรรมทางการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญต่อการกระตุ้นยอดขายรถยนต์  ดังนั้น เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้แล้ว จึงคาดการณ์ว่ายอดขายรถยนต์ในปี 2564 จะอยู่ที่ประมาณ 850,000 – 900,000 คัน เพิ่มขึ้น 7-14% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศปี 2564ยอดขาย

ประมาณการปี 2564

เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2563

Ž ปริมาณการขายรวม850,000 900,000 คัน     + 7-14%
Ž รถยนต์นั่ง290,000 318,000 คัน+ 5-15%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์560,000 582,000 คัน+ 8-13%

มร.ยามาชิตะ กล่าวถึงยอดขายของโตโยต้าในปีที่ผ่านมาว่า “สำหรับยอดขายโตโยต้าในปี 2563 ยอดขายรวมของโตโยต้าลดลง 26.5% หรือคิดเป็นจำนวน 244,316 คัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทฯ จะเผชิญกับความยากลำบากมากมายในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 1 หรือเท่ากับ 30.8% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่าง โคโรลล่า ครอส  ยาริส  เอทีฟ  ฟอร์จูนเนอร์ เลเจนเดอร์  ไฮลักซ์ รีโว่  และอินโนว่า คริสต้า ทั้งหมดนี้ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า และส่งผลให้โตโยต้าสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้”                                 

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2563ยอดขายปี 2563เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2562

ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายโตโยต้า244,316 คัน      -26.5%30.8%
Ž รถยนต์นั่ง 68,152 คัน-42.1%24.8%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์176,164 คัน-17.9%34.1%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)149,635 คัน-21.9%36.5%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)129,893 คัน-21.5%35.6%

มร.ยามาชิตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเป้าหมายของโตโยต้าในปี 2564 โตโยต้ามีเป้าหมายการขายอยู่ระหว่าง 280,000 – 300,000 คัน หรือคิดเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้น 15 – 23% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 33.3%”

ปริมาณการขายรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2564ยอดขาย

ประมาณการปี 2564

เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2563

ส่วนแบ่งตลาด
Ž ปริมาณการขายโตโยต้า280,000 – 300,000 คัน      + 15-23%33.0%
Ž รถยนต์นั่ง   82,500 – 92,000 คัน      + 21-35%29.0%
Ž รถเพื่อการพาณิชย์197,500 – 208,000 คัน      + 12-18%36.0%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)168,500 – 181,000 คัน      + 13-21%38.0%
Ž รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)144,000 – 153,000 คัน      + 11-18%38.0%

ด้านการส่งออกในปี 2563 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 215,277 คัน ลดลง 18.7% ปริมาณการผลิตสำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 442,822 คัน ลดลง 22.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ปริมาณการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

และการผลิตของโตโยต้าปี 2563

ปริมาณปี 2563เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2562

Ž ปริมาณการส่งออก215,277 คัน      -18.7%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ442,822 คัน-22.4%

ทั้งนี้สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกจะอยู่ที่ 254,000 คัน เพิ่มขึ้น 18% จากปีที่แล้ว เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากภูมิภาคหลัก เช่น เอเชียและโอเชียเนีย ทั้งนี้โตโยต้าตั้งเป้าการผลิตรถยนต์อยู่ที่ 527,000 คัน หรือเพิ่มขึ้น 19% จากปี 2563 ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าว สอดคล้องกับเป้าหมายยอดขายของทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

เป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

และการผลิตของโตโยต้าปี 2564

ปริมาณปี 2564เปลี่ยนแปลง

เทียบกับปี 2563

Ž ปริมาณการส่งออก254,000 คัน      18%
Ž ยอดผลิตรวมทั้งส่งออกและการขายในประเทศ527,000 คัน19%

มร.ยามาชิตะ กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในประเทศไทยว่า“เป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมของเราได้ก้าวสู่ยุคแห่งการปฏิรูปครั้งใหญ่โดยโตโยต้ามุ่งมั่นปฏิรูปองค์กรจากเดิมที่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สู่การเป็น“องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” (Mobility Company) เรามีเป้าหมายเดินหน้ามอบความสุขให้กับสังคมไทย ด้วยกิจกรรมต่างๆที่โตโยต้าดำเนินการเพื่อผลักดัน “ธุรกิจการขับเคลื่อน” ของเรา

จาก“พันธสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้า 2050” เรามุ่งมั่นบรรลุเป้าหมายลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เป็น “ศูนย์” ในทุกกิจการที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะ โดยในระดับโลกเราได้ท้าทายตัวเองให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 90% เมื่อเทียบกับปี 2553 และที่ผ่านมาเราได้แนะนำยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากเซลล์เชื้อเพลิง เราเชื่อมั่นว่ารถยนต์เหล่านี้นำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน และสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย คือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในประเทศไทยที่ริเริ่มการผลิตรถยนต์ไฮบริด ด้วยการแนะนำรถยนต์คัมรี ไฮบริด ตั้งแต่ปี 2552 และตามมาด้วยรถยนต์ไฮบริดอีกหลากหลายรุ่น อาทิ พรีอุส ซีเอชอาร์  โคโรลล่า อัลติส  และโคโรลล่า ครอส ซึ่งทุกรุ่นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย มียอดขายรวมทั้งสิ้นมากกว่า 100,000 คันในปัจจุบัน เป้าหมายของเราคือส่งเสริมให้มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐและวางรากฐานอันแข็งแกร่งเพื่อนำไปสู่ยุคแห่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ การประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคส่วนต่างๆ ที่มีวิสัยทัศน์และจุดยืนเดียวกันกับเราจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่ง

