Home Blog Page 418

ฟอร์ด รับรางวัล ‘องค์กรรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น’ 10 ปีซ้อน จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี รับรางวัลองค์กรรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ระดับแพลทินัม (AMCHAM Corporate Social Responsibility Excellence Recognition Award at Platinum Level) จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย โดยฟอร์ดได้รับรางวัลองค์กรรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่นติดต่อกันเป็นปีที่ 10 จากการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายวิชิต ว่องวัฒนาการ (กลาง) กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย รับมอบรางวัลจาก มร. ไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี  (ที่สองจากขวา) เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และมร. เกรกอรี หว่อง (ที่สองจากซ้าย) ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

โครงการเพื่อสังคมที่ฟอร์ด ประเทศไทย ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย โครงการ ‘Ford Driving Skills for Life – ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย’ ที่ให้ความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยผ่านการฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริง มาอย่างยาวนานถึง 13 ปีในประเทศไทย โดยปัจจุบันมีผู้เข้ารับการอบรมแล้วกว่า 13,000 คน ฟอร์ดยังมุ่งส่งเสริมพลังแห่งจิตอาสาของพนักงานในการร่วมพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชน รวมถึงการร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคมซึ่งเป็นปณิธานร่วมกันของฟอร์ดทั่วโลก

ฟอร์ดยังตระหนักถึงความจำเป็นในการเป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือยามที่สังคมต้องการ โดยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส โดยอาสาสมัครพนักงานฟอร์ดจากโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด (เอฟทีเอ็ม) และออโต้ อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (เอเอที) ในระยอง ได้ร่วมกันผลิตหน้ากากป้องกันใบหน้า126,000 ชิ้น เพื่อนำไปแจกจ่ายยังองค์กรที่ต้องการ นอกจากนี้ กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ฟอร์ด ฟันด์) หน่วยงานเพื่อสังคมของ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ยังร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในประเทศไทย ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานรวมทั้งสิ้นกว่า 210 รายให้มีรายได้จุนเจือครอบครัวจากการเย็บหน้ากากผ้า และจัดให้มีการอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วน เพื่อใช้จุนเจือการบริโภคในครัวเรือนและสร้างอาชีพใหม่อย่างยั่งยืน

ปอร์เช่ รายงานผลประกอบการอันแข็งแกร่งตลอด 9 เดือนแรกของปี

0

ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2020, ปอร์เช่สามารถสร้างยอดส่งมอบรถใหม่ ถึงมือลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้ถึง 191,547 คัน เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว พบว่ายอดขายลดลงในสัดส่วนเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น “ปอร์เช่ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัว เพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ไวรัสโคโรน่าได้อย่างยอดเยี่ยมต้องยกประโยชน์ ให้กับบรรดาผลิตภัณฑ์รถสปอร์ตรุ่นล่าสุดของเราซึ่งช่วยให้เราสามารถรักษายอดจำหน่ายที่ลดลงให้กลับสู่ระดับปกติ” ข้างต้นคือคำกล่าวจาก Detlev von Platen สมาชิกคณะกรรมการบริหาร ผู้ดูแลส่วนงานขาย และการตลาดของ Porsche AG “ประเทศจีนเป็นตลาดที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากการ lockdown สิ้นสุดลง รวมทั้งความต้องการซื้อจากตลาด กลุ่มอื่น มีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการดำเนินงานที่เป็นไปด้วยดี”

การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในภูมิภาคเอเซีย

ประเทศจีน ยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของปอร์เช่ ในแง่ของปริมาณการจำหน่าย ทั้งนี้ยอดขายรวมกว่า 62,823 คัน คือผลงานที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงกันยายน แนวโน้มเชิงบวกยังคงปรากฎให้เห็นในภูมิภาค เอเชีย แปซิฟิก แอฟริกา และตะวันออกกลาง ด้วยยอดส่งมอบทั้งหมด 87,030 คัน ผู้ผลิตรถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน ทำผลงานได้ดี ขึ้นคิดเป็นอัตราส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า ในส่วนของยอดขายในสหรัฐอเมริกามีตัวเลขที่ 39,734 คัน  สำหรับทวีบยุโรป ปอร์เช่มียอดจำหน่ายที่ 55,483 คัน ระหว่างเดือนมกราคมถึงกันยายน

เมื่อพิจารณาในแง่ของรุ่นรถยนต์ ปอร์เช่ คาเยนน์ (Porsche Cayenne) สามารถรักษาสถานะรถสปอร์ต SUV จากปอร์เช่ที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ด้วยตัวเลขรวม 64,299 คัน ที่ส่งถึงมือลูกค้าใน 3 ไตรมาส จากความนิยมที่ต่อเนื่องของรุ่นคูเป้ (Coupé) ส่งผลให้ยอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ในส่วนของยนตรกรรมสปอร์ตระดับตำนาน ปอร์เช่ 911 ยังคงได้รับความนิยมชม ชอบจากนักขับ ทั่วโลกไม่เสื่อมคลาย ด้วยยอดส่งมอบสูงถึง 25,400 คัน หรือเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนหนึ่งเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับปอร์เช่ มาคันน์ (Porsche Macan) มียอดจำหน่าย 55,124 คัน  ทางด้านไทคานน์ (Taycan) รถสปอร์ต พลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบคันแรกจากปอร์เช่ ถูกส่งมอบให้แก่ลูกค้าไปแล้วรวม 10,944 คัน ในช่วงเวลา 3 ไตรมาส แรกของปี “แม้ว่าปอร์เช่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตโคโรน่าไวรัสเเต่เรายังคงคาดหวังอนาคตข้างหน้าที่สดใสเพื่อการ นี้ต้องขอบคุณ ผลิตภัณฑ์ยานยนต์อันยอดเยี่ยมทุกรุ่นที่เรามี รวมทั้งคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ” Detlev von Platen กล่าวขอบคุณ 

Porsche AG
ยอดส่งมอบรถยนต์ใหม่
มกราคม – กันยายน
20192020อัตราการเติบโต
ทั่วโลก 202,318191,5475%
ทวีปยุโรป60,76455,483-9%
ประเทศเยอรมนี22,70517,462-23%
ทวีปอเมริกา55,31949,034-11%
ประเทศสหรัฐอเมริกา45,06239,734-12%
เอเซีย แปซิฟิก, แอฟริกา และตะวันออกกลาง 86,23587,0301%
ประเทศจีน64,23762,823-2%

“ E-Project By FIA และ รยสท.” ประกาศความพร้อมจัดการแข่งขัน 7 – 8 พฤศจิกายนนี้

0

รายการ Thailand E-Project 2020 หรือการแข่งขัน Motor Sports  สายพลังงานสะอาด ประกอบไปด้วย การแข่งขัน 1.E-Kart (รถคาร์ทไฟฟ้า)  2. E-Racing (เกม Simulator) และ 3. E-Auto Khana (รถยนต์ไฟฟ้า) โดยมุ่งเน้นให้เกิดการลดการใช้พลังงานน้ำมัน แล้วหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งเป็นพลังงานสะอาดทดแทนโดยในปีนี้เป็นการแข่งขันต่อเนื่องปีที่ 2 แล้ว โดยได้จัดพิธีแถลงข่าวการจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการไปแล้ว ณ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย (ร.ย.ส.ท.)  

คุณธีระ บุนนาค อุปนายกสมาคมฯ ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย (ร.ย.ส.ท.) ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการ Thailand E-Project 2020  “ตามที่ FIA หรือ สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ ได้มีนโยบายผลักดัน และสนับสนุนให้สมาชิกของสหพันธ์ หันมาให้ความสนใจในการใช้พลังงานสะอาด หรือพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานทางเลือกในการจัดการแข่งขัน Motor Sports ตั้งแต่ปี 2019 ที่ผ่านมา   ในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ได้ตอบรับนโยบายดังกล่าว โดยการจัดตั้งคณะทำงาน  E-Project ขึ้น และได้ทำการจัดการแข่งขัน E-Project ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในงาน Thailand Super Series 2019 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี 

สำหรับในปีนี้ การจัดการแข่งขัน Thailand E-Project 2020 จะถูกจัดขึ้น ณ IMPACT Speed Park เมืองทองธานี ในวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน 2563 โดยในวันที่ 7 พฤศจิกายน จะเป็นการแข่งขันในรอบ Media Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันเฉพาะกลุ่มนักข่าว และ สื่อมวลชน เท่านั้น ส่วนในวันที่ 8 พฤศจิกายน จะเป็นการแข่งขันในรอบบุคคลทั่วไป  ซึ่งในปีนี้จะเปิดรับนักแข่งจำกัดเพียง รอบละ 50 คนเท่านั้น

ด้าน คุณพอลล์ กาญจนภาสน์ ตัวแทนสถานที่การจัดงาน IMPACT Speed Park กล่าวถึงความพร้อมของสถานที่  “ การแข่งขัน Thailand E-Project 2020 ที่จะถูกจัดขึ้น ณ  IMPACT Speed Park เมืองทองธานี นั้น จะมีการแบ่งพื้นที่ของการจัดการแข่งขันออกเป็นทั้งหมด 3 โซนหลักๆ  โซนที่ 1 คือ ส่วนของการแข่งขัน E-Kart ซึ่งจะจัดขึ้นในพื้นที่ของ IMPACT Speed Park และใช้รถ Kart ไฟฟ้าและระบบการจับเวลาที่ได้มาตรฐาน โซนที่ 2 คือส่วนของการแข่งขัน E-Racing จะจัดขึ้นในพื้นที่ของ ห้องรับรอง ของ IMPACT Speed Park ซึ่งในพื้นที่จัดการแข่งขันของทั้ง 2 โซนนี้ จะใช้ในการแข่งขันช่วงเช้า   ส่วน ในช่วงบ่าย พื้นที่จัดการแข่งขันโซนที่ 3 คือส่วนของการแข่งขัน E-Auto Khana หรือการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า จะจัดขึ้นบริเวณพื้นที่ ลาน Lake Side 3 

สำหรับการเตรียมความพร้อมของมาตรการ ป้องกัน COVID-19 นั้นทาง IMPACT Speed Park มีระบบการป้องกันอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดให้มี การลงชื่อ และลงทะเบียนไทยชนะ เจลแอลกอฮอล์ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย รวมไปถึงการจัดให้มี Social Distancing และการทำความสะอาดอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสร่วมกันอย่างเหมาะสม”

ส่วนคุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา กรรมการบริหาร /ประธานเจ้าหน้าปฏิบัติการด้านพัฒนาธุรกิจบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)  และ ประธานอนุกรรมการ Digital Motor Sport  ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย (ร.ย.ส.ท.)  กล่าวถึงภาพรวมของการจัดงาน Thailand E-Project 2020   “การจัดงาน Thailand E-Project 2020 ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2563 นี้ เป็นกิจกรรมที่เราทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 แล้ว เนื่องจากกระแสตอบรับจากการจัดงานครั้งแรกในช่วงการแข่งขัน Thailand Super Series ( บางแสน กรังด์ปรีซ์ ) เมื่อปี 2019 นั้นดีมาก เพราะมีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันเต็มจำนวน 30 คนภายใน 1 ชั่วโมงครึ่งหลังจากเปิดรับสมัคร  สำหรับในปีนี้ เราจึงเพิ่มจำนวนของผู้เข้าแข่งขันจาก 30 คน เป็นรอบละ 50 คน โดยในรอบแรกวันที่ 7 พฤศจิกายน จะเป็นการจัดการแข่งขันในรอบ Media Challenge ซึ่งเป็นรอบของสื่อมวลชนที่สนใจ และในรอบที่ 2 วันที่ 8 พฤศจิกายน เป็นรอบของบุคคนทั่วไปซึ่งเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา และจะปิดรับสมัครในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ โดยในรอบบุคคลทั่วไปจะมีค่าสมัครเพียง 1,000 บาท (รวมการแข่งขันทั้ง 3 ประเภท)

ในส่วนของรูปแบบการแข่งขันทั้ง 3 ประเภท อันได้แก่ การแข่งขัน E-Kart ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทาง IMPACT Speed Park , E-Racing  หรือเกม Simulator จาก GP eRacing  บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน)   และ E-Auto Khana ซึ่งได้รับการสนับสนุนรถยนต์ BMW i3 ซึ่งเป็นรถยนต์ EV พลังงานไฟฟ้า 100% จากบริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จํากัด  โดยทุกประเภทจะเป็นการแข่งขันในรูปแบบ Time Attack จับเวลาหาผู้ชนะจากผู้ที่มีความเร็ว ทำเวลาได้น้อยที่สุดในแต่ละประเภท มีถ้วยรางวัลให้ในแต่ละประเภท และนำเอาเวลาการแข่งขันของทุกประเภทมาคิดคะแนนรวม หาผู้ที่ทำความเร็วรวมในทุกประเภทอีกครั้ง โดยผู้ที่ชนะเลิศคะแนนรวม จะได้รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 10,000 บาท อันดับที่ 2 ได้ รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 8,000 บาท อันดับที่ 3 ได้ รับถ้วยรางวัลและเงินรางวัล 5,000 บาท”

ท้ายนี้ทางคณะผู้จัดงาน อยากจะฝากทุกภาคส่วนให้หันมาให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยกันลดปัญหามลภาวะโลกร้อนหรือ Climate Change และ ลดปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่เกิดจากท่อไอเสียรถยนต์  ทั้งนี้ โครงการ Thailand E-Project 2020 ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ ราชยานยนต์สมาคมฯ เห็นความสำคัญในปัญหาดังกล่าว และไม่สามารถนิ่งเฉยได้ จึงร่วมกันผลักดันให้เกิดกิจกรรมการแข่งขันยานยนต์พลังงานสะอาดนี้ขึ้น   และหวังว่าทุกท่านจะให้การสนับสนุนโครงการที่ดีโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จต่อไป

TOYOTA เข้าร่วมในงานสัมมนา Hydrogen Symposium Thailand

0

นายทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทย จำกัด และ นายยูคิโอะ โยชิดะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้าไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เข้าร่วมในงานสัมมนา Hydrogen Thailand Symposium” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือกันระหว่างพันธมิตรจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นำโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บริษัท โตโยต้าไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กระทรวงพลังงาน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด และ บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี   (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มีมุมมองในการใช้ไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานเพื่อสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทย พร้อมวัตถุประสงค์เพิ่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับประเทศไทย ณ ห้องวิภาวดี   บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์  

นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  และประธานกลุ่ม Hydrogen Thailand ได้เปิดเผยถึงการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ว่าเพื่อให้เป็นเวทีของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพูดคุย เกี่ยวกับมุมมองด้านไฮโดรเจน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด รวมถึง บริษัท โตโยต้าไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ที่มาแบ่งปันความรู้และแนวความคิดริเริ่มของโตโยต้าในการสร้างสังคมที่ใช้ไฮโดรเจน ดังนั้นในการดำเนินงาน และความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานภาครัฐในการพัฒนานโยบายที่จำเป็น ตลอดจนนักลงทุน สถาบันการศึกษา และลูกค้า จึงมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้

ภายในงานนี้ ทางโตโยต้าได้แสดงถึงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับสังคมในอนาคตที่มีความหลากหลายของแหล่งพลังงาน โดยการนำเทคโนโลยีไฮโดรเจนมาเป็นพลังงานทางเลือกเพิ่มเติม โดยจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานทางเลือกให้กับประเทศในอนาคต รวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาในประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาระบบนิเวศไฮโดรเจนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอีกด้วย โดยทางโตโยต้าจะสนับสนุนโครงการนำร่องเพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำรวมถึงการใช้ไฮโดรเจนเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการขนส่งและความต้องการอื่น ๆ ภายใต้สภาพการใช้งานจริงที่จะดำเนินการในพื้นที่ EEC (ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) นำโดยรัฐบาลท้องถิ่น ในเร็ววันนี้

ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ไฮโดรเจนจะกลายเป็นแหล่งพลังงานหลักที่สำคัญของสังคม เนื่องจากมีอยู่เป็นจำนวนมากและสามารถผลิตได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย นอกจากนี้ไฮโดรเจนยังง่ายต่อการขนส่งและจัดเก็บมากกว่าพลังงานไฟฟ้า โดยการทำให้เป็นของเหลว

นายปาซานา คุมาร์ กาเนซ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้าไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด กล่าวว่าเรามีความเชื่อมั่นว่าไฮโดรเจนจะกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่สำคัญ ไม่เพียงแค่สำหรับการขนส่ง แต่ยังจะเป็นส่วนสำคัญของสังคมอีกด้วย เนื่องจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากไฮโดรเจน จะไม่มีอะไรถูกปล่อยออกมานอกจากไอน้ำ  ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ด้านเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า เรามีความยินดีที่ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในประเทศไทยเพื่อช่วยให้ประเทศก้าวไปสู่สังคมที่ปราศจากมลพิษ”

เบนซ์ไพรม์มัส มั่นใจแรงหนุนดันยอดรถพุ่ง กวาดยอดขาย Q3 ทะลุกว่า 168%

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” มั่นใจแรงหนุนภาครัฐ-เอกชน ดันยอดขายไตรมาส 3 พุ่งกว่า 168% แถมคะแนน CSI ขายและเซอร์วิส นำโด่ง เร่งเครื่องเปิดศึก Q4 ชูกลยุทธ์ “สร้างแบรนด์-สร้างสุขลูกค้า ทุกมิติ” เดินหน้าจัดกิจกรรมเอาใจสาวกดาวสามแฉก พร้อมรับโปร ฟรี! ดอกเบี้ย นาน 24 เดือน ลดอะไหล่สูงสุด 20% หมดเขต 30 พ.ย.ศกนี้

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ในเครือบริษัททีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะด้านการส่งออกและการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น และทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ยอดขายในช่วงไตรมาส 3 เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 168% เมื่อเทียบกับยอดขายในช่วงไตรมาส 2 และมีสัดส่วนยอดขายสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 156% ขณะเดียวกัน เรายังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของคะแนน CSI 5 Star Rater ด้านบริการหลังการขาย ในกลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz เขตกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง โดยทำคะแนนได้ 4.77 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยทั่ว ปท.ที่ตัวเลข 4.51 คะแนน

เช่นเดียวกับคะแนน CSI ด้านการขาย ที่ทำคะแนนได้ถึง 4.97 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ ตัวเลขอยู่ที่ 4.92 คะแนน ที่สำคัญ สัดส่วนความพึงพอใจและการแนะนำการบอกต่อของลูกค้า ทำได้ถึง 96% ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนในไตรมาส 4 ถือเป็นช่วงไฮซีซันของการขายรถยนต์ และเป็นโค้งสุดท้ายของปี ผนวกกับมีการจัดงานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติ “Thailand International Motor Expo” ทำให้มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดไทย และมีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายมากขึ้น ทำให้ยอดขายโดยรวมมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ เบนซ์ไพรม์มัส จึงเร่งเดินหน้ารุกตลาดและสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูกลยุทธ์ “สร้างแบรนด์ สร้างสุข ลูกค้าทุกมิติ” ผ่านการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และองค์กร พร้อมจัดงานแสดงรถยนต์และการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย-บริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสสัมผัสและเป็นเจ้าของรถยนต์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

นอกจากนี้ ได้จัดกิจกรรมให้แก่ลูกค้าหรือผู้สนใจได้เปิดประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่มที่มีความต้องการที่หลากหลายอีกด้วย ล่าสุด ได้จัดกิจกรรมเปิดประสบการณ์ใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ แนว Adventureในงาน Mercedes-Benz SUV Driving Events” ณ สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา และกิจกรรมสำหรับผู้ชื่นชอบสปอร์ตสมรรถนะสูง ในงาน  “Mercedes-AMG Circuit Experience” เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ สนาม Chang International Circuit จังหวัดบุรีรัมย์

พร้อมกันนี้ ได้ข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้สนใจต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี จากเบนซ์ไพรม์มัส รับฟรี! ดอกเบี้ย ผ่อนนาน 24 เดือน หรือเลือก อัตราดอกเบี้ย 0.99% ผ่อนนาน 48 เดือน และแคมเปญพิเศษส่วนผู้ที่ต้องการนำรถยนต์เข้ารับบริการภายในศูนย์บริการ  “The Welcome Back Service” รับส่วนลดพิเศษ! ค่าอะไหล่สูงสุด 20% ค่าแรงสูงสุด 15% ฟรี! น้ำมันเครื่อง 2 ลิตร ทั้งรับสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เมื่อใช้บัตรเครดิต Citi Mercedes พิเศษ! พิเศษ! กรณีมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป รับฟรี ร่ม Limited Edition 2 ชั้น จากไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ เริ่มวันนี้ ถึง 30 พ.ย.ศกนี้ สนใจโทร.02 095 5555

ฟอร์ดส่งกระบะ ‘เรนเจอร์’ ลงสนามแข่งไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2020 พร้อมเปิดตัวทีมแข่ง ‘ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง’ สู่วงการมอเตอร์สปอร์ต

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศเปิดตัวทีมแข่งรถฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (Ford Thailand Racing – FTR) สู่วงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ปี 2020 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน ด้วยรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษให้มีสมรรถนะที่เหนือชั้น ในรายการ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ

ฟอร์ดได้สร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกมาอย่างยาวนาน ในขณะที่ดีเอ็นเอของรถแข่งในตระกูลฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ก็เป็นที่ยอมรับในสนามรถแข่งระดับสากล

ฟอร์ดเล็งเห็นว่าการเข้าร่วมการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ปี 2020 เป็นโอกาสดีที่จะเผยแพร่ดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รู้จักมากขึ้น หลังจากการเปิดตัวรถรุ่นที่มีจำหน่ายในประเทศไทยแล้วอย่างรถกระบะสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ และฟอร์ด มัสแตง

“เราตื่นเต้นมากที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทยครั้งนี้ และนับเป็นโอกาสอันดีที่ฟอร์ดจะแสดงให้ชาวไทยได้เห็นถึงความเชี่ยวชาญของเราในวงการรถแข่ง” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “เราทราบดีว่า ลูกค้าฟอร์ดหลายท่านชื่นชอบการแต่งรถแนวสปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการเสริมรูปลักษณ์ภายนอกหรือการปรับแต่งรถให้มีสมรรถนะดียิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งเราเชื่อว่ารถกระบะฟอร์ เรนเจอร์ ที่จะลงสนามแข่งในครั้งนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับคนรักรถกระบะฟอร์ดที่มีหัวใจมอเตอร์สปอร์ต เพราะรถคันนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ผ่านทั้งรูปโฉมสุดเท่และสมรรถนะในการขับขี่ที่โดดเด่น เช่นเดียวกับทีมแข่งรถฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ที่พร้อมแสดงสมรรถนะที่เหนือชั้นผ่านดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ในการลงสนามแข่ง”

 

ทั้งนี้ ทีม FTR ประกอบด้วยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านรถกระบะจากฟอร์ดและทีมวิศวกรรถแข่งจากคอร์ลิสส์ เรซ เอ็นจิเนียริง (CRE) นำโดยโจโน คอร์ลิสส์ ลูกชายของเครก คอร์ลิสส์ นักแข่งรถชาวนิวซีแลนด์ ผู้ก่อตั้งการแข่งขัน TAV8 ในประเทศไทย การแข่งขัน TAV8 หรือที่เคยรู้จักกันในนาม TA2 คือรุ่นการแข่งขันรถรุ่นเครื่องยนต์ V8 จากการแข่งขัน ทรานส์แอม (Trans-Am Racing) ที่จัดขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา

“ฟอร์ด มัสแตง เป็นหนึ่งในรถสปอร์ตที่เราใช้ในการแข่งขัน TAV8 อยู่แล้ว การตั้งทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง รวมถึงการนำรถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ มาเข้าร่วมการแข่งขันด้วยนั้น จึงถือเป็นโอกาสดีในการเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน และช่วยทำให้ชื่อของ TAV8 เป็นที่รู้จักมากขึ้นด้วย” เครก คอร์ลิสส์ กล่าว “ทีมวิศวกร CRE ร่วมมือกับทีมวิศวกรฟอร์ด ในการพัฒนาตัวรถและเครื่องยนต์ของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่จะลงสนาม เราตั้งตารอที่จะได้เห็นศักยภาพของรถคันนี้ในสนามแข่ง”

รถกระบะของทีม FTR พัฒนาขึ้นจากรถฟอร์ด เรนเจอร์ ดับเบิลแคป ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอล์ค 3.2 ลิตร เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ผ่านการปรับแต่งพิเศษเพื่อให้มีคุณสมบัติที่พร้อมสำหรับการแข่งขัน โครงรถทำมาจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบา โดยใช้อะลูมิเนียมและวัสดุคอมโพสิท ติดสปอยเลอร์ ลิ้นหน้า และดิฟฟิวเซอร์หลัง เพิ่มความได้เปรียบทางอากาศพลศาสตร์ ช่วงล่างออกแบบพิเศษโดย เออห์ลินส์ เอเซีย แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับด้านสมรรถนะและศักยภาพในวงการแข่งรถจากทั่วโลก

นอกจากนี้ วิศวกรรถแข่งจาก CRE และผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด ยังได้ยกระดับเครื่องยนต์ เบรก และระบบส่งกำลัง เพื่อแสดงประสิทธิภาพและสมรรถนะสุดสูงของรถภายใต้การแข่งขันอันดุเดือดและร้อนแรง

 

สำหรับรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ จากทีม FTR ที่ผ่านการปรับแต่งเป็นพิเศษให้มีสมรรถนะที่เหนือชั้น จะลงแข่งโดยมีแซนดี้ สตูวิค นักแข่งรถดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ อายุ 25 ปีเป็นผู้ขับ โดยแซนดี้เริ่มเข้าวงการมอเตอร์สปอร์ตตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ปี และคว้าชัยชนะมาแล้วทั้งจากการแข่งขันในประเทศไทยและในยุโรป ซึ่งรวมถึงเวทีการแข่งขัน GT3 ในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ปี 2019

“ผมตื่นเต้นมากที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง และเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสในการขับรถกระบะลงแข่ง” แซนดี้ กล่าว “ผมเชื่อว่าการปรับแต่งเรนเจอร์โดยทีม FTR และสมรรถนะที่เหนือชั้นของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของฟอร์ด จะช่วยให้ทีมพยายามเอาชนะในการแข่งขันครั้งนี้ได้”

นอกจากฟอร์ด เรนเจอร์ แล้ว ในการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ ครั้งนี้ ฟอร์ดยังส่งฟอร์ด มัสแตง จีที ลงสนามโดยมีนักขับคือ เคล เคิร์นส หัวหน้าทีม FTR ลงแข่งขันในฐานะนักขับอิสระ หรือ Gentleman Driver ในการแข่งขันรุ่น TAV8

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังสนับสนุนทีมด้วยการส่ง ฟอร์ด มัสแตง และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาเป็นรถช่วยเหลือ และรถกู้ภัยตลอดการเตรียมควมพร้อมในการแข่งขันอีกด้วย

“เราเข้าร่วมการแข่งขันเพื่อคว้าชัยชนะ และเรามีความมั่นใจว่าฟอร์ด เรนเจอร์ ที่เปี่ยมไปด้วยดีเอ็นเอ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ รวมถึงนักขับที่มีความสามารถอย่างแซนดี้ จะทำให้เราคว้าโอกาสนั้นมาได้” เคล กล่าวเสริม

 

 

เอ็มจี ฉลองยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย ครบ 100,000 คัน

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ฉลองยอดการผลิตรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ครบ 100,000 คัน ด้วย NEW MG HS PHEV รถยนต์ SUV ปลั๊กอินไฮบริดที่เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่สาธารณชนในประเทศไทยในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ พร้อมตอกย้ำภาพการเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมาตรฐานการผลิตระดับโลก

 เมื่อเร็วๆ นี้ โรงงานผลิตรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยได้มียอดการผลิตสะสมครบ 100,000 คัน นับตั้งแต่การผลิตรถยนต์เอ็มจีรุ่นแรกในปี พ.ศ. 2557  โดยได้ผลิตรถยนต์เอ็มจีรุ่นต่างๆ ไปแล้ว 8 รุ่น ครอบคลุมทั้งรถยนต์นั่ง ได้แก่ MG6,  MG 5,  MG GS,  MG 3, MG ZS,  MG HS และรถกระบะ MG EXTENDER ซึ่งล่าสุดได้เริ่มผลิตรถยนต์ NEW MG HS PHEV รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของเอ็มจี ซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย และจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก ที่งาน Fast Auto Show Thailand 2020 ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์เอ็มจีพวงมาลัยขวาเพื่อการจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน  โดยตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์น ซีบอร์ด แห่งที่ 2 ในจังหวัดชลบุรี บนเนื้อที่กว่า 473.5 ไร่ ที่ใช้งบประมาณในการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท โดยมีการติดตั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตและประกอบรถยนต์ที่ล้ำสมัย ทั้งการใช้ระบบอัตโนมัติ (Automations) และหุ่นยนต์อัจฉริยะ (Intelligent Robotics) ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง รวมทั้งระบบการตรวจสอบคุณภาพที่สามารถควบคุมกระบวนการการผลิตให้ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัยตามมาตรฐานระดับโลก

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตัวเลขยอดการผลิตสะสมครบ100,000 คันนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในแบรนด์รถยนต์เอ็มจีจากลูกค้าคนไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เอ็มจีจะเดินหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และมอบบริการหลังการขายที่สร้างความสะดวกสบายและความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า รวมทั้งยกระดับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าและคนไทยที่ไว้วางใจในแบรนด์รถยนต์เอ็มจีของเรา”

 

สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์เอ็มจีหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมของเอ็มจีได้ที่

Website: www.mgcars.com
Line: @MGThailand
Facebook: www.facebook.com/MGcarsThailand
Twitter: @mg_thailand
Instagram: @mgthailand
Youtube: MG Thailand
TikTok: @mgthailand

(มีคลิปวีดีโอ)ทดลองขับ Mazda CX-5 2.5T SP เครื่องแรง ขับสนุก

0

Mazda CX-5 2.5T SP พรีเมี่ยมเอสยูวีหรู ที่มากับจุดเด่นครบทั้งเทคโนโลยี Skyactiv และทีเด็ดความแรงจากเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 231 แรงม้า รวมถึงตัวช่วยการขับขี่อย่าง G Vectoring Control Plus กับค่าตัว 1.85 ล้านบาทจะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด ติดตามได้จากรายงาน

จะว่าไปแล้วเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ที่มากับความโดดเด่นที่ มาสด้า จัดเต็มนั่นคือสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ต้องบอกว่าแรงสุดของรถค่ายซูม-ซูม ที่มีจำหน่ายในไทยก็ว่าได้

Mazda CX5 2.5T 1

แต่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงคุ้นตาในสไตล์พรีเมี่ยมเอสยูวีที่มากับสัดส่วนความยาว 4,550 มม. กว้าง 1,840 มม. สูง 1,680 มม. ไฟหน้าโปรเจตเตอร์แอลอีดีพร้อมเดย์ไทม์แบบซิกเนเจอร์ รวมถึงระบบปรับไฟสูง ต่ำ และเลี้ยวตามพวงมาลัย ไฟท้ายก็เป็นแอลอีดีเต็มระบบเช่นเดียวกัน

Mazda CX5 2.5T 3

Mazda CX5 2.5T 4

กระจังหน้าลายซี่ละเอียดตามแบบฉบับของรถรุ่นท๊อพที่ดูพรีเมี่ยมขึ้น โลโก้มีเรดาร์ระบบความปลอดภัยต่างๆในสไตล์ i-Active Sense ทั้งเตือนออกนอกเลน ซิตี้เบรค รวมถึงอแดฟทีฟครุยคอนโทรล บนหลังคามีซันรูฟไฟฟ้า และล้ออัลลายลายใหม่สีเทาดำขนาด 19 นิ้ว ยางโตโย 225 55R19

Mazda CX5 2.5T 6

Mazda CX5 2.5T 7

ภายในพิถีพิถัน แผงแอร์ดีไซน์ใหม่ กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อนแบบไร้กรอบ มาตรวัดเป็นจอ TFT LCD พร้อมจอแสดงผลขนาด 7 นิ้ว มี Head up Display แสดงการทำงานหลายฟีเจอร์ของ i-Active Sense

Mazda CX 5 2.5 8

เบาะหนัง Nappa สี Deep Red เบาะคู่หน้าปรับได้ 8 ทิศทาง มีระบบระบายอากาศ Seat Ventilation พร้อมหน่วยความจำที่ตำแหน่งผู้ขับขี่

Mazda CX 5 2.5 9

เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนผ่าน Mazda Connect รองรับ Apple CarplayและAndroid Auto แสดงข้อมูลผ่านจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้วพร้อมแสดงภาพ 360 องศา รวมถึงภาพสไตล์ Top View ระบบเสียง Boss รอบทิศทาง

Mazda CX 5 2.5 9

ขุมพลังที่ถือเป็นไฮไลท์ประจำรุ่นนั่นคือเครื่องสกายแอคทีฟขนาด 2.5 ลิตร 231 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตันเมตร พร้อมเทอร์โบ Dynamic Pressure หรือปรับแรงดันตามรอบเครื่องยนต์ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาประมาณ 8 วินาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ

Mazda CX5 2.5T 20

ระบบขับเคลื่อน I-Active AWD ทำงานร่วมกันทั้ง 2 และ 4 ล้อ ตามคำสั่งการจากล่องสมองกล ช่วงล่างเป็นแบบอิสระ 4 ล้อ ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน หลังแบบมัลติลิงค์พร้อมระบบ GVC Plus

Mazda CX 5 2.5T 10

การทดลองขับในครั้งนี้มีทั้งในเมืองและนอกเมือง การทำงานของระบบ I Active Sense นั้นค่อนข้างมีประโยชน์ ทั้ง Adaptive Cruise Control ระบบนี้อาจจะไม่ทำหน้าที่หยุดรถอัตโนมัติ เพราะเริ่มทำงานตั้งแต่ความเร็ว 30 กม./ชม. ขึ้นไป แต่ถ้าความเร็วลดต่ำไปจากขอบเขตการทำงาน City Brake จะเข้ามาช่วยหยุดรถให้ทันที ทำให้ป้องกันอุบัติเหตุได้

Mazda CX 5 2.5T 11

เฮดอัพดิสเพลย์ที่แสดงบนกระจกหน้า แม้จะรำคาญสายตาไปนิด แต่ก็สามารถเปิดหรือปิดได้ แถมยังแสดงการทำงานของระบบเตือนออกนอกเลนและสัญลักษณ์จราจรต่างๆของระบบนำทางอัตโนมัติ

กรณีถอยหลังออกจากซอง ถ้ามีรถเข้ามาในรัศมีทำการของเรดาร์ ระบบจะเบรคให้อัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

Mazda CX 5 2.5T 12

ขุมพลังที่ว่าแรงสุดของรถจากค่ายซูมซูม เรียกได้ว่าตอบสนองได้ทันใจ ขนาดความจุ 2.5 ลิตร พ่วงด้วยระบบอัดอากาศแบบเทอรโบชาร์จที่ให้กำลังสูงสุดถึง 231 แรงม้า ระบบเกียร์เป็นแบบอัตมัติ 6 จังหวะ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีแพดเดิล ชิฟท์ มีเพียงบวกและลบที่ตำแหน่งคันเกียร์

