Home Blog Page 401

รายการ Auto Motor Thailand ประจำวันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564

0
Auto Motor Thailand Pic Open

พบกับรายการ Auto Motor Thailand ตั้งแต่เวลา 23.30-24.00 น. ทางททบ.5 กด 1 สำหรับสัปดาห์นี้ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

“รู้เรื่องรถ”
-รีวิวพร้อมทดลองขับ Mercedes Benz GLB 200 Progessive เอสยูวีหรู 7 ที่นั่งรุ่นแรกของค่าย ที่มาพร้อมขุมพลังจิ๋วแต่แจ๋ว

Auto Motor Thailand 1

“ท่องโลกยานยนต์”
-ยอดขายรถปี 2020

Auto Motor Thailand 2
-เปิดตัว BMW 5 series ใหม่

Auto Motor Thailand 3
-เปิดตัว Toyota Corolla Altis 2021

Auto Motor Thailand 4

“ทางลัดทางประหยัด”
-เมนูแนะนำอาหารตามสั่งยอดนิยม (ครัวคุณยาย) ที่หลายคนคงจะชอบกินเป็นประจำ

Auto Motor Thailand 5

ติดตามรับชม Auto Motor Thailand พร้อมกัน ทุกวันเสาร์ ทางททบ.5กด1 ตั้งแต่เวลา 23.30 น.เป็นต้นไป แล้วพบกันครับ

มาสด้าส่ง ALL-NEW MAZDA BT-50 ปิกอัพดีไซน์หรูสไตล์เอสยูวี ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต

0
TC_BR_ALLNEWMAZDABT-50_P.22-P.23_N

รถปิกอัพที่ลูกค้าทั่วโลกใฝ่ฝันและเฝ้ารอมานาน บัดนี้สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อมาสด้าประกาศเปิดสงครามตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดในโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท นี่คือการกลับมายึดฐานลูกค้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง

เปิดศักราชใหม่มาสด้าเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับตลาดปิกอัพเมืองไทย ด้วยการส่ง All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ กับแนวคิด “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 เพื่อแทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ที่สำคัญมาสด้าพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นหนึ่งในโปรดักซ์แชมป์เปี้ยนที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างเผชิญกับวิกฤตโคโรน่าไวรัส จนส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 20% แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายละเอียดของยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเภทพบว่าสัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 43% ดังนั้นการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกมุมมองเกี่ยวกับรถปิกอัพโดยสิ้นเชิง Revolutionary Change รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร อีกทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างยอดขายและชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของมาสด้า  

มาสด้าเริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดปิกอัพในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา ด้วยการสร้างโรงงานที่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อขึ้นไลน์ผลิตปิกอัพในประเทศไทย ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยผลิต มาสด้า ไฟเตอร์ ซึ่งเป็นกระบะฝีมือคนไทยรุ่นแรก ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายในปี 2541 มียอดขายเฉพาะในประเทศไทยกว่า 50,000 คัน ต่อด้วยรุ่นที่สอง มาสด้า บีที-50 มียอดขายสะสมกว่า 52,000 คัน และ มาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายสะสม 120,000 คัน ส่งผลให้มีรถปิกอัพพันธุ์แกร่งของมาสด้าอยู่ในการครอบครองของแฟนมาสด้ากว่า 222,000 คัน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของมาสด้า

สำหรับ All-New Mazda BT-50 ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น การเปิดตัว All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ให้กับตลาดรถปิกอัพ ที่สามารถใช้งานได้ทุกโอกาส หรือ “Built for Dress and Jeans” ซึ่งจะเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้นตามไปด้วย

ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความตั้งใจที่เราต้องการพัฒนารถปิกอัพให้สามารถเติมเต็มทุกมิติของชีวิต เสมือนเป็น Life-Partner จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ All-New Mazda BT-50 พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” ซึ่งจะพาคุณไปสู่ทุกเป้าหมายเคียงคู่ไปในทุกมิติของการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

  • Adventure Partner พร้อมลุยไปกับทุกเส้นทางสำหรับผู้ที่หลงใหลในความท้าทาย เปลี่ยนให้ทุกอุปสรรคเป็นความท้าทาย ออกไปค้นหาเพื่อลิ้มรสคุณค่าของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
  • Passion Partner ที่จะให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ ห่วงใย และเอาใจใส่ต่อคนรอบข้าง แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย แต่ก็ยังต้องการที่จะใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง และสนุกสนานกับกิจกรรมอยู่เสมอ
  • Inspiration Partner ให้คุณได้มองหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่มีใครเคยค้นพบ เพื่อสร้างความหมายใหม่ของการใช้ชีวิต เพราะการให้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด
  • Business Partner นำชีวิตก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้า ไม่หยุดพัฒนาตนเอง มองหาช่องทางและโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานหลักหรือธุรกิจเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ให้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ปัจจุบันผู้ซื้อรถปิกอัพ ไม่ได้มองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานในการใช้งาน หรือประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และดีไซน์มากขึ้น แนวคิดการออกแบบ คือ การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน ในสไตล์รถปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่บ่งบอกได้ว่า นี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่ออกแบบด้วย Signature Wing ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าที่สง่างามในสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว รวมถึงมิติตัวถังขนาดใหญ่ผนวกกับสัดส่วนของรถ เกิดเป็นความแข็งแกร่งควบคู่กับความสง่างามของรถปิกอัพยุคใหม่” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

โดยเฉพาะภายในห้องโดยสารที่เน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด และการคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ Human Machine Interface ทุกฟังก์ชันจึงง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยกระดับความสุนทรีย์ด้วยห้องโดยสารที่เงียบยิ่งขึ้น และลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ผู้โดยสารสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

All-New Mazda BT-50 มาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยรีโมท เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ และมีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติในทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมท อีกทั้งตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่า Home Screen ได้หลายรูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

*เชื่อมต่อในทันทีสำหรับ Android เวอร์ชั่น 10

All-New Mazda BT-50 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร* จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

*ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode

ระบบส่งกำลังของ All-New Mazda BT-50 มีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล และสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นโหมดแมนนวลได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขับสนุก และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีก 1 ทางเลือกกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ออกตัวได้แรง ให้กำลังฉุดลากสูงในทุกช่วงความเร็ว เข้าเกียร์ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ผสานการทำงานกับระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นรุ่น Hi-Racer ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกหนึ่งทางเลือกกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ Electronic Diff-lock ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร

All-New Mazda BT-50 มีโครงสร้างตัวถังที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) แข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการสั่นสะเทือนรวมถึงเสียงรบกวนจากภายนอก เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย ซับแรงกระแทกที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่เพิ่มความสามารถในการบรรทุก

เพื่อให้ All-New Mazda BT-50 ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ จึงมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียวที่จะช่วยให้การบรรทุกของหนักเป็นเรื่องง่าย รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ที่ตอบรับทุกการใช้งาน และรุ่น Double Cab (DBL) หรือรุ่น 4 ประตู ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ส่งผลให้ All-New Mazda BT-50 มีสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสูงตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

อีกทั้งในรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และติดตั้งถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพิ่มความมั่นใจในการเข้าจอดด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้ากับระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

สีภายนอกมีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver) 

เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า พบกับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัวแนะนำกับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 All-New Mazda BT-50 พร้อมให้ทุกท่านได้ทดลองขับขี่และเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

All-New Mazda BT-50 ทั้ง 14 รุ่น

ลำดับรุ่น
1STD 1.9 E
2STD 1.9 C
3FSC 1.9 C Hi-Racer
4FSC 1.9 C Hi-Racer 6 AT
5FSC 1.9 S Hi-Racer
6FSC 1.9 S Hi-Racer  6AT
7DBL 1.9 C
8DBL 1.9 S
9DBL 1.9 S Hi-Racer
10DBL 1.9 S Hi-Racer 6AT
11DBL 1.9 SP Hi-Racer
12DBL 1.9 SP Hi-Racer 6AT
13DBL 4×4 3.0 SP
14DBL 4×4 3.0 SP 6 AT

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

มาสด้าส่ง ALL-NEW MAZDA BT-50 ปิกอัพดีไซน์หรูสไตล์เอสยูวี ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต

0
TC_BR_ALLNEWMAZDABT-50_P.22-P.23_N

รถปิกอัพที่ลูกค้าทั่วโลกใฝ่ฝันและเฝ้ารอมานาน บัดนี้สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อมาสด้าประกาศเปิดสงครามตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดในโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท นี่คือการกลับมายึดฐานลูกค้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง

เปิดศักราชใหม่มาสด้าเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับตลาดปิกอัพเมืองไทย ด้วยการส่ง All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ กับแนวคิด “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 เพื่อแทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ที่สำคัญมาสด้าพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นหนึ่งในโปรดักซ์แชมป์เปี้ยนที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างเผชิญกับวิกฤตโคโรน่าไวรัส จนส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 20% แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายละเอียดของยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเภทพบว่าสัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 43% ดังนั้นการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกมุมมองเกี่ยวกับรถปิกอัพโดยสิ้นเชิง Revolutionary Change รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร อีกทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างยอดขายและชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของมาสด้า  

มาสด้าเริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดปิกอัพในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา ด้วยการสร้างโรงงานที่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อขึ้นไลน์ผลิตปิกอัพในประเทศไทย ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยผลิต มาสด้า ไฟเตอร์ ซึ่งเป็นกระบะฝีมือคนไทยรุ่นแรก ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายในปี 2541 มียอดขายเฉพาะในประเทศไทยกว่า 50,000 คัน ต่อด้วยรุ่นที่สอง มาสด้า บีที-50 มียอดขายสะสมกว่า 52,000 คัน และ มาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายสะสม 120,000 คัน ส่งผลให้มีรถปิกอัพพันธุ์แกร่งของมาสด้าอยู่ในการครอบครองของแฟนมาสด้ากว่า 222,000 คัน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของมาสด้า

สำหรับ All-New Mazda BT-50 ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น การเปิดตัว All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ให้กับตลาดรถปิกอัพ ที่สามารถใช้งานได้ทุกโอกาส หรือ “Built for Dress and Jeans” ซึ่งจะเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้นตามไปด้วย

ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความตั้งใจที่เราต้องการพัฒนารถปิกอัพให้สามารถเติมเต็มทุกมิติของชีวิต เสมือนเป็น Life-Partner จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ All-New Mazda BT-50 พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” ซึ่งจะพาคุณไปสู่ทุกเป้าหมายเคียงคู่ไปในทุกมิติของการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

  • Adventure Partner พร้อมลุยไปกับทุกเส้นทางสำหรับผู้ที่หลงใหลในความท้าทาย เปลี่ยนให้ทุกอุปสรรคเป็นความท้าทาย ออกไปค้นหาเพื่อลิ้มรสคุณค่าของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
  • Passion Partner ที่จะให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ ห่วงใย และเอาใจใส่ต่อคนรอบข้าง แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย แต่ก็ยังต้องการที่จะใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง และสนุกสนานกับกิจกรรมอยู่เสมอ
  • Inspiration Partner ให้คุณได้มองหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่มีใครเคยค้นพบ เพื่อสร้างความหมายใหม่ของการใช้ชีวิต เพราะการให้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด
  • Business Partner นำชีวิตก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้า ไม่หยุดพัฒนาตนเอง มองหาช่องทางและโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานหลักหรือธุรกิจเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ให้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ปัจจุบันผู้ซื้อรถปิกอัพ ไม่ได้มองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานในการใช้งาน หรือประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และดีไซน์มากขึ้น แนวคิดการออกแบบ คือ การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน ในสไตล์รถปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่บ่งบอกได้ว่า นี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่ออกแบบด้วย Signature Wing ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าที่สง่างามในสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว รวมถึงมิติตัวถังขนาดใหญ่ผนวกกับสัดส่วนของรถ เกิดเป็นความแข็งแกร่งควบคู่กับความสง่างามของรถปิกอัพยุคใหม่” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

โดยเฉพาะภายในห้องโดยสารที่เน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด และการคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ Human Machine Interface ทุกฟังก์ชันจึงง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยกระดับความสุนทรีย์ด้วยห้องโดยสารที่เงียบยิ่งขึ้น และลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ผู้โดยสารสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

All-New Mazda BT-50 มาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยรีโมท เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ และมีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติในทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมท อีกทั้งตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่า Home Screen ได้หลายรูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

*เชื่อมต่อในทันทีสำหรับ Android เวอร์ชั่น 10

All-New Mazda BT-50 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร* จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

*ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode

ระบบส่งกำลังของ All-New Mazda BT-50 มีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล และสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นโหมดแมนนวลได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขับสนุก และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีก 1 ทางเลือกกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ออกตัวได้แรง ให้กำลังฉุดลากสูงในทุกช่วงความเร็ว เข้าเกียร์ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ผสานการทำงานกับระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นรุ่น Hi-Racer ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกหนึ่งทางเลือกกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ Electronic Diff-lock ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร

All-New Mazda BT-50 มีโครงสร้างตัวถังที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) แข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการสั่นสะเทือนรวมถึงเสียงรบกวนจากภายนอก เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย ซับแรงกระแทกที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่เพิ่มความสามารถในการบรรทุก

เพื่อให้ All-New Mazda BT-50 ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ จึงมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียวที่จะช่วยให้การบรรทุกของหนักเป็นเรื่องง่าย รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ที่ตอบรับทุกการใช้งาน และรุ่น Double Cab (DBL) หรือรุ่น 4 ประตู ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ส่งผลให้ All-New Mazda BT-50 มีสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสูงตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

อีกทั้งในรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และติดตั้งถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพิ่มความมั่นใจในการเข้าจอดด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้ากับระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

สีภายนอกมีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver) 

เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า พบกับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัวแนะนำกับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 All-New Mazda BT-50 พร้อมให้ทุกท่านได้ทดลองขับขี่และเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

All-New Mazda BT-50 ทั้ง 14 รุ่น

ลำดับรุ่น
1STD 1.9 E
2STD 1.9 C
3FSC 1.9 C Hi-Racer
4FSC 1.9 C Hi-Racer 6 AT
5FSC 1.9 S Hi-Racer
6FSC 1.9 S Hi-Racer  6AT
7DBL 1.9 C
8DBL 1.9 S
9DBL 1.9 S Hi-Racer
10DBL 1.9 S Hi-Racer 6AT
11DBL 1.9 SP Hi-Racer
12DBL 1.9 SP Hi-Racer 6AT
13DBL 4×4 3.0 SP
14DBL 4×4 3.0 SP 6 AT

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

มาสด้าส่ง ALL-NEW MAZDA BT-50 ปิกอัพดีไซน์หรูสไตล์เอสยูวี ตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิต

0
TC_BR_ALLNEWMAZDABT-50_P.22-P.23_N

รถปิกอัพที่ลูกค้าทั่วโลกใฝ่ฝันและเฝ้ารอมานาน บัดนี้สิ้นสุดการรอคอยแล้ว เมื่อมาสด้าประกาศเปิดสงครามตลาดรถปิกอัพเมืองไทย ด้วยการเปิดตัวแนะนำ All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ ด้วยการผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดในโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท นี่คือการกลับมายึดฐานลูกค้าเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดรถปิกอัพอีกครั้ง

เปิดศักราชใหม่มาสด้าเพิ่มดีกรีความร้อนแรงให้กับตลาดปิกอัพเมืองไทย ด้วยการส่ง All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่ กับแนวคิด “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 เพื่อแทนคำขอบคุณที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้า พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ ที่สำคัญมาสด้าพร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเกือบ 50% ของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะเป็นหนึ่งในโปรดักซ์แชมป์เปี้ยนที่ผลิตและส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างเผชิญกับวิกฤตโคโรน่าไวรัส จนส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 20% แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายละเอียดของยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเภทพบว่าสัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 43% ดังนั้นการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกมุมมองเกี่ยวกับรถปิกอัพโดยสิ้นเชิง Revolutionary Change รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยความแตกต่างไม่เหมือนใคร อีกทั้งจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างยอดขายและชิงส่วนแบ่งทางการตลาดของมาสด้า  

มาสด้าเริ่มเข้ามาบุกเบิกตลาดปิกอัพในประเทศไทยอย่างจริงจังเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา ด้วยการสร้างโรงงานที่เม็ดเงินมูลค่ามหาศาล เพื่อขึ้นไลน์ผลิตปิกอัพในประเทศไทย ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยผลิต มาสด้า ไฟเตอร์ ซึ่งเป็นกระบะฝีมือคนไทยรุ่นแรก ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายในปี 2541 มียอดขายเฉพาะในประเทศไทยกว่า 50,000 คัน ต่อด้วยรุ่นที่สอง มาสด้า บีที-50 มียอดขายสะสมกว่า 52,000 คัน และ มาสด้า บีที-50 โปร มียอดขายสะสม 120,000 คัน ส่งผลให้มีรถปิกอัพพันธุ์แกร่งของมาสด้าอยู่ในการครอบครองของแฟนมาสด้ากว่า 222,000 คัน ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของมาสด้า

สำหรับ All-New Mazda BT-50 ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า โดยผนวกรวมจุดเด่นทั้งหมดของมาสด้าและความต้องการของลูกค้าที่อยากจะเห็นจากรถปิกอัพในปัจจุบัน คือการออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น การเปิดตัว All-New Mazda BT-50 เจเนอเรชั่นใหม่นี้จะเป็นการปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ให้กับตลาดรถปิกอัพ ที่สามารถใช้งานได้ทุกโอกาส หรือ “Built for Dress and Jeans” ซึ่งจะเป็นการขยายกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้กว้างมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้มากขึ้นตามไปด้วย

ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความตั้งใจที่เราต้องการพัฒนารถปิกอัพให้สามารถเติมเต็มทุกมิติของชีวิต เสมือนเป็น Life-Partner จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ All-New Mazda BT-50 พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” ซึ่งจะพาคุณไปสู่ทุกเป้าหมายเคียงคู่ไปในทุกมิติของการใช้ชีวิต ประกอบด้วย

  • Adventure Partner พร้อมลุยไปกับทุกเส้นทางสำหรับผู้ที่หลงใหลในความท้าทาย เปลี่ยนให้ทุกอุปสรรคเป็นความท้าทาย ออกไปค้นหาเพื่อลิ้มรสคุณค่าของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
  • Passion Partner ที่จะให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือ ห่วงใย และเอาใจใส่ต่อคนรอบข้าง แม้จะมีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย แต่ก็ยังต้องการที่จะใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง และสนุกสนานกับกิจกรรมอยู่เสมอ
  • Inspiration Partner ให้คุณได้มองหาเรื่องราวใหม่ๆ ที่อาจยังไม่มีใครเคยค้นพบ เพื่อสร้างความหมายใหม่ของการใช้ชีวิต เพราะการให้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจที่ดีที่สุด
  • Business Partner นำชีวิตก้าวไปสู่ความสำเร็จด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้า ไม่หยุดพัฒนาตนเอง มองหาช่องทางและโอกาสอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานหลักหรือธุรกิจเสริมเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัว ให้ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ปัจจุบันผู้ซื้อรถปิกอัพ ไม่ได้มองเพียงแค่ความแข็งแกร่ง ความทนทานในการใช้งาน หรือประหยัดน้ำมันเท่านั้น วันนี้ลูกค้าใส่ใจในทุกรายละเอียด ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และดีไซน์มากขึ้น แนวคิดการออกแบบ คือ การผสมผสานความแข็งแกร่ง อึด ทน ในสไตล์รถปิกอัพเข้ากับ โคโดะ ดีไซน์ ที่เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม จึงเกิดเป็นความโดดเด่น แตกต่างไม่เหมือนใคร แต่บ่งบอกได้ว่า นี่คือ ปิกอัพสายพันธุ์ใหม่ของมาสด้า ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่ออกแบบด้วย Signature Wing ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าที่สง่างามในสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว รวมถึงมิติตัวถังขนาดใหญ่ผนวกกับสัดส่วนของรถ เกิดเป็นความแข็งแกร่งควบคู่กับความสง่างามของรถปิกอัพยุคใหม่” นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติม

โดยเฉพาะภายในห้องโดยสารที่เน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด และการคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี สัมผัสกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ Human Machine Interface ทุกฟังก์ชันจึงง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ยกระดับความสุนทรีย์ด้วยห้องโดยสารที่เงียบยิ่งขึ้น และลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ผู้โดยสารสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

All-New Mazda BT-50 มาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยรีโมท เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ และมีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติในทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมท อีกทั้งตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่า Home Screen ได้หลายรูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

*เชื่อมต่อในทันทีสำหรับ Android เวอร์ชั่น 10

All-New Mazda BT-50 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ โดดเด่นด้วยอัตราประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กิโลเมตร/ลิตร* จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20

*ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode

ระบบส่งกำลังของ All-New Mazda BT-50 มีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล และสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นโหมดแมนนวลได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขับสนุก และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีก 1 ทางเลือกกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ออกตัวได้แรง ให้กำลังฉุดลากสูงในทุกช่วงความเร็ว เข้าเกียร์ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ผสานการทำงานกับระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นรุ่น Hi-Racer ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกหนึ่งทางเลือกกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ Electronic Diff-lock ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร

All-New Mazda BT-50 มีโครงสร้างตัวถังที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) แข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดการสั่นสะเทือนรวมถึงเสียงรบกวนจากภายนอก เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย ซับแรงกระแทกที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่เพิ่มความสามารถในการบรรทุก

เพื่อให้ All-New Mazda BT-50 ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ จึงมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียวที่จะช่วยให้การบรรทุกของหนักเป็นเรื่องง่าย รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ที่ตอบรับทุกการใช้งาน และรุ่น Double Cab (DBL) หรือรุ่น 4 ประตู ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ส่งผลให้ All-New Mazda BT-50 มีสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสูงตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น

อีกทั้งในรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และติดตั้งถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพิ่มความมั่นใจในการเข้าจอดด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลังรวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้ากับระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น

สีภายนอกมีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver) 

เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า พบกับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัวแนะนำกับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 All-New Mazda BT-50 พร้อมให้ทุกท่านได้ทดลองขับขี่และเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

All-New Mazda BT-50 ทั้ง 14 รุ่น

ลำดับรุ่น
1STD 1.9 E
2STD 1.9 C
3FSC 1.9 C Hi-Racer
4FSC 1.9 C Hi-Racer 6 AT
5FSC 1.9 S Hi-Racer
6FSC 1.9 S Hi-Racer  6AT
7DBL 1.9 C
8DBL 1.9 S
9DBL 1.9 S Hi-Racer
10DBL 1.9 S Hi-Racer 6AT
11DBL 1.9 SP Hi-Racer
12DBL 1.9 SP Hi-Racer 6AT
13DBL 4×4 3.0 SP
14DBL 4×4 3.0 SP 6 AT

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์ปี 2563 ลดลงร้อยละ 29.14

0

ส.อ.ท. เผยปี 2563 ผลิตรถยนต์ 1,426,970 คัน น้อยกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 29.14 ขายในประเทศ 792,146 คัน น้อยกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 21.4 ส่งออก  735,842  คัน น้อยกว่าปีที่แล้ว ร้อยละ 30.19

นายสุรพงษ์  ไพสิฐพัฒนพงษ์  รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนธันวาคม 2563 ดังต่อไปนี้

