Home Blog Page 5

“LEPAS” เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ พร้อมเคาะราคา LEPAS L6 EV

0
เลอพาส 1

LEPAS ประกาศรุกตลาดไทยเต็มรูปแบบในฐานะหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตผ่านการผสานดีไซน์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด

เลอพาส 2

LEPAS (เลพาส) แบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวีระดับสากล ภายใต้ Chery Group จัดงานเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด Drive Your Elegance” ซึ่งสะท้อนปรัชญาของแบรนด์ในการผสานความสง่างามของงานออกแบบ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเผยโฉม LEPAS L6 EV รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมเอสยูวีรุ่นใหม่ และประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการโดยเปิดรับจองแล้ววันนี้ และพร้อมส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาค

รุ่น Premium เริ่มต้นที่ 829,900 บาท Special Offer 799,900 บาท*

รุ่น Comfort เริ่มต้นที่ 769,900 บาท

*จนถึง 31 สิงหาคม 2569

เลอพาส 3

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ LEPAS ในการขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ โดยประเทศไทยได้รับการวางให้เป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของแบรนด์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ ตลอดจนความพร้อมของผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ LEPAS เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในภูมิภาค และเป็นตลาดสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค

เลอพาส 4

สำหรับ LEPAS การเดินทางในอนาคตไม่ได้หมายถึงเพียงการพาผู้คนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง แต่คือการยกระดับทุกช่วงเวลาระหว่างการเดินทางให้เป็นประสบการณ์ที่สะท้อนตัวตน รสนิยม และคุณภาพชีวิต รถยนต์จึงได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าพาหนะ แต่เป็นพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่ผสานความงดงาม เทคโนโลยี และความสะดวกสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ภายใต้แนวคิด “ Drive Your Elegance ” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์ในทุกตลาดทั่วโลก

เลอพาส 6

ในฐานะแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวี ระดับสากล LEPAS มุ่งสร้างความแตกต่างผ่านแนวคิด Premium Mobility ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ เทคโนโลยีอัจฉริยะ ประสบการณ์ผู้ใช้งาน และคุณภาพในทุกองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสมรรถนะ ความยั่งยืน และคุณค่าทางอารมณ์ของการเดินทาง ตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์ซึ่งสะท้อนทั้งไลฟ์สไตล์และตัวตน

เลอพาส 8

คุณจ้าย เสี่ยวปิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LEPAS กล่าวว่า “ประเทศไทยถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของ LEPAS ในการขยายสู่ตลาดโลก และเป็นประเทศแรกที่เราเลือกเปิดตัว LEPAS L6 EV เพราะเราเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ รวมถึงผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ LEPAS ในการสร้างแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับโลก ที่มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ผสานระบบอัจฉริยะ นวัตกรรมด้านพลังงาน และการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ ชีวิต เพื่อให้ทุกการเดินทางสะดวกสบาย ปลอดภัย และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เราเชื่อว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดคือเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง”

เลอพาส 9

“จากประเทศไทย LEPAS จะเดินหน้าขยายธุรกิจสู่ตลาดสำคัญทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และเครือข่ายบริการอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าภายในปี 2030 ในการขยายการดำเนินงานสู่ มากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก มียอดจำหน่ายรถยนต์ 1 ล้านคันต่อปี พร้อมสร้างเครือข่าย โชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 2,000 แห่ง เพื่อรองรับลูกค้าในทุกตลาด เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ LEPAS ในการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก พร้อมส่งมอบนวัตกรรม คุณภาพ และบริการระดับสากล เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรและผู้บริโภคทั่วโลก”

คุณชาล หวัง ผู้อำนวยการบริหาร LEPAS ประเทศไทย กล่าวว่า “การเปิดตัว LEPAS อย่างเป็นทางการในประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ทั้งในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ การเติบโตของตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ และผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เราจึงไม่ได้เข้ามาเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่ผสานการออกแบบ เทคโนโลยี และคุณภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว”

คุณชาล กล่าวเพิ่มเติมว่า “แนวคิด “ Drive Your Elegance “ไม่ได้สะท้อนเพียงปรัชญาการออกแบบของ LEPAS แต่ยังเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจของแบรนด์ เรามุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาด ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นผ่านเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย การบริการหลังการขาย และประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อให้ LEPAS เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในประเทศไทย”

เลอพาส 10

ภายในงาน LEPAS ได้เปิดตัว LEPAS L6 EV อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์ที่สะท้อนแนวคิด “A Global High-Quality Tech SUV” ถ่ายทอดปรัชญา “ Drive Your Elegance ” ผ่านการผสานงานออกแบบระดับพรีเมียม เทคโนโลยีอัจฉริยะ และนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาด เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่

LEPAS L6 EV ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด Leopard Aesthetics ที่ถ่ายทอดความสง่างามควบคู่กับความคล่องตัวและพลังในการเคลื่อนไหวอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ ห้องโดยสารที่กว้างขวางพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ และระบบความปลอดภัยที่ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานระดับโลก เพื่อมอบความสะดวกสบาย ความมั่นใจ และคุณภาพการเดินทางในทุกเส้นทาง

LEPAS เชื่อว่าความหรูหราในยุคใหม่ไม่ได้วัดจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสานระหว่างการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ เทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง และประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานในทุกวัน แนวคิดดังกล่าวจึงถูกนำมาถ่ายทอดผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกคันของแบรนด์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของ Premium Mobility ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

ควบคู่ไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ LEPAS ยังเดินหน้าสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถที่ครอบคลุมในทุกมิติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในระยะยาว

คุณจิตติศักดิ์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการด้านการขายและการพัฒนาเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย LEPAS ประเทศไทย กล่าวว่า “การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคคือหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของ LEPAS ในประเทศไทย นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเทคโนโลยีระดับโลกแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกช่วงของการเป็นเจ้าของรถ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การส่งมอบรถ ไปจนถึงการบริการหลังการขาย”

“ภายในปี 2569 LEPAS มีแผนขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้ครอบคลุม 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบบริการหลังการขาย การบริหารจัดการอะไหล่ และการฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าชาวไทยในระยะยาว”

ในระยะต่อไป LEPAS จะเดินหน้าสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมทางการตลาด การสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภค และความร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทย ควบคู่กับการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ และก้าวสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ยานยนต์พรีเมียมเอสยูวี ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทย

นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี LEPAS ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค ผ่านการทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของตลาดในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค LEPAS พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การสื่อสารแบรนด์ และการบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นเจ้าของรถยนต์

ด้วยแนวคิด “ Drive Your Elegance ” LEPAS มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ของการเดินทางแห่งอนาคต ผ่านการผสมผสานระหว่างความงดงามของการออกแบบ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และแนวคิดด้านความยั่งยืน โดยเชื่อว่ารถยนต์ในยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สะท้อนตัวตน ความต้องการ และคุณค่าของผู้ใช้งาน

เปิดตัวแบรนด์ LEPAS ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างรากฐานในตลาดไทย โดยแบรนด์จะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ การบริการ และระบบนิเวศทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ฉลอง 65 ปี ในประเทศไทย ประกาศทิศทางแบรนด์ใหม่ “Enjoy The Ride”พร้อมพา “มิตซูรุ” แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ ชวนคนไทยออกไปใช้ชีวิตให้ “จอยได้ทุกเส้นทาง”

0
Mitsubushi 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด  ฉลองครบรอบ 65 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ประกาศทิศทางแบรนด์ใหม่ “Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง” ตอกย้ำภาพลักษณ์ “แบรนด์ที่ช่วยยกระดับและเติมเต็มการใช้ชีวิต” ผ่านยนตรกรรมคุณภาพที่เข้าใจทุกสภาพเส้นทาง ความเชี่ยวชาญด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีการขับขี่ ควบคู่กับการดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ พร้อมเปิดตัว “มิตซูรุ” (MITSURU) แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ เพื่อร่วมถ่ายทอดพลังแห่งความสนุกสนานและแรงบันดาลใจ ชวนลูกค้าทุกเจเนอเรชันให้ออกไปใช้ชีวิตอย่างเต็มที่และมีความสุขในทุกการเดินทาง

Mitsubushi  3

 

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ในโอกาสครบรอบ 65 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เราขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ เครือข่ายผู้จำหน่าย และพนักงานทุกคน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางกว่า 6 ทศวรรษ และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ทำให้เราไม่เคยหยุดพัฒนา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ภาคภูมิใจ ไม่ได้มีเพียงการส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หรือการบริการที่เป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ได้รับจากลูกค้า ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการสร้างการจ้างงาน และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศไทย

Mitsubushi  2

ความไว้วางใจและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เราพร้อมก้าวสู่บทใหม่ของแบรนด์ภายใต้แนวคิด ‘Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง’ เพราะเราเชื่อว่าบทบาทของรถยนต์ในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับผู้คน ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะเพื่อการเดินทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในทุกช่วงเวลาที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การใช้เวลากับครอบครัว หรือการออกไปสร้างความทรงจำใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมุ่งสู่การเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นแบรนด์ที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น ผ่านยนตรกรรมที่ผสานวิศวกรรมญี่ปุ่นอันเป็นจุดแข็งของแบรนด์ เข้ากับความเข้าใจในสภาพถนนที่หลากหลาย และความต้องการของผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ความสุข และความหมายโดยมี ‘มิตซูรุ’ แบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ เป็นตัวแทนในการถ่ายทอดพลังแห่งความสนุก ความมีชีวิตชีวาและแรงบันดาลใจ เพื่อชวนทุกคนออกไปค้นพบความหมายของการเดินทาง และใช้ชีวิตให้จอยในแบบของตัวเอง”

Mitsubushi 4

นับตั้งแต่ปี 2504 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้อยู่เคียงข้างประเทศไทยในฐานะแบรนด์รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยหัวใจหลักของการดำเนินงานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปรัชญา ”KOE” () การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 65 ปีที่ผ่านมา จนสามารถขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของไทย และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในระดับโลก ด้วยยอดการผลิตรถยนต์สะสมกว่า 7 ล้านคัน พร้อมส่งออกรถยนต์ที่ผลิตโดยฝีมือคนไทยไปยังกว่า 120 ประเทศทั่วโลกแล้วกว่า 5 ล้านคัน

Mitsubushi 6

ด้วยวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ที่ช่วยเติมเต็มทุกมิติของการใช้ชีวิต มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้มุ่งพัฒนายานยนต์คุณภาพสูงที่ให้ทั้งความแข็งแกร่ง ความทนทาน ความปลอดภัย และความมั่นใจ เพื่อรองรับการเดินทางไปใช้ชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ภายใต้แนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ “Expert in Any Road Condition”หรือ “ผู้เชี่ยวชาญในทุกสภาพถนน” โดยหลอมรวมความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมมาตรฐานญี่ปุ่น เข้ากับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้งานชาวไทย ผ่านการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมวิจัยและพัฒนาของทั้งสองประเทศ ตัวอย่างเช่น มิตซูบิชิ เอ็กซ์ฟอร์ส เอชอีวี ที่ได้มีการขับทดสอบบนทุกสภาพถนนในเมืองไทยกว่า 100,000 กิโลเมตร เพื่อปรับจูนรถยนต์ให้ตอบสนองการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Mitsubushi 6

ความเชี่ยวชาญดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ผ่านการแข่งขัน เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ (AXCR) ซึ่งถือเป็นสนามทดสอบสมรรถนะและความสามารถในการรับมือกับเส้นทางที่ท้าทาย โดยข้อมูลเชิงเทคนิคที่ได้จากมอเตอร์สปอร์ตนี้จะถูกนำมาใช้ในการพัฒนารถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายจริง นอกจากนี้ องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากการพัฒนายานยนต์และการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตยังถูกนำมาต่อยอดเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD-II อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มอบความมั่นใจและการควบคุมที่เหนือกว่าในทุกเงื่อนไขของเส้นทาง รวมถึงแนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ในกลุ่มรถยนต์ไฮบริด ซึ่งผสานการทำงานของระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC)  เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้สนุก ปลอดภัย และสะดวกสบาย

Mitsubushi  7

นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ด้วยการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจ จริงใจ และพิถีพิถันในทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ Omotenashi (おもてなし) ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้ลูกค้าในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถยนต์

Mitsubushi  9

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าสานต่อความเชี่ยวชาญด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ ผ่านการนำเสนอยนตรกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยยกระดับและเติมเต็มการใช้ชีวิต ซึ่งรวมถึง “ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร” ที่มีกำหนดเปิดตัวครั้งแรกของโลกในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพื่อส่งต่อจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในแบบ “Enjoy The Ride จอยได้ทุกเส้นทาง”

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ‘โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ’ พิสูจน์สมรรถนะงานหนักจากผู้ใช้งานจริง

0

ถังคอนกรีตหนักหลายตัน เส้นทางในสวนที่แคบ ท้าทาย และเต็มไปด้วยโคลนหรือหญ้าลื่น หรือการลากจูงเรือลำใหญ่ลงสู่ผืนน้ำในพื้นที่จำกัด ล้วนเป็น ‘งานหนัก’ ที่ต้องการมากกว่าแค่รถกระบะทั่วไป

เพราะในโลกการทำงานจริง ไม่มีโจทย์ใดเหมือนกัน ฟอร์ดจึงพัฒนา ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะที่พร้อมรับมือกับภารกิจหนักตั้งแต่ออกจากโรงงาน ด้วยพิกัดน้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุด (GVM) ถึง 4,500 กิโลกรัม ความสามารถในการลากจูงสูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม พร้อมน้ำหนักรวมบรรทุกและลากจูง (GCM) สูงสุดถึง 8,000 กิโลกรัม

แต่ตัวเลขเหล่านี้จะไม่มีความหมายเลย หากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในชีวิตจริง และนี่คือเรื่องราวจากผู้ใช้งานจริงที่เปลี่ยน ‘ความท้าทาย’ ให้กลายเป็น ‘ความสำเร็จ’ ด้วย ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้

แบกได้ ไม่มีสะดุด — เมื่อทุกเที่ยวส่งของคือต้นทุนทางธุรกิจ

สำหรับ คุณเฉลิมชัย ตะมะพุฒ เจ้าของบริษัท เฟอร์โรซีเมนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับถังบำบัดน้ำเสีย ถังกักเก็บน้ำ การบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมากไปส่งลูกค้าตามหน้างานต่าง ๆ คือภารกิจประจำวัน ขณะที่การใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่อาจไม่ตอบโจทย์ด้านต้นทุนสำหรับการขนส่งสินค้าทีละชิ้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถกระบะขนาดกลางคันแรกในตลาดไทยที่รองรับพิกัดน้ำหนักรวมบรรทุกสูงสุด 4,500 กิโลกรัม จึงช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างความคล่องตัวของรถกระบะและความสามารถในการรองรับงานบรรทุกหนักที่รถกระบะทั่วไปอาจ ’แบกไม่ไหว’ ได้อย่างลงตัว

“ก่อนหน้านี้กังวลมากว่ารถจะรับน้ำหนักได้จริงหรือไม่ เพราะถังบำบัดน้ำเสียแต่ละใบมีน้ำหนักมาก แต่พอได้ลองใช้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ก็พบว่าตอบโจทย์งานตรงจุด บรรทุกเต็มคันรถยังขับได้นิ่ง ควบคุมง่าย ไม่ต้องกลัวรถเสียหายและยังช่วยให้งานสำเร็จได้อย่างง่ายดาย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทางจะลื่นและวิบากแค่ไหน ก็ไปต่อได้อย่างมั่นใจ

ที่สวนมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดมหาสารคาม คุณทัศพร ศรีสม ต้องเผชิญกับเส้นทางที่เปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ทั้งโคลน หญ้าลื่น และทางขรุขระในสวน ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งผลผลิตในแต่ละวัน

“พื้นสวนบ้านเรามีทั้งโคลนและหญ้าลื่น โดยเฉพาะช่วงฝนตกที่เส้นทางจะยิ่งท้าทาย แต่เมื่อใช้โหมดขับขี่ทางโคลนในฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ รถยึดเกาะดีมาก ควบคุมง่าย และช่วยให้ขับเข้า-ออกสวนได้อย่างมั่นใจทุกวัน” คุณทัศพร กล่าว

นอกจากสมรรถนะและเทคโนโลยีช่วยเหลือในการขับขี่ในสภาพเส้นทางที่หลากหลายแล้ว ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักสูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม ยังช่วยให้คุณทัศพรขนผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้มากขึ้นในแต่ละเที่ยว ขณะที่ดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในที่โดดเด่น ดุดัน ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจเมื่อต้องเดินทางไปพบลูกค้า

ลากจูงหนักได้ ควบคุมง่ายสำหรับทุกคน

การลากเรือหรือเจ็ทสกีขนาดใหญ่ลงท่าเทียบเรือที่มีความลาดชันและพื้นที่จำกัด มักถูกมองว่าเป็นงานเฉพาะทางที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชายร่างกายกำยำเท่านั้น แต่สำหรับนักธุรกิจหญิงท่านนี้ เธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ‘เทคโนโลยีและสมรรถนะรถที่ดี’ สามารถทลายทุกข้อจำกัดได้อย่างสิ้นเชิง

คุณนก เอกเขนก เจ้าของร้านเอกเขนก จังหวัดฉะเชิงเทรา ตัวแทนของผู้หญิงแกร่งขับกระบะ กล่าวถึงฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ไว้ว่า “หลายคนชอบคิดว่ารถกระบะคันใหญ่ขับยาก และยิ่งถ้าต้องลากจูงเรือพ่วงไปด้วยยิ่งดูเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้หญิง แต่พอได้มาสัมผัสฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ความรู้สึกกังวลทั้งหมดก็หายไป รถขับง่ายและนุ่มนวลมาก พวงมาลัยเบาแต่แม่นยำ ช่วงล่างนิ่ง หนึบ จนเราแทบไม่รู้สึกเลยว่ากำลังลากภาระหนักอยู่ข้างหลัง ยิ่งตอนถอยเรือลงท่าน้ำในพื้นที่แคบๆ รถก็ควบคุมง่าย ไม่สร้างความเครียดให้คนขับเลย”

ด้วยความสามารถในการลากจูงสูงสุด 4,500 กิโลกรัม ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ จึงช่วยให้การลากจูงภาระหนักเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น พร้อมมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์

งานเหมือง งานสวน หรืองานหนักแบบไหน ก็พร้อมลุย

สำหรับคุณประกิต ทองแท่งไทย เจ้าของโรงโม่หินประทานพร รถที่ใช้ทำงานในเหมืองต้องพร้อมเผชิญกับเส้นทางที่คาดเดาไม่ได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นทางลาดชันหรือเส้นทางทรายที่ควบคุมได้ยาก ขณะที่คุณมาโนช หนาแน่น เจ้าของสวนทุเรียน จังหวัดระยอง ต้องการรถที่ทำหน้าที่ได้ครบทั้งบรรทุก เดินทาง และเข้าถึงพื้นที่สวนที่มีทางแคบลาดชัน

ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล วี6 กำลังสูงสุด 210 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมโหมดช่วยเหลือการขับขี่ 7 โหมด และระบบช่วยเลี้ยวในทางออฟโรด (Trail Turn Control) ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ จึงพร้อมสนับสนุนผู้ใช้งานให้ผ่านทุกเงื่อนไขของหน้างานได้อย่างมั่นใจ

“เมื่อก่อนต้องใช้รถหลายคันสลับกันเพื่อทำงานในสวน แต่พอเปลี่ยนมาใช้ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ คันเดียวก็ช่วยตอบโจทย์ได้ครบ ทั้งบรรทุกของ ขึ้นทางชัน และเข้าทางแคบในสวนได้สะดวก ไม่ว่าทางจะโหดแค่ไหน ซูเปอร์ ดิวตี้ ก็พาไปได้ทุกเส้นทาง” คุณมาโนช กล่าว

 

โหดได้เรื่อง ดุได้ใจ เพราะงานหนักต้องการมากกว่าความแข็งแกร่ง

ภายใต้ภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง ดุดัน และพร้อมลุย ของฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ คือรถกระบะที่ออกแบบโดยใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานจัดการงานหนักได้อย่างคล่องตัว มั่นใจ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เรื่องราวจากผู้ใช้งานจริงเหล่านี้เปรียบเสมือนข้อพิสูจน์ว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแค่รถกระบะสำหรับบรรทุกหนักหรือลากจูง แต่คือ ‘คู่คิดทางธุรกิจ’ และ ‘ผู้ช่วยส่วนตัว ที่ช่วยให้ทุกคนไปได้ไกลกว่าเดิม ไม่ว่างานจะหนัก หน้างานจะโหด หรือเส้นทางจะท้าทายเพียงใด… คุณก็ทำได้มากกว่าที่เคย

รับชมวิดีโอไฮไลท์ความแกร่งของฟอร์ด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้จากผู้ใช้งานจริงได้ที่ เฟซบุ๊ก ฟอร์ด ร่วมสัมผัสและพิสูจน์ความแกร่งระดับซูเปอร์ ดิวตี้ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์และบริการของฟอร์ดได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

MG Primus ฉลองครบรอบ 11 ปี ตอกย้ำความสำเร็จ จัดแคมเปญใหญ่ขอบคุณลูกค้า

0

MG Primus ฉลองความสำเร็จครบรอบ 11 ปี เติบโตอย่างแข็งแกร่งในตลาดไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการครบวงจร ด้วยการให้บริการดูแลรถยนต์มากกว่า 3 แสนครั้ง โดยทีมช่างมืออาชีพระดับประเทศ พร้อมส่งมอบประสบการณ์สุดพรีเมี่ยม กับกิจกรรมและแคมเปญพิเศษมากมาย เริ่มวันนี้ ถึง 30 กันยายน ศกนี้ ที่โชว์รูม MG Primus ทั้ง 5 สาขา

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทในเครือ MG Primus และ Primus Group เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา MG Primus ได้ร่วมพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์และองค์กรเคียงข้าง บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด มาโดยตลอด โดย MG Primus เดิมดำเนินธุรกิจภายใต้ชื่อ Best Auto Sales ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น MG Primus เพื่อสะท้อนการเติบโตขององค์กรและทิศทางธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า การส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่า และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้องค์กรเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับแนวหน้าของผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ MG ในประเทศไทย

นอกจากนี้ MG Primus ยังได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนาน โดยมีการส่งมอบรถยนต์ MG ให้กับลูกค้ามากกว่า 30,000 คัน และดูแลลูกค้าเข้ารับบริการหลังการขายมากกว่า 300,000 ครั้ง ด้วยทีมงานคุณภาพที่มากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดูแลรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เครื่องสันดาป

พร้อมรองรับการบริการงานซ่อมสีและตัวถัง ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย วัสดุคุณภาพสูง และอะไหล่แท้ 100%  เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานการซ่อม ด้วยการรับประกันงานซ่อมนาน 1 ปี และรองรับการเคลมประกันภัยจากบริษัทประกันชั้นนำทุกแห่ง ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบบริการที่ครบวงจร มีคุณภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลเกียรติยศมากมาย ทั้งด้านการขายและบริการหลังการขาย ในประเภทบุคคล และองค์กร

“ในนามของ MG Primus ผมขอขอบคุณลูกค้าคนสำคัญทุกท่าน รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ อย่าง บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) และ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ที่เป็นแรงผลักดันสำคัญ ช่วยให้เราเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายในตลาดรถยนต์เมืองไทย”

ในโอกาสครบรอบ 11 ปี MG Primus ได้จัดกิจกรรมพิเศษแทนคำขอบคุณ โดยมอบสิทธิ์ประโยชน์มากมาย เมื่อทดลองขับรถ MG ในงาน Showroom Event หรืองาน Test Drive Cafe และสำหรับลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์ MG Primus มียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไป รับทันที! ส่วนลดค่าแรง 10% และส่วนลดค่าอะไหล่ 15% พร้อมรับฟรี! กระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิสุดพรีเมี่ยม

พิเศษ! สำหรับผู้ที่จองและรับรถยนต์ MG ทุกรุ่น รับสิทธิ์พิเศษเพิ่มเติม พร้อมรับของขวัญฉลองครบรอบ 11 ปี ฟรี! เฉพาะที่โชว์รูมและศูนย์บริการศูนย์บริการ MG Primus ทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สาขาเพชรเกษม 65, บางนา กม.5,  บายพาส ชลบุรี, พัทยา นาจอมเทียน และหางดง เชียงใหม่ เริ่มวันนี้ ถึง 30 กันยายน ศกนี้

“MG Primus ยังคงมุ่งมั่นยกระดับการดูแลและบริการลูกค้าอย่างครบวงจรในระยะยาว เช่นเดียวกับทุกแบรนด์ภายใต้ Primus Group เพราะเราเชื่อว่า ‘การบริการที่ดีไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันส่งมอบรถ’ แต่คือการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ เราพร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการบริการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดและสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าทุกคน ตามสโลแกน ‘เรื่องรถ ให้ไพรม์มัสดูแล’” นายจิระพล กล่าวทิ้งท้าย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายครึ่งปีแรก เซกเมนต์ BEV ในไทยเติบโตกว่า 130% ลุยพลิกโฉมประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ยืดหยุ่นขึ้นด้วย FLEX Mobility Campaign

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แถลงข่าวผลประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ชูการเติบโตของเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยตัวเลขการเติบโตกว่า 130% สะท้อนความสำเร็จของ The all-new electric CLA พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Mobility Solutions Provider ผ่านการรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายครั้งใหญ่ ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” ที่มาพร้อมคอนเซปต์ “Flex to fit you” กับประสบการณ์การเป็นเจ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น นำเสนอแพ็กเกจ StarChoice ที่ให้เลือกเสริมออปชันได้ทั้งแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” โปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” และโปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” โดยมีแพ็กเกจสูงสุดที่ครอบคลุมทั้ง 3 รายการ เพียง 6,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ลูกค้าสามารถประหยัดได้สูงสุดถึง 400,000 บาท* เมื่อเทียบกับการซื้อแพ็กเกจในราคาปกติ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้าทั้งลูกค้าทั่วไป ลูกค้านิติบุคคล และลูกค้าองค์กรที่ซื้อรถยนต์แบบฟลีท (Fleet Sales) โดยเริ่มแคมเปญตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับยอดขายรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 สามารถสร้างยอดขายได้กว่า 511,900 คัน โดยเซกเมนต์ที่โดดเด่นที่สุดคือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเติบโตถึง 50% ด้วยยอดขายกว่า 52,900 คัน คิดเป็นสัดส่วน 13% จากยอดขายรวมของรถยนต์ในกลุ่ม Passenger Cars ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรุ่นที่เปิดตัวล่าสุดอย่าง The all-new electric CLA, และ GLC นอกจากนี้ยังมีการเปิดรับจอง The all-new electric C-Class ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พร้อมประกาศเปิดตัว The all-new electric GLA แบบ World Premiere ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ และสำหรับเซกเมนต์ Top-End Vehicle ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเปิดตัว The new S-Class และ The new Mercedes-Maybach S-Class ในช่วงไตรมาสแรกของปี โดยมีแผนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วงปลายปีนี้

โดยในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีตัวเลขจดทะเบียนสะสม 3,557 คัน และยอดขายรวม 2,845 คัน ตอกย้ำกระแสความนิยมในเซกเมนต์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงถึง 130% จากความสำเร็จของ The all-new electric CLA ที่สร้างยอดขายกว่า 300 คัน ภายในระยะเวลา 2 เดือน และมียอดจองสะสมอีกกว่า 1,350 คัน โดยกำลังการผลิตของรุ่นดังกล่าวอยู่ที่ 100–200 คันต่อเดือน ผ่านโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ของบริษัทในกลุ่มธนบุรี (Thonburi Group) ซึ่งมีการร่วมมือกับบริษัท เพาเวอร์ เทค เอ็นเนอยี โซลูชั่น จำกัด (Power Tech Energy Solutions) ในการจัดหาแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ในกลุ่ม Top-End Vehicle สำหรับแบรนด์ Mercedes-Maybach มีการเติบโตขึ้น 83% และ G-Class เติบโตขึ้น 100% โดยรถยนต์ในกลุ่มปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราการเติบโตทั้งเซกเมนต์อยู่ที่ 34% และในส่วนของรถแวนมี 2 รุ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง นำโดย Sprinter ที่เติบโตขึ้น 83% และ V-Class เติบโตขึ้น 14% สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จภาพรวมในแต่ละเซกเมนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย

มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากตัวเลขผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเรายังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้สถานการณ์ความท้าทายรอบด้านที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเติบโตในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแผนการขยาย Product Portfolio ของแบรนด์ อย่างในประเทศไทยที่มีโมเดลสำคัญอย่าง The all-new electric CLA และในช่วงครึ่งปีหลัง เรายังมีโมเดลที่จะเข้ามาสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยอีกมากมาย ทั้งในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% และเซกเมนต์ Top-End Vehicle

ในปี 2569 นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และการเฉลิมฉลอง 140 ปี แห่งนวัตกรรมยานยนต์ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญของเราคือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ซึ่งเราแสดงให้เห็นผ่านโมเดลธุรกิจ Retail of the Future และในก้าวต่อไป เรามีความตั้งใจที่จะยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะ Mobility Solutions Provider ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทุกคน ภายใต้ “FLEX Mobility Campaign” กับแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและบริการหลังการขายที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ “Pre-FLEX” ขั้นตอนการตัดสินใจซื้อรถที่ลูกค้าสามารถเลือกปรับแต่งแพ็กเกจได้ตามความต้องการ ผ่านบริการของ StarChoice ต่อเนื่องด้วย “We-FLEX” ที่เราจะร่วมออกแบบประสบการณ์ร่วมกันกับลูกค้า ผ่านกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์และสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ตลอดระยะเวลาการเป็นเจ้าของ และสุดท้ายกับ “Re-FLEX” ที่จะเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดสัญญา ลูกค้าจะสามารถตัดสินใจได้ 3 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการคืนรถยนต์ให้ทางบริษัทฯ (Return)

การขยายเวลาการทำสัญญาผ่อนชำระ (Refinance) หรือการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ (Retain) โดยทั้งหมดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแคมเปญ FLEX ที่จะมอบทั้งความยืดหยุ่น การเดินทางที่ไร้รอยต่อ และประสบการณ์ที่ลูกค้าทุกคนมีส่วนร่วมในการออกแบบได้ตามสไตล์ของตัวเอง”

FLEX Mobility Campaign ประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่ยืดหยุ่นได้ตามสไตล์คุณ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้มีการเปิดตัว “FLEX Mobility Campaign” พร้อมการรีแบรนด์ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินและการบริการหลังการขาย โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารให้อยู่ภายใต้แพ็กเกจ “StarChoice” ซึ่งจะประกอบไปด้วยแผนประกันภัยชั้น 1 “StarProtection” (จากเดิม MB Protection) โปรแกรมครอบคลุมการบำรุงรักษาตามระยะทาง “StarCare” (จากเดิมคือ MBSP Easy Care) และโปรแกรมการขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ “StarGuarantee” (จากเดิม MBSP Extra Guarantee)

ภายใต้แคมเปญ FLEX ลูกค้าจะสามารถเลือกเสริมออปชันได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ แพ็กเกจแบบ 1 รายการ ราคา 3,000 บาท แพ็กเกจแบบ 2 รายการ ราคา 5,000 บาท ไปจนถึง Full Package ที่จะครอบคลุมทั้งหมด 3 รายการ ตลอดระยะเวลาของสัญญา 3-5 ปี ในราคา 6,000 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวจะถูกนำไปรวมกับค่างวดเริ่มต้นของรถยนต์รุ่นที่ลูกค้าเลือก โดยในเฟสแรกจะมีรถยนต์ที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมด 8 รุ่น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามรายละเอียดดังนี้

  • กลุ่มที่ 1: เงินชำระงวดแรก 500,000 บาท
    • GLA 200 AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 27,000 บาท
    • The all-new electric CLA ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
    • C 220 d AMG Line (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 30,000 บาท
    • C 350 e AMG Dynamic (Night Edition) ผ่อนเริ่มต้น 34,000 บาท
  • กลุ่มที่ 2: เงินชำระงวดแรก 750,000 บาท
    • E 220 d AMG Line ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
    • E 350 e AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 36,500 บาท
    • E 350 e Exclusive ผ่อนเริ่มต้น 30,500 บาท
    • GLC 350 e 4MATIC Coupe AMG Dynamic ผ่อนเริ่มต้น 40,000 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด

สำหรับลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ FLEX สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือดูรายละเอียดแคมเปญผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

GWM ส่งมอบ GWM ORA 5 EV เสริมทัพบริการรถเช่า Budget Thailand ตอบรับเทรนด์การเดินทางประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM ได้รับความไว้วางใจในคุณภาพและการบริการหลังการขาย จากบริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด ผู้ให้บริการรถเช่าในนาม Budget Thailand ในเครือสหพัฒน์ ในการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า GWM ORA 5 EV เพื่อขยายธุรกิจฟลีทรถเช่ารองรับความต้องการของลูกค้าทั้งกลุ่มบุคคลและองค์กรทั้งในภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการนำเสนอทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย ล้ำหน้า ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

GWM และ บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด  เล็งเห็นแนวโน้มความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในไทย รวมถึงโอกาสการขยายตัวของบริการรถเช่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การเดินทางที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในอนาคต  โดย Budget Thailand มีแผนนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเข้าประจำการในพื้นที่สำคัญที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ สาขาสนามบินสุวรรณภูมิ, สาขาสนามบินดอนเมือง, สาขาพระราม 9 (RCA), สาขานิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง และสาขาพัทยา ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน การคมนาคม และการท่องเที่ยวของประเทศไทย รองรับทั้งกลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางในประเทศไทย  ซึ่ง GWM ORA 5 EV ได้รับการคัดเลือกให้เป็นรถยนต์รุ่นแรกสำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ด้วยจุดเด่นด้านการเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ผลิตในประเทศไทยจาก GWM Smart Factory จังหวัดระยอง ที่พร้อมมอบเทคโนโลยีความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่ครบครัน ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ตอบโจทย์การใช้งานในไทยทั้งในเมืองและต่างจังหวัด รวมถึงพื้นที่ใช้สอยเอนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั้งลูกค้าทั่วไป นักท่องเที่ยว และลูกค้าองค์กร

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่องค์กรชั้นนำของประเทศมีต่อ GWM ในฐานะแบรนด์ยานยนต์ที่มีความมั่นคง  และเติบโตในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านการผลิต การพัฒนาเครือข่ายการขายและบริการหลังการขาย ตลอดจนการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในไทยได้อย่างแท้จริง โดยพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการ ได้รับเกียรติจาก นายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิลด์คลาส เรนท์ อะ คาร์ จำกัด (Budget Thailand) เป็นผู้แทนรับมอบรถยนต์ไฟฟ้า GWM ORA 5 EV   โดยมี นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (ประเทศไทย)  พร้อมคณะผู้บริหารของทั้งสองบริษัท ร่วมในพิธีส่งมอบ ณ คิงบริดจ์ ทาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็ว ๆ นี้

วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธานฝ่ายการตลาด GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ขอขอบคุณ Budget Thailand สำหรับความร่วมมือครั้งแรกระหว่างสององค์กร และขอขอบคุณที่ให้ความไว้วางใจเลือก GWM ORA 5 EV เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของฟลีทรถเช่าในครั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของ Budget Thailand  ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำ ที่มีต่อคุณภาพ มาตรฐาน และศักยภาพของ GWM ORA 5 EV ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย และถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณเชิงบวกต่อโอกาสการเติบโตของธุรกิจฟลีทในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า  โดย GWM พร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในภาคธุรกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน”

BIG MOTOR SALE 2026 นำทัพยานยนต์ชั้นนำ รวม 30 แบรนด์ เปิดเวทีซื้อ – ขาย 21 – 30 สิงหาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา

0

บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด ประกาศความพร้อมจัดงาน BIG MOTOR SALE 2026 มหกรรมแสดงและจำหน่ายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “เราจะยกโชว์รูม มาขายที่นี่!” พร้อม “เปิดทางเลือกใหม่ให้ผู้ซื้อ และผู้จำหน่าย” ผนึกกำลังผู้ผลิตผู้จำหน่ายยานยนต์แบรนด์ชั้นนำ มาร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง สร้างแรงกระตุ้นการตัดสินใจซื้อรถใหม่และผลักดันเม็ดเงิน หมุนเวียนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 21 – 30 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร

คุณจรวย ขันมณี ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “BIG MOTOR SALE ก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 ด้วยเป้าหมายในการ เป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ได้พบกันภายใต้เงื่อนไขที่คุ้มค่าในช่วงครึ่งปีหลัง ผ่านข้อเสนอพิเศษจากผู้ประกอบการ พร้อมเป็นเวทีส่งเสริมการขายที่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ของตลาดยานยนต์ภายใต้บรรยากาศเสมือนการยกโชว์รูม จากทุกแบรนด์มาไว้ในสถานที่เดียว ซึ่งได้กระแสตอบรับอย่างดียิ่งในปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าชมงานและตัดสินใจซื้อรถในงานเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ตลาดการซื้อขายยานยนต์ในเดือนสิงหาคม – กันยายนของปีที่ผ่านมาคึกคักเป็นพิเศษ  ทำให้ในปีนี้เราได้รับการตอบรับจากแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำมากถึง 30  แบรนด์      เข้าร่วมงานและจะมีการประกาศยอดซื้อจองของยานยนต์แบรนด์ต่างๆ ในงานแบบวันต่อวันเพื่อยืนยันกระแสความต้องการของยานยนต์ใหม่ในตลาด  นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับทุกไลฟ์สไตล์ ของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Pet Family ที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงแสนรักในรถเข็นเข้าชมงานได้โดยสะดวก รวมทั้งยังมีกิจกรรมเพื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักได้ที่บูธ KANIVA บริเวณ Pet Zone ของงาน