ในปัจจุบัน เรามีพันธมิตรที่ร่วมกระบวนการบริหารจัดการแบตเตอรี่รถยนต์ไฮบริดใช้แล้วแบบครบวงจร หรือ 3R Scheme” ประกอบด้วย การใช้ซ้ำ (Re-use) การผลิตแบตเตอรี่เกรดใช้งานแล้วลูกใหม่ (Re-build) และการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) นอกจากนี้โตโยต้ายังสนับสนุนหลากหลายโครงการเพื่อพัฒนาแผนกลยุทธ์ในการส่งเสริมยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า โดยในขั้นตอนแรก เราได้สนับสนุนโครงการวิจัยร่วมกับบรรดามหาวิทยาลัย โดยมุ่งศึกษาแง่มุมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เช่น ความต้องการของลูกค้า ผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง และข้อกำหนดที่จำเป็นต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยโครงการวิจัยดังกล่าวได้เสร็จสมบูรณ์แล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และเราจะนำผลการศึกษาทั้งหมดไปหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ

นอกจากนี้เดือนที่ผ่านมา เรายังได้ผนึกกำลังความร่วมมือกับเทศบาลเมืองพัทยา และโอซาก้า แก๊ซ เพื่อพัฒนา “โครงการการจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ” ซึ่งเป็นโครงการสาธิตเพื่อนำรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นมาใช้งาน โดยตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการสัญจรที่หลากหลายภายในเมืองพัทยา   และจะยืนยันอีกครั้งว่าผลการศึกษาวิจัยของเราสามารถนำมาใช้งานจริงได้หรือไม่ เราหวังว่าผลของโครงการจะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับการต่อยอดในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

ในฐานะ “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” เรายังจะเดินหน้ามอบประสบการณ์ที่ดียิ่งกว่าให้กับลูกค้าคนสำคัญของเรา โดยการร่วมมือกับบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง จำกัด และพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลายเพื่อยกระดับการบริการของเรา และเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการในรูปแบบใหม่ในการที่จะพัฒนา เริ่มตั้งแต่ “ประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่” (New Buying Experience) ผ่าน โครงการคินโตะ (KINTO) ซึ่งเป็นบริการเช่ารถของเราโดยเพิ่มตัวเลือกของรุ่นรถสำหรับให้เช่า และแพ็กเกจการให้บริการ พร้อมทั้ง “การอนุมัติสินเชื่อรถยนต์รูปแบบใหม่” (Connected Auto Loan) หรือ CAL ที่ทำให้ลูกค้าสามารถ “เป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น” ผ่านระบบเทเลมาติกส์

นอกจากนี้ เรายังแนะนำแพลตฟอร์มใหม่ “โตโยต้า วอลเล็ท” (Toyota Wallet) กระเป๋าเงินดิจิทัล เพื่อเพิ่มอิสระในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และตอบสนองต่อการใช้ชีวิตวิถีใหม่ในยุคหลังโควิด-19 ในการยกระดับ “ประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่” (New Usage Experience) เราได้นำเทคโนโลยี T-Connect” เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรถรุ่นใหม่ๆ หลากหลายรุ่น อาทิ ไฮลักซ์ รีโว่  ฟอร์จูนเนอร์ใหม่  โคโรลล่า ครอส  และอินโนว่า คริสต้า โดยมี “ระบบติดตามรถหาย” “รายงานการเดินทาง” “ค้นหาตำแหน่งรถ” และ “บริการผู้ช่วยส่วนตัว” ยิ่งไปกว่านั้น T-Connect” ยังมีบทบาทสำคัญในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเราได้แนะนำประกันภัยรูปแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ “ประกันภัยขับดีลดให้” (Toyota Care PHYD) ซึ่งถือเป็นประกันภัยที่มอบความคุ้มค่า โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการขับขี่เพื่อการคำนวณเบี้ยประกันภัย

มร.ยามาชิตะ ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า แม้ว่าโตโยต้าจะได้รับผลกระทบอย่างมากจากการระบาดของโรคโควิด-19 เราก็ยังคงเดินหน้าสนับสนุนสังคมไทย ด้วยการดำเนินโครงการ “โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19” (Toyota Stay With You) ภายใต้ความร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายและผู้ผลิตชิ้นส่วนของเราทั่วประเทศ นอกจากนี้  รายังมุ่งมั่นจะบรรลุภารกิจของเราที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ “ยุคแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ผ่านการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท ด้วยโครงการ “โตโยต้า ถนนสีขาว” เรามุ่งมั่นที่จะสร้าง “สังคมคนขับรถดี” ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ขับขี่ที่มีทักษะสูง และเมื่อปีที่ผ่านมา เราได้ยกระดับหลักสูตรการขับขี่ปลอดภัยจากเดิมคือ Safe Eco Driving Course” พัฒนาเป็นหลักสูตร Toyota Mobility Driving Course” โดยที่ผ่านมา เราได้จัดการอบรมหลักสูตรดังกล่าวให้กับผู้เข้าร่วมทั้งหมด 5,000 คน ประกอบด้วยทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ เรายังมี “โตโยต้า เมืองสีเขียว” เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของโตโยต้าซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างๆ ภายในโรงงานประกอบรถยนต์ของเรา เรามุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ของเราให้กับประชาชน เพื่อขยาย “โตโยต้า เมืองสีเขียว” ไปในภูมิภาคต่างๆ ร่วมกับผู้แทนจำหน่ายของเรา “โครงการโตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์” มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาการดำเนินธุรกิจของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยหลักการของระบบการผลิตแบบโตโยต้า ในปีที่แล้วเราประสบความสำเร็จในโครงการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ให้กับธุรกิจท้องถิ่น 6 แห่ง และในปีนี้ เราจะดำเนินการสร้างศูนย์การเรียนรู้ใหม่จำนวน 3 แห่ง ทั่วประเทศ ตลอดจนขยายผลการดำเนินงานต่อเนื่องให้กับธุรกิจต่างๆ อีก 10 แห่ง