Mazda CX 5 2.5T 13

ส่วนด้านการควบคุม ระบบ GVC Plus ในการใช้ความเร็วค่อนข้างเป็นประโยชน์อย่างมากเนื่องจากเพิ่มความปลอดภัย และจะเห็นผลชัดเจนขณะควบคุมรถในโค้ง เพราะจะลดความเร็วของล้อฝั่งในโค้งอัตโนมัติ ทำให้ควบคุมรถได้มั่นใจ นอกจากนี้ ระบบ I-Active AWD ยังทำหน้าที่ถ่ายกำลังไปยังล้อทั้ง 4 ได้อย่างลงตัวตามสถานการณ์

Mazda CX 5 2.5T 14

การเติมเต็มในส่วนสมรรถนะเครื่องยนต์ทำให้ Mazda CX5 2.5T SP เป็นรถที่ขับสนุก เรียกแรงได้ดั่งใจ อุปกรณ์ความปลอดภัยและสะดวกสบายมีมาให้ครบ สนนราคาอาจจะสูงกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันในราคา 1.85 ล้านบาท ขณะที่ Honda CRV อยู่ที่ 1.759 ล้านบาท และ MG HS รุ่นท๊อพอยู่ที่ไม่เกิน 1.3 ล้านบาท

Mazda CX 5 2.5T 15

ฟิล์มกรองแสง LAMINA รับมอบโล่เชิดชูเกียรติที่สนับสนุนคนพิการทางสติปัญญาให้มีอาชีพช่วยเหลือตัวเองได้

0

บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “LAMINA”  ฟิล์มกลุ่มพิเศษ “ลูมาร์” ผลิตโดยซีพีฟิล์มอิงค์ มาตรฐานไอเอสโอ 9001 ในเครือบริษัท อีสท์แมน เคมิคัล จากสหรัฐอเมริกา อุปกรณ์บรรทุกสัมภาระ “ธูเล่” จากสวีเดน รวมไปถึงฟิล์มนิรภัยติดกระจกด้านนอกรถคุณภาพสูง “เบรย์” และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถครบวงจร “แอลลักซ์” จากสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยนางจันดา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ รับมอบโล่เกียรติคุณเพื่อเชิดชูเกียรติ  จากดร.สายสม วงศาสุลักษณ์ ประธานมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

โดยการมอบโล่ในครั้งนี้ ทางมูลนิธิได้พิจารณาแก่หน่วยงานที่เล็งเห็นความสำคัญของคนพิการ โดยสนับสนุนให้มีการจ้างงานคนพิการทางสติปัญญาให้มีโอกาสเข้าทำงานในหน่วยงาน เป็นการสนับสนุนให้คนพิการเหล่านี้ได้มีอาชีพและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

Mercedes-AMG Circuit Experience” สัมผัสประสบการณ์แรง เร้าใจ จาก เบนซ์ไพรม์มัส

0

“เบนซ์ไพรม์มัส” จัดกิจกรรมสุดพิเศษสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ Mercedes-AMG ภายใต้ชื่องาน “Mercedes-AMG Circuit Experience” ณ สนาม Chang International Circuit จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย” เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสมรรถนะของรถยนต์ในตระกูล Mercedes-AMG ได้อย่างแท้จริง และเสริมทักษะการขับขี่รถยนต์แบบมอเตอร์สปอร์ต บนสนามแข่งรถยนต์มาตรฐานระดับโลก พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ในตระกูล Mercedes-AMG

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากลูกค้าและผู้ที่สนใจรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูง อย่าง Mercedes-AMG เป็นจำนวนมาก มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 70 ราย โดยนัดรวมพลกันที่ Miracle Lounge สนามบินดอนเมือง เพื่อเติมพลังก่อนเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพียงชั่วโมงกว่าๆ พวกเราก็เดินทางถึงจุดหมายปลายทางสนามบินบุรีรัมย์ และเดินทางต่อไปยังที่พัก โรงแรม Amari Buriram United และพักผ่อนตามอัธยาศัย ซึ่งบางท่านใช้โอกาสนี้ สัมผัสและเก็บภาพที่ระลึกร่วมกับสุดยอด 3 สปอร์ตดาวเด่น ได้แก่ Mercedes-AMG GT53 4MATIC+ 4-Door Coupe, Mercedes-AMG GT C Roadster และ Mercedes-AMG GT R ที่จอดอวดโฉมอยู่ด้านหน้าโรงแรมที่พัก ขณะที่บางท่านได้เข้าชมความยิ่งใหญ่ของสนามฟุตบอลชื่อดังของบุรีรัมย์ นั่นคือ สนาม Chang Arena Stadium หรือที่รู้จักในนาม Thunder Castle Stadium สนามกีฬาที่ใช้เป็นสนามเหย้าของทีมสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ทีมฟุตบอลชื่อดังและสุดฮิตในขณะนี้ 

ก่อนเข้าสู่งานเลี้ยงต้อนรับ ในกิจกรรม Mercedes-AMG Circuit Experience อย่างเป็นทางการ ที่ห้องจัดเลี้ยง สนาม Chang Arena Stadium กับบรรยากาศในสไตล์โมเดิร์นสุดหรูหรา พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมแห่งดินแดนอีสานใต้ ผ่านการแสดงสุดอลังการ ในชุดแรก “เรือมอัปสรา” ที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของดินแดนแถบนี้ จากนั้นได้พาทุกท่านชม VDO Presentation เพื่อทำความรู้จักกับ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” และ “ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง” ได้มากยิ่งขึ้น

ในโอกาสสำคัญนี้  “คุณอาร์ท-ณัฏฐวุฒิ ตั้งคาวรคุณ ” ประธาน บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ และ บจก.เวนเจอร์ โฮลดิ้ง ได้กล่าวต้อนรับเข้าสู่งานเลี้ยงต้อนรับ ในกิจกรรม Mercedes-AMG Circuit Experience ด้วย

มิตรภาพและความอบอุ่น ก่อนที่จะเชื้อเชิญทุกท่านร่วมรับประทานอาหารและสนุกสนานเพลิดเพลินกับการแสดง ในชุดที่ 2  “ระบำสุโขทัย” จากนั้น “คุณต้อม-จิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บจก.ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ ได้กล่าวถึงกำหนดการและกิจกรรมต่างๆ ในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่จะปิดท้ายกับการแสดงชุด “ฟ้อนกลองยาว” พร้อมเชิญชวนแขกผู้มีเกียรติร่วมสนุกสนานและรำวงกับนางรำสาวสวย ก่อนเพิ่มดีกรีความมันกับการเปิดแผ่นของ DJ สำหรับเพลงสุดฮิตในยุค 70 – 80 ทำให้ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุข สนุกสนาน

ในวันรุ่งขึ้น หลังรับประทานอาหารเช้า ทุกท่านได้ร่วมเดินทางสู่สนาม Chang International Circuit เพื่อเปิดประสบการณ์การขับขี่สปอร์ตสมรรถนะสูง อย่าง Mercedes-AMG ในสนามแข่งมาตรฐานระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก “อัชฌ์ บุณยประสิทธิ์” ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บจก.เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวถึงวัตถุประสงค์และรายละเอียดการจัดกิจกรรมในครั้งนี้

จากนั้นเข้าโหมดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-AMG ที่ใช้ขับขี่ในวันนี้ โดยมีทั้งหมดกว่า 30 คัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Mercedes-AMG C43 แบบ Saloon และ Coupe, กลุ่ม Mercedes-AMG E53 แบบ Saloon และ Coupe, กลุ่ม Mercedes-AMG ประเภท SUV อาทิ GLC 43 และ GLE 43 และสุดท้าย กลุ่ม Mercedes-AMG ในตระกูล GT อาทิ GT C, GT S และ GT R

ต่อด้วย “คุณอั๋น-ศิรคุปต์ เมทะนี” 1 ใน 4 ของทีม Certified Instructor จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้แนะนำการขับขี่ในสนามแห่งนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า มี 2 เซอร์กิจ คือ เซอร์กิต A เป็นลูปที่มีทางตรงยาวสุด และสามารถใช้ความเร็วสูงสุด จะได้สัมผัสถึงอัตราเร่ง การเบรก การเข้าโค้งและความแม่นยำของพวงมาลัย กับเซอร์กิต B เป็นลูปมีระยะทางสั้นกว่า แต่ขับยากกว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทางโค้ง มีทั้งขึ้นเนิน ลงเนินและทางโค้งเอียงซ้าย-ขวา ต้องใช้เทคนิค และระบบต่างๆ ที่ติดตั้งในรถยนต์แต่ละรุ่น โดยเฉพาะระบบ ESP ทำให้สัมผัสความรู้สึกของรถยนต์แต่ละรุ่นที่แตกต่างกัน

ส่วนช่วงบ่าย เป็นการนำความรู้และประสบการณ์ในช่วงเช้า มาปรับใช้ในการขับขี่แบบ Full Track ระยะทาง 4.54 กม. มีโค้งทั้งหมด 12 โค้ง พร้อมจัดเตรียมรถไฮไลท์ 4 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG รุ่น C 63 S Coupe, GT C Roadster, GT R และ GT S ให้ผู้สนใจเลือกขับได้ตามต้องการ พร้อมแนะนำการจับพวงมาลัย โดยวางมือตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา และการปรับเบาะที่นั่งในตำแหน่งต่ำสุด เพื่อการมองในระยะไกลและความปลอดภัยในการขับขี่บนสนามแข่งแห่งนี้

เมื่อชี้แจงรายละเอียดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางผู้บริหารและทีมงาน “เบนซ์ไพรม์มัส” และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้ร่วมถ่ายภาพหมู่กับฝูงรถสปอร์ตที่ตั้งสง่างามกลางสนามแข่งระดับโลก พร้อมเก็บภาพเดี่ยวสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับสปอร์ตพันธุ์แรง GT C และ GT R เป็นที่ระลึกอีกด้วย

จากนั้นได้เริ่มต้นการขับขี่ ด้วยการขับเป็นขบวน คันแรก Instructor เป็นผู้ขับรถนำขบวน และตามด้วยรถในขบวนอีก 6 คัน โดยทุกคนจะได้ขับรถคันแรกตามรถนำขบวน เพื่อได้เรียนรู้การขับขี่แต่ละเซอร์กิตจาก Instructor ได้อย่างชัดเจน โดยแต่ละเซอร์กิตจะมีการจัดวางไพรอนเป็นจุดสังเกตสำหรับการขับขี่ขณะเบรก การขับเข้าหาโค้ง หรือการขับออกจากโค้ง  เมื่อครบ 6 รอบ ก็จะปรับเปลี่ยนผู้นั่งเป็นผู้ขับขี่แทน และขับต่ออีก 6 รอบ

และต่อด้วยการขับแบบ Full Track ที่เปิดโอกาสให้เลือกขับรถไฮไลท์ หรือรถที่ตนเองชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทุกคนได้สัมผัสประสิทธิภาพของรถยนต์ในแต่ละรุ่นได้อย่างแท้จริง และได้ประสบการณ์การขับขี่ได้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล ได้อย่างถูกต้อง และเต็มอิ่มทีเดียว

จากนั้น ได้มีการมอบรางวัล Instructor Choice Award  ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมที่สร้างความประทับใจในการขับขี่กับเหล่าบรรดา Instructor จำนวน 4 รางวัล ได้แก่ อาร์โต อาร์ทิเนียน, ปรัชญา รัศมีแจ่ม, ทรรศนรรจ์ เตียวตรานนท์ และ ศิวกร สุเมธประดิษฐ์ พร้อมรับของที่ระลึก เป็นโมเดลรถยนต์ Mercedes-AMG และตุ๊กตา Bibendum จาก Michelin นอกจากนี้ ได้มอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ขับขี่ทุกคน ที่ร่วมเปิดประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ Mercedes-AMG ในครั้งนี้

พร้อมมอบกรอบรูปสุดหรูเป็นที่ระลึกจากใจทีมงาน “เบนซ์ไพรม์มัส” ก่อนเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ  พร้อมความประทับใจกับสมรรถนะของรถยนต์ Mercedes-AMG และความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยมิตรภาพที่แสนอบอุ่นกับครอบครัว “เบนซ์ไพรม์มัส”