Home Blog Page 415

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ครูสเซอร์พันธุ์แท้ที่มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการไบเกอร์สายคลาสสิกอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งครูสเซอร์ที่จะมาสร้างตำนานใหม่ในตลาดบิ๊กไบค์ ด้วยการผสมผสานประวัติศาสตร์ที่โดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เข้าไว้กับเทคโนโลยีล้ำสมัยในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตโดยบีเอ็มดับเบิลยู จึงสามารถมอบประสบการณ์ในการขับขี่ที่เพียบพร้อมทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียภาพ ในดีไซน์ที่หลอมรวมกลิ่นอายแบบย้อนยุคและร่วมสมัยไว้ในสไตล์ที่เปี่ยมด้วยความเรียบง่าย แต่โดดเด่นด้วยจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกในดวงใจของเหล่าไบเกอร์

เอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ใหม่ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่สื่อถึงแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ในแบบดั้งเดิม การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงมอบกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างถึงอารมณ์ด้วยชิ้นส่วนแฮนด์เมดต่าง ๆ ที่ล้วนตอกย้ำถึงความเรียบง่ายที่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในทุกองค์ประกอบ สัดส่วนที่ลงตัวของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ยังได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกรุ่นพี่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลาด้วยดีไซน์เปลือยสะกดสายตา

หัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ใหม่ คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบขนาดใหญ่ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้ทรงพลังทั้งในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ โดยเป็นการยกระดับต่อจากเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิมที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดเริ่มผลิตขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 โดยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบรุ่นใหม่นี้ ทรงพลังที่สุดในบรรดาเครื่องยนต์ประเภทเดียวกันที่บีเอ็มดับเบิลยูเคยผลิตออกจำหน่าย มาพร้อมความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที และส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในระหว่าง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที พร้อมสร้างเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ ในขณะที่ระบบขับเคลื่อนมาในโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู และยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่าง ๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจากบีเอ็มดับเบิลยู R 5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

บีเอ็มดับเบิลยู R 18 First Edition ใหม่
ราคาจำหน่าย: 1,150,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร ผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

0

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ประกาศปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ผนึกกำลังระหว่างตลาดต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อเดินหน้าสู่อนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมแต่งตั้ง มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ขณะที่คุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นไป

ภายใต้โครงสร้างองค์กรใหม่นี้ ทีมงานบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออก จะปฏิบัติงานควบคู่ไปกับทีมของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในประเทศไทย เพื่อดูแลการดำเนินงานและขยายศักยภาพอันแข็งแกร่งของแต่ละตลาดในภูมิภาค นอกจากนี้ โครงสร้างการบริหารรูปแบบใหม่ยังผนึกการดำเนินงานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาเลเซีย เข้าไว้ภายใต้การดูแลของมร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ในตำแหน่งผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประจำประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพการเติบโตของตลาดที่หลากหลายในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันยิ่งขึ้น มร. ญาเบรส-โปห์ล เข้ารับหน้าที่ในการบริหารดูแลบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ต่อจาก มร. คริสเตียน แซมลาวสกี้ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขายในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เพื่อดูแลรับผิดชอบด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์าดในสหรัฐอเมริกา โดยประจำอยู่ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการตลาดและการขายจากมหาวิทยาลัย ESIC ในเมืองมาดริด ประเทศสเปน และได้เริ่มต้นร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในปี พ.ศ. 2545 โดยก่อนหน้าเข้ารับตำแหน่งในประเทศไทย มร. ญาเบรส-โปห์ล ประจำอยู่ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศสิงคโปร์ ในฐานะผู้อำนวยการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รับผิดชอบดูแลตลาดนำเข้า 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในตำแหน่งใหม่นี้ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะดูแลการบริหารและขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย รวมถึงตลาดนำเข้าอีก 10 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ฮ่องกง บรูไน นิวแคลิโดเนีย และเฟรนช์โปลินีเซีย

นอกจากนี้ การวางโครงสร้างบริหารใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ยังรวมถึงการแต่งตั้งคุณเศรษฐิพงศ์ อนุตรโสตถิ ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายแบรนด์ระดับภูมิภาคและฝ่ายขายประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยคุณเศรษฐิพงศ์ ได้ร่วมงานกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 และปฏิบัติงานในหลากหลายบทบาทหน้าที่ตลอด 16 ปีกับบีเอ็มดับเบิลยู รวมถึงการรับตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เอเชีย ในประเทศสิงคโปร์ โดยในตำแหน่งใหม่นี้ คุณเศรษฐิพงศ์จะรับผิดชอบดูแลการพัฒนาแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วทั้งภูมิภาค รวมทั้งดูแลด้านการขายของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในประเทศไทย

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การปรับโครงสร้างเพื่อผนึกกำลังทั่วภูมิภาคในครั้งนี้ จะช่วยให้เรายกระดับศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในตลาดที่สำคัญต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยหลอมรวมความรู้ความเชี่ยวชาญของทีมจากแต่ละตลาดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้าไว้ด้วยกัน ในโอกาสนี้ ผมขอต้อนรับ มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล สู่ครอบครัวบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ผมเชื่อว่าความเชี่ยวชาญจากการทำงานในระดับภูมิภาคและประสบการณ์ของ มร. ญาเบรส-โปห์ล จะสร้างทีมที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย รวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกให้ก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าได้อย่างสวยงาม และผมยังขอแสดงความยินดีกับคุณเศรษฐิพงศ์ ที่จะได้เริ่มต้นก้าวใหม่ที่น่าตื่นเต้นในบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งประสบการณ์กว่า 16 ปีของคุณเศรษฐิพงศ์ ได้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสามารถที่โดดเด่นทั้งในด้านการตลาดและการบริหาร ผมมั่นใจว่า เราจะสามารถสร้างความสำเร็จอีกมากมายร่วมกันทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอย่างแน่นอน”

ฮอนด้า ชวนลูกค้าเข้ารับบริการ เพื่อใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในโครงการ “ช้อปดีมีคืน 2563”