จากที่ได้กล่าวไปทั้งหมด เราขอแสดงความขอบคุณต่อภาครัฐ และลูกค้าของเราทุกท่านตลอดจนผู้มีส่วนร่วมทุกท่านที่ได้สนับสนุน “ทีมโตโยต้า ประเทศไทย” เป็นอย่างดีเสมอมา แม้เราจะอยู่ท่ามกลางช่วงเวลาอันยากลำบากก็ตาม ตามแนวทางของโตโยต้าในระดับโลกแล้ว ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในระดับภูมิภาคที่ทำหน้าที่ผลิตและส่งออกรถยนต์ของโตโยต้า และในฐานะที่เป็น “องค์กรแห่งการขับเคลื่อน” โตโยต้ามุ่งมั่นที่จะทุ่มเทความพยายาม เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และเราขอให้คำมั่นว่าจะมอบความสุขที่เหนือระดับให้กับประชาชนชาวไทยทั้งในแง่ผลิตภัณฑ์ บริการ การดำเนินธุรกิจ และสังคม” มร.ยามาชิตะกล่าวในที่สุด

ฟอร์ดยกระดับการบริการลูกค้าต่อเนื่อง เปิดตัวบริการใหม่ ‘Ask Ford’ แพลตฟอร์มสืบค้นข้อมูลออนไลน์แบบเรียลไทม์

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัวบริการใหม่ ‘Ask Ford’ แพลตฟอร์มสืบค้นข้อมูลออนไลน์เพื่อให้ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ฟอร์ดได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คลิกเข้าไปที่เว็บไซต์ www.ford.co.th ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในปัจจุบัน

บริการ ‘Ask Ford’ เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์บนเว็บไซต์ www.ford.co.th ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง  ลูกค้าฟอร์ดจึงสามารถถามคำถามผ่าน ‘Ask Ford’ ได้ทุกเวลา และระบบจะหาคำตอบมาให้อย่างรวดเร็วจากการดึงข้อมูลโดยตรงจากระบบการจัดการของฟอร์ด คู่มือการใช้รถยนต์ฟอร์ด หรือเว็บไซต์ของฟอร์ด ซึ่งฟอร์ดได้นำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยค้นหาข้อมูลและประมวลผลออกมาเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด และชัดเจนยิ่งกว่าการใช้โปรแกรมค้นหาทั่วไป

ลูกค้าฟอร์ดสามารถใช้บริการ Ask Ford ได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่ไอคอนรูปแว่นขยายบนเว็บไซต์ของฟอร์ด โดยระบบจะนำเอาปัญญาประดิษฐ์แบบเฉพาะทาง หรือ Artificial Narrow Intelligence (ANI) มาทำงานร่วมกับการประมวลภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ ที่ได้รับการออกแบบมาให้ค้นหาคำตอบที่ถูกต้องและตรงประเด็นมากที่สุด แม้ว่าคำถามนั้นจะเป็นการถามแบบกว้างๆ ทำให้ช่วยยกระดับประสบการณ์การบริการที่ดีให้กับผู้บริโภค

นอกจากความสะดวกสบายที่ฟอร์ดตั้งใจจะมอบให้กับลูกค้าในปัจจุบันและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์บริการ Ask Ford ยังมีช่องทางพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ของฟอร์ดที่ประจำอยู่ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ด รวมถึงศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ดสามารถค้นหาข้อมูลอัพเดตใหม่ล่าสุดและถูกต้องแม่นยำที่สุดเพื่ออธิบายให้ลูกค้าเข้าใจ

นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการบริษัทฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “Ask Ford เป็นระบบฐานข้อมูลที่ฟอร์ดรับรองให้ใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ผู้จำหน่ายฟอร์ด และพนักงานฟอร์ด ซึ่งขณะนี้มีการแปลภาษาต่างๆ ให้ใช้งานใน 25 ประเทศทั่วโลก การเปิดตัวบริการ Ask Ford ในประเทศไทย จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำได้อย่างสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น”

บริการ Ask Ford จะทำงานโดยใช้เครื่องมือหลัก 3 ประเภท ในการค้นหาข้อมูลที่ลูกค้ากำลังมองหาอยู่ อันดับแรก ระบบคลังข้อมูลความรู้อย่างละเอียดของฟอร์ดจะค้นหาคำตอบที่ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด โดยจะใช้ระบบประมวลภาษาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยจะประเมินคำถามทั้งหมด โดยไม่ได้เลือกประเมินเฉพาะคำที่สำคัญเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถระบุคำถามได้อย่างชัดเจน เช่น “ผมจะใช้งานระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะได้อย่างไร” นอกจากนี้ ระบบจะรวบรวมเอาหัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำถามมาแสดงด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลที่ใกล้เคียงเพิ่มเติมได้อีกด้วย

อันดับต่อมา เป็นข้อมูลจากคู่มือผู้ใช้รถยนต์ฟอร์ด หากไม่สามารถหาคำตอบได้จากคลังข้อมูลความรู้ของฟอร์ด ผู้ใช้งานสามารถเลือกรุ่นของรถยนต์ และปีที่ผลิตได้จากเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลจากคู่มือผู้ใช้รถยนต์ แล้วคลิกเพื่อค้นหาคำตอบ ซึ่งระบบจะประมวลผลแล้วแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์รุ่นที่ระบุไว้

สุดท้าย หากยังไม่ได้รับคำตอบจากทั้ง 2 ระบบที่กล่าวมา ระบบจะใช้ฟังก์ชั่นเว็บครอว์เลอร์ (Web Crawler) แสดงลิงค์เพื่อนำผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ของฟอร์ดในแต่ละประเทศที่จะช่วยหาคำตอบให้กับผู้ใช้งานได้

บริการ Ask Ford ยังได้จัดทำแบบสอบถามเพื่อให้ผู้ใช้งานได้แสดงความคิดเห็นและให้คะแนนความพึงพอใจ เพื่อให้ฟอร์ดนำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาระบบต่อไป

