Home Blog Page 417

“ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง” ลงสนามแรก คว้าชัยยกทีม

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ต เมื่อทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (Ford Thailand Racing – FTR) นำโดยนักขับแซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค พารถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หมายเลข 3 เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ในการลงสนามครั้งแรกในการแข่งขันไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ ในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2563 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ โดยสรุปผลการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ฟอร์ด เรนเจอร์ เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 2 ในคลาสเอ และลำดับที่ 6 Overall ในการแข่งขันสนามแรกเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม และรั้งตำแหน่งที่ 2 คลาสเอ และลำดับที่ 8 Overall ในการแข่งขันสนามที่ 2 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563

 

นอกจากนี้ เคล เคิร์นส์ ผู้บริหารฟอร์ด และผู้อำนวยการทีม ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง หรือเอฟทีอาร์ ยังคว้าชัยชนะในการแข่งขัน TAV8 ในรถฟอร์ด มัสแตง จีที ในฐานะนักขับอิสระ หรือ Gentleman Driver อีกด้วย

Ford Thailand Racing 3

คล เคิร์นส์ ผู้อำนวยการทีม ฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง กล่าว “พวกเราทุกคนรู้สึกภูมิใจมากกับความสำเร็จจากการลงสนามครั้งแรกของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความทุ่มเทของทีมฟอร์ดในการเตรียมรถแข่ง และความสามารถในการขับที่เหนือชั้นของแซนดี้ รวมถึงศักยภาพของรถฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับการปรับแต่งเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมและเป็นไปตามกติกาการแข่งขัน”

Ford Thailand Racing 4Ford Thailand Racing 4

ฟอร์ด เรนเจอร์ ของทีม FTR นั้น เกิดขึ้นจากความร่วมมือของฟอร์ด ประเทศไทย และคอร์ลิสส์ เรซ เอนจิเนียริ่ง (Corliss Race Engineering – CRE) โดยผสมผสานดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ กับเทคโนโลยีรถแข่งทั้งการปรับแต่งช่วงล่าง การเพิ่มมวลอากาศพลศาสตร์โดยผู้เชี่ยวชาญ การใช้ตัวถังที่ทำด้วยวัสดุน้ำหนักเบา และเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค 3.2 ลิตรที่ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FTR สามารถแสดงศักยภาพในสนามแข่งได้อย่างสูสีกับคู่แข่งที่มีประสบการณ์มายาวนานตั้งแต่สนามแรก

Ford Thailand Racing 2

นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ในนามของฟอร์ด ประเทศไทย ผมรู้สึกดีใจที่ทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ประสบความสำเร็จในการลงสนามแข่งครั้งแรกในรายการแข่งขันอันดับต้นๆ ของเอเชียอย่างรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ โดยเราได้สร้างสีสันและความตื่นเต้นให้กับแฟนรถกระบะในเมืองไทยอย่างมากตั้งแต่การลงสนามครั้งแรกและทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก”

Ford Thailand Racing 1

นายวิชิต กล่าวเพิ่มเติม “เราหวังว่าแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตในประเทศไทยไทย รวมถึงลูกค้าฟอร์ดจะได้รู้จักและคุ้นเคยกับดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ กันมากขึ้น หลังจากที่ฟอร์ดเริ่มจำหน่ายฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะสมรรถนะสูงที่มาพร้อมดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา และเล็งเห็นถึงสมรรถนะที่เหนือชั้นของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่ช่วยให้ทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการแข่งขันครั้งนี้”

THE NEW PORSCHE PANAMERA สปอร์ตซาลูนพลังไฮบริดขุมพลัง 700 แรงม้า

0

ปอร์เช่ เติมเต็มสายการผลิตพานาเมร่า ใหม่ (The new Panamera) ประจำการ 2 ขุมพลังใหม่ แรงสุดด้วยรุ่นเรือธงพกพาพละกำลัง 700 แรงม้า (514 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดมหาศาล 870 นิวตันเมตร ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุกระบอกสูบ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่ให้กำลังสูงสุด 571 แรงม้า (420 กิโลวัตต์) และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพให้กำลัง 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) พิสัยการเดินทางด้วยไฟฟ้าอย่างเดียว เพิ่มขึ้นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ผลจากแบตเตอรี่ชุดใหม่ขนาด 17.9 กิโลวัตต์ และการทำงานของ driving modes อันยอดเยี่ยม เช่นเดียวกับ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ใหม่ ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 2.9 ลิตร เทอร์โบคู่ 330 แรงม้า (243 กิโลวัตต์) ส่งผลให้พละกำลังสูงสุดรวมเป็น 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์)

The new Porsche Panamera 1

หลังจากการปรับโฉม พานาเมร่า 4เอส อี-ไฮบริด ใหม่ (The new Panamera 4S E-Hybrid) ยกระดับพละกำลัง เพิ่มขึ้นเป็น 560 แรงม้า (412 กิโลวัตต์) ถึงเวลาที่ปอร์เช่ จะเติมเต็มพานาเมร่า (Panamera) ขุมพลัง plug-in hybrid ให้ครบถ้วนทั้ง 3 ทางเลือกเป็นครั้งแรก ปอร์เช่วางกลยุทธ์ในการขยายฐานกำลังของแนวคิด E-Performance อย่างเป็น แบบแผนโดยยังคงรักษามอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ให้เป็นหัวใจหลักของสถาปัตยกรรมการขับเคลื่อนยุคใหม่ถ่ายทอด กำลังผ่าน ระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ 8 จังหวะ (PDK) และด้วยพลังจากมอเตอร์กว่า 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร เมื่อประสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีขนาดแตกต่างกันก่อให้เกิด สมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น พร้อมชุดแต่ง Sport Chrono package ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

The new Porsche Panamera 2

เสริมพลังให้แก่เครื่องยนต์เบนซิน V8 4 ลิตร เทอร์โบคู่ จากพละกำลัง 550 แรงม้า (404 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้นเป็น 571 แรงม้า (420 กิโลวัตต์) พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) ให้อัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง ไปถึงระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 3.2 วินาที เร็วขึ้น 0.2 วินาที ทะยานทะลุความเร็วสูงสุดกว่า 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับพานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) ใช้เวลาเพียง 4.4 วินาที เร็วขึ้น 0.2 วินาที ในการออกตัวจนถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในส่วนของความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

The new Porsche Panamera 6

ความจุรวมของแบตเตอรี่ high-voltage เพิ่มขึ้นจาก 14.1 เป็น 17.9 กิโลวัตต์ จากการใช้เซลล์แบตเตอรี่ที่ดีเยี่ยมยิ่งขึ้น รวมทั้งการปรับเปลี่ยนการทำงานของ driving modes ให้มีความเหมาะสมกับคุณลักษณะการใช้พลังงานสูงสุด พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) จึงมีพิสัยการเดินทางด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวสูงถึง 50 กิโลเมตร ตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP EAER City (ในกรณีที่ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC: ระยะทางสูงสุดทำได้ 59 กิโลเมตร) ขณะที่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ในสภาพที่ปราศจากมลภาวะ เป็นระยะทางสูงสุดถึง 56 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP EAER City (ในกรณีที่ทดสอบตามมาตรฐาน NEDC: ระยะทางสูงสุดทำได้ 64 กิโลเมตร) รถสปอร์ตขุมพลัง plug-in hybrid จากปอร์เช่ทุกคัน สามารถชาร์จพลังงานได้ภายในที่พักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นการใช้จุดเชื่อมต่อมาตรฐาน หรือแบบ power socket ทั้งนี้อุปกรณ์ Por-sche Mobile Charger ที่ติดมากับรถ รองรับกำลังไฟฟ้าในการชาร์จสูงสุดไม่เกิน 7.2 กิโลวัตต์สำหรับการชาร์จกับสถานีชาร์จพลังงานสาธารณะสามารถทำได้ด้วยการใช้อุปกรณ์ Mode 3 cable

The new Porsche Panamera 5
งานออกแบบตัวถังด้านหน้าของ พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) สร้างความแตกต่างอย่างเหนือชั้น ด้วย Turbo front light modules ทรง dual C-shaped ขยายขนาดช่องรับอากาศด้านข้างให้ภาพลักษณ์ที่กร้าวแกร่งดุดัน แผง light bar ท้ายรถปรับใหม่ย้ายตำแหน่ง ขึ้นมาเหนือบานฝาท้าย วางตัวแนวโค้งซ้ายจรดขวา สามารถสั่งติดตั้งอุปกรณ์พิเศษประกอบด้วย ไฟท้ายรมดำ darkened Exclusive Design tail light modules พร้อมระบบ dynamic Coming/Leaving Home animation ล้ออัลลอย 3 ลวดลายใหม่ ขนาด 20 และ 21 นิ้ว และ 2 สีตัวถังใหม่ (Cherry Metallic และ Truffle Brown Metallic)

The new Porsche Panamera 3
ช่วงล่างและระบบควบคุมได้รับการปรับแต่ง เพื่อเสริมความสปอร์ต และความนุ่มนวลให้แก่พานาเมร่า ใหม่ทุกรุ่น (The new Panamera) ทั้งนี้ในบางรุ่น โปรแกรมควบคุมได้ถูกเปลี่ยนแปลงใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุม การบังคับทิศทางเจเนอเรชันล่าสุดและยางรถยนต์ใหม่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการตอบสนองของรถจะเต็มไปด้วยความแม่นยำ สูงสุดในรุ่นเรือธง พานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) ได้รับการติดตั้งระบบควบคุม ช่วงล่างเต็มพิกัดเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน อาทิ ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control Sport (PDCC Sport) electric roll stabilisation พร้อมระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear axle steering พร้อมระบบ Power Steering Plus และระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB)

The new Porsche Panamera 4

ราคาปอร์เช่ พานาเมร่า ใหม่ (The new Porsche Panamera) พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด (Panamera 4 E-Hybrid) และพานาเมร่า เทอร์โบ เอส อี-ไฮบริด (Panamera Turbo S E-Hybrid) ยังไม่เป็นที่แน่ชัด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา พบข้อมูลข่าวสารสื่อภาพยนต์เเละภาพถ่ายอื่นๆ ได้ที่ Porsche Newsroom (http://newsroom.porsche.com)

ฮุนได แนะนำ เอชวัน อิมเพรสซิฟ ใหม่

0

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด แนะนำรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ ใหม่ (New H-1 Impressive) สำหรับผู้มองหารถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ที่ได้รับการปรับโฉมให้โฉบเฉี่ยวแบบสปอร์ตและหรูหรามากขึ้น มอบความประทับใจในทุกการเดินทาง

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 1

มร.โตชิฮิเดะ อาโนะ ประธาน บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าว “เอชวัน อิมเพรสซิฟ ไม่เพียงแต่เป็นการมอบทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้า เรายังเพิ่มมูลค่าของรถรุ่นนี้ด้วยดีไซน์ใหม่และเพิ่มอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงและความปลอดภัยด้วยราคาที่คุ้มค่า ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่มอบความเชื่อมั่นให้กับเราด้วยดีเสมอมา”

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 2

“ปีนี้เป็นปีที่เราทุกคนต้องเผชิญกับเรื่องที่ไม่คาดคิด แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยจะสามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคระบาดได้เป็นอย่างดี แต่ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้เราต้องปรับแผนงานและหากลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายของเราได้”

ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ มาพร้อมกับสีตัวถังขาวครีมมี่ ไวท์ และการออกแบบภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวขึ้นด้วยชุดแต่งโครเมียมรอบคัน หลังคาซันรูฟคู่ และล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 3

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 5

ภายในหรูหราด้วยลายไม้และเบาะหนังสีเบจ ดีไซน์ใหม่เฉพาะรุ่น อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงและความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงใหม่ จอแอลซีดีขนาด 10.1 นิ้วติดตั้ง 2 ตำแหน่งบริเวณที่พักศรีษะเบาะผู้โดยสารด้านหน้า กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ช่วยลดแสงรบกวนจากไฟหน้าของรถด้านหลัง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ และกล้องมองหลังพร้อมเซ็นเซอร์กะระยะ

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ  5

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 6

นอกจากนี้ เครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว คอมมอนเรลไดเร็คท์อินเจ็คชัน CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT และอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า และ แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร สำหรับระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ให้การตอบสนองรวดเร็ว นุ่มนวล และมีระบบ Sequential Shift ให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ดั่งใจ

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 7

มร. อาโน่ เสริม “ ภายใต้สภาวะตลาดที่เราต้องวางแผนให้รัดกุม เอชวัน อิมเพรสซิฟ จะมีจำหน่ายในจำนวนจำกัดเพียง 200 คันเท่านั้น ซึ่งจะเริ่มเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคมเป็นต้นไป ที่โชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ”

 ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ 8

ฮุนได เอชวัน อิมเพรสซิฟ มีเพียง 1 รุ่น ราคา 1,629,000 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมฮุนได ทั่วประเทศ หรือ www.hyundai.co.th

(มีคลิปวีดีโอ) ทดลองขับครั้งแรกในโลก ISUZU MU-X 2020 เทคโนโลยีเด่นเกินตัว

0

สัมผัสแรกกับ ISUZU MU-X 2020 รถเอนกประสงค์กลุ่มพีพีวีรุ่นล่าสุดของโลก ที่นอกจากจะโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ที่สวย คม ห้องโดยสารแต่งหรู ขุมพลังแรงและประหยัด ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเหนือระดับกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกันชนิดที่ว่าจัดเต็มแบบไม่มีกั๊ก ติดตามรับชมกันว่าผลทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ จะถูกใจคุณมากน้อยเพียงใด

ISUZU MU-X 2020 ยนตรกรรมอเนกประสงค์ล่าสุดจากอีซูซุ เปิดตัวพร้อมกันถึง 4 รุ่น ได้แก่รุ่น Active Elegant Luxury และ Ultimate ที่มากับการออกแบบใหม่หมด ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (ORIGINALITY REDEFINED)”

ISUZU MU-X 2020 1

เอกลักษณ์ใหม่เริ่มจากปรับปรุงไฟหน้าแบบ Bi-LED Projector ดีไซน์ Arrow Signature พร้อมไฟตัดหมอก LED ที่ออกแบบมาให้สอดรับกันอย่างลงตัวและงามสง่า และมากับระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ กระจังหน้าเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่สวย หรู โดยการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม

ISUZU MU-X 2020 2

ล้ออัลลอยมาด้วยกันถึง 3 ขนาด ตั้งแต่ขอบ 20 นิ้ว ในรุ่น Ultimate ขนาด 18 ในรุ่น Luxury และ Elegant และ ขนาด 17” ในรุ่น Active

ISUZU MU-X 2020 3

ไฟท้ายปรับใหม่ด้วยการใช้ LED ดีไซน์แบบ Winglet Signature ส่วนโคมไฟเป็นแบบ 3-Line LED รวมถึงมีระบบ Power Tailgate ที่คอยช่วยเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า พร้อม Jam Protection

ISUZU MU-X 2020 4

ดีไซน์ภายในประณีตและพิถีพิถัน มาพร้อมโทนสีระดับพรีเมียม เบาะนั่งทั้ง 3 แถว ตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ สีSaddle Brown พร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ คู่หน้านั้นปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทาง

ISUZU MU-X 2020 5

คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู พร้อมเบรกมือไฟฟ้า และระบบ Auto Brake Hold และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อม Sequential Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์ได้เพียงปลายนิ้ว

ชุดมาตรวัดทรงกลม 2 ช่องยังคงใช้เป็นแบบเข็ม แต่ตรงกลางระหว่างวัดรอบและความเร็วนั้นเป็นจอดิสเพลย์ซึ่งแสดงการทำงานที่หลากหลาย ทั้งระบบขับเคลื่อน ข้อมูลการใช้รถ รวมถึงควบคุมและสั่งการระบบต่างๆที่ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่มากมายด้วยการควบคุมจากสวิทช์ที่พวงมาลัย

ISUZU MU-X 2020 6

ระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment หน้าจอ Infotainment Display ขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมลำโพง 8 จุด ให้มิติเสียงรอบทิศทาง และระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมฟิลเตอร์กรองฝุ่น PM 2.5

สำหรับ Charging Station เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่รองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลาย ทั้ง USB Fast Charger ช่องต่อ AC Power Socket 220V และช่องต่อ DC 12V ด้านกุญแจในรูปแบบของ ISUZU Genius Entry สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วย Remote Engine Start และใช้เปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าได้อีกด้วย

ขุมพลังมากับเทคโนโลยีบลูเพาเวอร์อันเป็นเอกลักษณ์ มีให้เลือกทั้ง เครื่องยนต์ 3.0 Ddi Blue Power กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และ เครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบอัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อมโหมด Rev Tronic และ Sequential Paddle Shift และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมระบบ Genius Sport Shift

ISUZU MU-X 2020 7

ด้านระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้ง 2 และ 4 ล้อ โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นเป็นแบบ Part Time ปรับเปลี่ยนด้วยไฟฟ้า ควบคุมผ่านสวิตช์ Terrain Command รวมถึงติดตั้งระบบ Rough Terrain Mode ช่วยควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ และเบรกให้เหมาะสมเพื่อให้สามารถผ่านอุปสรรคไปได้ ซึ่งทำงานได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L