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ชวนลูกค้าซื้อสินค้าและเข้ารับการบริการ* ณ โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “ช้อปดีมีคืน” ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นมาตรการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงปลายปีโดยกระทรวงการคลัง โดยลูกค้าสามารถนำใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบจากยอดค่าใช้จ่ายจริง สูงสุด 30,000 บาท มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2563

*รายการค่าใช้จ่ายที่เข้าร่วมเงื่อนไขในโครงการ “ช้อปดีมีคืน”
รายการที่ 1             งานตรวจเช็กตามระยะทาง (PM) และงานซ่อมทั่วไป (GR)
รายการที่ 2             งานซ่อมตัวถังและสี (BP) ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน
รายการที่ 3             ค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ เช่น การเปลี่ยนยางรถยนต์ การซื้อยางรถยนต์ เป็นต้น
รายการที่ 4             งานบริการใดๆ รวมถึงอุปกรณ์เคมีภัณฑ์ ที่ชำระในช่วงระยะเวลาของโครงการฯ
รายการที่ 5             งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งของฮอนด้า (ACC) และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT)

ทั้งนี้ ลูกค้าฮอนด้าที่ต้องการใช้สิทธิ์ในโครงการ “ช้อปดีมีคืน 2563” สามารถซื้อสินค้าหรือนำรถยนต์เข้ารับบริการได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2563 เท่านั้น โดยจะต้องนำใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบ ยื่นแบบภาษีประจำปี 2563 กับกรมสรรพากรในช่วงเดือนมีนาคม 2564 โดยจะต้องไม่เป็นผู้ที่ได้รับสิทธิ์และใช้สิทธิ์ในโครงการ “คนละครึ่ง” รวมถึงไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรือเว็บไซต์  www.honda.co.th

มาสด้า จับมือ 14 ออโต้กรุ๊ป ทุ่ม 300 ล้าน เปิดโชว์รูมแห่งใหม่ใหญ่สุดย่านพระประแดง

0

มาสด้า เดินเกมส์รุกเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังมาตรฐาน “มาสด้า พระประแดง” บนถนนสุขสวัสดิ์ สมุทรปราการ ด้วยพื้นที่กว่า 9,250 ตรม. ภายใต้การบริหารงานของกลุ่ม 14 ออโต้ กรุ๊ป โดดเด่นด้วยสถานที่ตั้งบนทำเลศักยภาพสูง มีจุดเชื่อมต่อทางด่วนกาญจนาภิเษกและเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง มุ่งมั่นเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าในระดับแนวหน้าด้วยการบริการแบบครบวงจร ทุ่มงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท รองรับการบริการลูกค้าได้มากสุด 600 คันต่อเดือน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าไม่เคยหยุดที่ก้าวเดินไปข้างหน้า เราพร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งล้วนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้า โดยเฉพาะหลังจากการเปิดตัวรถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และการออกแบบอันสง่างามของ โคโดะ ดีไซน์ ทำให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการที่โชว์รูมในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริการจึงเป็นหัวใจหลักสำคัญในการสร้างความเชื่อให้กับลูกค้า มาสด้าจึงเดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้สอดรับต่อความต้องการของลูกค้า พร้อมปรับปรุงภาพลักษณ์โชว์รูมให้ทันสมัย หรูหรา และพรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับแบรนด์มาสด้าและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกๆ ด้าน

ครั้งนี้ มาสด้าได้ร่วมมือกับกลุ่ม 14 ออโต้ กรุ๊ป เปิดโชว์รูม ”มาสด้า พระประแดง” บนถนนสุขสวัสดิ์ สมุทรปราการ เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่พระประแดง อันรายล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำและที่อยู่อาศัย และยังอยู่ใกล้กับวงแหวนอุตสาหกรรมและทางด่วนกาญจนาภิเษก ทำให้สามารถเดินทางไปมาระหว่างฝั่งพระราม 2 กับสมุทรปราการได้สะดวก รวมถึงยังมีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่จะพร้อมให้บริการภายในปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มศักยภาพให้กับพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างรวดเร็ว มาสด้าเชื่อว่าโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ จะสามารถเติมเต็มทุกความต้องการของลูกค้ามาสด้าในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

นายวุฒิพงศ์ จงพิพิธพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้ ไพร์ม จำกัด กล่าวว่า เนื่องจากกลุ่ม 14 ออโต้ กรุ๊ป มีความชำนาญในการดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภทโดยเฉพาะธุรกิจรถยนต์ ทั้งในเขตกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ โดยได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการ เริ่มจากโชว์รูม มาสด้า เทพารักษ์ เป็นสาขาแรก ซึ่งมีลูกค้าทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่มาเข้ารับบริการเป็นจำนวนมาก จึงได้ขยายสาขาเพิ่มเติมมายังพระประแดง โดยเราได้นำข้อดีจากการบริหารงานในธุรกิจต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพมาประยุกต์ใช้ พร้อมพัฒนาระบบการจัดการและพัฒนาประสิทธิภาพของบุคลากรอยู่เสมอ พร้อมบุคลากรด้านการขาย การบริการ และช่างเทคนิกที่มากประสบการณ์ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างแม่นยำในทุกจุด

“โชว์รูมมาสด้าแห่งใหม่นี้เราใช้งบประมาณลงทุนไปกว่า 300 ล้านบาท เพื่อสร้างให้เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจร อันมีความหรูหรา โอ่อ่า และทันสมัย เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายครบครัน ภายใต้ภาพลักษณ์แบบใหม่ Mazda Corporate Identity บนพื้นที่ 9,250 ตรม. ซึ่งเป็นโชว์รูมมาสด้าแห่งแรกในสมุทรปราการที่มีพื้นที่สองชั้นสำหรับจอดรถโชว์ รองรับการบริการแบบครบวงจรทั้งส่วนงานขาย งานบริการ งานฝ่ายอะไหล่ และงานซ่อมตัวถังและสี โดยมีช่องซ่อมบำรุงถึง 15 ช่องซ่อม พร้อมศูนย์ซ่อมตัวถังและสีอีก 20 ช่องซ่อม ที่สามารถรองรับรถยนต์ที่จะมาใช้บริการได้สูงสุดถึง 600 คันต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถรองรับลูกค้าทั้งในปัจจุบันและจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้อย่างเพียงพอ”นายวุฒิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติม

ปฐมบท กิจกรรม Porsche Esports ทัวร์นาเมนต์สุดดุเดือด จากผู้เข้าร่วมแข่งขันเกือบ 400 ราย

0

หลังจากการแข่งขันในรอบจัดอันดับทั้ง 3 สนามอันดุเดือดเข้มข้น รวมทั้งแพ็กเกจการชิงชัยรอบชิงชนะเลิศ ที่ขับเคี่ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง ชนิดหายใจรดต้นคอจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายได้ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย Taylor Smith หรือสมญานามในวงการเกมเมอร์ LagALot IG จากประเทศออสเตรเลีย คือผู้พิชิตชัยในฐานะเจ้าของตำแหน่ง ชนะเลิศอันดับ 1 คนแรก ของการแข่งขัน Porsche Asia Pacific Forza Cup

ปรากฎการณ์ครั้งแรกในภูมิภาค สำหรับกิจกรรม Esports ทัวร์นาเมนต์จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ Porsche Asia Pacific และ Porsche Cars Australia ประสานพลังกับแพลตฟอร์มเกมส์แข่งรถชื่อดัง Forza Motorsport 7 บังเกิดการรวมตัวของนักแข่งรถออนไลน์เกือบ 400 ชีวิต จาก 14 ประเทศ เข้าร่วมประลองความเร็วเพื่อพิสูจน์ ความสามารถและทักษะในการบังคับควบคุม รถแข่งปอร์เช่สุดแรงถึง 3 รุ่น ทั้ง 918 สไปเดอร์ (918 Spyder), 919 ไฮบริด (919 Hybrid) และ 911 จีที3 อาร์เอส (911 GT3 RS) ขับเคี่ยวบน 3 สนามที่ถือได้ว่ามีความท้าทายที่สุดในโลก คือ Bathurst, Nürburgring และ Le Mans

Claire Jedrek และ Yuey Tan 2 นักขับรถแข่งที่มีชื่อเสียงในเอเชียรับหน้าที่เป็นผู้บรรยายและวิเคราะห์สถานการณ์ การแข่งขัน Porsche Asia Pacific Forza Cup  ในรอบชิงชนะเลิศ Grand Finals ผ่านการยิงสัญญาณถ่ายทอดสด จากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ยอดฝีมือของภูมิภาคทั้ง 16 ราย ทั้งจากประเทศออสเตรเลีย, บรูไน, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย ร่วมระเบิดศึกแห่งเกียรติยศหลังพวงมาลัยของรถแข่งปอร์เช่ เคย์แมน จีทีโฟร์ คลับสปอร์ต  (Cayman GT4 Clubsport) ตลอดสองสนามความเร็วระดับตำนาน นั่นคือ Silverstone และ Hockenheimring และเป็น LagALot IG/Taylor Smith ที่สามารถคว้าตำแหน่งแชมเปี้ยนคนแรกไปแบบสุดระทึก ด้วยการเฉือนชนะรองอันดับ 1 ไปเพียง 1 คะแนนเท่านั้น

“ปอร์เช่ทุกคันมีความเป็นรถสปอร์ต เห็นได้ชัดว่าจิตวิญญาณของการแข่งขันฝังลึกอยู่ใน DNA ของเรา ตลอดเวลาที่ผ่านมา แรงผลักดันของเราคือความปราถนาที่จะแบ่งปันประสบการณ์อันแสนตื่นเต้นเร้าใจไปยังบรรดา แฟนๆ  ผู้หลงใหลใน ยนตรกรรมสปอร์ตทั่วทุกมุมโลกแนวทางของปอร์เช่ คือการยึดมั่นต่อพันธะสัญญาในการ พัฒนามอเตอร์สปอร์ต อย่างมีระเบียบแบบแผนมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการรวมตัว ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากหลากหลายเชื้อชาติ ผ่านระบบออนไลน์นอกจากนั้นยังได้สัมผัสถึงความหลงใหลคลั่งไคล้ที่เหล่าแฟนตัวยงของเรามีให้กับ Esports ทัวร์นาเมนต์ ในครั้งนี้เรากำลังเสาะแสวงหาความเป็นไปได้อื่นๆ ที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตอันใกล้รวมทั้งการได้ต้อนรับแฟนๆ หน้าใหม่ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Porsche community” ข้างต้นคือความคิดเห็นจาก Janine Dietzel ผู้ดูแลส่วนงาน Experiential Marketing ของ Porsche Asia Pacific

“กิจกรรมการแข่งขัน Porsche Asia Pacific Forza Cup รอบชิงชนะเลิศเต็มไปด้วยบรรยากาศของการขับเคี่ยว อันลุ้นระทึกเกินจินตนาการ ตั้งแต่ออกสตาร์ทจวบจนเสร็จสิ้นทั้ง 2 สนามสุดท้าย! ไม่เพียงแต่การได้รับเกียรติอย่างสูง ในฐานะแชมป์คนแรกของรายการแต่มันยังมีความหมายจากการเป็นชัยชนะครั้งแรกของผมอีกด้วย ผมแทบรอไม่ไหวที่จะ ได้ทดสอบศักยภาพของตัวเองหลังพวงมาลัยของรถปอร์เช่คันจริง นี่คือทริปออกนอกประเทศออสเตรเลียครั้งแรกของผม และมันช่างน่าตื่นเต้นที่การเดินทางนี้จะนำพาผมไปยังสนามแข่งรถระดับตำนาน” LagALot IG/Taylor Smith ให้สัมภาษณ์ จากประเทศออสเตรเลีย

หลังจากการเอาชนะมาได้ทั้ง 5 สนามในโลกเสมือน LagALot IG/Taylor Smith ยังได้รับโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ด้วยการขับรถแข่งจริงบนสนาม Hockenheimring ที่มีชื่อเสียง พร้อมความสนุกสนานและยกระดับทักษะการขับรถแข่ง ไปกับโปรแกรมการขับขี่ฟรีตลอดรายการ ที่ศูนย์ Porsche Experience Centre เเห่งใหม่ ประเทศเยอรมันในปี 2021

ผู้เข้ารอบสุดท้ายทั้ง 16 คน และผู้เข้าแข่งขันที่มีอันดับสูงสุด 3 อันดับแรกจะได้รับรางวัลจากผลิตภัณฑ์ Porsche Driver’s Selection และ HUGO BOSS ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการของ Porsche Asia Pacific Forza Cup

รับชมการแข่งขัน Porsche Asia Pacific Forza Cup – รอบชิงชนะเลิศและติดตามอันดับคะแนนสะสม เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมได้ที่ https://porscheapforzacup.com.

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว คลังสินค้าขนาดใหญ่แห่งใหม่ล่าสุดในเมืองไทย

0

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัวคลังสินค้าวอลโว่แห่งใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย VOLVO CAR THAILAND CENTRAL DISTRIBUTION & TRAINING CENTER” (VCT CDTC) บนถนนบางนา-ตราด กม. 23 จังหวัดสมุทรปราการ ทุ่มเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อให้เป็นคลังสินค้าหลักแบบครบวงจรของวอลโว่ในภูมิภาคอาเซียน บนพื้นที่ขนาด 23,331 ตารางเมตร ส่วนคลังสินค้าสามารถจัดเก็บรถยนต์วอลโว่ได้มากถึง 550 คัน มีฝ่ายบริหารการจัดเก็บอะไหล่และชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนฝ่ายการตรวจสอบสภาพรถยนต์ด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานระดับโลก ก่อนส่งมอบรถยนต์วอลโว่ไปยังผู้จัดจำหน่ายทั่วภูมิภาคเพื่อส่งตรงยังลูกค้าต่อไป อีกทั้งยังมีศูนย์ฝึกอบรมตามมาตรฐานสากลและศูนย์รถยนต์วอลโว่เพื่อการทดสอบสมรรถนะสำหรับสื่อมวลชน คลังสินค้าแห่งนี้สามารถรองรับการเติบโตและการขยายธุรกิจของวอลโว่ได้ในอนาคต สอดคล้องตามแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของวอลโว่ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจรถยนต์ระดับพรีเมียมของภูมิภาค

มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว “คลังสินค้า Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center หรือ VCT CDTC ใหม่ ถูกออกแบบพิเศษเพื่อ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในความร่วมมือกับพันธมิตร กลุ่ม WHA ได้ติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการคลังสินค้าและสต็อกชิ้นส่วนอะไหล่ที่ล้ำสมัย ซึ่งถูกออกแบบเพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับประเทศไทย พวกเราเน้นในเรื่องของคุณภาพเป็นสำคัญ รถคันใหม่ทุกคันจะเข้ารับการตรวจคุณภาพอย่างละเอียด ตามขั้นตอนก่อนที่จะถูกส่งให้กับผู้ค้าปลีกและลูกค้า นี้เป็นสิ่งที่เราสามารถให้ความมั่นใจได้ว่ารถทุก ๆ คันที่ออกจากคลังสินค้านั้นสมบูรณ์แบบสำหรับลูกค้า นอกจากนี้วอลโว่ยังได้วางแผนล่วงหน้าและทำการติดตั้งตัวชาร์ตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์รีชาร์จใหม่ รวมไปถึง รถยนต์ไฟฟ้า ที่เราจะเปิดตัวในปีหน้า เราเชื่อมั่นว่าคลังสินค้าแห่งใหม่นี้จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจของวอลโว่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างก้าวกระโดดในอนาคตอย่างแน่นอน”

Volvo Car Thailand Central Distribution & Training Center (VCT CDTC) มีพื้นที่ถึง 23,331 ตารางเมตร โดยได้รับการออกแบบให้เป็นคลังสินค้าขนาดใหญ่แบบ Built-to-Suit ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยวอลโว่มีแผนการบริหารคลังสินค้าอย่างครอบคลุมโดยจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางของ 5 หน่วยงานหลักในธุรกิจรถยนต์วอลโว่ ได้แก่

  • Distribution Center ศูนย์การกระจายสินค้าขนาดใหญ่ที่ติดตั้งระบบการบริหารจัดการสุดไฮเทค ทั้งยังตั้งอยู่ในทำเลที่มีการคมนาคมสะดวกสบายและเชื่อมต่อกับช่องทางการกระจายสินค้าต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว จึงสามารถจัดส่งรถยนต์วอลโว่ไปยังลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายทั่วภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Pre-Delivery Service (PDS) เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่นี่ มอบบริการตรวจสอบสภาพรถยนต์วอลโว่ตามมาตรฐานระดับโลก มี Software Station ในการตรวจสอบความสมบูรณ์แบบของรถยนต์ เราให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องคุณภาพ รถยนต์คันใหม่ของเราทุกคันจะต้องผ่านจุดตรวจสอบคุณภาพมากมายหลายขั้นตอน ก่อนที่จะถูกส่งมอบให้แก่ผู้ค้าปลีกและลูกค้าของเรา ด้วยกระบวนการอันพิถีพิถันนี้เอง ทำให้เรามั่นใจว่ารถยนต์ทุกคันที่ออกจากคลังสินค้าจะมีความสมบูรณ์แบบมากที่สุด
  • Parts Distribution Center ศูนย์กลางการบริหารชิ้นส่วนและอุปกรณ์อะไหล่รถยนต์วอลโว่ เลือกใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการบริหารจัดการคลังสินค้า เพื่อเสริมประสิทธิภาพการบริการทั้งก่อนและหลังการขายได้แบบครบวงจร ตลอดจนการรับประกันชิ้นส่วนและอุปกรณ์อะไหล่ตลอดอายุการใช้งานรถยนต์วอลโว่ (Customer Lifetime Parts Warranty)
  • Training Center ศูนย์ฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงและที่ปรึกษาการขายรถยนต์วอลโว่แห่งใหม่ ดำเนินงานโดยทีมงานมืออาชีพมากประสบการณ์จากฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยตกแต่งศูนย์ฝึกอบรมให้เป็นห้องเวิร์กช็อปแนวใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Volvo Personal Service (VPS) มอบบรรยากาศที่หรูหราโปร่งสบายสไตล์สแกนดิเนเวียนเช่นเดียวกับศูนย์บริการรถยนต์วอลโว่ทั่วประเทศ
  • Press Car Center ศูนย์บริการรถยนต์วอลโว่เพื่อการทดสอบสมรรถนะของสื่อมวลชน ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน PDS Center (Pre-Delivery Service Center) และ เจ้าหน้าที่ Press Car เพื่อการประสานงานกับสื่อมวลชนในการนำรถยนต์วอลโว่ไปทดสอบสมรรถนะ ด้วยพื้นที่ของ VCT CDTC ที่กว้างขวาง เราจึงมีพื้นที่จอดรถส่วนตัวอย่างเพียงพอสำหรับสื่อมวลชน พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงห้องรับรองเพื่อการประสานงาน โดยมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับรถยนต์และบริการ รวมถึงข้อมูลต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

วอลโว่ คาร์ เล็งเห็นว่า “ประสบการณ์ของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด” ทำให้การดำเนินการทุกด้านของวอลโว่มีความสอดคล้องกับแนวความคิดและประสบการณ์ที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกที่แท้จริง

นอกจากมีเป้าหมายเพื่อมอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ที่ต้องประสานงานทุกภาคส่วน รวมถึงกลุ่มลูกค้าและสื่อมวลชนทุกท่าน วอลโว่ยังเล็งเห็นว่าภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับพรีเมียมในเมืองไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตสูงทั้งในปัจจุบันและอนาคต การเปิดคลังสินค้าแบบครบวงจรแห่งใหม่แห่งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของวอลโว่ในการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำธุรกิจรถยนต์พรีเมียมอย่างแท้จริง รวมถึงการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังสินค้าเพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจของวอลโว่ในภูมิภาคนี้ในอนาคต” มร.คริส เวลส์ กล่าวเสริม

‘ซูซูกิ’ จัดงาน “Best Dealer Award 2019/2020” ประกาศรายชื่อ 9 ผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี

0

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ ‘ซูซูกิ’ ยังคงเดินหน้าจัดการแข่งขันผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2562-2563 (Best Dealer Award 2019/2020) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ‘ซูซูกิ’ มุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพของผู้จำหน่ายรวมถึงบุคคลากรภายในองค์กรของผู้จำหน่าย ด้วยกลยุทธ์ในการดูแลและเข้าถึงลูกค้าทุกท่านด้วยความจริงใจ พร้อมทั้งใส่ใจที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกราย  ด้วยความมุ่งหวังสำคัญ คือการยกระดับงานบริการในทุกด้าน ทั้งก่อนและหลังการขายให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างยั่งยืน 

ในปีนี้ ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จึงยังตอกย้ำถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนางานบริการของผู้จำหน่ายทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและลูกค้าของซูซูกิว่าธุรกิจของซูซูกิจะสามารถก้าวไปข้างหน้าและอยู่คู่คนไทยได้อย่างยั่งยืน โดยการจัดการแข่งขันการจัดการแข่งขันผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมประจำปี 2562/2563 (Best Dealer Award 2019/2020) ถูกกำหนดขึ้นภายใต้หัวข้อ การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในองค์กรของผู้จำหน่าย เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมการทำงานร่วมกันของแต่ละภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาภและยั่งยืน

วัตถุประสงค์สำคัญ คือ ยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกด้านของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ กระตุ้นให้เกิดการดูแลและการปรับปรุงพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินธุรกิจของผู้จำหน่ายในประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นผ่านการตอบแทนลูกค้าด้วยความจริงใจในฐานะที่ลูกค้าทุกท่านเป็นผู้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นอย่างดีเสมอมา 

ฉะนั้น วัตถุประสงค์ในการจัดการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงพัฒนางานบริการเพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานในทุกด้าน แต่เรายังมุ่งหวังให้ผู้จำหน่ายก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะบุคลากรทุกคนเป็นทรัพยากรอันสำคัญที่จะช่วยนำพาซูซูกิไปสู่การเป็นบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์คุณภาพและเข้าไปอยู่ในใจของคนไทยได้อย่างดียิ่ง  

“ในการจัดการแข่งขัน นอกจากเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของตัวบุคคลากรแล้วนั้น ยังเป็นโอกาสอันดีที่ได้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดกันระหว่างผู้บริหารและผู้จำหน่าย เพื่อร่วมกันมองหาแนวทางในการนำข้อมูลต่างๆ  มาพัฒนาและปรับปรุงการบริหารงาน ของทั้งบริษัทฯ และผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต” นายมิโนรุ อามาโนะ กล่าว

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับกิจกรรม ‘Best Dealer Award 2019/2020’ นับเป็นการยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าถึงคุณภาพในการบริการงานขายและดูแลเอาใจใส่ลูกค้าที่เป็นครอบครัวซูซูกิได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนกับคู่คิดที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสุขให้กับชีวิตของลูกค้าทุกท่าน  

โดยในการแข่งขันทาง ซูซูกิได้พิจารณาจากคุณสมบัติของผู้จำหน่าย และผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา ว่าผ่านตามเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดหรือไม่ ก่อนจะคัดเลือกผู้จำหน่ายเพื่อผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพื่อชิงชนะเลิศจำนวน 9 ราย ก่อนจะทำการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นผ่านการนำเสนอวิสัยทัศน์และแนวทางการดำเนินงานของผู้จำหน่ายแต่ละแห่ง แบ่งออกเป็นรางวัล Best of the Best dealer 2019/2020 จำนวน 1 รางวัล และรางวัล Platinum dealer 2019/2020 จำนวน 8 รางวัล ซึ่งรายชื่อผู้จำหน่ายที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ประกอบด้วย 

รางวัล Best of The Best ได้แก่ บริษัท เอ.เอ็น.เอ็น.ออโต้เซลส์(2016) จำกัด  สาขาสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส

รางวัล Platinum Dealer 2019/2020 จำนวน 8 รางวัล ได้แก่

  1. บริษัท ดี โฟร์ คาร์ซิตี้ จำกัด    กรุงเทพมหานคร
  2. บริษัท แพร่ยนตรการ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด    จังหวัดอุตรดิตถ์
  3. บริษัท คลัง ออโตโมบิลส์ จำกัด    จังหวัดนครราชสีมา
  4. บริษัท เอส.ยู.ซูซูกิ ภูเก็ต จำกัด    จังหวัดภูเก็ต
  5. บริษัท ซูซูกิ ลพบุรี จำกัด    จังหวัดลพบุรี
  6. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซูซูกิ กาฬสินธุ์ ออโต้คาร์    จังหวัดกาฬสินธุ์
  7. บริษัท ซูซูกิ หัวหิน (สิทธิภัณฑ์) จำกัด    จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  8. บริษัท ซูซูกิ นวนคร จำกัด   จังหวัดปทุมธานี

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า ซูซูกิร่วมมือกับผู้จำหน่ายทุกรายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนานอกเหนือจากการมอบบริการที่ดีที่สุดกับลูกค้าเพื่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด โดยการมุ่งเน้นอบรมพนักงานในเชิงปฏิบัติอย่างมืออาชีพ ปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของเพื่อให้มีใจรักในการบริการลูกค้าด้วยความยินดีและเต็มใจ อีกทั้งยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลทรัพยากรบุคคลทุกภาคส่วนเสมือนหนึ่งในครอบครัวเดียวกัน  ทั้งนี้เพื่อให้พนักงานสามารถทำงานกับบริษัทฯ ด้วยความรู้สึกที่มีความสุข ไม่มีความกังวลในเรื่องส่วนตัว มีความมั่นคง และเกิดความเชื่อมั่นในองค์กร ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มีผลส่งต่อความรู้สึกไปถึงการให้บริการลูกค้าด้วยจริงใจ และเปรียบเหมือนลูกค้าเป็นครอบครัวซูซูกิเช่นกัน

ทั้งนี้ ตามแผนกลยุทธ์เพื่อให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากเรื่องของการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการเป็น 130 แห่ง ภายในปีนี้ ช่วงที่ผ่านมาซูซูกิยังคงมุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า และมั่นใจได้ว่า คุณได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดเมื่อเป็นลูกค้ารถยนต์ซูซูกิ ผ่านการร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้บริหารโชว์รูมและศูนย์บริการทุกแห่ง ที่ต่างพร้อมใจกันให้ความสำคัญต่อการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในโชว์รูม จวบจนการดูแลบริการหลังการขายเพื่อให้ลุกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดเหนือความคาดหวังให้กับลูกค้า และมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์รถยนต์ซูซูกิ”

 

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์
www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center
โทรศัพท์พื้นฐาน     โทร 1800-600-900
โทรศัพท์เคลื่อนที่    โทร 1401-600-900

เจาะจุดเด่น Honda HR-V ยกระดับชีวิตกับทุกไลฟ์สไตล์ ครอสชีวิตและการใช้งานได้อย่างลงตัว

0

การจะเลือกรถยนต์คู่ใจสักคัน จะต้องพิจารณาหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น รูปลักษณ์ ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ สมรรถนะที่ดี ขับสนุก ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบาย พร้อมตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและการบริการหลังการขาย ก็เป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญเช่นกัน

โดยเฉพาะรถยนต์อเนกประสงค์ หรือ ‘เอสยูวี (SUV)’ นอกจากจะต้องครบครันด้วยอรรถประโยชน์แล้ว ยังต้องสะท้อนตัวตนและยกระดับชีวิตผู้ใช้งานขึ้นอีกขั้นด้วย เพราะรถไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจที่ต้องอยู่กันไปยาวๆ เหมือนกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี คอมแพคท์เอสยูวีที่มาพร้อมจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของรถอเนกประสงค์ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง

Honda HR-V โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมล้ำสมัย สะดุดตาทั้งภายนอกและภายใน โฉบเฉี่ยวด้วยกันชนหน้า-หลัง และกระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED อัปเกรดความสปอร์ตเร้าใจยิ่งขึ้นกับรุ่น RS ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์ความสปอร์ตรอบคัน เพลิดเพลินกับทัศนียภาพรอบด้านในมุมมองสุดพิเศษด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา พร้อมระบบเปิดปิดแบบ One-touch 

  • ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบายด้วยพื้นที่ช่วงขาที่กว้างและพื้นที่เหนือศีรษะที่สูง มอบความรู้สึกโปร่งโล่ง ตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มคุณภาพดี มอบผิวสัมผัสที่นุ่มนวล สะท้อนตัวตนอีกด้านด้วยลุคสปอร์ตพรีเมียมกับสีภายในห้องโดยสาร สีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ ในรุ่น EL และสีแดงออกซ์บลัด ในรุ่น RS
  • โดดเด่นด้วยพื้นที่ใช้สอยและพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายขนาดใหญ่ รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย จัดสเปซได้แมทช์กับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์ สามารถปรับพับได้เรียบ และปรับเพื่อใช้งานได้ถึง 3 รูปแบบ ได้แก่ Long Mode, Tall Mode และ Utility Mode

  • มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto ขับสนุกพร้อมลุยทุกสภาพถนนด้วยความสูงใต้ท้องรถถึง 170 มิลลิเมตร ตามเอกลักษณ์แท้ของเอสยูวี เพิ่มฟีลลิ่งความสนุกดั่งใจด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด มั่นใจทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนเลนด้วย ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ที่ช่วยแสดงภาพมุมอับสายตาทันทีที่เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ขับสนุกแถมยังปลอดภัย
  • ครบครันด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย เสริมความมั่นใจในทุกเส้นทาง อาทิ ระบบ Auto Brake Hold ช่วยให้รถจอดนิ่งสนิทโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้เป็นเวลานาน ลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่เมื่อต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัด ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ที่ใช้งานง่ายเพียงกดสวิตช์ บอกลาปัญหารถไหลจากการดึงเบรกมือไม่สุดหรือการลืมเอาเบรกมือลง อีกทั้งระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ที่ช่วยขจัดความกังวลจากการลืมล็อกรถ เพราะระบบจะช่วยล็อกรถโดยอัตโนมัติเมื่อกุญแจอยู่ห่างจากตัวรถ และระบบเตือนและช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ (City Brake Active System – CTBA) ที่ช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
  • พร้อมขับเคลื่อนไปสู่ทุกจุดหมาย ด้วยสมรรถนะอันทรงพลังของเครื่องยนต์ 8 ลิตร SOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 141 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุด 172 นิวตัน-เมตร ที่ 4,300 รอบต่อนาที มาพร้อมกับระบบเกียร์ CVT ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ให้อัตราการประหยัดน้ำมันและตอบสนองทุกการขับขี่อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังรองรับพลังงานทางเลือก E85

ฮอนด้า เอชอาร์-วี มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงแพสชั่น (มุก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)  สีดำคริสตัล (มุก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) มาพร้อมสีภายใน ได้แก่ สีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ ในรุ่น EL และ สีแดงออกซ์บลัด ในรุ่น RS ซึ่งขึ้นอยู่กับสีตัวรถภายนอก โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่  

  • รุ่น E ราคา 949,000 บาท
  • รุ่น EL ราคา 1,059,000 บาท
  • รุ่น RS ราคา 1,119,000 บาท

อีกทั้งมาพร้อมข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ได้ง่ายขึ้น สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 – 30 พฤศจิกายน 2563 รับดอกเบี้ยพิเศษ 0% หรือ เลือกรับดอกเบี้ย 0.99% ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือ เลือกรับดอกเบี้ย 2.29% พร้อมฮอนด้าช่วยผ่อนเดือนละ 2,500 บาทนาน 12 เดือน ฟรีประกันภัย 1 ปี หรือ เลือกรับข้อเสนอ “Double Smile” ดาวน์ 0 บาท หรือ ผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 10,000 บาท ฟรีประกันภัย 1 ปี ทุกข้อเสนอมาพร้อมฟรีแพ็กเกจเช็กระยะค่าแรงค่าอะไหล่ 3 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรีโปรแกรมการให้บริการพิเศษด้านคุณภาพรถยนต์ ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) ขยายเวลารับประกันคุณภาพอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร พร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง (Honda 24hr Roadside Assistance)*

สัมผัส ฮอนด้า เอชอาร์-วี ที่สุดของยนตรกรรมเอสยูวีที่ครบครันด้วยอรรถประโยชน์และตอบโจทย์ความอเนกประสงค์ ที่พร้อมยกระดับทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่นได้ที่ www.honda.co.th/testdrive สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรือ www.honda.co.th/hrv

มาสด้า2 เปิดศึกประลองความเร็ว Thailand Super Series 2020

0

มาสด้าส่งมาสด้า2 สกายแอคทีฟคลีนดีเซล ร่วมประเดิมความแรงในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบชื่อดังของเมืองไทย “Thailand Super Series 2020” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 นำโดย นักแข่งรุ่นเก๋า มานะ พรศิริเชิด ประกบคู่ ไมเคิล ฟรีแมน หมายเลข 55 พร้อมดึงนักแข่งสาวดาวรุ่งเจนใหม่ อนรรฆวี ตั้งเนียรนาทชัย ประกบหนุ่มน้อยนักแข่งยอดฝีมือ จารุตม์ จรวิเศษ หมายเลข 43 ลงแข่งภายใต้ทีม Mazda Innovation Motorsport ในรุ่น Thailand Super Compact โดยหมายเลข 43 มาแรงคว้าแชมป์เรซแรกมาครองได้สำเร็จ พร้อมยืนโพเดียมอันดับ 4 และ 5 ในเรซที่สอง ตอกย้ำความสำเร็จการเป็นแบรนด์ที่มีดีเอ็นเอสปอร์ต เตรียมประกาศศักดาใน 2 เรซสุดท้าย ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2563 พุ่งเป้ายืนโพเดียมอันดับหนึ่งของการแข่งขันในปีนี้

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าเป็นแบรนด์ที่เติบโตมาพร้อม “จิตวิญญาณความเป็นสปอร์ต” อันมีต้นกำเนิดมาจากเครื่องยนต์โรตารี ที่ได้ประเดิมความแรงและความทนทานจนได้รับชัยชนะในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่หฤโหดที่สุด รายการ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมง ในปี 1991 ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงตอกย้ำความเป็นสปอร์ต ด้วยการส่งเสริมกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต เพื่อถ่ายทอด ดีเอ็นเออันทรงคุณค่านี้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบในความเร็ว พร้อมเปิดโอกาสให้นักแข่งรุ่นใหม่ได้ก้าวสู่ความสำเร็จในฐานะนักแข่งอาชีพ และเพื่อให้กลิ่นอายความสปอร์ตของมาสด้าได้รับการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป ซึ่งมาสด้าได้ให้การสนับสนุนการแข่งขันรายการ Thailand Super Series มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 แล้ว

ครั้งนี้ มาสด้ายังคงส่งน้องเล็กมาสด้า2 เครื่องยนต์คลีนดีเซล ขนาด 1,500 ซีซี รุ่น 5 ประตู และ 4 ประตู เข้าร่วมแข่งขันในรุ่น Thailand Super Compact เช่นเคย พร้อมดึงนักซิ่งสาวดาวรุ่งน้องใหม่ อนรรฆวี ตั้งเนียรนาทชัย หรือ “ซันนี่” อดีตแชมป์การแข่งขันรถคาร์ท Kart Championship of Thailand 2018 คว้าถ้วยพระราชทานรัชกาลที่ 10 และแชมป์การแข่งขันรถคาร์ท Rotax Max Challenge Thailand (Senior Class) 2018 รวมถึงรางวัลจากการแข่งขันอีกมากมาย และผ่านการลงแข่งสนามทั้งในระดับประเทศและนานาชาติตั้งแต่ปี 2016 มาประกบคู่ จารุตม์ จรวิเศษ หนุ่มน้อยนักแข่งมากพรสวรรค์ซุปเปอร์สตาร์ทีมมาสด้า เจ้าของแชมป์กว่า 135 รางวัล ในหมายเลข 43 และดึงนักแข่งรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ มานะ พรศิริเชิด ประกบคู่ ไมเคิล ฟรีแมน นักแข่งมืออาชีพผู้อำนวยการทีม Mazda Innovation Motorsport ในหมายเลข 55 ที่จะมาประเดิมความแรงและสร้างความตื่นตาตื่นใจในการแข่งขันปี 2020

มร.ไมเคิล ฟรีแมน ผู้อำนวยการทีม Mazda Innovation Motorsport กล่าวว่า การแข่งขัน Thailand Super Series นับเป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน ซึ่งปีนี้ การแข่งขันได้ถูกจัดขึ้นที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งนี้ จากเดิมที่ต้องแข่งขันทั้งหมด 8 เรซ แต่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อันเกิดจากการระบาดของโควิด-19 จึงทำให้การแข่งขันต้องลดลงเหลือเพียงแค่ 4 เรซ เท่านั้น รวมถึงมีกฎเพิ่มเติมคือ รถหนึ่งคันจะต้องสลับขับโดยนักแข่งสองคน ซึ่งทางทีมได้ทั้งวางแผน ฝึกซ้อม และพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีสมรรถนะแรงและทนทานยิ่งขึ้น เพื่อให้เหมาะสำหรับกติกาการแข่งขันที่ต้องขับต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม นอกจากนี้ ทางทีมได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย รวมถึงสปอนเซอร์ต่างๆ ที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งและพัฒนารถให้มีสมรรถนะดียิ่งขึ้นพร้อมสำหรับการแข่งขัน

ผลการแข่งขันเรซที่ 1 และ 2 ระหว่างวันเสาร์ที่ 31 ต.ค. 63 และวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย. 63 ที่ผ่านมานั้น ในเรซที่ 1 หมายเลข 43 ขับโดยหนุ่มน้อยดาวรุ่งนักแข่งเจเนอเรชั่นใหม่  จารุตม์ จรวิเศษ ออกตัวนำโด่งอย่างเห็นได้ชัด และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 อย่างไม่ต้องลุ้น ทำให้คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ส่วนหมายเลข 55 ขับโดยมานะ พรศิริเชิด และไมเคิล ฟรีแมน ในช่วงแรกขับตามมาติดๆ แต่รถเกิดปัญหาจึงไม่จบการแข่งขัน ส่วนเรซที่ 2 ในวันอาทิตย์ ทั้งสองคันสามารถควบเข้าเส้นชัย และคว้าโพเดียมมาครองได้ โดยหมายเลข 43 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 4 และหมายเลข 55 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 5 ตามลำดับ

สำหรับการแข่งขัน Thailand Super Series 2020 เรซ 3 และ 4 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งผู้ที่ชื่นชอบในกีฬามอเตอร์สปอร์ต และแฟนๆ ของทีม Mazda Innovation Motorsport สามารถเดินทางมาให้กำลังใจและเข้าชมได้ที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เฉลิมฉลองการเริ่มเข้ามาดำเนินงาน ในโรงงานที่จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ

0

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (GWM) จัดพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาส การเริ่มเข้ามาดำเนินงานในโรงงานที่จังหวัดระยองอย่างเป็นทางการ โดยมีทีมผู้บริหารและพนักงาน ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ทั้งผู้แทนจากองค์กรส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมเป็นสักขีพยาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีแผนที่จะปรับปรุงและอัพเกรดระบบของโรงงานแห่งนี้ด้วยเครื่องจักรและนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อพัฒนาสู่การเป็น “Smart Factory” หรือ “โรงงานอัจฉริยะ” ตามระดับมาตรฐานสากล การเริ่มเข้ามาดำเนินงานอย่างเป็นทางการที่โรงงานระยองนี้ ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในเวทีระดับนานาชาติ และความพร้อมของการขยายธุรกิจสู่ประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

 โรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดระยองในประเทศไทยนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทในการดำเนินงานตามกลยุทธ์ โลกาภิวัตน์ (Globalization Strategy) ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ด้วยเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ ในการ นำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมไปถึงการพัฒนาทักษะและศักยภาพของบุคลากร ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โรงงานแห่งนี้ ยังเป็นโรงงานแบบเต็มรูปแบบแห่งแรกของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในภูมิภาคอาเซียน โดยตั้งเป้าให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคนี้

มร. จาง เจียหมิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรากฐานที่แข็งแกร่งและมีความพร้อมในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ เล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพของประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน และติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ผลิตรถยนต์เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเปี่ยมไปด้วยแรงงานด้านยานยนต์มากฝีมือ มีโรงงานประกอบรถยนต์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีคุณภาพเป็นจำนวนมาก ตลอดระยะเวลา 9 เดือนนับจากวันแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามาในประเทศไทย การเริ่มเข้ามาดำเนินงานในโรงงานที่ระยองอย่างเป็นทางการในวันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ และในฐานะ ‘บริษัทที่ให้บริการการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระดับโลก’ (Global Mobility Technology Company) เราเชื่อว่างานในวันนี้จะช่วยตอกย้ำเป้าหมายของเราที่จะนำวิสัยทัศน์ ความชำนาญ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการอันยอดเยี่ยมและล้ำสมัยมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวไทยผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของเรา”

 

มร. หลี่ กวงหยู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน ภูมิภาคอาเซียน กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับก้าวสำคัญในครั้งนี้ และเราพร้อมที่จะยกระดับโรงงานแห่งนี้ให้เป็น Smart Factory หรือ โรงงานอัจฉริยะ ตามมาตรฐานสากลของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยเราจะมีการปรับปรุงและอัพเกรดโรงงานใหม่ เพื่อติดตั้งระบบการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการดำเนินงานต่างๆ ภายในโรงงาน ทั้งนี้ เรามีเป้าหมายที่จะให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ นอกจากนี้การเริ่มเข้ามาดำเนินการทำงานที่โรงงานระยองในครั้งนี้ ยังเป็นการเพิ่มการจ้างงานและเสริมสร้างทักษะที่เป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้กับแรงงานไทยได้อย่างเต็มศักยภาพอีกด้วย”

ในพิธีเฉลิมฉลองนี้ มร. จาง เจียหมิง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย มร. หลี่ กวงหยู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการผลิตในโรงงาน ภูมิภาคอาเซียน และนายอำนาจ แสงจันทร์ รองประธานบริหาร ฝ่ายผลิตรถยนต์ ประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงานบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ด่านศุลกากรมาบตาพุด ฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย องค์การบริหารส่วนตำบลปลวกแดง จังหวัดระยอง และสถานีตำรวจภูธรปลวกแดง จังหวัดระยอง รวมถึงผู้แทนจากบริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าร่วมพิธีการทางศาสนา และพิธีเปิดป้ายโรงงานระยองอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ทุกท่านยังให้เกียรติร่วมประทับฝ่ามือและนิ้วมือลงบนผืนผ้าใบรูปต้นไม้
แห่งการเริ่มต้น อันเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือร่วมใจกันสร้างการเติบโตและพร้อมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น