Home Blog Page 404

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สร้างความสำเร็จต่อเนื่อง คว้ารางวัลจากหลายเวทีในวงการยานยนต์

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตอกย้ำความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในปี 2563 คว้ารางวัลจากหลายเวทีในอุตสาหกรรมยานยนต์ ครองใจผู้บริโภคด้วยความโดดเด่นทั้งในด้านภาพลักษณ์แบรนด์และนวัตกรรมยานยนต์อย่างรอบด้านด้วยการมอบพลังแห่งทางเลือกที่หลากหลาย พร้อมสร้างประโยชน์อันยั่งยืนให้แก่สังคมผ่านโครงการอีกมากมายตลอดปี ฉลองความสำเร็จส่งท้ายปี คว้ารางวัลจาก 4 เวทีซึ่งเป็นรางวัลจากผลสำรวจของผู้บริโภคและการคัดเลือกของผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่

  • รางวัลบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งในการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2020 โดยนิตยสารแบรนด์เอจต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยได้รับคะแนนสูงสุดใน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านนวัตกรรม ด้านผลการดำเนินงาน ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านการบริหารและบริการ
  • รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม THAILAND AUTOMOTIVE QUALITY AWARD (TAQA) ภาพลักษณ์ดีเด่น ด้านรูปลักษณ์ดึงดูดใจอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3
  • รางวัลผู้จำหน่ายรถยนต์ยุโรปส่งเสริมสิ่งแวดล้อมด้านนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า ประจำปี 2563 รางวัลมอเตอร์ไซค์สุดยอดเทคโนโลยีล้ำสมัย ประจำปี 2563 และรางวัล THAILAND CAR MARKETING AWARDS 2020 จากการประกาศรางวัลของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)
  • รางวัล PRODUCT OF THE YEAR AWARDS 2020-2021 จากนิตยสาร Business+ ในกลุ่มยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี ประเภทรถยนต์นั่งหรูหราระดับสูงจากบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport และประเภทรถยนต์นั่งหรูหราระดับต้นจากมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน
Product of the Year Awards 2020-2021

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความสำเร็จของเราพิสูจน์ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งด้านความแข็งแกร่งของยอดขายอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิ 4,026 คันในไตรมาสที่สาม เพิ่มขึ้นถึง 27% จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในปีนี้ เรายังได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคที่มีต่อเรา ซึ่งรางวัลจากทั้งสี่เวทีที่เราได้รับครั้งนี้เป็นผลจากความมุ่งมั่นในการมอบพลังแห่งทางเลือกทั้งด้านนวัตกรรมยานยนต์และด้านไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ที่หลากหลาย บริการหลังการขายที่มีความยืดหยุ่น ตลอดจนการปรับตัวเพื่อนำเสนอทางเลือกต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคอย่างตรงจุด การยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางเช่นนี้ ถือเป็นหัวใจหลักในการพัฒนานวัตกรรมและบริการของบีเอ็มดับเบิลยู และเป็นปรัชญาสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของเราตลอดมา”

ความสำเร็จด้านนวัตกรรมในปี 2563 ของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูคว้ารางวัลจากทั้ง 4 เวที โดดเด่นด้วยความหลากหลายหรือการมอบพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า ด้วยตัวเลือกเครื่องยนต์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการในการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปภายในทั้งเบนซินและดีเซล รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ไปจนถึงรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
บีเอ็มดับเบิลยูได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลากหลายรุ่น ครอบคลุมตระกูลซีดานอย่างซีรี่ส์ 7, ซีรี่ส์ 3 และซีรี่ส์ 2 และตระกูล X เช่น บีเอ็มดับเบิลยู X5, X3 และ X1 รวมถึงรถยนต์ที่มาพร้อมรูปลักษณ์และสมรรถนะสปอร์ตเร้าใจอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe และที่เปิดตัวไปล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ที่สำคัญในปีนี้ บีเอ็มดับเบิลยูได้เปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไปถึง 4 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport และบีเอ็มดับเบิลยู X5 xDrive45e M Sport พร้อมเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100 % รุ่นแรกจากมินิอย่าง มินิ คูเปอร์ เอสอี เสริมทัพยนตรกรรมไฟฟ้าจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยู i3s และบีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster

THAILAND CAR MARKETING AWARDS 2020

อีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนพลังสะอาดอย่างยั่งยืน ที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูคว้ารางวัลผู้จำหน่ายรถยนต์ยุโรปส่งเสริมสิ่งแวดล้อมด้านนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทยมาครอบครอง นอกจากการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายรุ่นแล้ว ยังรวมถึงการเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ซึ่งปัจจุบันมีหัวจ่าย ChargeNow ทั้งหมด 91 หัวจ่าย ใน 63 แห่งทั่วประเทศไทย ควบคู่กับการติดตั้งหัวจ่ายไฟฟ้าอีก 50 หัวจ่ายที่ศูนย์บริการของผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการ

ด้านภาพลักษณ์แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยูได้เติมเต็มประสบการณ์ผู้บริโภคอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจในช่วงสถานการณ์โรคระบาดเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดยิ่งขึ้น อย่างการนำเสนอทางเลือกในการเข้าชมและสั่งจองรถยนต์ในงานมอเตอร์โชว์และงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ผ่านช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปกับการเดินชมงานแบบปกติ รวมทั้งการจัดงาน BMW Xpo ในรูปแบบใหม่ ที่คำนึงถึงความต้องการและความสะดวกของลูกค้ายิ่งขึ้น โดยนำประสบการณ์สไตล์บีเอ็มดับเบิลยูมาให้ลูกค้าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในศูนย์การค้า 4 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร

สำหรับข้อเสนอทางการเงินและบริการหลังการขาย ก็มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมทุกความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า โดยได้นำเสนอพลังแห่งทางเลือกทั้งสำหรับบริการทางการเงินและบริการโปรแกรมบำรุงรักษา สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ข้อเสนอทางการเงิน Freedom Choice ที่มอบที่สุดแห่งความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ ซึ่งได้เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2561 เพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าจากโมเดลการครอบครองรถยนต์แบบดั้งเดิม สู่โมเดลรูปแบบใหม่ที่เน้นระยะการใช้งานมากขึ้น ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างว่าคืออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ในด้านการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ได้เปิดศูนย์บริการ BMW Service Outlet และโชว์รูมรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองคุณภาพ 2 แห่ง ได้แก่ อมร เพรสทีจ รังสิต และ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ดอนเมือง รวมถึงการเปิดศูนย์ให้บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยูของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่จรัญสนิทวงศ์ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

TAQA 2020

นอกจากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อลูกค้า อีกหนึ่งความสำเร็จที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูเป็นบริษัทรถยนต์ขวัญใจมหาชนอันดับหนึ่งของการสำรวจ Thailand’s Most Admired Company 2020 ยังมาจากการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านสุขภาพและการศึกษา ในโครงการแคร์ ฟอร์ วอเตอร์ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อเป็นปีที่ห้า ร่วมกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เวฟส์ ฟอร์ วอเตอร์ และเครือข่ายผู้จำหน่าย เพื่อมอบระบบกรองน้ำพร้อมถ่ายทอดวิธีดูแลรักษาระบบกรองน้ำและความรู้ในการบริหารจัดการน้ำสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชาวบ้านในชุมชนอย่างยั่งยืน โดยในปี 2563 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้มอบเครื่องกรองน้ำรวม 715 เครื่องให้แก่ 13 ชุมชนทั่วประเทศ รวม 6,918 เครื่อง ตลอดระยะเวลาห้าปี ให้แก่ 93 ชุมชนที่ขาดแคลนน้ำสะอาดใน 32 จังหวัดทั่วประเทศไทย ช่วยให้สมาชิกในชุมชนกว่า 691,800 คนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ในชีวิตประจำวัน

ในด้านการศึกษา บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการ BMW Service Apprentice โครงการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย เพื่อพัฒนาระบบอาชีวศึกษาของไทยและสนับสนุนศักยภาพนักศึกษาอาชีวะให้มีความสามารถและทักษะในระดับสากล ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 9 ของการดำเนินงาน มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการไปแล้วกว่า 185 คน โดยดำเนินการควบคู่กับโครงการฝึกอบรมนักศึกษาอาชีวะในด้าน Mechatronics ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และมีนักศึกษาที่จบหลักสูตรไปแล้ว 62 คน นับเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการขับเคลื่อนและยกระดับศักยภาพของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยนตรกรรมของภูมิภาค

ฉลองเทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๔ อย่างปลอดภัยกับรถยนต์ซูบารุ

0

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังจะเดินทางในช่วงเทศกาลฉลองปีใหม่ 2564 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จึงร่วมมือกันกับบริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูบารุในประเทศไทยอย่างเป็นทางการจัดแคมเปญสร้างเสริมความปลอดภัยผ่านการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้สมบูรณ์ก่อนขับขี่ทางไกล ชื่อ “เช็กรถพร้อมใช้ รับปีใหม่กับซูบารุ” แคมเปญนี้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนเทศกาลฉลองปีใหม่ 2564 ของคนไทยให้ทุกการเดินทางปลอดภัยสบายใจและอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม  

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด เชิญชวนลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ซูบารุนำรถเข้าตรวจสภาพความพร้อมของรถก่อนเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่  โดยมอบบริการตรวจเช็กรถฟรี 30 รายการ พร้อมสิทธิพิเศษส่วนลดอะไหล่สูงสุด 20% ในรายการประเภทไส้กรอง ผ้าเบรก น้ำมันหล่อลื่น น้ำยาหล่อเย็น และส่วนลดค่าแรง 10% ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2563 – 20 มกราคม 2564 ที่ศูนย์บริการมาตรฐานของซูบารุทั่วประเทศ

แคมเปญ “เช็กรถพร้อมใช้ รับปีใหม่กับซูบารุ” นี้ นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจเช็กรถของลูกค้าแล้ว และยังช่วยให้ครอบครัวลูกค้าซูบารุมีความมั่นใจว่าสมาชิกทุกคนในรถจะเดินทางด้วยกันอย่างปลอดภัยขณะเดินทางช่วงเทศกาล อีกทั้งยังช่วยสร้างเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมในด้านช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดจากปัญหารถยนต์ขัดข้องบนท้องถนน บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด จึงขอเชิญชวนให้ลูกค้านำรถยนต์ซูบารุเข้ารับการตรวจเช็กสภาพฟรี เป็นของขวัญปีใหม่แก่ลูกค้าของซูบารุ

ลูกค้าสามารถติดต่อนัดหมายหรือสอบถามรายละเอียดของแคมเปญ “เช็กรถพร้อมใช้ รับปีใหม่กับซูบารุ” ได้ที่ https://www.facebook.com/subaruasiath

ปอร์เช่ ประเทศไทย เข้าร่วมงานมหกรรมรวมพลคนรักปอร์เช่ Das Treffen ครั้งที่ 5

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เข้าร่วมงาน Das Treffen ครั้งที่ 5 มหกรรมรวมพลคนรักปอร์เช่ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นในคอนเซปต์ “Targa Mania” ภายในงานท่ามกลางกองทัพรถยนต์ปอร์เช่คลาสสิคและปอร์เช่รุ่นใหม่กว่า 300 คัน เอเอเอสฯ ได้ขนยนตรกรรมรุ่นเด่น มาร่วมอวดโฉม นำโดย 911 ทาร์กา 4 เอส (911 Targa 4S), พานาเมร่า จีทีเอส ใหม่ (The new Panamera GTS), ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) รวมถึง รถแทรกเตอร์ (Porsche Tractor) และพิเศษสุดด้วยปอร์เช่ 911 Targa (911 ทาร์กา) รุ่นคลาสสิค โมเดลปี 1969 ที่ได้รับการปลุกชีพขึ้นมาใหม่ โดยทีมช่างปอร์เช่คลาสสิคของเอเอเอสฯ ได้ถูกนำมาเผยโฉมให้ชมเป็นครั้งแรกในงานนี้ ณ อิมแพค เลคไซด์ เมืองทองธานี

นอกจากนี้ เอเอเอสฯ มอบโอกาสพิเศษสำหรับผู้สนใจรถพลังงานไฟฟ้า ปอร์เช่ ไทคานน์ ให้ได้ลงทะเบียนเพื่อทดลองขับ พร้อมมุมถ่ายภาพในบรรยากาศ Porsche Garage และกิจกรรมสอนการขับขี่รถยนต์สำหรับเด็ก Kids Driving School เพื่อให้เหล่าครอบครัวคนรักปอร์เช่ได้ร่วมสนุกในบรรยากาศสบายๆ ของการพบปะสังสรรค์ ท่ามกลางเสียงดนตรีและร้านอาหารหลากหลายชนิดจาก Food Truck ยอดนิยมตลอดทั้งวันอีกด้วย