บริการ Ask Ford เป็นระบบอัจฉริยะที่เรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคผ่านคำถามและการให้คำตอบที่ตรงประเด็นมากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ฟอร์ดสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีอย่างต่อเนื่อง และนำมาซึ่งความพึงพอใจให้กับลูกค้า หากยิ่งมีผู้ใช้งานบริการ Ask Ford มากเท่าไร ยิ่งจะช่วยให้ฟอร์ดสามารถพัฒนารถยนต์และการให้บริการได้ดียิ่งขึ้น

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เผยกรณีศึกษาความสำเร็จรถยนต์ไฟฟ้าของจีน พร้อมสนับสนุนไทยวางรากฐาน xEV Ecosystem อย่างยั่งยืน

0

จีนนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบความสำเร็จในตลาดรถไฟฟ้า ทั้งในประเทศจีนเองและทั่วโลก ซึ่ง Xu Haidong รองหัวหน้าวิศวกรของ China Association of Automobile Manufacturers หรือ CAAM ระบุว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของจีนแตะ 1.3 ล้านคันในปี 2020 เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบปีต่อปี[1]

เดิมที จีนเคยประสบปัญหามลภาวะจากภาคอุตสาหกรรมและการปล่อยมลพิษจากรถยนต์บนท้องถนนอันเนื่องมาจากการเติบโตด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดดของจีน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับรุนแรง ทำให้หลายเมืองใหญ่ของจีนมีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก จีนจึงเริ่มควบคุมคุณภาพอากาศอย่างจริงจังและใช้เทคโนโลยีพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือวิกฤตฝุ่นแบบครบทุกมิติ โดยเฉพาะการโฟกัสที่ต้นเหตุของปัญหา คือลดการปล่อยมลพิษที่เกิดจากรถยนต์ด้วยการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต่อมาจีนได้รับการยอมรับว่าเป็น Best Practice ในด้านนี้ในอีกหลายประเทศทั่วโลก

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส คืนอากาศสะอาดด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

นอกจากการออกมาตรการกำกับดูแลที่เคร่งครัด ตลอดจนสร้างสิทธิประโยชน์จูงใจในเชิงเศรษฐกิจและเข้มงวดกับการสร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแล้วจีนยังมีการพัฒนา “รถยนต์พลังงานทางเลือก (New Energy Vehicle : NEV)” เป็นนโยบายสำคัญที่จะนำมาช่วยการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม รวมถึงสร้างบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจีนมุ่งหวังให้เทคโนโลยีการผลิตและรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์หลักในการขับเคลื่อนและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ

โมเดลความสำเร็จในการผลักดันให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของสาธารณรัฐประชาชนจีน จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะด้วย 3 ปัจจัยสำคัญคือ 1. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 2. นโยบายส่งเสริมจากภาครัฐและภาคเอกชนให้มีการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า และ 3. การผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตเพื่อสร้าง Ecosystem ของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้น ส่งผลให้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี จีนกลายเป็นประเทศผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก

กรณีศึกษาถึงความสำเร็จที่น่าสนใจ

ตัวอย่างความสำเร็จของการสร้าง Ecosystem ของรถยนต์ไฟฟ้าในจีน คือการสนับสนุนเงินทุนพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในหลายโครงการ ทั้งโครงการก่อสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า และโครงการผลิตแบตเตอรี่สำหรับใช้รถยนต์ไฟฟ้า จากปี พ.ศ.2555 ถึงปัจจุบัน จีนอุดหนุนเงินทุนในโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสำหรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าไปหลายพันล้านหยวน ส่งผลให้จีนแซงหน้าประเทศเกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่น และสามารถขึ้นครองแชมป์ในการเป็นผู้ผลิตและขายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นมา และในปี พ.ศ.2561 สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ครองอันดับ 1 ตลาดแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนด้วยยอดขาย 61% ของยอดขายทั่วโลก นอกจากนี้ ในบรรดาทำเนียบบริษัทที่ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนระดับโลก 12 อันดับแรก เป็นบริษัทสัญชาติจีนมากถึงถึง 7 บริษัท   ซึ่งการสร้าง Ecosystem ดังกล่าว ผลักดันให้เกิดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแพร่หลายในจีน โดยในปี พ.ศ.2562 จีนมีการจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าถึง 1.2 ล้านคัน นับเป็นสถิติที่สูงที่สุดในโลก  

จีนยังคงมีการดำเนินนโยบายการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของจีนอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมให้มีการพัฒนาและสร้างแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับการรองรับการขยายตัวของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ทั้งการสร้างและเชื่อมโยงโครงข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะระหว่างเมืองใหญ่ รวมถึงการตั้งเป้าสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Station) อีกกว่า 12,000 สถานี และกระจายจุดชาร์จ (Charging Pile) อีกกว่า 4.8 ล้านแห่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า โดยให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่บุคคลทั่วไปหรือหน่วยงาน อาทิ การออกมาตรการอุดหนุนทางการเงิน ให้สิทธิพิเศษในการขอป้ายทะเบียน การยกเว้นภาษีการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

