Home Blog Page 413

โตโยต้าสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก โตเกียว 2020

0

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล กรรมการคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาไทย การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 32 นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ดร. ก้องศักดิ์ ยอดมณี  ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการ กสทช.สายงานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ กลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน สื่อมวลชนผู้มีเกียรติ พร้อมด้วย มร.มิจิโนบุ  ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “Olympic Games Tokyo 2020 : ส่งใจเชียร์นักกีฬาไทยไปโอลิมปิก” โดยร่วมกันสนับสนุนการถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และพาราลิมปิก เพื่อให้คนไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการส่งแรงเชียร์ระหว่างการแข่งขันให้นักกีฬาไทยที่ตนเองชื่นชอบ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 25 การกีฬาแห่งประเทศไทย

ฮอนด้าเปิดตัว All New Scoopy ด้วยคอนเซปต์ Fun District มันส์ ให้สุดเวย์ ดีไซน์ใหม่ เครื่องใหม่ เฟรมใหม่ ฟังก์ชันทันสมัยครบครัน ตอบโจทย์ความ Fun ทุกไลฟ์สไตล์

0

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว All New Honda Scoopy รถแฟชั่น เอ.ที. โมเดลใหม่ล่าสุด พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “Fun District มันส์…ให้สุดเวย์” ผสานความสมบูรณ์แบบของดีไซน์ใหม่สไตล์โมเดิร์น และเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อย่างลงตัว

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “การวางตลาดฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอในเมืองไทยเมื่อปี 2009 ได้เปลี่ยนโฉมวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคของรถ เอ.ที. อย่างเต็มตัว โดยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว มียอดจำหน่ายสะสมจนถึงปัจจุบันสูงถึง 2.4 ล้านคัน และยังคงเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบรถที่มีสไตล์”

“วันนี้ ฮอนด้าพร้อมส่งมอบนิยามใหม่ให้กับวงการแฟชั่น เอ.ที. อีกครั้งด้วย All New Scoopy ภายใต้คอนเซปต์ Fun District มันส์… ให้สุดเวย์ นำเสนอดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่พัฒนาขึ้นไปอีกระดับ รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยรถรุ่นนี้มีทั้งหมด 3 สไตล์ ประกอบด้วยคลับทเวลฟ์ที่มาพร้อมสีสันแบบไม่สมมาตร แตกต่างไม่เหมือนใคร ในขณะที่เพรสทีจให้ความเรียบหรู แต่มีลูกเล่นจากเอ็มเบล็มสีคอปเปอร์เพิ่มมิติอย่างมีชั้นเชิง และเออร์เบินที่จัดจ้านในสีสัน เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ไม่ใช่เพียงแค่ดีไซน์ใหม่เท่านั้น แต่ All New Scoopy ยังมาพร้อมกับสมรรถะที่เหนือชั้นกว่าเดิม จากการพัฒนาเครื่องยนต์ให้ตอบสนองการขับขี่ให้ทันใจมากขึ้น ในขณะที่เฟรมรถก็ได้รับการพัฒนาใหม่โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดียวกับรถยนต์ ส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาลงถึง 5 กิโลกรัม และมีความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น กลายเป็นความลงตัวครั้งใหม่ของ All New Scoopy”

All New Honda Scoopy โดดเด่นในสไตล์โมเดิร์นด้วยไฟหน้าใหม่ Modern Ring LED Headlight เต็มวง เห็นชัด ส่องสว่างแต่ไกล ไฟท้าย LED โค้งมน เรือนไมล์ดีไซน์ใหม่ แสดงข้อมูลครบครัน ทั้งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน การจับทริประยะทาง การแจ้งเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นาฬิกา และไฟ Eco Lamp เมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดน้ำมัน ล้อแม็กขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์ใหม่แบบก้านคู่ ลงตัวกับยางจุ๊บเลสหน้ากว้าง ยึดเกาะถนนดีเยี่ยม ถังน้ำมันความจุ 4.2 ลิตร ให้ความสนุกกับการขับขี่ได้ไกลกว่าเดิม

All New Honda Scoopy มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือ ขับขี่สนุกยิ่งกว่า และให้อัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร จากการทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์

All New Honda Scoopy มาพร้อมกับเฟรมใหม่ eSAF (Enhanced Smart Architecture Frame) ผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ด้วยการปั๊มขึ้นรูปแบบเดียวกับรถยนต์ ให้ความแข็งแรงทนทานและมีน้ำหนักเบา โดยตัวรถมีน้ำหนักรวมลดลงถึง 5 กก. ทำให้ควบคุมรถง่ายขึ้น มีความคล่องตัวสูงกว่าเดิม

All New Honda Scoopy ให้ความสะดวกสบายด้วยช่องเสียบชาร์จโทรศัพท์แบบ USB Socket พร้อมที่แขวนสัมภาระ Rotation Hook แบบพับเก็บและล็อกได้ พรีเมียมกว่าด้วยกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Honda SMART Key ครั้งแรกในคลาส รถแฟชั่น เอ.ที. 110 ซีซี ส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งตัวรถ และป้องกันการโจรกรรม พร้อมกล่องเก็บของ U BOX ความจุ 15.4 ลิตร บรรทุกสัมภาระได้อย่างจุใจ

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย All New Honda Scoopy ตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ โดยมีให้เลือก 3 รุ่น 3 สไตล์ ได้แก่

รุ่น Club12 ล้อแม็ก มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ แดง—ขาว, น้ำเงิน-เหลือง, ดำ-เทา และ ขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 53,100 บาท

รุ่น Prestige ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ, น้ำเงิน และ แดง ราคาแนะนำ 49,600 บาท

รุ่น Urban ล้อซี่ลวด มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ขาว-เหลือง และ ขาว-ชมพู ราคาแนะนำ 49,100 บาท

ฟอร์ด จัดโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกค้าจับจองฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ พร้อมลุ้นส่วนลด 100,000 บาท รวม 20 รางวัล

0

ฟอร์ด ประเทศไทย มอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ที่มาพร้อมรูปโฉมใหม่ทั้งไลน์อัพ เพิ่มความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต ดุดัน พร้อมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น ลูกค้าที่จองและออกรถภายใต้แคมเปญนี้จะได้รับสิทธิ์ลุ้นส่วนลด 100,000 บาท จำนวน 20 รางวัล มูลค่ารวม 2,000,000 บาท เมื่อจองรถฟอร์ด ตั้งแต่ 13 พฤศจิกายน – 15 พฤศจิกายน 2563 และออกรถภายใน 30 พฤศจิกายน 2563 ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

 

ลูกค้าที่จองรถในแคมเปญจะได้รับสิทธิในการลุ้นรางวัล โดยจอง 1 คัน ได้รับ 1 สิทธิ และต้องออกรถดังกล่าว ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการจองและออกรถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่น ได้แก่ รถที่จัดแสดงในโชว์รูม (Display) และรถสำหรับขายลูกค้าองค์กร (Fleet) และไม่สามารถใช้ร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายอื่น โดยฟอร์ดจะจับรางวัลผู้โชคดีในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น. และประกาศผลในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2563 ผ่านทาง www.facebook.com/FordThailand

 

โปรโมชั่นราคาพิเศษสำหรับรถยนต์ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ และ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ในแคมเปญนี้ ได้แก่

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่

  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XL สตรีท ราคา 669,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดาวน์เพียง 25,500 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ XL+ สปอร์ต ราคา 689,000 บาท มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ ดาวน์เพียง 30,500 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ DBL XLT ราคาพิเศษช่วงแนะนำสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา 799,000 บาท จากราคาปกติ 854,000 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และรับฟรีชุดแต่งพิเศษ (Exterior Pack) มูลค่า 10,280 บาท
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ค รุ่น 4×2 เกียร์ธรรมดา ราคาเริ่มต้น 979,000 บาท รุ่น 4×2 เกียร์ ออโต้ ราคา 1,029,000 บาท รุ่น 4×4 ราคา 1,265,000 บาท ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทร็ค ทุกรุ่น มาพร้อมข้อเสนอพิเศษกับโปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 10 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีโปรแกรมบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ Schedule Service Plan (SSP) นาน 4 ปี หรือ 60,000 กม. (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน ) พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 2 ปี
  • ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ราคา 1,699,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษกับโปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 10 ปี หรือ 150,000 กม. พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่

  • รุ่นเทรนด์ เครื่องยนต์เทอร์โบ 0 ลิตร ราคา 1,299,000 บาท
  • รุ่นไทเทเนี่ยม เครื่องยนต์เทอร์โบ 0 ลิตร ราคา 1,399,000 บาท
  • รุ่นไทเทเนี่ยม สปอร์ต เครื่องยนต์เทอร์โบ 0 ลิตร ราคา 1,429,000 บาท
  • รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์เทอร์โบ 0 ลิตร 4×2 ราคา 1,599,000 บาท
  • รุ่นไทเทเนี่ยม พลัส เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 0 ลิตร 4×4 ราคา 1,799,000 บาท

 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ทุกรุ่น มาพร้อมข้อเสนอพิเศษ โปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 10 ปี หรือ 150,000 กม.  ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และฟรีชุดอุปกรณ์ตกแต่ง ไฟฟ้า (Electric Pack) ได้แก่ กล้องบันทึกวิดีโอหน้า-หลัง และที่ชาร์จแบตมือถือแบบไร้สาย มูลค่า 11,350 บาท

 

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบเงื่อนไขและข้อเสนอพิเศษของฟอร์ดเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร 1383

มาสด้า ฉลองครบรอบ 100 ปี เผยโฉม 3 รุ่นพิเศษ 100TH ANNIVERSARY EDITION จำนวนจำกัดให้ลูกค้าชาวไทยเป็นเจ้าของ

0

หากพูดถึงแบรนด์รถยนต์ที่ได้รับการจารึกลงในประวัติศาสตร์ยานยนต์ของโลก ที่มีความเป็นมาอันน่าทึ่ง จากจุดเริ่มต้นอันมหัศจรรย์เป็นเพียงผู้ผลิตจุกไม้ค๊อก ที่มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท จนสร้างชื่อเสียงด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกมายาวนานถึง 1 ศตวรรษ ผ่านร้อน ผ่านหนาว เผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจมาหลากหลายรูปแบบ ทั้งพิษของสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พวกเขายังคงยืนหยัด ต่อสู้ และสร้างความแข็งแกร่งจนก้าวขึ้นทัดเทียมกับแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกทั้งจาก อเมริกา ยุโรป หรือ แม้แต่แบรนด์ญี่ปุ่นด้วยกัน วันนี้ มาสด้าก้าวสู่แบรนด์ระดับตำนานของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ด้วยการฉลองครบรอบ 100 ปี อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับเผยโฉมรถยนต์รุ่นพิเศษด้วยจำนวนจำกัด ประกอบด้วย Mazda2, Mazda3 และ Mazda CX-30 รุ่นพิเศษ 100th Anniversary Edition ที่ได้รับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากรถยนต์นั่งคันแรกจากสายการผลิต Mazda R360 Coupe ส่งต่อคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าชาวไทยได้ย้อนความทรงจำกลับไปในอดีตอีกครั้ง

 

ลูกค้าชาวไทยเตรียมสัมผัสกับความพรีเมียมสไตล์คลาสสิกที่เน้นความเรียบหรูแต่โดดเด่น ด้วยสีภายนอกสีขาว Snowflake White Pearl และสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่านี่คือรุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี เหนือระดับด้วยห้องโดยสารสีทูโทนขาว – แดง Burgundy ที่ผสานกันอย่างลงตัว พร้อมมอบแคมเปญดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1และ2 และฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี3 ทุกรุ่น เพื่อแทนคำขอบคุณในความไว้วางใจแบรนด์มาสด้าและร่วมยินดีกับความสำเร็จไปด้วยกัน โดยเปิดรับจองผ่านทาง SKY Booking: https://skybooking.mazda.co.th/ ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว มาสด้าเป็นเพียงผู้ผลิตจุกไม้ค๊อกเท่านั้น มีโรงงานตั้งอยู่ในเมืองฮิโรชิมา เริ่มผลิตเครื่องมือกลไกเพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยความหลงใหลในเทคโนโลยียานยนต์ จึงได้ลงมือศึกษาและค้นคว้าอย่างจริงจัง จนกลายมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัวในปี 1931 เริ่มผลิตรถ “มาสด้า” คันแรกซึ่งเป็นรถบรรทุก 3 ล้อ ออกสู่ตลาดได้สำเร็จจนได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 รถรุ่นนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า “Green Panel” เพื่อเป็นตัวแทนของคำว่า “สันติภาพ” “ความสงบสุข” และ “วัยหนุ่มสาว”

ตลอดระยะเวลา 100 ปี มาสด้าสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ไว้มากมาย อาทิ เครื่องยนต์ “โรตารี” เครื่องยนต์ในอุดมคติของรถสปอร์ต และนำมาซึ่งการคว้าแชมป์ในการแข่งขัน Le Mans 24 ชม. การสร้างสิ่งที่อยู่ในจินตนาการให้กลายเป็นจริงกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ควบรวม 2 คุณสมบัติทั้งความแรงและประหยัดน้ำมันเข้าไว้ด้วยกันได้สำเร็จ ฯลฯ นั่นเพราะเรามีสปิริตเดียวกัน มีความเป็นนักสู้ที่แม้ได้รับบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จากระเบิดปรมาณู เมืองทั้งเมืองหายไปในพริบตา แต่ก็กลับมาผลิตรถได้อีกครั้งในระยะเวลาอันสั้น และสร้างรถยนต์อีกหลายรุ่นได้สำเร็จในเวลาต่อมา คุณสมบัติเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความกล้า…ที่จะแตกต่าง การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นของมาสด้าและบ่งบอกถึงคุณลักษณะของผู้ขับขี่ รถยนต์แบรนด์มาสด้าจึงเป็นมากกว่ายานพาหนะที่พาไปสู่จุดหมายเท่านั้น แต่จะยังช่วยเติมเต็มคุณค่าของชีวิตให้กับผู้ขับขี่ด้วย

“มาสด้าเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2020 ที่ผ่านมา เราขอขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่นในแบรนด์ ร่วมสร้างความสำเร็จในทุกย่างก้าวตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ ในอีก 100 ปี ข้างหน้าเราจะยังคงสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง ควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์ของมาสด้าให้คงอยู่ โดยให้ความสำคัญกับผู้คนเป็นอันแรก เราจะไม่หยุดก้าวไปข้างหน้า แต่จะสร้างความท้าทายด้วยการคิดค้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยียานยนต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าทั่วโลกต่อไป” นายชาญชัย กล่าวเสริม

ด้าน นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปี ที่ผ่านมา มาสด้าประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งส่งผลต่อผู้คนทั้งโลกด้วยการเผยโฉม Mazda R360 Coupe รถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กรุ่นแรก ณ ประเทศญี่ปุ่น ในเวลานั้นมาสด้าไม่ใช่เจ้าแรกในการเป็นผู้ผลิตรถยนต์นั่ง 4 ล้อ แต่ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์  รูปลักษณ์ที่แตกต่าง เทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ตอบโจทย์การใช้งานและมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนอย่างตรงจุด การเป็นเจ้าของรถยนต์ง่ายยิ่งขึ้นด้วยขนาดที่กะทัดรัดและราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ R360 Coupe ได้รับความสนใจ สร้างยอดขาย รวมถึงส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับมาสด้าดีเกินคาด นับเป็นการขับเคลื่อนวงการยานยนต์ครั้งสำคัญของประเทศญี่ปุ่น การถือกำเนิดของ R360 Coupe จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นชีวิตของใครหลายคน ทั้งลูกค้าที่ได้รับการเติมเต็มคุณค่าให้กับชีวิตจากการครอบครองรถยนต์แบรนด์มาสด้ารุ่นแรก รวมถึงชาวมาสด้าที่ได้กลายเป็น “ผู้ผลิตรถยนต์นั่ง” อย่างเต็มตัว และถ่ายทอดดีเอ็นเอความเป็น “ผู้บุกเบิก” จากรุ่นสู่รุ่นมาจนถึงปัจจุบันจนเกิดความสำเร็จครั้งใหม่ที่นับไม่ถ้วน

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของการถือกำเนิดแบรนด์มาสด้า เพื่อแทนคำขอบคุณลูกค้าที่เชื่อมั่น และเลือกให้มาสด้านำพาคุณและครอบครัวไปสู่จุดหมายปลายทาง และร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ไปกับเราด้วยการเป็นเจ้าของยนตรกรรมรุ่นพิเศษ “Mazda 100th Anniversary Edition” สัมผัสกับแรงบันดาลใจอันทรงคุณค่าจากรถยนต์นั่งคันแรกของมาสด้า Mazda R360 Coupe ที่ได้รับการถ่ายทอดกลิ่นไอความสง่างามของดีไซน์

โดยนำรถยนต์ 3 รุ่น ประกอบด้วย Mazda2 1.3 S Leather ทั้งรุ่นแฮตช์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู, Mazda3 2.0 SP ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู และ Mazda CX-30 2.0 SP ยกระดับความโดดเด่นด้วยสีภายนอก Snowflake White Pearl และป้ายสัญลักษณ์ บ่งบอกความเป็นรุ่นพิเศษครบรอบ 100 ปี สัมผัสความคลาสสิกภายในห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยหนังสีขาวตัดกับเบาะหนังสีแดง Burgundy สะดุดสายตาด้วยสัญลักษณ์พิเศษครบรอบ 100 ปี บนพนักพิงศีรษะ พื้นพรม และชุดพรมปูพื้นสีแดง กุญแจรีโมท และฝาครอบดุมล้อ ภายใต้แนวคิด Kodo Design อันเป็นเอกลักษณ์อันเลืองชื่อของมาสด้า

พร้อมมอบความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่สนใจจองรถรุ่นพิเศษ Mazda 100th Anniversary Edition โดยสามารถจองผ่านช่องทาง SKY Booking: https://skybooking.mazda.co.th/ ตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป อีกหนึ่งคำขอบคุณด้วยการมอบแคมเปญพิเศษสำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก ที่จองซื้อรถรุ่นพิเศษตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2563 รับหมวก Mazda Century Cap

  • Mazda2 100th Anniversary Edition และ Mazda2 Sports 100th Anniversary Edition ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี3  
  • Mazda3 100th Anniversary Edition และ Mazda3 Sports 100th Anniversary Edition ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปีขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตรฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร5
  • Mazda CX-30 100th Anniversary Edition  ดอกเบี้ยต่ำสุด 0%2 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี3

หมายเหตุ :

1 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 60 เดือน

2 ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 60 เดือน

3 บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

4 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection

5 ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และบมจ.ธนาคารธนชาต เท่านั้น
  • ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต

 

ราคาจำหน่าย MAZDA 100TH ANNIVERSARY EDITION

 

 

รุ่นราคา (บาท)
1Mazda2 100th Anniversary Edition677,000.00
2Mazda2 Sports 100th Anniversary Edition677,000.00
3Mazda3 100th Anniversary Edition1,237,000.00
4Mazda3 Sports 100th Anniversary Edition1,237,000.00
5Mazda CX-30 100th Anniversary Edition1,228,000.00

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย
เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

เอเอเอสฯ เปิดประสบการณ์ขับขี่สุดเร้าใจกับรถสปอร์ตไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ Porsche Taycan

0

ปอร์เช่ ประเทศไทย โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดกิจกรรม “Porsche Taycan Driving Experience 2020”  โดยเชิญสื่อมวลชนร่วมทดสอบสมรรถนะยนตรกรรมสปอร์ตไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ 100% รุ่นแรกของแบรนด์ ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan) โดยมีผู้เชี่ยวชาญการขับขี่รถยนต์ปอร์เช่คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด แก่สื่อมวลชนผู้ร่วมกิจกรรมเพื่อให้การทดสอบเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัยอย่างสูงสุดณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์

นับเป็นครั้งแรกที่เอเอเอสฯ ได้เชิญกลุ่มสื่อมวลชนไทยมาสัมผัสกับสมรรถนะ อันยอดเยี่ยมของที่สุดแห่งยนตรกรรม ไฟฟ้าแห่งยุค ผ่านการทดลองขับ ปอร์เช่ ไทคานน์ บนสนามทดสอบสมรรถนะ 3 สถานี

สถานี Handling การทดสอบบังคับควบคุมรถ ซึ่งจะทดสอบการทรงตัวและการตอบสนองอย่างฉับไว ของพวงมาลัย เมื่อขับขี่ด้ววยความเร็วสูง ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสถึงอาการของรถเมื่อมีการเปลี่ยนทิศทางหรือการ เลี้ยวอย่างรวดเร็ว ในสถานีนี้จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ของการยึดเกาะถนน และระบบช่วงล่าง ของรถยนต์ปอร์เช่เมื่อขับขี่ ในโหมด ที่เปิดการตั้งค่า Porsche Active Suspension Management (PASM) ได้เป็นอย่างดี

สถานี Braking สร้างความมั่นใจและปลอดภัย ได้ทุกสถานการณ์ด้วยระบบเบรกมาตรฐานจากปอร์เช่ซึ่งได้รับ การยอมรับว่าเป็นระบบเบรคที่ดีที่สุดในโลก โดยผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำวิธีการใช้เบรกในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการ เบรกกะทันหันอย่างถูกต้องและปลอดภัย

สถานี Slalom ทดสอบความแม่นยำ ความรวดเร็วในการตอบสนองของช่วงล่าง จากระบบอัจฉริยะของปอร์เช่ อาทิ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง Rear axle steering และระบบควบคุมตัวถัง Porsche 4D Chassis  Control

 

นอกจากนี้ เอเอเอสฯ ยังได้รับความร่วมมือจาก บจก. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่อง การเลือกน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูง และประชาสัมพันธ์สถานีบริการชาร์จไฟสำหรับรถพลังงานไฟฟ้า EV Station ที่จะให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมบริการแอพพลิเคชั่น EV Station ที่จะใช้รองรับผู้ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าใน ประเทศไทยในอนาคต

ปอร์เช่ ไทคานน์ (Porsche Taycan)

รถสปอร์ตซาลูน 4 ประตู ที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนสูง 800 โวลต์ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และคงไว้ซึ่งงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 680 แรงม้า ยังสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ได้ถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับในรุ่น ไทคานน์ 4เอส (Taycab 4S) ที่สามารถติดตั้ง Performance Battery Plus ให้พละกำลังเพิ่มขึ้นสูงสุด 571 แรงม้า พร้อมทะยานทะลุความเร็วสูงสุดกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่ มีพิสัยการเดินทางเฉลี่ย 380-450 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้น 7.1 ล้านบาท

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิวครบพร้อมทดลองขับ NISSAN NAVARA 2021 ขับสนุก ช่วงล่างดีกว่าเดิม แต่เลือกใส่ออฟชั่นแบบงงๆ

0

เปิดตัวครบทั้งไลน์ผลิต สำหรับ Nissan Navara 2021 ทั้งรุ่น King Cab,Double Cab รวมถึงรุ่นพิเศษ Pro2X และ Pro4X ในราคาตั้งแต่ 599,000-1,149,000 บาท ความต่างในแต่ละรุ่นและสมรรถนะในทางลุยแบบสั้นๆจะเป็นเช่นไร ติดตามรายละเอียดได้เลยครับ

เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นประเทศแรกที่มีการเปิดตัวและจำหน่าย ก่อนที่จะผลิตส่งออกไปยังอีกหลายประเทศทั่วโลก การปรับปรุงครั้งใหญ่

์Nissan Navara 2021 1

สัดส่วนเมื่อเทียบกับ Navara รุ่นเดิมยาว 5,255 x 1,850 x 1,820 มิลลิเมตร ส่งผลให้มิติตัวรถยาวขึ้น 5 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 25 มิลลิเมตร และ สูงขึ้น 20 มิลลิเมตร

Nissan Navara 2021 2

Nissan Navara 2021 3

กระจังหน้าใหม่แบบ Interlock ที่เป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถกระบะของ Nissan และถูกใช้ในรุ่นใหญ่อย่าง Titan  มี 3 สีได้แก่ สีเทาดำในรุ่น Pro4X และ Pro2X ส่วน Double Cab และ King Cab Caliber จะเป็นแบบโครเมียม และ King Cab รุ่นล่างสุดเป็นสีดำ

Nissan Navara 2021 4

Nissan Navara 2021 5

กันชนหน้าและกันชนหลังทำสีเดียวกับตัวรถ ยกเว้น Pro 4X กับ Pro 2X ที่มีดีไซน์แตกต่างและให้อารมณ์บึกบึนในสไตล์ออฟโร๊ด ส่วนรุ่นล่างอย่าง King Cab จะเป็นสีดำ

Nissan Navara 2021 6

Nissan Navara 2021 7

ทุกรุ่นได้รับการติดตั้งระบบไฟหน้าแบบ QUAD – LED คุณภาพสูง 4 ดวงพร้อม Daytime Running Light ยกเว้น King Cab รุ่นเริ่มต้นที่จะใช้ไฟแบบฮาโลเจน

Nissan Navara 2021 8

ในส่วนของไฟท้ายก็ยังคงเป็นแบบ LED และยังมาพร้อมฝาท้ายแบบช่วยผ่อนแรง

Nissan Navara 2021 9

ล้อและยางมีด้วยกัน 3 ขนาด รุ่นท๊อพ Double Cab VL 4WD มากับขนาด 18 นิ้ว Pro 4X และ Pro2X รวมถึงรุ่น Double Cab ขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็นขนาด 17 นิ้ว และ King CAB ใช้ขนาด 16 นิ้ว

Nissan Navara 2021 10
Nissan Navara 2021 12

ภายในห้องโดยสาร Navara ใหม่ให้ความเงียบมากขึ้นด้วยกระจกแบบ Noise-reducing acoustic glass บริเวณ 3 บานหน้าที่ลดเสียงรบกวนจากภายนอก เน้นการตกแต่งด้วยสีดำ ส่วนคอนโซลกลางจะเป็นแบบ Piano Black เบาะนั่งได้เพิ่มเติมระบบไฟฟ้าในรุ่น Double Cab ส่วน Pro 4X และ Pro 2X ที่เป็นรุ่นพิเศษนั้นยังไม่ได้รับการติดตั้ง แต่มีการปักฉลุชื่อรุ่นไว้เพื่อเป้นสัญลักษณ์

Nissan Navara 2021 13

Nissan Navara 2021 14

พวงมาลัยมัลติฟังค์ชั่น ควบคุมและสั่งการระบบต่างๆโดยมีสวิทช์ควบคุมทั้งชุดเครื่องเสียง โทรศัพท์ และปรับตั้งค่าระบบตังช่วยการขับขี่อีกมากมาย แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้หมายรวมถึง Adaptive Cruise Control

Nissan Navara 2021 15

ชุดมาตรวัดแบบหน้าจอสีแสดงผลสามมิติแบบ TFT ความละเอียดสูง ขนาด 7 นิ้ว ในรุ่น VL และ Pro 4X แสดงการทำงานของระบบต่างๆตามเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ไว้ครบ

Nissan Navara 2021 16

จอกลางแสดงข้อมูลและความบันเทิงเป็นแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว มาพร้อมเทคโลยี Nissan Connect รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android Auto และ Apple Carplay รวมถึงแสดงการทำงานของกล้องมองภาพรอบคันและระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว MOD ส่วนรุ่นล่างอย่าง King Cab จะมีขนาดเพียง 7 นิ้ว แต่เชื่อมต่อกับระบบต่างๆได้เช่นกัน

Nissan Navara 2021 17

ขณะที่ที่นั่งด้านหลังเพิ่มความสบายด้วยดีไซน์ใหม่นุ่มสบายที่เข้ากับสรีระของผู้โดยสาร มีที่พักแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้วน้ำ 2 ตำแหน่ง

Nissan Navara 2021 18

เครื่องยนต์มี 3 แบบ สำหรับบล็อกเดียวกับ Nissan Terra ที่ถือเป็นไฮไลท์ นั่นคือรหัส YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร 2,298 ซีซี. DOHC Twin-Turbo Intercooler ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ มีระบบขับเคลื่อนทั้ง 2 ล้อ และ 4 ล้อ และในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อจะมีอาวุธลับอย่าง Diff Lock ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐ่าน

Nissan Navara 2021 20

สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา ใช้เครื่องยนต์รหัส YS 23 DDT ขนาดความจุ 2.3 ลิตรเช่นกัน แต่เป็นเทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,750 รอบ พร้อมแรงบิด 403 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,500 รอบ

Nissan Navara 2021 21

และอีกหนึ่งเครื่องยนต์ในรหัส YD 25 DDTi ซึ่งประจำการอยู่ในรุ่น King Cab เท่านั้น โดยมากับขนาดความจุ 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 163 แรงม้าที่ 3,600 รอบ พร้อมแรงบิด 403 นิวตันเมตรที่ 2,000 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ

ระบบกันสะเทือนในนาวาร่าใหม่ทุกรุ่น ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแหนบและช๊อคอัพ ส่วนระบบเบรคนั้นยังไม่ได้ติดตั้งดิสเบรคทั้ง 4 ล้อ โดยใช้หน้าดิส หลังดรัม แบบเดิม

ระบบความปลอดภัยอุ่นใจได้ Nissan ยืนยันว่านี่คือ Navara ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ด้วยเทคโนโลยีนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี เสริมความปลอดภัยแบบ 360 องศา ได้แก่

Nissan Navara 2021 22

ระบบเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) ที่จะส่งสัญญาณเสียงพร้อมสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัด หากพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนด้านหน้า

ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) ที่จะช่วยวิเคราะห์ระยะห่างและความเร็วของรถยนต์ด้านหน้า เพื่อชะลอความเร็ว และหยุดรถ เพื่อลดความรุนแรง หรือ ลดความเสียหายที่จะเกิดจากอุบัติเหตุ

ระบบเตือนคนขับอัจฉริยะ (Intelligent Driver Alertness) ซึ่งจะแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่หยุดพัก เมื่อตรวจพบ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขับขี่ หรือการหักเลี้ยว ที่จะทำงานร่วมกับ

ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง (Lane Departure Warning) ที่จะเตือนผู้ขับขี่หากรถเคลื่อนออกนอกเลนโดยไม่มีสัญญาณไฟเลี้ยวกำกับ

ระบบควบคุมรถเมื่อออกนอกช่องทางอัจฉริยะ (Intelligent Lane Intervention) จะนำรถยนต์กลับไปที่กึ่งกลางของเลนหากยังมีการเคลื่อนที่ต่อไป เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากขึ้นด้วยเทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning) เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับรถคันอื่นที่อยู่ในจุดอับสายตา

ระบบกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) ที่ทำงานควบคู่กับเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ซึ่งจะใช้กล้อง 4 ตัวเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพวัตถุโดยรอบ หรือที่กำลังเข้ามาใกล้

ระบบยังมีจอมอนิเตอร์ Off-Road Meter ที่ช่วยให้เห็นอุปสรรครอบคันขณะขับขี่ในโหมดการขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ 4LO

 

ระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA)

Nissan Navara 2021 23

ระบบป้องกันการลื่นไถล (Active Brake Limited Slip Differential System) ในโหมดขับเคลื่อน 4 ล้อ

ระบบควบคุมเสถียรภาพของรถขณะลากจูง (Trailer Sway Assist)

สำหรับ Nissan Intelligent Mobility นั้นจะมีบางฟีเจอร์ที่ถูกตัดออกไปจากรถแต่ละรุ่น นอกจาก Diuble Cab VL Pro4X และ Pro2X ที่จะมีมาครบ น่าเสียดายที่ นิสสัน นาว่าใหม่ ขาดฟีเจอร์สำคัญอย่าง Adaptive Cruise Control ซึ่งไม่ได้ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

อีกหนึ่งเทคโนโลยีของยุคสมัยอย่าง Nissan Connect มีให้ได้สัมผัส ซึ่งใช้งานง่าย เพียงโหลดแอพลิเคชั่นแล้วนำมาติดตั้งในสมาร์โฟน ข้อมูลต่างๆ รวมถึงสถานะการใช้รถ สามารถตรวจสอบได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้ว

Nissan Navara 2021 25

ทั้งหมดที่รีวิวเป็นนั้นเป็นความแตกต่างของรถในแต่ละรุ่น ทดลองขับ และเรื่องราวต่อจากนี้ไปจะเข้าสู่กิจกรรมการทดสอบ

นิสสันมอเตอร์ ประเทศไทย ได้โลเคชั่นสวยๆเป็นที่ดินเปล่าแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญนคร จากนั้นได้ทำการเนรมิตสถานที่ให้เป็นสนามทดสอบที่จำลองสภาพเส้นทางลุยมาให้หลายรูปแบบ ทั้งบ่อน้ำ ทางกรวด เนินเอียง และ เนินชัน

Nissan Navara 2021 26

Nissan Navara 2021 28

Nissan Navara 2021 29

Nissan Navara 2021 30

ถ้าเท้าความถึงรุ่นเดิมที่ค่อนข้างขึ้นชื่อเกี่ยวกับช่วงล่างที่แข็งกระด้าง ยิ่งส่วนของที่นั่งแถว 2 หรือในแคป ยิ่งรับรู้ความสะเทือนได้เป็นอย่างดี ทางทีมวิศวกรได้ไปทำการบ้านเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยเปลี่ยนพวงมาลัยให้ซับแรงสั่นสะเทือนที่มากับคุณสมบัติช่วยลดอาการสะท้านมายังผู้ขับขี่ รวมถึงปรับช๊อคอัพใหม่ให้นุ่มและหนึบกว่าเดิม

Nissan Navara 2021 31

ขุมพลังที่เคยอยู่ใน Nissan Terra นำมาประจำการในบอดี้ที่นน.ลดลง แน่นอนว่าอัตราเร่งดีขึ้นหายห่วง เครื่องยนต์ YD 23 DDTI มากับระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แม้จะได้ลองแค่ระยะทางสั้นๆ แต่แรงตะกุยบนเส้นทางแบบนี้ไม่ธรรมดา

Nissan Navara 2021 31

Nissan Navara 2021 35

กรณีที่ใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ 4 Low และใช้ความเร็วไม่เกิน 10 กม./ชม. กล้องมองภาพรอบคันจะเปิดการทำงานอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้เห็นถึงสภาพเส้นทางได้ง่ายขึ้น

Nissan Navara 2021 32

ในการขึ้นเนินชัน มุมปะทะ และ มุมจากของรถมีความสำคัญเพราะจะทำให้รถบอบช้ำน้อย ยิ่งความลาดชันมาก ความบอบช้ำก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูง สำหรับนาวาร่าใหม่ มีมุมปะทะ 22.4 องศา มุมจาก 34.5 องศา ทางผู้จัดงานได้สร้างเนินชัน 50 องศาเพื่อให้ได้ทดลองไต่ความชัน โดยใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำเพียง 1,500-1,700 รอบ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่รอบเครื่องยนต์ แต่เป็นมุมที่จะเกิดการปะทะจากองศาของเนินชัน แต่ทั้งหมดก็ผ่านไปได้ด้วยดี

Nissan Navara 2021 34

บทสรุปของสัมผัสแรกกับ นิสสัน นาวาร่า ใหม่ นอกจากจะให้ความดุดันจากรูปลักษณ์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ไฟหน้าแบบ Quad LED นั้นถือเป็นรถกระบะรุ่นแรกที่ติดตั้งไฟส่องสว่างที่ให้คุณสมบัติสูง รวมถึงเทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility ที่ให้มาเกือบครบครัน จะขาดก็เพียงแต่ Adaptive Cruise Control

Nissan Navara 2021 36

ด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ในการทดลองขับระยะสั้นๆนั้น ถือว่าได้มาซึ่งความแรง เพราะก่อนหน้าที่อยู่ใน Niisan Terra อาจมีนน.ที่หนักกว่า พอมาอยู่ในนาวาร่าใหม่ ความต่างของนน.จึงเป็นที่มาของความแรงที่ขับสนุกขึ้นกว่าเดิม ฟิลลิ่งการขับขี่ถือเป็นการบ้านที่ผู้ผลิตตระหนักถึงและได้ปรับปรุงด้วยการติดตั้งระบบซับแรงสั่นสะเทือนที่พวงมาลัย รวมถึงปรับจูนโช๊คอัพให้นุ่ม หนึบ จนลืมฟิลลิ่งในรุ่นก่อนไปได้เลย

Nissan Navara 2021 36

Nissan Navara 2021 เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นที่ 599,000-1,149,000 บาท ส่วนคู่แข่งในกลุ่มเดียวกันที่เปิดตัวไปก่อนหน้าอย่าง Toyota Hilux Revo เริ่มที่ 584,000-1,239,000 บาท และฟอร์ด เรนเจอร์เริ่มที่ 669,000 -1,265,000 บาท ถือว่ามีแต้มต่อในด้านราคาอยู่พอสมควร และจะขึ้นโชว์ตัวพร้อมล่ายอดจำหน่ายทุกโชว์รูมทั่วไทยในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

สำหรับผลทดสอบแบบเต็มรูปแบบ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ จะรีบนำมารายงานให้ได้รับชม

สมาคมรถโบราณฯ จับมือ โรงแรมอวานี จัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 18”

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท เทศบาลเมืองชะอํา เทศบาลเมืองหัวหิน และ ททท. ร่วมกันจัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 18” ตามแนวคิด คิดถึงหัวหิน คืนถิ่นสัญญา” วันที่ 18 – 20 ธันวาคม นี้

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า งานหัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เป็นกิจกรรมประจำปีของสมาคมฯ และถูกบันทึกในปฏิทินของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเฉพาะเมืองหัวหิน และเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้ชมรถโบราณ และรถคลาสสิคที่ทรงคุณค่าตลอดเส้นทาง

“ปีนี้สมาคมฯ จัดงานภายใต้มาตรการป้องกัน COVID-19 ส่วนแนวคิดของงานคือ “คิดถึงหัวหิน คืนถิ่นสัญญา – Return to Hua Hin, the land of promises เพื่อแสดงความยินดีที่ได้กลับมาพบกัน ณ ถิ่นที่ความสุข และมิตรภาพ ยังซาบซึ้งในความทรงจำ โดยสมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และโรงแรมอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท พร้อมการสนับสนุนจากภาครัฐ อาทิ หอการค้าจังหวัดเพชรบุรี เทศบาลเมืองชะอำ เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)”

มาร์ค โอซูลีวาน (Mark O’Sullivan) ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ปล่อยขบวนรถโบราณสู่หัวหินในปีนี้ เปิดเผยว่า “โรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติ และความไว้วางใจจากสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ให้เป็นสถานที่จัดงานแถลงข่าว และเป็นจุดปล่อยตัวของงานหัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด เพื่อได้ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้งหนึ่ง”

“โรงแรมของเราตั้งอยู่บนถนนเจริญนคร และมีห้องพักจำนวน 250 ห้อง พร้อมบรรยากาศอบอุ่นตกแต่งสไตล์ร่วมสมัย และทุกห้องสามารถชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังมีห้องอาหารและบาร์ทั้งหมด 4 แห่ง รวมถึง ส่วน ซีน เรสเตอรองท์ แอนด์ บาร์ หนึ่งในรูฟท็อป บาร์ จุดชมวิวแสงสีของกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร และวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ที่พร้อมนำเสนอประสบการณ์สุดโรแมนติคในการทานอาหารมื้อค่ำ หรือนั่งจิบเครื่องดื่มรสเลิศ จึงทำให้มั่นใจว่าโรงแรมพร้อมเป็นสถานที่เริ่มต้นของงานครั้งนี้อย่างแน่นอน”

พิธีปล่อยขบวนรถโบราณ “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 18” แบบวิถีใหม่ จากโรงแรมอวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ สู่ อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. โดยประชาชนทั่วไปสามารถชมรถคลาสสิค และรถโบราณอันทรงคุณค่าได้อย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/VintageCarClub

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ หนุน S-Curve อุตสาหกรรมดาวเด่นสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

0

การยกระดับเศรษฐกิจของชาติโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาประเทศ  “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC นับเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยเมกะโปรเจค และการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ  ถือเป็นหนึ่งในเขตเศรษฐกิจเนื้อหอมที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศที่จะเข้ามาลงทุนเป็นอย่างมาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก” (Global Mobility Technology Company) เป็นอีกหนึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่จากจีนที่มั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย และมีความพร้อมที่จะนำนวัตกรรม เทคโนโลยี รวมไปถึงความรู้ขั้นสูงเพื่อมาช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve ไทย ทั้งด้านยานยนต์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมไปถึงการใช้หุ่นยนต์ในระบบอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

พื้นที่ภาคตะวันออกของไทย นับเป็นพื้นที่สำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรมและโรงงานมากมาย เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อต่อยอดโครงการ Eastern Seaboard ให้ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย ดึงดูดนักลงทุนเพื่อเข้ามาลงทุน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มเม็ดเงินของเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ยังรวมไปถึงการช่วยพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้แก่คนไทยและภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

 EEC จุดยุทธศาสตร์สำคัญในแนวรบเศรษฐกิจไทยและอาเซียน

จากการศึกษาของศูนย์วิจัยตลาดเติบโตสูงของ PwC แสดงให้เห็นว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมากขึ้น การรวมตัวกันของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมและกำหนดกลยุทธ์สำหรับการเติบโตในอนาคตจึงได้รับความนิยมมากขึ้น การพัฒนาพื้นที่ EEC จึงเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 5G โครงสร้างด้านสมาร์ทโลจิสติกส์ และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เพื่อรองรับการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ให้มีต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และสนับสนุนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมสำคัญตามยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (12 S-Curve Industries) ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive)

 จากสถิติล่าสุดพบว่า กลุ่มประเทศอาเซียน มี GDP รวมกันคิดเป็น 3.6% ของ ของ GDP โลก โดย EEC ของประเทศไทยเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ทั้งในเชิงงบประมาณ และขนาดพื้นที่กว่า 13,266 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีประชากรรวมกันกว่า 3 ล้านคน รวมมูลค่า GDP ของทั้ง 3 จังหวัดเท่ากับ 2,464,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 14% ของมูลค่า GDP ประเทศEEC จึงเป็นพื้นที่ศักยภาพที่ดึงดูดการลงทุนระดับเมกะโปรเจคจากนานาประเทศ ซึ่งข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า สัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติในนิติบุคคลที่จัดต้ังในไทย มีการลงทุนในจังหวัดระยองสูงสุด 399,389.60 ล้านบาท ชลบุรี 266,457.87 ล้านบาท และฉะเชิงเทรา 71,164.51 ล้านบาท โดย ญี่ปุ่น จีน และสิงคโปร์ คือ สามอันดับแรกของประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ช่วงเดือนมกราคม – สิงหาคม 2563 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 277 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนรวม 106,300 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 51% ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งประเทศ

 เสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

อุตสาหกรรมยานยนต์ นับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรม S Curve ดาวเด่น ที่น่าจับตามอง ซึ่งประเทศไทยนับได้ว่าเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ โดยเป็นผู้ผลิตยานยนต์อันดับที่ 11 ของโลก อันดับที่ 5 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของอาเซียน มีมูลค่าการลงทุนกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมูลค่าอุตสาหกรรมยานยนต์คิดเป็น 10% ของ GDP ของประเทศ

เกรท วอลล์ มอเตอร์ บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มั่นใจในศักยภาพประเทศไทย โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์พวงมาลัยขวาในไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มเข้ามาดำเนินการที่โรงงานในจังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ ปักหมุดสร้าง “โรงงานอัจฉริยะ” (Smart Factory) เพื่อพัฒนาและยกระดับระบบการผลิตยานยนต์ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี องค์ความรู้ และระบบการทำงานต่างๆ รวมไปถึงการวางแผนที่จะนำหุ่นยนต์ และการเชื่อมโยงระบบข้อมูลอัจฉริยะที่รวมการวิจัย การผลิต การจัดหา และการตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อมาเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการทำงาน ลดการใช้แรงงานในส่วนงานที่อันตรายและต้องการความแม่นยำสูงที่สามารถใช้หุ่นยนต์ทดแทนได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานไปทำในส่วนสำคัญอื่นๆ มากยิ่งขึ้น นับได้ว่าเป็นวิสัยทัศน์ในการนำอุตสาหกรรมยานยนต์ให้ก้าวไปสู่โลกอนาคตอย่างแท้จริงทั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีศักยภาพเพื่อนำมาส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) อาทิ

 

  • การใช้หุ่นยนต์ และระบบ Welding machine ที่ทันสมัยในกระบวนการผลิตและประกอบรถยนต์ในโรงงาน
  • การใช้แพลตฟอร์ม Lemon แพลตฟอร์มอัจฉริยะแบบโมดูล่าร์ระดับโลกที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการพัฒนาของรถซีดาน รถเอสยูวี และรถเอ็มพีวี ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ ส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบา สามารถลดแรงระหว่างการขับเคลื่อนให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การใช้แพลตฟอร์ม Tank แพลตฟอร์มระดับโลกเพื่อตอบโจทย์ทุกขีดความสามารถในการผลิตรถยนต์สำหรับการขับขี่แบบออฟโรด
  • การใช้ระบบ Coffee Intelligence ระบบอัจฉริยะเพื่อการขับเคลื่อนแห่งอนาคต (Future Mobility)                   ที่ประกอบด้วย ห้องโดยสารอัจฉริยะ (Intelligent Cab) การขับขี่อัตโนมัติ (Intelligent Driving) และการออกแบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Intelligent Electrical Architecture) ที่จะสร้างประสบกาณ์การขับขี่ที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถในการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต ที่จะสร้างความสัมพันธ์ใหม่และใกล้ชิดกันระหว่างคนและรถได้มากยิ่งขึ้น

 

พัฒนาทักษะเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้แรงงานไทยทะยานสู่มืออาชีพระดับโลก

การเข้ามาลงทุนของเกรท วอลล์ มอเตอร์ นอกจากมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการจ้างงาน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมให้กับบุคลากรไทย ทั้งทักษะสมัยใหม่ องค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะเติบโต และสอดคล้องกับแนวทางการยกระดับการพัฒนาเศรษกิจของประเทศ โดยบริษัทจะยังคงเดินหน้าดำเนินธุรกิจเพื่อตอกย้ำความมั่นใจให้กับประเทศไทย ในการนำวิสัยทัศน์ ผลิตภัณฑ์ การบริการอันยอดเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีการขับขี่รถยนต์ที่ล้ำสมัย มานำเสนอให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัส พร้อมสื่อสาร ข้อมูลความรู้ และนวัตกรรม เพื่อให้คนไทยเข้าสู่ยุคของอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งโลกอนาคต

เมอร์เซเดส-เบนซ์ กระตุ้นตลาดรถยนต์พรีเมียม ส่ง “The new GLA” และ “A-Class” ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศ ในราคาสุดเร้าใจ

0

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดินหน้าสร้างความตื่นเต้นให้ตลาดรถยนต์พรีเมียมคอมแพ็คช่วงปลายปี พร้อมเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่รุ่นประกอบในประเทศของ The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวี เจเนอเรชั่นที่ 2 พร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น ระบบความปลอดภัยที่มากขึ้น และMercedes-Benz A-Class ยนตรกรรมขนาดคอมแพ็คสุดโฉบเฉี่ยวใหม่ โดย Mercedes-Benz A-Class ใหม่ มาพร้อมราคาเริ่มต้นเพียง 1,990,000 บาท นับว่าเป็นทางเลือกสุดเร้าใจสำหรับลูกค้ารุ่นใหม่ที่กำลังมองหารถยนต์คอมแพ็คที่ตอบทุกโจทย์การใช้งานในโลกยุคปัจจุบัน

มร. โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2563 นับว่าเป็นปีแห่งความท้าทายสำหรับทุกคน ยิ่งโดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไทย ปีนี้นับว่าเป็นปีแห่งความท้าทายที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เรามองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่เรื่อง PM 2.5 เรื่อยมาจนถึงสถานการณ์โควิด-19 ล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้เราได้ปรับตัว เปลี่ยนแปลง และลองทำอะไรใหม่ ๆ นั่นจึงเป็นที่มาของการที่เราปรับกลยุทธ์ในการบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่องตลอดปี ทั้งการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น การดูแลเรื่องสุขอนามัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องเมื่อลูกค้าเข้ามารับบริการที่ศูนย์บริการ การนำเสนอแคมเปญ “Shine for Tomorrow” เพื่อมอบเงินช่วยเหลือโรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 เรื่อยมาจนถึงการเปิดตัวแคมเปญ Charge to Change เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ให้ความสำคัญกับการชาร์จไฟฟ้าให้มากขึ้นเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลสิ่งแวดล้อมและช่วยลดภาวะวิกฤติจาก PM 2.5”

 

“สำหรับการเปิดตัวรถยนต์ “The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz A-Class” ใหม่ รุ่นประกอบในประเทศในวันนี้ ถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการกระตุ้นตลาดรถยนต์ต่อเนื่องในช่วงโค้งสุดท้ายของปี โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียมคอมแพ็คที่มีศักยภาพการเติบโต และมีลูกค้ารุ่นใหม่ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยการนำเสนอรุ่นประกอบในประเทศ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์สามารถทำราคาที่ทั้งแข่งขันได้และดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมาย ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาออปชันที่เรานำเสนอภายในรถยนต์ ภายใต้ดีไซน์ที่มีความโดดเด่น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบครบครันเหนือระดับเมื่อเทียบกับรถยนต์ในระดับเดียวกัน เรามั่นใจว่า รถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้เติบโต และช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาความเป็น  แบรนด์รถยนต์ลักชัวรีอันดับ 1 ในไทยได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 อย่างแน่นอน” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม

 

The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic คือรถยนต์คอมแพ็คเอสยูวีเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น พื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยที่จัดมาให้แบบเต็มพิกัดยิ่งกว่าที่เคย เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวให้กับทุกการเดินทางด้วยขุมพลังขนาด 1,332 ซีซี ทว่าให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620-4,000 รอบ/นาที และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.7-6.0 ลิตร/100 กม.

 

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นและทรงพลังในทุกรายละเอียด ภายใต้การกำหนดสัดส่วนของตัวถังให้สั้นลงเล็กน้อย ดูคอมแพ็คมากขึ้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทว่ามาพร้อมความสูงของตัวถังที่เพิ่มขึ้นกว่า 10 เซนติเมตรจากรุ่นก่อน ส่งผลให้ห้องโดยสารแถวหน้ามีพื้นที่เหนือศีรษะมากขึ้น ในขณะที่ห้องโดยสารแถวหลังก็มีพื้นที่วางขาที่กว้างขึ้นด้วย ภายในห้องโดยสารให้สัมผัสของการสร้างสรรค์สเกลการออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียดด้วยสไตล์ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต โมเดิร์น และให้ความรู้สึกกว้างขวางที่สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้ามานั่ง พร้อมเติมเต็มความสปอร์ตด้วยชุดตกแต่งภายในแบบ AMG Interior Package และความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

The new Mercedes-Benz GLA 200 AMG Dynamic ราคา 2,399,000 บาท

 

 

Mercedes-Benz A-Class คือยนตรกรรมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการเติมความโฉบเฉี่ยวให้กับชีวิตในเมืองใหญ่ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียง 1,332 ซีซี แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ความเร็ว 1,620-4,000 รอบ/นาที ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตรในเวลาเพียง 8.1 วินาที โดยมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม.

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz A-Class สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่เน้นความเรียบง่ายและให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรงและดึงดูดใจ ด้วยโครงสร้างภายนอกที่โดดเด่น ผสมผสานระหว่างดีไซน์คลาสสิกของรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์และความปราดเปรียวเร้าใจได้อย่างลงตัว ส่วนภายในห้องโดยสารดูทันสมัยและกว้างขวางเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่มากที่สุด รูปลักษณ์ของหน้าปัดออกแบบมาอย่างล้ำสมัย ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าในทุกรายละเอียด พร้อมความโดดเด่นของระบบไฟส่องสว่างแบบ Ambient Light ให้เลือกถึง 64 สี ช่วยขับเน้นเอกลักษณ์ความสปอร์ตโดดเด่นยิ่งขึ้น Mercedes-Benz A-Class ยังมาพร้อมเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากมาย โดยเฉพาะไฮไลต์อย่าง Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้าและผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยทำงานร่วมกับระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ช่วยมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่มากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่

Mercedes-Benz A-Class มีวางจำหน่าย 2 รุ่น ได้แก่

  • Mercedes-Benz A 200 Progressive ราคา 1,990,000 บาท
  • Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ราคา 2,150,000 บาท

 

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

ฟอร์ด สานต่อโครงการ “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” มอบทุนการศึกษากว่า 4 แสนบาท

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สนับสนุนการ พัฒนาบุคลากรช่างเทคนิค  ด้วยการมอบทุนการศึกษา และการฝึกอบรมช่างฝึกหัด ให้กับนักเรียนจากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และพนักงานโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำนวน 8 ทุน รวมมูลค่าทุนการศึกษากว่า 4 แสนบาท เพื่อพัฒนาและมอบโอกาสความก้าวหน้าในสายอาชีพให้แก่บุคลากรช่างเทคนิค ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนความรู้…สู่อาชีพ” โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่าง ฟอร์ด ประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) และวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในสายงานการผลิต

“ฟอร์ดมุ่งมั่นสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาของนักเรียนไทยอย่างเต็มที่ ความรู้และประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติจริงนอกห้องเรียนในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยได้มาตรฐานระดับโลก และมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีความรู้ด้านยานยนต์คอยให้คำแนะนำ จะมีส่วนช่วยให้นักเรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองขึ้นอีกระดับ นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับประโยชน์และสามารถพัฒนาทักษะ  เสริมสร้างความรู้ความสามารถ รวมถึงได้ค้นหาความถนัดที่แท้จริงของตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่สาขาวิชาชีพของตนเองในอนาคต” มร.วินโค ซาริค ผู้จัดการโรงงาน ฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง กล่าว

ผู้ที่ได้รับทุนจะได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะการเป็นช่างเทคนิคในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้นจากวิทยากรมืออาชีพ ทั้งจากห้องเรียนภายในวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และจากการเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญภายในโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับทุนจะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อการศึกษาตามโครงสร้างหลักสูตรและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ใช้ในการฝึกอบรม โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับใบรับรองและประกาศนียบัตรจากฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และได้รับวุฒิการศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จากวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จังหวัดชลบุรี