พร้อมกันนี้ เอเอเอสฯ เอาใจนักสะสมด้วยสินค้า Porsche Driver’s Selection คอลเลคชันใหม่ล่าสุด Porsche Heritage Collection ที่มาพร้อมเครื่องแต่งกายและแอคเซสเซอรี่ในราคาพิเศษ

“เบนซ์ไพรม์มัส” ตอกย้ำความแรงขึ้นแท่นเบอร์ 3 เดินหน้าขยายเวลาโปรโมชั่น รับเทศกาลส่งท้ายปี

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” ตอกย้ำความสำเร็จ ขึ้นแท่นอันดับ 3 ดีลเลอร์เบนซ์ กวาดยอดจองกว่า 178% รับอานิสงส์ บ.แม่ รั้งตำแหน่งผู้นำรถหรูใน Motor Expo เดินหน้ามอบความสุขส่งท้ายปี ขยายเวลาแคมเปญพิเศษ ผ่อน 0.99% นาน 48 เดือน ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี  จองวันนี้ รับไอโฟน12 มูลค่า 3.2 หมื่นบาท   หมดเขต 31 ธ.ค.ศกนี้ เฉพาะที่ เบนซ์ไพรม์มัส เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด บริษัทในเครือทีโอเอ เวนเจอร์ โฮล ดิ้ง ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ในงาน Motor Expo 2020 ที่ผ่านมา กลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม มีตัวเลขยอดจอง รวมทั้งสิ้น 3,783 คัน โดย เมอร์เซเดส-เบนซ์ มียอดจองสูงสุด จำนวน 1,886 คัน

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ได้แก่ Mercedes-Benz A 200 Progressive, Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic และ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ที่เป็นรุ่นหลักในการผลักดันยอดขาย ประกอบกับการมอบข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการจัดงานแสดงรถยนต์ StarFest 2020 : The Greatest Offers ควบคู่กับงานดังกล่าว ส่งผลทำให้ “เมอร์เซเดส-เบนซ์” ประสบความสำเร็จ และมียอดจองสูงสุดในกลุ่มรถยนต์พรีเมี่ยม

เช่นเดียวกับ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่ประสบความสำเร็จในงานดังกล่าว โดยสามารถทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 3 จากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วประเทศ ด้วยตัวเลข 127 คัน เติบโตเพิ่มขึ้น 178% เมื่อเทียบกับยอดจองของปีที่แล้วในงานเดียวกัน ที่มีตัวเลขเพียง 71 คัน

“ด้วยนโยบายในการกระตุ้นตลาดของบริษัทแม่ ผนวกกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพด้านบุคลากรและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ คือ นโยบายในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างครบวงจร ทำให้ “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า และก้าวขึ้นเป็นผู้จำหน่ายระดับชั้นแนวหน้า ที่มีคุณภาพของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในระยะเวลาอันรวดเร็ว” นายณัฏฐวุฒิ กล่าว

นายจิระพล รุจิวิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด กล่าวว่า สำหรับช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ เพื่อเป็นการร่วมมอบความสุขในเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และเป็นการขอบพระคุณลูกค้าที่มอบความไว้วางใจและสนับสนุน “เบนซ์ไพรม์มัส” อย่างดีโดยตลอด ด้วยการขยายการจัดแคมเปญพิเศษ รับข้อเสนอเดียวกับ Motor Expo ได้แก่ ผ่อน 0.99% นาน 48 เดือน, ฟรี! ประกันภัยชั้น 1นาน 1 ปี กับโปแกรม MyStar  พิเศษ! จองวันนี้ รับ iPhone12 มูลค่า 32,000 บาท (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) และบัตรกำนัล มูลค่า 3,500 บาท เมื่อจองผ่านบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส เริ่มวันนี้ ถึง 31 ธันวาคม ศกนี้

ด้านบริการหลังการขาย ได้มอบแคมเปญพิเศษเช่นเดียวกับ สำหรับผู้ที่นำรถยนต์เข้ารับบริการที่  “เบนซ์ไพรม์มัส” และชำระค่าใช้จ่าย ผ่านบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส รับส่วนลดค่าอะไหล่และค่าแรงสูงสุด 15% และรับเพิ่มอีก 15% เมื่อใช้คะแนนสะสมเท่ากับยอดใช้จ่าย  รับฟรี! ชุดทำความสะอาดของแท้จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ มูลค่า 830 บาท เมื่อนัดหมายผ่านระบบ Online Appointment Booking (OAB) และเข้ารับบริการ ภายใน 31 ธันวาคม ศกนี้ และมีค่าใช้จ่าย ภายในวันที่ 31 มกราคม 2564

“เบนซ์ไพรม์มัส” โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี บนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) ฝ่ายขาย เปิดให้บริการทุกวัน วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 19.00 น. และวันอาทิตย์ เวลาทำการ 10.00 – 16.00 น. ฝ่ายบริการหลังการขาย เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 17.30 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.benzprimus.com หรือโทรศัพท์ 02 095 5555

ฟอร์ด พัฒนาไม่หยุดยั้ง ใช้สถานการณ์จำลองและบิ๊กดาต้ายกระดับผลิตภัณฑ์ เพื่อประสบการณ์การขับขี่เหนือชั้น

0

เพราะความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฟอร์ดจึงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์และพัฒนารถยนต์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงไลน์อัพรุ่นเรือธง ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเอวร์เรสต์ ที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำสมัยในทุกด้านอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ล่าสุด ระบบความปลอดภัย ควบคู่กับการพัฒนารักษาคุณภาพ ความปลอดภัย และความทนทานด้วยหลากหลายวิธี ตั้งแต่การนำข้อมูลจากเสียงสะท้อนการใช้งานจริงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงโปรแกรมจำลองสถานการณ์ซึ่งได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและพลิกขั้นตอนการพัฒนารถยนต์ในหลายปีที่ผ่านมา เพื่อส่งมอบรถยนต์ระดับโลกและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า