ถอดบทเรียนความสำเร็จสู่การสร้าง EV Ecosystem ในไทย

ด้าน ณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า “จากกรณีศึกษาความสำเร็จของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในจีน สามารถถอดแนวคิดและกลยุทธ์ที่จีนนำมาใช้ โดยมีทั้งนโยบายการผลักดันเชิงรุก (Push Strategy) เช่น การกำหนดวันคู่ วันคี่ สำหรับรถยนต์ที่วิ่งในเมือง การตรวจสอบการปล่อยไอเสีย และนโยบายที่ดึงดูดคนให้มาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น (Pull Strategy) เช่น การลดหย่อนภาษี การให้สิทธิพิเศษกับผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้สามารถนำมาประยุกต์และปรับใช้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ของไทย รวมถึงการบูรณาการอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโต และช่วยผลักดันผ่านนโยบายรัฐ อย่างเช่น การทำแผนส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า การจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ไฟฟ้าโดยภาครัฐ การเพิ่มจำนวนสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายให้มีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าภายในอาคาร สำนักงาน และคอนโดมิเนียม เป็นต้น ส่วนภาคเอกชน อาจจะมีการกระตุ้นความต้องการของตลาดด้วยการผลิตและการสนับสนุนการใช้งานที่สร้างความเป็นมิตรต่อผู้ใช้ การอำนวยความสะดวกให้ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้โดยสะดวกผ่านป้ายหรือการใช้แอปพลิเคชัน รวมถึงการสื่อสารและให้ความรู้แก่สาธารณชนให้ทราบถึงนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และการช่วยลดปริมาณ PM2.5 ได้อย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันภาครัฐของไทย เริ่มมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) พร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายและร่วมส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทย โดยนำเสนอแนวคิด EV Ecosystem ที่สามารถใช้ต้นทุนทรัพยากรด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งของไทย ทั้งศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตลอดจนความสามารถของบุคลากร มาช่วยผลักดันและขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

[1] https://www.spglobal.com/platts/en/market-insights/latest-news/metals/121720-chinas-ev-sales-to-reach-more-than-13-mil-units-in-2020-caam

แม้วิกฤตจะถาโถม แต่ฟิล์มกรองแสง Lamina ยังมุ่งมั่นตอบแทนสังคมด้วยการส่งมอบอาคารเรียนหลังใหม่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20

0

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า”  ฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถครบวงจร “แอลลักซ์” จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียว ยังคงเดินหน้ากิจกรรมตอบแทนสังคมไทยกับโครงการ “ลามิน่าสานฝัน เด็กไทยได้เล่าเรียน” โครงการ 19 ปีที่ 20 ทุ่มงบมากกว่า 2 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่และปรับปรุงภูมิทัศน์ต่างๆ ให้แก่โรงเรียนโรงเรียนสิงห์สะอาด อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ริเริ่มขึ้นตามความตั้งใจของผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ด้วยความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเคียงคู่ไปกับการคืนกำไรสู่สังคม บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กและเยาวชน เพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติต่อไป

จึงเป็นที่มาของการก่อสร้างและส่งมอบอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียน และทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่องถึง 20 ปี 19 โครงการ โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีมาตลอดจากกัลยาณมิตรกลุ่มต่างๆ ได้แก่ ชมรมรถขับเคลื่อนสี่ล้อกระทิงโทน, ศูนย์ตัวแทนจำหน่าย, ผู้จำหน่ายรถยนต์ต่างๆ, ลูกค้าผู้ใช้ฟิล์มลามิน่า, สื่อมวลชนและบุคคลผู้เกี่ยวข้องอีกมากมาย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของบริษัทฯ ที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ในฐานะผู้นำตลาดฟิล์มกรองแสงอันดับหนึ่งในประเทศไทยมายาวนานตลอด 26 ปี

โครงการล่าสุดเป็นการก่อสร้างอาคารเรียนขนาดใหญ่ 1 ชั้น จำนวน 4 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 36 ตารางเมตร มีระเบียงทางเดินและม้านั่ง และได้ดำเนินการส่งมอบในวันเด็กแห่งชาติให้กับโรงเรียนสิงห์สะอาด อำเภอสหัสขันธ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้มีการปรับปรุงพื้นที่เพิ่มเติมด้วยการเทลานคอนกรีตอเนกประสงค์หน้าอาคารขนาด 240 ตารางเมตร  

นอกจากนี้ยังมีพิธีมอบทุนการศึกษาจำนวน 30 ทุน พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและอุปกรณ์กีฬาให้กับนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม ทุกคนจะได้รับเป้สานฝันภายในบรรจุด้วยอุปกรณ์การเรียนและของขวัญวันเด็ก

 นางสาวจันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึง “แม้วันนี้เรายังต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ยังทรงตัว แต่ลามิน่าตระหนักดีถึงการตอบแทนสังคมในรูปแบบที่เราสามารถทำได้ เพราะฉะนั้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครูอาจารย์และลูกหลานของเราที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล ด้วยการศึกษาจึงถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการจะพัฒนาประเทศ”

“ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ ลามิน่าฟิล์ม พร้อมฝ่าฟันทุกอุปสรรคจากสถานการณ์โควิด-19 แต่เรายังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการลามิน่าสานฝัน เด็กไทยได้เล่าเรียนอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

ด้วยระยะเวลาในการเตรียมงานที่น้อยลง และต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากขึ้น จากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดสรรแรงงานและทรัพยากรต่างๆ เป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ลามิน่ารับรู้ว่ามีเด็กๆ และโรงเรียนอีกจำนวนมากที่ยังเฝ้ารออาคารเรียนหลังใหม่สำหรับการเรียนการสอน นี่คือพันธสัญญาที่ทำให้พนักงาน ชาวบ้าน และผู้สนับสนุนทุกฝ่าย จับมือร่วมกันสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ให้กับน้องๆ โรงเรียนสิงห์สะอาดจนสำเร็จ และส่งมอบได้ทันเวลาในวาระโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2564 ที่ผ่านมานี้เอง

จากวิกฤตครั้งใหญ่ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสุขและรอยยิ้มของผู้ให้ที่ส่งถึงใจผู้รับ ถักทอเป็นความฝันของเด็กๆ ในดินแดนห่างไกลให้เติบใหญ่ไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ นี่คือก้าวเล็กๆ แห่งความสำเร็จภายใต้โครงการเพื่อตอบแทนสังคมมาอย่างต่อเนื่องมานาน และขอขอบคุณจากหัวใจแด่พนักงานลามิน่า ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และลูกค้าผู้ใช้ฟิล์มกรองแสงลามิน่าทุกท่าน ที่เป็นพลังสำคัญช่วยให้โครงการลามิน่าสานฝันเด็กไทยได้เล่าเรียน ได้เดินหน้าต่อเนื่องมาถึง 20 ปี ในวันนี้”