มั่นใจว่าปีนี้งานของเราจะคึกคักและสามารถจะสนองตอบความต้องการของผู้สนใจอยากได้ ยานยนต์ชั้นนำไว้ในครอบครอง โดยเปิดโอกาสให้มีการทดลองขับขี่แบรนด์ที่สนใจ และแต่ละแบรนด์จะนำเสนอแคมเปญที่คุ้มค่าให้เลือกสรรอย่างครบครัน สะดวกสบายในงานเดียว

ผู้ประกอบการยานยนต์ชั้นนำที่เข้าร่วมแสดงงาน รวม 30 แบรนด์ ได้แก่ AVATR, BMW, BYD, CHERY, DEEPAL, DENZA, GAC, GEELY, GWM, HONDA, I-CAR, I-MOTOR, LEPAS, MAXUS, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NEVO, NISSAN, OMODA JAECOO, RIDDARA, TESLA, TOYOTA, VOLVO, XPENG, ZEEKR, ETON, THAI HONDA และ YAMAHA

BIG MOTOR SALE 2026 จัดใหญ่เต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 21 – วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 (วันธรรมดาเปิดให้เข้าชมงาน เวลา 12.00 น. – 21.00 น. / วันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 11.00 น. – 21.00 น.) ณ ศูนย์นิทรรศการและการ ประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ พร้อมร่วมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont

 

CHERY เดินหน้าส่งมอบ Chery Q ให้ลูกค้าชาวไทย จัดส่งล็อตแรกกว่า 2,000 คันจากประเทศจีน หลังยอดจองทะลุ 3,000 คัน

0

เชอรี ประเทศไทย (CHERY Thailand) เดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถไฟฟ้าให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจาก Chery Q ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัว ด้วยยอดจองสะสมกว่า 3,000 คัน ล่าสุด CHERY ได้เริ่มจัดส่งรถ Chery Q ล็อตแรกจากประเทศจีนมายังประเทศไทย จำนวนกว่า 2,000 คันพร้อมเริ่มส่งมอบให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศภายในเดือนกรกฎาคมนี้

มร. จิม ลี ผู้อำนวยการบริหารแบรนด์ เชอรี ประเทศไทย กล่าวว่า “การจัดส่ง Chery Q ล็อตแรกมายังประเทศไทยถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ CHERY หลังจากรถรุ่นนี้ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าชาวไทย ด้วยยอดจองสะสมมากกว่า 3,000 คันตั้งแต่เปิดตัว และเรามีความยินดีที่จะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในแบรนด์ CHERY เราได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย ศูนย์บริการ และทีมงานบริการหลังการขายเพื่อมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าชาวไทย

สำหรับรถยนต์ Chery Q ล็อตแรกที่เดินทางถึงประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนการส่งมอบ (Pre-Delivery Inspection: PDI) ก่อนทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าที่จองรถไว้ตามลำดับ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันผ่านมาตรฐานคุณภาพก่อนถึงมือลูกค้าทุกท่าน”

Chery Q ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “So Qute So You” โดดเด่นด้วยความครบครันและความคุ้มค่าที่สุดในเซกเมนต์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ขณะนี้ CHERY Thailand มอบข้อเสนอพิเศษ ส่วนลด 20,000 บาทพร้อม Lifetime Warranty* ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ Chery Q ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือทดลองขับรถได้ที่ผู้จำหน่าย CHERY อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

* ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดจากผู้จำหน่ายทั่วประเทศ

 

ครั้งแรกในไทย! ปลุกสัญชาตญาณสปอร์ตกับ Honda S+ Shift ใน Honda Civic e:HEV ใหม่ เพิ่ม! Blind Spot Information และ Cross Traffic Monitor

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกอารมณ์ความสปอร์ตที่ต้องลองสัมผัสด้วยตัวเองกับ Honda Civic e:HEV ใหม่ ยกระดับการขับขี่แบบสปอร์ตเร้าใจไปอีกขั้น มาพร้อม 4 ไฮไลต์สำคัญ

  • ครั้งแรก! ในประเทศไทยกับ Honda S+ Shift เทคโนโลยีการขับขี่ใหม่ล่าสุดของฮอนด้าที่ได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับความสนุกและความตื่นเต้นในการขับขี่ของระบบฟูลไฮบริด e:HEV เพื่อ shift ทุกจังหวะให้สปอร์ต ทรงพลัง และเร้าใจกว่าที่เคย (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
  • ใหม่! สีแดง Blazing Red Pearl และ สีเทา Urban Gray Pearl สะท้อนตัวตนที่โดดเด่นเพิ่มความสปอร์ตพรีเมียมให้สะกดทุกสายตา (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS)
  • เพิ่ม! ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI) และ เพิ่ม! ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ยกระดับความมั่นใจในทุกการขับขี่ (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS และ e:HEV EL+)
  • พิเศษ! เติมเต็มความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้นจากจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งกับชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Honda HRC นำโดย HRC Aero Sporty Package ราคา 29,900 บาท*
  • ชุดตกแต่ง Red Concept จำนวนจำกัดเพียง 90 คัน อัปลุคดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมให้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ด้วยชุดตกแต่งโลโก้ H Mark สีดำ ชุดตกแต่งคิ้วบันได LED/RS เรืองแสง และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่แบบก้านสี Matte Black ขนาด 18 นิ้ว จำหน่ายราคาเดียวกันกับรุ่น e:HEV RS* (เฉพาะรุ่น e:HEV RS สีแดง Blazing Red Pearl)

Honda Civic e:HEV ใหม่ มาพร้อมข้อเสนอสุดคุ้มสั่นสะเทือนกลางปีกับ Honda THE GRAND QUAKE DEAL โปรสนั่น ดีลสะเทือน” เมื่อจองตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 และรับรถภายใน 31 ตุลาคม 2569*

  • สำหรับรุ่น e:HEV RS และ e:HEV EL+ รับดอกเบี้ยพิเศษ 0%* ฟรี Honda Exclusive Care 5 ปี**
  • สำหรับรุ่น e:HEV EL รับดอกเบี้ย 89%* ฟรี Honda Exclusive Care 3 ปี**

 

พิเศษ! จองตั้งแต่ 23 – 31 กรกฎาคม 2569 และรับรถภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 รับบัตรน้ำมันมูลค่า 10,000 บาท*

โดย Honda Civic e:HEV ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ดังนี้

  • รุ่นย่อย e:HEV EL ราคา 949,000 บาท

ให้คุณได้สัมผัสขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นในราคาที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์สายสปอร์ตที่มองหาความคุ้มค่าที่ลงตัวกับทุกการใช้งาน

  • รุ่นย่อย e:HEV EL+ ราคา 1,109,000 บาท

ยกระดับความสะดวกสบายด้วยฟังก์ชันที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์

  • รุ่นย่อย e:HEV RS ราคา 1,259,000 บาท 

ที่สุดแห่งจิตวิญญาณความสปอร์ตที่มาพร้อมดีไซน์เอ็กซ์คลูซีฟรอบคัน จัดเต็มด้วยออปชันและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย และครั้งแรกกับเทคโนโลยี Honda S+ Shift

 

สัมผัสความมันส์ครั้งใหม่กับเทคโนโลยี Honda S+ Shift (เฉพาะรุ่นย่อย e:HEV RS) ที่ปลุกอารมณ์สปอร์ตในทุกจังหวะการขับขี่ ช่วยยกระดับความสนุกและเร้าใจของระบบฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid มอบอารมณ์เสมือนขับรถสปอร์ตเกียร์แมนนวลเพิ่มความรู้สึกในการควบคุมรถได้ดั่งใจ โดยผสานประสบการณ์การรับรู้ของผู้ขับขี่ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่

  • ประสบการณ์ในการขับขี่ (Driving Experience) ความรู้สึกในการควบคุมรถที่ตอบสนองได้อย่างฉับไว
  • ประสบการณ์รับรู้ผ่านเสียง (Sound Experience) จำลองเสียงเครื่องยนต์ที่ปลุกอารมณ์สปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้น
  • การรับรู้ผ่านการมองเห็น (Visual Experience) การแสดงผลบนหน้าจอที่ช่วยเติมเต็มความรู้สึกร่วมระหว่างผู้ขับขี่และรถให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

Honda S+ Shift ถ่ายทอดประสบการณ์การขับขี่ที่สมจริง สปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน คำว่า “S+” ไม่ได้หมายถึงความสปอร์ตเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ในทุกมิติ โดยหลอมรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อมอบความสนุก ความตื่นเต้นและความมั่นใจในการขับขี่

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง https://www.honda.co.th/civic เชิญร่วมพิสูจน์ประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้า หรือเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์:honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

GWM เปิดตัว “ORA GANG” เชื่อมโยงมิตรภาพของสังคมผู้ใช้ ORA พร้อมร่วมฉลองความสำเร็จ GWM ORA 5 ส่งมอบเข้าสู่ 5,000 คัน

0

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส หลังจากส่งผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ORA  เข้ามาสร้างสีสันให้กับตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ในเมืองไทยและได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย ล่าสุด GWM (Thailand) เปิดตัว ORA GANG คอมมูนิตี้หรือชุมชนสำหรับคนใช้ ORA จากทั่วประเทศ พร้อมจัดกิจกรรม “ORA GANG Exclusive Movie Day” เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและเลือก GWM ORA โดยเชิญลูกค้า GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 5 มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ และทำกิจกรรมร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และมิตรภาพ  ณ โรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex  เมื่อเร็วๆ นี้

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของครอบครัว ORA แล้ว ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการเดินหน้าส่งมอบ GWM ORA 5   ให้กับลูกค้าครบ 5,000 คันในเร็วๆ นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นและการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยที่มีต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง  โดยภายในงานลูกค้าและครอบครัวได้ร่วมมาแบ่งปันประสบการณ์ รวมทั้งสนุกกับกิจกรรมและลุ้นรับของรางวัลพิเศษ และปิดท้ายด้วยการรับชมภาพยนตร์ Minions & Monsters ร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและความประทับใจ สะท้อนถึงความตั้งใจของ GWM ที่ต้องการส่งมอบประสบการณ์ดี ๆ ให้กับลูกค้าในทุกโอกาสสำคัญ และสร้างความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างสมาชิก ORA GANG

การขับเคลื่อน “ORA GANG” ยังมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าผู้ใช้ ORA ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่า GWM พร้อมดูแลทุกคนอย่างดีที่สุดเสมือนสมาชิกในครอบครัวเดียวกัน ทุกคนที่เลือก ORA คือสมาชิกของ ORA GANG ที่เราพร้อมมอบการดูแล ความใส่ใจ และประสบการณ์ที่ดีในทุกช่วงเวลาของการเป็นเจ้าของรถ เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและเติบโตไปพร้อมกันในระยะยาว

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) กล่าวว่า “GWM ยึดมั่นในแนวคิด User-Centric หรือการรับฟังเสียงจากผู้ใช้จริงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเชื่อว่าแบรนด์จะเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องเกิดจากการก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับลูกค้า การที่วันนี้ GWM มีครอบครัวผู้ใช้ ORA ในประเทศไทยแล้วกว่า 22,000 ครอบครัว คือสิ่งที่ยืนยันถึงความไว้วางใจที่ลูกค้าชาวไทยมีต่อแบรนด์ GWM ได้เป็นอย่างดี  เราตั้งใจให้ “ORA GANG” เป็นพื้นที่เชื่อมโยงผู้ใช้ ORA จากทั่วประเทศได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ แลกเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ และสร้างมิตรภาพดีๆ ร่วมกัน   โดย GWM  ให้คำมั่นว่าจะยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี การบริการหลังการขาย ไปจนถึงการดูแลที่โปร่งใส ใส่ใจ และเข้าถึงลูกค้า เพื่อให้ทุกการเดินทางกับ GWM เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความประทับใจ และประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน เพราะเราจะดูแลลูกค้าทุกคนเหมือนคนในครอบครัว และทุกคนที่ซื้อรถ ORA คือสมาชิก ORA GANG ที่เราใส่ใจและพร้อมดูแลอย่างเต็มที่เสมอ”