Home Blog Page 412

(มีคลิปวีดีโอ) Sneak Preview “New MG EP” สเตชั่นแวกอนพลังไฟฟ้า แต่ถอดตัวช่วยออกไปเยอะ

0

New MG EP รถสเตชั่นแวกอนน้องใหม่ ที่มากับความโดดเด่นด้านพลังขับเคลื่อนที่มาในรูปแบบของรถไฟฟ้า 100% ที่ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ในเวลาเพียง 8.8 วินาที และชาร์จไฟเต็มจะสามารถทำระยะทางได้ถึง 380 กม. แต่อรรถประโยชน์อย่างอื่นจะมีอะไรน่าสนใจ รับชมทุกอย่างได้จากรีวิว ยกเว้นเพียงอย่างเดียวนั่นคือราคาจำหน่าย เพราะรถรุ่นนี้จ่อคิดเปิดตัวในงานมหกรรมยานยนต์ 2020 ที่ใกล้จะมาถึง

เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย เตรียมเปิดตัวรถพลังงานทางเลือกรุ่นที่ 3 ด้วยรูปแบบของรถไฟฟ้า 100% ในรุ่น MG EP ซึ่งถือเป็นรถในคลาสของกลุ่มสเตชั่นแวกอนที่ห่างหายไปจากตลาดเมืองไทยมานาน โดยมีโครงสร้างที่จัดอยู่ในกลุ่มของรถ C Segment กระจังหน้าตกแต่งด้วยเปียโนแบลคและแถบสีโครเมียม บริเวณโลโก้สามารถเปิดออกเพื่อใช้เป็นที่เติมประจุไฟฟ้าซึ่งใช้ช่องเสียบชาร์จมาตรฐานสากลในรูปแบบ Type 2

New MG EP 1

New MG EP 2

New MG EP 3

ไฟหน้าเป็นโคมโปรเจคเตอร์เลนส์พร้อมแอลอีดีและไฟกลางวัน เช่นเดียวกับไฟท้าย

New MG EP 4

จุดสังเกตที่น่าสนใจนั่นคือรอบคันจะมีเพียงเซนเซอร์ที่กันชนหลัง แต่เรดาร์ต่างๆที่เคยมีมาในรุ่นก่อนถูกถอดออกไปหมด เท่ากับว่า รถรุ่นนี้จะไม่มีตัวช่วยความปลอดภัยอย่างระบบ ADAS แบบในรุ่น ZS และ HS

New MG EP 4

ค๊อกพิทดีไซน์ให้ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆได้ง่าย พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่นที่ปรับได้ในส่วนของวิทยุและการใช้งานระบบต่างๆที่จะแสดงบนจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งมีพระเอกเพียงระบบ Tire Pressure แต่ในส่วนของเทคโนโลยี ADAS ที่มีทั้งเบรกอัตโนมัติ ล๊อคความเร็วแบบรักษาระยะห่าง เตือนออกนอกเลน ฯลฯ ที่อยู่ในรุ่นพี่อย่าง HS ถูกถอดออกไปเกลี้ยง

New MG EP 6

New MG EP 8

เบาะนั่งคู่หน้าออกแบบให้เข้ากับสรีระแต่การปรับและพับยังเป็นแบบธรรมดา ไม่มีระบบไฟฟ้ามาช่วยแต่อย่างใด ส่วนเบาะหลังปรับพับได้ 60:40 และพื้นที่สัทภาระด้านท้ายสามารถจัดเก็บได้เกือบ 1500 ลิตร

New MG EP 8

New MG EP 10

จอกลางแบบทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว นอกจากแสดงการทำงานของระบบความบันเทิง ยังแสดงภาพจากกล้องมองหลังพร้อมเซ็นเซอร์เสียงเตือน ทั้งนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้ง Apple Carplay และ Android Auto ส่วนภาคการแสดงของคำสั่งเสียง “Hello MG” และการเชื่อมต่อกับ True Online ที่สามารถค้นหาได้ทั้งเพลงดัง ร้านอาหารเด็ดและฟีเจอร์โดนๆอย่างการออกผลสลากกินแบ่ง ถูกถอดออกไปเช่นกัน

New MG EP 11

ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ ถัดลงมาเป็น Kers Mode ที่ปรับการหน่วงของล้อเพื่อดึงไฟกลับไปยังแบตเตอรี่จากการสร้างแรงเฉื่อยจากล้อ สามารถปรับได้ถึง 3 ระดับ รวมถึงมีโหมดการขับขี่ทั้ง Sport Normal และ Eco บริเวณชุดเกียร์ไฟฟ้าที่เป็นในรูปแบบของ Single Speed นั้นมีเบรกมือไฟฟ้า รวมถึง Auto Hold

New MG EP 14

 

NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion มีความจุรวมถึง 50.3 kWh ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน New European Driving Cycle – NEDC) นอกจากนี้ แบตเตอรี่ของ NEW MG EP ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น ระดับ IP67 พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Liquid Cooling System ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้สภาวะต่างๆ

NEW MG EP 15

ในด้านของสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ไฟฟ้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ภายใน 8.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง

NEW MG EP 16

สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Quick Charge แบบ DC ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS Combo 2 โดยชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 80% ในระยะเวลาประมาณ 40 นาที และ Normal Charge แบบ AC ชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 100% ผ่าน MG Home Charger ที่เป็นหัวชาร์จ TYPE II ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่

NEW MG EP 17

NEW MG EP ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ด้วยระบบกันสะเทือนของช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีม รวมถึงระบบเบรกเป็นแบบดิสทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบเอบีเอส

สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัยมีครบครันตามมาตรฐาน โดยแต่ละระบบจะมีการทำงานผสานกัน ทำให้เกิดความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย
•ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System)
•ระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution)
•ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
•ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
•ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
•ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
•ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
•ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
•ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
•ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
•ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

สเตชั่นแวกอนพลังไฟฟ้ายังมาพร้อมกับการดูแลรักษาที่ง่าย และมีค่าใช้จ่ายต่ำ ทั้งในเรื่องของด้านพลังงานที่ได้จากการชาร์จผ่าน MG Home Charger ง่ายๆที่บ้าน โดยสามารถชาร์จจาก 0%-100% และมีค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 200 บาท*ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางตลอดระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน จะมีค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 8,000 บาท

NEW MG EP 18

อีกทั้งการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ในระยะยาว MG ยังนำเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบ Module มาใช้ ในกรณีหากจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษานั้น สามารถแยกเปลี่ยนเฉพาะ Module นั้นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุด จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้

NEW MG EP มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีเงิน (Metallic Grey) และสีดำ (Black Knight) โดยจะเปิดราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่งาน Motor Expo 2020 ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563 นี้ พร้อมเปิดรับจองภายในงาน และโชว์รูมเอ็มจีทุกสาขาทั่วประเทศ

“ซูซูกิ” ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ผนึกกำลัง ยกระดับจัดทัพใหม่ ชูแผนกลยุทธ์การบริการหลังการขาย การขาย และการตลาดแนวใหม่ที่แตกต่าง ลุยตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย

0

ซูซูกิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น, บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด และบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด ร่วมจับมือครั้งสำคัญจัดตั้ง บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สู้ศึก 2 ล้อในประเทศไทย ชูกลยุทธ์ เทคโนโลยีที่สมัยใหม่ โดยคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด อยู่ในฐานะเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดในประเทศไทย ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน และในปี 2553 ซูซูกิ ได้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านช่องทางการจัดจำหน่าย โดยบริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้เปลี่ยนแปลงสถานะจากเดิมที่เป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิต รวมทั้ง ยังเป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ในเขต 63 จังหวัดในประเทศไทย ยกเว้น 14 จังหวัดภาคใต้ เพื่อให้ซูซูกิสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่น และขยายการเพิ่มสัดส่วนทางการตลาดในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนสามารถให้บริการแก่ลูกค้าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ได้อย่างเต็มที่
มร. ชินจิ ฮะสึอิ, President บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ซูซูกิ มีข่าวดีจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่าง MotoGP ซึ่งเป็นรายการที่เป็นที่สุดของการแข่งขันรถจักรยานยนต์ โดย Joan Mir สามารถคว้าแชมป์โลกมาครองได้ก่อนที่การแข่งขันจะจบฤดูกาล ตลอดจน Team Suzuki Ecstar ก็สามารถคว้าแชมป์ประเภท Team ในรายการนี้ได้อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นการฉลองครบรอบ 100 ปีที่ซูซูกิก่อตั้งมาทีเดียว นอกจากนี้ บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้ผลิตเครื่องยนต์เรือ และมียอดการผลิตเครื่องยนต์เรือครบ 1 ล้านเครื่องในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ นับได้ว่าปีนี้จึงเป็นปีแห่งการรำลึกที่น่าจดจำของกลุ่มในเครือ บริษัท ซูซูกิ อย่างแท้จริง
และในปีนี้ ซูซูกิ สำนักงานใหญ่ และ ไทยซูซูกิ ได้มีการตัดสินใจครั้งใหญ่ เพื่อให้ ซูซูกิ สามารถแข่งขันในตลาดประเทศไทยต่อไป ตลอดจนเพิ่มยอดการขายรถจักรยานยนต์และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของซูซูกิอีกครั้ง เราคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องยากถ้าหากเรายังดำเนินการทำธุรกิจแบบเดิมๆต่อไป ดังนั้น เราจึงได้ตัดสินใจในการทำสิ่งที่ท้าทายใหม่ โดยในโอกาสนี้ เราได้จัดตั้งผู้จัดจำหน่ายใหม่โดยร่วมกับบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิในเขตภาคใต้ขึ้น ในชื่อ “บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด”
บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท บ้านซูซูกิมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด โดยถือหุ้น 70% และบริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ถือหุ้น 30% อย่างที่ท่านทราบกันดีอยู่แล้วว่า บริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด นั้น ได้เป็นผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซูซูกิในเขต 14 จังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ไทยซูซูกิเริ่มดำเนินกิจการ ในปีนี้ บ้านซูซูกิได้พยายามอย่างเต็มที่ในการต่อสู้กับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเนื่องจากการแพร่ระบาดจาก COVID 19 ตลอดจนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ตกต่ำในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม บ้านซูซูกิ ได้พยายามแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด โดยผ่านระบบการขายและกลยุทธ์ทางการตลาดของตนเอง โดยได้รับความร่วมมือกับบริษัทไฟแนนซ์หลายแห่ง ดังนั้นเพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจการขายในเขต ไทยซูซูกิ อย่างเร็วที่สุด ทางบริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจในการทำงานร่วมกับบริษัท บ้านซูซูกิ จำกัด ในครั้งนี้
เพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งตลาดของซูซูกิ โดยเร็วที่สุดภายใต้ ซูซูกิ โมโตเซลส์ ทาง ซูซูกิ โมโตเซลส์ ได้เริ่มปรับปรุงและพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยนโยบายการขายแบบใหม่ มีระบบและเครื่องมือใหม่ๆ นับแต่นี้เป็นต้นไป ซูซูกิขอแจ้งให้ทุกท่านทราบถึงทิศทางของซูซูกิใหม่ที่สามารถจะบรรลุพันธกิจของเรา โดยการเพิ่มยอดการจำหน่ายของซูซูกิ ซูซูกิ สำนักงานใหญ่ ไทยซูซูกิ และ ซูซูกิ โมโตเซลส์ จะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันอย่างชัดเจนตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แล้วร่วมมือกันพัฒนาการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
มร. คาสึยูกิ โอซาว่า, Director and Head of Motorcycle Sales บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “พวกเรา ซูซูกิกรุ๊ป มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ยอดการขายของซูซูกิในประเทศไทยจะดีขึ้นเป็นลำดับอีกครั้ง ซูซูกิได้เล็งเห็นว่าประเทศไทยนั้น ยังคงมีศักยภาพในด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทางซูซูกิยังคงมีการลงทุนในธุรกิจรถจักรยานยนต์ เครื่องยนต์เรือและรถยนต์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”
โดย บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำเนินการนำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะเน้นการพัฒนาโดยหลักการแบบ 3 มิติ ได้แก่
1. Product (ผลิตภัณฑ์)
เน้นการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน สร้างประสบการณ์ระหว่างการขับขี่ Create a WOW!! ให้กับลูกค้าทุกท่าน
2. Showroom and Service Center (โชว์รูมและศูนย์บริการ)
พัฒนาระบบการทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและครอบคลุมในทุกพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในประเทศไทย
3. Sales, After Service and Marketing Activities (การบริการและกิจกรรมทางการตลาด)
มุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการสร้างความพึงพอใจในทุกขั้นตอน พร้อมแผนการปรับภาพลักษณ์การตลาด เพื่อให้พร้อมรับมือไปกับยุคของการเปลี่ยนแปลง
โดยทางบริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้มีกลยุทธ์ในการวางแผนเพิ่มเติม โดยจะนำความแข็งแกร่งของพันธมิตร และคู่ค้ามาเป็นส่วนช่วยสนับสนุนในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จในตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอีกด้วย
คุณมนูศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ทีมงานของเราได้เตรียมความพร้อมในการทำงาน เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้มั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา จะถูกส่งต่อไปยังมือของท่านอย่างพิถีพิถัน และเป็นไปด้วยความใส่ใจ เราจะสร้างความมั่นใจในตัวผลิตภัณฑ์ และการบริการของเราให้อยู่ในระดับแนวหน้า”

ทั้งนี้ คุณอัครินทร์ ตั้งทวีสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวเสริมว่า “แนวคิดการทำงานโดยใช้กลยุทธ์แบบ “Agile และ Customer Centric ” จึงเป็นแนวคิดหลักในการบริหารทีมในยุคของการทำงานแบบใหม่ โดยกระบวนการทำงานของเราจะลดความซับซ้อนในการทำงานลง มีระบบการทำงานที่ดีมารองรับ และมุ่งเน้นการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพของทีม โดยยึดความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พยายามเข้าใจว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร และเข้าไปเชื่อมโยงความต้องการของลูกค้าและการทำงานของเรา ณ จุดนั้น”
โดยกลยุทธ์การขายและการตลาดนั่น จะดำเนินตามหลักแนวคิด “การบริหารการขายและการตลาดวิถีใหม่” ซึ่งมีการเพิ่มรายละเอียดเพื่อความพึงพอใจของลูกค้าดังนี้
1. Convert Product to Experience
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการนำเสนอที่เน้นเฉพาะตัวสินค้า เป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจผ่านทางตัวผลิตภัณฑ์และการให้บริการในทุกขั้นตอน
2. Consultancy & Customization
การให้คำปรึกษาและบริการ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าแต่ละท่านเป็นรายบุคคล
เน้นการให้บริการอย่างจริงใจ ให้คำปรึกษาที่มีประโยชน์ ผ่านทางผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ทั่วประเทศ
3. Character & Aspiration
สร้างตัวตนอย่างชัดเจนให้กับแบรนด์ซูซูกิ เพื่อดึงเอาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตมาเกิดเป็นแรงผลักดันในการส่งต่อผลังบวกในสังคมซูซูกิ เกิดเป็นการทำสิ่งดีดี กิจกรรมดีดีร่วมกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
และด้วยจุดแข็งของรถจักรยานยนต์ของ ซูซูกิ ที่มีจุดเด่นด้านคุณภาพ ความทนทาน ใช้งานดี ตัวรถมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในแง่ของการพัฒนาแบรนด์และการบริหารงาน ทีมงานเราเชื่อมั่นว่า จะนำพาแบรนด์ซูซูกิ กลับมีสัดส่วนการครองตลาดเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ยังเน้นด้านการสร้างสังคม ซูซูกิ ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญ เนื่องจากแบรนด์ของ ซูซูกิ นั้น มีฐานลูกค้าอยู่มากมาย โดย ซูซกิ อยากให้ลูกค้าเหล่านี้ มีส่วนร่วมในการก้าวเดินไปข้างหน้า สร้างการมีส่วนร่วมไปด้วยกัน สำเร็จไปด้วยกัน และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจไปด้วยกัน
“ซูซูกิ อยากให้ทุกท่านได้เห็นถึงความตั้งใจของทีมงานในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากทุกๆท่าน และขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งมา ณ โอกาสนี้ ขอบคุณครับ” คุณอัครินทร์ กล่าวอย่างมุ่งมั่น
ปิดท้ายด้วยด้านกิจกรรมทางการตลาดของปีนี้ ซูซูกิ ได้เข้าร่วมงาน Thailand International Motor Expo 2020 ซึ่งในปีนี้จะมีเซอร์ไพรส์ให้กับลูกค้าทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ และการ collaboration กับร้านกาแฟชื่อดังจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าทุกท่าน
ทั้งนี้ ซูซูกิ กับนโยบายและการทำการตลาดแนวใหม่ของ ซูซูกิ นั้น ซูซูกิ เน้นย้ำว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพทางการขายมากยิ่งขึ้น ลูกค้าผู้ใช้จะได้รับประโยชน์ พร้อมความสะดวกสบาย และประทับใจมากขึ้นอย่างแน่นอน โดยทั้งนี้ ซูซูกิ จะดำเนินการตามทิศทางและแนวทางการตลาดใหม่ทันทีนับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิว New Honda City 2 รุ่น ทั้ง HatchBack และ e:HEV มีอะไรเพิ่ม…คุ้มมั้ย!!!

0

ฮอนด้า ออโตโมบิลส์ (ประเทศไทย) ส่ง New Honda City ใหม่ลงตลาดถึง 2 รุ่น ทั้ง Hatchback 5 ประตู ซึ่งเป็นการเปิดตัวแบบ World Premier ครั้งแรกของโลก และ e:HEV โดยเพิ่มเติมในส่วนของระบบไฮบริดรุ่นล่าสุด เพื่อให้กลุ่มลูกค้าได้มีทางเลือก เคาะราคาขายในรุ่น 5 ประตู เริ่มต้นที่ 599,000 – 749,000 บาท และในรุ่น e:HEV ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 839,000 บาท ส่วนรถแต่ละรุ่นจะมีรายละเอียดอะไรบ้างนั้น เชิญรับชมครับ

เปิดตัวในรูปแบบเจน 5 ไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาด้วยสมรรถนะความแรงและประหยัด มาครั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มไลน์อัพใหม่ในรูปแบบแฮทแบค 5 ประตู ซึ่งเปิดตัวในรูปแบบ World Premier ที่ไทย รวมถึงอีกหนึ่งรุ่นนั่นคือ e:HEV ในรูปแบบของขุมพลังไฮบริดรุ่นล่าสุด มาเริ่มรายละเอียดกันที่รุ่น Hatchback กันก่อน

Honda City Hatchback มากับมิติความยาว 4,349 มม. กว้าง 1,748 มม. และสูง 1,488 มม. ในขณะที่ระยะฐานล้อหน้า/หลังยาว 2,589 มม. และความสูงใต้ท้องรถ 135 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นซีดาน 4 ประตูจะสั้นกว่า 204 มม. สูงกว่า 21 มม. แต่สูงใต้ท้องรถเท่ากัน

New Honda City 1

New Honda City 2

ด้านดีไซน์นั้นได้นำเอาเอกลักษณ์ความสปอร์ตพรีเมียมแฮทช์แบ็ก ซึ่งมาพร้อมดีรูปลักษณ์ภายนอกที่สปอร์ตโฉบเฉี่ยว โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และ กระจังหน้าแบบโครเมียม

New Honda City 4

ส่วนในรุ่นท๊อป RS จะแตกต่างตรงที่ใช้ไฟหน้าแบบ FULL LED พร้อมชุดหน้ากระจังสี Piano Black

New Honda City 3

มุมมองด้านหลังแบบรถท้ายลาด ซึ่งให้ความเอนกประสงค์มากกว่าเดิม ไฟท้ายใช้แบบ LED มีการติดตั้งเสาอากาศแบบครีบฉลาม ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วในรุ่นเริ่มต้น และ 16 นิ้วในรุ่นท๊อพ

New Honda City 5

New Honda City 6

New Honda City 7

ภายในห้องโดยสารติดตั้งวัสดุซับเสียงในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นหลังคา แผงข้าง พื้น รวมถึงผนังห้องเครื่องยนต์ รวมถึงฉีดสเปย์โฟมในส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างประตูกับห้องเครื่องยนต์เพื่อลดเสียงรบกวนจากภายนอก ทั้งยังหรูหรา สวยงามในโทนสีดำ มาพร้อมเบาะหนัง (รุ่น SV) ส่วนรุ่นท๊อป RS จะเป็นแบบหนังกลับ ตัดขอบด้วยผ้าสีแดง

New Honda City 8

คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วย หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง

New Honda City 9

New Honda City 15

รองรับไลฟ์สไตล์ในแบบของตัวเองด้วยเบาะนั่ง อัลตรา ซีท (ULTR) แยกพับแบบ 60:40 ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ได้ถึง 4 โหมด พร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ อันเป็นเอกลักษณ์ของฮอนด้า ได้แก่
•Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง

New Honda City 10
•Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาวได้ขนาดความจุถึง 2.8 ม.

New Honda City 11
•Tall Mode: เบาะด้านหลังพับขึ้น เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง

New Honda City 12
•Refresh Mode: เบาะด้านหน้าพับเชื่อมต่อกับเบาะด้านหลัง สร้างพื้นที่ผ่อนคลายสะดวกสบายสูงสุด

New Honda City 14

ระบบเครื่องเสียงรุ่นเริ่มต้นยังเป้นแบบ 2 Din ส่วนรุ่นกลางและท๊อปใช้หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พร้อมแสดงภาพจากกล้องมองหลังได้ถึง 3 มุมมองรวมถึงฟีเจอร์ Honda Lane Watch

New Honda City 17

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ รวมถึงติดตั้งระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิลชิฟท์

New Honda City 16

อีกหนึ่งความสะดวกสบายเข้ากับยุคสมัยนั่นคือ Honda Connect ซึ่งประกอบไปด้วย
1.MY SERVICE สามารถตรวจสอบประวัติการเข้ารับบริการ รวมทั้งการประเมินรายการอะไหล่และค่าใช้จ่ายเบื้องต้น โดยจะมีการแจ้งเตือนกำหนดการเข้ารับบริการครั้งต่อไป
2.DRIVING BEHAVIOR บันทึกข้อมูลและพฤติกรรมการขับขี่ต่างๆ ที่สามารถให้แสดงผลเป็นรายวัน รายเดือน หรือรายปี
3.WIFI เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายจากรถยนต์ โดยจะใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดถึง 5 อุปกรณ์ ซึ่งต้องสมัครแพ็กเกจอินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการเครือข่าย (เอไอเอส) โดยเจ้าของรถจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
4.AIRBAG DEPLOYMENT เมื่อถุงลมทำงาน จะส่งสัญญาณแจ้งผู้ใช้งานผ่านทางแอปพลิเคชันทันที และส่งข้อความสั้นไปยังเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน นอกจากนี้ระบบจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า เพื่อทำการประสานงานให้ความช่วยเหลือขั้นต้น
5.SECURITY ALARM แจ้งสถานะเมื่อเกิดความผิดปกติกับรถยนต์จากภายนอก
6.REMOTE VEHICLE CONTROL สามารถสั่งล็อกและปลดล็อกประตูทั้งหมด ฝากระโปรงหน้าและฝากระโปรงท้าย รวมถึงสตาร์ทและดับเครื่องยนต์ พร้อมทั้งตั้งค่าระดับอุณหภูมิของระบบปรับอากาศในรถยนต์ ทั้งยังสามารถสั่งเปิด/ปิดสัญญาณไฟ ทั้งไฟหน้าและไฟท้าย
7.GEO FENCE & SPEED ALERT กำหนดขอบเขตการขับขี่รถยนต์ทั้งเข้าและออกตามพื้นที่ที่กำหนดไว้ และตั้งค่าแจ้งเตือนความเร็วตามกำหนด
8.FIND MY CAR ตรวจสอบพิกัดรถยนต์ โดยระบบจะส่งพิกัดรถยนต์บนแผนที่ล่าสุดผ่านทางแอปพลิเคชัน

New Honda City 18

เครื่องยนต์เป็นแบบ 3 สูบ 12 วาล์ว VTec Turbo ส่งกำลังด้วยเทอร์ไบและเวสต์เกตไฟฟ้า พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์แบบน้ำ มีระบบหัวฉีดมัลติพอยท์ PGM-FI ขนาดความจุ 988 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้าที่ 5,500 รอบ แรงบิด 173 นิวตันเมตร ที่ 2,000-4,500 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ CVT รองรับเชื้อเพลิงอี 20 ซึ่งให้ความประหยัดถึง 23.8 กม./ลิตร

New Honda City 19

ระบบช่วงล่างหน้าเป็นแบบอิสระแมคเฟอร์สตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง หลังทอร์ชั่นบีม ส่วนระบบเบรคเป็นหน้าดิส หลังดรัม มาพร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ในรุ่นท๊อปและรองท๊อป ส่วนรุ่นเริ่มต้นมีถุงลมนิรภัย 4 จุด

New Honda City 21

 

ตัวช่วยด้านความปลอดภัยมีทั้งระบบเบรกเอบีเอส, ระบบกระจายแรงเบรก EBD, ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง VSA, ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist และสัญญาณไฟฉุกเฉินขณะเบรกกะทันหัน

New Honda City 20

ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่
รุ่น RS ราคา 749,000 บาท
รุ่น SV ราคา 675,000 บาท
รุ่น S+ ราคา 599,000 บาท

มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีใหม่ สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) พร้อมด้วย สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และ SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเทาโซนิค (มุก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น S+

Honda City e:HEV เปิดโลกทัศน์ใหม่ในรถกลุ่มซิตี้คาร์รูปแบบ Full Hybrid

New Honda City 22

ก่อนอื่นถือเป็นการสื่อสารถึงเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ของฮอนด้า ทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์อเนกประสงค์ และเทคโนโลยีในการจัดการพลังงานต่าง ๆ ภายใต้ ฮอนด้า อี:เทคโนโลยี (Honda e:TECHONOLOGY) สำหรับยนตรกรรมที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฮบริดจะได้รับการสื่อสารภายใต้ชื่อ อี:เอชอีวี (e:HEV)

Honda City e:HEV มาในรูปแบบบอดี้ของรถ 4 ประตู ที่มีสัญลักษณ์บ่งบอกถึงการเป็นรถ Full Hybrid นั่นคือโลโก้สีฟ้าที่ดานหน้า พร้อมสัญลักษณ์ e:HEV ที่บริเวณฝากระโปรงท้าย ซึ่งสำหรับรถรุ่นนี้ได้นำอุปกรณ์พื้นฐานมาจากรุ่น RS

New Honda City 23

New Honda City 24

ห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งเป็นแบบหนังกลับดีไซน์สปอร์ตตกแต่งด้วยด้ายสีแดง ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และช่องปรับอากาศตอนหลัง พร้อมช่องจ่ายไฟสำรอง 2 ตำแหน่ง

New Honda City 25

New Honda City 26

มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้วที่แสดงและสั่งการระบบต่างๆของ Honda Sensing รวมถึงข้อมูลการใช้รถยนต์ต่างๆ โดยใช้สวิตช์ที่พวงมาลัย และยังมีระบบเปลี่ยนเกียร์แบบแพดเดิล ชิฟท์ ให้อีกต่างหาก

New Honda City 26

คอนโซลกลางมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Google Maps ทั้งยังมีระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท (Remote Engine Start) รวมถึงมีเบรคมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold

New Honda City 26

New Honda City 37

เทคโนโลยีชูโรงสำหรับ Honda City e:HEV มาจากการที่เป็นรถ Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ซิตี้คาร์ในประเทศไทย ที่มาระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นระบบ Full Hybrid

New Honda City 27

เมื่อรวมขุมพลังจะให้กำลังสูงสุดที่ 126 แรงม้า ที่ตอบสนองด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบต่อนาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันถึง 27.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 85 กรัม

และเทคโนโลยีที่หลายคนรอคอยนั่นคือ Honda Sensing ซึ่งประกอบด้วย
•ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

New Honda City 28
•ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control: ACC)

New Honda City 30
•ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)

•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

New Honda City 31
•ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

New Honda City 32

ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS ราคา 839,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีน้ำเงินออบซิเดียน (มุก) สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)
และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก)

New Honda City 36

เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ทั้งนี้ยังมีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ด้วยการขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร สูงสุด 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance) อีกทั้งฟรีค่าแรงในการเช็กระยะเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

สัมผัส New Honda City ใหม่ ทั้ง 2 รุ่น ณ ลานกิจกรรมชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน 2563 หลังจากนั้นสามารถสัมผัส เดอะ ซิตี้ ซีรีส์ ใหม่ ทั้ง 2 รุ่น ได้ที่บูทฮอนด้า A14 ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 37 (Motor Expo 2020) ตั้งแต่วันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ อี:เอชอีวี ใหม่ ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 และพบกับฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2564 เป็นต้นไป

นิสสัน ซุ่มเงียบ เผยโฉม Terra และ Note 2020 ว่าแต่มีอะไร..เปลี่ยน

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เผยโฉม Nissan Terra และ Note รุ่นปี 2020 ที่ เพิ่มฟีเจอร์และตกแต่งใหม่ พร้อมส่งโปรโมชันส่งเสริมการขายเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น

เริ่มกันที่ Nissan Terra 2020 รูปโฉมภายนอกและห้องโดยสารภายในยังคงไว้ในสไตล์เดิม แต่เพิ่มความพรีเมียมจากการตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีดำ อาทิ กระจังหน้า V-Motion และ แผงตกแต่งบริเวณคอนโซลกลาง รวมถึงแผงประตูลายแบล็คแกรไฟต์

 

พิเศษเฉพาะในรุ่น VL ที่จะได้ชุดแต่ง ‘เอเนอร์เจติก เเพ็คเกจ’ (Energetic Package)* ที่มาพร้อม เสกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลังโฉบเฉี่ยวใหม่ และประตูท้ายแบบ ออโต้ ลิฟต์เกจ (Auto Lift Gate) ที่เปิดปิดได้โดยอัตโนมัติโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,299,000 บาท

Nissan terra 2020 8

เพิ่มความสะดวกสบาย ด้วยระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect จากหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI ใหม่ ให้ลูกค้าเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ฟีเจอร์สำคัญ ๆ อาทิ ระบบแผนที่นำทาง แอปพลิเคชันฟังเพลงออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นๆ โดยรองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto

Nissan Terra 2020 9

สำหรับจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังมาพร้อมพอร์ต HDMI, USB และชุดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อความบันเทิงตลอดการเดินทาง

พละกำลังมาจากเครื่องยนต์ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า (Ps) ให้แรงบิด 450 นิวตัน-เมตร เสริมด้วยช่วงล่างแบบ ไฟว์-ลิงค์ (5-Links) ที่ให้การขับขี่นุ่นนวล พร้อมเสริมความมั่นใจจากเทคโนโลยีความปลอดภัยภายใต้ Nissan Intelligent Mobility ครบครัน

ด้านการใช้งานอเนกประสงค์ ปุ่มพับเบาะอัตโนมัติแบบ One Touch ติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง ทำให้การเข้าออก หรือการปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายในทำได้อย่างสะดวกสบาย โดยลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าเทอร์ร่าจะเดินทางผ่านได้ทุกอุปสรรค ไม่ว่าจะขับในเมืองหรือนอกเมือง ทั้งแบบออฟโรด และออนโรด

Nissan Terra 2020 11

 

ด้าน Note 2020 มาพร้อมสีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) ใหม่ และปรับลุคให้มีความสปอร์ตมากขึ้น อาทิ ล้ออัลลอยด์สีดำลายใหม่ กระจกมองข้างสีดำปรับและพับอัตโนมัติด้วยไฟฟ้า

Nissan terra 2020 1

ภายในห้องโดยสารเพิ่มความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวด้วยเบาะนั่งโทนสีดำ ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัยรอบคัน ผสานกับห้องโดยสารที่กว้างขวาง ประตูหลังเปิดได้ 3 ระดับ และเปิดกว้างได้สูงที่สุดถึง 85 องศา เพิ่มความสะดวกสบายในการเข้า-ออก ของผู้โดยสาร เบาะนั่งด้านหลังแบบแยกพับได้ 60:40 ตั้งแต่รุ่น V ขึ้นไป

Nissan terra 2020 3

โดย โน๊ต รุ่นปี 2020 มีราคาเริ่มต้นที่ 530,000 บาท สำหรับรุ่นย่อย 1.2 E CVT

นอกจากการปรับโฉมเพิ่มความสปอร์ต นิสสัน โน๊ต ยังมาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษของโปรโมชัน Happy Moment is Back ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยทำให้คุณได้รับความสบายใจในการเป็นเจ้าของโน๊ต รุ่นปี 2020 ด้วยดาวน์เริ่มต้นเพียง 9,900 บาท** พร้อมประกันภัยชั้น1 หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 2,500 บาท** และฟรีประกันภัยชั้น 1

อดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “เพราะความคิดเห็นของลูกค้าทุกท่านมีความสำคัญ นิสสัน จึงได้ปรับโฉมเทอร์ร่า และ โน๊ต ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเสริมฟังก์ชันเพื่อการใช้งานที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ในราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้าที่เป็นหัวใจสำคัญในทุกสิ่งที่เราทำ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมแคมเปญดี ๆ เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์นิสสันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงโปรแกรมการบริการหลังการขายที่จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าทุกท่านตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาเป็นเจ้าของรถยนต์ นิสสัน”

นิสสัน เทอร์ร่า และ นิสสัน โน๊ต รุ่นปี 2020 ใหม่ พร้อมจำหน่ายแล้วที่ตัวแทนจำหน่ายนิสสันทั่วประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ตัวแทนจำหน่ายนิสสัน รวมถึงศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

มิตซูบิชิ เปิดตัว “ไทรทัน แอทลีท จีที” และ “เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่” พร้อมจัดคาราวานออนทัวร์ทั่วประเทศ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เพิ่มรุ่นย่อยใหม่สำหรับมิตซูบิชิ ไทรทัน ด้วยการเปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท จีที ใหม่ ยกระดับรถกระบะยอดนิยม ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ให้โดดเด่นอย่างเหนือชั้น ด้วยดีไซน์พรีเมียมล้ำสมัย แต่ดุดัน พร้อมด้วยฟังก์ชันที่ครบครัน และสร้างนิยามใหม่ของรถกระบะอย่างมีสไตล์ด้วยการเปิดตัว ‘รถกระบะตัวเตี้ย หน้าดุ’ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว” ทั้งยังจัดคาราวาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ออนทัวร์ เพื่อเชิญชวนเหล่าผู้ที่ชื่นชอบได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับของ มิตซูบิชิ ไทรทัน พร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 – 28 มีนาคม 2564

มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท จีที ใหม่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ผสานอีกระดับของความสปอร์ตเข้ากับความแข็งแกร่ง ทนทาน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นใจได้ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท จีที ใหม่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ยังถูกยกระดับ พร้อมบุคลิกของรถกระบะระดับพรีเมียมที่ยังคงความแกร่งและสมบูรณ์แบบสำหรับไลฟ์สไตล์ในเมือง

Mitsubishi Triton

โดดเด่นด้วยชุดตกแต่งกันชนหน้าสีดำแบบสปอร์ต ประกอบด้วย กระจังหน้าสีดำพร้อมกรอบกันชนดีไซน์ไดนามิกชิลด์ด้านหน้าสีดำ หลังคาสีดำพร้อมล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ด้านหลังสะดุดตาด้วยดีไซน์มือเปิดกระบะท้ายและกันชนหลังสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนฝากระบะท้าย พร้อมชุดปูพื้นกระบะ

แกร่งขึ้นไปอีกขั้นด้วยกรอบกระจกมองข้างและสไตล์ลิ่งบาร์สีดำ พร้อมบันไดข้าง รวมถึงสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ บนแถบกราฟฟิกข้างตัวรถ

ภายในห้องโดยสารตกแต่งพิเศษด้วยเบาะหุ้มหนังสังเคราะห์ทูโทนสีดำสลับสีส้ม พร้อมสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ เดินด้ายสีส้มที่หัวเกียร์ แผงประตู และเบรกมือ วัสดุบุนุ่มกันกระแทกบริเวณหัวเข่า และฝากล่องเก็บของคอนโซลกลางตกแต่งด้วยสีส้ม พร้อมพรมห้องโดยสารปักสัญลักษณ์ ‘ATHLETE’ สีส้ม พร้อมฟังก์ชันใหม่ เบาะนั่งคนขับที่สามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง และคงความสะดวกสบายและความปลอดภัยด้วย กุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ กล้องมองภาพรอบคันพร้อมเส้นกะระยะและเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้า และติดตั้งเครื่องเสียงแบบหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้

Mitsubishi Triton

ขุมพลังแรงด้วยเครื่องยนต์ MIVEC ขนาด 2.4 ลิตร แรงบิดสูงสุดที่ 430 นิวตันเมตร 181 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ครบครันด้วยเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยอันทันสมัย อาทิ ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์ (BOS) เพื่อช่วยเบรก ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวพร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (ASTC) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA)

มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท จีที ใหม่ รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ มีราคาจำหน่ายที่ 985,000(3) บาท และมีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orange สีขาว White Diamond และสีดำ Jet Black Mica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ

อีกหนึ่งรุ่นเอาใจสายแต่งกับ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ที่มากับกระจังหน้าและแผงกันกระแทกด้านล่างที่กันชนหน้าสีดำ พร้อมเอกลักษณ์การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Advanced Dynamic Shield

Mitsubishi Triton 3

ดุดันยิ่งขึ้นด้วยหลังคา กระจกมองข้าง และมือเปิดประตูด้านนอกเป็นสีดำทั้งหมด เข้มเต็มพิกัดด้วยกันชนท้าย มือเปิดกระบะท้าย ซุ้มล้อสีดำ และล้ออัลลอยสีดำขนาด 16 นิ้ว ช่วยเพิ่มความโดดเด่นให้กับรถกระบะไทรทัน ตัวเตี้ย หน้าดุ มากยิ่งขึ้น

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ ได้ปฏิวัติรถกระบะเชิงพาณิชย์ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว พร้อมสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และแข็งแกร่งทนทานตามแบบฉบับของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าผู้ที่ชื่นชอบความเป็นสปอร์ตควบคู่กับการใช้งานที่หลากหลาย”

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่ง ลุยทุกอุปสรรค” เช่นเดียวกับรถกระบะไทรทันทุกรุ่น ผสานความแข็งแกร่งและความทนทาน ที่ผนวกเข้ากับความมีสไตล์ตามแบบฉบับการใช้งานในเมือง ภายในห้องโดยสารติดตั้งเครื่องเสียงพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้วรุ่นใหม่ รองรับการใช้งานแอปเปิล คาร์เพลย์ และแอนดรอยด์ ออโต้

Mitsubishi Triton

ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลแบบคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีสมรรถนะสูงและขับขี่อย่างนุ่มนวลด้วยระบบเกียร์ที่ทนทาน พร้อมระบบความปลอดภัย อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก

มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ใหม่ มีราคาจำหน่ายที่ 647,000(4) บาท และมีสีภายนอกให้เลือกประกอบด้วย สีส้ม Sunflare Orange สีขาว Solid White และสีดำ Jet Black Mica ทุกสีมาพร้อมหลังคาสีดำ

Mitsubishi Triton 5

พร้อมกันนี้ยังได้จัดคาราวานสุดยิ่งใหญ่ “ไทรทัน ออนทัวร์” เชิญชวนสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ไทรทันใหม่ ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

คาราวาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ออนทัวร์ จัดขึ้นเพื่อเชิญชวนเหล่าผู้ที่ชื่นชอบรถกระบะได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับของ มิตซูบิชิ ไทรทัน พร้อมกันทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 – 28 มีนาคม 2564

Mitsubishi Triton 6

พิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์มิตซูบิชิภายในงานทุกรุ่นและรับรถภายใน 60 วัน มีสิทธิ์ลุ้นรับ มิตซูบิชิ ไทรทัน เมกะแค็บ 2.5 รุ่น GLX เกียร์ธรรมดา ที่ตกแต่งด้วยสติกเกอร์ดีไซน์พิเศษรอบคันที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการตกแต่งรถแข่งแรลลี่ระดับตำนาน จำนวน 1 รางวัล รวมมูลค่า 705,371 บาท

รวมถึงรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 3,000 บาท นอกจากนี้ลูกค้าที่ได้ทดลองขับรถยนต์มิตซูบิชิไทรทันภายในงานยังได้รับบัตรเทสโก้ โลตัส มูลค่า 300 บาท ทันทีอีกด้วย

กิจกรรมคาราวาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ออนทัวร์ จัดขึ้นทั้งหมด 12 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 – 28 มีนาคม 2564 ตามรายละเอียดดังนี้

1.28-29 พฤศจิกายน กรุงเทพฯ, อยุธยา, นครราชสีมา, นครสวรรค์,ชุมพร
2.12-13 ธันวาคม กรุงเทพฯ, ชลบุรี, หนองคาย, เชียงใหม่, ตรัง
3.9-10 มกราคม กรุงเทพฯ, ลพบุรี, ขอนแก่น, พะเยา, พัทลุง
4.16-17 มกราคม กรุงเทพฯ, นครปฐม, บึงกาฬ, เชียงราย, สุราษฎร์ธานี
5.23-24 มกราคม กรุงเทพฯ, สมุทรสงคราม, สกลนคร, เพชรบูรณ์, สงขลา
6.6-7 กุมภาพันธ์ กรุงเทพฯ, ราชบุรี, มุกดาหาร, แพร่, ภูเก็ต
7.13-14 กุมภาพันธ์ กรุงเทพฯ, ลำปาง, สระบุรี, อุดรธานี, กระบี่
8.20-21 กุมภาพันธ์ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, อุบลราชธานี, พิษณุโลก, สงขลา
9.6-7 มีนาคม กรุงเทพฯ, ประจวบคีรีขันธ์, ศรีสะเกษ, เชียงใหม่, นครศรีธรรมราช
10.13-14 มีนาคม กรุงเทพฯ, ชลบุรี, สุรินทร์, มหาสารคาม, ฉะเชิงเทรา
11.20-21 มีนาคม กรุงเทพฯ, ระยอง, บุรีรัมย์, ขอนแก่น, สระแก้ว
12.27-28 มีนาคม กรุงเทพฯ, จันทบุรี, ร้อยเอ็ด, นครราชสีมา, ปราจีนบุรี

ภายในงาน มิตซูบิชิ ไทรทัน ออนทัวร์ ลูกค้าสามารถสัมผัสกับสมรรถนะที่แข็งแกร่ง ทนทาน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (Super Select 4WD II) ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ผ่านสถานีทดสอบต่าง ๆ อาทิ การทดสอบขับบนเนินสลับ และโรลเลอร์ รวมถึงยังได้ทดลองขับบนถนนจริง เพื่อสัมผัสกับเทคโนโลยีความปลอดภัยที่เหนือชั้น อาทิ กล้องมองภาพรอบคัน, ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตาพร้อมระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน, ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจและการควบคุมอย่างเหนือชั้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

Mazda2 แรงหยุดไม่อยู่คว้าแชมป์ประจำปี Thailand Super Series 2020 ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม

0

วงการมอเตอร์สปอร์ตร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อรถแข่งมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ขนาด 1500 ซีซี ทั้งรุ่นแฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู ภายใต้ทีม Mazda Innovation Motorsport ประกาศศักดาคว้าแชมป์ประเทศไทยมาครองทั้งประเภทบุคคลและประเภททีม ในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชื่อดังของเมืองไทย รายการ Thailand Super Series 2020 ในรุ่น Super Compact ตอกย้ำความแรงสายพันธุ์สปอร์ตจากมาสด้า ปิดฉากฤดูกาล 2020 อย่างเต็มภาคภูมิ ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มอเตอร์สปอร์ตนับเป็นกีฬาที่เป็นต้นกำเนิดหรือเป็น “จิตวิญญาณ” ความเป็นมาสด้า การคว้าชัยชนะในครั้งนี้ตอกย้ำถึงดีเอ็นเอสายเลือดสปอร์ตที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา ทั้งยังได้พัฒนาและส่งต่อมาถึงเจเนอเรชั่นปัจจุบัน โดยมาสด้าได้ส่งมาสด้า2 เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1500 ซีซี ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้าชาวไทย เจ้าของสโลแกนทั้งแรงและประหยัดน้ำมันลงการแข่งขันสังกัดในหมายเลข 43 และ 55 ซึ่งผลการแข่งขันก็เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คือสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นแชมป์ทั้งในประเภททีมและบุคคลอีกครั้ง และยังได้ปั้นนักแข่งดาวรุ่นเจนฯ ใหม่ขึ้นมาประดับวงการ พร้อมแท่นนักแข่งมืออาชีพไปพร้อมๆ กัน ซึ่งต้องขอขอบคุณทีมแข่งที่ฝึกซ้อมและพัฒนารถให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด จนสามารถประสบความสำเร็จและคว้าชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้มาครองได้สำเร็จ

นายไมเคิล ฟรีแมน ผู้อำนวยการทีม Mazda Innovation Motorsport ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการแข่งขันใน 2 เรซ สุดท้ายว่า การแข่งในเรซที่ 3 รุ่น Thailand Super Compact ยังคงดุเดือดเช่นเคย โดยนักแข่งจากทีม หมายเลข 43 ซึ่งขับขี่โดย จารุตม์ จรวิเศษ หนุ่มน้อยนักแข่งดาวรุ่งดวงใหม่ ออกสตาร์ทจากกิตอันดับสุดท้าย ขับเขี้ยวคู่แข่งอย่างดุเดือด ก่อนที่จะทะยานขึ้นเป็นผู้นำ สุดท้ายก็ฉีกหนีทิ้งห่างคู่แข่งมาขับตีคู่กับเพื่อนร่วมทีมหมายเลข 55 ก่อนทะยานเข้าสู่เส้นชัยเป็นอันดับ 1 คว้าชัยชนะมาครองอีกหนึ่งสนาม ส่วนหมายเลข 55 ขับโดยมานะ พรศิริเชิด และ ไมเคิล ฟรีแมน นักแข่งมากฝีมือรุ่นใหญ่ก็ไม่น้อยหน้า ออกตัวสตาร์ทนำโด่งหนีคู่แข่งขันในช่วงแรก ก่อนที่หนุ่มน้อยจารุตม์จะขับมาตีเสมอ จนสามารถเคียงคู่เข้าเส้นชัยด้วยกันในช่วงท้าย ทำให้หมายเลข 55 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 และทีมมาสด้าสามารถคว้าตำแหน่งโพเดียม 2 ลำดับแรกมาครองได้สำเร็จ

สำหรับเรซที่ 4 หรือเรซสุดท้ายของปี หมายเลข 55 มานะ พรศิริเชิด และไมเคิล ฟรีแมน เริ่มการแข่งด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม ฟอร์มดีมาแรงแซงทุกคู่ต่อสู้ จนสามารถคว้าโพเดียมอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ ส่วนหนุ่มน้อยจารุตม์ หมายเลข 43 ขับเคี่ยวเกาะกลุ่มมาก่อนในช่วงแรก ก่อนที่เครื่องยนต์จะมีปัญหาในช่วงท้ายแต่ก็ยังสามารถจบการแข่งในอันดับ 6 ซึ่งหลังจบการแข่งขันทั้งสี่สนาม คะแนนรวมของทีม Mazda Innovation Motorsport ก็ยังนำคู่แข่งเช่นเคย และปิดการแข่งขันฤดูกาล 2020 ในรุ่น Thailand Super Compact ด้วยการคว้าชัยชนะประเภททีมมาครอง และจารุตม์ จรวิเศษ หมายเลข 43 ก็ยังสามารถทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งแชมป์ประเภทบุคคลได้สำเร็จ สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่ววงการมอเตอร์สปอร์ตของเมืองไทย

“ชัยชนะในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ายินดี ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าสปิริตนักสู้และดีเอ็นเอของการเป็นนักแข่งของทีมมาสด้าไม่เคยสูญหายไปไหน เราจะยังคงให้การสนับสนุนกีฬามอเตอร์สปอร์ตในหลากหลายรูปแบบ เพื่อผลักดันคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักในความเร็วได้เข้าสู่วงการมอเตอร์สปอร์ต และต่อยอดเป็นอาชีพในฝันได้ต่อไปในอนาคต” นายธีร์ กล่าวเสริม

“เบนซ์สตาร์แฟลก” จัดงาน Mercedes-AMG Festival

0

เบนซ์สตาร์แฟลก” ถล่มไตรมาสสุดท้าย ครั้งแรกกับการจัดงาน Mercedes-AMG Festival พบความพิเศษที่เบนซ์สตาร์แฟลกที่นี่ที่เดียว Mercedes-AMG GT53 4MATIC+ 4-Door Coupé รถสปอร์ต 4 ประตูที่มาพร้อมความแรง เร็ว และสมรรถนะยอดเยี่ยม พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 99,999 บาท จำนวนจำกัด และMercedes-AMG หลากหลายรุ่นที่โชว์รูมเบนซ์สตาร์แฟลก ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธันวาคมนี้

คุณชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จอยางมาก โดยลูกค้าให้การตอบรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นอย่างดี และในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ เบนซ์สตาร์แฟลก ยังเดินเกมรุกพบกับครั้งแรกกับงาน Mercedes-AMG Festival ยกทัพ Mercedes-AMG จัดเต็มทุกรุ่น พร้อมสิทธิพิเศษ อาทิ เช่น Mercedes-AMG GT53 4MATIC+ 4-Door Coupé , Mercedes -AMG C43 4MATIC Coupe, Mercedes-AMG CLA 35 4MATIC, Mercedes-AMG E53 4MATIC, Mercedes-AMG GLC43 4MATIC

ไฮไลท์ พิเศษ!!!!! ที่นี่ที่เดียว Mercedes-AMG GT53 4MATIC+ 4-Door Coupé รถสปอร์ตในฝันที่นักสะสมต้องมีไว้ครอบครอง หรูหราเหนือใคร กับข้อเสนอที่คุณจะปฏิเสธไม่ได้ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 99,999 บาท มาพร้อมกองทัพรถใหม่ครบทุกรุ่น และ รถผู้บริหาร ไมล์น้อย ป้ายแดง สภาพใหม่เอี่ยม ให้คุณผ่อน ดอกเบี้ย 0.99% นานสูงสุด 6 ปี ที่เหนือกว่าใครกับราคาที่พิเศษสุดๆ ย้ำ!!!! ที่เดียว ที่เบนซ์สตาร์แฟลกเท่านั้น

 Mercedes-AMG GT53 4MATIC+ 4-Door Coupé เป็นรถตระกูล AMG GT family ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่สนใจรถตระกูล GT แบบ 4 ประตู ตัวถังออกแบบมาเป็นแบบ Sport Sedan Coupe’ 4 ประตู ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน เพื่อให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มีความสดใหม่เพราะเป็นรถตระกูล GT generation แรกของทาง AMG ที่ทำออกมาเป็นแบบ 4 ประตู

ด้วยพละกำลังเครื่องยนต์แถวเรียง 6 และเทอโบทำให้ตัวรถมีพละกำลัง 435 แรงม้า แรงบิด 520 นิวตันเมตร ทำความเร็ว 0-100 ได้ 4.5 วินาที  มีช่วงล่างเป็น AMG RIDE CONTROL+ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4MATIC+ ที่ปรับได้ทุกสถานะการณ์ของการขับขี่และมีเสียงเครื่องยนต์แบบ AMG ที่จะเพิ่มอารมณ์ทำให้การขับขี่สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นรถสปอร์ตที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม แต่ได้ความสนุกสนานเร้าใจเหมือนกับลงแข่งในสนาม

คุณชยุส กล่าวเพิ่มเติมว่า เบนซ์สตาร์แฟลก ยังมีความพิเศษสำหรับลูกค้าคนพิเศษ สำหรับเดือนพฤศจิกายนนี้ ลูกค้า Mercedes-AMG นำรถมาเข้ารับการตรวจเช็คฟรี 70 รายการ ที่ศูนย์บริการเบนซ์สตาร์แฟลก เราพร้อมดูแลคุณด้วยศูนย์บริการ AMG Performance Centre workshop สำหรับคนรักรถ AMG สะดวก รวดเร็ว และมั่นใจในคุณภาพกับช่างที่มากประสบการณ์ การันตีด้วย AMG certified พร้อมให้บริการคุณทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่วันจันทร์-วันอาทิตย์ โดยสามารถจองการรับบริการล่วงหน้าได้ที่ โทร 02 248 6699 # 2

ยังไม่พอ เบนซ์สตาร์แฟลก ขอมอบบริการพิเศษ นำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์บริการหลังการขายเรามีรถทดแทนให้ใช้ฟรี ทั้งนี้เงื่อนไขเป็นไปตามรุ่นรถที่บริษัทกำหนด พิเศษอีกขั้นด้วยแคมเปญผ่อนค่าช่อม 0% นาน 6 เดือน และบริการรับและส่งรถฟรีถึงหน้าบ้าน หากไม่สะดวกนำรถมาเข้าศุนย์บริการด้วยตัวเอง เบนซ์สตาร์แฟลก โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ ถนนวิภาวดีรังสิต โทร. 02 248 6699 หรือ Line : @benzstarflag

มูลนิธิโตโยต้าฯ มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียน นักศึกษาภาคใต้ ประจำปี 2563

0

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมมอบทุนการศึกษาประจำปี 2563 แก่นักเรียน นักศึกษาในภาคใต้จำนวน 104 ทุน มูลค่า 1,000,000 ล้านบาท มุ่งหวังให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษา พร้อมทั้งนำความรู้ความสามารถไปใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมทั้งช่วยพัฒนาชุมชนของตนเองในอนาคต ณ อาคารคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรสาธารณกุศล ทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการมอบทุนสนับสนุนเป็นประจำทุกปี โดยมุ่งเน้นในการส่งเสริมสังคมอย่างยั่งยืนผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่

     ♦ ส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ห่างไกล รวมถึงสนับสนุนการศึกษาทุกระดับชั้น ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน

     ♦ พัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และคนพิการ รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

     ♦ ส่งเสริมการดำเนินการขององค์กรสาธารณกุศลต่างๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

 

พิธีมอบทุนการศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้มีโอกาสในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และได้นำความรู้ความสามารถไปใช้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว รวมถึงพัฒนาชุมชนของตนเอง โดยมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยมีเยาวชนภาคใต้ได้รับทุนแล้วจำนวน 292 ทุน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 13,250,000 ล้านบาท

สำหรับการมอบทุนการศึกษาประจำปี 2563 ในเขตภาคใต้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต มีนักศึกษาเข้ารับทุน จำนวน 104 ทุน โดยมอบให้กับนักศึกษาทั้ง 5 คณะ ได้แก่ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ และคณะวิทยาศาสตร์ทั่วไป รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,000,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้คือ

– คณะครุศาสตร์จำนวน 71 ทุน
– คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวน 13 ทุน
– คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์จำนวน 10 ทุน
– คณะวิทยาการจัดการ จำนวน 9 ทุน
– คณะวิทยาศาสตร์ทั่วไปจำนวน 1 ทุน

มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการให้โอกาสทางด้านการศึกษามาโดยตลอด จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาในทุกระดับชั้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 28 ปี โดยมุ่งมั่นที่จะให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต และนักศึกษา ที่มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยปัจจุบันมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 16,000 ทุน นอกเหนือจากการพัฒนาเยาวชนแล้ว มูลนิธิโตโยต้าฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่านักศึกษาจะใช้ทุนหรือโอกาสที่ได้รับในวันนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งต่อโอกาสและแบ่งปันไปยังผู้อื่นในสังคม เพื่อให้ “ผู้รับ” ในวันนี้ ได้มีโอกาสพัฒนาตนเองให้เป็น “ผู้ให้” ในวันหน้า ร่วมแบ่งปันโอกาสทางการศึกษาให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และส่งต่อความสุขสู่บุคคลอื่นในสังคมต่อไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

BMW Golf Cup International 2020 เดินหน้าเฟ้นหาตัวแทนนักกอล์ฟสมัครเล่นเข้าชิงแชมป์ระดับประเทศ

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ BMW Golf Cup International 2020 รอบคัดเลือก ณ สนามนิกันติ กอล์ฟ คลับ นครปฐม โดยมีนักกอล์ฟสมัครเล่นรวมกว่า 1,460 คนทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งใน 78 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ก่อนจะคัดเลือกเหลือเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกในปีหน้า

การแข่งขันในรอบคัดเลือกครั้งนี้ มีนักกอล์ฟสมัครเล่นจากรอบคัดเลือกที่เชียงใหม่และภูเก็ต สามารถทำโฮล-อิน-วันได้ถึง 2 ท่าน ได้แก่ คุณวิรัตน์ ฉัตรบุญวาสน์ และคุณวิศาล ศักรางกูร โดยมีรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟเป็นรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังคงเดินหน้าเชิญชวนผู้สมัครเข้าร่วมสมทบทุนเพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการแข่งขัน BMW Golf Cup International 2020 จะถูกนำไปสมทบทุนให้แก่มูลนิธิแคร์ฟอร์วอเตอร์และมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

 

ร่วมเป็นกำลังใจให้นักกอล์ฟมือสมัครเล่นบนเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ พร้อมรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน BMW Golf Cup International 2020 ได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th

ผู้บริหาร TOAVH ร่วมแสดงความยินดี… คณะกรรมการบริหารชุดใหม่ สรยท.

0

เมื่อเร็วๆ นี้  “ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” (คนที่ 3 จากขวา) ประธาน กลุ่มบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด พร้อมด้วย “คณิต ชัยบริพันธ์” (คนที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบส ออโต้เซลส์ จำกัด และบริษัท ไอทีโอเอ ออโต้เซลส์ จำกัด และ “จิระพล รุจิวิพัฒน์” (คนที่ 3 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด มอบกระเช้าแสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ และรถจักรยานนต์ไทย (สรยท.) โดยมี “วชิระ เรืองมาลัย” (คนที่ 2 จากขวา) นายกสมาคม ฯ และคณะกรรมการบริหาร จำนวน 8 ท่าน ได้แก่ “พุทธิ ผาสุก”   อุปนายก คนที่ 1, “รังสรร ทองภู” กรรมการบริหารและเลขานุการ, “กันต์ เย็นสบาย” กรรมการบริหารและเหรัญญิก, “ธีระโชติ คงทน” กรรมการบริหาร, “นุสรา เงินเจริญ” กรรมการบริหาร, “จิราพร ศรีอำไพ” กรรมการบริหาร, “พิสิษฐ ภาระก้านตรง” กรรมการบริหาร และ “พุฒิพัฒน์ สุริยะธัญสิริ” กรรมการบริหาร ให้เกียรติเป็นตัวแทนในการรับมอบ และร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ณ โชว์รูมและศูนย์บริการ ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ เลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา