Home Blog Page 5

“GWM” เริ่มส่งมอบ WEY G9 – The Crafted Masterpiece ล็อตใหญ่ สู่มือลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศ

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “All Scenarios – All Powertrains – All Users” พร้อมก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์จีนที่คนไทยให้ความไว้วางใจสูงสุด และอันดับหนึ่งของแบรนด์รถยนต์จีนด้านบริการหลังการขายผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการดูแลลูกค้าด้วยความใส่ใจและโปร่งใส ล่าสุด GWM (Thailand) ได้จัดกิจกรรมส่งมอบรถยนต์ MPV หรู WEY G9 – The Crafted Masterpiece ล็อตแรกให้แก่ลูกค้าชาวไทยอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังจากได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ใช้งานชาวไทยตั้งแต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อยนตรกรรมลักชัวรี่ MPV ที่เปรียบเสมือน “ประติมากรรมแห่งการเดินทาง” ที่ผสานความสง่างามด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยและความสะดวกสบายที่ครบครันและเหนือระดับได้อย่างลงตัว โดยได้เริ่มส่งมอบรถยนต์ผ่าน GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ และมีผู้บริหารระดับสูงจาก GWM (Thailand) ร่วมทำการส่งมอบให้กับลูกค้าในกรุงเทพฯ อีกด้วย

GWM (Thailand) 2

ส่งมอบเอกสิทธิ์แห่งความเหนือระดับ กับ WEY G9 – The Crafted Masterpiece

การส่งมอบ WEY G9 ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการส่งมอบรถยนต์ แต่คือการส่งมอบเอกสิทธิ์แห่งการครอบครองยนตรกรรมระดับ Masterpiece ที่หลอมรวมความประณีต เทคโนโลยี และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้ครอบครองยังได้รับสิทธิประโยชน์ผ่าน WEY Exclusive Service บริการพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าคนพิเศษโดยเฉพาะ พร้อมผู้ช่วยส่วนตัว (Personal Assistant) ตลอด 24 ชั่วโมง บริการรถทดแทนรุ่นเดียวกัน บริการรับ–ส่งรถ และการดูแลแบบเอ็กซ์คลูซีฟในทุกสถานการณ์ ตอกย้ำสถานะของ WEY G9 ในฐานะสัญลักษณ์แห่งไลฟ์สไตล์ลักชัวรี่สำหรับผู้นำยุคใหม่อย่างแท้จริง

GWM (Thailand) 3

WEY G9 คือทางเลือกที่ยกระดับทุกการเดินทาง: ใส่ใจทุกรายละเอียดสู่ประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกด้าน

GWM (Thailand) 4

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ WEY G9 ได้รับความสนใจและไว้วางใจอย่างรวดเร็ว คือ การตอบโจทย์การใช้งานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องความมั่นใจในการขับขี่ (Confidence) ความสะดวกสบาย (Comfort) และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย (Convenience) โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Hi4 หรือระบบขับเคลื่อนไฮบริดสี่ล้ออัจฉริยะ ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาดตามความต้องการและมีระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมอบอิสระในการเดินทางอย่างเหนือระดับ สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลสูงสุด 170 กิโลเมตร (NEDC) และขับขี่ได้ระยะทางรวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลโดยไม่ต้องกังวลเรื่องจุดชาร์จ ผสานข้อดีของพลังงานไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เหนือกว่ารถไฟฟ้าล้วนที่ยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และก้าวล้ำกว่ารถ MPV แบบดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะและความคุ้มค่าในระยะยาว โดยเสียงตอบรับจากลูกค้าจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า แม้จะเป็น MPV ขนาดใหญ่ แต่ WEY G9 มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นิ่ง มั่นคง และควบคุมง่าย ให้ความรู้สึกใกล้เคียงรถ SUV ระดับพรีเมียม ขณะที่ห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้เป็น “พื้นที่คุณภาพ” อย่างเหนือระดับ ด้วยเบาะแถวสองแบบ Zero-Gravity พร้อมระบบนวดไฟฟ้า วัสดุหนัง NAPPA คุณภาพสูง และบรรยากาศที่หรูหราทุกมิติ ตอบโจทย์ทั้งบทบาทผู้นำทางธุรกิจและครอบครัวที่กำลังเติบโต สะท้อนถึงทิศทางใหม่ของตลาด MPV ลักชัวรี่ในประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่สง่างามในเวลาเดียวกัน

GWM (Thailand) 5

WEY G9 – The Crafted Masterpiece พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางระดับลักชัวรี่ ที่ผสานความสะดวกสบายเหนือระดับเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางสำหรับครอบครัว ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.349 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถทดลองขับคันจริงได้แล้ววันนี้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application และ https://www.gwm.co.th/ หรือ GWM Contact Center 02-668-8888

 

 

 

 

เอ็มจี ถอดรหัสความสำเร็จของ NEW MG S5 EV ในตลาดยานยนต์ไทย ด้วยยอดขายสะสมกว่า 40,000 คัน พร้อมอีกระดับสู่การเป็น Drive Solution ให้กับคนไทย

0
NEW MG S5 EV 1

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สะท้อนความสำเร็จของ NEW MG S5 EV ยนตรกรรม e-SUV ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในเมืองไทย ด้วยรางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2025 สามารถ
ทำยอดขายสะสมทั่วโลกได้กว่า 40,000 คัน พร้อมเดินหน้าสู่อีกขั้นจากภาพจำ “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบายพร้อม LIFETIME WARRANTY” สู่การเป็นอีวีที่ “ให้” และ “เข้าถึงใจ” มากกว่า ชูภาพการเป็นยนตรกรรมสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่พร้อม Drive Solution ให้กับผู้ใช้งานในทุกที่นั่ง ตอกย้ำแนวทางการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของ เอ็มจี ด้วยมุมมองใหม่ภายใต้กลยุทธ์ GLOCAL

NEW MG S5 EV 2NEW MG S5 EV  ถือเป็นหนึ่งในยนตรกรรมไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมของ เอ็มจี เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
ในเมืองไทย เมื่อไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเป็นโกลบอลอีวีที่เข้ามาทำตลาดในกลุ่ม B-SUV ภายใต้แนวคิด Make Anywhere Possible กับจุดเด่น “ขับสนุก วิ่งไกล ชาร์จไว นั่งสบาย พร้อม LIFETIME WARRANTY”ทั้งยังเป็น e-SUV รุ่นแรกของ เอ็มจี ที่พัฒนาบน NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะรองรับทุกขนาดของรถ มาพร้อมสมรรถนะที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ทรงตัวและเกาะถนนได้ดีด้วยการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตร 50:50 และการวางตำแหน่งแบตเตอรี่ที่ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำ (Low Centre of Gravity) ทำให้รถเกาะถนนได้ดีเยี่ยม ช่วงล่างอิสระ 5-Link Suspension ปรับจูนมาเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มความนุ่มนวล และความเฉียบคมในการควบคุม นอกจากจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ข้างต้นแล้ว เอ็มจี ยังได้สร้างภาพจำให้กับ NEW MG S5 EV PLUS ให้เป็น “อีวีมหาชน” ที่สามารถครองใจครอบครัว ยุคใหม่ ให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่าย ทำให้เห็นภาพการใช้งานที่ชัดเจนมากขึ้น กับการเป็น e-SUV ที่ “ใหญ่ – เย็น – ยาว – เยอะ” ด้วยห้องโดยสารที่กว้าง มาพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ 15.6 นิ้ว เพิ่มความเย็นสบายด้วยเบาะนั่งคู่หน้าระบบ เป่าลม พร้อมระบบแอร์หลัง ใช้งานระยะยาวได้อย่างมั่นใจทั้งวิ่งไกลและชาร์จไว มาพร้อมแบตเตอรี่มาตรฐานระดับโลกที่พัฒนา ร่วมกับ CATL ทำให้ เอ็มจี สามารถมอบความมั่นใจกับลูกค้าด้วย EV LIFETIME WARRANTY ทำให้ยนตรกรรมรุ่นนี้เป็นที่สนใจและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื้ 

NEW MG S5 EV 3

NEW MG S5 EV ถือเป็นหนึ่งในโมเดลหัวหอกของ เอ็มจี ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น การันตีความสำเร็จ
ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น การได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากองค์กรทดสอบความปลอดภัยยานยนต์ระดับสากลถึง 3 มาตรฐาน ได้แก่ Euro NCAP, ASEAN NCAP และ ANCAP สะท้อนให้เห็นถึงการเป็น “โกลบอลโมเดล” ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสามารถสร้างยอดขายรวมทั่วโลกได้กว่า 40,000 คัน ในช่วงปีที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทย NEW MG S5 EV ยังได้พิสูจน์ศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ เอ็มจี ที่ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค ด้วยการคว้ารางวัล THAILAND EV OF THE YEAR 2025 ส่งผลให้รถรุ่นนี้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจนมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า 5,500 คัน จากกระแสการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องของลูกค้า ทำให้ NEW MG S5 EV รุ่น D+ ได้รับความต้องการในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด เอ็มจี ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มที่ ส่งผลให้สามารถนำ NEW MG S5 EV รุ่น D+ กลับมาวางจำหน่ายในตลาดได้อีกครั้ง

NEW MG S5 EV 4

นาย ซู๋ว์ หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด เผยว่า “ความสำเร็จของ NEW MG S5 EV สะท้อนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสื่อสารการตลาด และการบริการหลังการขาย เพื่อให้รถเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตและการเดินทางระยะยาวในอนาคตของผู้บริโภค และจากกลยุทธ์ GLOCAL ที่ใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานของ เอ็มจี ในทศวรรษนี้ จะถูกนำมาประยุกต์สู่การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ที่เน้นผสมผสานเข้ากับบริบทภายในประเทศมากยิ่งขึ้น
ซึ่งในปีนี้ NEW MG S5 EV จะเป็นโมเดลที่ เอ็มจี นำเสนอด้วยมุมมองใหม่ เพื่อให้คนไทยเห็นภาพของยนตรกรรมเป็นมากกว่าแค่ “ยานพาหนะ” แต่เป็นสิ่งที่ช่วย Drive Solution ให้กับการใช้ชีวิตในทุก ๆ รูปแบบ มุ่งทะลายกรอบข้อจำกัดของครอบครัวยุคใหม่ โดยถ่ายทอดให้เห็นถึง User Benefits และ Customer Experiences ที่จะได้รับ จากรถรุ่นนี้ อาทิ ครอบครัวที่มีหลากหลายเจนเนอเรชั่น สามารถใช้เวลาด้วยกันด้วยรถรุ่นนี้ ผู้สูงวัยขึ้นลงได้ง่ายเด็กนั่งสบายปลอดภัย หรือ ครอบครัวผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ใช้รถได้อย่างคุ้มค่า ขนคน ขนของ เป็นต้น

NEW MG S5 EV 5

นอกจากการนำเสนอภาพการใช้งานจริงให้เห็นเป็นรูปธรรมแล้ว เรายังคงให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นในตัวรถด้วยการมอบความอุ่นใจในระยะยาวอย่าง EV LIFETIME WARRANTY และเครือข่ายบริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
เพื่อผลักดันให้รถรุ่นนี้สู่เป้าหมาย อีวีมหาชน อย่างแท้จริง”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของ  เอ็มจี ได้ที่

Website: www.mgcars.com

Line: @MGThailand

Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand

Twitter: @mg_thailand

Instagram: @mgthailand

Youtube: MG Thailand

TikTok: @mgthailand

Application: MG Thailand

 

 

 

 

“นิสสัน” เตรียมเปิดตัวรถยนต์พลัง e-POWER รุ่นใหม่ ผลิตในประเทศ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026

0
Nissan 1

นิสสัน ประเทศไทย เตรียมเปิดตัวรถยนต์อี-พาวเวอร์ (e-POWER) รุ่นใหม่ล่าสุดที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2026 โดยเป็นรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย นับเป็นการขยายไลน์ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของนิสสันในภูมิภาคอาเซียน  รถยนต์รุ่นใหม่นี้ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะ สภาพการขับขี่ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าชาวไทย และตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ โดยจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ เอกสิทธิ์ของ นิสสัน มีดีไซน์โดดเด่นแบบรถเอสยูวี พร้อมทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยรวมถึงระบบการเชื่อมต่อที่ล้ำสมัย  รถยนต์รุ่นนี้ผลิตที่โรงงานนิสสัน ในประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนิสสันที่มีต่อการยกระดับการผลิตในประเทศ และการส่งมอบผลิตภัณฑ์ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะ

โทชิฮิโระ ฟูจิคิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย และอาเซียน กล่าวว่า “นิสสันยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เราเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นผ่านการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าในภูมิภาคนี้ โดยรถยนต์ อี-พาวเวอร์ รุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบสนองต่อความชื่นชอบ และพฤติกรรมการขับขี่ของลูกค้าในประเทศไทย และทั่วทั้งอาเซียน สะท้อนถึงความตั้งใจของนิสสันในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และสภาพการขับขี่ของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง โดยผู้ที่สนใจเตรียมสัมผัสประสบการณ์ความตื่นเต้นของรถยนต์อี -พาวเวอร์ รุ่นใหม่นี้ พร้อมติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์”

เพื่อสร้างความตื่นเต้นครั้งใหม่ให้แก่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 47 ลูกค้า และสื่อมวลชนสามารถติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของนิสสัน พร้อมร่วมเยี่ยมชมบูธนิสสันในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ได้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569  และร่วมเป็นกลุ่มแรกที่ได้สัมผัสรถยนต์รุ่นใหม่ในการเปิดตัวสู่สาธารณชน

 

 

“ฟอร์ด” เตรียมตัวหวนคืนสู่สนาม F1 ตอกย้ำการผสานดีเอ็นเอการแข่งขัน สู่รถที่ขับจริงบนท้องถนน

0
ฟอร์ด 1

สำหรับสาวกมอเตอร์สปอร์ตทางเรียบระดับโลกอย่างการแข่งรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน (F1) การรอคอยใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อนัดเปิดฤดูกาลปี 2569 จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 มีนาคมนี้ ที่สนามอัลเบิร์ต พาร์ค สตรีท เซอร์กิต ในนครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดย ฟอร์ดเตรียมประกาศศักดากลับสู่จุดสูงสุดของการแข่งขันรถอย่างยิ่งใหญ่ แสดงถึงมรดกตกทอดด้านการแข่งขันที่มีมายาวนานนับศตวรรษ อีกทั้งยังตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนารถยนต์ที่แฝงไปด้วยสปิริตรถแข่งให้ลูกค้าฟอร์ดขับขี่บนท้องถนนในชีวิตประจำวัน

ฟอร์ด 2

สานต่อจากเรื่องราวการแข่งขันของครอบครัวฟอร์ด

สำหรับฟอร์ด การแข่งขันฟอร์มูล่าวันในฤดูกาล 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ นับเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความหมายบนเส้นทางตั้งแต่จุดกำเนิดของบริษัท โดยเฮนรี่ ฟอร์ด ผู้ต่อสู้เพื่อการอยู่รอดของบริษัทเมื่อ 125 ปีที่แล้ว ผ่านชัยชนะครั้งสำคัญด้วยรถแข่ง ‘สวีปสเทค (Sweepstakes)’ ในเดือนตุลาคม ปี 1901 ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จึงถือกำเนิดขึ้น เหตุการณ์ในอดีตครั้งนั้นได้สร้างจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและแรงบันดาลใจให้กับฟอร์ดตลอดมา

ฟอร์ด 3

หลังห่างหายจากการแข่งขันฟอร์มูลาวันไปนานถึง 22 ปี วิล ฟอร์ด ผู้จัดการทั่วไปของ ฟอร์ด เรซซิ่ง และทายาทของเฮนรี่ ฟอร์ด ได้พาฟอร์ดกลับมาทวงคืนตำแหน่งในสนามอีกครั้ง ตอกย้ำตัวตนของ ‘แบรนด์ฟอร์ด’ ที่ทรงพลังในสนามแข่งระดับโลก ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเรด บูล พาวเวอร์เทรนส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและเป้าหมายที่มีร่วมกันบนกริดสตาร์ทตลอดฤดูกาลปีนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับฟอร์ด การหวนคืนสู่สนามแข่งรถอันดับหนึ่งอย่างฟอร์มูล่าวัน ยังพาให้ระลึกถึงต้นกำเนิดของบริษัทบนสนามแข่งเมื่อ 125 ปีก่อนด้วย

ฟอร์ด 4

“การได้เห็นโลโก้ฟอร์ดบลูโอวอลผสานอยู่ในลวดลายของรถ นับเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทของทั้งทีมวิศวกรฟอร์ดและวิศวกรทีม เรด บูลที่ได้ทุ่มเทเวลาทำงานหนักเพื่อพัฒนารถ” วิล ฟอร์ด กล่าว “พูดได้เลยว่า ระบบไฟฟ้าแรงสูงและซอฟต์แวร์แบตเตอรี่ที่เราพัฒนาสำหรับการแข่งในปีนี้ คือแบบพิมพ์เขียวที่ใช้พัฒนารถกระบะ และรถยนต์ที่ลูกค้าของเราจะได้ขับขี่ในอนาคต”

นวัตกรรมระบบไฟฟ้าแรงสูง ขุมพลังที่พัฒนาโดยฟอร์ด

ฟอร์ด 5

คริสเตียน เฮิร์ทริช หัวหน้าวิศวกรระบบส่งกำลังของ ฟอร์ด เรซซิ่ง และหนึ่งในผู้นำทีมวิศวกรสำหรับฤดูกาลฟอร์มูล่าวัน 2026 ให้ความสำคัญกับความเร็วและนวัตกรรมรถแข่งอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งเขาต้องผสานมรดกแห่งชัยชนะที่มีมา 125 ปีของฟอร์ด เข้ากับการทำงานของทีมเรด บูล ที่มีความคล่องแคล่ว และประสบการณ์จากความสำเร็จที่สั่งสมมาตลอด 20 ปี โดยฟอร์ดได้พัฒนาขุมพลังเครื่องยนต์ฟอร์มูล่าวัน หรือ F1 ตั้งแต่ต้น คริสเตียนเผยว่า ทีมงานวิศวกรของฟอร์ด เรซซิ่ง ทั้งจากโรงงานในเมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา และวิศวกร เรด บูลที่สำนักงานใหญ่ในเมืองมิลตัน คีนส์ สหราชอาณาจักร กำลังร่วมกันคิดค้นและออกแบบชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีความซับซ้อนสำหรับส่วนต่าง ๆ ของรถแข่ง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์สันดาป ระบบระบายความร้อน และระบบกู้คืนพลังงาน รวมถึงการปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน

ฟอร์ด 6

ในฐานะทีมพัฒนาขุมพลังรถแข่งหน้าใหม่ที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบการแข่งขันของปี 2026 ฟอร์ดต้องไล่ตามคู่แข่งที่คร่ำหวอดในสนามมานานหลายสิบปีให้ทัน ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า โดย เควิน รุยบัล วิศวกรด้านการจำลองสภาพแวดล้อมการแข่งจริงของฟอร์ด เรซซิ่ง ได้ไปทำงานร่วมกับทีมเรด บูลถึงเมืองมิลตัน คีนส์ พัฒนาโมเดลการควบคุมรูปแบบเฉพาะที่ทำงานเร็วกว่าเวลาจริงถึง 1,000 เท่า และได้กลายมาเป็นกลยุทธ์หลักในการปรับจูนและควบคุมรถแข่ง ช่วยให้นักแข่งได้สัมผัสและปรับตัวเข้ากับคาแร็กเตอร์ของเครื่องยนต์ระหว่างที่จำลองการขับ และให้ความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงก่อนที่จะผลิตตัวเครื่องยนต์ขึ้นจริง

ฟอร์ด 8

ด้านการจัดการพลังงานแบตเตอรี่ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศทางดิจิทัลของทีมพัฒนารถ วิศวกรฟอร์ดและวิศกวกรของทีมเรด บูล ร่วมกันทำงานที่สำนักงานใหญ่ของเรด บูล พาวเวอร์เทรนส์ เพื่อหาวิธีการให้พลังงานไฟฟ้าทำงานอย่างมีประสิทธิภาพร่วมกับเครื่องยนต์สันดาป โดยไมค์ หวง วิศวกรฟอร์ด ได้พัฒนาโปรแกรมดิจิทัลขั้นสูงที่บริหารจัดการพลังงานได้แบบเรียลไทม์ สามารถวิเคราะห์ว่าช่วงไหนควรใช้หรือกักตุนพลังงานไว้ เพื่อหาวิธีที่เร็วที่สุดในสนาม ซึ่งจะอาศัยกลไกการปรับใช้พลังงาน และประสิทธิภาพในการขับ ส่วนการจัดการความร้อน และการคำนวณสถานะการชาร์จจะใช้รากฐานเดียวกันกับการพัฒนารถกระบะไฟฟ้าของฟอร์ดในอนาคตให้สามารถลากจูงได้ไกล และชาร์จได้ไวขึ้น

“สนามแข่งรถฟอร์มูล่าวัน เปรียบเสมือนสนามทดสอบรถที่เปี่ยมนวัตกรรมที่สุดในโลก และการนำนวัตกรรมของเรามาลงแข่งในรายการแข่งนี้ ก็เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าของเราจะได้รับนวัตกรรมที่พวกเขาสมควรได้รับในอนาคต” คริสเตียนกล่าว

ฟอร์ด 8

จากสนามแข่ง สู่ความเชื่อมั่นบนท้องถนนจริง

ก่อนที่การแข่งขันฟอร์มูล่าวัน 2026 จะเริ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ฟอร์ดได้เริ่มทดสอบรถอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยประยุกต์ใช้วิธีการเดียวกับอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ วิศวกรนักพัฒนารถได้เร่งผลิตชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 ชิ้น ที่ทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติให้ทีมแข่งใช้ทดสอบ

ฟอร์ด 9

คริสเตียน เฮิร์ทริช เผยว่า “ชิ้นส่วนเหล่านี้ไม่ได้เป็นชิ้นส่วนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นชิ้นส่วนอะไหล่โลหะและโพลีเมอร์ที่มีคุณสมบัติทนทาน ผ่านการทดสอบในสภาวะแวดล้อมหฤโหด เพื่อให้สามารถทนต่อการแข่งขันด้วยความเร็วเฉลี่ย 200 ไมล์ต่อชั่วโมง”

ฟอร์ดได้นำความเชี่ยวชาญจากโรงงานกว่า 100 ปี มาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนและองค์ประกอบต่าง ๆ สำหรับระบบส่งกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงระบบไฮบริด ขณะที่ชิ้นส่วนอะไหล่ทุกชิ้น จะต้องผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่ การทดสอบความแข็งแรงทนทาน การตรวจสอบความถูกต้องทางเรขาคณิตผ่านการสแกนสามมิติ และการสแกนด้วยเครื่องเอ็กซเรย์และซีทีสแกน ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องทดลองวัดผลขั้นสุดท้ายที่ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ของฟอร์ด

คีธ เฟอร์เรลล์ ผู้เชี่ยวชาญทีมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของฟอร์ด และดูงานในส่วนการผลิตแบบพิมพ์สามมิติ เล่าว่า ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนที่ทีมวิศวกรฟอร์ดนำไปใช้กับการพัฒนารถยนต์สำหรับลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น โปรแกรมการพัฒนาฟอร์ด F-150 ที่ทีมวิศวกรได้นำนวัตกรรมการสแกนแบบเดียวกับการทดสอบรถ F1 ไปใช้ ทำให้ตรวจพบข้อบกพร่องได้ในวันเดียว ขณะที่การตรวจสอบทั่วไปอาจใช้เวลาหลายเดือน นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ฟอร์ดขยายกระบวนการตรวจสอบคุณภาพนี้ สู่รถรุ่นอื่น ๆ ที่จะส่งมอบให้ลูกค้าเพื่อความมั่นใจในคุณภาพบนท้องถนนทั่วโลก

 

 

(มีคลิปวีดีโอ) Honda e:N2 SUV ไฟฟ้า รุ่นใหม่ เปิดจองสิทธิ์แล้ววันนี้ สัมผัสคันจริงและเปิดราคาไปพร้อมกัน 23 มี.ค. 2569 ในงาน Motor Show 2026 และโชว์รูมฮอนด้าทั่วไทย

0
HONDA e:N2 1

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำและเผยสเปกอย่างเป็นทางการของ ‘Honda e:N2’ รถเอสยูวีไฟฟ้า 100% ด้วยราคาประมาณการ 1,4XX,XXX บาท* ยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่เข้ามาเติมเต็มไลน์อัปยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ของฮอนด้าให้หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นของฮอนด้าในการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ

เปิดรับจองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของก่อนใคร! ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. 2569 – 22 มี.ค. 2569 พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ*

  • ดอกเบี้ย 54%* สำหรับเจ้าของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ฮอนด้าและครอบครัว (Honda Loyalty) หรือดอกเบี้ย 1.69%* สำหรับลูกค้าทั่วไป
  • ฟรีประกันภัย 1 ปี (ประกันภัยชั้น 1)
  • ฟรี Honda Ultimate Care ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง อีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • รับประกันแบตเตอรี่ EV และระบบขับเคลื่อน EV ทั้งระบบ เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 160,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมบริการติดตั้งและสายชาร์จแบบพกพา

พิเศษ! เฉพาะลูกค้าที่รับรถ Honda e:N2 100 คันแรก รับเพิ่ม! สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า Motocompacto มูลค่า 65,000 บาท* (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%) โดยลูกค้าจะต้องทำการจองสิทธิ์ล่วงหน้าระหว่างวันที่ 5 มีนาคม 2569 – 22 มีนาคม 2569 พร้อมทำการจองอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 และรับรถภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 (โดยขอสงวนสิทธิ์การจองสิทธิ์ จองอย่างเป็นทางการและรับรถกับผู้จำหน่ายเดียวกัน)

Honda e:N2 2

Honda e:N2 มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตเอสยูวีท้ายลาดแบบ Fastback เส้นสายเฉียบคม โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าในดีไซน์ Grille-less เอกลักษณ์ของรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกระจกด้านหลังแบบ Privacy กระจกที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังแบบกันเสียงซึ่งติดตั้งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! ห้องโดยสารกว้างขวาง ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย อาทิ เบาะนั่งคู่หน้าแบบระบายอากาศ เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ พร้อมเลื่อนอัตโนมัติเวลาขึ้น – ลงรถ (Easy Entry / Exit)

Honda e:N2 3

เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ แผ่นกรองอากาศกรองฝุ่น PM 2.5 และระบบแสดงระดับฝุ่น PM 2.5 ระบบฟอกอากาศในห้องโดยสาร Plasmacluster พร้อมเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว อาทิ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้วแบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android AutoTM แบบไร้สาย อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย ช่องเชื่อมต่อ USB Type-C 4 ตำแหน่ง ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT อีกทั้งฟีเจอร์ที่ติดตั้งเป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในไทย! อาทิ น้ำหอมอโรมา (Aroma Diffuser) และกระจกมองหลังแบบกล้องพร้อมปรับลดแสงอัตโนมัติ

Honda e:N2 4

ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังไฟฟ้า 100% ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า e:N Architecture F ประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมการปรับจูนการตอบสนองของอัตราเร่งอย่างเหมาะสม มอบการขับขี่ที่มั่นใจ นุ่มนวล และควบคุมง่าย ตอบสนองเร็วทันใจด้วยกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์หรือ 204 แรงม้า (PS) ให้แรงบิดสูงสุด 310 นิวตัน-เมตร รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 530 กิโลเมตร** (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

Honda e:N2 5

จัดเต็มเทคโนโลยีความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจในทุกการเดินทาง ทั้งเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครอบคลุม 6 ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Information: BSI) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด พร้อมครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย! กับถุงลมกลางด้านหน้า พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 9.4 นิ้ว ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head Up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake: EPB) และระบบ Auto Brake Hold

Honda e:N2 6

Honda e:N2 มาพร้อมสีภายนอกที่มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทาเออร์เบิน (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) และ สีใหม่! สีขาวไดมอนด์ดัสต์ (มุก) พร้อมภายในห้องโดยสารสีทูโทน (เทา/ดำ) ตกแต่งด้วยแถบสีส้ม

จองสิทธิ์เพื่อเป็นเจ้าของ Honda e:N2 ก่อนใครได้แล้ววันนี้! ด้วยราคาประมาณการ 1.4XX ล้านบาท และเตรียมพบกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Honda e:N2 ได้ในวันที่ 23 มีนาคม 2569 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 (The 47th Bangkok International Motor Show) รวมถึงสัมผัสได้ที่บูทฮอนด้า (A22) ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม 2569 – 5 เมษายน 2569 ภายในงานฯ และที่โชว์รูมฮอนด้า

Honda e:N2 7

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.honda.co.th/en2 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก
ที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777

อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

 

 

 

 

 

“BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV” น้ำมัน 1 ถัง ชาร์จไฟครั้งเดียว ขับไกลกว่า 1,200 กิโลเมตร ในชาลเลนจ์ที่ไม่ใช่รูปแบบขับประหยัด

0
BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV 1

บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจําหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ พิสูจน์ประสิทธิภาพของขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด หรือ DM-i SUPER PHEV ใน BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ด้วยการจัดทริปทดลองขับทางไกล สำหรับสื่อมวลชนบนเส้นทางเชียงราย – กรุงเทพฯ ครอบคลุมระยะทางกว่า 1,100 กิโลเมตร โดยมีสื่อมวลชนชั้นนำ 88 ราย ร่วมพิสูจน์ในคาราวานรถยนต์ทดสอบ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่นย่อย Standard จำนวน 39 คัน

การเดินทางไกลกว่า 1,100 กิโลเมตร ในสภาวะการใช้งานจริงกับทัพ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV

BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV 3

สำหรับเส้นทางการทดสอบ ครอบคลุมการใช้งานจริง ทั้งสภาพการจราจรติดขัดในเมือง, ทางหลวงที่ใช้ความเร็วสูง และ ทางลาดชันพร้อมโค้งคดเคี้ยวบนภูเขา พร้อมให้สื่อมวลชนได้ทดสอบคุณสมบัติเหนือชั้นของ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ที่มากกว่าความประหยัด เพราะขุมพลัง DM-i SUPER PHEV มอบอัตราเร่งและการตอบสนองทันใจ ในแบบฉบับของรถยนต์ไฟฟ้าให้ผู้ขับขี่ พร้อมช่วงล่างเปี่ยมประสิทธิภาพ ขับสนุกในทุกสภาพถนน และยังมอบความสะดวกสบายให้ผู้โดยสารทุกที่นั่ง ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง จากระยะฐานล้อยาวสุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน และ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

บีวายดี 5

รถยนต์ทดสอบ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ทุกคัน ผ่านการเติมน้ำมันและชาร์จไฟครั้งเดียว พร้อมซีลสติกเกอร์ปิดฝาถังน้ำมันและช่องชาร์จไฟ โดยมีสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยานในจุดปล่อยตัว ทั้งยังมีจุดตรวจสอบระยะทางที่ขับและเชื้อเพลิงคงเหลือ รวมถึงสติกเกอร์ปิดฝาทั้งสองจุด โดยทีมงานตลอดเส้นทาง เพื่อความโปร่งใสและเท่าเทียมของผู้ร่วมกิจกรรม ในตอนท้ายของกิจกรรม BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ทุกคัน ขับถึงจุดตรวจสอบสุดท้ายได้ โดยที่ไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงหรือชาร์จไฟเพิ่ม การันตีว่าการเติมน้ำมันและชาร์จไฟครั้งเดียว สามารถใช้งานจริงได้ไกลกว่า 1,100 กิโลเมตร ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีหลายคันที่สามารถขับได้ไกลกว่า 1,200 กิโลเมตร โดยที่เชื้อเพลิงยังเหลือ

บีวายดี 8

ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i SUPER PHEV

บีวายดี 9

BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) แบบ DM-i SUPER PHEV หรือ Dual Mode-intelligent ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพ เพราะเน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นหลัก ตอบสนองฉับไวและไร้เสียงรบกวนจากเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า แต่รองรับทั้งการชาร์จไฟและเติมเชื้อเพลิง ด้วยการผสานการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ ที่พัฒนาขึ้นสำหรับขุมพลัง PHEV โดยเฉพาะ เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง กำลังรวมสูงสุด 160 กิโลวัตต์ แรงบิดรวมสูงสุด 300 นิวตันเมตร มาพร้อม BYD Blade Battery ขนาด 13.08 กิโลวัตต์-ชั่วโมง เอกสิทธิ์เฉพาะของ BYD ที่โดดเด่นเรื่องความปลอดภัย ทนทาน และ ประสิทธิภาพสูง แม้ความสามารถในการขับขี่ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียว เป็นระยะทาง 85 กิโลเมตร* แต่ใช้เชื้อเพลิงเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยอัตราสิ้นเปลือง 28.6 กิโลเมตรต่อลิตร* แม้ขณะแบตเตอรี่ต่ำ

บีวายดี 11

BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่นย่อยใหม่ Standard และ Dynamic ในราคาที่เป็นเจ้าของง่ายขึ้น

บีวายดี 13

BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV สองรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของแล้ววันนี้ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 599,900 บาท ในรุ่น Standard และ 659,900 บาท ในรุ่น Dynamic พร้อมแคมเปญพิเศษ ที่มอบสิทธิประโยชน์มากมาย สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจออกรถ ภายในวันที่ 5 เมษายน 2569 โดยข้อเสนอพิเศษจำนวนจำกัดมีทั้ง

บีวายดี 18

ดาวน์เริ่มต้น 29,995 บาท สำหรับรุ่น Standard** และ 32,995 บาท สำหรับรุ่น Dynamic**

หรือ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.88% (สำหรับเงินดาวน์ 25% ผ่อนนาน 48 เดือน)**

สิทธิซื้อโฮมชาร์จเจอร์ยี่ห้อ ชิดะ (ZHIDA) พร้อมติดตั้ง ในราคาพิเศษ 10,000 บาท จากมูลค่า 25,000 บาท**

ประกันภัยชั้น 1 พร้อมพ.ร.บ. ระยะเวลา 1 ปี**

 

สัมผัส BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV ทั้งสองรุ่นย่อยใหม่ด้วยตัวท่านเอง พร้อมสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์และแคมเปญได้ที่ โชว์รูมและศูนย์บริการ BYD ใกล้บ้านท่านทั้ง 162 สาขาทั่วประเทศ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมของรถยนต์ทุกรุ่นได้ที่ reverautomotive.com สำหรับรถยนต์ BYD พร้อมติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้ที่ Official Facebook Page: BYD RÊVER Thailand และ DENZA RÊVER Thailand

 

 

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เปิดประสบการณ์ City Run ชวนลูกค้าพิชิตเส้นทางวิ่ง 5K ใจกลางสาทร กับกิจกรรม The Urban Performance Presented by The all-new electric CLA

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เดินหน้ามอบประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์เทรนด์การวิ่ง ในเมืองของกลุ่มคนเจเนอเรชันใหม่ ผ่านแคมเปญ “The Urban Performance Presented by The all-new electric CLA” ชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกิจกรรมการวิ่งแบบ City Run กับระยะทางรวม 5.6 กิโลเมตร (5K) ในเส้นทางย่านสาทร – ถนนจันทน์ พร้อมนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นล่าสุด “The all-new electric CLA” มาร่วมนำขบวนในงาน เพื่อตอกย้ำการสร้าง CLA Community ร่วมกับลูกค้าชาวไทยทุกคน โดยจะมีการจัดแคมเปญอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ครอบคลุมมิติไลฟ์สไตล์ทั้งในด้านกีฬา ดนตรี และแฟชั่น

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2
กิจกรรม City Run ในสไตล์ The all-new electric CLA จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ณ โครงการวนิลามูน (Vanilla Moon) โดยมีคณะผู้บริหารจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย คุณพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร ที่เดินทางมาต้อนรับลูกค้าทุกคน พร้อมร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก่อนที่นักวิ่งทุกคนจะเริ่มวอร์มอัพและเตรียมปล่อยตัวจากจุดสตาร์ท โดยแบ่งกลุ่มนักวิ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีเหล่าเพซเซอร์ (Pacer) ที่เป็นนักวิ่งอาชีพมานำการวิ่งและดูแลความปลอดภัยของนักวิ่งทุกคนตลอดเส้นทาง

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 3

โดยเส้นทางการวิ่งในระยะทางรวม 5.6 กิโลเมตร จากบริเวณถนนจันทน์ นักวิ่งทุกคนจะได้พบกับบรรยากาศของชุมชนกลางเมืองกรุงเทพมหานคร พร้อมเห็นมุมมองของวิถีไลฟ์สไตล์ผ่านการออกกำลังกายยามเช้าในวันที่ไม่เร่งรีบ โดยมุ่งหน้าสู่แลนด์มาร์คสำคัญอย่างสกายวอล์กช่องนนทรี (Chong Nonsi Skywalk) ที่เชื่อมต่อกับสวนสาธารณะลอยฟ้าที่อยู่กลางถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และวิ่งผ่านเส้นทางในซอยสาทร 11 (เซนต์หลุยส์ 3) กลับมาเข้าเส้นชัยที่จุดรวมตัวบริเวณโครงการวนิลามูน เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ “The Fastest Lap” การแข่งวิ่งระยะสั้นแบบ Sprint Challenge ในระยะทาง 300 เมตร เพื่อหาผู้ชนะที่จะได้รับรางวัลพิเศษจาก The all-new electric CLA ก่อนจบกิจกรรมด้วย Networking Party ที่ให้ทุกคนร่วมเฉลิมฉลองไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับของ CLA Community ไปด้วยกัน

เมอร์เซเดส-เบนซ์ 4

“The Urban Performance Presented by The all-new electric CLA” เป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านไลฟ์สไตล์จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มประสบการณ์ให้กับลูกค้าที่ สนใจเป็นเจ้าของ The all-new electric CLA รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ในการพัฒนาและนำเสนอยนตรกรรมแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยรถยนต์รุ่นดังกล่าวจะเปิดตัวและประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 7
ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

“ฮุนได” มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก ประกาศแต่งตั้ง ยุคนธร วิเศษโกสิน ดำรงตำแหน่ง ประธานอาเซียน

0
ฮุนได มอเตอร์ เอเซียแปซิฟิก 1

ฮุนได มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก ประกาศแต่งตั้ง นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน (วิกกี้) ดำรงตำแหน่ง ประธานอาเซียน  (ASEAN President) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม 2026 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เธอจะรับผิดชอบการบริหารการดำเนินงานแบบบูรณาการของฮุนไดในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุม อินโดนีเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม พร้อมรายงานตรงต่อ มร.ดอน โรมาโน ประธาน ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก

ในบทบาทใหม่นี้ คุณวิกกี้จะทำหน้าที่เป็นผู้นำองค์กรอาเซียนแบบบูรณาการของฮุนไดอาเซียน โดยรับผิดชอบการถ่ายทอดทิศทางและกลยุทธ์จากสำนักงานใหญ่เอเชียแปซิฟิกสู่การดำเนินงานในระดับภูมิภาคอย่างเป็นเอกภาพ ขับเคลื่อนการทำงานให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกประเทศ พร้อมผลักดันการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญตลาดอาเซียนที่มีความเข้าใจเชิงลึกจากประสบการณ์จริง ด้วยประสบการณ์ผู้นำระดับอาวุโสกว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรมยานยนต์และธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค ล่าสุดในตำแหน่ง President, ASEAN Markets และ Asia Pacific Distributor Markets ที่ Ford เธอมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในหลายประเทศ เสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายการดำเนินงาน และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดที่มีการแข่งขันสูงทั่วทั้งภูมิภาค

มร. ดอน โรมาโน ประธาน ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญในระดับภูมิภาค ศักยภาพความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และความเข้าใจตลาดอาเซียนอย่างลึกซึ้งของวิกกี้ ทำให้เธอมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนฮุนไดสู่การเติบโตในระยะถัดไปของภูมิภาคนี้ การแต่งตั้งครั้งนี้ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับและสนับสนุนบทบาทผู้นำสตรีในระดับโลกของฮุนได ควบคู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

นางสาวยุคนธร วิเศษโกสิน กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ ฮุนได มอเตอร์ เอเชียแปซิฟิก และตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมงานทั่วทั้งอาเซียน เราจะร่วมกันยกระดับความแข็งแกร่งของการดำเนินงานในระดับภูมิภาค เดินหน้าเร่งการเปลี่ยนผ่านองค์กรให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้แก่ลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของเรา”

การแต่งตั้งครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ ฮุนได มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก ในการยกระดับองค์กรอาเซียนให้ทำงานอย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และเสริมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของฮุนไดในภูมิภาคในระยะยาว

 

 

“PTG” ประกาศ! ตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายรัฐ

0
พีทีจี 1

บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ยืนยันตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามนโยบายภาครัฐ ตอกย้ำ! ไม่มีการขึ้นราคาในช่วงนี้แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง  เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่       ทวีความตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในระยะนี้ และอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ซึ่ง PTG ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ใช้บริการ โดย PTG จะยังคงไม่ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในระดับปัจจุบันจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและผู้ใช้พลังงานเป็นสำคัญ

พร้อมกันนี้จะบริหารจัดการด้านการจัดหาและต้นทุนอย่างรอบคอบ เพื่อดูแลลูกค้าและสังคมท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน และเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประสานกับหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้การพิจารณาด้านราคาจะดำเนินการอย่างเหมาะสมตามภาวะต้นทุนและสถานการณ์ตลาด

บริษัทฯ ขอความร่วมมือผู้ใช้พลังงานไม่ตื่นตระหนกหรือกักตุน เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันและระบบขนส่งภายในประเทศยังคงดำเนินการได้ตามปกติ แม้สถานการณ์ระหว่างประเทศยังมีความไม่แน่นอน

 

 

“อีซูซุ” เอาใจสายลุย เพิ่มเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE  ใน New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD

0
อีซูซุ 1

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกในตลาดรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เปิดตัวไลน์อัพใหม่ครั้งแรก! กับ New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD ครั้งแรกของเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ชูจุดเด่นด้านสมรรถนะที่เร้าใจ ควบคู่ความประหยัดและเทคโนโลยีครบครัน มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด รองรับทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ขยายฐานลูกค้า และตอกย้ำความเป็นผู้นำในการบุกเบิกตลาดรถ 4×4 ของอีซูซุอย่างต่อเนื่อง

อีซูซุ 1

มร.ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า “เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2567  จึงมีการเพิ่มเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE สำหรับรุ่น 4×4 ในรถปิกอัพ New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ MU-X “THE NEXT PEAK” รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งนับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์กลุ่มขับเคลื่อนสี่ล้ออีซูซุ และเพื่อตอบโจทย์ ผู้บริโภคที่มองหายานยนต์สมรรถนะสูง ใช้งานได้หลากหลายพร้อมลุยทุกสถานการณ์ เติมเต็มอรรถรสการขับขี่ให้ทั้งสนุกและมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังคงความประหยัดน้ำมันตามแบบฉบับอีซูซุ โดยเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ได้รับการพัฒนาให้สมดุลทั้งพละกำลัง อัตราเร่ง และความประหยัดน้ำมัน จึงช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับผู้ใช้ทั้งกลุ่มเชิงพาณิชย์และกลุ่มไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวเชิงผจญภัย พร้อมเสริมศักยภาพการแข่งขันของอีซูซุ ในตลาดรถขับเคลื่อน 4 ล้อของไทยได้เป็นอย่างดี”

อีซูซุ 4

ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดที่ดีที่สุด อีซูซุจึงจัดกิจกรรมพิเศษ “ISUZU 4×4 Beyond Experience”  งานรวมกลุ่มคนรัก 4×4  ณ สนาม “ISUZU 4X4 Experience” ที่สมบูรณ์แบบและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคมนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้เป็นลูกค้ากลุ่มแรกในการทดสอบสมรรถนะทั้งในรุ่น New! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ MU-X “THE NEXT PEAK” ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด พร้อมพูดคุยประสบการณ์การขับขี่ออฟโรดกับกูรูชื่อดัง รวมถึงกิจกรรมจากแบรนด์พันธมิตรของอีซูซุ และรับชมคอนเสิร์ตจากศิลปินวง Lipta ที่จะมาสร้างความบันเทิงภายในงาน

อีซูซุ 4

NEW! ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE 4 ประตู ในราคาเริ่มต้น 1,066,000 บาท เปิดมิติใหม่สายออฟโรดด้วยขุมพลังดีเซลเจเนอเรชันล่าสุด ให้การตอบสนองฉับไว ส่งกำลังต่อเนื่องผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดแบบ REV TRONIC  ขับสนุก  คล่องตัว และประหยัดน้ำมัน รองรับทั้งงานหนักและไลฟ์สไตล์ผจญภัย ต่อยอด DNA ความแกร่งทนทานของอีซูซุกว่า 50 ปี มาพร้อมดีไซน์ดุดัน แบบฉบับ V-CROSS กระจังหน้า Multi-layer ไฟหน้า–ท้าย LED ล้ออัลลอย 18 นิ้ว และสีใหม่ Inishmore Gray Opaque  ห้องโดยสารยกระดับความสบายแบบ FIRST CLASS ด้วยเบาะ COOLMAX สีดำ จออินโฟเทนเมนต์รองรับ Wireless Apple CarPlay และ Android Auto ลำโพงแบบ Dynamic Surround Sound 8 ทิศทางรอบคัน เสริมความมั่นใจด้วย ระบบ Professional 4×4 ทั้ง Terrain Command, Rough Terrain mode และ Electronic Diff-Lock ลุยน้ำลึกได้ 800 มม. ตอกย้ำภาพลักษณ์สปอร์ตออฟโรดสมรรถนะสูงที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อีซูซุ 5

นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความพิเศษอีซูซุได้ร่วมมือกับ WILD ผู้ผลิตชิ้นส่วนชื่อดังของไทยในการออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษรอบคันโดยเฉพาะสำหรับ ISUZU V-CROSS 4X4 เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอีซูซุ ทั่วประเทศ

อีซูซุ 8

MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ในรุ่นย่อย RS และ Ultimate ในราคาเริ่มต้น 1,654,000 บาท ยกระดับสู่ตัวตนใหม่ที่เหนือกว่าในทุกด้าน ภายใต้แนวคิด “สู่จุดพีคใหม่ของชีวิต” ที่ให้สมรรถนะเร้าใจควบคู่ความประหยัดน้ำมัน ครั้งแรก! กับระบบขับเคลื่อน 4WD ในเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ที่มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ตอบสนองฉับไวทั้งทางเรียบและเส้นทางออฟโรด โช้กอัพใหม่! แบบ STIFF FLEX มอบประสบการณ์ขับขี่ที่นุ่มนวลและมั่นใจได้ยิ่งกว่าในทุกครั้งที่เข้าโค้ง ขับสนุกด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด แบบ REV TRONIC เปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลต่อเนื่อง พร้อม Sequential Paddle Shift และพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ให้ผู้ขับขี่ควบคุมจังหวะการเร่งแซงได้ดั่งใจ เพิ่มอารมณ์สปอร์ต และความมั่นใจในทุกสถานการณ์ขับขี่ ด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS เจเนอเรชันล่าสุด และกล้องรอบคัน 360 องศา

ผู้สนใจสามารถสัมผัสและทดลองขับ ISUZU V-CROSS 4×4 “THE ONE & ONLY” และ

MU-X “THE NEXT PEAK” 4WD เครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE ได้ที่โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ LINE: @isuzuthai