เราจึงยังคงสานต่อโครงการลามิน่าสานฝัน เด็กไทยได้เล่าเรียน จนเดินทางมาถึงปีที่ 20 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างสังคมการเรียนรู้ไปสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน”

การเติบโตทางธุรกิจมากว่า 2 ทศวรรษ ส่งให้เรามุ่งมั่นยืนหยัดในนโยบายตอบแทนสังคม ไปพร้อมกับการเสริมสร้างและปลุกจิตสำนึกของคนในองค์กรให้รักในการตอบแทนแผ่นดินเกิด เพื่อสรรค์สร้างสังคมในภาพรวมให้ดีขึ้น ดังพันธสัญญาของบริษัทฯ ที่ว่า “ลามิน่าขอเติบโตเคียงคู่สังคมไทย”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” รุ่นประกอบในประเทศ ลดราคาลงกว่า 2 ล้านบาท

0
Mercedes-Benz GLS 350 d Pic Open

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” สุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์ พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่งรุ่นประกอบในประเทศใหม่อย่างเป็นทางการ ผสานความหรูหราเหนือระดับเช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class พร้อมปรับลดราคาจำหน่ายจากเดิม จากเดิม 8,859,000 บาท เหลือ 6,499,000 บาท

Mercedes-Benz GLS 350 d 1

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2564 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมย้ำความมุ่งมั่นที่เรามีต่อตลาดรถยนต์พรีเมียมในประเทศไทย โดยเฉพาะเซกเมนต์รถยนต์เอสยูวีที่เรามองเห็นความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ด้วยการเปิดตัว “Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium” รุ่นประกอบในประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนอกจากจะเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่งรุ่นประกอบในประเทศ ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ไม่ประนีประนอมทั้งในเรื่องของความหรูหราเหนือระดับเช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class และการสร้างสรรค์รถยนต์สายพันธุ์เอสยูวีที่มีความอเนกประสงค์และแข็งแกร่ง พรั่งพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าที่กำลังมองหายนตรกรรมอเนกประสงค์ที่ตอบทั้งโจทย์ด้านความหรูหราและความแข็งแกร่งในแบบเอสยูวี”

Mercedes-Benz GLS 350 d 2

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium คือสุดยอดยนตรกรรมอเนกประสงค์พรีเมียม (Large Full-Size SUV) แบบ 7 ที่นั่งรุ่นประกอบในประเทศใหม่ ที่มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร ความสะดวกสบายเหนือจินตนาการ ดีไซน์ที่มีความสง่างาม และความหรูหราเหนือระดับเช่นเดียวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ตระกูล S-Class พร้อมทั้งความแข็งแกร่งและอเนกประสงค์ในแบบรถยนต์เอสยูวีที่เพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด ให้การขับขี่แบบ off-road ที่ดีที่สุด โดยมาพร้อมขุมพลังดีเซลขนาด 2,925 ซีซี ให้กำลังสูงสุดถึง 286 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตรที่ 1,200-3,200 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 7 วินาที การขับขี่ยังมอบความเพลิดเพลินและราบรื่นด้วยระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้รวดเร็วและนุ่มนวล พร้อมประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 6.5%

Mercedes-Benz GLS 350 d 3

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “Full time” แบบ 4MATIC ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถและการทรงตัวบนถนนที่เปียกลื่น รวมถึงการขับขี่บนทางแบบ OFF-ROAD ให้คุณสามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างเฉียบคม มั่นใจ และให้ความนุ่มนวลตลอดการเดินทางในทุกสภาพถนนด้วยระบบช่วงล่างแบบ AIRMATIC และเป็นครั้งแรกที่จะได้พบกับฟังก์ชันเตรียมรถเข้าสู่เครื่องล้างอัตโนมัติ โดยจะทำงานอย่างสอดคล้องร่วมกับระบบ AIRMATIC เพียงสั่งงานผ่านหน้าจอ media display

Mercedes-Benz GLS 350 d 5

ดีไซน์ภายนอกมีจุดเด่นที่เทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถปรับความเข้มของแสงและความยาวของลำแสงได้อิสระจากกัน โดยมีระบบตรวจจับวัตถุที่คำนวณความสว่างอัตโนมัติ และไฟท้ายแบบ LED พร้อมล้ออัลลอยด์น้ำหนักเบาดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ 21 นิ้ว นอกจากนี้ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ (Panoramic sliding sunroof) ที่เลื่อนเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่

Mercedes-Benz GLS 350 d 6

Mercedes-Benz GLS 350 d 8

ภายในห้องโดยสารซึ่งรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ท่าน ได้รับการออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบายมาตรฐานเดียวกับ S-Class ด้วยระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 60 มิลลิเมตร จึงมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างและโปร่งสบายขึ้น โดยเฉพาะที่นั่งแถว 2 ที่สามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมบันทึกตำแหน่งที่นั่งได้ และยังสามารถปรับเลื่อนเบาะถอยหลังได้ถึง 10 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับวางขา โดยพนักพิงสามารถปรับเอนได้มากกว่าเดิม ส่วนเบาะที่นั่งแถวที่ 3 เป็นที่นั่งแบบ full-size รองรับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงได้ถึง 194 เซนติเมตร พร้อมระบบ EASY-ENTRY ที่ออกแบบเป็นพิเศษให้เบาะและพนักพิงของที่นั่งแถว 2 สามารถพับขึ้นด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เข้าสู่ที่นั่งแถว 3 ได้ง่ายดายขึ้น ทั้งนี้ เบาะที่นั่งแถวที่ 2 และ 3 สามารถพับได้อย่างอิสระ เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและเพิ่มพื้นที่ความจุสำหรับเก็บ

Mercedes-Benz GLS 350 d 9

สัมภาระได้สูงสุดถึง 2,400 ลิตร ตอบสนองทุกความต้องการ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความกว้างขวางตามแบบฉบับยานยนต์อเนกประสงค์

ในห้องโดยสารยังเพิ่มสุนทรียภาพด้วยระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ที่มีให้เลือกถึง 64 สี ทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารแถวที่ 2 เพื่อความบันเทิงแบบ MBUX Rear Seat Entertainment จำนวน 2 จอ ขนาด 11.6 นิ้ว พร้อมระบบควบคุมหน้าจอแบบสัมผัส เพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยหูฟังแบบ wireless head sets คุณภาพสูง

Mercedes-Benz GLS 350 d 10

Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium รุ่นประกอบในประเทศ ปรับจากเดิมราคา 8,859,000 บาท เหลือเพียง 6,499,000 บาท ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Benz GLS 350 d 4MATIC AMG Premium และเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

Mercedes-Benz GLS 350 d 11

 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ประกาศปรับราคามอเตอร์ไซค์หลากหลายรุ่น

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในตลาดบิ๊กไบค์ไทยอย่างต่อเนื่อง ก้าวสู่ศักราชใหม่ด้วยการประกาศปรับราคามอเตอร์ไซค์หลายรุ่น เอาใจเหล่านักบิดไทยด้วยโอกาสในการเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์เหนือชั้นได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งการปรับราคาในครั้งนี้ ครอบคลุมมอเตอร์ไซค์ถึง 12 รุ่นในตระกูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมอเตอร์ไซค์เร้าใจสายสปอร์ต เช่น บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ดุดันปราดเปรียว เช่น บีเอ็มดับเบิลยู G 310 R มอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์คู่ใจขาลุยอย่างบีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure ไปจนถึงมอเตอร์ไซค์ Heritage สุดคลาสสิกในดวงใจของเหล่าไบค์เกอร์ เช่น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler โดยราคาใหม่มีผลแล้ววันนี้ ณ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ในตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ต่าง ๆ ตั้งแต่การเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่ครอบคลุมทั้งความต้องการด้านการขับขี่และไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ไปจนถึงการตอบโจทย์ความต้องการด้านการเงินด้วยข้อเสนอทางการเงินที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ซึ่งจากการศึกษาศักยภาพและความต้องการในตลาดบิ๊กไบค์ไทย เราเชื่อว่าการปรับราคาในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นและเพิ่มโอกาสให้ผู้ขับขี่ในประเทศไทยได้เป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์พรีเมียมที่เหนือระดับจากบีเอ็มดับเบิลยูในราคาที่เข้าถึงง่ายยิ่งขึ้น และเรายังคงมีแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งในตลาดไทยตลอดทั้งปี 2564 นี้ เพื่อนำเสนอจิตวิญญาณและสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดที่สามารถตอบโจทย์แฟน ๆ ชาวไทยได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เรายังเตรียมกิจกรรมฝึกทักษะการขับขีและทริปที่น่าสนุกอีกมากมายไว้ให้ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดได้ร่วมสร้างความทรงจำดี ๆ ร่วมกันในปีนี้”

การปรับราคาใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ครอบคลุมมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ดังนี้

รุ่นราคาเดิม (บาท)ราคาใหม่ (บาท)
บีเอ็มดับเบิลยู G 310 Rเริ่มต้นที่ 209,000170,000
บีเอ็มดับเบิลยู G 310 GSเริ่มต้นที่ 229,000195,000
บีเอ็มดับเบิลยู F 750 GSเริ่มต้นที่ 499,000เริ่มต้นที่ 419,000
บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GSเริ่มต้นที่ 575,000เริ่มต้นที่ 459,000
บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure675,000539,000
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XRเริ่มต้นที่ 895,000749,000
บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 Rเริ่มต้นที่ 675,000599,000
บีเอ็มดับเบิลยู R nineTเริ่มต้นที่ 1,110,000เริ่มต้นที่ 929,000
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S975,000799,000
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Racer975,000799,000
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure880,000699,000
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler975,000799,000

 

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดอย่างเป็นทางการทั่วประเท

อีตั้น กรุ๊ป ฉลองศักราชใหม่ เปิดตัว “All New Odyssey 2021” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย ราคาเริ่มต้นเพียง 2.7 ล้านบาท

0

ETON Group (อีตั้น กรุ๊ป) ผู้นําอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมนําเข้าสําหรับครอบครัวและผู้บริหาร พร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร นําโดยคุณพีรศุษม์ ตันติยันกุล กรรมการผู้จัดการและ คุณอัจฉรีย์ ตันติยันกุล ผู้อํานวยการฝ่ายขายและการตลาด ดําเนินงานมากว่า 27 ปี สร้างความฮือฮาอีกครั้งในวงการตลาดรถยนต์ ฉลองศักราชใหม่ กับการเปิดตัว เป็นครั้งแรก และที่แรกในประเทศไทย กับรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรูขนาด 7 ที่นั่ง  All New Odyssey 2021 ที่มาทั้งเครื่องยนต์ไฮบริด และเบนซิน พร้อมฟีเจอร์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่ออํานวยความสะดวก เพิ่มความสบาย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ใช้สอย รวมถึงสมรรถนะในการขับขี่สไตล์สปอร์ต เรียกได้ว่าเป็นรถยนต์สําหรับทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง

สําหรับ All New Odyssey 2021” นับเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 5 มีการปรับดีไซน์ให้เรียบหรูทั้งภายใน และภายนอก จุดเด่นที่สําคัญ คือ การเปิด-ปิดประตูสไลด์ทั้งสองด้าน โดยไม่ต้องสัมผัสหรือกดปุ่มใดๆ เรียกว่า Gesture-Control Door” ระบบเปิดปิดประตูโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัส เพียงแค่ใช้มือ หรือข้อศอกเพื่อควบคุม เพิ่มความสะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ All New Odyssey 2021” ยังมีการเพิ่มระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ  Honda Sensing แบบเต็มระบบ ไม่ว่าจะเป็น

