Home Blog Page 419

รายละเอียดเล็กๆ ที่สำคัญ ในการเลือกสรร รถกระบะที่แตกต่าง

0

การค้นหาความแตกต่างระหว่างรถกระบะคุณภาพดีกับรถกระบะคุณภาพดีเยี่ยม คือโจทย์สำคัญในการทำงานของทีมงานผู้อยู่เบื้องหลัง ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะสมรรถนะสูงที่พร้อมพิชิตทุกเส้นทาง และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และการใช้งาน

แม้ว่าจะเป็นรถกระบะที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่ามีความสามารถหลากหลาย ทั้งด้านสมรรถนะ ความแรง และการใช้งานได้แบบอเนกประสงค์ แต่ทีมวิศวกรและทีมออกแบบฟอร์ด เรนเจอร์ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารายละเอียดที่ตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของรถกระบะตัวจริงให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะที่โดดเด่นด้านเครื่องยนต์ที่ทรงพลังและห้องโดยสารที่กว้างขวาง แต่รายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน และนี่คือรายละเอียด 7 ข้อ ที่ทีมฟอร์ดให้ความสำคัญเพื่อยกระดับประสบการณ์ให้แก่ผู้ขับขี่ ฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์

จุดยึดสำหรับเบาะนั่งเด็ก ISOFIX

พ่อแม่ต่างรู้กันดีว่าการจะยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กเข้ากับตัวรถนั้นยากแค่ไหน ISOfix คือจุดยึดเบาะนั่งเด็กมาตรฐานสากล บาร์จุดยึดที่อยู่ส่วนล่างของเบาะนั่งจะช่วยให้การเคลื่อนย้ายเบาะนั่งเด็กจากรถคันหนึ่งไปอีกคันเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัยยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ISOfix ยังลดโอกาสในการใช้เข็มขัดนิรภัยยึดเบาะนั่งเด็กอย่างผิดวิธี สิ่งนี้ทำให้เรนเจอร์เป็นรถที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวที่ต้องการรถเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวันและใช้เดินทางพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้ด้วย

หูยึดท้ายกระบะ

ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมพาคุณไปทุกที่ เป็นคู่หูทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การพิชิตเส้นทางออฟโรดสุดโหด การขนย้ายเรือคายัคและอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ไปจนถึงอุปกรณ์กีฬาต่างๆ ที่คุณเองก็คาดไม่ถึง แต่ที่มากไปกว่าสมรรถนะอันเหนือระดับนี้ คือความสามารถในการบรรุทุกสัมภาระได้มากถึง 1.3 ตัน วิศวกรฟอร์ดได้ติดตั้งหูยึดหลายจุดในพื้นที่ท้ายกระบะ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าคุณจะสามารถขนสัมภาระต่างๆ ไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งหูยึดได้รับการออกแบบให้เรียบเนียนไปกับพื้นกระบะเมื่อไม่ได้ถูกใช้งานเพื่อให้ไม่เกะกะ

ระบบคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งในเรนเจอร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ ทุกคันมาพร้อมกับระบบคอมพิวเตอร์คำนวณและประมวลผลด้านการเดินทางของคุณ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการใช้เชื้อเพลิง ระยะทาง ความเร็ว รวมไปถึงอุณหภูมิ โดยฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นเริ่มต้นอย่าง XL และ XLS มีรบบคอมพิวเตอร์พื้นฐานช่วยคำนวณการใช้งานในหมวดที่จำเป็น ส่วนคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งใน ฟอร์ด เรนเจอร์ ไวลด์แทรค บางรุ่น สามารถประมวลผลและตั้งค่าเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะบางฟีเจอร์ได้ ด้านระบบประมวลผลของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถแสดงโหมดการขับขี่่ และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการขับขี่แบบอฟโรดได้ด้วย

ปรับเปลี่ยนระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (Electronic Shift On-The-Fly: ESOF)

ฟอร์ด ยกระดับการปรับเปลี่ยนการขับเคลื่อนจาก 2 ล้อเป็น 4 ล้อ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ ด้วยระบบไฟฟ้า ผู้ขับขี่เพียงเลือกกดปุ่มควบคุมบริเวณใกล้ๆ กับเกียร์แทนการหมุนแป้นแบบวงกลม เพื่อเปลี่ยนการขับเคลื่อน จากแบบ 2 ล้อความเร็วสูงเป็น 4 ล้อความเร็วสูงได้โดยไม่ต้องหยุดหรือชะลอรถแต่อย่างใด

มาร์ติน สไตน หัวหน้าทีมบูรณาการยานยนต์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเจอร์ กล่าวว่า “ความสามารถในการปรับเปลี่ยนรูปแบบขับขี่จากการขับขี่ในรูปแบบรถครอบครัวมาเป็นการขับขี่ในแบบออฟโรดสมรรถนะสูงที่สามารถพิชิตได้ทุกสภาพเส้นทาง เพียงสัมผัสสวิตช์ ESOF ช่วยมอบประสบการณ์พิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ให้กับเจ้าของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ได้เป็นอย่างดี”

กุญแจรีโมทอัจฉริยะกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่สามารถปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องกดรีโมท มอบความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อขนสัมภาระมาเต็มมือและสามารถเปิดรถได้โดยไม่ต้องหยิบกุญแจขึ้นมา นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องวางสัมภาระลงเพื่อเปิดประตู นอกเหนือจากความสะดวกสบายแล้ว กุญแจรีโมทอัจฉริยะยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่เจ้าของรถได้ด้วยการลงโปรแกรมที่ทำให้กุญแจนี้ใช้ได้กับฟอร์ด เรนเจอร์ ของคุณเท่านั้น ดังนั้น คนอื่นจะไม่สามารถปลดล็อกหรือสตาร์ทรถของคุณได้เลย

ระบบ Terrain Management System

“เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ช่วยให้คุณเอาชนะทุกเส้นทางได้ เพียงแค่กดปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ Terrain Management System อย่างโหมดบาฮา ซึ่งเป็นโหมดการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่จะเปลี่ยนการขับขี่ประจำวันมาเป็นกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ที่พร้อมลุยเส้นทางออฟโรดได้ด้วยความเร็วสูง” มร.เดวิด เบิร์น หัวหน้าทีมวิศวกรรถฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ กล่าว

ระบบ Terrain Management System ได้รับการออกแบบเพื่อให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ขับขี่ผ่านเส้นทางได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งทางลื่น โคลน ทราย ทางหิน และสภาพเส้นทางออฟโรดสุดหฤโหด เพียงแค่กดปุ่มบนพวงมาลัย ปุ่มนี้ถูกออกแบบเพื่อใช้งานได้อย่างง่ายดายและสะดวกแม้ตอนใส่ถุงมือ ด้วยตำแหน่งของปุ่มทำให้คุณสามารถเปลี่ยนโหมดได้แม้ในขณะที่ขับรถอยู่โดยไม่ต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย

แถบสีแดงบนพวงมาลัย

เครื่องหมายแถบสีแดงบนพวงมาลัยเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในตำแหน่ง 12 นาฬิกา เป็นมากกว่าการตกแต่งเพื่อความเท่เท่านั้น

“แถบสีแดงช่วยให้ผู้ขับขี่รู้ว่าตอนนี้พวงมาลัยหันไปในทิศทางไหน เมื่อต้องขับขี่บนเส้นทางสุดโหด ด้วยการติดตั้งและออกแบบที่ได้ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าอยู่ในระดับสายตาของผู้ขับขี่ เป็นการออกแบบมาเพื่อการใช้งานมากกว่าเป็นเพียงแค่การตกแต่งเท่านั้น” จัสติน คาปิคชิอาโน ผู้จัดการทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ กล่าว

บูเอมี และโรว์แลนด์ เตรียมคืนสนามแข่ง ฟอร์มูล่า อี ทีมนิสสัน อี.แดมส์

0

สองนักแข่งจากทีมนิสสัน อี.แดมส์ เซบาสเตียน บูเอมี (Sebastien Buemi) และ โอลิเวอร์ โรว์แลนด์ (Oliver Rowland) เตรียมคืนสนามแข่งฟอร์มูล่า อี รายการ เอบีบี เอฟไอเอ แชมเปี้ยนชิพ (ABB FIA Formula E World Championship) ฤดูกาล 2020 – 2021 ภายหลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามมาแล้วถึงสองฤดูกาล

บูเอมี และโรว์แลนด์ ในรถเบอร์ที่ 23 และ 22 ตามลำดับ จะแสดงสมรรถนะของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่ไร้มลพิษในฤดูกาลที่เจ็ดของการแข่งขันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ทั้งนี้ ทีม นิสสัน อี.แดมส์ คว้าที่สองในการแข่งขันของฤดูกาลปี 2019 – 2020 โดยคว้าชัยมาได้หนึ่งครั้ง ขึ้นโพเดี้ยมอีกห้าครั้ง รวมถึงตำแหน่ง โพล โพซิชั่น (pole position) โดย บูเอมีเผยว่ารู้สึกพึงพอใจกับความเร็วที่เขาทำได้ในรอบคัดเลือกโดยได้ตำแหน่งโพลถึง 6 ครั้ง ในขณะที่โรว์แลนด์ ได้รับชัยชนะครั้งแรกในการแข่งขันสุดท้ายของฤดูกาล

“ทั้งเซ็บ (เซบาสเตียน) และโอลิ (โอลิเวอร์) ต่างก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม” ทอมมาโซ โวลป์ ผู้อำนวยการระดับโลกฝ่ายกีฬาทางรถยนต์ของนิสสัน (Tommaso Volpe, Nissan’s global motorsports director) กล่าว “เราประทับใจในความมุ่งมั่นและฝีมือที่สม่ำเสมอของทั้งคู่ และอยากต่อยอดของความสำเร็จที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ชัยชนะไม่ใช่เป้าหมายเดียวที่เราต้องการจากฟอร์มูล่า อี เพราะในแต่ละครั้งที่ลงแข่ง ทำให้เราได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ด้านของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงของนิสสัน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนารถยนต์สำหรับวิ่งบนท้องถนนต่อไป การแข่งขันทำให้เราได้พัฒนาความเชี่ยวชาญในด้านรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง”

“เรารู้สึกยินดีที่เซ็บ และโอลิจะลงแข่งขันกับเราต่อในฤดูกาลนี้ ทั้งคู่มีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งและแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างไม่หยุดยั้ง เราเชื่อว่าความทุ่มเทอย่างหนักของทั้งสองจะนำเราไปสู่ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น”  โอลิเวียร์ และเกรกอรี่ ไดรออท์ สองผู้นำจากทีมนิสสัน อี.แดมส์ (Olivier and Gregory Driot – Nissan e.dams team principals) กล่าว

ทั้งนี้ มิตซูโนริ ทากาโบชิ (Mitsunori Takaboshi) ยังคงทำหน้าที่นักขับทดสอบและนักขับสำรองให้กับทีมต่อไปเช่นเดียวกับยานน์ มาร์เดนโบโรห์ (Jann Mardenborough) อดีตแชมป์ รายการ นิสสัน จีที อคาเดมีจะยังทำหน้าที่ นักขับทดสอบในเครื่องซีมูเลเตอร์อย่างเป็นทางการของทีมอีกด้วย

นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าอันทรงพลังจากนิสสัน

นิสสันเป็นผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่ลงแข่งฟอร์มูล่า อี เข้าร่วมครั้งแรกในปี 2018 โดยนิสสันก้าวเข้าสู่การแข่งขันนี้เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) และนำความตื่นเต้นเร้าใจของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงแก่แฟนๆ รถแข่งทั่วโลก สำหรับฤดูกาล 2020-2021 จะเป็นฤดูกาลที่สามของนิสสัน และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่บริษัทฯ จะเริ่มผลิต นิสสัน อริยะ ใหม่ รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ไฟฟ้า (all-new Nissan Ariya electric crossover SUV) และตรงกับช่วงฉลองครบรอบ 10 ปีของการเปิดตัว นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์

“ฟอร์มูล่า อี ช่วยนิสสันนำเสนอ สมรรถนะของเทคโนโลยีนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้” อัชวานี กุปต้า ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของนิสสัน (Ashwani Gupta, Nissan’s chief operating officer) กล่าว “การแข่งขันนี้ทำให้ผู้คนทั่วโลกตื่นเต้นกับยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้คนมากขึ้น บทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากฟอร์มูล่า อี จะช่วยให้เราสร้างสรรค์รถยนต์ไฟฟ้าที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าของเรา”

ตลาดยางรถจักรยานยนต์ระอุ !! “บริดจสโตน” กลับมาเขย่าบัลลังก์อีกครั้ง

0

“บริดจสโตน” ยางรถจักรยานยนต์มาตรฐานระดับโลก ประกาศกลับมาทำตลาดในเมืองไทยอย่างเต็มตัว นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดย บริษัท เพซแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด ชูจุดแข็งด้วยเทคโนโลยีจากสนามแข่งระดับเวิลด์คลาส ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ผ่าน “ยางรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยม” ในราคาที่จับต้องได้ ตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกเซ็กเมนต์ ชี้มั่นใจศักยภาพอุตสากรรมยางรถจักรยานยนต์ไปได้สวยแม้อยู่ในช่วงโควิด 19 พร้อมให้บริการครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศด้วยตัวแทนจำหน่ายกว่า 40 แห่ง

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า บริดจสโตน เป็นบริษัทยางชั้นนำของโลกสัญชาติญี่ปุ่น ครองใจผู้ใช้ทั่วโลกด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสูงสุด รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดและทีมวิจัยที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด ครองแชมป์ยอดขายอันดับ1ของโลกหลายสมัยในอดีต และเป็นอันดับ1ของโลกตั้งแต่ปี 2008-2018

บริดจโตนเป็นยางที่ได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ต ด้วยประสบการณ์การพัฒนายางสำหรับการแข่งขันระดับโลกอย่าง MotoGP ตั้งแต่ปี 2001-2015 และเป็นยางที่นักแข่งระดับแชมป์โลกหลายคนเลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็น “เดอะด็อกเตอร์” วาเลนติโน รอสซี่ แชมป์โลก 9 สมัยชาวอิตาเลียน หรือนักบิดระดับตำนานอย่าง เคซี่ สโตเนอร์

นอกจากนี้ บริดจสโตน ยังให้ความสำคัญกับการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ (Endurance World Championship : EWC) ซึ่งเป็นเรซแบบมาราธอนที่แข่งขันที่ยาวนานกว่า 6-24 ชั่วโมง โดยให้การสนับสนุนทีมชั้นนำระดับโลกอย่าง เอฟ.ซี.ซี. ทีเอสอาร์ ฮอนด้า ฟรานซ์ (F.C.C TSR Honda France) ที่คว้าแชมป์ในศึก เลอมองส์ 24 ชั่วโมง 2020 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงทีมละดับโลกอย่าง ยาร์ท ยามาฮ่า (Yart Yamaha) ที่พึ่งจะครองแชมป์การแข่ง 16 ชั่วโมงที่สนาม ESTORIL ที่เพิ่งจบไปหมาดๆ ในเรื่องการแข่งขันเอ็นดูรานซ์นับได้ว่าบริดจสโตนไม่เป็นรองใครด้วยดีกรีการคว้าแชมป์รายการระดับตำนานอย่าง Suzuka 8 ชั่วโมง 14 สมัยซ้อนจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าจุดแข็งของบริดจสโตนคือการพัฒนาที่ถอดแบบมาจากการแข่งขันโดยเฉพาะการแข่งประเภทเอ็นดูรานซ์ (Endurance) อย่างแท้จริง เพราะมีการพัฒนาทั้งในเรื่องสมรรถนะในการทำความเร็วควบคู่ไปกับความทนทานและอายุการใช้งาน ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการเช่นกัน

“ปัจจุบันบริดจสโตนมียางจำหน่ายใน 7 เซ็กเมนต์ ได้แก่ สปอร์ต, แอดเวนเจอร์, ทัวริ่ง, ออฟโร้ด, ครุยเซอร์, สกู๊ตเตอร์ และยางสำหรับแข่งขันในสนามแข่ง ซึ่งทางเพซแม็กซ์ ทยอยนำเข้ามาสู่ตลาดและได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจากผู้ใช้ ทำให้ช่วงที่ผ่านมายางขาดสต๊อกไปอย่างรวดเร็วในหลายรุ่นด้วยกัน”

สำหรับสินค้าที่โดดเด่นที่นำเข้าสู่ตลาดในช่วงนี้ ได้แก่ ยาง Battlax Hypersport S22 ยางสปอร์ตที่ บริดจสโตนใช้เวลาถึง 3 ปีในการวิจัยก่อนจะออกสู่ตลาด ซึ่งโดยปกติแต่ละรุ่นจะใช้เวลาคิดค้น 2 ปี ซึ่งยาง S22 ได้รับการจัดอันดับล่าสุดจากนิตยสารโมโตราดให้เป็นยางไฮเปอร์สปอร์ต (Hypersport) อันดับ 1 ในคลาสของปี 2019 โดดเด่นด้วยสมรรถนะการยึดเกาะระดับสูง ด้วยการคิดค้นลายยางที่ให้เกิดแรงผลักจากผิวสัมผัสได้ดีที่สุด และการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่พัฒนาเนื้อยางถึงระดับโมเลกุล หรือ Nano Protech ซึ่งทำให้เนื้อยางใหม่มี “ซิลิกา ระดับนาโนโมเลกุล” ซึ่งสามารถกระจายตัวไปสู่ผิวสัมผัสได้มากขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะได้ดีขึ้นในถนนเปียก โดยยางหลังเป็น 5 โซน 3 คอมพาว เป็นยางที่สมรรถนะครบทุกด้าน ทำความเร็วได้ดีทั้งถนนเปียกและแห้ง มีอายุการใช้งานยาวนาน ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างคุ้มค่า

นอกจากนี้ บริดจสโตนยังให้ความสำคัญกับยางสำหรับสกูตเตอร์ รุ่น Battlax SC ซึ่งเป็นรุ่นที่คนไทยรู้จักดี เป็นยางสกูตเตอร์ที่มียอดจำหน่ายสูงมาก ซึ่งทำให้ยางขาดตลาดไปอย่างรวดเร็ว ใช้งานได้ดีในชีวิตประจำวัน คุ้มค่ากับราคา ดีไซน์พัฒนามาจากรถไฮเปอร์สปอร์ต ลดเสียงรบกวนขณะขับขี่ มีร่องยางกว้าง เพื่อการระบายน้ำที่ดี และมีเส้นกลางช่วยเพิ่มความยืนหยุ่น ทำให้อายุการใช้งานนานขึ้น

นายตนัยศิริ กล่าวถึงแนวทางการตลาดของยางรถจักรยานยนต์บริดจสโตนในประเทศไทยว่า “ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต้องยอมรับว่ากระทบต่อกำลังการซื้อถดถอยไปจากเดิม บริดจสโตน มองเห็นเข้าใจปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบายในการตั้งราคาที่เป็นมิตร เพื่อให้ผู้บริโภคยังคงสามารถได้มีโอกาศได้ใช้สินค้าคุณภาพระดับสูงในราคาที่จับต้องได้ได้ง่ายขึ้น เพราะเรื่องยาง ถือเป็นหัวใจหลักในการขับขี่รถจักรยานยนต์”

“เรามีกลยุทธ์ขยายการเติบโตในเมืองไทย ด้วยการทำการตลาดอย่างจริงใจและให้ความรู้เรื่องยางกับผู้บริโภคให้มากที่สุด รวมถึงการร่วมมือกันกับกลุ่มพันธมิตร ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ ที่จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สินค้าไปถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้นและรวดเร็ว นอกจากนี้ เรายังมีแผนที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่และทดสอบยาง รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของอีเว้นต์ต่างๆระดับโลก บนสนามอันดับ 1 ของประเทศไทย สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต มาให้แฟนๆผู้ใช้บริดจสโตนได้สัมผัสกันอย่างเต็มอิ่ม”

“ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลกและการร่วมมือกับพันธมิตรที่ดีทั่วประเทศ วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะพา บริดจสโตน เข้ามาครองใจผู้ใช้รถจักรยานยนต์ชาวไทย และเชื่อว่าจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดยางรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมี่ยมได้อย่างแน่นอน” นายตนัยศิริ กล่าว

ปัจจุบัน บริษัท เพซแม็กซ์ มอเตอร์สปอร์ต จำกัด มีตัวแทนจำหน่ายยางบริดจสโตนกว่า 40 แห่ง ทั่วประเทศไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.bridgestonemotothailand.com หรือ www.facebook.com/bridgestonemotothailand LINE Official : @bridgestonemoto

Koenigsegg เปิดบ้านในไทย ส่ง 2 ไฮเปอร์คาร์หาชมยาก! พร้อมฉลองแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

0

Koenigsegg” (เคอนิกเส็กก์) สุดยอดแบรนด์รถไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงสัญชาติสวีเดน ร่วมกับ บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) นำโดย อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ และ ศักดิ์ นานา กรรมการ จัดงาน “Koenigsegg Bangkok: The Ultimate Performance” ที่ล่าสุดเปิดบ้านในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมร่วมเฉลิมฉลองกับอีกก้าวประวัติศาสตร์ของ เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) เมื่อ Koenigsegg Automotive AB (เคอนิกเส็กก์ ออโตโมทีฟ เอบี) ประกาศแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายไฮเปอร์คาร์ เคอนิกเส็กก์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ร่วมด้วยไฮไลท์ที่หาชมยาก! ส่งตรงจากสวีเดนสู่กรุงเทพมหานคร กับการเผยโฉมที่สุดแห่งนวัตกรรมไฮเปอร์คาร์ 2 รุ่น มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท อย่าง Koenigsegg Gemera Mega-GT สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First For Four) และ Koenigsegg Jesko Absolut ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever)

“Koenigsegg” ก่อตั้งขึ้นในปี 1994 จากปณิธานอันแน่วแน่ของเด็กหนุ่มวัย 22 ปี ที่ต้องการสร้างรถยนต์ที่สมบูรณ์แบบโดยไร้ขีดจำกัด อย่าง Christian von Koenigsegg (มร.คริสเตียน ฟอน เคอนิกเส็กก์) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Koenigsegg Automotive AB โดยทุกรายละเอียดองค์ประกอบของรถจะต้องทำงานร่วมกันอย่างลงตัวเพื่อประสิทธิภาพการขับขี่สูงสุด (Ultimate performance) ทุกขั้นตอนตั้งแต่การผลิตโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ไปจนถึงการตกแต่งภายในของ “Koenigsegg” ถูกสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันด้วยมือ รถทุกคันจึงเปรียบดั่งงานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ สร้างขึ้นตามมาตรฐานสูงสุดของแบรนด์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกรายละเอียด ขณะที่ความล้ำสมัยทางนวัตกรรมก็เป็นที่ขึ้นชื่อ โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมาแบรนด์เดินหน้าเปิดตัวและจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้เห็นการทำลายสถิติโลกอย่างต่อเนื่องในรถหลากหลายรุ่น

มร.คริสเตียน ฟอน เคอนิกเส็กก์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Koenigsegg Automotive AB กล่าวว่า “รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย เข้าสู่ครอบครัว “Koenigsegg” อย่างเป็นทางการ – สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยถือเป็นตลาดสำคัญของรถยนต์ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ที่แบรนด์ระดับท็อปของโลกต่างให้ความสนใจ ประกอบกับศักยภาพของ เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย และบริษัทในเครือภายใต้การบริหารของ อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ที่สั่งสมประสบการณ์ในแวดวงยานยนต์มาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงทำให้ผมเชื่อมั่นอย่างมากว่า “Koenigsegg” สามารถเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ได้อย่างมั่นคงและมีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นทั้งในตลาดเมืองไทยและในภูมิภาค”

อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ประธานกรรมการ บริษัท เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย จำกัด (ในเครือชาริช โฮลดิ้ง) กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ เจเนอร์รัล ออโต้ ซัพพลาย ที่พิสูจน์ตัวเองถึงความเป็นโปรเฟสชั่นแนลในอุตสาหกรรมยานยนต์โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ ขณะที่ “Koenigsegg” เองก็เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนทั่วโลกมาโดยตลอดในเรื่องการสร้างไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูง ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับแต่งตั้งจาก Koenigsegg Automotive AB ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายไฮเปอร์คาร์ เคอนิกเส็กก์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย(Koenigsegg Bangkok) เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยากจะมีใครได้สัมผัสให้แก่ลูกค้าแบบรอบด้าน เสมือนไปเยือนบ้านของ “Koenigsegg” ที่เมือง Ängelholm ประเทศสวีเดน ด้วยตนเอง”

นอกจากวาระแห่งการเฉลิมฉลองในค่ำคืนนี้แล้ว ภายในงานยังได้ดื่มด่ำกับที่สุดแห่งนวัตกรรมไฮเปอร์คาร์หาชมยาก! ถึง 2 รุ่น ที่เดินทางข้ามทวีปมาสร้างความตื่นเต้นให้กับคุณถึงกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก อย่าง Koenigsegg Jesko Absolut (เคอนิกเส็กก์ เยสโก้ แอบซูลุท) ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วและแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Koenigsegg (The Fastest Koenigsegg Ever – Forever) และจะไม่ผลิตรถคันไหนที่เร็วและแรงกว่า Jesko Absolut อีกแล้วในอนาคต ทุกส่วนประกอบของ Jesko Absolut ถูกออกแบบมาเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์การต้านลมของตัวถังและยังเพิ่มความนิ่งของตัวรถเมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้นอีกด้วย Koenigsegg Jesko Absolut มีค่าสัมประสิทธิ์แรงฉุดของอากาศเพียง 0.278 ด้วยเส้นสายและการออกแบบของตัวรถที่มีความปราดเปรียวและดุดันมากยิ่งขึ้นด้วยครีบฉลามคู่ด้านท้ายที่ได้แรงบันดาลใจจากเครื่องบินรบ F-15 ซึ่งตัวครีบฉลามคู่นั้นทำหน้าที่คอยรีดอากาศด้านหลังให้ไหลเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดแรงเฉี่อยจากลมเมื่อต้องวิ่งด้วยความเร็วสูง ดีไซน์ด้านหน้าของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้สามารถเก็บหลังคาได้เพื่อความสะดวกในการใช้งานและจัดเก็บเมื่อต้องการเปิดประทุน ช่วงล่างของ Jesko Absolut ถูกปรับแต่งให้มีความนุ่มมากขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเมื่อขับขี่ในสนามแข่งและยังคงสะดวกสบายเมื่อใช้งานบนถนนสาธารณะ เครื่องยนต์ของ Jesko Absolut เป็นเครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ซึ่งสามารถสร้างกำลังสูงสุดได้ที่ 1,600 แรงม้า (เมื่อใช้เชื้อเพลิง E85) และยังสามารถลากรอบได้ถึง 8500 รอบต่อนาที ตัวเครื่องยนต์ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบส่งกำลังแบบใหม่ที่ถูกพัฒนาและผลิตโดย Koenigsegg เอง ระบบส่งกำลังของ Jesko Absolut เป็นแบบ 9 จังหวะที่เรียกว่า “Light Speed Transmission (LST)” ซึ่งมาพร้อมกับระบบ “Ultimate Power On Demand (UPOD)” ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์สามารถตอบสนองได้ใกล้เคียงความเร็วของแสงพร้อมทั้งยังมีขนาดที่เล็กและน้ำหนักเบาเพียง 90 กิโลกรัมเท่านั้น

Koenigsegg Gemera (เคอนิกเส็กก์ เกเมร่า) Mega-GT สี่ที่นั่งคันแรกของโลก (The World’s First Mega-GT and Koenigsegg’s First Four Four) ถูกออกแบบมาตอบโจทย์ทุกการใช้งานอย่างแท้จริง ด้วยที่นั่งที่สามารถรองรับสรีระของผู้ใหญ่ได้ถึง 4 ที่นั่งและยังสามารถเก็บกระเป๋าสัมภาระได้ถึง 4 ใบ ทั้งยังมาพร้อมที่วางแก้วถึง 8 จุด จอแสดงผลข้อมูลต่างๆทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จุดชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ระบบ Apple CarPlay ลำโพง 11 จุด และระบบเบาะปรับด้วยไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ทุกการเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย หัวใจหลักของ Gemera คือเครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาด 2.0 ลิตร ที่มีชื่อเรียกว่า “Tiny Friendly Giant (TFG)” มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3 มอเตอร์ มอบพละกำลังสูงสุด 1,700 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่ 3,500 นิวตันเมตร ช่วยให้ Gemera ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 1.9 วินาทีเท่านั้น ด้านเทคโนโลยีช่วยเหลือในการขับขี่ของ Gemera นั้นได้ติดตั้งทั้งระบบเลี้ยวล้อหลังและระบบกระจายแรงบิดเพื่อมอบการควบคุมที่ฉับไวและมั่นใจยิ่งขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่พร้อมเผชิญทุกสภาพถนน นอกจากสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร้าใจแล้ว Koenigsegg Gemera ยังสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. และมีพิสัยเดินทางสูงสุด 50 กม. เมื่อต้องการเดินทางโดยปราศจากมลพิษหรือสามารถขับเคลื่อนในรูปแบบไฮบริด โดย Gemera ถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 ได้หากต้องใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสูงสุดและมีพิสัยเดินทางไกลสุดถึง 950 กม.

Gemera นั้นถูกออกแบบด้วยแนวคิดการใช้งานที่ครอบคลุมทั้งการใช้ในเมืองด้วยความเร็วต่ำและขับขี่บนทางหลวงด้วยความเร็วสูง ด้วยระบบความปลอดภัยตั้งแต่โครงสร้างตัวถังแบบ Carbon Fiber Monocoque ถุงลมนิรภัย 6 ใบ ระบบช่วยเหลือการทรงตัว ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ระบบเบรก ABS และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS 2.5 ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจุดยึด ISOFIX สำหรับเบาะหลังทั้ง 2 ที่นั่งอีกด้วย ดีไซน์ภายนอกของ Gemera ได้รับการออกแบบประตูใหม่ที่เรียกว่า “Koenigsegg Automated Twisted Synchrohelix Actuation Doors (KATSAD)” ซึ่งสามารถเปิดได้กว้างพอที่ผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลังสามารถเข้ารถไปได้พร้อมกันเลยในเวลาเดียวกันทั้งยังคงรูปลักษณ์แบบรถสปอร์ต 2 ประตู บริเวณด้านบนประตูนั้นติดตั้งกล้องที่แสดงภาพของรถด้านหลังซึ่งเป็นครั้งแรกของ Koenigsegg ที่นำมาใช้บนรถแทนกระจกมองข้างทั่วไป ล้อขนาด 20 และ 21 นิ้วของ Gemera ผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ล้วน ซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึง 9 กิโลกรัมต่อล้อ ด้านท้ายของ Gemera ติดตั้งท่อไอเสียจาก Akrapovic ที่เพิ่มความดุดันทั้งด้านรูปลักษณ์และซุ้มเสียงของเครื่องยนต์ที่คำรามพร้อมจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ภายในของ Gemera อำนวยความสะดวกสบายด้วยเบาะปรับไฟฟ้าแบบ 4 ทิศทางในด้านหน้าแลถูกเสริมด้วยเมมโมรี่โฟมเพื่อรองรับสรีระผู้โดยสารให้สบายยิ่งขึ้นทั้ง 4 ที่นั่ง ผู้โดยสารทั้ง 4 ที่นั่งสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงความบันเทิงและระบบปรับอากาศได้ด้วยตัวเองพร้อมทั้งยังมีช่องเก็บสัมภาระของแต่ล่ะที่นั่งเพื่อเป็นสัดส่วนอีกด้วย สำหรับ Gemera นี้ มีเพียงแค่ 300 คันทั่วโลกเท่านั้น สนนราคาอยู่ที่ 2.998 ล้านยูโร

มาสด้า ทุ่มงบกว่า 120 ล้าน ผุดโชว์รูมใหม่ “อารีมิตรมาสด้ากาฬสินธุ์” เจาะฐานลูกค้าภาคอีสาน

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย จับมือกลุ่มอารีมิตรนักธุรกิจแถวหน้าที่คร่ำหวอดกับธุรกิจรถยนต์รายใหญ่แห่งภาคอีสาน เร่งเครื่องขยายเครือข่ายธุรกิจวางรากฐานเจาะลึกลงไปในพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังบูม ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐานแห่งใหม่ “อารีมิตรมาสด้ากาฬสินธุ์” หนึ่งในจังหวัดศักยภาพของภาคอีสานตอนบน ที่เชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งสายสำคัญของประชาคมอาเซียน ชูกลยุทธ์มัดใจลูกค้าด้วยการใส่ใจมุ่งมั่นเรื่องของการบริการเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุด เน้นการดูแลลูกค้าเป็นรายบุคคล ตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาด 10% พร้อมสร้างมาตรฐานโชว์รูมรถยนต์ที่หรูหราที่สุดในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมเอาใจใส่ดูแลลูกค้าด้วยกลยุทธ์ที่สร้างความแตกต่างตามปณิธานในการทำงาน “เพราะความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า คือมาตรฐานการทำงานของเรา”

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า มาสด้าได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งมอบ “การบริการที่เป็นเลิศ” ให้แก่ลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าการบริการที่เหนือความคาดหวังจะช่วยสร้างความสัมพันธ์และความผูกพันในกลุ่มลูกค้าของเรา ด้วยเหตุนี้ มาสด้าจึงได้เดินหน้าขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย หรูหรา สะดวกสบาย เช่นเดียวกับโชว์รูมใหม่แห่งนี้ เพื่อตอบรับต่อจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มอารีมิตรซึ่งเป็นกลุ่มนักธุรกิจระดับชั้นแนวหน้าของจังหวัดมหาสารคาม ที่ประสบความสำเร็จและมีฐานลูกค้าที่เชื่อมั่นในการทำธุรกิจของกลุ่ม “อารีมิตร” อยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้บริหารและการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้าเก่าแล้ว จึงมั่นใจว่ากลุ่มอารีมิตรจะสามารถสร้างประสบการณ์และตอบรับกับความต้องการของลูกค้าในจังหวัดกาฬสินธุ์ได้เป็นอย่างดี

นายณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า กลุ่มบริษัทอารีมิตร มีความเชื่อมั่นในศักยภาพและความแข็งแกร่งของแบรนด์มาสด้าในประเทศไทย เห็นได้จากการเติบโตทั้งปริมาณยอดขายและความน่าเชื่อถือของแบรนด์จากลูกค้า จึงมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความสำเร็จ โดยได้ทุ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนรวมกว่า 120 ล้านบาท เพื่อสร้างโชว์รูมและศูนย์บริการตามมาตรฐานใหม่ของมาสด้า บนถนนสายหลักของกาฬสินธุ์ที่สามารถเดินทางมาเข้ารับบริการได้สะดวก มีพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 1,400 ตารางเมตร พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงช่องซ่อมบำรุง 6 ช่องซ่อม ซึ่งนอกเหนือจากความโดดเด่นของศูนย์บริการแล้ว ยังมีทีมบริหารและทีมงานคุณภาพที่พร้อมดูแลใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อมอบ “สิ่งที่ใช่ ในเวลาที่ใช่” ให้แก่ลูกค้าแบบรายบุคคล จึงเชื่อว่าจะสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำรับพิธีเปิดโชว์รูมมาสด้าในครั้งนี้ได้รับเกียรติอย่างสูงจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายสนั่น พงษ์อักษร ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญยิ่งสำหรับมาสด้า เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตร มีระบบเศรษฐกิจที่กำลังเจริญรุ่งเรือง และมีประชากรอาศัยรวมกันกว่า 1 ล้านคน และยังเป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งสายสำคัญ ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการขนส่งสายหลักของอาเซียน จากเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม ไปจรด เมืองมะละแหม่ง ประเทศเมียนมาร์ หรือเส้นทางสายเศรษฐกิจ East – West Economic Corridor เชื่อมกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว

 

“จากความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจรถยนต์ในจังหวัดมหาสารคาม ทำให้เราเดินหน้าขยายการลงทุนมายังจังหวัดกาฬสินธุ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยหลักการทำงานของกลุ่มอารีมิตร คือ การมุ่งมั่นในการสร้างยอดขาย ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพการบริการหลังการขายสู่ความเป็นเลิศ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าในทุกๆ ด้าน ผ่านแนวคิด ”ความพึงพอใจสูงสุด คือมาตรฐานการทำงานของเรา” โดยได้วางกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างผ่านการยกระดับมาตรฐานโชว์รูมในพื้นที่ พร้อมมุ่งสร้างแบรนด์ให้ก้าวสู่ระดับพรีเมียม โดยตั้งเป้ายอดขายในช่วง 3 เดือนแรก ด้วยส่วนแบ่งการตลาดให้ได้มากกว่า 10%“ นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติม

ตรีเพชรอีซูซุมอบรางวัลแก่แชมป์ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์ 2562” พร้อมเตรียมสานฝันเส้นทางศิลปะเพื่อเยาวชนในครั้งต่อไป

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จัดพิธีมอบรางวัลแก่ทีมเยาวชนคนเก่งที่ชนะการประกวด วาดภาพโปสเตอร์พร้อมคำขวัญ “โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2562 พร้อมตอกย้ำปณิธานมุ่งมั่นในการสร้างเสริมจินตนาการสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนของชาติ ผ่านกระบวนการศิลปะอย่างไม่หยุดยั้ง… โดยเชิญชวนเยาวชนเตรียมพร้อมฝึกฝีมือการวาดภาพ เพื่อสมัครร่วมโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ในครั้งต่อไป

กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปต่างประเทศ เราจึงได้พิจารณาเปลี่ยนแปลงรางวัลเป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยมอบเงินทุนการศึกษา มูลค่ารวม  1,200,000 บาท แทนรางวัล “อีซูซุพาน้อง ๆ ท่องญี่ปุ่น” แก่นักเรียนผู้ชนะเลิศในโครงการนี้แทน โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนที่ได้รับรางวัลทุกประเภท จะนำรางวัลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี”

“โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” เป็นกิจกรรมการประกวดวาดภาพโปสเตอร์พร้อมคำขวัญสำหรับเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย สายสามัญ ที่บริษัทตรีเพชร       อีซูซุเซลส์ จำกัด จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535  โดยไฮไลท์ของการแข่งขัน คือ การประกวดวาดภาพพร้อมกันแบบสด ๆ ในรอบชิงชนะเลิศ ภายในหัวข้อที่ประกาศขึ้นใหม่ในวันนั้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายของผู้เข้าแข่งขันในแต่ละปี นอกจากนี้อีซูซุยังได้คัดสรรหัวข้อการประกวดจากประเด็นหรือเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ  เพื่อเป็นการฝึกฝนเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการให้เป็นนักคิดเชิงสร้างสรรค์ ที่สามารถผนวกความรู้ ประสบการณ์รอบตัว และการจัดสรรการทำงานร่วมกันเป็นทีม ออกมาเป็นผลงานศิลปะทรงคุณค่า โดยในปีล่าสุด อีซูซุได้ใช้หัวข้อ “เลิก…ลด…ละ…ขยะพลาสติก” ในรอบคัดเลือก และหัวข้อ “พลิกความคิด…คืนชีวิตสิ่งแวดล้อม” ในรอบชิงชนะเลิศ โดยมีรายละเอียดรางวัล ประจำปี 2562 ดังนี้

  • รางวัลชนะเลิศ

ทุนการศึกษา (กรณีพิเศษ) ทีมละ 200,000 บาท จำนวน 6 รางวัล แบ่งเป็นระดับการศึกษาละ 3 รางวัล รวม 12 คน พร้อมโล่เกียรติยศ

  • รางวัลรองชนะเลิศ

ทุนการศึกษา ทีมละ 15,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ จำนวน 14 รางวัล แบ่งเป็นระดับการศึกษาละ 7 รางวัล รวม 28 คน พร้อมโล่เกียรติยศ

  • รางวัลพิเศษ

ทุนการศึกษา ทุนละ 20,000 บาท สำหรับสถานศึกษาที่ให้การสนับสนุนทีมชนะเลิศและ    รองชนะเลิศทั้ง 20 ทีม (1 ทุน ต่อ 1 ทีม)  พร้อมโล่เกียรติยศ

 

สำหรับเยาวชนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในโครงการ “อีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ประจำปี 2562 ได้แก่

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 3 ทีม
    • โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

         ด.ญ. กชกร โชคชัย และ ด.ญ. สิริโสภิตนภา เนตรักษ์

  • โรงเรียนพรหมานุสรณ์จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี

ด.ญ. ณัฏฐธิดา กิ้มเส้ง และ ด.ญ. เบญญาภา ยอดทอง

  • โรงเรียนภูเก็ตวิทยาลัย จังหวัดภูเก็ต

ด.ช. ทิภัทรฐา สุวรรณรัฐภูมิ และ ด.ช. ไกรวิทย์ บุญเงิน

  • ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3 ทีม
  • โรงเรียนวิสุทธรังษี จังหวัดกาญจนบุรี

น.ส. กัญกร ประพันธ์ และ น.ส. กุลชา จินจารักษ์

  • โรงเรียนบ้านบึง “มนูญวิทยาคาร” จังหวัดชลบุรี

น.ส. จันทกานต์ จันทรโกมล และ น.ส. ไอริณ เหลืองอ่อน

  • โรงเรียนกาวิละวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

น.ส. พิมพ์วลัญช์ รูปต่ำ และ นายธัชพล พลอยวิเศษกุล

เยาวชนที่สนใจและอยากร่วมเป็นหนึ่งในการคว้าโอกาสก้าวสู่ทีมแชมป์เยาวชนหัวใจศิลป์ ประจำ “โครงการอีซูซุเยาวชนสัมพันธ์” ครั้งต่อไป สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ www.isuzu-tis.com

ซูบารุ จับมือ สิงห์ จัดแข่งจักรยาน ‘ซูบารุ สระแก้ว -สิงห์ เมาเท่นไบค์ ไทยแลนด์ โอเพ่น 2020’

0

ซูบารุ สระแก้ว ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุรถยนต์ที่ได้รับรางวัลมาตรฐานด้านความปลอดภัยระดับโลกผนึกพลังร่วมกับ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จัดการแข่งขันปั่นจักรยาน ‘ซูบารุ สระแก้ว -สิงห์ เมาเท่นไบค์ ไทยแลนด์ โอเพ่น 2020 (SUBARU SAKAEO SINGHA MOUNTAIN BIKE THAILAND OPEN 2020)’ โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 17 รุ่นตามอายุ แข่งขันในแบบครอสคันทรี ใช้กฎกติกาตามมาตรฐานสากลของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ  (UCI) รับรองโดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ พัฒนานักกีฬาเยาวชนในจังหวัดสระแก้วและพื้นที่ใกล้เคียง เฟ้นหาดาวรุ่งนักปั่นเยาวชนไทยเสริมทัพทีมชาติไทย

โดยได้รับเกียรติจากนายวินัย โตเจริญ นายอำเภอตาพระยา พร้อมด้วยนายพรพงษ์ เสาวคนธ์ นายก อบต.ทัพราช ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน ท่ามกลางทัพนักกีฬากว่า 200 คนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ แม้คืนก่อนเริ่มการแข่งขันจะมีพายุฝนกระหน่ำทำให้สภาพสนามแข่งเพิ่มความท้าทายมากยิ่งขึ้นแต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อนักปั่นแต่ประการใด ถือเป็นเสน่ห์ของจักรยานเมาเท่นไบค์ ครอสคันทรีอย่างสมบูรณ์แบบ  ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ของซูบารุที่เน้นด้านสมรรถนะความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ทั่วโลกไมว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะความท้าทายมากแค่ไหนก็ตาม

(มีคลิปวีดีโอ) AMG Circuit Expereience 2020 จัดเต็มกับฝูงรถทรงพลังจากค่ายตราดาว ในสนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์

0

วนเวียนครบปีกับกิจกรรมดีดี AMG Circuit Experience 2020 ซึ่งได้นำรถทรงพลังจาก Mercedes AMG ทั้ง 13 รุ่น สมรรถนะรวมหลายพันแรงม้า เพื่อเป็นพาหนะในการขับขี่บนสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ งานนี้สนุกสุดมัน จนเรียกได้ว่ารู้ลึกทั้งรถ และทุกโค้งของสนามเลยก็ว่าได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เข้าเรื่องกันเลยครับ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ สานต่อภารกิจในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่รถยนต์มอเตอร์สปอร์ต พร้อมย้ำภาพลักษณ์ผู้นำในกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง โดยจัดกิจกรรมการฝึกอบรมการขับขี่ครั้งใหม่ เพื่อเรียนรู้เทคนิคแบบเต็มสมรรถนะ โดยทีมผู้ฝึกสอนมืออาชีพ

AMG Circuit Experience 2020 1

AMG Circuit Experience 2020 2

และในครั้งนี้ได้นำรถสปอร์ตสายพันธุ์เอเอ็มจี ครบทั้งพอรฺตโฟลิโอทั้ง 13 รุ่น พร้อมไฮไลท์ Mercedes-AMG GT R, Mercedes-AMG GT C Roadster,Mercedes AMG GT S, Mercedes-AMG GT 53 4Matic+4-Door Coupe,Mercedes-AMG C63 s Coupe

AMG Circuit Experience 2020 3

สำหรับกิจกรรมได้แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ทั้งขับแบบเต็มรอบสนามในความยาวกว่า 4 กม./รอบ ในช่วง Full Track และแบ่งสนามออกเป็น 2 ช่วง เพื่อให้ได้สร้างความคุ้นเคยกับรถรุ่นต่างๆ รวมถึงเส้นทางต่างๆของสนามแข่งระดับโลก

AMG Circuit Experience 2020 4

เริ่มกันด้วยเอสยูวีสมรรถนะสปอร์ต Mercedes-AMG GLE 43 เครื่อง 3.0 ลิตร วี 6 เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 390 แรงม้าพร้อมแรงบิด 520 นิวตันเมตร ความโดดเด่นที่นอกจากขุมพลังด้านเครื่องยนต์ การเปลี่ยนเสียงท่อ ที่AMG ตั้งใจทำมาโดยเฉพาะ ให้ซุ้มเสียงที่เร้าใจ ระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่สามารถใช้ในรูปแบบการขับขี่เซอร์กิตในสนามแข่งได้อย่างลงตัว

AMG Circuit Experience 2020 7

ถึงแม้จะไม่ใช่รถซีดาน หรือ สปอร์ต แต่เอสยูวีคันนี้ก็มีสมรรถนะที่ไม่น้อยหน้า

AMG Circuit Experience 2020 6

รุ่นต่อมาเป็นของ Mercedes-AMG E 53 4 Matic เป็นซีดาน 4 ประตูที่มีสมรรถนะร้อนแรงจากเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร วี 6 ให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 520 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ AMG Speedshift TCT 9G Tronic

AMG Circuit Experience 2020 8

สำหรับ Mercedes-AMG E 53 4 Matic มีทีเด็ดตรงที่ระบบ EQ Boost ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าระบบนี้ติดตั้งมาเพื่อความประหยัดเพราะมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วย แต่กลับกัน มอเตอร์ไฟฟ้าของ EQ Boost จะเข้ามาทำหน้าที่เสริมกำลังให้อีก 22 แรงม้า พร้อมแรงบิดอีก 250 นิวตันเมตร พร้อมระบบช่วงล่างแบบ 4 Matic ที่มีโหมดที่ใกล้คียงกับการใช้งานในสนามแข่งให้เลือกขับขี่อีกด้วย

AMG Circuit Experience 2020 9

อีกหนึ่งรุ่นเป็นรถแรงในคราบรถบ้านกับ Mercedes-AMG CLA 35 4 Matic สมรรถนะของเครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียงแค่ 2.0 ลิตร แต่มีพละกำลังสูงถึง 306 แรงม้า ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ 7G Tronic ทำอัตราเร่ง 0-100 ในเวลาเพียง 4.9 วินาที พร้อมท่อไอเสียที่คำรามได้ดุดันไปกับหลากโหมดการขับขี่ ตามสไตล์ AMG exhaust system

AMG Circuit Experience 2020 10

การตกแต่งภายในให้อารมณ์สปอร์ตด้วยการใช้หนัง Acantara พร้อมเย็บขอบด้วยด้ายแดง หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่พิเศษแบบ All-digital instrument display ขนาด 10.25 นิ้ว ให้ความละเอียดสูง แบบ 2 จอต่อเนื่อง ติดตั้งระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียแบบ MBUX เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลของหน้าจอได้หลากหลายถือเป็นอีก 1 จุดเด่นของรถรุ่นนี้ และยังมากับระบบช่วงล่างแบบ 4 Matic ทำให้ควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ

AMG Circuit Experience 2020 11

และรุ่นที่ร้อนแรงสุด ซึ่งได้สัมผัสในครั้งนี้นั่นคือ Mercedes AMG GT-C Roadster รถสปอร์ตเปิดประทุนทีมากับขุมพลังวี 8 ขนาด 4.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 557 แรงม้าพร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 680 นิวตันเมตร ย้ายเกียร์ 7G Tronic มาไว้ที่เพลาท้ายเพื่อการถ่ายกำลังที่เป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

AMG Circuit Experience 2020 13

รถคันนี้เป็นรถเปิดประทุนคันเดียวใน 13 รุ่น ซึ่งสามารถเปิด-ปิดหลังคา Sorf Top ได้ในเวลาเพียง 11 วินาที ซึ่งสมรรถนะของหนึ่งอสู๔รกายสายพันธุ์ GT คงไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งที่ลดความโหด ดุ ของรถรุ่นนี้นั่นคือการตกแต่งภายในที่ดูค่อนข้างสำอางไปสักนิดกับเบาะหนังแท้สีครีม

AMG Circuit Experience 2020 12

การขับขี่ในสนามช้างฯกับกิจกรรม AMG Circuit Experience 2020 ต้องบอกว่าเกินอิ่ม เพราะ 1 วันเต็มๆที่อยู่กับกิจกรรมนี้ ผู้ที่ได้เข้าร่วมจะได้ขับขี่รอบสนามกว่า 50 รอบ ซึ่งมากกว่าการแข่งขันรถยนต์บางรายการเสียอีก

AMG Circuit Experience 2020 14

AMG Circuit Experience 2020 15

รถทั้ง 4 รุ่นที่ได้ลอง จาก 13 รุ่นที่ผู้จัดงานได้นำมาเป็นพาหนะ หากถามว่าชอบรุ่นไหน หลายคนที่เข้าร่วมคงเลือก AMG GTR หรือ AMG GT 63 ซึ่งโดดเด่นสุดๆในเรื่องของความแรงและเทคโนโลยีที่ครบครัน แต่สำหรับผมกลับประทับใจไปกับ CLA 35 4 Matic เพราะเป็นการออกแบบที่ค่อนข้างลงตัวทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือจะนำมาขับในสามแข่งแบบนี้ก็ไม่ได้เป็นรอง แถมราคา 3.99 ล้านบาท น่าจะเป็นค่าตัวที่หลายคนจับต้องได้

AMG Circuit Experience 2020 16

AMG Circuit Experience 2020 17

นิสสัน เสริมกำลังฐานการผลิตในประเทศไทย

0

นิสสันเพิ่มกำลังการผลิตและวางแผนจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 2,000 อัตรา สำหรับโรงงานนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการซึ่งเป็นฐานการผลิตหลักในอาเซียน ตอบรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์นิสสันซึ่งผลิตจากประเทศไทย 

“ยอดการผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากอัตราการเติบโตของการส่งออก โดยเฉพาะในรถยนต์รุ่น นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ และ นิสสัน นาวารา ส่วนยอดขายในประเทศ เติบโตจากนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ รถยนต์แบบ ซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ราเมช นาราสิมัน ประธานบริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

โรงงานนิสสันในจังหวัดสมุทรปราการ ผลิตรถยนต์ส่งออกไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นิสสันยังลงทุนมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทในการผลิตเทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในโลก ต่อจากประเทศญี่ปุ่น อี-พาวเวอร์ เป็นเทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของนิสสัน ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยไม่ต้องชาร์จให้แก่ลูกค้า โรงงานนิสสันในประเทศไทยผลิต นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ สำหรับจำหน่ายในประเทศ และส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย

“ความต้องการรถยนต์ที่ผลิตจากประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น ตอกย้ำคุณภาพของพนักงานนิสสันรวมถึงรถยนต์ของเรา การลงทุนและการจ้างงานเพิ่มขึ้นของนิสสันจะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์และเศรษฐกิจไทย” ราเมช กล่าว

นิสสันจะปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และคำแนะนำจากภาครัฐ เพื่อปกป้องดูแลสุขภาพของพนักงาน ลูกค้า และสังคม ในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโดวิด 19 รวมถึงการกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย และเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของพนักงานในสถานที่ทำงาน

เอเอเอส ฯ จัดกิจกรรมเวิร์คช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Home Fragrance & Aromachology with Maison Berger Paris

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จับมือ เมซอง เบอร์ชเย่ปารีส (Maison Berger Paris) แบรนด์เครื่องหอมสำหรับใช้ภายในบ้านจากประเทศฝรั่งเศส เนรมิตกิจกรรมเวิร์คช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Home Fragrance & Aromachology with Maison Berger Paris” สำหรับเหล่าลูกค้าปอร์เช่ได้ร่วมสัมผัสพลังแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม และร่วมสร้างพื้นที่
สีเขียวในขวดแก้ว ณ โชว์รูม Porsche Centre Bangkok

 

กิจกรรม Home Fragrance & Aromachology with Maison Berger Paris จัดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม ในบรรยากาศอันผ่อนคลายและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมตามแบบฉบับฝรั่งเศส โดยเอเอเอสฯ ได้รับเกียรติจาก คุณนนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง ผู้บริหารแบรนด์ เมซอง เบอร์ชเย่ปารีส พาผู้ร่วมงานไปทำความรู้จักประวัติความเป็นมาของแบรนด์ และดื่มด่ำไปกับพลังแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม ณ PARFUM BAR ที่ถูกจำลองขึ้นให้ผู้ร่วมงานได้ค้นหากลิ่นหอมที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ พร้อมจิบน้ำชา Special High Tea สุดพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ หลังจากนั้นวิทยากรจาก  Maison Berger Paris นำเหล่าผู้ร่วมงานเริ่มกิจกรรมเวิร์คช็อปสร้างสวนในขวดแก้ว (Terrarium   Workshop) เป็นการรังสรรค์พื้นที่สีเขียวในขนาดย่อส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ปิดท้ายกิจกรรมด้วยการถ่ายรูปร่วมกันเป็นที่ระลึกแทนความประทับใจ

โดย เอเอเอสฯ มอบสิทธิพิเศษด้วยส่วนลด 25% สำหรับสินค้า Porsche Driver’s Selection เพื่อลูกค้าที่มาร่วมกิจกรรมเวิร์คช็อปนี้โดยเฉพาะอีกด้วย