Home Blog Page 402

ฟอร์ด แนะนำ 4 เคล็ดลับการรักษาสีรถให้เหมือนใหม่

0

เมื่อกลับเข้าสู่ฤดูกาลทำงานที่บ้านอีกครั้ง เชื่อว่าเจ้าของรถหลายคนอาจจำเป็นต้องจอดรถทิ้งไว้นอกบ้านเป็นเวลานาน จนอาจลืมดูแลรถยนต์คู่ใจไป อันที่จริงการที่ไม่ได้นำรถไปลุยฝุ่นฝ่าการจราจรที่ไหนไม่ได้หมายความว่าสีรถของคุณจะไม่เสียหายเลย ฟอร์ด จึงขอแนะนำวิธีดูแลสีรถให้ดูใหม่เอี่ยมอ่องแม้จอดทิ้งไว้นานอย่างง่ายๆ ด้วยตนเองให้ผู้ใช้รถได้ลองนำมาปรับใช้ในช่วงที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน

ล้างรถให้ถูกวิธี

ทุกวันนี้ ผู้ใช้รถทั่วไปอาจไม่มีเวลาล้างรถเอง จึงนิยมนำรถเข้าใช้บริการล้างรถตามศูนย์บริการต่างๆ แต่การล้างรถด้วยตนเอง นอกจากจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาสีรถแล้ว ยังเป็นอีกวิธีง่ายๆ ที่สามารถช่วยถนอมสีรถได้ดีกว่าการล้างรถด้วยเครื่องล้างรถอัตโนมัติ เพราะขนแปรงของเครื่องล้างรถมีความแข็งและด้านเกินไปจนอาจทำร้ายผิวรถได้ อีกทั้งการใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของเม็ดเกลืออาจจะทำให้สีรถถลอกได้อีกด้วย ตรงกันข้าม หากล้างรถด้วยตนเอง คุณสามารถเลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งสามารถจับคราบฝุ่นออกจากตัวรถโดยไม่เหลือสิ่งตกค้างบนผ้าได้

นอกจากนี้ สีของรถยนต์ยังมีความอ่อนไหวต่อของเหลวที่ใช้ในการล้าง หากใช้น้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมเป็นเกลือ และสารเคมีอาจมีผลเสียต่อสีรถ และส่วนประกอบที่ทำจากยางและพลาสติกได้ จึงควรเลือกใช้สบู่เหลวสำหรับล้างรถที่มีค่ากรดต่ำพอดีต่อการถนอมสีรถ สามารถช่วยหล่อลื่น และมีฟองมากเพียงพอที่จะถูคราบสิ่งสกปรกออกได้

เคล็ดลับในการล้างรถให้สะอาด และเป็นการถนอมสีรถที่ดีที่สุดคือ การเตรียมถังน้ำสบู่สำหรับเช็ดถู และน้ำสะอาดสำหรับล้าง แยกไว้ 2 ถัง เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น และสิ่งสกปรกกลับไปถูโดนพื้นผิวตัวถังซึ่งจะทำให้สีรถเป็นรอย โดยควรเช็ดเป็นแนวบนลงล่าง หรือซ้ายไปขวา ไม่ควรเช็ดวนเป็นวงกลม เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกจากตัวรถในทางเดียว

ระวังภัยใกล้ตัวที่ทำร้ายสีรถ

ถึงแม้เราจะจอดรถในที่จอดที่มีหลังคา ก็อาจหลีกเลี่ยงปัจจัยภายนอกที่มาพร้อมกับสภาพแวดล้อมกลางแจ้งไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแมลง สัตว์ ฝุ่นละออง หรืออะไรต่างๆ ที่บินหรือลอยเข้ามาโดนรถ เพราะฉะนั้นเจ้าของรถจึงต้องพึงระวังสิ่งเหล่านี้ และรีบล้างทำความสะอาดรถไม่ให้รถมีสิ่งตกค้างติดทนหรือเป็นรอย

แมลง และนก สามารถสร้างรอยที่ทำให้ทำความสะอาดยากได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยแมลงที่บินมาชนรถนั้นมีฤทธิ์เป็นกรด คราบจากแมลงอาจกัดสีรถให้เสียหายได้ ส่วนของเสียจากนก นอกจากมีฤทธิ์เป็นกรดแล้ว ก็ยังอาจมีเมล็ดพืช และผลเบอร์รี่ปะปนอยู่ หากไม่รีบล้าง คราบก็จะฝังแน่นบนผิวสีรถ ทำให้รถไม่สวยงามแวววาว

สิ่งสกปรกต่างๆ ก็ยังเกิดได้จากการเติมน้ำมันล้นถังจนซึมออกมาเปื้อนตัวถัง เมื่อฝุ่นละอองและควันในอากาศลอยมาก็จะจับกับสีตัวรถ จึงควรหมั่นปัดฝุ่น หรือทำความสะอาดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ และที่สำคัญคือไม่ควรลากนิ้วหรือมือบนรถที่มีฝุ่นเกาะ เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้ฝุ่นผง และสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อยู่บนรถอยู่แล้วทิ้งร่อยรอยทำให้กำจัดยากขึ้น

การจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ หรือขับไปซื้อของใกล้บ้าน ไม่ได้แปลว่ารถจะไม่ได้รับการขีดข่วนใดๆ เลย เพราะกรวด หิน ดิน ทราย สามารถกระเด็นมาโดนและทิ้งรอยขีดข่วนได้จนสามารถทำให้สีเคลือบเป็นรอย นอกจากการปัดฝุ่นแล้วยังควรกำจัดรอยขีดข่วนด้วยการเคลือบสีด้วย

ดูแลสีรถที่จอดทิ้งไว้นาน

เป็นที่ทราบกันดีว่าการจอดรถทิ้งไว้นานอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อรถได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้หลายๆคนต้องทำงานจากที่บ้าน และต้องจอดรถทิ้งไว้นานกว่าเคย แต่วิธีการการดูแลสีรถที่ต้องจอดทิ้งไว้นานนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

ควรหาที่จอดรถที่เหมาะสม เช่น โรงรถ หรือในอาคารที่ร่ม เพราะแสงแดดและความชื้น จะส่งผลกระทบต่อสภาพและอุปกรณ์รถ ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้ สีรถที่จอดในที่แจ้งเป็นเวลานานจะสะสมความร้อน ก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพและสีตัวรถซีดเร็ว

หากจำเป็นต้องจอดรถกลางแจ้ง ควรใช้ผ้าคลุมรถ เพื่อลดการทำร้ายสีรถจากแดดโดยตรง โดยเลือกผ้าคลุมรถแบบกันน้ำและระบายอากาศได้ เพราะผ้าคลุมรถแบบกันน้ำอย่างเดียวจะกักความชื้นและส่งผลกระทบต่อสีภายนอกตัวรถได้ ก่อนคลุมรถ ควรล้างรถให้สะอาดและรถควรแห้งสนิทก่อน เพราะคราบสกปรกอาจขูดขีดสีรถได้เช่นกัน

เจ้าของรถยังควรล้างรถที่จอดกลางแจ้งเป็นเวลานานด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นการเอาคราบสกปรกที่อาจติดแน่นและทำร้ายพื้นผิวตัวรถออกแล้ว ยังเป็นการช่วยคลายความร้อนภายในตัวรถอีกด้วย

เทคโนโลยีการพ่นสีรถขั้นสูง

แน่นอนว่า รอยขีดข่วน  สีแตกกระเทาะ และสนิม เป็นสิ่งที่ทำให้คนรักรถไม่สบายใจ สำหรับฟอร์ด นอกจากเราจะให้ความสำคัญกับมาตรฐานเรื่องสีรถเป็นอย่างมากแล้ว เรายังให้ความสำคัญในการทำให้สีรถติดทนนานเพื่อให้รถมีสีสันสวยงามตลอดอายุการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีการพ่นสีพิเศษแบบ 3 Wet (3-Wet Paint Technology) หรือการพ่นสีทับกัน 3 ชั้น และอบสีเพียงครั้งเดียว โดยสีที่ใช้เป็นสารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง จึงทำให้มีพื้นผิวหนาและแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ทนทานต่อการขีดข่วน การแตกกระเทาะและป้องกันการกัดกร่อนของสี ทำให้สีมีความเงางาม และมีความหนา คงทนได้นานขึ้นถึง 56 เปอร์เซ็นต์

กระบวนการเริ่มต้นด้วยการเตรียมความพร้อมของผิวรถเบื้องต้น โดยนำตัวถังรถมาทำความสะอาด และชุบสารกันสนิมด้วยกระแสไฟฟ้า ก่อนที่จะนำมาพ่นสีรองพื้น เพื่อช่วยปกป้องสีรถจากแสงแดดและทำให้สีมีความแข็งแรง ทนทานต่อการขีดข่วนและการแตกกระเทาะได้ดียิ่งขึ้น ต่อด้วยการพ่นสีจริง และการพ่นสีเคลือบผิวรถ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ทำการทดสอบและควบคุมกระบวนการพ่นสีในทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด ด้วยการกำหนดอุณหภูมิ ความหนาของสี และระยะเวลาในการอบที่ชัดเจน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งหมดนี้ เพื่อส่งมอบรถยนต์มาตรฐานระดับโลกให้แก่ลูกค้าฟอร์ด เพื่อความมั่นใจในความทนทานของสีรถที่จะคงทนยาวนานในทุกสภาพแวดล้อมและการใช้งาน

2 โปรเจคมอเตอร์สปอร์ทที่สุดเเห่งความเร้าใจสำหรับเเฟนพันธุ์เเท้ปอร์เช่

0

ปอร์เช่ เปิดเผยกำหนดการเปิดตัว เข้าร่วมรายการแข่งขันในเวทีประลองความเร็วระดับนานาชาติ ประจำ ฤดูกาล 2021 นี้ คณะผู้บริหารได้ประกาศแผนการดำเนินงานในปี 2021 ผ่านงานแถลงข่าวแบบ virtual กับงาน digital Night of Champions เป็นครั้งแรก ที่กิจกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เนื่องจากวิกฤตการณ์โคโรน่าไวรัส ที่ยังคงน่าเป็นห่วง ในส่วนกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตต่างๆ ที่เข้าร่วมในฤดูกาลนี้ ปอร์เช่ยังคงเเสดงศักยภาพของตนเอง ได้อย่างน่า ประทับใจเช่นเคย อาทิ ชัยชนะรายการ Spa-Francorchamps 24 Hours รวมทั้งความสำเร็จ ในรอบสุดท้าย ของรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ FIA World Endurance Championship WEC และ IMSA WeatherTech SportsCar Championship ระหว่างการกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ประธานกรรมการบริหาร Porsche AG, Dr Wolfgang Porsche, ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ด้านมอเตอร์สปอร์ตอันแน่วแน่ของบริษัทรวมทั้ง “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเมื่อต้องเผชิญหน้า กับสถานการณ์ที่ยากลำบาก” โดยเฉพาะวิกฤติที่เกิดขึ้นในปี 2020

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E พร้อมประเดิมสนาม

เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศสถานะการเข้าร่วมแข่งขันในรายการ ABB FIA Formula E ของเรา Fritz Enzinger, รองประธานกรรมการผู้ดูแลส่วนงาน Motorsport กล่าว “เราประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ด้วยความโดดเด่น และแนวคิดที่ไม่เหมือนใครเราใช้รถแข่งพลังงานไฟฟ้าที่นั่งเดี่ยว มาพัฒนาอย่างเป็นระบบผสานกับทักษะความเชี่ยวชาญ ของเราในส่วนของชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อน เป้าหมายต่อไปของเราคือการเข้าร่วมชิงชัยทั้งในรายการ แข่งขันของ FIA/FEO พร้อมกับทีมงานของเราทุกคนในปีนี้”

ทีมแข่ง TAG Heuer Porsche Formula E มุ่งหน้าสู่ฤดูกาลแข่งขันที่รออยู่ด้วยเป้าหมายยิ่งใหญ่ หลังจากการเปิดตัว อย่างยอดเยี่ยมในปีแรก ทีมงานวิศวกรมากประสบการณ์ใน Weissach ได้จัดการยกระดับขีดความสามารถของระบบ ขับเคลื่อนและแสวงหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อปรับกลยุทธุ์การปฏิบัติงานให้ลงตัวยิ่งขึ้น บรรดานักขับผู้รับหน้าที่ควบคุมรถแข่ง ปอร์เช่ 99X Electric racers สำหรับฤดูกาลแข่งขันนี้ ประกอบด้วย André Lotterer (ชาวเยอรมัน รถแข่งหมายเลข 36) และ Pascal Wehrlein (ชาวเยอรมัน รถแข่งหมายเลข 99) รวมทั้ง 2 นักแข่งสำรอง ชาวสวิสเซอร์แลนด์ Simona de Silvestro และ Neel Jani  ที่พร้อมลงสนามในทันทีที่ต้องการ  เปิดฤดูกาลในช่วงกลาง เดือนมกราคม ด้วย 2 รอบการเเข่งขันเเรก Chilean capital Santiago

ปอร์เช่ 911 RSR ในรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ FIA World Endurance Championship WEC

สำหรับรายการ World Endurance Championship (FIA WEC) ปอร์เช่ยังคงเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันต่อไป ด้วยการส่งรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR  2 คัน ลงกรำศึกในฤดูกาล 2021 เครื่องจักรแห่งความเร็วที่พกพาพละกำลังขนาด 515 แรงม้า จะต้องต่อสู้กับคู่แข่งรวมทั้งสิ้น 6 รอบการเเข่งขัน ภายใต้การบริหารงานโดยทีมแข่ง Manthey-Racing และสมาชิก ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพียงเล็กน้อยเป็นอีกครั้งที่ Gianmaria Bruni จากอิตาลี และหนุ่มออสเตรีย Richard Lietz แชร์ที่นั่งบนเบาะของรถแข่งหมายเลข 91 ร่วมด้วยนักแข่งเลือดฝรั่งเศส Kévin Estre และ Neel Jani แชมป์โลก WEC ฤดูกาล 2016 ในรถแข่งหมายเลข 92 ระเบิดศึกสนามแรกในช่วงเดือนมีนาคมที่ Sebring (สหรัฐอเมริกา) จากนั้นในวันที่ 12/13 มิถุนายน 2021, รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR ทั้ง 2 คันจะเข้าร่วมประลองความเร็วบนสนามที่เป็นไฮไลท์ของฤดูกาล นั่นคือรายการ 24 Hours of LeMans (ฝรั่งเศส)

การปรับเปลี่ยน lineup นักแข่ง เพียงเล็กน้อย ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติไวรัสโคโรน่า

ความร่วมแรงร่วมใจของครอบครัวปอร์เช่ เพื่อข้ามผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก ได้รับการหยิบยกมากล่าวถึงโดย Dr Wolfgang Porsche ซึ่งหมายรวมถึง line-up นักแข่งของทีมงานมอเตอร์สปอร์ตฤดูกาล 2021 อีกด้วย ทั้งนี้ปอร์เช่ ก้าวเข้าสู่ปีแห่งการแข่งขันอย่างมั่นใจด้วยเหล่านักขับมือฉมังรวม 14 ชีวิต นักแข่งมืออาชีพ หน้าใหม่ของวงการ และนักแข่ง จากทีมเยาวชน Porsche junior ได้รับการบรรจุเพิ่มเติมเข้ามา ในส่วนของนักแข่งในรายการ Formula E ประกอบด้วย Pascal Wehrlein, Thomas Preining ชาวออสเตรีย เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของบริษัทผู้ผลิต รถสปอร์ตจากสตุ๊ทการ์ท Earl Bamber ชาวนิวซีแลนด์, Nick Tandy จาก สหราชอาณาจักร, Patrick Pilet จาก ฝรั่งเศส, Michael Christensen (เดนมาร์ก) ส่วนอีก 2 นักแข่งเยอรมัน Sven Müller และ Dirk Werner หลุดโผจากรายชื่อนักแข่งอย่างเป็นทางการของทีม แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงได้รับโอกาสลงสนามในฐานะนักแข่ง จากปอร์เช่ หลังพวงมาลัยของรถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 R สำหรับนักขับจากฝรั่งเศส Julien Andlauer ลงแข่งด้วยตำแหน่ง Porsche Young Professional พร้อมด้วย Ayhancan Güven จาก ตุรกี สานต่องานของเขาเป็นปีที่ 2 ในฐานะนักแข่งจากทีมเยาวชน Porsche Junior ทางด้านของ Jaxon Evans จากนิวซีแลนด์เสร็จสิ้นบทบาทหน้าที่ของเขาจาก junior programme และลงแข่งให้ทีมอิสระในรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR, ส่วนนักแข่งที่เหลือ เนื่องจากกฎข้อบังคับในการเดินทางระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรน่าซึ่งยังคงมีผลอย่างเข้มงวด ทำให้ปอร์เช่ไม่สามารถทำการคัดเลือก นักแข่งหน้าใหม่ขึ้นมาสู่ทีมหลัก ได้อย่างเช่นที่เคยเป็นมาในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี  นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีนักแข่งจากทีมเยาวชน Porsche Junior คนที่ 2 ร่วมลงแข่งในฤดูกาล 2021

Customer racing programmes: แคมเปญสุดพิเศษสำหรับลูกค้าทั่วโลก

เกือบทั้ง 10 คันของรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR ซึ่งได้รับการส่งมอบไปยังลูกค้าเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน จะถูกจับลงสนามในรุ่น GTE-Am class ของรายการ FIA WEC และ European LeMans Series (ELMS) สำหรับฤดูกาล 2021  เป็นอีกปีที่นักแสดงฮอลลีวูด Michael Fassbender ยังคงร่วมแข่งขันในแถวหน้าของวงการ ปี 2021 นับเป็นฤดูกาลที่ 2 ของดาราลูกครึ่ง เยอรมัน-ไอริช ต้องขับเคี่ยวกับคู่แข่งบนรายการระยะยาว หลังพวงมาลัยของปอร์เช่ 911 RSR ภายใต้ชื่อ Dempsey Proton Racing จุดมุ่งหมายของเขาในขณะนี้ คือการเตรียมตัวเพื่อออกสตาร์ท รายการ LeMans 24 hour ด้วยความพร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปอร์เช่ ยืนยันที่จะสนับสนุนทีมแข่งอิสระที่บริหารงานโดยลูกค้า ผ่านแคมเปญการแข่งขันระดับโลกด้วยรถแข่ง 911 GT3 R ระดับ 500 แรงม้าขึ้นไป Earl Bamber และเพื่อนร่วมทีม Laurens Vanthoor (ชาวเบลเยี่ยม) รวมทั้ง Patrick Long จากสหรัฐอเมริกา คือตัวแทนนักแข่งผู้รับหน้าที่ขับขี่ให้แก่ทีมแข่งอิสระในรุ่น GTD class รายการ IMSA WeatherTech SportsCar Championship ในส่วนของรายการ GT World Challenge Europe รถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 R หลายคัน จะได้เข้าร่วมแข่งขันเพื่อวัดฝีมือกับคู่แข่งรายอื่นจากอีกกว่า 12 โรงงานผู้ผลิต Earl Bamber, Michael Christensen และFrédéric Makowiecki คือผู้ที่ได้รับเลือกให้ลงแข่งในรุ่น GT3 นักแข่งที่มีรายชื่อในทีมหลักเกือบทุกคน จะได้รับโอกาสในการลงแข่งในรายการ 24-hour บนสนาม Nürburgring-Nordschleife ฝูงรถแข่ง 911 GT3 R จะพากันโลดแล่นท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิคของภูมิภาค Eifel ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ปี 2021 ยิ่งไปกว่านั้นทีมแข่งอิสระของลูกค้ายังได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการ German ADAC GT Masters ซึ่งเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ การแข่งขันรถทัวริ่งที่ได้รับความนิยมและรถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 R สามารถสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

 ปอร์เช่ 911 GT3 Cup รุ่นใหม่ สำหรับการแข่งขัน Porsche Mobil 1 Supercup และอีก 5 สนามระดับนานาชาติ

ปอร์เช่ เปิดตัวรถแข่ง 911 จีที3 คัพ ใหม่ (The new 911 GT3 Cup) สำหรับฤดูกาล 2021 โดยอาศัยพื้นฐานในการพัฒนาจากปอร์เช่ 911 รถสปอร์ตระดับตำนาน ในรหัสตัวถังเจเนอเรชัน 992 เพื่อวัตถุประสงค์ ดังกล่าว ปอร์เช่ได้จัดการยกระดับพละกำลังเพิ่มขึ้น จนมีแรงม้าสูงสุดถึง 510 แรงม้า โดยปกติแล้วรถแข่งในรุ่นนี้ จะลงทำการแข่งขัน Porsche Mobil 1 Supercup เพื่อเปิดสนามให้รายการ Formula 1 แต่ในปีนี้นับเป็นครั้งแรก ของยนตรกรรมสายสนามที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในโลกจะได้มีส่วนในการเข้าร่วมชิงชัยบน รายการอื่นๆ ผ่านทีมอิสระ ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรายการ Carrera Cups ในประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ทวีปเอเชีย เบเนลักซ์ และเป็นครั้งแรก ในทวีปอเมริกาเหนือ รถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 Cup รุ่นล่าสุด ได้รับการออกแบบพัฒนาขึ้นให้สามารถรองรับน้ำมันเชื้อ เพลิงสังเคราะห์โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

Porsche Cup 2020: ชัยชนะครั้งที่  2 ของ Robert Renauer

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ Porsche Cup ได้รับการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและนับเป็นหนึ่งในการแข่งขัน สำหรับนักแข่งอิสระที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา ปี 2020 ถ้วยรางวัลตกเป็นของนักแข่ง อิสระชาวเยอรมัน Robert Renauer Oliver Blume ประธานกรรมการบริหารของ Porsche AG กล่าวถึงผลงานอันยอดเยี่ยมของนักขับวัย 35 ปี จากแคว้น Dachau ในงานแถลงข่าว digital Night of Champions, ได้แสดงลายมือให้เป็นที่ประจักษ์หลังพวงมาลัยรถแข่งปอร์เช่ 911 GT3 R ทั้งในรายการ ADAC GT Masters และ Creventic Series การคว้าชัยชนะในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ของ Renauer หลังจากที่เขาเคยได้รับรางวัล เดียวกันในปี 2016 หนุ่มบาวาเรี่ยนรายนี้จะได้รับรางวัลเป็นรถสปอร์ตปอร์เช่ 911 รุ่นใหม่ ตอบแทนในฐานะนักแข่งสมัครเล่น ที่ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม รวมทั้งเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 51 ปีของการแข่งขัน รายการนี้ อันมีต้นกำเนิดจากแนวความคิดของ Ferry Porsche ผู้ก่อตั้งบริษัท 

Sebastian Job ผู้คว้ารางวัลเกียรติยศจากการแข่งขัน Porsche TAG Heuer Esports Supercup

Sebastian Job จากประเทศอังกฤษ สามารถเอาชนะการแข่งขัน Porsche TAG Heuer Esports Supercup ไปได้อย่างสมเกียรติ หนุ่มน้อยวัย 20 ปี สังกัดทีม Red Bull Racing Esports พิชิต Joshua Rogers (ออสเตรเลีย) ผู้ชนะ จากปีที่แล้วไปอย่างตื่นเต้น ปิดฤดูกาลแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต online ลงอย่างสมบูรณ์แบบ Sebastian Job, ผู้ซึ่งขณะ นี้ได้พลิกสถานะงานอดิเรกในการเล่นเกมส์แบบจำลองการแข่งรถ ให้กลายเป็นอาชีพโดยเข้าร่วมการแข่งขันติดต่อกัน เป็นฤดูกาลที่ 3 รายการนี้ได้รับการจัดขึ้นภายใต้ iRacing platform เพื่อการคัดเลือกสุดยอดฝีมืออันดับ 1 โดยเฉพาะ สำหรับในปี 2021 กิจกรรม Porsche TAG Heuer Esports Supercup มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 มกราคม ท่ามกลางบรรยากาศเสมือนจริงของ Brazilian Formula 1 circuit สนาม Interlagos

โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จัดตั้ง “ศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจการทางสังคม” (TSSC)

0

บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (Toyota Daihatsu Engineering & Manufacturing: TDEM*) สำนักงานระดับภูมิภาคของโตโยต้าในเอเชีย ซึ่งรับผิดชอบงานด้านวิศวกรรม การผลิต และส่วนงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดตัว “ศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม” (Toyota Social Support Center : TSSC) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมโดยรอบ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ของ “ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” (Toyota Production System: TPS) อันเป็นจุดแข็งหลักที่เป็นเอกลักษณ์ของโตโยต้าและได้รับการยอมรับทั่วโลก

ระบบการผลิตแบบโตโยต้า” (Toyota Production System: TPS) เป็นหลักการพื้นฐานของโตโยต้าที่ใช้ในการบริหารจัดการ เกิดขึ้นจากระบบควบคุมการผลิตขององค์กร ซึ่งมุ่งกำจัดความสูญเปล่า โดยมีเป้าหมายในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุดตามคำสั่งซื้อ รากฐานของแนวคิดระบบ TPS มีต้นกำเนิดมาจากเครื่องทอผ้าแบบอัตโนมัติ ซึ่ง มร.ซากิจิ โตโยดะ บิดาของผู้ก่อตั้งบริษัท  โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ได้คิดค้นขึ้น นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ระบบนี้ก็มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และยังนำไปประยุกต์ใช้กับงานในแขนงอื่นๆ นอกเหนือจากด้านการผลิตและการขนส่ง ปัจจุบันยังใช้ในส่วนงานการวางแผน การขาย และการบริหารจัดการงานต่างๆ อย่างกว้างขวาง

โตโยต้าเชื่อว่าระบบ TPS มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความสามารถขององค์กร เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการแข่งขันอย่างไม่หยุดยั้งสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ตลอดจนทำตามคำมั่นสัญญาของโตโยต้าในการนำเสนอคำตอบด้านการขับเคลื่อน (Mobility Solutions) ที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูปครั้งสำคัญในรอบศตวรรษนี้ (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบ TPS คลิกที่นี่ https://global.toyota/en/company/vision-and-philosophy/production-system/)

ศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม (Toyota Social Support Center: TSSC) ไม่เพียงแต่จะให้ความสำคัญด้านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กรที่โตโยต้าเข้าไปช่วยเหลือ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ของระบบ TPS เพื่อให้องค์กรนั้นๆ สามารถระบุและแสดงให้เห็นถึงปัญหาเพื่อการปรับปรุงการทำงานอย่างต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง อันเป็นแนวคิดหลักของระบบ TPS

มร.คัทสึชิ นิชิกาวา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งควบคุมหน่วยงานส่งเสริมระบบการผลิตแบบโตโยต้า และศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม กล่าวว่า “เราตั้งใจให้ศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมเข้ามามีส่วนช่วยส่งเสริมมาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงมุ่งปรับปรุงกระบวนการเท่านั้น แต่ยังต้องการแบ่งปันองค์ความรู้ในการแสดงให้เห็นถึงปัญหา และแก้ไขปัญหาให้กับองค์กรที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเรา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนองค์กรนั้นๆ พร้อมไปกับการช่วยเหลือสังคมไปในเวลาเดียวกัน เพื่อที่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะสามารถบริหารจัดการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้นได้ด้วยตนเอง  เรามุ่งมั่นทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่โดยอาศัยระบบ TPS เป็นเครื่องมือเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าของโตโยต้าในการสร้างความสุขให้กับทุกคน

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสส่งเสริมและพัฒนาสังคมด้วยระบบ TPS ซึ่งถือเป็นจุดแข็งภายในองค์กรของเราที่เกิดจากการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานมาหลายทศวรรษ และด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทำให้ยังคงมีมาตรการจำกัดการเดินทางอยู่ ดังนั้น เราจึงได้เริ่มโครงการนี้ในประเทศไทยก่อน จากนั้นจะขยายผลต่อยอดความสำเร็จของโครงการไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมจะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโตโยต้าและสังคมให้เจริญเติบโตไปพร้อมๆ กันในระยะยาว”

นับตั้งแต่การเปิดศูนย์โตโยต้าฯ ในเดือนมิถุนายน ปี 2563 โครงการแรกที่ทางศูนย์โตโยต้าฯ ได้เข้าไปสนับสนุน คือ โรงพยาบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีเป้าหมายลดระยะเวลารอคอยให้กับคนไข้บนพื้นฐานของแนวคิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างโรงพยาบาลบางบ่อ และศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบจัดยาตามใบสั่งของแพทย์ และตามหลักการ Just In Time หรือการส่งมอบแบบทันเวลาพอดี ทั้งนี้ คณะทำงานได้วิเคราะห์และแยกแยะขั้นตอนการทำงาน ระบุขั้นตอนที่สามารถปรับปรุงได้ รวมถึงยังช่วยนำเสนอขั้นตอนการทำงาน ระบุส่วนงานที่จะต้องทำการปรับปรุงและทำให้การเคลื่อนไหวของบุคลากรง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ ระยะเวลาเฉลี่ยที่คนไข้ต้องรอคอยเพื่อรับยาลดลงจาก 75 นาที เหลือเพียง 30 นาที (หรือเท่ากับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น 60%) ช่วยลดเวลาที่คนไข้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลและเพิ่มความอุ่นใจให้กับคนไข้ได้ในอีกทางหนึ่ง  ปัจจุบันทางศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม ยังคงประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลบางบ่ออย่างต่อเนื่องเพื่อพัฒนาและปรับปรุงขั้นตอนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมุ่งลดระยะเวลาที่คนไข้ต้องอยู่ในโรงพยาบาล และเพื่อให้ทางโรงพยาบาลสามารถรักษาคนไข้ได้มากขึ้นด้วย  

นางพัชรี ศรานุรักษ์ หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรมและคุ้มครองผู้บริโภค โรงพยาบาลบางบ่อกล่าวว่า “ศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม โดยบริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ได้แบ่งปันองค์ความรู้และแนวคิดพื้นฐานของระบบ TPS ทำให้ส่วนงานเภสัชกรรมสามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานได้ดียิ่งขึ้น โดยการนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการจ่ายยา และการให้บริการผู้ป่วย  ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานยังมีความสุขกับผลงานที่เราได้พยายามร่วมกันเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญคือผู้ป่วยมีความพึงพอใจมากขึ้นกับคุณภาพการให้บริการโดยรวมของโรงพยาบาลบางบ่อ”

นอกจากนี้ ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2563 ศูนย์โตโยต้าฯ ได้ต่อยอดขยายโครงการดังกล่าว ด้วยการเริ่มต้นความร่วมมือกับสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ โดยเริ่มศึกษาระบบและขั้นตอนการทำงาน เพื่อพัฒนาปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในอนาคตศูนย์โตโยต้าเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางสังคม มีแผนส่งเสริมให้บุคลากรภายในบริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและเข้าใจหลักการของระบบ TPS เพื่อสนับสนุนและต่อยอดกิจกรรมเพื่อสังคมในภูมิภาคเอเชีย เพื่อสร้างความสุขให้กับทุกคน

*หมายเหตุ: TDEM เป็นสำนักงานระดับภูมิภาคของโตโยต้าในเอเชีย และเป็นคนละนิติบุคคลกับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย (TMT) ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตและขายรถยนต์โตโยต้า รวมถึงให้บริการหลังการขายในประเทศไทย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ โกยยอดขายทั่วโลก ทะลุ 1.11 ล้านคัน สูงที่สุดในรอบ 30 ปี เสริมทัพความเชื่อมั่นก่อนบุกตลาดไทยปีนี้

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) ประกาศยอดขายรถยนต์ทั่วโลกในปี 2563 จำนวนรวม 1,111,598 คัน เติบโตขึ้น 4.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สร้างปรากฏการณ์แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายเกิน 1 ล้านคันติดต่อกันเป็นปีที่ 5 เผยยอดรวมทั้งปีทะลุเป้าที่ 109% นำทัพโดย 4 แบรนด์หลัก HAVAL เอสยูวียอดนิยมที่ครองใจคนทั่วโลก GWM POER รถกระบะที่ผสานเทคโนโลยีกับความแข็งแกร่งอย่างลงตัว ORA รถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมความอัจฉริยะ และ WEY สมาร์ทเอสยูวี ระดับลักซ์ชัวรี่

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศความสำเร็จในการก้าวสู่ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จำนวน 1,111,598 คัน (ทุบสถิติปี 2562 ที่มียอดขาย 1,060,298 คัน) โดยเมื่อนับเฉพาะเดือนธันวาคม 2563 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขายรถไปกว่า 150,109 คัน เติบโตจากยอดเดือนธันวาคมปี 2562 ถึง 41.6%

ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถเอสยูวีระดับโลกด้วย HAVAL

HAVAL ได้รับการยกย่องให้เป็นแบรนด์รถเอสยูวีระดับโลก และเป็นรถเอสยูวีแบรนด์แรกในจีนที่เข้าสู่กลุ่มยอดขาย 6 ล้านคัน ด้วยยอดขายสะสมมากกว่า 6.5 ล้านคัน ทั้งยังรักษายอดขายรถเอสยูวีอันดับ 1 ในประเทศจีนได้เป็นเวลา 11 ปี ติดต่อกัน โดยในปี 2563 HAVAL มียอดขายจำนวนรวม 750,228 คัน นำโดยรุ่นเรือธงอย่าง HAVAL H6 ที่ยังรักษาสถิติ “รถเอสยูวีที่มียอดขายสูงสุดในจีน” ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 โดยมียอดขายในปี 2563 รวม 376,864 คัน ครองใจผู้ใช้จนสามารถขึ้นแท่นเป็น ”รถเอสยูวีที่ขายดีอันดับ 1 ของประเทศจีนในแต่ละเดือน” ติดต่อกันถึง 91 เดือน นอกจากนี้ภายใต้แบรนด์ HAVAL ยังมีรุ่นอื่นๆ ต่างได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

  • HAVAL F7 รถเอสยูวีขนาดกลาง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด มียอดขายทั้งปีรวม 116,453 คัน โดยเป็นยอดขายเฉพาะเดือนธันวาคม 2563 จำนวน13,405 คัน เพิ่มขึ้น 7% จากยอดขายในช่วงเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา
  • HAVAL M6 มียอดขายทั้งปีรวม 154,470 คัน โดยยอดขายเดือนธันวาคม 2563 จำนวน 20,496 คัน เพิ่มขึ้น 8% จากยอดขายรวมของเดือนธันวาคมในปีก่อน
  • HAVAL Big Dog หรือ ต้าโก่ว รถเอสยูวีรุ่นใหม่ที่แยกไลน์ออกจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน เพื่อให้เป็น “รถที่ใช่” สำหรับผู้มีไลฟ์สไตล์กลางแจ้ง โดยมียอดขายกว่า 28,797 คัน ตั้งแต่เปิดจองครั้งแรกในเดือนตุลาคม โดยยอดขายเดือนธันวาคมสูงถึง 10,184 คัน เพิ่มขึ้น 19% จากยอดขายเดือนพฤศจิกายน
  • HAVAL H9 รถเอสยูวีอัจฉริยะรุ่นใหญ่ ที่มาพร้อมคุณสมบัติและฟีเจอร์การใช้งานครบครัน มียอดขาย ปี 2563 รวม 22,035 คัน ซึ่งเป็นยอดขายเดือนธันวาคม 2,458 คัน เพิ่มขึ้น 6% จากยอดขาย เดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา

และภายในงาน “Guangzhou International Automobile Exhibition” ซึ่งจัดขึ้นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สร้างความคึกคักให้กับตลาดด้วย HAVAL First Love คอมแพค เอสยูวี ที่จะทำให้ทุกคนตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น ด้วยการผสานดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวกับเทคโนโลยีอัจฉริยะสุดล้ำ บน LEMON แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด เพื่อเป้าหมายในการเป็น “รถคันแรกสำหรับคนรุ่นใหม่” ตอกย้ำความแข็งแกร่งของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะนำ HAVAL ก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์เอสยูวี อันดับ 1 ของโลกภายใน 5 ปี

 

ประกาศศักดาเจ้าตลาดรถกระบะ พร้อมรุกตลาดทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีจัดเต็ม

ตำแหน่ง “รถกระบะอันดับหนึ่งในใจคนจีน” การันตีด้วยส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 50% ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เกิดจากการสั่งสมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกตลอด 23 ปีที่ผ่านมา และปี 2563 รถกระบะของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ กวาดยอดขายรวมถึง 225,002 คัน เพิ่มขึ้น 51.2% จากปีก่อน  โดย GWM POER  ได้ก้าวสู่การเป็นรถกระบะในใจของคนทั่วโลก ด้วยยอดขายรวม 114,878 คัน ซึ่งทำยอดขายเกิน 10,000 คันต่อเดือน มากกว่า 8 เดือน โดยในเดือนธันวาคม มียอดขายกว่า 12,100 คัน เติบโตขึ้น 72.4% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคมของปี
ที่ผ่านมา นับเป็นการสร้างตำนานรถกระบะจีนด้วยสถิติใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์

รถยนต์ไฟฟ้าผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ให้เป็นไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พัฒนารถไฟฟ้า (BEV) ภายใต้แบรนด์ ORA  ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดของรถยนต์ประเภท A00 และในปี 2563 รถไฟฟ้า ORA มียอดขาย รวม 56,261 คัน โดยเป็นยอดขายเดือนธันวาคม 12,745 คัน เติบโตพุ่งสูงถึง 380.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน นำโดยรุ่นยอดนิยมอย่าง ORA Black Cat ที่มียอดขายรวม 46,774 คัน เติบโต 334.7% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ หลังเปิดตัว ORA Good Cat รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์ม LEMON โดยมีออเดอร์รวมกว่า 10,000 คัน และส่งมอบแล้ว 2,016 คัน ในเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา

 

โดดเด่นเกินใครกับ WEY รถเอสยูวีระดับลักซ์ชัวรี่

ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถเอสยูวี ด้วยยอดขายของ WEY แบรนด์รถเอสยูวีระดับลักซ์ชัวรี่ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์  รวม 78,500 คันในปี 2020 ส่งผลให้ยอดขายสะสมรวมทั้งหมดของแบรนด์ WEY ทะลุ 400,000 คัน โดยรุ่น WEY VV6 ทำยอดขายได้ถึง 42,293 คันในปีที่ผ่านมา

ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ให้คำมั่นที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมขยายตลาดรถยนต์ในหลายประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่องภายใต้กลยุทธ์โลกาภิวัฒน์  และก้าวสู่การเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไปสู่ความเป็นระบบอัจฉริยะ (Intelligence) การเชื่อมต่อ (Network) และการใช้พลังงานสะอาด (Clean) เพื่อขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนทั่วโลก โดยมีประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและการตลาดที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน

เอ็มจี เผยยอดขายปี 2563 โตขึ้น 7% ย้ำชัดเป็นผู้นำกลุ่มรถยนต์ SUV และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย รายงานผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมามียอดขายรวม 28,316 คัน เติบโตขึ้น 7% โดยเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์ SUV ของตลาดเมืองไทย ด้วยยอดขายที่สูงถึง 17,819 คัน และมีส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงเกือบ 90% พร้อมตั้งเป้าเปิดตัวรถรุ่นใหม่เพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ย้ำแผนเดินการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 170 แห่ง ภายในปีนี้

ยอดขายรวมปี 2563 โต 7% ย้ำความเป็นผู้นำตลาด SUV และตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV

ในปี 2563 เอ็มจีมียอดขายรวม 28,316 คัน เติบโตขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับปี 2562 ซึ่งมียอดขายอยู่ที่ 26,516 คัน โดยแบ่งเป็นยอดขาย MG ZS สูงถึง 11,013 คัน ตามมาด้วย MG HS (รวม MG HS PHEV) จำนวน 6,008 คัน MG Extender 5,387 คัน MG3 จำนวน 4,856 คัน MG ZS EV และ MG EP จำนวน 826 คัน และรุ่นอื่นๆ 226 คัน

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมา เอ็มจี ยังครองแชมป์ยอดขายรถยนต์ในกลุ่มรถ SUV ด้วยยอดการจำหน่ายรวมสูงถึง 17,819 คัน หรือประมาณเกือบหนึ่งในสี่ของตลาดรถยนต์ในกลุ่มดังกล่าว โดยมียอดจำหน่ายอันดับหนึ่งในกลุ่ม C-SUV ในขณะที่กลุ่ม B-SUV เอ็มจีมียอดจำหน่ายสูงเป็นลำดับที่สองของกลุ่ม

นอกจากนี้ เอ็มจียังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึง 88% ด้วยยอดขาย 826 คัน จากยอดขายรวมทั้งหมด 939 คัน

เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า

โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และความคุ้มค่า (Value) สำหรับแนวทางการดำเนินงานในปีนี้ เอ็มจียังคงมุ่งพัฒนาและนำเสนอสิ่งที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ปรัชญา Passion To Be Better โดยมีแผนแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ออกสู่ตลาดเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์รถยนต์เอ็มจี ซึ่งจะมีความโดดเด่นใน 3 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) : มาพร้อมนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย  และทำให้การใช้ชีวิตของคนง่ายยิ่งขึ้น ; ความทันสมัย (Fashion) : มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสามารถสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ; และให้ความคุ้มค่า (Value) : ต้องมีความคุ้มค่า  ทั้งในด้านของการใช้งานและความคุ้มค่าในการเป็นเจ้าของ

เดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ ตั้งเป้า 170 แห่งในปีนี้

ในส่วนของแผนงานขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานได้ครบ 150 แห่ง ตามแผนงานที่วางไว้ และตั้งเป้าการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานเป็น 170 แห่ง ภายในปี 2564 เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทฯ และสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ขยายสถานีชาร์จ MG Super Charge รองรับการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

นอกเหนือจากการแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งในปีที่ผ่านมาเอ็มจีสามารถตั้งสถานี MG Super Charge ซึ่งเป็นสถานีชาร์จที่รองรับการชาร์จแบบ DC ได้ครบ 100 จุดชาร์จ ซึ่งอยู่ในระหว่างการทดลองระบบก่อนการเปิดใช้งานและในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในการตั้งสถานี MG Super Charge เพิ่มอีก 500 จุด เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และกระตุ้นการเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างครอบคลุม เร่งให้เกิดสังคมยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ในประเทศไทยที่สมบูรณ์แบบและมีประสิทธิภาพอย่างเร็วที่สุด

 

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด  เน้นย้ำถึงการดำเนินงานของเอ็มจีว่า “เรามั่นใจว่าตลาดรถยนต์โดยรวมในปีนี้จะเติบโตขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงวัคซีน COVID-19 โดยคาดว่าตลาดรถยนต์โดยรวมน่าจะอยู่ที่ 840,000 คัน ในขณะที่เอ็มจี ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 42,000 คัน หรือเติบโตขึ้นกว่า 40%”

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

Bridgestone ได้รับเลือกจาก Lamborghini ให้เป็นยางติดรถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO

0

ลัมโบร์กินี (Lamborghini) เลือก บริดจสโตน (Bridgestone) ให้เป็นผู้ติดตั้งยางใน Lamborghini Huracán STO ซึ่งเป็นรถซุปเปอร์คาร์รุ่นใหม่ที่มีกำหนดจะเปิดตัวในปี ค.ศ. 2021 นี้ Bridgestone ได้พัฒนายาง Potenza ขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO ด้วยคุณสมบัติคุณภาพสูงของยาง Potenza ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้การยึดเกาะถนน การควบคุมการขับขี่ และสมรรถนะโดยรวมของรถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO

การผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและการออกแบบอย่างลงตัว

ยาง Bridgestone Potenza ได้พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับรถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO ของ Lamborghini ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง 2 บริษัทผู้นำในวงการรถ และยาง Bridgestone Potenza ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นนี้เป็นการผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและการออกแบบอย่างลงตัวเช่นเดียวกับรถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO ของ Lamborghini

โดยกุญแจสู่ความสำเร็จของยางในการเพิ่มสมรรถนะสูงสุดให้รถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO คือ การผสานกันระหว่างการออกแบบลายดอกยางและการใช้เทคโนโลยีล่าสุด โดยยาง Potenza มีลายดอกยางแบบไม่สมมาตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองพวงมาลัยและเสถียรภาพในการเข้าโค้ง และโครงสร้างภายในเนื้อยางที่สามารถกระจายแรงกดเมื่อสัมผัสกับพื้นถนนไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางโค้ง ด้วยการผสานคุณสมบัติดังกล่าวกับเนื้อยางสูตรใหม่ที่พัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะจะช่วยรีดสมรรถนะสูงสุดของยางเทียบเท่ากับยางที่ใช้ในสนามแข่ง

โครงการใหม่

ด้วยการร่วมมือกับ Lamborghini และใช้เทคโนโลยีการพัฒนายางอย่างยั่งยืนของ บริดจสโตน จึงสามารถพัฒนายางเพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดในช่วงการระบาดของโควิด-19 ความสามารถในการพัฒนายางอย่างยั่งยืนของ Bridgestone ได้พิสูจน์ถึงสมรรถนะของยาง Potenza ด้วยความสามารถของ Bridgestone ที่ทดสอบยางด้วยรูปแบบผสมผสานในสภาพแวดล้อมเสมือนจริง และผนวกรวมการตอบสนองของยางในระบบยานยนต์เพื่อค้นหาความลงตัวที่สมบูรณ์แบบ เพื่อสำหรับ Lamborghini ในโปรแกรมจำลองการขับขี่เสมือนจริง โดยผลที่ได้คือกระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้าย พร้อมทั้งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

รถซุปเปอร์คาร์ Lamborghini Huracán STO จะเริ่มผลิตในช่วงต้นปี ค.ศ. 2021 เพราะ Bridgestone ไม่เพียงส่งมอบยาง Potenza ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับลูกค้าและมุ่งเน้นสมรรถนะในการขับขี่บนถนนเท่านั้น แต่ยังส่งมอบยางในเวอร์ชั่นที่รองรับทุกเส้นทางและเป็นหนึ่งเดียวกับถนน โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใน “สนามแข่ง” เพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดบนเส้นทางโดยเฉพาะบนถนนแห้งอีกด้วย

Steven De Bock รองประธานฝ่ายตลาดยางทดแทนยางรถยนต์นั่งและรถกระบะและตลาดยางเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ของ Bridgestone EMIA ให้ความเห็นต่อประกาศครั้งนี้ว่า “เราขอแสดงความยินดีกับทีมงานของเราที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกกับ Lamborghini กับโครงการที่น่าตื่นเต้นนี้ รถซุปเปอร์คาร์ Huracán STO เป็นผลงานที่คู่ควรกับยางที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเติมเต็มสมรรถนะสูงสุดของรถ ผมภูมิใจที่ Bridgestone เป็นผู้ส่งมอบยางสมรถถนะสูงให้ลูกค้าของเรา และนับเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริงที่ทีมงานของเราได้ทำงานในโครงการที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลากหลายด้าน”

สาวกลัมโบร์กินีชมโฉม Lamborghini Huracán STO คันจริงแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ครั้งแรกในประเทศไทย

0

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย กล่าวว่า “หลังจากลัมโบร์กินีปล่อย Livestream ให้สาวกกระทิงดุได้ชมโฉม Lamborghini Huracán STO (ลัมโบร์กินี ฮูราแคน เอสทีโอ) พร้อมกันแบบเรียลไทม์ทั่วโลกในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ทาง ลัมโบร์กินี ออโตโมบิลี ได้ส่งรถ Lamborghini Huracán STO มาให้แฟนพันธุ์แท้ในไทยได้ยลโฉมคันจริงเป็นครั้งแรกกันอย่างใกล้ชิดที่โชว์รูม Lamborghini Bangkok โดย Lamborghini​ Huracán STO เป็นซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งสู่ท้องถนน ทำให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงความเร้าใจตามแบบฉบับของรถแข่ง ในรูปแบบที่เหมาะสำหรับการใช้งานบนถนนสาธารณะ”

ศักดิ์ นานา กรรมการ บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงไอคอนแห่งความแรงตัวล่าสุดของแบรนด์ลัมโบร์กินี พร้อมมอบประสบการณ์ที่สุดแห่งยนตรกรรมส่งตรงจากสนามแข่งขันสู่ท้องถนนว่า “บริษัทฯ มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำ Lamborghini Huracán STO ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง Huracan GT3 EVO แชมป์ 3 ปีซ้อนจากรายการแข่งขัน 24 Hours of DAYTONA หนึ่งในการแข่งขันที่ยากและโหดที่สุดในโลก มานำเสนอให้ลูกค้าที่หลงใหลในแบรนด์ลัมโบร์กินีได้สัมผัสและเป็นเจ้าของ”

Lamborghini Huracán STO – Super Trofeo Omologata: ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ล่าสุดที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง โดยแผนก Squadra Corse’s ที่วิจัยและพัฒนารถแข่งของทางค่ายอย่าง Huracán Super Trofeo EVO และ Huracán GT3 EVO ที่พิชิตชัยชนะจากรายการ 24 Hours of Daytona 3 สมัยและ 12 Hours of Sebring 2 สมัย ด้วยเครื่องยนต์ V10 แบบ NA ที่มอบพละกำลังสูง 640 แรงม้า และแรงบิด 565 นิวตันเมตร ส่งกำลังไปที่ล้อคู่หลัง ส่งผลให้ Huracán STO สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.0 วินาที และจาก 0-200 กม./ชม. ในเวลาเพียง 9.0 วินาที ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจหลักสำคัญของ Huracán STO นั้นคือหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวรถที่สามารถจัดการกับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดีไซน์ตัวถังที่ถูกออกแบบเพื่อสร้างแรงกดอากาศได้สูงและยังสามารถรีดอากาศออกจากตัวรถได้ดีในเวลาเดียวกัน พร้อมทั้งการนำวัสดุน้ำหนักเบามาใช้บนตัวรถเพื่อลดน้ำหนักสูงสุด ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงอารมณ์การขับขี่เสมือนรถแข่งได้อย่างแท้จริง

หลักอากาศพลศาสตร์และน้ำหนักตัวรถที่เบาในดีไซน์ของรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์

Huracán STO ได้รับการเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกใหม่ เพื่อช่วยให้อากาศสามารถไหลผ่านตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกรายละเอียดของ Huracán STO ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์สปอร์ตและเดินตามปรัชญา “design always follows function” Huracán STO คือผลงานระหว่างการร่วมมือของแผนกวิจัยและพัฒนาของลัมโบร์กินี แผนกมอเตอร์สปอร์ต Squadra Corse และแผนกดีไซน์ Centro Stile ฟังก์ชั่นหลายส่วนของรถได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งที่ทาง Squadra Corse ผลิตขึ้นมาและถูกนำมาใช้ใน Huracán STO

“Cofango”

Cofango คือการนำฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และกันชนหน้า ของตัวรถมาดีไซน์ใหม่ให้เป็นชิ้นเดียวกัน และทำให้ Huracán STO มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ดีไซน์ใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถในตำนานของค่ายอย่าง Lamborghini Miura และ Sesto Elemento ดีไซน์ด้านหน้าใหม่นั้น นอกจากช่วยลดน้ำหนักของตัวรถแล้วยังช่วยเพิ่มความเป็นมอเตอร์สปอร์ตของตัวรถได้อย่างลงตัว ช่องดักอากาศบริเวณฝากระโปรงหน้าช่วยจัดระเบียบให้อากาศไหลเวียนผ่านตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้การระบายความร้อนเครื่องยนต์ดียิ่งขึ้นและยังสร้างแรงกดให้กับรถมากยิ่งขึ้นอีกด้วย บริเวณด้านหน้าของ Huracán STO ได้ติดตั้งสปลิตเตอร์หน้าใหม่ที่มีช่องระบายอากาศไปยังใต้ท้องรถจนถึงดิฟฟิวเซอร์หลังที่ช่วยลดการต้านลมเมื่อต้องการทำความเร็วในทางตรง

ซุ้มล้อหลังพร้อมช่องดักอากาศ NACA

ซุ้มล้อหลังของตัวรถถูกพัฒนามาจากรถแข่ง One Make Race อย่าง Super Trofeo EVO ช่วยให้ตัวรถลู่ลมมากยิ่งขึ้นและในขณะเดียวกันก็ยังสร้างแรงกดด้านท้ายของตัวรถ ส่งผลให้สมรรถนะของตัวรถทั้งทางตรงและทางโค้งมีประสิทธิภาพสูงเหมือนกับรถแข่งในสนาม ช่องดักอากาศ  NACA ที่ถูกติดตั้งบนซุ้มล้อหลังนั้นทำหน้าที่ดักอากาศเข้าไปในเครื่องยนต์ ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์สร้างพละกำลังได้อย่างต่อเนื่องแม้ในการขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานาน

ฝาเครื่องยนต์ด้านหลังพร้อมช่องดักอากาศ

ฝาเครื่องยนต์ของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่และติดตั้งช่องดักอากาศด้านบนเพื่อช่วยระบายความร้อนในห้องเครื่องยนต์ บริเวณในห้องเครื่องได้รับการติดตั้งครีบลำเลียงอากาศ เพื่อการจัดสรรให้อากาศสามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ครีบอากาศ

ครีบอากาศบริเวณฝากระโปรงหลังนั้นช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับ STO ในขณะเข้าโค้ง โดยอากาศจะถูกตัดผ่านและไหลไปที่สปอยเลอร์ด้านท้าย ส่งผลให้ตัวรถมีความนิ่งมากยิ่งขึ้นเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

สปอยเลอร์หลังแบบปรับระดับได้

สปอยเลอร์หลังของ Huracán STO สามารถปรับตั้งได้ 3 ระดับ เพื่อให้สมดุลตามแต่ละรูปแบบของสนามได้อย่างลงตัว

ระบบเบรกประสิทธิภาพสูง

ช่องดักอากาศเบรกหน้าใหม่ถูกดีไซน์เพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเบรกแบบใหม่อย่าง CCM-R brakes ที่ถูกพัฒนาจากรถ F1 โดย Brembo

แอโรไดนามิค

Huracán STO สามารถสร้างแรงกดได้สูงสุดในรถคลาสเดียวกันและยังมีบาลานซ์รถที่ดีที่สุดสำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังอีกด้วย Huracán STO มีประสิทธิภาพในการไหลเวียนของอากาศได้ดีขึ้นมากถึง 37% และสร้างยังสามารถแรงกดได้มากขึ้นถึง 53% เมื่อเทียบกับ Huracán Performante

โครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบา

โครงสร้างภายนอกของ Huracán STO กว่า 75% ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักตัวรถและเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวถังได้เป็นอย่างดี น้ำหนักตัวรถเปล่าเพียง 1,339 กิโลกรัม ซึ่งลดลงไปถึง 43 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับรุ่นพิเศษอย่าง Huracán Performante โดยกระจกบานหน้าของ Huracán STO เบาลง 20% เมื่อเทียบกับ Huracán Performante และยังมีออพชั่นเสริมอย่างล้อแม็กนิเซียมน้ำหนักเบา

The Huracán STO – Lamborghini Squadra Corse

Huracán STO มอบความรู้สึกความเป็นนักแข่งให้กับผู้ขับขี่ทุกครั้งที่ได้อยู่หลังพวงมาลัยด้วยเครื่องยนต์ V10 แบบเดียวกับรถ Super Trofeo สร้างกำลังสูงสุด 640 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 565 นิวตันเมตร ตัวรถมีการขยายฐานล้อให้กว้างขึ้น พร้อมระบบช่วงล่างที่ปรับตั้งมาโดยเฉพาะอย่าง Lamborghini’s MagneRide 2.0 ทำให้ STO สามารถถ่ายทอดอารมณ์ของรถแข่งได้อย่างไร้ขีดจำกัดแม้บนถนนสาธารณะ ระบบเลี้ยวล้อหลังถูกติดตั้งเพิ่มเพื่อความคล่องตัวเมื่อใช้งานทุกวันและยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ดั่งใจในทุกสภาพแวดล้อมเมื่ออยู่ในสนามแข่งอีกด้วย

3 โหมดการขับขี่แบบใหม่

Huracán STO’s ได้รับการติดตั้งโหมดการขับขี่ใหม่ 3 โหมด: STO, Trofeo และ Pioggia โหมด STO ถูกปรับตั้งให้เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันทั่วไปหรือบนถนนคดเคี้ยวในชนบท ระบบ Lamborghini Veicolo Dinamica Integrata (LDVI) ถูกนำมาติดตั้งเพื่อช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างราบรื่นและธรรมชาติยิ่งขึ้น ในโหมด Trofeo ตัวรถจะถูกตั้งค่าให้ตอบสนองกับการขับขี่บนสนามแข่งในพื้นผิวที่แห้ง ระบบ LDVI จะคอยจัดสรรแรงบิดให้ไปที่ล้อที่มีแรงยึดเกาะสูงสุดซึ่งทำงานควบคู่กับระบบ performance traction control ของรถ อีกทั้งระบบ Brake Temperature Monitoring (BTM) ใหม่จะคอยแจ้งสถานะอุณหภูมิของเบรกแบบเรียลไทม์ และในโหมดการขับขี่ Pioggia นั้น ตัวรถจะคอยควบคุมให้ระบบป้องกันการลื่นไถล ระบบกระจายแรงบิด ระบบเลี้ยวล้อหลัง และระบบเบรก ABS ให้เหมาะสมกับพื้นผิวถนนที่เปียก โดยระบบ LDVI จะทำการวิเคราะห์แรงยึดเกาะของรถเพื่อถ่ายกำลังแรงบิดไปที่ล้อสูงสุดโดยไม่ลื่นไถลในทางตรงและระบบกระจายแรงบิดจะทำการกระจายกำลังไปยังล้อที่มีแรงยึดเกาะสูงสุดในขณะกำลังเข้าโค้ง

ระบบเบรก CCM-R

ระบบเบรกของ Huracán STO ได้รับการถ่ายทอดจากสนามแข่งอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีจาก Brembo ระบบเบรก CCM-R ช่วยให้การหยุด Huracán STO ทำได้อย่างมั่นใจแม้จะถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง ระบบเบรก CCM-R สามารถทนความร้อนได้มากกว่าระบบเบรกเซรามิคทั่วไปถึง 4 เท่า และทนทานต่อการใช้งานในสนามมากขึ้นถึง 60% เมื่อผู้ขับขี่ต้องการทำเวลาต่อรอบในสนามแข่ง ระบบเบรก CCM-R นั้นยังเพิ่มขีดจำกัดของแรงเบรกมากขึ้นไปอีกถึง 25% ทำให้ระยะการเบรกลดลงถึง 7%

ภายในของ The Huracán STO

การออกแบบภายในของ Huracán STO ได้รับแรงบันดาลใจจากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตด้วยการนำเอาวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้บริเวณแผงประตูภายใน เบาะแบบสปอร์ตพร้อมแผ่นหลังจากวัสดุคาร์บอน และนำเอาวัสดุอัลคันทาร่ามาใช้เพื่อให้สัมผัสที่กระชับมือยิ่งขึ้น พรมบริเวณพื้นรถถูกแทนที่ด้วยแผ่นอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบเซฟตี้เบลท์ 4 จุดที่ยึดไว้กับคานไทเทเนียมด้านหลังเบาะที่พัฒนาร่วมกับ Akrapovic ถูกนำเข้ามาเพิ่มความปลอดภัยตามแบบฉบับรถแข่ง ฝากระโปรงหน้าของตัวรถถูกออกแบบใหม่ให้สามารถเก็บหมวกกันน็อคได้ทำให้ Huracán STO พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสนามแข่ง ระบบ HMI ถูกพัฒนาจาก Huracan EVO เพื่อบอกค่าสำคัญต่างๆ ให้แก่ผู้ขับขี่เช่น การทำงานของระบบ LDVI รวมไปถึงอุณหภูมิของระบบเบรกอีกด้วย 

สำหรับราคาเริ่มต้นของ Lamborghini Huracán STO อยู่ที่ 29,990,000 บาท สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เรนาสโซ มอเตอร์ เบอร์โทร 02-512-5111

 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ ได้ที่:

Lamborghini Bangkok’s Official Website: www.bangkok.lamborghini/

Lamborghini Bangkok’s instagram : www.instagram.com/lamborghinirenazzomotor/

(มีคลิปวีดีโอ) “รถใหม่ 2021” เอสยูวียังคงครองตลาด

0

เปิดศักราชใหม่กันด้วยเรื่องราวของยนตรกรรมที่เตรียมจำหน่ายในไทย ซึ่งหากมองถึงความต้องการของผู้บริโภค ยังคงอยู่กับรถเอนกประสงค์ในกลุ่มเอสยูวี ซึ่งหลายค่ายฯ เตรียมตัวป้อนโปรดักส์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีแบรนด์ไหน และรุ่นอะไร ตามไปดูกัน

BMW

บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 4 คูเป้ใหม่ พร้อมกลับมาสร้างนิยามใหม่ให้แก่สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมขนาดกลาง มาพร้อมกลิ่นอายที่ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งทรงพลังและความหรูหราในสไตล์คูเป้อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 90 ปี โดยบีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ใหม่ ได้รับการพัฒนาทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียภาพให้โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้า รวมถึงบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 ซีดานอย่างชัดเจน

รถใหม่ 2021 1

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo รุ่นล่าสุด พละกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์/258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ระหว่าง 1,550-4,400 รอบต่อนาที ทำอัตราเร่ง 0- 100 กม./ชม.ได้ภายใน 5.8 วินาที แผดเสียงคำรามจากเครื่องยนต์ผ่านระบบท่อไอเสีย M Sport ส่วนชุดเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ ซึ่งได้รับการพัฒนาใหม่

รถใหม่ 2021 2

นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย มาพร้อมฟังก์ชั่น Sprint ที่ช่วยปรับค่าเครื่องยนต์และอัตราความปราดเปรียวด้วยการกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ซึ่งรถคันนี้มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่าบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 3 ซีดาน ถึง 21 มิลลิเมตร มาพร้อมล้ออัลลอย M น้ำหนักเบาขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-Spoke แบบสลับสี

รถใหม่ 2021 3

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ใหม่ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 3,969,000 บาท

Great Wall Motor

ถือเป็นข่าวอีกทึกครึกโครมก็ว่าได้ สำหรับการเพิ่มฐานผลิตจากแผ่นดินใหญ่สู่ประเทศไทย โดยเทคโอเวอร์โรงงานผลิตรถยนต์ในเครือ GM พร้อมฟอร์มทีมทั้งด้านงานขาย การตลาด และฝ่ายผลิต แบบเต็มรูปแบบ รถยนต์ในเครือของเกรทวอลล์นั้นมีอยู่ด้วยกันถึง 4 แบรนด์ แต่ไฮไลท์จะอยู่ที่ Haval F7 รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ไซส์ใกล้เคียงกับ Honda CRV และ Mazda CX-5 แต่ทีเด็ดอยู่ที่เรื่องของเทคโนโลยี

รถใหม่ 2021 4

ภายในตกแต่งด้วยเบาะหนังสีแดงพร้อมคอนโซลและแผงข้างสีดำ มีการติดตั้งหน้าจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว คอนโซลกลางมีจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ด้านบนหลังคาติดตั้งหลังคาซันรูฟไฟฟ้าพร้อมระบบป้องกันการหนีบ

รถใหม่ 2021 6

ขุมพลังที่จำหน่ายในต่างประเทศมี 2 ขนาด แต่เมืองไทยคงต้องรอลุ้น ระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 166 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีต อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./ 6.6 ลิตร หรือประมาณ 15.1 กม./ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 221 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีต อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./7.1 ลิตร หรือ 14 กม./ลิตร

รถใหม่ 2021 5

HONDA

เรียกว่าถึงจุดอิ่มตัวของเจนเนอเรชั่นที่ 2 เพราะอยู่ในตลาดมานาน ขณะที่ประเทศผู้ผลิตเตรียมปล่อยรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดช่วงกลางปีสำหรับ Honda HRV หรือในญี่ปุ่นเรียกว่ารุ่น VEZEL ซึ่งได้เริ่มมีการทดลองใช้งานบนถนนจริงเป็นที่เรียบร้อย

รถใหม่ 2021 7

HONDA HRV เจนเนอเรชั่นที่ 3 ได้รับการปรับแต่งให้มีรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยว สังเกตได้จากด้านหน้ากระจังในรูปแบบ Facelift ซึ่งมีส่วนคล้ายทั้ง Honda Civic และ Honda Accord โฉมปัจจุบัน ไฟหน้าใช้เป็นแบบ Full Led และหน้ากระจังสีโครเมียม มุมมองด้านท้ายให้อารมณ์สปอร์ตกับชุดไฟที่คาดยาวจากซ้ายไปขวา ส่งผลให้รูปลักษณ์ของรถคันนี้ดูโฉบเฉี่ยวตามแบบฉบับของ SUV Cross Over

รถใหม่ 2021 7

สำหรับขุมพลัง ทางฮอนด้าอาจเปิดตัวพร้อมความว๊าวด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาดเล็ก แต่รีดแรงม้าและแรงบิดได้สูง โดยช๊อยท์ของเครื่องยนต์มีทั้งขนาด 1.0 เทอร์โบ หรือ 1.5 เทอร์โบ และอาจมีรุ่น e-HEV ที่เป็นระบบไฮบริด ส่วนของ Honda Sensing ที่ประกอบไปด้วยระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ,ระบบเตือนออกนอกเลนพร้อมดึงกลับ รวมถึงระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ คงต้องลุ้นอีกครั้งว่ารุ่นที่จำหน่ายในไทยจะมีฟีเจอร์อะไรติดตั้งมาให้ และจะเข้ามาจำหน่ายในปีนี้หรือไม่

รถใหม่ 2021 8

KIA

ค่ายรถเกาหลีได้ปรับโฉมใหม่ให้กับ Grand Canival รวมถึงปรับสัดส่วนเพิ่มเติมด้วยขนาดที่ยาวกว่าเดิม 30 มม. และฐานล้อกว้างกว่าเดิม 40 มม. รวมถึงปรับลุคส์ให้ดูหรูหรา ทันสมัย ออกแบบไฟหน้าและไฟท้ายใหม่ รวมถึงล้ออัลลอยที่มีให้เลือกตั้งแต่ขอบ 17-19 นิ้ว

รถใหม่ 2021 9

ภายในปรับใหม่หมด โดยเพิ่มความอลังการให้คอนโซลด้วยการติดตั้งชุดมาตรวัดแบบดิจิตอลขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับจอทัชสกรีนที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple Carplay และ Android Auto หลังคาเป็นแบบพาโนรามิคซันรูฟ และเข้า/ออก สะดวกสบายด้วยประตูสไลด์ไฟฟ้า

รถใหม่ 2021 10

ขุมพลังเป็นแบบดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 202 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 440 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ด้านตัวช่วยการขับขี่ติดตั้งมาให้ไม่น้อย ทั้งระบบเตือนรถในมุมอับสายตา Blind Spot Monitor,ระบบเตือนรถในมุมอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert,ระบบเสียง 3 มิติรอบทิศทาง BOSE Surround Sound System,ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร Lane Keeping Assist,ระบบเตือนการชนด้านหน้า Pre-Collision System,ระบบเบรกอัตโนมัติ City Brake Support,ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน Adaptive Cruise Control
และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา

รถใหม่ 2021 12

All New Kia Grand Carnival มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น EX ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 2,144,000 บาท และรุ่น SXL ราคา 2,459,000 บาท

Mazda

ไตรมาสแรกของปีนี้ ค่ายซูม-ซูม เตรียมเปิดตัว All New Mazda BT-50 รถกระบะรุ่นล่าสุด ที่เปลี่ยนแผนหลังจากที่เคยให้ฟอร์ด นำเทคโนโลยีต่างๆมาเป็นต้นทาง ในครั้งนี้ข้าฝั่งจากสหรัฐอเมริกามาร่วมมือกับ ISUZU ผู้ผลิตรถกระบะจากแดนอาทิตย์อุทัยเป็นต้นทาง

รถใหม่ 2021 13

All New Mazda BT-50 ยังคงไว้ด้านการออกแบบของ Kodo Desigh โดยมีรูปโฉมที่หล่อเหลาเอาการ จากหน้ากระจังไปจนถึงเสาเอ เป็นดีเอนเอของมาสด้าที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน พร้อมไฟหน้าแบบซิกเนเจอร์ แต่ส่วนด้านหลัง ยังคงคล้ายกับ ISUZU D-MAX

รถใหม่ 2021 14

ภายในออกแบบได้ประณีต โดยใช้การปรับแต่งเพิ่มและทำให้ดูลงตัวยิ่งขึ้น แต่หลักใหญ่ทั้งชุดมาตรวัด จอทัชสกรีน รวมถึงชุดคอนโซล เป็นแบบเดียวกันทั้งกระบิ ยกเว้นแค่ช่องแอร์ และพวงมาลัย ที่ออกแบบให้เป็นตัวของตัวเอง

รถใหม่ 2021 14

ขุมพลังดีเซลเทอร์โบมีทั้งขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และ ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ซึ่งเป็นเลิศด้านความประหยัด ส่วนระบบส่งกำลังมีทั้งแบบ อัตมัติ และ ธรรมดา 6 จังหวะ รวมถึงเทคโนโลยี Adas ที่ติดพ่วงมาด้วย แต่ก็ยังไม่จัดแบบเต็มระบบ

รถใหม่ 2021 15

Mercedes

Mercedes-Benz A-Class คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบ/นาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม.

รถใหม่ 2021 17

ดีไซน์ภายนอกเน้นความเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรงและดึงดูดใจ ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างความคลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว

รถใหม่ 2021 19

ห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวาง ชุดมาตรวัดออกแบบมาอย่างล้ำสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีไฮเทคในทุกรายละเอียด พร้อมความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น

รถใหม่ 2021 20

Mercedes-Benz A-Class ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย อาทิ ระบบ Active Parking Assist ที่ช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติพร้อมการแสดงผลหน้าจอจากกล้องหลัง พร้อมเซ็นเซอร์ที่ช่วยในการนำรถเข้าจอด PARKTRONIC ซึ่งจะทำให้การค้นหาพื้นที่ว่างสำหรับการจอดรถและการเคลื่อนที่เข้า และออกจากพื้นที่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

Mercedes-Benz A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่ Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท

MG

เปิดตัวที่แผ่นดินใหญ่ และมีลุ้นที่จะเข้าไทย เพราะค่ายนี้โหมเปิดตัวรถปีละหลายรุ่น ตั้งแต่ กันชนหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ dot matrix เน้นโลโก้ MG ขนาดใหญ่ พร้อมไฟหน้า Projector LED ใหม่

รถใหม่ 2021 21

เส้นข้างตัวรถเป็นแนวเส้นเดียวกับไฟหน้า เชื่อมต่อกับเส้นท้ายรถ มาพร้อมกับล้ออัลลอย มีให้เลือก 2 ลาย ด้านท้ายรถดูดุดันยิ่งขึ้นมาพร้อม ไฟท้ายแบบ LED กันชนหลัง ขยายรับกับโป่งล้อ พร้อมไฟทับทิมทั้งสองข้าง ด้านล่างมาพร้อมดิฟฟิวเซอร์และปลายท่อไอเสียแต่งแบบคู่

รถใหม่ 2021 22

ภายใน All NEW MG 5 2021 ยังไม่มีการเปิดเผยแต่แนวทางการออกแบบของMGจะมาพร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่และที่ขาดไม่ได้กับระบบ i-smart พร้อมระบบความบันเทิง และด้านขุมพลัง All NEW MG 5 คาดว่าจะมีเครื่องยนต์เบนซิน ให้เลือกสองแบบในประเทศจีน ระหว่าง 1.5 รหัส 15S4C กำลังสูงสุด 120 แรงม้า และ 1.5 เทอร์โบ รหัส 15C4E กำลังสูงสุด 173 แรงม้า

รถใหม่ 2021 24

Mitsubishi

ตอบรับกระแสรถไฟฟ้าด้วยการเผยโฉม Mitsubishi Outlander Plug in Hybrid ในงานมหกรรมยานยนต์ที่พึ่งจะผ่านพ้นไป อันที่จริงรถรุ่นนี้ได้เผยโฉมมานานกว่า 2 ปี

รถใหม่ 2021 26

Mitsubishi Outlander Plug in Hybrid ขับเคลื่อนด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตรให้กำลังสูงสุดที่ 305 แรงม้า และยังเป็นรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) ประกอบด้วยโหมด ล็อค สโนว์ นอร์ และ สปอร์ต รวมถึงโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ อีวี (ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ) ซีรีย์ ไฮบริด (ขับเคลื่อนหลักด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่มอเตอร์ไฟฟ้าคู่) และ พาราเรล ไฮบริด (เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถไปพร้อมกัน) โดยการขับขี่ทั้ง 3 รูปแบบ จะถูกสลับปรับเปลี่ยนโหมดแบบอัตโนมัติ พร้อมระบบเบรกที่สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าคืน (Regenerative Braking) เพื่อทำการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่แบตเตอรี่

รถใหม่ 2021 28

ทั้งยังติดตั้งเทคโนโลยีการเชื่อมต่อพร้อมระบบสั่งการอัจฉริยะ ที่สามารถใช้ได้ทั้งระบบปฏิบัติการไอโอเอสและแอนดรอยด์ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ โดยสามารถตั้งเวลาการชาร์จไฟฟ้า สั่งการเปิด-ปิด เครื่องปรับอากาศภายในรถจากระยะไกล และการตรวจสอบสถานะของตัวรถ

ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน อาทิ ระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา (BSW) พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (AHB) โดยระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (ACC) ไม่ได้ทำหน้าที่แต่เฉพาะรักษาระดับความเร็วให้คงที่เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ตรวจจับรถคันหน้า พร้อมควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัยจนกว่ารถจะหยุด

รถใหม่ 2021 29

Mitsubishi Outlander Plug in Hybrid ตั้งราคาจำหน่ายรุ่น GT ที่ 1,640,000 บาท และรุ่น GT Premium จำหน่ายที่ 1,749,000 บาท

Nissan

เป็นกระแสฮือฮาพอสมควรกับระบบ E-Power ที่ติดตั้งในนิสสัน ลีฟ และก็มีข่าวเร็ดรอดมาว่าระบบนี้ยังได้รับการติดตั้งในรถซิตี้คาร์อย่าง Note โมเดลล่าสุด ซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วในแดนอาทิตย์อุทัย ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นตัวเลือกสำคัญที่ นิสสัน ประเทศไทย จะเลือกมาจำหน่ายเป็นรุ่นต่อไป

รถใหม่ 2021 28

Nissan Note e-POWER ได้รับการปรับโฉมให้มีความทันสมัย ขนาดมิติตัวรถสั้นลงกว่าเดิม 60 มม. และเตี้ยลง 30 มม. ส่วน Facelift ที่ได้รับการปรับเปลี่ยนมาทั้งหน้ากระจังและไฟน้า รวมถึงไฟท้ายแบบใหม่ โดยใช้แอลอีดีมาทำหน้าที่ในการส่องสว่าง

รถใหม่ 2021 30

ขุมพลัง e-Power น่าจะเป็นแบบเดียวกันกับ Nissan Kick นั่นคือ มอเตอร์ไฟฟ้า EM57 เครื่องกำเนิดไฟฟ้า (generator) และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทีผลิตกระแสไฟฟ้าจากเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 1.2 ลิตร 12 วาล์ว 3 สูบ แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) ระบบอี-พาวเวอร์ ให้พละกำลังสูงสุด 129 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร และใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 1.57 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ที่มี 4 โมดูล

 

Peugeot

เปอโยฒ์ ประเทศไทย ลุยตลาดเต็มสูบ โดยการเปิดตัว Peugeot 2008 รถยนต์ไฮไลท์จากค่ายสิงห์สำอาง ที่ล่ารางวัล Car of The Year มาแล้วหลากหลาย ทั้งในด้านสมรรถนะและการออกแบบ

รถใหม่ 2021 32

 

รถรุ่นนี้มาในสไตล์ SUV Subcompact รูปลักษณ์โฉบเฉี่ยว ไฟหน้าแบบแอลอีดีแนวตั้ง 3 เส้น เป็นเอกลักษณ์ที่ดูดุดัน ไฟท้ายยังคงใช้เป็นแอลอีดี ออกแบบให้เหมือนกงเล็บสิงโต ‘lion claws’ พร้อมท่อไอเสียปลายเดี่ยว 2 ข้าง ล้ออัลลอยเป็นแบบทูโทนขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 215/60 R17

รถใหม่ 2021 33

 

ภายในดีไซน์เก๋ ชุดมาตรวัด i-Cockpit 3D ได้เข้ามาประจำการแบบรุ่นพี่ทั้ง 3008 และ 5008 โดดเด่นด้วยจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ 10 นิ้ว พร้อมเฮด-อัพดิสเพลย์แบบ 3 D สวิตช์ควบคุมทรงก้านเปียโนสวยงาม จัดวางอยู่บริเวณคอนโซลกลาง หลังคาเป็นแบบพาโนรามิกซันรูฟ เลิศหรูด้วยชุดเบาะนั่งหุ้มหนังอาคันทาร่า

รถใหม่ 2021 33

ขุมพลังมีให้เลือกทั้งเบนซิน ดีเซล เบนซิน และไฟฟ้า ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.2 ลิตรที่มีความแรงถึง 3 รูปแบบตั้งแต่ PureTech 100 แรงสุด 101 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 205 นิวตันเมตรที่ 1,750 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด PureTech 130 แรงสุด 131 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 230 นิวตันเมตรที่ 1,750 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และแรงสุด PureTech 155 ให้กำลัง 155 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 240 นิวตันเมตรที่ 1,750 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบมีขนาด 1.5 ลิตร 102 แรงม้าที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิด 250 นิวตันเมตรจับคู่เกียร์ธรรมดา 6 สปีด และในรุ่น e-2008 มาพร้อมกับมอเตอร์ที่ให้กำลัง 136 แรงม้า กับแบตเตอรี่ขนาด 50 kWh รองรับการชาร์จเร็วจาก 0 – 80% ในเวลา 30 นาที ทำระยะทางได้กว่า 300 กม.

Toyota

ถือว่าเป็น SUV รุ่นล่าสุดที่โตโยต้าเปิดตัวสู่ตลาดโลกในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่าน รถที่จะกล่าวถึงนั่นคือ Toyota Yaris Cross ซับคอมแพคเอสยูวีรูปทรงโฉบเฉี่ยวที่สร้างมาจากพื้นฐานของ TNGA

รถใหม่ 2021 34

ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น มากับสีแบบทูโทนสี หลังคาสีดำ ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟตัดหมอกแนวตั้งแบบ LED เช่นเดียวกับไฟท้ายแบบ LED ดูเชื่อมต่อกัน โป่งล้อสีดำ เสริมความดุดันเข้ากับล้ออลูมิเนียมขนาด 18 นิ้ว พร้อมมิติตัวถังตามขนาดความยาว 4,180 มม. กว้าง 1,756 มม. และสูง 1,560 มม.

รถใหม่ 2021 35

ห้องโดยสารเป็นแบบรุ่นปัจจุบัน แต่ระบบอำนวยความสะดวกอัดมาแน่น ทั้ง ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Advanced Park รวมถึงเบาะนั่งปรับแบบ turn-tilt สามารถหมุนเข้าออกได้ และ easy return พร้อมเครื่องเสียงจอสัมผัสรองรับ T-Connect Navigation Apple CarPlay และ Android Auto ด้านบนคอนโซลมีจอ Head-up Display มาตรวัดเป็นแบบดิจิตอลพร้อมจอ MID แถมด้วยไฟห้องโดยสารแบบ Ambient Light และประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

รถใหม่ 2021 36

ขุมพลังสำหรับรุ่นที่จำหน่ายในแดนซากุระมีหลากหลายตัวเลือก ตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน Dynamic Force ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้าที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิด 145 นิวตันเมตรที่ 4,800-5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ Direct Shift-CVT และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 120 นิวตันเมตรที่ 3,800-4,800 รอบ/นาที จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า Toyota Hybrid System II (THS II) คู่หน้าแบบ ให้กำลัง 80 แรงม้า และแรงบิด 141 นิวตันเมตร และ 5.3 แรงม้า แรงบิด 52 นิวตันเมตร ทำให้กำลังรวมถึง 116 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ

ทั้งหมดเป็นเพียงแค่การคาดคะเน แต่หากถึงเวลาจำหน่ายจริง แต่ละค่ายจะตรงตามที่กล่าวไว้หรือไม่ คงต้องรอลุ้นกันอีกที ทั้งนี้พอจะสรุปได้ว่า รถใหม่ ปี 2021 ในเซกเมนต์เอสยูวียังคงเป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนในเซกเมนต์ซีดานอาจจะเงียบเหงาไปสักนิด

ฟอร์ด เผยเทรนด์ผู้บริโภคในปี 2021 พบคนทั่วโลกปรับตัวและยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับยุคโควิด-19 ได้ดี

0

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2020 เป็นปีแห่งความท้าทายที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน โควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึก การแพร่ระบาดของโรคอันตรายครั้งนี้เป็นบททดสอบสำหรับทุกคน ทั้งในแง่ปัจเจกบุคคล ครอบครัว ภาคสาธารณสุข และสังคมโดยรวม แต่รายงานแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคประจำปี 2563 หรือ Looking Further with Ford Trends ประจำปีที่ 9 ก็พบว่า ผู้คนทั่วโลกมีความยืดหยุ่น พร้อมปรับตัว และเรียนรู้ที่จะรับมือกับความท้าทายได้ดีเช่นกัน 

“เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2021 และเราต่างก็หวังว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะกลายเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต แน่นอนว่า พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากการแพร่ระบาดโรคที่เกิดขึ้น ฟอร์ดและบริษัทชั้นนำหลายแห่งต่างอยากรู้ว่า การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลระยะยาวอย่างไรบ้างต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค แม้เราไม่อาจคาดเดาอนาคตได้ แต่ก็ใช่ว่าเราจะเตรียมความพร้อมไม่ได้” เชอริล คอนเนลลี ผู้จัดการด้านการวิจัยแนวทางผู้บริโภคและนักอนาคตศาสตร์ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี กล่าว

จากผลสำรวจใน 14 ประเทศทั่วโลก พบว่า ร้อยละ 69 ของกลุ่มตัวอย่างรู้สึกหนักใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อถูกถามว่า พวกเขาปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 53 กล่าวว่า “ยากกว่าที่คิด” ขณะที่ร้อยละ 47 เห็นว่า “ง่ายกว่าที่คิด” โดยคนรุ่นใหม่รู้สึกถึงความท้าทายมากกว่า ซึ่งร้อยละ 63 ของกลุ่ม Gen Z รู้สึกว่าการปรับตัวยากกว่าที่คิด เมื่อเทียบกับคนยุคเบบี้บูมเมอร์มีความเห็นไปในทางเดียวกันเพียงร้อยละ 42

รายงานเทรนด์ปี 2021 ของฟอร์ด วิเคราะห์รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมและความคิดของผู้บริโภครอบโลกเพื่อช่วยให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าใจได้ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อโลกในปี 2021 และปีต่อๆ ไป อย่างไร โดยรายละเอียดอื่นๆ จากรายงานดังกล่าว มีดังต่อไปนี้

  • ความกดดันรอบด้าน: ผู้คนทั่วโลกต่างรู้สึกหวั่นใจ ทั้งความกลัวที่จะติดโรคโควิด-19 และความกังวลว่าโรคร้ายอาจจะส่งผลกระทบต่อชุมชน การจ้างงาน การศึกษา และอื่นๆ โดยร้อยละ 63 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกกล่าวว่า รู้สึกเครียดมากขึ้นกว่าปีก่อน และ 4 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้เห็นว่า ควรดูแลสุขภาพจิตของตนให้มากขึ้น เมื่อมีความตื่นตัวว่าโรคระบาดนั้นอาจกระทบต่อจิตใจ ผู้คนจึงมองหาวิธีสร้างสรรค์ที่จะช่วยเยียวยาและเติมแรงใจให้ตนเองกันมากขึ้น

  • พื้นที่ส่วนตัว: “วันนี้วันอะไร” กลายเป็นคำถามติดปากไปแล้วเมื่อบรรยากาศการใช้ชีวิตในวันทำงาน และวันหยุดแทบไม่ต่างกัน ผู้บริโภคกำลังหาทางออกจากวงจรชีวิตเดิมๆ ของการเก็บตัวให้พ้นจากโรคติดต่อ และความจำเจของการอยู่บ้าน หลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนบรรยากาศโดยใช้ยานพาหนะเป็นทางออก ผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 4 ทั่วโลกที่เป็นเจ้าของรถกล่าวว่า รถคือพื้นที่ในการพักผ่อน และเกือบ 1 ใน 5 เลือกใช้รถยนต์เมื่อต้องการพื้นที่ส่วนตัว และร้อยละ 17 ใช้รถเป็นพื้นที่ในการทำงาน

  • เหงาเมื่อต้องห่างกัน: โรคโควิด-19 ทำให้เห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคยังต้องการรวมกลุ่มกับผู้อื่น และคิดถึงความใกล้ชิดระหว่างกัน โควิด-19 ทำให้ความเหงาแทรกซึมอยู่ทุกมุมทั่วโลก โดยครึ่งหนึ่งของผู้คนทั่วโลกรู้สึกเหงาบ่อยๆ ขณะที่กลุ่มคนรุ่นใหม่เหงากว่าคนกลุ่มอื่น กล่าวคือ กลุ่ม Gen Z ที่รู้สึกเหงาทุกวัน มีจำนวนมากถึงร้อยละ 64 หรือคิดเป็น 2 เท่าของกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ ที่ร้อยละ 34 ตอบว่าตนเหงาอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นหลายคนเริ่มคิดถึงการย้ายที่อยู่ไปให้ใกล้กับครอบครัวมากขึ้น หรือการพยายามสานสัมพันธ์กับผู้คนอื่นผ่านช่องทางใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์

  • ใส่ใจช่องว่างทางสังคม: ความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันยังคงแผ่ขยายวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลต่อกระทบมากที่สุดต่อชุมชนผู้มีรายได้น้อย ชนกลุ่มน้อย และกลุ่มผู้หญิง เมื่อผู้คนรับทราบถึงความไม่เท่าเทียมกันมากขึ้น แบรนด์ต่างๆ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นทั้งนักเคลื่อนไหวและผู้ประกอบการ โดยผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่าร้อยละ 76 คาดหวังให้แบรนด์มีจุดยืนต่อปัญหาทางสังคม และร้อยละ 75 มองว่าในปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ กำลังทำในสิ่งที่ถูกต้อง

  • ช็อปวิถีใหม่: วิธีการซื้อและสิ่งที่ซื้อได้เปลี่ยนไปในช่วงการแพร่ระบาดครั้งนี้ บริษัทเล็กใหญ่ต่างต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคก็ต้องปรับตัวและโอบรับชีวิตวิถีใหม่ โดยผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่าร้อยละ 75 ชื่นชอบการที่บริษัทต่างๆ ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนประสบการณ์การช็อปปิ้งตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรค ในขณะที่ร้อยละ 41 ไม่ต้องการกลับไปช็อปปิ้งในแบบเดิมอีกแล้ว

  • จุดเปลี่ยนเรื่องการเดินทาง: การแพร่ระบาดของโรคอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกติดอยู่กับที่ แต่ก็ไม่สามารถทำให้หลายคนหยุดนิ่งได้ ยานพาหนะส่วนบุคคลเพ่มขึ้นนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จักรยานมียอดขายสูงขึ้น ขณะที่เมืองต่างๆ ก็เริ่มอุทิศพื้นที่บนถนนให้เป็นช่องเดินทางของจักรยานมากขึ้น ขณะที่ยอดขายรถยนต์ทะยานขึ้นเช่นกันจากการที่ผู้คนรู้สึกว่า พวกเขาปลอดภัยจากการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในรถส่วนตัวได้ นอกจากนี้ เมืองต่างๆ ยังมีการวางแผนเมืองอัจฉริยะเพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยานยนต์ไร้คนขับ โดยร้อยละ 67 ของผู้ใหญ่ทั่วโลกเชื่อมั่นในอนาคตของยานยนต์ไร้คนขับ ในขณะที่ร้อยละ 68 ของพ่อแม่รู้สึกว่า ถ้าลูกของตนเองนั่งอยู่บนรถที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะปลอดภัยว่าการนั่งรถไปกับคนแปลกหน้า

  • ยึดมั่นในความยั่งยืน: การล็อกดาวน์ทั่วโลกในช่วงแรกของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้สภาพอากาศดีขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเราอาจเผลอคิดว่าไปโรคร้ายนี้อาจมีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง แต่เพียงไม่นานเราก็ได้เห็นผู้คนทั่วโลกหันมาใช้พลาสติกและวัสดุใช้แล้วทิ้งเป็นจำนวนมากในการป้องกันตนเองจากโรคร้าย ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนยังคงเป็นเรื่องท้าทาย คนรุ่นใหม่จึงมีความเรื่องนี้กันมาก โดยร้อยละ 46 ของประชากร Gen Z ให้ความเห็นว่าโรคระบาดทำให้เกิดขยะมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 47 กล่าวว่าโรคระบาดในครั้งนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

 

ศึกษาข้อมูลจากรายงาน Looking Further with Ford 2021Trends Report ฉบับเต็มได้ที่ www.fordtrends.com

บีเอ็มดับเบิลยู เตรียมสานต่อโครงการ BMW Service Apprentice Program สู่ปีที่ 10 มอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาอาชีวะจาก 2 สถาบัน

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมเสริมความแข็งแกร่งของประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมระดับโลก เตรียมพร้อมรากฐานการศึกษาและทักษะด้านยานยนต์แก่นักศึกษาอาชีวะในระบบทวิภาคีภายใต้โครงการ BMW Service Apprentice Program ซึ่งเตรียมเข้าสู่ปีที่สิบเร็ว ๆ นี้ โดยมอบทุนการศึกษาจำนวน 39 ทุน แก่นักศึกษาอาชีวะรุ่นที่ 8 และ 9 ในโครงการ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา มุ่งสร้างแรงงานฝีมือที่เปี่ยมด้วยทักษะและความสามารถระดับสูง เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เทียบเท่าระดับสากลและมีความเท่าทันเทคโนโลยียานยนต์ที่ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี พ.ศ. 2555 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยได้ดำเนินงานในโครงการ BMW Service Apprentice Program ภายใต้ความร่วมมือกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย และเครือข่ายผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนามาตรฐานของอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education program – GTDEE) ให้เทียบเท่าระดับสากล โดยนักศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรมและประเมินผลจะได้รับวุฒิบัตรเทียบเท่ากับมาตรฐานอาชีวศึกษาของประเทศเยอรมนีในระดับ A-level อีกด้วย โครงการ BMW Service Apprentice Program มีนักศึกษาในโครงการรวมทั้งหมด 9 รุ่น โดยมีนักศึกษาทั้งที่กำลังศึกษาอยู่ในโครงการฯ และนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาและเข้าทำงานอยู่กับผู้จำหน่ายแล้วรวม 185 คน

นอกจากการส่งเสริมความเชี่ยวชาญและทักษะงานด้านยานยนต์ เพื่อสนับสนุนและผลิตบุคลากรฝ่ายช่างที่มีศักยภาพในเครือข่ายผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยูแล้ว โครงการ BMW Service Apprentice Program ยังได้ขยายการศึกษาและฝึกอบรมให้ครอบคลุมทักษะสำหรับรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ก็ได้มอบการสนับสนุนด้านอาชีวศึกษาในระบบทวิภาคีเช่นกัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปูรากฐานความรู้สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ให้แก่นักศึกษาอาชีวะในโครงการ ซึ่งเป็นทักษะที่มีความต้องการสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเมื่อผนวกกับทักษะจากการปฏิบัติงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้นักศึกษาได้เสริมสร้างประสบการณ์และองค์ความรู้เชิงขั้นตอนแบบรอบด้าน เป็นการสร้างรากฐานทางการศึกษาที่แข็งแกร่งให้นักศึกษาอาชีวะไทยสามารถก้าวไกลเทียบเท่ามาตรฐานสากล