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา (Blind Spot Monitor)

สําหรับ All New Odyssey 2021” มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริด ในชื่อ e:HEV (อี:เอชอีวี) เป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ด้วยการแบ่งหน้าที่การทํางานของเครื่องยนต์กับ มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว และแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน มีแรงบิดที่ทรงพลัง อัตราเร่งที่รวดเร็วทันใจ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

All New Odyssey 2021 เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่มีความหรูหรา ดีไซน์สปอร์ต ชูจุดเด่นด้วยการออกแบบให้เป็นรถยนต์ที่เหมาะสําหรับครอบครัว ดังนั้น จึงเน้นเรื่องความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสําคัญ สําหรับขุมพลัง All New Odyssey 2021 จาก อีตั้น กรุ๊ป มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ไฮบริด และเครื่องยนต์เบนซิน ดังนี้

เครื่องยนต์ไฮบริด (e:HEV HYBRID ABSOLUTE EX)

  • เครื่องยนต์ไฮบริด ขนาด 2.0 ลิตร
  • ทํางานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบ่งหน้าที่ในการขับเคลื่อนและชาร์จไฟฟ้ากลับไปยังแบตเตอรี่
  • ล้อขนาด 18 นิ้ว I ให้กําลังสูงสุด 145 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที
  • ขับเคลื่อนระบบเกียร์ E-CVT (Electrically-controlled Continuously Variable Transmission) ซึ่งมักใช้กับเครื่องยนต์ประเภท Hybrid อัตราความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 20 กม./ลิตร

เครื่องยนต์เบนซิน (ABSOLUTE EX)

  • เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร
  • ล้อขนาด 18 นิ้ว I ให้กําลังสูงสุด 175 แรงม้า (PS) ที่ 6,200 รอบ/นาที
  • แรงบิดสูงสุด 225 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที
  • ขับเคลื่อนระบบเกียร์ CVT 7 Speed + Paddle Shift (Continuous Variable Transmission) ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ทําให้รถยนต์นิ่งไม่มีความรู้สึกถึงการกระชาก หรือกระตุกในจังหวะเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังช่วยให้อัตราการ บริโภคน้ำมันลดลงอีกด้วย

All New Odyssey 2021” มีขนาดกว้าง 1,820 มม. ความยาว 4,855 มม. ความสูง 1,695 มม. รูปลักษณ์ภายนอกของเจนเนอเรชั่นนี้มีการปรับให้มีความสปอร์ตมากขึ้น แผงกันชนหน้าแบบใหม่ และกระจังหน้าเป็นดีไซน์ใหม่ที่เน้นส่วนของโครเมียมมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการดีไซน์ลายเส้นบนฝากระโปรง, ไฟหน้า LED ทรงใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม, ประตูท้ายและไฟท้ายทรงใหม่ เพิ่มความหรูหราขึ้นอีกด้วย สําหรับในรุ่นท็อป ยังมีจุดเด่นและฟังค์ชั่นที่น่าสนใจ เช่น สามารถเปิด-ปิดฝาท้ายด้วยระบบ Hand Free โดยใช้เท้าเตะ มีที่วางแขนขนาดใหญ่สำหรับฝั่งคนขับ มีระบบไฟ LED Ambient Light บริเวณเบาะโดยสารแถวกลาง รวมถึงขนาดล้ออัลลอยด์ที่ออกแบบมาพิเศษ 18 นิ้ว

อีกหนึ่ง Highlight สําคัญของ All New Odyssey 2021” ก็คือฟีเจอร์ที่อํานวยความสะดวกสําหรับผู้โดยสาร ที่ยังคงที่นั่ง 3 ตอน รองรับที่นั่งสูงสุด 8 ที่นั่ง เน้นความสบายของที่นั่งแถวกลาง ส่วนเบาะแถวหลัง สามารถถอดออกและปรับระดับมาทางด้านหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น สําหรับภายในห้องโดยสาร คอนโซลตกแต่งด้วยลายไม้นอกจากจะเพิ่มความสวยงามหรูหราแล้ว ยังเป็นการพรางช่องเก็บของอีกด้วย  สำหรับหน้าจอเพื่อความบันเทิงแบบสัมผัส (Touch Screen) ขนาด 10 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงยังรองรับการเชื่อมต่อจาก Apple Car Play และ Android Auto

ท่านที่สนใจสามารถเข้ามาสัมผัส และเปิดประสบการณ์กับ All New Odyssey 2021”ราคาเริ่มต้นเพียง 2.7 ล้านบาท อีตั้น กรุ๊ปยังมีรถยนต์อเนกประสงค์นําเข้าสุดหรูอีกมากมายรับชมได้ที่โชว์รูมของอีตั้น กรุ๊ป ทั้ง 4 สาขา ทั่วประเทศ ได้แก่ สํานักงานใหญ่ศรีนครินทร์ สาขารัชดาภิเษก สาขาเชียงใหม่ และสาขาขอนแก่น เปิดบริการทุกวันจันทร์ถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 18.30 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่เบอร์ 0-2789-9998 www.eton-import.com, https://www.facebook.com/ETONIMPORTGROUP, Instargram: etongroup, Line: @etongroup

เปิดตัวสุดปัง ALL-NEW MAZDA BT-50 ปิกอัพสุดหรูสไตล์เอสยูวี พร้อมส่งมอบรถใหม่ให้ลูกค้าทันที

0

มาสด้าประกาศสงครามรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda BT-50 เจนเนอเรชั่นใหม่ ผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ รถปิกอัพที่ออกแบบอย่างสง่างามที่สุดโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด ราคาเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท

มาสด้าเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับตลาดปิกอัพ ด้วยการส่ง All-New Mazda BT-50 เจนเนอเรชั่นใหม่ กับแนวคิด “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว รับดอกเบี้ย 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 เพื่อแทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ที่สำคัญมาสด้าพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที