Home Blog Page 5

“มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์” และ “เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี” ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถครอบครัวอเนกประสงค์ยุคใหม่ด้วยยอดขายอันดับ 1 พร้อมคว้ารางวัล Thailand’s Most Admired Brand ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

0
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความสำเร็จ ในการเป็นผู้นำตลาดรถครอบครัวอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง จากรถยนต์มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ซึ่งครองความนิยม ด้วยยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่ม โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 50 อย่างต่อเนื่อง พร้อมคว้ารางวัลคุณภาพ ”Thailand’s Most Admired Brand 2026” หมวดยานยนต์ กลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) จากนิตยสาร BrandAge ซึ่งเป็นนิตยสารและสื่อออนไลน์ชั้นนำทางด้านการตลาดและธุรกิจ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีต่อแบรนด์ และผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 2

นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขาย บริการหลังการขาย และประสบการณ์ลูกค้า บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความสำเร็จ และรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ สะท้อนถึงความไว้วางใจจากลูกค้าชาวไทยที่มีต่อรถยนต์มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทุกรุ่น ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้
เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกมิติ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 3

ความสำเร็จของรถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์นี้ เกิดจากแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยึด ‘ความเข้าใจผู้บริโภค’
เป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปรัชญา “KOE” () การรับฟังเสียงของลูกค้า และ “KANDO” (感動) การสร้างความประทับใจในทุกด้านของผลิตภัณฑ์และงานบริการ ซึ่งสะท้อนผ่านการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ ทั้งด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย เทคโนโลยี และความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากนี้เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานบริการหลังการขาย ด้วยมาตรฐานการบริการด้วยความใส่ใจ จริงใจและให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด ตามแบบฉบับจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น หรือ “Omotenashi”(おもてなし) ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าทุกคนในทุกช่วงของการใช้งาน”

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 4

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่สามารถสร้างความแข็งแกร่งในตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง จากการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าที่มองหารถสำหรับครอบครัวที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน ทั้งพื้นที่ใช้สอยที่ยืดหยุ่น ห้องโดยสารขนาดใหญ่รองรับการใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่โดดเด่นสะดุดตา สะท้อนไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์เทรนด์การขับขี่ยุคใหม่  โดยมาพร้อมกับ 3 สุดยอดเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด MITSUBISHI e:MOTION ได้แก่ ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดที่ทรงพลัง มอบทั้งความประหยัดน้ำมัน ความเงียบสบาย และการตอบสนองที่ดีเยี่ยม พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกเส้นทางด้วยโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ และระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control – AYC) เอกสิทธิ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 6

นอกจากนี้เพิ่มความอุ่นใจที่เหนือกว่าด้วย “โปรแกรมขยายระยะเวลาการรับประกัน” รูปแบบใหม่ ที่ให้การคุ้มครองคุณภาพรถยนต์สูงสุด 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (จากเดิม 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร)และการรับประกันระบบไฮบริดสูงสุด 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (จากเดิม 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง) ขณะที่แบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดยังคงได้รับการรับประกันนาน 10 ปี ตามเงื่อนไขการรับประกันเดิม ครอบคลุมทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าปัจจุบัน

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 7

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 939,000 บาท โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเงิน (Blade Silver) สีเทา (Graphite Grey) และสีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) และ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่ ราคาจำหน่าย 969,000 บาท โดยมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีเทา (Graphite Grey) สีดำ (Jet Black Mica) สีขาวหลังคาดำ (White Diamond with Black Roof) และสีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze with Black Roof) (โดยรุ่นหลังคาดำ ราคาเพิ่ม 15,000 บาท)

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส 8

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และนัดหมายทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

 

“ฮอนด้า” ผนึกเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ เดินเกม “Smart in Motion” สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว  พร้อมยกระดับแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าแบบครบวงจร

0
ฮอนด้า 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดประชุมผู้จำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ 2569 ภายใต้แนวคิด “Smart in Motion – สมาร์ต ก้าวล้ำ ทุกความเคลื่อนไหว” ประกาศทิศทางธุรกิจและเป้าหมายสำคัญร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยเน้นการขับเคลื่อนแบรนด์อย่างเป็นระบบผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างบริษัทและผู้จำหน่าย ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ และด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับศักยภาพการดำเนินงานให้แข็งแกร่ง พร้อมรับกับการแข่งขันท่ามกลางตลาดที่มีความท้าทายสูง พร้อมตอกย้ำการสร้างบทใหม่ของแบรนด์ ผ่านการส่งมอบคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่าตลอดเส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ควบคู่กับตอกย้ำบทบาทสำคัญของผู้จำหน่ายในฐานะพลังหลักที่เชื่อมโยงแบรนด์กับลูกค้า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ฮอนด้า 2

นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายทุกท่านสำหรับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนฮอนด้าสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปีนี้ เรามุ่งยกระดับกลยุทธ์อย่างรอบด้าน ไม่เพียงนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการเสริมความแข็งแกร่งด้านการขายและการบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน (Customer Journey) ขณะเดียวกัน ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์อย่างไม่หยุดนิ่ง เพื่อสร้างคุณค่าที่แตกต่างและยั่งยืน”

โดยสรุปประเด็นทิศทางและกลยุทธ์การดำเนินงานได้เป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่

1) ด้านผลิตภัณฑ์ (Product)

มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรอบด้าน ผ่านการผสานจุดแข็งของแบรนด์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านความน่าเชื่อถือ ความประหยัดน้ำมัน และสมรรถนะการขับขี่ เพื่อยกระดับแบรนด์ไปอีกขั้น โดยตั้งเป้า
วางตำแหน่งทางการตลาดที่ต่อยอดจากความเชื่อมั่นเดิม ผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะนำมาใช้กับรถยนต์ฮอนด้าในอนาคต เพื่อสร้างจุดยืนที่โดดเด่นและชัดเจนในตลาด พร้อมพัฒนารถยนต์ทั้งขุมพลังไฮบริดและไฟฟ้า สู่การเป็น “รถยนต์อัจฉริยะ (Honda’s Smart Car)” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีแง่มุมหลัก ดังนี้ 

สร้างแบรนด์ให้ทรงพลัง ผ่านเรื่องราวและความสปอร์ต

เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ทั้งแบรนด์หลักและแบรนด์ย่อย (Sub-brand) ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนตัวตนและประวัติศาสตร์ความสำเร็จของฮอนด้า โดยเฉพาะ DNA ด้านมอเตอร์สปอร์ต

ยกระดับการเชื่อมโยงแบรนด์รถยนต์ฮอนด้าเข้ากับแบรนด์ย่อย HRC หรือ Honda Racing Corporation เพื่อนำภาพความสปอร์ตจากสนามแข่งมาถ่ายทอดสู่รถรุ่นที่ทำตลาดจริง ยกระดับภาพความสปอร์ตเร้าใจ และต่อยอดสู่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไลน์อัป HRC อย่างต่อเนื่องในอนาคต 

เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของรถยนต์ฮอนด้าอย่างชัดเจน ถ่ายทอดผ่านรถยนต์รุ่นใหม่ (Full Model Change) ในอนาคต รวมถึงรถไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า

พร้อมยกระดับสู่รถยนต์อัจฉริยะด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

เตรียมนำเสนอรถยนต์อัจฉริยะ (SDV: Software-Defined Vehicles) ที่ผสานฟังก์ชันหลักที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมทั้งการเชื่อมต่อ ความปลอดภัย และฟังก์ชันอัจฉริยะอื่น ๆ

โดยมี ASIMO OS เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุม ซึ่งจะถูกพัฒนารวมอยู่ในโครงสร้างซอฟต์แวร์ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ เพื่อยกระดับสู่ Smart Car อย่างเต็มรูปแบบ

ระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ของฮอนด้า (Next-gen Honda Hybrid) จะได้รับการยกระดับทั้งสมรรถนะการขับขี่และความสะดวกในการใช้งาน อีกทั้งพัฒนาระบบขับเคลื่อนและโครงสร้างตัวถัง
ทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ในทุกมิติ

ฮอนด้า 3

เตรียมนำเสนอรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda S+ Shift เพื่อถ่ายทอดความสนุกในการ
ขับขี่สไตล์สปอร์ต
ตามเอกลักษณ์ของฮอนด้า

เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดปี เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมรองรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ในอนาคตให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ อีกทั้งเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์ในตลาด

2) ด้านการขายและการบริการ (Sales & Services)

มุ่งยกระดับการขายและการบริการ ผ่านการส่งมอบประสบการณ์ที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตของลูกค้าในทุกช่วง (Customer Journey) ตั้งแต่การเลือกซื้อไปจนถึงการดูแลหลังการขาย ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศกว่า 200 แห่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดประสบการณ์แบรนด์สู่ลูกค้า
อย่างครบวงจร ผ่านแง่มุมหลักในการดำเนินงาน ดังนี้

เชื่อมโยงแบรนด์สู่ชีวิตผู้คนยุคใหม่

ต่อยอดการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์ (Brand story) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์กับลูกค้า พร้อมปรับแนวทางการสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ การคอลแลปกับแบรนด์ที่ได้รับความนิยม รวมถึงการพัฒนาช่องทาง Honda Thailand Official Account ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
ในปัจจุบัน เพื่อให้ฮอนด้าเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน และก้าวทันต่อความสนใจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Hub

มุ่งออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคลในทุก touchpoint ของลูกค้า ควบคู่กับการเตรียมนำ CI (Corporate Identity) ใหม่มาใช้ เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มทยอยปรับใช้โลโก้ H mark ใหม่ในโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศภายในปีนี้

ขับเคลื่อนประสบการณ์ Wow & Stress-Free มอบทั้งความตื่นเต้นและอุ่นใจ ในทุกทัชพอยต์

เน้นสร้างประสบการณ์แบบ “Wow” และ “Stress-Free” ผ่านการเชื่อมต่อทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมตลอดเส้นทางของลูกค้า (Customer Journey) ตั้งแต่การพิจารณาเลือกซื้อ การเป็นเจ้าของ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อรถคันใหม่อีกครั้ง

ฮอนด้า 4

พัฒนาแนวทางและกิจกรรมใหม่ทั้งด้านการขายและบริการ เพื่อให้สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างแท้จริง

นอกจากการถ่ายทอดทิศทางการดำเนินธุรกิจและเป้าหมาย ภายในงานยังได้มีพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติให้แก่
ผู้จำหน่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาที่ร่วมขับเคลื่อนธุรกิจของฮอนด้า โดยครอบคลุมทั้งรางวัล
ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี รวมถึงรางวัลด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านยอดขาย ด้านส่วนแบ่งการตลาด ด้านการบริการหลังการขาย และอื่น ๆ รวมกว่า 196 รางวัล

การจัดประชุมผู้จำหน่ายในครั้งนี้ สะท้อนถึงทิศทางของฮอนด้าในการก้าวสู่บทใหม่ ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับการขายและการบริการ พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจร่วมกับเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ตอกย้ำการเติบโตของแบรนด์อย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย ในการเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

“คอนติเนนทอล ไทร์ส” เปิดโรงงานผลิตยาง เฟสสอง จ.ระยอง ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

0
คอนติเนนทอล ไทร์ส 1

คอนติเนนทอล เปิดโรงงานระยอง เฟสสอง อย่างเป็นทางการ โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจ ตัวแทนจากภาครัฐ และพนักงานให้เกียรติร่วมงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ พร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นในประเทศไทยผ่านการลงทุนกว่า 300 ล้านยูโร หรือราว 1.3 หมื่นล้านบาท เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ เพิ่มอีกกว่า 3 ล้านเส้นต่อปี การขยายกำลังการผลิตที่โรงงานระยอง เฟสสอง เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคอนติเนนทอลในการยกระดับขีดความสามารถในตอบสนองต่อความต้องการของยางคุณภาพระดับพรีเมียมทั้งในประเทศไทย และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

นอกจากนี้ คอนติเนนทอลยังได้เริ่มต้นสายการผลิตยางรถจักรยานยนต์แบบเรเดียลที่โรงงานระยอง การขยายศักยภาพการผลิตจากยางแบบไบแอสสู่การผลิตยางแบบเรเดียล จะเข้ามาเพิ่มกำลังการผลิตยางรถจักรยานยนต์ให้แก่เครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลทั่วโลก พร้อมเสริมความคล่องตัวในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คอนติเนนทอล ไทร์ส 2

มร. คริสเตียน เคิทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คอนติเนนทอล กล่าวว่า “ฐานการผลิตที่จังหวัดระยองเป็นหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลในระดับโลก การเปิดโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของคอนติเนนทอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมยกระดับการส่งมอบยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียมคุณภาพสูงจากฝีมือคนไทย สู่ลูกค้าทั่วโลก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของคอนติเนนทอลต่อศักยภาพของประเทศไทย และความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

คอนติเนนทอล ไทร์ส 5

มร.ดาลิบอร์ คาลินา ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่อแผนการเติบโตระยะยาวของคอนติเนนทอล เราจึงเดินหน้าตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยางสมรรถนะสูงพิเศษ หรือ Ultra-High-Performance โดยเฉพาะกลุ่มยางสปอร์ตและยางสำหรับรถยนต์ SUV ที่กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้รับการออกแบบมาให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมการขับขี่ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในภูมิภาค การขยายโรงงานระยอง เฟสสอง ในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพเครือข่ายการผลิตของคอนติเนนทอลให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว”

นวัตกรรมการผลิตชั้นนำ พร้อมความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คอนติเนนทอล ไทร์ส 6

มร. วิกเนซ เดวาเสนาพาที ผู้จัดการโรงงาน คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การขยายฐานการผลิตที่จังหวัดระยองนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของคอนติเนนทอล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงและระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อยกระดับทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความคล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งการขยายกำลังการผลิตในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดระยอง พร้อมส่งเสริมการสร้างงานเพิ่มกว่า 600 ตำแหน่ง และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจและระบบอุตสาหกรรมในจังหวัดระยองให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คอนติเนนทอล ยังให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนผ่านการได้รับรางวัลธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย จากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน

คอนติเนนทอล ไทร์ส 7

ทั้งนี้ โรงงานระยอง เฟสสอง ได้ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งแบบบนหลังคา แบบลอยน้ำ และระบบโรงจอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 6.7 เมกะวัตต์ ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำต่อหน่วยการผลิตได้มากกว่า 70%

คอนติเนนทอล ไทร์ส 8

คอนติเนนทอลเริ่มดำเนินสายการผลิตที่โรงงานจังหวัดระยองตั้งแต่ปี 2562 โดยในระยะแรกมุ่งเน้นการผลิตยางรถยนต์ส่วนบุคคลและยางรถกระบะ ก่อนขยายสู่การผลิตยางรถจักรยานยนต์ในปี 2564 ตลอดการดำเนินงาน คอนติเนนทอลได้นำเทคโนโลยีการผลิตระดับโลก ระบบอัตโนมัติ และกระบวนการควบคุมคุณภาพขั้นสูงมาใช้เป็นหัวใจสำคัญในการผลิตยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ โดยทุกส่วนประกอบและทุกขั้นตอนการผลิตล้วนผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานคุณภาพที่เข้มงวด ควบคู่กับระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

คอนติเนนทอล ไทร์ส 9

ที่โรงงานระยอง มีกำลังการผลิตยางรถยนต์ระดับพรีเมียมหลากหลายรุ่น อาทิ MaxContact MC7 รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดยตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา คอนติเนนทอลได้สร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำที่มียอดการผลิตสูงสุด 7 ใน 10 รายของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อร่วมส่งมอบยางรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ โรงงานระยองยังถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยางรถจักรยานยนต์ที่สำคัญที่สุดของคอนติเนนทอล และได้รับการรับรองมาตรฐาน IATF ในฐานะโรงงานที่สามารถผลิตทั้งยางรถจักรยานยนต์แบบไบแอสและเรเดียล ด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูงตามมาตรฐานการผลิตระดับสากล

คอนติเนนทอล ไทร์ส 10

คอนติเนนทอล ไทร์ส 11

คอนติเนนทอล ไทร์ส 13

โดยภายงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, คุณกำธร เวหน รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และ คุณเอ็บบา ชอลล์ รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย พร้อมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ และผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ เข้าร่วมพิธีเปิดตัวโรงงานระยอง เฟสสอง อย่างเป็นทางการเมื่อเร็ว ๆ นี้

“GWM” เริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 ถึงมือลูกค้าชาวไทย

0
GWM (Thailand) 9

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขาย ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส  ล่าสุด GWM จับมือพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศเริ่มส่งมอบ GWM ORA 5 รถยนต์ SUV-B เจเนอเรชันใหม่ให้แก่ลูกค้าแล้ว โดยเน้นย้ำเรื่องคุณภาพ มาตรฐานการส่งมอบ และให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายที่สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและครบวงจรเพื่อสร้างความมั่นใจและอุ่นใจตลอดระยะเวลาในการเป็นเจ้าของรถ GWM  

GWM (Thailand) 2

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (ประเทศไทย) เปิดเผยความคืบหน้าของการส่งมอบ GWM ORA 5 รถยนต์ SUV-B
เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อม 2 ขุมพลัง ทั้งระบบไฮบริด (HEV) และระบบไฟฟ้า 100% (EV)  ให้กับลูกค้าคนไทยว่าบริษัทฯ ได้ประสานการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศอย่างใกล้ชิดเพื่อส่งมอบรถให้ถึงมือลูกค้าโดยเร็วที่สุดตามมาตรฐานคุณภาพการส่งมอบของ GWM  โดยปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เริ่มส่งมอบรถอย่างเป็นทางการให้แก่ลูกค้าแล้ว เริ่มจากลูกค้าที่จองในช่วงระหว่างงาน Motor Show 2026 และระหว่างวันที่ 6–30 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการส่งมอบรถอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้  สำหรับลูกค้าที่จองตั้งแต่เดือนพฤษภาคมจะได้รับการส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป

GWM (Thailand) 4

 

นอกเหนือจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้ว GWM ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานบริการหลังการขาย เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดและสอดคล้องกับปณิธานของบริษัทฯ ในการก้าวสู่การเป็นอันดับหนึ่งด้านบริการหลังการขายของแบรนด์รถยนต์จีน โดยปัจจุบัน GWM มีเครือข่ายบริการหลังการขายที่แข็งแกร่ง พร้อมดูแลลูกค้าทั่วประเทศผ่านพาร์ทเนอร์สโตร์กว่า 70 แห่ง ด้วยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังที่มีการรับประกันคุณภาพงานซ่อมและอะไหล่แท้ตามมาตรฐานของ GWM ตลอดจนระบบบริหารจัดการชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ สามารถจัดส่งอะไหล่ได้รวดเร็วภายใน 7 วัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านแอปพลิเคชัน GWM หรือ GWM Call Center 02-668-8888 เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้งานในทุกเส้นทางตลอดการเป็นเจ้าของรถ GWM

GWM (Thailand) 5

GWM แนะนำ GWM ORA 5 อย่างเป็นทางการสู่ตลาดเมืองไทยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทยด้วยจุดเด่นของการเป็นรถยนต์ SUV-B เจนเนอเรชันใหม่ซึ่งมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานสมรรถนะเข้ากับระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่อันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูงเข้าไว้ด้วยกัน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถชมและทดลองขับขี่ GWM ORA 5  โดยมีเจ้าหน้าที่พร้อมให้คำแนะนำด้านผลิตภัณฑ์อย่างใกล้ชิดได้แล้วที่ GWM พาร์ทเนอร์สโตร์ทั่วประเทศ  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center 02-668-8888 และเว็บไซต์ www.gwm.co.th

GWM (Thailand) 6

 

 

“DUNLOP” เปิดตัวยาง “SPORT MAXX LUX” ใหม่  ยกระดับ Luxury Comfort เงียบ นุ่ม มั่นใจ รองรับทั้งรถ EV และรถยนต์สันดาป

0
DUNLOP 1

ดันลอป ไทร์ (ไทยแลนด์) เปิดตัวยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX” ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านเสถียรภาพการควบคุมการขับขี่ และความเงียบภายในห้องโดยสารในระดับสูง โดย ยาง SPORT MAXX LUX เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อเดือน เมษายน 2026 ที่ผ่านมา จำนวนทั้งหมด 64 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 17 – 21 นิ้ว ในราคาที่ราคาย่อมเยากว่าในท้องตลาด และล่าสุดได้จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะยางรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด SPORT MAXX LUX สัมผัสนิยามใหม่ของยางระดับ Luxury Comfort ที่ผสานความเรียบหรูและความนุ่มสบาย มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายเหนือระดับ พร้อมการควบคุมที่มั่นใจด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เหมาะสำหรับรถยนต์สันดาป และ EV  โดยได้มอบหมายให้ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมฯ ภายในงานมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการให้กับสื่อมวลชน และผู้แทนจำหน่ายได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์จริงผ่านกิจกรรม Test Drive เพื่อทดสอบสมรรถนะของยางบนสนามทดสอบจริง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามอิมแพ็ค สปีด พาร์ค เมืองทองธานี (IMPACT Speed Park)

DUNLOP 2

ยางรถยนต์ระดับ LUXURY COMFORT รุ่นใหม่ “DUNLOP SPORT MAXX LUX”  มีการออกแบบเพิ่มพื้นที่สัมผัสหน้ายางกับพื้นถนนให้กว้างขึ้น ซึ่งเป็นออกแบบพิเศษเฉพาะสำหรับยางซีรีย์ SPORT MAXX ช่วยเสริมประสิทธิภาพในด้านการควบคุม และความมั่นคงในการขับขี่ได้อย่างเหนือระดับ ในขณะเดียวกันการรวม การออกแบบลายดอกยาง เฉพาะทาง และการเสริม ฟองน้ำดูดซับเสียงพิเศษ เข้าด้วยกันสามารถช่วยลดเสียงรบกวนที่เกิดจากยางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

DUNLOP 3

ด้วย MAXX DRIVABILITY TECHNOLOGY เป็นการออกแบบโครงสร้างยางพิเศษเฉพาะ สำหรับยางในซีรีย์ SPORT MAXX ทำให้ยาง SPORT MAXX LUX มีพื้นที่หน้าสัมผัสกว้างขึ้น เพื่อประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่สูงขึ้น และยังช่วยเสริมเสถียรภาพในขับขี่ได้อย่างมั่นใจ ผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัยจาก DUNLOP ได้แก่

DUNLOP 4

  • SEAMLESS GROOVE DESIGN การออกแบบร่องยางแนวขวางบริเวณหน้าสัมผัสอย่างเหมาะสม
  • DUAL SLOPE DESIGN การออกแบบที่ช่วยปรับทิศทางการไหลของอากาศภายในร่องยางหลัก
  • SILENT CORE TECHNOLOGY ฟองน้ำพิเศษที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนของอากาศภายในยาง

DUNLOP 5

ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ถูกเรียกว่า SILENT WAVE TECHNOLOGY เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดเสียงรบกวนที่อาจเกิดจากลายดอกยาง (Pattern Noise) ได้ 33.9% และ เสียงจากพื้นถนน (Road Noise) ได้ถึง 32.4% เมื่อเทียบกับยางรุ่นเดิมอย่าง SP SPORT LM705

DUNLOP 6

นอกจากนี้ยาง SPORT MAXX LUX ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานข้อกำหนดด้านสมรรถนะสำหรับ การใช้งานกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์สันดาป พร้อมสัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง โดยการจะใช้สัญลักษณ์ดังนี้ได้ จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานตามเกณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

DUNLOP 8

สัญลักษณ์ EV Suitable ที่ประทับอยู่บนแก้มยาง เป็นการสะท้อนถึง การผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับสูงสำหรับยางรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งในด้านความต้านทานการหมุน น้ำหนักบรรทุก ความเงียบในการขับขี่ ความทนทานต่อการสึกหรอ และประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน ซึ่งจะถูกใช้เฉพาะกับยางที่ได้ผ่านมาตรฐานระดับสูงของบริษทฯ เท่านั้น

SPORT MAXX LUX เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีที่ DUNLOP ได้สั่งสมมาจาก การพัฒนายางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อาทิ SP SPORT MAXX 060+, BLUE RESPONE TG รวมถึงยางที่ติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ เพื่อให้ตอบโจทย์มาตรฐานสมรรถนะที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์สันดาป และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยาง SPORT MAXX LUX จึงเป็นอีกรุ่นของ DUNLOP ที่ได้รับการประทับสัญลักษณ์ EV Suitable บนแก้มยาง  สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์ และโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่ https://dunloptire.co.th/promotions/new-product-sport-maxx-lux/  เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

 

 

 

 

 

 

 

“วิริยะประกันภัย” จับมือ “Choojai and friends” วางกลยุทธ์สื่อสารแคมเปญ พร้อมคว้า “อัตต้า” ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง ร่วมสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอดแนวคิด “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี”

0
วิริยะประกันภัย 1

วิริยะประกันภัย ประกาศแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร ปี 69 “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นในหลัก “ความเป็นธรรม คือนโยบาย” และยืนหยัดทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเสี่ยงเคียงข้างสังคมไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมผนึกพลังเอเจนซี่ “Choojai and friends” และผู้กำกับไฟแรง “อัตต้า-อัตตา เหมวดี” สร้างภาพยนตร์โฆษณา เพื่อส่งกำลังใจให้ทุกคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ “ทำหน้าที่” ของตัวเอง และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

วิริยะประกันภัย 2นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารและ
คอนเทนต์จำนวนมหาศาลกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม ซึ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมและความเปลี่ยนแปลงได้
ในหลากหลายมิติ การสื่อสารแบรนด์อย่างมีประสิทธิภาพจึงถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้สาธารณชนรับรู้และเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงขององค์กร โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นการพัฒนางานบริการเป็นหลัก ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบัน งานด้านภาพลักษณ์องค์กรได้กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาช่วยเติมเต็มความแข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์

ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ ได้ดำเนินงานแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร ภายใต้แนวคิด “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” โดยมี Choojai and friends ครีเอทีฟเอเจนซี่ มาร่วมพัฒนาแนวคิดในการสร้างสรรค์และวางแผนการสื่อสารแคมเปญ

“บริษัทฯ ดำเนินงานแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์มาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ แต่แคมเปญครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอมุมมองใหม่ ๆ ซึ่งไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรเท่านั้น แต่ยังต้องการสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของวิริยะประกันภัย ที่สะท้อนผ่านบทบาทของการ ‘ทำหน้าที่’ ในฐานะผู้ให้บริการประกันวินาศภัยที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและสังคมไทยในทุกสถานการณ์ตลอด 79 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นว่า Choojai and friends เป็นเอเจนซี่โฆษณาที่สร้างผลงานอย่างมีเอกลักษณ์ มีพลังความคิดสร้างสรรค์ และมีมุมมองการสื่อสารที่เฉียบคม ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับวิริยะประกันภัย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในครั้งนี้” นายอมร กล่าว

สำหรับการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรกของปี บริษัทฯ ใช้กลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้แบบ O2O (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรม Pre-Campaign “วิริยะประกันภัยเป็นกำลังใจให้คุณทำหน้าที่” ซึ่งได้กระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมส่งต่อกำลังใจให้กับบุคคล อาชีพ หรือหน้าที่ต่าง ๆ ในสังคม เช่น คุณหมอ พยาบาล พนักงานกวาดถนน เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ฯลฯ ผ่านเฟสบุ๊กเพจทางการของบริษัทฯ และการสื่อสารแบบออฟไลน์ผ่านบิลบอร์ดกลางแจ้งตามจุด
แลนด์มาร์คสำคัญทั่วกรุงเทพฯ

ส่วนในช่วงไตรมาสที่สอง บริษัทฯ ได้เปิดตัวแคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยแพร่ภาพยนตร์โฆษณา ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ สะท้อนคุณค่าของการ “ทำหน้าที่” ได้อย่างลึกซึ้ง 

เป้า-ไพรัช เอื้อผดุงเลิศ Co-Founder & Executive Creative Director Choojai and friends กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอไอเดียที่แปลกใหม่ หากแต่คือการสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถก้าวเดินไปพร้อมกับการสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่ผู้คนในสังคม ซึ่งเชื่อมั่นว่าวิริยะประกันภัยทำได้เพราะมี DNA ที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวอยู่แล้ว เพียงแต่อาจไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาสื่อสารอย่างชัดเจนมาก่อน เมื่อได้มีโอกาสร่วมงานกับวิริยะประกันภัย ทีมงานจึงเริ่มทำความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของแบรนด์ ผ่านการสัมภาษณ์บุคลากรตั้งแต่ระดับพนักงานไปจนถึงผู้บริหาร โดยเชื่อว่าองค์กรที่ยืนหยัดเคียงคู่สังคมไทย
มาอย่างยาวนานเกือบ 80 ปี ย่อมมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรงและมีคุณค่าบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน

วิริยะประกันภัย 5

“สำหรับการถ่ายทอดภาพยนตร์โฆษณา ชูใจฯ ชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อ ‘การละเลยหน้าที่’ มีการนำเหตุการณ์จริงมาใช้ เพื่อปลุกให้เกิดความตระหนักรู้ ก่อนปิดท้ายด้วยการถ่ายทอดสารสำคัญเพื่อขอบคุณคนธรรมดาที่ ‘ทำหน้าที่’ ของตัวเองอย่างเต็มกำลังในทุกวัน ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ไม่ได้ต้องการชี้นิ้วหรือตัดสินใคร หากแต่อยากสื่อสารกับผู้ชมว่า สิ่งที่คุณทำอยู่ทุกวันนั้น
มีคุณค่า” นายไพรัช กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก อัตต้า-อัตตา เหมวดี หรือ ATTAh ผู้กำกับมากฝีมือที่มีผลงานการกำกับงานโฆษณา มิวสิควิดีโอ และล่าสุดกับผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่อง “โกฮัง หัวใจโกโฮม” มาช่วยกำกับการถ่ายทอดเรื่องราว โดยอัตต้า กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดเรื่องราวครั้งนี้ เกิดจากการที่ชูใจฯ ตั้งคำถามกับวิริยะประกันภัยว่า ‘หน้าที่ของบริษัทประกันภัยคืออะไร’ คำตอบที่ได้คือ ‘เราเป็นบริษัทประกันภัย มีหน้าที่รับประกันความเสี่ยงให้กับผู้คนในสังคม’ แม้จะเป็นคำตอบเรียบง่าย แต่กลับสะท้อนแก่นแท้ของธุรกิจประกันภัยได้อย่างชัดเจน และเมื่อโฟกัสไปที่คำว่า ‘หน้าที่’ การนำเสนอไอเดียจึงเน้นไปที่การหยิบยกเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหนหรือสถานะใด ทุกหน้าที่ล้วนมีความสำคัญไม่ต่างกัน เราจึงคาดหวังว่าเมื่อภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชนแล้ว ผู้ชมจะเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่วิริยะประกันภัยต้องการสื่อสารกับสังคมอย่างแท้จริง”

วิริยะประกันภัย 4

แคมเปญ “ยึดมั่นในการทำหน้าที่ตลอด 79 ปี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ วิริยะประกันภัย ในการเดินหน้าสื่อสารองค์กรผ่านแนวคิดที่สร้างคุณค่าให้แก่สังคม และคาดหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นพลังบวกที่ช่วยส่งต่อกำลังใจให้ทุกคนในสังคม ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งเรื่องที่คาดคิดและไม่คาดคิด

วิริยะประกันภัย 6

“วิริยะประกันภัย มุ่งหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยให้ทุกคนมีกำลังใจในการทำหน้าที่ของตนเองต่อไป เพื่อคนที่รัก เพื่อสังคม และเพื่อตัวของคุณเอง ขณะเดียวกัน ก็จะทำให้ประชาชนได้รู้จักวิริยะประกันภัยในอีกมุมหนึ่ง ว่าเราไม่ได้เพียงดำเนินธุรกิจประกันภัย แต่เราตั้งใจทำหน้าที่เพื่อดูแลความเสี่ยงให้กับประชาชนอย่างเต็มความสามารถ พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ดังเช่นที่ได้ยึดมั่นปฏิบัติมาตลอด 79 ปี” นายอมร กล่าวในที่สุด.

“LEPAS L6” สุดยอด SUV ไฟฟ้าภายใต้เชอรี กรุ๊ป เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก ผู้นิยามมาตรฐานใหม่แห่งการเดินทางอันสง่างาม ด้วยอัจฉริยภาพอันประณีต

0
“LEPAS L6” 1

ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็ว “ความสง่างาม” กลายเป็นคุณค่าที่โดดเด่นยิ่งกว่าที่เคย สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากยิ่งขึ้นในการเดินทาง สำหรับผู้ขับขี่ในเมืองและยุคปัจจุบัน รถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนขยายของรสนิยมส่วนตัว เป็นพื้นที่อัจฉริยะอันประณีตที่เคลื่อนไหวได้ และเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน

LEPAS L6 Premium SUV ไฟฟ้าภายใต้ CHERY Group (เชอรี กรุ๊ป) ได้รับการพัฒนาขึ้นในฐานะ “A Global High-Quality Tech SUV” ที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับงานออกแบบระดับพรีเมียมอย่างลงตัว พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สงบนิ่ง นุ่มนวล และเหนือระดับ สำหรับคนเมืองที่มองหาความสมดุลระหว่างความหรูหราและนวัตกรรม โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “เสือดาว” (Leopard Aesthetics) ซึ่งถ่ายทอดความงดงามที่ผสานพลังและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์

ไฟหน้า LED ดีไซน์ “Predator Eyes” ช่วยเสริมบุคลิกที่ล้ำสมัยและโดดเด่น ขณะที่ตัวถังแบบ Low-Slung Wide-Body สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง สปอร์ต และโฉบเฉี่ยวเหนือระดับ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศต่ำเพียง 0.27 Cd ผสานกับไฟท้ายดีไซน์พรีเมียมและล้ออัลลอยสไตล์สปอร์ต LEPAS L6 จึงมอบทั้งประสิทธิภาพการขับขี่และความโดดเด่นทางดีไซน์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

LEPAS L6 Premium SUV 2

ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความเรียบหรูผ่านพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการใช้งานในชีวิตประจำวัน หน้าจอแสดงผลแบบ Waterfall Screen ขนาด 13.2 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยชิปประมวลผล 8155 มอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็ว ลื่นไหล ดุจสมาร์ทโฟน

ด้านความปลอดภัย LEPAS L6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงรุกและระบบป้องกันอัจฉริยะรอบคัน รวมถึงระบบตัดกระแสไฟระดับมิลลิวินาทีเมื่อเกิดการชน ระบบระบายแรงดันแบตเตอรี่แบบกำหนดทิศทาง และมาตรฐานความปลอดภัยแบตเตอรี่ระดับสูง ทำงานร่วมกันเพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ทำให้ความปลอดภัยไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นเพื่อนคู่กายที่อุ่นใจและคงที่ เพื่อสร้างความมั่นใจในทุกเส้นทาง

ในฐานะรถ SUV ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมือง LEPAS L6 แสดงให้เห็นถึงความสามารถของพื้นที่อันประณีต (Exquisite Space) ที่เน้นไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม LEX (Next-generation Intelligent Platform) ที่รองรับทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE), Plug-in Hybrid (PHEV) และไฟฟ้า 100% (BEV) มาพร้อมระยะฐานล้อยาวถึง 2,700 มม. ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวางเสมือน “Mobile Grand Living Room” มอบการนั่งที่ผ่อนคลายและสบาย รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว

LEPAS L6 Premium SUV 5

พื้นที่จัดเก็บอเนกประสงค์ถึง 39 จุดตลอดทั้งคัน พร้อมดีไซน์ห้องเก็บสัมภาระแบบหลายชั้น และช่องเก็บใต้พื้นขนาด 99 ลิตร สามารถจัดเก็บสัมภาระส่วนตัว อุปกรณ์กลางแจ้ง และกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นระเบียบ ด้วยการจัดวางยางอะไหล่ที่ด้านหน้ายังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของห้องเก็บสัมภาระ และเพิ่มความจุสัมภาระให้สูงสุด

ด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ ประสิทธิภาพพลังงานที่ยอดเยี่ยม และระบบจัดการบรรยากาศภายในห้องโดยสารอัจฉริยะ และโหมดการทำงานต่าง ๆ เชื่อมโยงกันอย่างชาญฉลาด ทำให้ห้องโดยสารไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับการเดินทาง แต่เป็นส่วนต่อขยายอันสง่างามของชีวิตประจำวัน

ในฐานะรถ SUV เทคโนโลยีคุณภาพระดับโลก LEPAS L6 มาพร้อมนิยามมาตรฐานใหม่ของ SUV พลังงานไฟฟ้า ที่ผสานดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อทุกการเดินทางที่สง่างามในทุกวัน

วันนี้ LEPAS L6 Premium SUV จึงไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่คือพื้นที่แห่งการใช้ชีวิตที่สะท้อนความสง่างามของคนเมืองยุคใหม่อย่างแท้จริง

ติดต่อเป็นตัวแทน คุณรัฐกร เจ็งบำเพ็ญทาน โทร 091-5539969

สอบถามเพิ่มเติมข้อมูลการตลาด คุณพัสตร์ดากานต์ รังสิโรจน์ โทร 098-7879291

ติดตามข้อมูลข่าวสาร Facebook: Lepas Thailand, Instragram: Lepas.Thailand https://lepasthailand.com/

 

“เอ็มจี” คอนเฟิร์ม!! น้องม่วง “NEW MG URBAN” มาแน่ เตรียมสายการผลิต พร้อมฟังก์ชันสุดล้ำเฉพาะในไทย

0
NEW MG URBAN 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จ่อเตรียมสร้างสีสันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยืนยันขยายไลน์อัพอีวีผลิตไทย โดยใช้ชื่อรุ่น NEW MG URBAN ในการทำตลาดในเมืองไทย พร้อมเริ่มเดินสายการผลิตในประเทศ (CKD) เพื่อเตรียมส่งมอบรถหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็ว ๆ นี้    

หลังกระแสนิยม และผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าในหลายๆ ประเทศ เอ็มจี ประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ลูกค้าคนไทยรอนาน  เตรียมแผนเปิดตัว NEW MG URBAN ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะอีวีน้องใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโออีวี ด้วยคาแรกเตอร์ที่เน้นความสดใส คุ้มค่า เข้าถึงง่าย และโดนใจผู้ใช้ยุคใหม่แบบตรงจุด เติมความสดใหม่ให้ไลน์อัพอีวีดูมีสีสัน และน่าจับตามองมากขึ้น

ที่สำคัญ รถรุ่นนี้คือหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของ เอ็มจี ในฐานะยนตรกรรมที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) ซึ่งได้เริ่มเดินสายการผลิตแล้ว และถือเป็นรุ่นที่ 3 ต่อจาก NEW MG4 และ NEW MG S5 EV PLUS  ที่ได้วางรากฐานการผลิตในประเทศไว้อย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ NEW MG URBAN เร็ว ๆ นี้ “น้องม่วง” เตรียมเดบิวต์ในไทยแล้ว!!!!

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ       เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

“GWM” ส่ง “GWM TANK” ลงสนาม Taklimakan Rally 2026 พิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

0
GWM 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” และมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM เข้าร่วมการแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 อีกครั้ง พร้อมจัดตั้งทีมแข่งอย่างเป็นทางการ (factory team) และดึงนักขับระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์และทดสอบสมรรถนะ ความทนทาน และการทำงานของเทคโนโลยีรถยนต์ GWM ในสนามทดสอบที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นสนามทดสอบทางธรรมชาติที่ท้าทายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

GWM 2

Taklimakan Rally เวทีทดสอบสมรรถนะของรถในสภาพเส้นทางที่สุดท้าทาย

GWM 3

การแข่งขัน Taklimakan Rally 2026 นับเป็นหนึ่งในบททดสอบที่หฤโหดที่สุดในโลก โดยในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน  2569  ในเขตซินเจียง ประเทศจีน ครอบคลุมระยะทางรวมเกือบ 8,000 กิโลเมตร โดยเป็นช่วงแข่งขันจับเวลาประมาณ 4,200 กิโลเมตร รวม 15 สนาม และจุดตั้งแคมป์ 7 แห่ง เส้นทางตลอดการแข่งขันผ่านภูมิประเทศที่ท้าทายหลากหลายรูปแบบ ทั้งทะเลทรายโกบีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และภูมิประเทศแบบยาร์ดาง (Yardang) ซึ่งเป็นสันหินยาวสลับร่องที่เกิดจากการกัดเซาะของลม โดยเส้นทางทะเลทรายคิดเป็นประมาณ 60% ของการแข่งขันทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มช่วงทดสอบแบบมาราธอนเพื่อท้าทายสมรรถนะรถ ความทนทานของระบบขับเคลื่อน และทักษะของทีมนักแข่งตลอดเส้นทาง

GWM 4

GWM ส่ง GWM TANK พร้อมทีมนักแข่งระดับโลกพิสูจน์ขีดสุดเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM

GWM 5

 

ในการแข่งขันครั้งนี้ GWM ได้ส่งรถในตระกูล TANK ลงแข่งขันได้แก่ TANK 300 Hi4-T, TANK 500 Hi4-Z  และ TANK 700 Hi4-T ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM ที่ประสานแพลตฟอร์มออฟโรดเข้ากับระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริดเพื่อทดสอบการทำงานของระบบขับเคลื่อน ความแข็งแกร่งของโครงสร้างและช่วงล่าง รวมถึงประสิทธิภาพของระบบไฮบริดในสภาพการขับขี่ที่หลากหลายและท้ายทาย โดย GWM ได้จัดทัพนักแข่งจากหลายประเทศที่มีประสบการณ์ในรายการระดับนานาชาติลงแข่งในนามทีมโรงงาน  GWM ได้แก่  Pau Navarro (สเปน) ผู้ชนะการแข่งขัน Dakar Challenger ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์; Nicolas Cavigliasso (อาร์เจนตินา)  แชมป์ Dakar สองสมัยในหลายประเภทการแข่งขัน; Gérard Farrés (สเปน) นักแข่งมากประสบการณ์ที่เอาชนะทีมโรงงานในฐานะนักแข่งอิสระ และ Rebecca Busi (อิตาลี) ดาวรุ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักแข่งหญิงรุ่นใหม่