โปรแกรมสถานการณ์จำลอง

หนึ่งในความมุ่งมั่นของฟอร์ด คือ การเป็นบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ที่นำประโยชน์จากบิ๊กดาต้ามาใช้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจำลองสถานการณ์เสมือนจริง หรือซิมมิวเลชั่น ด้วยการสะสมข้อมูลจากการทดสอบในสถานการณ์จำลองในรูปแบบต่างๆ หลายปี ทำให้ฟอร์ดมีข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างโปรแกรมการจำลองสถานการณ์ที่ครอบคลุมในทุกสภาพแวดล้อมและสามารถเกิดขึ้นได้จริงบนท้องถนน

รถยนต์ฟอร์ดทุกคันจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะในขั้นตอนการออกแบบสามมิติขั้นแรก รถต้นแบบ ไปจนถึงการผลิต ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพัฒนารถยนต์ได้ ซึ่งกระบวนการตรวจสอบโดยหัวหน้าทีมวิศวกร เพื่อนำข้อควรพัฒนาไปปรับปรุงในรถต้นแบบ ถือเป็นการตรวจสอบการออกแบบขั้นสุดท้าย Final Design Judgement Gateway (FDJ) นอกจากนี้ ขั้นตอนดังกล่าวยังเป็นขั้นตอนการยืนยันโมเดลคอมพิวเตอร์ช่วยงานด้านวิศวกรรมที่จะช่วยมอบความมั่นใจว่าฟอร์ดจะพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ในการใช้สำหรับการทดสอบสถานการณ์ต่างๆ

“ฟอร์ด เรนเจอร์ คือ ตัวอย่างการนำข้อมูลการจำลองสถานการณ์มาพัฒนาเป็นรถยนต์จริงที่เห็นได้เป็นรูปธรรม โปรแกรมซิมมิวเลชั่นของฟอร์ด เรนเจอร์ ช่วยมอบความมั่นใจให้เราได้ว่าส่วนประกอบต่างๆ ในรถจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นในทุกๆ สถานการณ์” เดวิด เพิร์กส์ หัวหน้าทีมพลศาสตร์ยานยนต์ ฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าว

พร้อมลุยทุกเส้นทาง

โปรแกรมจำลองสถานการณ์เสมือนจริง สามารถสร้างแบบจำลองประสบการณ์การขับขี่ได้ทุกรูปแบบ โดยไม่มีความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุการชนของรถต้นแบบซึ่งมีราคาสูง โปรแกรมจำลองจะสร้างสภาพแวดล้อมการขับขี่และส่งมอบพลศาสตร์และเสียงของรถยนต์ และการตอบสนองของระบบช่วยในการขับขี่อัจฉริยะในอนาคต ระบบช่วยในการขับขี่อัจฉริยะเป็นระบบการช่วยเหลือการขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กล้องและเรดาร์ของรถในการช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย

ในปัจจุบัน ฟอร์ดมีสถานีทดสอบพร้อมโปรแกรมจำลองสถานการณ์ 3 แห่งทั่วโลก โดยโปรแกรมจำลองสถานการณ์ใหม่ล่าสุดอยู่ที่สนามทดสอบรถยนต์ฟอร์ดออสเตรเลีย เพราะตัวรถบริเวณห้องโดยสารจะรายล้อมไปด้วยจอและเครื่องฉายภาพขนาดใหม่มากมาย ทำให้มองเห็นวิวด้านนอกเหมือนตอนขับรถในชีวิตจริงเมื่อนั่งในรถ โดยโปรแกรมนี้ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อความแม่นยำและการตอบสนองที่ละเอียดสูงสุด เช่น ความรู้สึกขณะบังคับพวงมาลัยและการเหยียบแป้น และรายละเอียดต่างๆ ระหว่างการขับขี่ และเพราะเนื่องด้วยโปรแกรมของฟอร์ดมีความละเอียดสูง ทำให้ทีมแข่งรถนาสคาร์ใช้โปรแกรมทดสอบสมรรถนะของฟอร์ดเพื่อเป็นหนึ่งในขั้นตอนการพัฒนารถแข่งอีกด้วย

นอกจากการมุ่งพัฒนาโปรแกรมจำลองสถานการณ์แล้ว ฟอร์ดยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังอันเป็นหัวใจสำคัญของสมรรถนะอันทรงพลังในรถฟอร์ดทุกคัน ทีมวิศวกรในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง และโรงงานออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย ทำงานอย่างเต็มที่ในการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ด้วยการนำข้อมูลสถิติ และเสียงสะท้อนจากลูกค้า มาวิเคราะห์ในเชิงลึก  ทั้งยังได้ทำการทดสอบอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น เพื่อมอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ให้กับ ทั้งลูกค้าชาวไทยและลูกค้าทั่วโลก

จากข้อมูลสู่รถยนต์จริง

ในออสเตรเลีย โปรแกรมจำลองช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุนในการพัฒนารถยนต์ เพราะทีมพลศาสตร์ยานยนต์จะเริ่มการพัฒนาโมเดลโปรแกรมจำลองจะป้อนข้อมูลและนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ ลองก่อน แทนที่จะสร้างรถต้นแบบในทันที ทำให้สามารถลดการสร้างรถต้นแบบได้และเริ่มพัฒนารถในจากรถที่มีความพร้อมมากขึ้น

สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทีมวิศวกรฟอร์ดได้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ รวมถึงลักษณะการใช้งานของลูกค้าแต่ละตลาด มาปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตสร้างมาตรฐานควบคุม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สามารถตอบสนองทุกการใช้งานของลูกค้า และค้นหาวิธีการที่เหมาะสมในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ในทุกมิติ เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนการและมาตรฐานควบคุมความละเอียดของผิวกระบอกสูบมากยิ่งขึ้น เพื่อลดปริมาณการสิ้นเปลืองของน้ำมันเครื่องจากการเผาไหม้ การปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตในการเชื่อมสลักยึดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ เพื่อให้การเชื่อมต่อแข็งแรงยิ่งขึ้น เพื่อให้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการขับขี่ของลูกค้า การใช้ชีวิตประจำวัน และการใช้งานอื่นๆ ของลูกค้าได้อย่างเต็มที่ที่สุด

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดงาน GWM Partner Forum ชูกุลยุทธ์ธุรกิจรูปแบบใหม่ พลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) จัดงาน GWM Partner Forum เชิญชวนนักลงทุนและนักธุรกิจ จากทั้งในและนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ เข้าร่วมฟังกลยุทธ์และนโยบายการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ของบริษัท โดยได้รับเสียงตอบรับจากผู้ที่สนใจอย่างล้นหลาม พร้อมมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคต

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเผยกลยุทธ์การทำธุรกิจรูปแบบใหม่ (New Business Model) เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักธุรกิจแถวหน้าของประเทศไทย พร้อมรับฟังเสียงตอบรับ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อให้สามารถออกแบบและปรับแผนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน และตอบโจทย์ความต้องการสำหรับผู้ประกอบการและผู้บริโภคชาวไทยได้ดียิ่งขึ้น โดยภายในงานมีทีมผู้บริหาร นำโดย มร. สตีเฟ่น หวัง รองประธาน ฝ่ายขายและการตลาด เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน  ซึ่งตลอดระยะเวลา 3 วัน มีนักลงทุนและนักธุรกิจที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 324 คน จาก 195 บริษัท ทั่วประเทศ

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นไปด้วยกันกับบริษัท ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจของเราในอนาคต เรามีความยินดีและขอขอบคุณนักธุรกิจทุกท่านที่ให้ความสนใจและให้เกียรติมาร่วมงาน GWM Partner Forum ของเราอย่างล้นหลาม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานกับนักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ประกอบการชั้นนำของเมืองไทย ในการช่วยผลักดันรูปแบบการทำธุรกิจแบบใหม่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะให้การสนับสนุน ทั้งในด้านการร่วมพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ ให้กับบุคลากร ร่วมทั้งการร่วมวางระบบและรูปแบบการทำงานเพื่อให้การดำเนินธุรกิจเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด รูปแบบธุรกิจใหม่ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ นับเป็นการผลิกโฉมวงการรถยนต์ ด้วยการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคผ่านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แม้ว่ารูปแบบธุรกิจจะแตกต่างจากเดิม แต่เราเชื่อมั่นว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะให้คนไทยได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ลบปัญหาที่เคยเผชิญมา ประกอบกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจเป็นหลัก รวมถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอันล้ำสมัยจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ ผสานกับกับความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจของนักลงทุนหรือผู้ประกอบการไทยที่จะมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของเราในอนาคต เราจะสามารถร่วมกันสร้างและส่งมอบประสบการณ์ใหม่อันน่าประทับใจและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่การเลือกซื้อรถยนต์ การทดลองขับ การบริการด้านการขาย และการบริการหลังการขาย”

ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ดำเนินธุรกิจในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศสำคัญที่บริษัทมุ่งผลักดันให้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผลิต ส่งออก และเป็นศูนย์กลางการขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company)     เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นในการส่งมอบนวัตกรรมรถยนต์และเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมให้กับผู้บริโภค แต่ยังให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร เสริมศักยภาพ และความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ รวมไปถึงการผลักดันเศรษฐกิจขององค์รวมของประเทศ เพื่อให้ทั้งบริษัทและทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์สามารถเติบโตและพัฒนาไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน

SUZUKI CELERIO แจ้งราคามาตรฐานใหม่ ตอกย้ำความเป็นอีโคคาร์สุดคุ้มค่า

0

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้มีการจัดแคมเปญ “ซูซูกิเฉลิมฉลอง 100 ปี” ในการก่อตั้งบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ด้วยการวางราคาจำหน่าย SUZUKI CELERIO สุดพิเศษ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับและสนับสนุนซูซูกิด้วยดีเสมอมา นับได้ว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

โดยส่งผลให้ SUZUKI CELERIO ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค จนสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มขึ้นได้สูงถึง 274.94% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายรวมล่าสุดอยู่ที่ 3,665 คัน (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน 2563) ส่วนในช่วงงานมอเตอร์ เอ็กซ์โปร์ 2020 ที่ผ่านมา มียอดจองอยู่ที่ 362 คัน

ล่าสุดแคมเปญ“ซูซูกิเฉลิมฉลอง 100 ปี” ได้สิ้นสุดลงเรียบร้อยแล้ว แต่ความนิยมและความต้องการที่มีต่อ SUZUKI CELERIO ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจที่จะวางราคาจำหน่ายมาตรฐานใหม่ให้กับคอมแพ็คอีโคคาร์รุ่นนี้อีกครั้งในราคาเริ่มต้นที่เหลือเพียง 328,000 บาทเท่านั้น เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้การตอบรับและสนับสนุนซูซูกิด้วยดีเสมอมา อีกทั้งยังเป็นการตอบแทนความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเพื่อให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ของซูซูกิโดยการเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิได้ง่ายขึ้น

การกำหนดราคาจำหน่ายมาตรฐานใหม่ของ SUZUKI CELERIO ในครั้งนี้ยังคงเป็นราคาพิเศษที่ถูกกว่าราคามาตรฐานเดิม โดยมีสีให้เลือก คือ สีขาว สีแดง สีเทาและสีดำ ส่วนรุ่นและราคาจำหน่าย ประกอบด้วยดังนี้

รายละเอียดรุ่น / เกียร์ราคามาตรฐานเดิม (บาท)ราคามาตรฐานใหม่ (บาท)
เซเลริโอ (CELERIO) GA M/T          363,000          328,000
เซเลริโอ (CELERIO) GL CVT          443,000          408,000
เซเลริโอ (CELERIO) GX CVT          472,000          437,000

 

*** หมายเหตุ-สีขาวเพิ่ม 3,000 บาท ราคาใหม่นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยลูกค้าที่สั่งจองในช่วง Motor Expo 2020 ถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ยังคงยืนราคาเดิมพร้อมโปรโมชั่น โดยมีกำหนดการส่งมอบรถให้กับลูกค้าถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 เท่านั้น

ทั้งนี้ SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัว มียอดจำหน่ายรวมนับตั้งแต่เปิดตัวอยู่ที่ 13,732 คัน (เดือนพฤษภาคม 2557-พฤศจิกายน 2562) ความนิยมที่ได้รับส่วนหนึ่งมาจากราคาจำหน่ายที่ลูกค้าสามารถตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่าย ผสานเข้ากับการออกแบบภายใต้แนวคิดเน้น “ความคุ้มค่าและประหยัดในการใช้งาน” รวมถึง “ความพึงพอใจในการขับขี่” ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่มอบให้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและความประหยัด ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสบายทั้งที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง พร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ จุสัมภาระได้มากเกินคาด

นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังมั่นใจได้ในสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว มีสมรรถนะการขับที่ดี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 20 กม./ลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  ผนวกกับรูปลักษณ์ภายนอกและภายในห้องโดยสารที่ได้รับการออกแบบให้ดูโดดเด่นสะดุดตา  เสริมความอุ่นใจด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก  ตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถอีโคคาร์

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันฐานลูกค้าของ CELERIO ขยายออกไปกว้างมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงลูกค้าวัยทำงานรุ่นใหม่ แต่ยังกลายเป็นรถของครอบครัวที่สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม คุ้มค่าด้วยคุณภาพให้ประโยชน์ใช้สอยสูงสุด มีสมรรถนะที่ดี มีความคุ้มค่า ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวันทุกวัตถุประสงค์ ส่งผลให้อีโคคาร์รุ่นนี้ยังคงได้รับความสนใจจากลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามซูซูกิยังคงคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีและมีคุ้มค่าในทุกๆ ด้าน  อีกทั้งซูซูกิมีความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนายกระดับงานด้านบริการหลังการขายด้วยกลยุทธ์ในการดูแลและเข้าถึงลูกค้าด้วยความจริงใจและใส่ใจที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน

 

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

www.suzuki.co.th  

www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center 

โทรศัพท์พื้นฐาน     โทร 1800-600-900

โทรศัพท์เคลื่อนที่    โทร 1401-600-900

มาสด้า จับลูกค้านิคมอุตสาหกรรมเปิดโชว์รูมบายพาสชลบุรี

0

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดจากการระบาดของโคโรน่าไวรัส การลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลจึงถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ “มาสด้า” เพราะแผนงานที่ถูกวางไว้ตั้งแต่ต้นกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนกับโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับลูกค้ามาสด้า แม้ว่าวันนี้กำลังซื้อจะไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง แต่สิ่งที่มาสด้ากำลังเร่งพัฒนา นั่นคือ “การบริการ” ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามาสด้าเร่งยกระดับการบริการ สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยเฉพาะในปีนี้มาสด้าเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ไปแล้วทั้งสิ้น 11 แห่ง และนี่คือแห่งที่ 12 ในปีนี้ และเป็นแห่งที่ 6 ในจังหวัดชลบุรี

มาสด้าทุ่มงบประมาณอีกกว่า 50 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรแห่งใหม่ล่าสุด “มาสด้า ไฮ-คลาส” บนทำเลศักยภาพใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร เพื่อรองรับการขยายตัวของการพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในเขตพัฒนาพิเศษ หรือ EEC ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 และการเติบโตทางเศรษฐกิจของเขตภาคตะวันออก ตอกย้ำนโยบายขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการทุกจุดยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ พร้อมมอบประสบการณ์ระดับไฮเอนท์ให้กับลูกค้าชาวชลบุรีและในเขตพื้นที่ใกล้เคียง มุ่งมั่นเอาใจใส่ดูแลลูกค้ามาสด้าตลอดการใช้งาน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จังหวัดชลบุรีเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ที่ภาครัฐวางแผนยกระดับการคมนาคมขนส่งให้มีความเชื่อมโยงกัน มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคเตรียมพร้อมในการรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ กิจกรรมการท่องเที่ยว เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชากรจังหวัดชลบุรีรวมถึงจังหวัดใกล้เคียง การขยายการลงทุนในพื้นที่เขตพิเศษจึงเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ภาคตะวันออกกลายเป็น “World-Class Economic Zone” โดย มาสด้า ไฮ-คลาส นับเป็นโชว์รูมแห่งที่ 6 ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนถนนบายพาส ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ใช้เวลาเดินทางจากทางด่วนบูรพาวิถีเพียง 5 นาที เท่านั้น เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าที่เดินทางมาใช้บริการมากขึ้น

ทางด้าน นางสาวอรณิชา ผันผ่อน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฮ-คลาส ออโต้ จำกัด กล่าวว่า มาสด้า ไฮ-คลาส เป็นอีกหนึ่งโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรบนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ที่สามารถรองรับรายการซ่อมบำรุงได้มากถึง 850 รายการต่อเดือน และรายการซ่อมตัวถังและสีได้ 100 รายการต่อเดือน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งด้านการซ่อมบำรุงที่ครอบคลุมในทุกรายการ เพิ่มความสบายใจในการขับขี่ และสร้างความพึงพอใจด้วยนโยบายการบริการระดับไฮคลาส ควบคู่ไปกับการทำตลาดทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นระดับเจ้าของธุรกิจ ผู้ประกอบการ พนักงานในนิคมอุตสาหกรรม ไปจนถึงเกษตรกร ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจยานยนต์ผนวกกับความคุ้นเคยที่มีต่อแบรนด์ และความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้าจากการเป็นคนเก่าแก่ในพื้นที่จะกลายเป็นจุดแข็งที่จะช่วยให้ มาสด้า ไฮ-คลาส ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด เติมเต็มความสุขในการขับขี่ให้กับลูกค้าชาวชลบุรีได้อย่างแน่นอน

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันเมื่อลูกค้าซื้อรถใหม่ เราจะให้การดูแลลูกค้าในทันทีนับตั้งแต่ขั้นตอนการส่งมอบรถด้วยการมอบแคมเปญ อาทิ ประกันภัยชั้น1, การรับประกันคุณภาพรถที่ดูแลนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือแม้แต่ฟรีค่าแรงตรวจเช็กตามระยะ การขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการจึงเป็นนโยบายที่ต้องสอดรับกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจ และลดความกังวลใจในการนำรถเข้าซ่อมบำรุงตามระยะทาง ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของรถได้อีกด้วย

เมืองพัทยา ผนึกกำลัง โตโยต้า และ โอซาก้า แก๊ซ พัฒนาเมืองต้นแบบ “Decarbonized Sustainable City”

0

นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา นายมิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด นายชุนซาคุ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอซาก้า แก๊ซ จำกัด ร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ “โครงการการจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ”  “Decarbonized Sustainable City” เพื่อร่วมศึกษาและวางรากฐานต้นแบบในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต โดยนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานทางเลือกและระบบพลังงานสะอาดมาทดลองใช้งาน ทั้งในด้านการคมนาคม เศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมี ฯพณฯ นายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งญี่ปุ่น ประจำราชอาณาจักรไทย และ ดร. ลัษมณ อรรถาพิช รองเลขาธิการ สายงานการลงทุนและความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน  ณ โรงแรมอีสติน ธนาซิตี้ กอล์ฟ รีสอร์ต กรุงเทพฯ 

โครงการการจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ “Decarbonized Sustainable City” เป็นโครงการในความร่วมมือ ระหว่าง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, เมืองพัทยา และ บริษัท โอซาก้า แก๊ซ จำกัด (OG) ในการผลักดันให้เกิด “สังคมการปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์” (Zero-emission Society) โดยดำเนินโครงการนำร่องควบคู่ไปกับการปรับผังเมืองพัทยาเพื่อมุ่งสู่การเป็น “สมาร์ทซิตี้” เพื่อรองรับการเตรียมความพร้อมในการเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ภายใต้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) โดยบริษัท โตโยต้าฯ และ โอซาก้าแก๊ส จะเข้ามาเติมเต็มนโยบายของเมืองฯ ในการวางระบบคมนาคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมานำร่องใช้ในเมืองพัทยา เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน อาทิ การนำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งอนาคต ทั้งรถยนต์พลังงานทางเลือกและรถยนต์พลังงานสะอาด ภายใต้โครงการ “การจัดตั้งเมืองที่ยั่งยืนโดยปราศจากมลภาวะ”   มาใช้ในระบบขนส่งสาธารณะของเมือง ตลอดจนการจัดเตรียมระบบสถานีจ่ายพลังงานทางเลือกประเภทต่าง ๆ อย่างเหมาะสม อาทิ สถานีชาร์จไฟฟ้า หรือ เทคโนโลยีชีวมวล เป็นต้น

ภายใต้โครงการความร่วมมือนี้ โตโยต้า จะนำรถยนต์พลังงานทางเลือกหลายประเภท อาทิ รถยนต์ไฮบริด (HEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และอื่น ๆ เข้ามาทดลองใช้งานในลักษณะของรถยนต์โดยสารสาธารณะภายในเมืองพัทยาเพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนและนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด Eco Tourism ร่วมกับ กลุ่มบริษัทโอซาก้าแก๊ส ที่จะนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาด “ก๊าซชีวมวล” ที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้อีกด้วย โดยคาดว่าจะเริ่มโครงการนำร่องภายในช่วงกลางปี พ.ศ. 2564 เพื่อนำผลการศึกษาไปเป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนนโยบายด้านพลังงานในระดับประเทศ ตลอดจนมีแผนที่จะศึกษาความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง ทั้งในส่วนของการขับขี่ การโดยสารรถยนต์ ตลอดจนความต้องการระบบต่าง ๆ มารองรับ เพื่อประกอบการพิจารณาการนำรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เหมาะสมเข้ามาผลิตและแนะนำในประเทศไทย ตลอดจนเป็นการวางรากฐานในการเตรียมความพร้อมในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์พลังงานทางเลือกในอนาคตอีกด้วย

นายมิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า “ด้วยความตระหนักถึงผลกระทบที่อุตสาหกรรมยานยนต์มีต่อสิ่งแวดล้อม โตโยต้า ได้มีการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการเดินทางในทุกรูปแบบ ทั้ง Hybrid Electric Vehicles (HEVs), Plug-in Hybrid Electric Vehicles (PHEVs), BEV และ Fuel Cell Electric Vehicles (FCEVs) ซึ่งอย่างไรก็ดี การจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทยนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงต้องพิจารณาถึงรูปแบบการใช้งานของผู้ใช้รถเป็นหลัก ดังเช่นหลักปรัชญา”ลูกค้าเป็นที่หนึ่งของโตโยต้า” ซึ่งภายใต้โครงการนี้ จะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้รับฟังความคิดเห็นที่ผู้ใช้งานจริงมีต่อรถยนต์ไฟฟ้าของเรา และผมหวังว่าโครงการนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อเมืองพัทยา พี่น้องประชาชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลสู่จังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทยต่อไป”

นายสนธยา คุณปลื้ม กล่าวว่า “ผม และผู้บริหารเมืองพัทยา ได้นำโยบาย Neo Pattaya ที่ว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเมือง มุ่งเน้นการออกแบบผังเมืองที่ดี โดยหนึ่งในองค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ คือ การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ ด้านการขนส่งอัจฉริยะ และ ด้านพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้พลังงาน ตลอดจนสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถยกระดับและช่วยพัฒนาภาคการคมนาคม และการท่องเที่ยวในเมืองพัทยา ให้เป็นเมืองต้นแบบในการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป”

นายชุนซาคุ นากาอิ กล่าวว่า “กลุ่มบริษัทฯ ของเรา มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการนำก๊าซชีวภาพมาใช้งานเพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งภายใต้โครงการความร่วมมือนี้ เราจะนำเทคโนโลยีพลังงานชีวภาพ 3 ชนิดมาถ่ายทอดสู่ประเทศไทย ได้แก่ เทคโลยีก๊าซชีวภาพบริสุทธิ์ เทคโนโลยีการสกัดไฮโดรเจนจากก๊าซมีเทน รวมถึงเทคโนโลยีการผลิตก๊าซชีวภาพโดยใช้แหล่งพลังงานความร้อนร่วม ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่า ด้วยประสบการณ์และเทคโนโลยีของเราจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการให้บรรลุเป้าหมายได้ในที่สุด”

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรของโครงการทั้งจากอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน อาทิ บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ ในเมืองพัทยา โดยคาดหวังให้เมืองพัทยาเป็นแบบอย่างในด้าน “การเดินทางอย่างยั่งยืน” เพื่อเป็นต้นแบบในการขยายผลสำเร็จสู่จังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทยต่อไป

กลุ่มไทยรุ่งฯ จับเทรนด์ความต้องการของ ผู้บริโภค-ผู้ใช้รถยนต์ยุคใหม่ แตกไลน์ธุรกิจบริการมิติใหม่ Car Subscription “Eazy Car” เจาะกลุ่มผู้ต้องการใช้รถอย่าง มีอิสรภาพใหม่ ไร้ความกังวลใจทุกการเดินทาง

0

นางแก้วใจ เผอิญโชค แมคโดนัลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทยวี.พี. คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในเครือ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทได้แนะนำธุรกิจใหม่ ซึ่งถือเป็นทางเลือกใหม่ของการมีรถยนต์ ด้วยการให้บริการที่สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทำให้การมีรถยนต์ใช้กลายเป็นเรื่อง “ง่าย” ภายใต้แบรนด์ “อีซีคาร์ (Eazy Car)” Subscription บริการเช่าใช้รถรูปแบบใหม่ ของคนไทย เพื่อคนไทย สำหรับผู้ที่ต้องการมีรถยนต์ไว้ใช้งานแบบไร้ข้อผูกมัดด้วยบริการรูปแบบใหม่ เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ มาสู่การใช้ชีวิตและใช้รถยนต์แบบอิสระไร้ความกังวลกับค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำให้การมีรถยนต์ใช้สักหนึ่งคันไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปโดยที่ผู้ใช้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ซึ่งเหมาะกับคนรุ่นใหม่ สิ่งที่ลูกค้าได้รับจากการใช้บริการ Eazy Car คือไม่ต้องใช้     เงินดาวน์ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา ไม่ต้องเสียค่าประกัน ภาษี พรบและยังมีรถทดแทนให้ใช้ เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆเหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยที่ลูกค้าไม่ได้วางแผนสำรองเงินไว้ จึงเป็นภาระที่หนักเมื่อต้องจ่ายเงินส่วนนี้โดยกะทันหัน บริการทั้งหมดนี้ บริษัท ไทย วีพี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้มุ่งมั่นอย่างจริงจังในการส่งมอบให้กับลูกค้าจากประสบการณ์อันยาวนานในอุตสาหกรรม      ยานยนตร์ด้วยความชำนาญของทีมช่างมืออาชีพในการวิเคราะห์และบำรุงรักษารถ ทีมงาน  Call center  ที่คอยรับข้อมูลความต้องการของลูกค้า เพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดจาก Eazy Car”

ภายใต้รูปแบบบริการ เพียงแค่ สมัครสมาชิกกับ อีซีคาร์ (Eazy Car) ลูกค้าสามารถเลือกรถยนต์ไว้ใช้ง่ายได้ตามความพอใจเหมาะสมภายกับตนเองมากที่สุด ใต้หลักเกณฑ์ที่ “สะดวก ง่ายดาย และ หลากหลาย”ซึ่งมีทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดง และรถยนต์มือสองไว้บริการโดยลูกค้า จะสามารถเลือกรถยนต์ที่ต้องการใช้ ระยะเวลา และอัตราค่าบริการที่พอใจ โดยลูกค้าสามารถนำรถคันดังกล่าวไปใช้งานได้โดยปราศจากความกังวลต่างๆ ตลอดอายุของการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น

 

  • ไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์หรือเงินมัดจำ
  • สะดวกสบายด้วยระบบ Full Maintenance Service
  • มีรถทดแทนเมื่อรถต้องเข้าศูนย์บริการมาตรฐาน หรือมีอุบัติเหตุ
  • เปลี่ยนรถได้ตามโอกาสพิเศษ
  • เมื่อครบสัญญาสามารถซื้อรถไปครอบครองได้

เบื้องต้น ลูกค้าที่สนใจต้องสมัครเป็นสมาชิก ผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ www.eazycar-online.com เฟชบุ๊ก Eazycar.th และ คอลเซ็นเตอร์ 091- 725-6000 ได้ทุกช่องทาง สำหรับระยะเวลาของการใช้บริการอีซีคาร์ (Eazy Car) ลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการ ได้ตั้งแต่ 12 เดือน หรือ 1 ปี และมีระยะเวลาการเป็นสมาชิกสูงสุดถึง 84 เดือน หรือ 7 ปี

“ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดบริการของอีซีคาร์เรา ได้ทางช่องทางต่างๆ โดยสามารถสมัครเป็นสมาชิก และรอการอนุมัติ ภายระยะเวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น โดยลูกค้าสามารถเลือกจ่ายค่าบริการราคาเดียวตลอดอายุสัญญาได้ โดยที่จะหมดความกังวลในค่าใช้จ่ายต่างๆ  ตั้งแต่ ค่าประกันภัยรถยนต์ เงินดาวน์ ค่าบำรุงรักษา ฯลฯ ซึ่งบริการของเราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกในการใช้รถยนต์ ที่สำคัญเมื่อครบสัญญาหากลูกค้าต้องการรถคันนั้นเป็นสินทรัพย์ก็ยังสามารถซื้อรถในราคา ณ วันที่หมดสัญญาได้” นางแก้วใจ เผอิญโชค แมคโดนัลด์ กล่าว

โดย “อีซีคาร์ (EazyCar) Subscription มีรถยนต์ใหม่ป้ายแดง รวมถึงรถยนต์ใช้แล้ว (มือสอง) สภาพดี ให้บริการกับลูกค้าครอบคลุมทุกแบรนด์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการที่หลากหลายสำหรับอัตราค่าบริการนั้นจะยืดหยุ่นและขึ้นอยู่กับรุ่น–ยี่ห้อ และระยะเวลาการใช้งาน โดยอัตราค่าบริการของ อีซีคาร์ (Eazy Car) รถใหม่ป้ายแดงจะเริ่มต้น 7,000 บาท ต่อเดือน

อีซีคาร์ (Eazy Car) รถยนต์มือสอง อัตราค่าบริการเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท จาก  ประสบการ์ณและความชำนาญของกลุ่มไทยรุ่งซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน กว่า 56 ปี บวกกับความชำนาญในธุรกิจรถเช่า บิสคาร์ ซึ่งให้บริการ ทั้งรถเช่าระยะยาว และระยะสั้นจนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง

สำหรับบริการของ อีซีคาร์ (Eazy Car) ถือเป็นความตั้งใจจริงในการนำเสนอทางเลือกใหม่ให้ลูกค้าจากการเช่าซื้อรถปกติ เป็นการสมัครสมาชิกเพื่อใช้รถในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ลูกค้าจะได้รับประโยชน์มากขึ้นโดยสามารถคำนวนค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน และหมดความกังวลใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้รถสาธารณะ หรือการเช่าซื้อรถยนต์และยังเพียบพร้อมไปด้วยมาตรฐานการบริการและการรับรองจากบริษัทที่ได้รับการยอมรับในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อไปสู่ “อิสระภาพใหม่ของการมีรถ”