มาสด้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต-03

การผลิต

จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนธันวาคม 2563 มีทั้งสิ้น 142,969 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 6.53 เพิ่มขึ้น​เป็น​เดือน​ที่​สอง​ติดต่อ​กัน​จาก​การ​ผลิต​เพื่อ​ขาย​ในประเทศ​ที่​เพิ่มขึ้น​ทั้งรถยนต์นั่ง​และ​รถกระบะ​ร้อยละ​ 36​.79 และ​ 26.35 ตาม​ลำดับ​และลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2563 ร้อยละ 17.10

จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในเดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,426,970 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 29.14 แต่​มากกว่า​เป้า​ที่ตั้ง​ไว้​ที่​ 1,400,000​ คัน ​ร้อยละ​ 1.90

รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ 54,137 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 4.15 ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 มีจำนวน 542,437 คัน เท่ากับร้อยละ 38.01  ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 32.56

รถยนต์โดยสารขนาดต่ำกว่า 10 ตัน และมากกว่า 10 ตัน ขึ้นไป ในเดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ 32 คัน เพิ่มขึ้นนจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 1,500 รวมเดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ 237 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 8.49

รถยนต์บรรทุก เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ทั้งหมด 88,800 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 8 และตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 884,296 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 26.86

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ทั้งหมด 86,319 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 7.86 และตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 861,449 คัน เท่ากับร้อยละ 60.37 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 26.87 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 261,340 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 26
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 500,603 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 81
  • รถกระบะ PPV 99,506 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 83

รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ 2,481  คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 13.13  รวมเดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ 22,847 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 26.50

มาสด้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต-05

ผลิตเพื่อส่งออก

เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ 54,733 คัน เท่ากับร้อยละ 38.28 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 17.84  ส่วนเดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 704,626 คัน เท่ากับร้อยละ 49.38 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2562 ระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 32.06

รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2563 ผลิตเพื่อการส่งออก 13,503  คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 39.38 และตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น  227,066 คัน เท่ากับร้อยละ 41.86 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง ซึ่งลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 34.78

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2563 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 41,230 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 7.02  และตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตเพื่อส่งออกได้ทั้งสิ้น 477,560 คัน เท่ากับร้อยละ 55.44 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 30.69 โดยแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 57,036  คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 49
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 360,859 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 82
  • รถกระบะ PPV  59,665  คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 48

ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ

เดือนธันวาคม 2563 ผลิตได้ 88,236 คัน เท่ากับร้อยละ 61.72 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 30.55 และเดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ 722,344 คัน เท่ากับร้อยละ 50.62  ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 26.03

รถยนต์นั่ง เดือนธันวาคม 2563 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 40,634 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 36.79 ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ 315,371 คัน เท่ากับร้อยละ 58.14 ของยอดการผลิตรถยนต์นั่ง โดยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 แล้ว ลดลงร้อยละ 30.86

รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนธันวาคม 2563 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 45,089 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 26.35  และตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ผลิตได้ทั้งสิ้น 383,889 คัน เท่ากับร้อยละ 44.56 ของยอดการผลิตรถกระบะ ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 21.50 ซึ่งแบ่งเป็น

  • รถกระบะบรรทุก 204,304 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 61
  • รถกระบะดับเบิลแค็บ 139,744 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 04
  • รถกระบะ PPV 39,841 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 18

รถจักรยานยนต์

เดือนธันวาคม 2563 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 204,469 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 6.51 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 159,099 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 0.16 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 45,370 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 24.23

 ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 2,023,433 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 20.13 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,615,319 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 17.10 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 408,114 คัน ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 30.21

ยอดขาย

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนธันวาคม 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 104,089 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว ร้อยละ 11.3 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2563 ร้อยละ 31.46 เป็น​อีก​เดือน​หนึ่ง​ที่​ยอดขาย​ใน​ประเทศ​เกิน​หนึ่ง​แสน​คัน​หลัง​จาก​หมด​โครงการ​รถยนต์​คัน​แรก​ สะท้อน​ถึง​เศรษฐกิจ​ใน​ประเทศ​ที่​เริ่ม​ฟื้นตัว​จาก​มาตรการ​กระตุ้น​เศรษฐกิจ​และ​การ​ช่วยเหลือ​ผู้​ได้รับ​ผลกระทบ​จากการ​แพร่ระบาด​ของ​ COVID-​19​ ของ​รัฐบาล​เช่น​การ​ประกัน​รายได้​เกษตรกร​ ช็อปดีมีคืน คนละครึ่ง ฯลฯ​ การ​ลงทุน​โครงสร้างพื้นฐาน​อย่าง​ต่อ​เนื่อง​ของ​รัฐบาล​ รวมทั้ง​การออก​รถยนต์​รุ่นใหม่​และ​การ​ส่ง​เสริม​การ​ขาย​ของ​ผู้จำหน่าย​รถยนต์​ใน​งาน​มหกรรม​ยานยนต์​วันที่​ 1-13​ ธันวาคม​ที่ผ่านมา​ซึ่ง​มี​ยอด​จอง​กว่า​ 33,000 คัน​

ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 123,844 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 9 และเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2563 ร้อยละ 3.15

ตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 รถยนต์มียอดขาย 792,146 คัน ลดลงจากปี 2562 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 21.4 ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 1,516,096 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 11.78

การส่งออก

รถยนต์สำเร็จรูป

เดือนธันวาคม 2563 ส่งออกได้ 68,481 คัน ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 5.24 และลดลงจากเดือนพฤศจิกายน 2563 ร้อยละ 5.24 โดยส่งออกลดลงเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดตลาดเอเชียและตลาดออสเตรเลียและโอเซียเนีย มีมูลค่าการส่งออก 39,216.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 4.31

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 2,146.54 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 29
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 14,907.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 6.01
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 1,759.59 ล้านบาท ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 30

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนธันวาคม 2563 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 58,030.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 2.99 ซึ่งเพิ่มขึ้นเพราะส่งออกรถกระบะ

เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 735,842 คัน โดยส่งออกลดลงจากปี 2562 ในระยะเวลาเดียวกัน ร้อยละ 30.19 มีมูลค่าการส่งออก 410,911.85 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 24.74

  • เครื่องยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 23,817.39 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 25.57
  • ชิ้นส่วนรถยนต์อื่นๆ มีมูลค่าการส่งออก 137,902.12 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 25
  • อะไหล่รถยนต์ มีมูลค่าการส่งออก 19,79 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 20.09

รวมมูลค่าส่งออกรถยนต์เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอะไหล่ มีมูลค่า 591,906.14 ล้านบาท ลดลงจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 24.69

รถจักรยานยนต์

เดือนธันวาคม 2563 มีจำนวนส่งออก 78,429 คัน (รวม CBU + CKD) ลดลงจากเดือนธันวาคม 2562  ร้อยละ 19.28 โดยมีมูลค่า 32,756.818 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 359.95 เพราะส่งออก​รถจักรยานยนต์​บิ๊ก​ไ​บ​ค์​มี​ราคา​สูง​เพิ่ม​ขึ้น​มา​ก

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 119.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 05
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 109.38 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 44

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์ เดือนธันวาคม 2563 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ 32,985.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2562 ร้อยละ 351.93

เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 รถจักรยานยนต์ มีจำนวนส่งออก 727,152 คัน (รวม CBU + CKD) ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 23.36 โดยมีมูลค่า 85,801.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 22.69

  • ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,62 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 53.70
  • อะไหล่รถจักรยานยนต์ มีมูลค่าการส่งออกทั้งสิ้น 1,226.07 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ34

รวมมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 ชิ้นส่วนและอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 88,194.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ร้อยละ 19.23

เดือนธันวาคม 2563 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 91,015.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 43

เดือนมกราคม – ธันวาคม 2563 รวมมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป เครื่องยนต์ ชิ้นส่วนอื่นๆ อะไหล่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่รถจักรยานยนต์ มีทั้งสิ้น 680,100.41 ล้านบาท ลดลงจากปี 2562 ร้อยละ 20.91

ฟอร์ด จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ 3 ต่อสำหรับ เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นไทเทเนี่ยมพร้อมมอบสิทธิพิเศษสุดเร้าใจสำหรับข้าราชการ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดโปรโมชั่นพิเศษสุดคุ้ม 3 ต่อ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นไทเทเนี่ยม ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2564 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับข้าราชการเมื่อซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ หรือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม 2564 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

โปรโมชั่นพิเศษ 3 ต่อ สำหรับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นไทเทเนี่ยม

ต่อที่ 1 ราคาพิเศษ 1,254,000 บาท จากราคาปกติ 1,399,000 บาท เมื่อดาวน์ 25% ผ่อนชำระ 84 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.50%

ต่อที่ 2 ผ่อนเพียง 9,900 บาท/เดือน สำหรับ งวดที่ 1-12 เท่านั้น และ 14,613 บาท สำหรับงวดที่ 13-84 และรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Ford Ensure

ต่อที่ 3 รับประกันเครื่องยนต์ และระบบส่งกำลัง นาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

ข้อเสนอสุดพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด เมื่อจองและออกรถ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รุ่นไทเทเนี่ยม ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2564 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564 และจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เท่านั้น

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับข้าราชการ เมื่อซื้อรถฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ หรือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น สามารถเลือกรับสิทธิพิเศษ ดังนี้

  • เลือกดาวน์ 0% ผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ
  • เลือกรับข้อเสนอพิเศษ ชำระค่างวด งวดแรกหลังรับรถ 3 เดือน เมื่อวางเงินดาวน์เริ่มต้น 20% ขึ้นไป และผ่อนชำระตั้งแต่ 48-84 เดือน และจัดไฟแนนซ์ผ่านฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ต้ังแต่วันที่ 12 มกราคม 2564 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

 

ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลโปรโมชั่นและการรับประกันคุณภาพเพิ่มเติมที่ www.ford.co.th/buying/latest-offers/

“MOTOR EXPO 2020” จับรางวัลคืนกำไรให้ผู้ชม

0

“IMC สื่อสากล” จับรางวัลผู้โชคดีจากกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชม และประกาศชื่อบูธรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ได้รับรางวัล จากงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37”

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” กล่าวว่า “งาน Motor Expo 2020 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเกินคาด ด้วยการสนับสนุนของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้ง บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง และผู้ชมงาน โดยในงานมีการจัดกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมหลายรายการ ทั้งซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อสินค้า…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ และชม MOTOR EXPO ONLINE ชิงรางวัล”

“สำหรับรายชื่อผู้โชคดีที่ผ่านการตรวจสอบว่าปฏิบัติตามกฏกติกาของการชิงรางวัล เราจะประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลทางเวบไซท์ www.motorexpo.co.th, www.autoinfo.co.th, ทาง Line @motorexpo ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 และทางนิตยสาร ฟอร์มูลา, 4WHEELS ฉบับประจำเดือนเมษายน 2564”

นอกจากนั้น ผู้จัดยังประกาศรางวัลสำหรับบูธรถยนต์ รถจักรยานยนต์ที่ร่วมแสดงในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” ดังนี้

  • บูธรถยนต์ที่ออกแบบและตกแต่งได้งดงามที่สุดในงาน ได้แก่ Nissan
  • ผู้ออกแบบและตกแต่ง ได้แก่ Gorilla Event
  • บูธจักรยานยนต์ที่ออกแบบและตกแต่งได้งดงามที่สุดในงาน (มอเตอร์ไซค์) ได้แก่ Vespa
  • ผู้ออกแบบและตกแต่ง ได้แก่ Takeit Builder
  • บูธรถยนต์ที่ออกแบบและตกแต่งได้สร้างสรรค์ที่สุดในงาน ได้แก่ BMW
  • ผู้ออกแบบและตกแต่ง ได้แก่ Kingsmen C.M.T.I.
  • รถยนต์ที่มีลักษณะสอดคล้องคำขวัญประจำงานที่สุด ได้แก่ Nissan Kicks
  • บริษัทรถยนต์ที่นำคำขวัญฯ มาแสดงออกสอดคล้องเป็นรูปธรรมที่สุดในงาน ได้แก่ Volvo
  • ผู้ออกแบบและตกแต่งบูธรถยนต์ที่นำคำขวัญฯ มาแสดงออกสอดคล้องเป็นรูปธรรมที่สุดในงาน ได้แก่ Takeit Builder
  • บูธรถยนต์ที่ควบคุมเสียงได้มาตรฐานที่สุดในงาน ได้แก่ MG
  • ผู้ควบคุมเสียง ได้แก่ Pico
  • บริษัทรถยนต์ที่จัดชุดแต่งกายพรีเซนเตอร์ได้งามสง่าที่สุดในงาน ได้แก่ Mitsubishi
  • ผู้ออกแบบชุดแต่งกาย ได้แก่ Gorilla Event

(มีคลิปวีดีโอ) Mercedes GLB 200 Progessive เอสยูวี 7 ที่นั่ง รุ่นแรกของค่าย ขับสนุก แต่บางฟีเจอร์ยังแทงกั๊ก

0
Mercedes GLB 200 Progessive Pic Open

Mercedes GLB 200 Progessive ยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นแรก ในรูปแบบของรถอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ที่ใช้แพลทฟอร์มเดียวกันกับรุ่น GLA และ GLB แต่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาดเล็ก ที่มีสมรรถนะไม่ธรรมดา รวมถึงฟีเจอร์ทันสมัยต่างๆ นั้นจะคุ้มค่ากับราคาค่าตัว 2.86 ล้านบาทขนาดไหน ติดตามได้จากรายงาน

สำหรับรถรุ่นนี้ ในช่วงปลายปี 2019 ทางบอสใหญ่ของเราได้บินข้ามทะเลไปยังแดนกระทิงดุ เพื่อสัมผัสและทดลองขับ ซึ่งถือว่าเป็นคนแรกๆของเมืองไทยที่ได้สัมผัสกับรถรุ่นนี้ แต่ในครั้งนั้นเป็นเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในประเทศสเปน

Mercedes GLB 200 Progessive 1

สำหรับการนำเข้าจำหน่ายในเมืองไทย ทางบ.เมร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จำกัด ในฐานะผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย อาจมีการปรับฟีเจอร์ออกบางรายการ แต่ในด้านของรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเป็นแบบเดียวกัน ด้วยขนาดความยาว 4,634 มิลลิเมตรกว้าง 1,834 มิลลิเมตร และ สูง 1,663 มิลลิเมตร ในขณะที่ระยะฐานล้อ : 2,829 มิลลิเมตร

Mercedes GLB 200 Progessive 2

รูปลักษณ์ภายนอกยังคงความหรูหรา และมีเส้นสายที่ เฉียบ คม หน้ากระจังออกแบบึกบึน โคมไฟหน้าติดตั้งระบบ LED High Performance พร้อมระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Adaptive Highbeam Assist รวมถึงรวมไฟ Daytime Running Light แบบ LED ไว้ในโคมเดียวกัน

Mercedes GLB 200 Progessive 3

ท้ายรถดีไซน์สวย ฝาท้าย เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า พร้อม Hands-Free Access และไฟท้ายเป็นแบบ Full LED ล้ออัลลอย 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้วมากับยาง ขนาด 235/55 R18

Mercedes GLB 200 Progessive 7

Mercedes GLB 200 Progessive 6

ห้องโดยสารขนาดใหญ่ในรูปแบบของเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นประโยขน์จากการนำโครงสร้างเดียวกับ GLA และ GLC มาพัฒนาใหม่ เบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ ส่วนแถว 2 แยกพับอิสระ 40 : 20 : 40 และแถวที่ 3 แยกพับอิสระ 50 : 50 ทั้งหมดหุ้มด้วยหนังแท้ ARTICO

Mercedes GLB 200 Progessive 7

ความอลังการที่ถือเป็นไฮไลท์นั้นคือการติดตั้งอุปกรณ์ทันสมัย เริ่มจาก ไฟในห้องโดยสารที่ปรับได้ถึง 64 สี พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นที่ใช้ในการสั่งการฟีเจอร์ต่างๆ โดยแสดงการทำงานผ่านมาตรวัดแบบ Full Digital ขนาด 10.25 นิ้ว นอกจากจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลของทั้งความเร็ว และ รอบเครื่องยนต์ ยังคงรวมไปถึง โหมดการขับขี่ ที่ปรับเปลี่ยนได้ทั้ง Eco Normal และ Sport ที่ปรับได้ทั้งการตอบสนองของเครื่องยนต์ และ นน.พวงมาลัย

Mercedes GLB 200 Progessive 8

ฟีเจอร์เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยยังมีอีกเพียบ ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบจำกัดความเร็ว ระบบเตือนแรงดันลมยาง Tyre Pressure lose warning ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ Attention Assist รวมถึงระบบเบรกมือไฟฟ้า ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD

Mercedes GLB 200 Progessive 8

หน้าจอกลางระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 10.25 นิ้ว ติดตั้งระบบปฎิบัติการ Multimedia MBUX และระบบสั่งงานด้วยเสียง ‘ Hey Mercedes รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบแผนที่นำทางแบบ 3 มิติ Hard-disk Navigation นอกจากนี้ ยังแสดงภาพให้กับระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องมองภาพขณะถอยจอด และเซนเซอร์กะระยะช่วยจอด PARKTRONIC

Mercedes GLB 200 Progessive 9

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกส่วนการควบคุมอุณหภูมิ แต่ก็เป็นที่น่าสนใจว่าทำไมถึงไม่ใส่ช่องแอร์สำหรับที่นั่งแถว 2 และ 3 บริเวณคอนโซลกลางมีปุ่มควบคุมหน้าจอกลาง Touchpad ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth, ระบบเชื่อมต่อ Smartphone Integration, ระบบเชื่อมต่อรถยนต์ Mercedes me connect, ระบบโทรช่วยเหลือฉุกเฉิน Emergency Call System, ระบบวิเคราะห์สภาพรถยนต์ Telediagnostics / ตั้งค่ารถยนต์ และฟังก์ชั่นสตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อเปิดระบบปรับอากาศด้วยมือถือ Remote Engine Start

ขุมพลังจิ๋วแต่แจ๋ว ในรูปแบบของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบแบบ 4 สูบแถวเรียง ขนาด 1.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 – 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ Dual Clutch 7G-DCT 7 จังหวะ อัตราสิ้นเปลือง 15 กม./ลิตร

Mercedes GLB 200 Progessive 10

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงค์ มาพร้อมเหล็กกันโคลง

ช่วงทดลองขับในครั้งนี้ใช้เส้นทางไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก แต่ก็พอให้ได้รู้ถึงสมรรถนะการใช้งานของรถคันนี้ การใช้งานในโหมดขับขี่ที่มีอยู่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Mercedes GLB 200 Progessive 11

เริ่มกันที่เบาะนั่งแถว 3 ที่ถือเป็นจุดเด่นประจำรุ่น พื้นที่ส่วนนี้อาจไม่เหมาะกับผู้โดยสารที่มีส่วนสูงเกิน 175 ซม. เพราะต้องชันเข่าพอสมควร ระยะทางไกลอาจทำให้เมื่อยล้าในเวลาที่รวดเร็ว แต่ถ้าความสูงไม่ถึง อาจจะใช้งานได้ปกติ แต่อันที่จริง ควรเป็นพื้นที่ของเด็กๆมากกว่า

Mercedes GLB 200 Progessive 12

ส่วนเทคโนโลยีหน้าจอทั้งชุดมาตรวัดและจอทัชสกรีน ใช้งานไม่อยาก เพียงแต่ต้องสร้างความเคยชิน คุณก็สามารถเลือกใช้งานฟีเจอร์ต่างๆได้ง่ายด้วยหลายวิธีสั่งการ

Mercedes GLB 200 Progessive 12

ระบบช่วงล่างปรับเซ็ทให้ทำงานได้ลงตัวกับขุมพลังที่จี๊ดจ๊าด ออกแบบให้ความนุ่มหนึบในสไตล์ของรถเอสยูวีหรู นอกจากนี้ ฟังค์ชั่น Dynamic ถือเป็นจุดเด่นสำหรับการใช้พลังจากเครื่องยนต์ นน.พวงมาลัย รวมถึงระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ซึ่งพอจะสรุปการใช้งานโหมดต่างๆได้ดังนี้

Mercedes GLB 200 Progessive 13

โหมด ECO เครื่องยนต์จะปลดปล่อยพลังเพื่อความประหยัด แต่ไม่ใช่ว่าอืดอาดไม่ทันใจ นน.ของพวงมาลัยปรับให้มีความหนืดต่ำ เพื่อการควบคุมที่สะดวกสบาย ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวให้การตอบสนองได้เร็วที่สุด เพื่อช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ

โหมด Comfort เมื่อใช้งานโหมดนี้ เครื่องยนต์จะปล่อยรอบเพิ่มอีก 500 รอบ/นาที การใช้อัตราเร่งก็ตอบสนองได้ไวยิ่งขึ้น พวงมาลัยหนืดกว่าเดิมชัดเจน แต่ก็บังคับควบคุมรถได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของเสถียรภาพการทรงตัวนั้นแทบไม่ต่างไปจากเดิมสักเท่าไหร่นัก

โหมด Sport เครื่องยนต์จะเพิ่มกำลังอัตโนมัติให้อีก 500 รอบ พวงมาลัยหนืดขึ้นกว่าเดิมชัดเจน และระบบควบคุมสเถียรภาพทำงานเต็มกำลัง และเมื่อไหร่ก็ตามที่ถอนคันเร่ง เสียงรอบเครื่องยนต์ครางชัดเจน เพื่อกรณีที่ต้องการใช้ความเร็ว จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

Mercedes GLB 200 Progessive 15

หากสรุปเรื่องราวของ Mercedes GLB 200 Progessive เอสยูวีหรู 7 ที่นั่งรุ่นแรกคันนี้ เริ่มจากแพลทฟอร์มที่ใช้ร่วมกับ GLA และ GLC นั้นถือว่าไม่ใช่ฌโรงสร้างที่มีขนาดใหญ่ การนำมาเป็นรถ 7 ที่นั่ง สำหรับเบาะแถว 3 อาจจะเข้าออกได้ไม่สะดวก รวมถึงเป็นพื้นที่สำหรับคนตัวเล็ก หรือ เด็ก น่าจะเหมาะสมกว่า อีก 2 เรื่องที่น่าจะติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานนั่นคือช่องระบายความเย็นสำหรับผู้โดยสารแถว 2 กับ แถว 3 รวมถึงฟีเจอร์ของยุคสมัยอย่างระบบรักษาความเร็วอัตโนมัติตามรถคันหน้าหรือระบบเตือนพร้อมดึงกลับเมื่อรถออกนอกช่องทาง

Mercedes GLB 200 Progessive 16

แต่ประเด็นเรื่องสมรรถนะที่มาจากขุมพลังจิ๋วแต่แจ๋ว ในบลอคของเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร 163 แรงม้า ที่เลือกสนุกกับ โหมด Dynamic และเทคโนโลยีหน้าจอที่แสดงผลรวมถึงสั่งการระบบต่างๆ ก็มีดีพอที่จะทำให้ราคาค่าตัว 2.86 ล้านบาทนั้นสมเหตุสมผลยิ่งขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ พลิกโฉมยนตรกรรมหรูด้วยดีไซน์พร้อมเทคโนโลยีทันสมัย

0
บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ Pic Open

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สานต่อสำเร็จสู่ศักราชใหม่ด้วยยนตรกรรมระดับผู้บริหารในตำนานรุ่นล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ที่กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชั่นที่ 7 ในสามรุ่นย่อย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport กับรูปโฉมที่ทรงพลังยิ่งขึ้นทั้งภายนอกและภายใน เสริมความล้ำอีกขั้นด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ใหม่ล่าสุด ตอกย้ำความแข็งแกร่งอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ในเซกเมนต์ยนตรกรรมผู้บริหารระดับพรีเมียมในตลาดประเทศไทย เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ราคา 3,539,000 บาท บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite ราคา 2,999,000 บาท และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ราคา 3,739,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 1

มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้เปิดศักราช 2564 ด้วยการเผยโฉมใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ที่ยกระดับเอกลักษณ์และความสง่างามซึ่งชนะใจของแฟน ๆ ทั่วโลกมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2515 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ได้กลายมาเป็นยนตรกรรมหรูที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมซีดาน โดดเด่นด้วยการหลอมรวมกลิ่นอายความสปอร์ต รูปลักษณ์ที่สง่างาม และเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในวันนี้ เรานำเสนอบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ทั้งในรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซลและปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งทั้งสามรุ่นมาในดีไซน์โฉมใหม่ตลอดคันจากด้านหน้าไปจนถึงท้ายรถ สะท้อนรูปลักษณ์ที่พรีเมียมยิ่งขึ้น อีกทั้งมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ทั้งด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ประสิทธิภาพในการขับขี่ และระบบการเชื่อมต่อ เพื่อเสริมสุนทรียภาพในทุกห้วงเวลาของการขับขี่”

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่  2

“นอกจากนี้ เรายังได้เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์เปิดตัวที่แตกต่างไปจากทุกครั้ง ‘Change the way you lead. Lead the way you change.’ ซึ่งครั้งนี้เราต้องการเน้นย้ำถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เหนือกว่าเพียงแค่ด้านยนตรกรรม เพื่อให้ผู้ขับขี่บีเอ็มดับเบิลยูได้สัมผัสโลกที่มีความสมดุลของการใช้ชีวิตในหลากหลายด้าน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกปัจจุบัน การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ในครั้งนี้จึงไม่ได้เพียงเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์อันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู
ซีรีส์ 5 เท่านั้น แต่ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวแห่งการเริ่มต้นปีอันน่าตื่นเต้นของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดยถึงแม้เราอาจต้องเผชิญกับอีกปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ผมมั่นใจว่าบีเอ็มดับเบิลยูจะยังคงมอบสุนทรียภาพแห่งการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 3
ไฮไลท์อันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เจเนอเรชั่นที่ 7 นี้ สร้างความแตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะดุดตา เส้นสายทรงพลังทั้งบริเวณด้านหน้าและท้ายรถ มาพร้อมกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 20% ในรูปทรงแปดเหลี่ยมแบบใหม่ ยาวลงมาบรรจบกับกันชนหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบที่เชื่อมต่อกันเป็นชิ้นเดียว ส่วนบนของซี่ในกระจังหน้ายื่นออกมาเล็กน้อย สร้างมิติที่สอดรับกับไฟหน้า Adaptive LED รูปตัว L ในดีไซน์เรียวยาว สร้างความดุดันยิ่งขึ้น ช่องดักอากาศแนวตั้งทั้งสองข้างบนกันชนหน้าเสริมความโดดเด่นให้แก่การเล่นเส้นสายของดีไซน์แบบใหม่ เน้นย้ำถึงความสง่างามและทรงพลังกว่าที่เคย

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 4
ดีไซน์ด้านท้ายรถสื่อถึงรูปลักษณ์ที่ผสานความสง่างามและล้ำสมัยด้วยเส้นสายที่คมชัดและทรงพลังเช่นเดียวกัน ไฟท้าย LED มาในรูปแบบสามมิติทรงตัว L รับกับไฟหน้า โฉบเฉี่ยวด้วยกรอบสีดำ สร้างความสะดุดตาบนท้องถนน โดยทั้งไฟท้ายและไฟเบรกได้รับการออกแบบมาให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีรูปโฉมที่ไม่ซ้ำใคร เสริมลุคสปอร์ตด้วยท่อไอเสียทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ท้ายรถทั้งสองด้านซึ่งรวมเป็นส่วนหนึ่งของกันชนท้ายไว้ได้อย่างลงตัว

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 5

มิติตัวรถที่ยาวกว่ารุ่นก่อนหน้า 27 มิลลิเมตร ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่มีความยาว 4,963 มิลลิเมตร แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ไว้ได้อย่างเหนือชั้น ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้าน (Cd) เพียง 0.23 มาพร้อมชุดแต่ง M Aerodynamics และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Double-spoke ขนาด 18 นิ้ว สำหรับรุ่น 520d M Sport และล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาลาย Y-spoke แบบสลับสี ขนาด 19 นิ้ว สำหรับรุ่น 530e M Sport ขณะที่รุ่น 530e Elite มาพร้อมล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-spoke

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 6

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัดจากทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบปลั๊กอินไฮบริด พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ใหม่ล่าสุด โดยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบในบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ส่งพละกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที ส่งให้ตัวรถเคลื่อนจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.5 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 7

ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite และ 530e M Sport มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบที่มอบพละกำลัง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ที่ 1,350 – 4,000 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด ส่งกำลังรวมสูงสุดถึง 215 กิโลวัตต์ / 292 แรงม้า และแรงบิดรวมสูงสุด 420 นิวตันเมตร และสามารถเพิ่มกำลังส่งในการเร่งความเร็วได้มากยิ่งขึ้นด้วยระบบ XtraBoost ซึ่งปลดปล่อยพละกำลังเสริมมากถึง 40 แรงม้า ภายในเวลาเพียง 10 วินาทีเมื่อขับขี่ในโหมด SPORT จึงสามารถโลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 5.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยสามารถขับขี่แบบไร้มลพิษได้เป็นระยะทาง 52 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงความจุ 12.0 กิโลวัตต์ชั่วโมงที่ติดตั้งอยู่ใต้เบาะหลัง

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่  7

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ในระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดทั้งสองรุ่น ยังมีระดับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยต่ำเพียง 41 กรัมต่อกิโลเมตรตามการอ้างอิงผล ECO Sticker ซึ่งนับว่าต่ำที่สุดในกลุ่มรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดขนาดใหญ่ในประเทศไทย

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ยังมาพร้อมการควบคุมที่เฉียบคมและโฉบเฉี่ยวเช่นเดียวกันรุ่นก่อนหน้า ฐานล้อที่ยาวและกว้าง รวมทั้งการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบา และการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ช่วงล่างมาพร้อมเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-link จึงขับขี่ได้อย่างนุ่มสบายทั้งในชีวิตประจำวันและขณะเดินทางไกล รวมถึงในการขับขี่ที่ต้องใช้ความคล่องตัวสูง นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ยังพกพาระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) ที่มีระยะกว้างกว่ารุ่นก่อนหน้า ส่งล้อหลังมาช่วยเสริมสมรรถนะการเข้าโค้งเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วมากกว่า 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังช่วยเสริมความคล่องตัวขณะเข้าจอด โดยบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ Adaptive ขณะที่รุ่น 520d M Sport มาพร้อมช่วงล่างแบบ M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 8

เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ในบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ได้รับการยกระดับให้ล้ำสมัยยิ่งกว่าที่เคย เพื่อช่วยเหลือการขับขี่ในสภาวะที่หลากหลาย พร้อมปูทางสู่เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ บีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมระบบช่วยการขับขี่ (Driving Assistant) และฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในสภาวะต่าง ๆ เช่น ระบบควบคุุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go (Active cruise control with Stop & Go function) ในบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport และระบบควบคุุมความเร็วคงที่่ พร้อมฟังก์ชันช่วยลดความเร็ว (Cruise Control with braking function) ในบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e Elite รวมถึงระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่่ (Attentiveness Assistant) ในทั้งสามรุ่น

 

นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยอีกมากมายในทุกรุ่นเพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ เช่น เซนเซอร์ควบคุุมระบบความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน (Crash Sensor) ระบบป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง (Side Impact Protection) ระบบ Active Protection และเซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง (Park Distance Control) และสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ยังมาพร้อมกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround View Camera) และระบบช่วยนำรถเข้าที่่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus (Parking Assistant Plus) เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายโดยเฉพาะขณะถอยจอดและจอดขนาน

อีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ คือการออกแบบภายในห้องโดยสาร ที่ยังคงเน้นการผสานทั้งความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกัน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ จึงสร้างบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบทั้งสำหรับการขับขี่และมอบความสะดวกสบายแม้ขณะเดินทางไกล ตกแต่งด้วยวัสดุพรีเมียมและงานฝีมือสุดประณีตจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ปุ่มบริเวณคอนโซลกลางมาในสีดำเงาเพื่อความหรูหรา ตัดกับพวงมาลัยหุ้มหนังมัลติฟังก์ชั่น M Sport พร้อมคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec ในรุ่น 520d M Sport และ 530e M Sport ทั้งสามรุ่นมาพร้อมเบาะหนังแท้ Dakota ภายในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport ตกแต่งด้วยอลูมิเนียมลาย Rhombicle Smoke Grey พร้อมแถบโครเมี่่ยม ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite ตกแต่งด้วยวัสดุสีดำเงาพร้อมแถบโครเมียม

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 10

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาในด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport มาพร้อมจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการใหม่ล่าสุด BMW Operating System 7 ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมระบบปลดล็อกประตููอัจฉริยะ (Comfort Access System) ที่รองรับ BMW Digital Key ซึ่งเปลี่ยนให้ iPhone กลายเป็นเหมือนกุญแจรถ สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระยะสั้นแบบ NFC (Near Field Communication) โดยรองรับผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 5 คน นอกจากนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกควบคุมระบบการทำงานของรถยนต์ ระบบความบันเทิงและการสื่อสาร ระบบการเชื่อมต่อ และระบบนำทางได้ผ่านทางจอ Control Display ระบบสัมผัส ระบบ iDrive ปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัย ระบบสั่งงานด้วยเสียงผ่าน BMW Intelligent Personal Assistant และ BMW gesture control

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ใหม่ 11

ผู้สนใจสามารถครอบครองบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport ได้ในราคา 3,539,000 บาท บีเอ็มดับเบิลยู 530e Elite ในราคา 2,999,000 บาท และบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ในราคา 3,739,000 บาท โดยทั้งสามรุ่นมาพร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard ซึ่งครอบคลุมการบำรุงรักษา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 3 ปี / ไม่จำกัดระยะทาง ทั้งสามรุ่นยังมีให้เลือกใน 5 สี ได้แก่ Alpine White, Black Sapphire metallic, Bluestone metallic และ Phytonic Blue รวมทั้งสี Bernina Grey Amber effect สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 520d M Sport และ 530e M Sport

นิสสัน ดูแลรถให้คุณมั่นใจ กับโปรแกรม ‘CARE FOR YOU – NEW NORMAL LIFE’

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย มอบโปรแกรมการบริการ ‘CARE FOR YOU – New Normal Life’ แทนความห่วงใยจากนิสสันอีกครั้ง สนับสนุนมาตรการเพื่อดูแล และยกระดับความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า ในช่วงที่สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19

โปรแกรมการบริการ ‘CARE FOR YOU ให้การบริการตรวจเช็คระยะนอกสถานที่และบริการรับรถที่บ้านลูกค้าความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถของคุณ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ณ โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศ สำหรับลูกค้าที่สนใจรถยนต์นิสสันในช่วงนี้ นิสสันให้บริการทดลองขับถึงบ้านโดยลงทะเบียนเพื่อทดลองขับได้ง่าย ๆ ผ่าน เว็บไซต์ของนิสสัน หรือ Facebook

“ความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของลูกค้า พนักงาน และชุมชน ถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นิสสันจึงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือทั้งลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าที่กำลังสนใจรถยนต์นิสสัน ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้จำหน่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ ท้าทายเช่นนี้” ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

โครงการ ‘CARE FOR YOU – New Normal Life’ แทนความห่วงใยจากนิสสัน ประกอบไปด้วยการบริการและข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือลูกค้านิสสัน ใน 4 ด้าน ได้แก่:

1. CARE FOR YOU บริการทดลองขับ นำเสนอบริการทดลองขับที่บ้านเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ให้ลูกค้าที่สนใจได้ทดลองขับรถยนต์นิสสันรุ่นต่าง ๆ ทั้ง นิสสัน โน๊ต, นิสสัน อัลเมร่า, นิสสัน นาวารา และนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ได้อย่างสะดวกสบาย โดยลงทะเบียนได้ง่าย ๆ ผ่าน เว็บไซต์ของนิสสัน หรือ Facebook เมื่อได้รับการยืนยัน รถยนต์รุ่นที่ลูกค้าเลือกจะได้รับการทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ก่อนจัดส่งถึงบ้านลูกค้า เพื่อมอบประสบการณ์การทดสอบรถยนต์ที่สะดวกสบายและปลอดภัย รวมถึงทดลองขับรถยนต์นิสสันได้อย่างมั่นใจ

2. CARE FOR YOU บริการหลังการขาย บริการหลังการขาย ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ด้วยบริการเช็คระยะนอกสถานที่ และการบริการรับรถที่บ้านลูกค้า นิสสันคำนึงถึงความปลอดภัย และสุขภาพของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้ายังต้องใช้รถยนต์เพื่อการเดินทางแม้ในช่วงการระบาดของโรคโควิด 19 นิสสันจึงเพิ่มการบริการต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบาย และปลอดภัยจากโรคระบาดมากที่สุด

นิสสันยังได้ดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดภายในศูนย์บริการ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อทำความสะอาดทุก ๆ 2 ชั่วโมง, ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานผู้ปฏิบัติงาน และลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกคน, พนักงานทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน, การติดตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือสำหรับให้บริการลูกค้าอย่างเพียงพอ รวมไปถึงใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดรถยนต์บริเวณจุดสัมผัส เช่น พวงมาลัย, เกียร์, เบาะ, ที่จับประตู และคอนโซลหน้า เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น

3. CARE FOR YOU บริการทำความสะอาดและพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อภายในรถ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ฟรี บริการทำความสะอาดรถ พิเศษ ทั้งลูกค้านิสสัน และลูกค้ารถยนต์ทุกยี่ห้อ ด้วยน้ำยาคุณภาพมาตรฐาน ได้รับการรับรองจากสถาบันนานาชาติ และ USFDA บริเวณจุดสัมผัส เช่น พวงมาลัย, เกียร์, เบาะ, ที่จับประตู และคอนโซลหน้า เป็นต้น (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)

4. CARE FOR YOU ไส้กรองแอร์แบบพรีเมียม สำหรับห้องโดยสารภายใน ที่มาพร้อมคุณสมบัติพิเศษที่จะช่วยให้คุณมั่นใจไร้กังวลในการใช้รถ ประสิทธิภาพกรองสูงถึง 4 ชั้น, ดูดซับรา สารก่อภูมิแพ้ และดักจับไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ A, ดูดซับกลิ่นด้วย Activated carbon, ดูดซับฝุ่นละอองได้เล็กสุดถึง 2.5 ไมครอน และสามารถปล่อยวิตามิน C ช่วยทำให้ผิวคุณชุ่มชื้นอีกด้วย

ลูกค้านิสสันสามารถนำรถยนต์เข้าตรวจสภาพฟรี และรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center หมายเลข 02 401 9600 ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2564

“บริการรูปแบบใหม่และข้อเสนอนี้ เป็นการต่อยอดจากมาตรการสนับสนุนของนิสสันที่มีส่วนช่วยให้ลูกค้านิสสันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” โดยนาราสิมัน ยังกล่าวเสริมว่า โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ เพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า