GWM 6

GWM เน้นย้ำถึงการกลับเข้าร่วม Taklimakan Rally ในปีนี้ว่า ไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญชั่วคราวแต่เป็นแพลตฟอร์มถาวรที่นอกจากจะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีออฟโรดเจเนอเรชันใหม่ของ GWM พร้อมแล้วที่จะยืนหยัดในแถวหน้าของวงการมอเตอร์สปอร์ต แต่ยังเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเรียนรู้ เก็บข้อมูล และต่อยอดการพัฒนารถของ GWM ผ่านบททดสอบในสภาพแวดล้อมที่หนักหน่วงได้เป็นอย่างดี โดยทุกข้อมูลที่ได้จากสนามแข่งจะถูกส่งต่อไปยังทีมวิศวกรเพื่อการพัฒนาทางวิศวกรรมและยกระดับขีดความสามารถของยนตกรรมจาก GWM ในอนาคต  เพื่อการส่งต่อรถที่มาพร้อมคุณภาพ สมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยสู่ลูกค้าของ GWM ทั่วทุกมุมโลก

 

 

 

 

Honda City ใหม่ ดีไซน์สปอร์ตยิ่งขึ้น อัปอุปกรณ์ครบครัน พร้อมแนะนำรุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เข้าถึงง่ายกว่าเดิม เปิดจองสิทธิ์เป็นเจ้าของก่อนใครในไทย 22 พ.ค. – 30 มิ.ย. นี้

0
Honda City ใหม่ 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยภาพ Honda City ใหม่ อย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย โดยเปิดรับลงทะเบียนจองสิทธิ์การเป็นเจ้าของล่วงหน้าระหว่างวันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569 พร้อมรับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** ก่อนเตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่มาพร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษเร็ว ๆ นี้! โดดเด่นด้วยลุคใหม่ที่อัปความสปอร์ตไปอีกขั้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟหน้าแบบ LED ในทุกรุ่น อีกทั้งไฟหน้า Connecting Light แบบ LED ดีไซน์เต็มความกว้างตัวรถ สะท้อนความล้ำสมัย สะดุดตา รวมทั้งไฟท้าย LED แบบ Clear lens ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่!* ตอบโจทย์ที่ลูกค้ามองหา อาทิ

Honda City ใหม่ 2

  • ใหม่! ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS)
  • ใหม่! ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สายดีไซน์ใหม่ที่อัปเกรดเป็นหน้าจอขนาด 10 นิ้ว
  • ใหม่! ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
  • ใหม่! อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • ใหม่! กระจกมองหลังแบบตัดแสงแบบอัตโนมัติ

ให้คุณสะท้อนตัวตนได้อย่างแตกต่าง กับทางเลือก 2 สไตล์ ทั้งซีดาน และแฮทช์แบ็ก 5 ประตู กับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ทั้งระบบฟูลไฮบริด e:HEV – The EXCITING Hybrid มอบสมรรถนะการขับขี่สนุกเร้าใจ
และขุมพลัง
VTEC TURBO ขับสนุกทุกย่านความเร็ว เร่งแซงทันใจ พร้อมปรับโฟกัสสู่ไลน์อัปไฮบริด เพิ่ม ! รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่เพื่อตอบโจทย์ตลาดและให้ลูกค้าเข้าถึงประสบการณ์รถไฮบริดของฮอนด้าในกลุ่มซิตี้คาร์ได้ง่ายกว่าเดิม

Honda City ใหม่ 3 

Honda City ใหม่ ทั้งรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก มาพร้อมทางเลือกรุ่นละ 4 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่นขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV 3 รุ่นย่อย
  • รุ่น e:HEV RS – จัดเต็มทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน ตอบโจทย์ทั้งสายสมรรถนะและสไตล์
  • รุ่น e:HEV SV – ครบครัน คุ้มค่า ด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันที่เหมาะกับการใช้งานทุกวัน
  • ใหม่! รุ่น e:HEV V – รุ่นเริ่มต้นไฮบริดใหม่ เปิดประสบการณ์ความคุ้มค่า ให้คุณเป็นเจ้าของรถไฮบริดได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมสัมผัสฟีลลิ่งการขับขี่แบบฟูลไฮบริดในแบบฉบับของฮอนด้า
  • รุ่นขุมพลัง VTEC TURBO 1 รุ่นย่อย
  • รุ่น S – ทางเลือกเริ่มต้นของไลน์อัป กับขุมพลัง VTEC TURBO มอบสมรรถนะที่คล่องตัว คุ้มค่า และมั่นใจในทุกการขับขี่

Honda City ใหม่ 4

Honda City ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 7 สี แตกต่างกันไปตามรุ่นซีดาน และแฮทช์แบ็ก ได้แก่

Honda City ใหม่ 6

  • ใหม่! สีแดงเบลซิง (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
  • ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
    พิเศษ ! เฉพาะ New Honda City Hatchback รุ่น e:HEV RS ใหม่! สีเทาเออร์เบิน (มุก) มาพร้อมหลังคาสีดำ (ทูโทน)
  • สีขาวแพลทินัม (มุก) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS และ e:HEV SV)
  • สีน้ำเงินบริลเลียนท์ สปอร์ตตี้ (เมทัลลิก) (เฉพาะรุ่น e:HEV SV และ e:HEV V)
  • สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)
  • สีดำคริสตัล (มุก)
  • สีขาวทาฟเฟต้า(เฉพาะรุ่น e:HEV V และ S)

พร้อมใหม่! ทางเลือกสีภายในห้องโดยสารสีเทาแพลทินัม เฉพาะ New Honda City รุ่นซีดาน รุ่นย่อย e:HEV SV ที่สามารถเลือกจับคู่ได้กับสีภายนอกสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) หรือสีดำคริสตัล (มุก) เท่านั้น

Honda City ใหม่ 5

Honda City ใหม่ พร้อมให้คุณจองสิทธิ์เป็นเจ้าของได้แล้ววันนี้! ผ่านที่ปรึกษาการขาย ณ โชว์รูมฮอนด้า
ทั่วประเทศ พร้อมรับฟรีบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาท** โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้

  • ลงทะเบียนจองสิทธิ์ล่วงหน้า ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2569 – 30 มิ.ย. 2569
  • ดำเนินการจองอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 1 ก.ค. 2569 – 31 ก.ค. 2569
  • รับรถ ภายในวันที่ 31 ส.ค. 2569

Honda City ใหม่ 8

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city และ www.honda.co.th/cityhatchback และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

 

เตรียมพบกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Honda City ใหม่ ในตลาดประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ พร้อม
เซอร์ไพรส์ที่จะมาเขย่าความเร้าใจให้ทะลุทุกขีดจำกัด

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

หมายเหตุ

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