โครงสร้างแพลทฟอร์มใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ตัวถัง แชสซีส์ การวางตำแหน่งเครื่องยนต์ และช่วงล่างทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัว และช่วงล่างแบบคอยล์สปริงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเลือกใช้แบบ 5-Link Suspension พร้อมเหล็กกันโคลง

ISUZU MU-X 2020 8

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่โดดเด่นนั่นคือ ISUZU MATRIX SAFETY INTELLIGENCE ออกแบบให้ทุกระบบเพื่อความปลอดภัยทำงานผสานกันเป็นหนึ่ง โดยติดตั้งนวัตกรรมล่าสุดนั่นคือระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) โดยสอดส่องและเฝ้าระวังผ่านกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera คอยตรวจจับเส้นถนนและวัตถุด้านหน้าแบบ Real Time พร้อมเรดาร์ 2 จุด และเซนเซอร์ 8 จุดรอบคัน

ISUZU MU-X 2020 10

ส่วนฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยที่กล่าวว่าจัดเต็มแบบไม่มีกั๊กประกอบด้วย

• ACC (Full Speed Range Adaptive Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน Stop and Go

• FCW (Forward Collision Warning) ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า

• AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ

• LDW (Lane Departure Warning) ระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน

• AHB (Automatic High Beam) ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ

• PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด

• MSL (Manual Speed Limiter) ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็วสูงสุดด้วยตัวเอง

• BSM (Blind Spot Monitoring) ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา

• RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์

• Parking Aid System ระบบเซ็นเซอร์ช่วยจอดรถยนต์

• MCB (Multi-Collision Brake) ระบบเบรกอัตโนมัติหลังการเกิดอุบัติเหตุ ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

เทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานก็ยังครบครันเช่นเดิม อาทิ

• Anti-lock Brake System (ABS) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก พร้อม Brake Assist (BA) ระบบเสริมแรงเบรก และ Electronic Brake-force Distribution (EBD) ระบบกระจายแรงเบรก

• Traction Control System (TCS) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว

• Electronic Stability Control (ESC) ระบบควบคุมการทรงตัวขณะขับขี่

• Trailer Sway Control (TSC) ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย

• Brake Override System (BOS) ระบบลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก

• Hill Start Assist (HSA) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน

• Hill Descent Control (HDC) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน

• โครงสร้างห้องโดยสาร Ultra-High Tensile แกร่งและทนทาน

• SRS Airbags 6 ตำแหน่ง เสริมความมั่นใจ

การทดลองขับในครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานนักแต่ก็ได้สัมผัสหลากหลายรูปแบบของสมรรถนะเครื่องยนต์ดีเซลบลูเพาเวอร์ รวมถึงระบบช่วงล่างและเทคโนโลยี ADAS

ISUZU MU-X 2020 12

เริ่มด้วยสร้างความคุ้นเคยกับตัวรถ ขุมพลัง และระบบช่วงล่าง การขับขี่ดีไซน์มาเพื่อความนุ่มนวลที่รวมไปถึงนน.ของพวงมาลัยที่ค่อนข้าง แม้จะมีระบบปรับน้ำหนักพวงมาลัยตามรอบความเร็ว

อัตราเร่งของเครื่องยนต์ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่ใช้เป็นขุมพลังของรุทดสอบนครั้งนี้ ให้แรงม้าสูงสุดที่ 190 แรงม้าพร้อมแรงบิด 450 นิวตันเมตร เมื่อใช้คันเร่งแบบกดสุดแรง จะพบว่าอัตราเร่งไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าคู่แข่ง ของเล่นที่เพิ่มความสนุกให้กับการขับขี่อย่างบวก/ลบที่คันเกียร์ หรือแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัย นั้นใช้งานค้อนข้างง่าย แต่ระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยอาจจะเล็กไปสักนิด

ISUZU MU-X 2020 13

ระบบช่วงล่างที่เป็นอิสระทั้ง 4 ล้อ โดดเด่นด้านความนุ่มนวล ระบบรองรับด้านหน้าแบบดับเบิลวิชโบน ทำงานร่วมกับระบบรองรับด้านหลังแบบ 5 Link ที่ค่อนข้างจะให้ความรุ่มนวลสูง ในขณะเดียวกันเมื่อใช้บนเส้นทางขรุขระ ระบบช่วงล่างจะช่วยซับแรงสั่นสะเทิอนไว้ทั้งหมด รวมถึงเบาะนั่งคู่หน้าที่มีคุณสมบัติในการลดทอนแรงสั่นสะเทิอน ทำให้มีคุณสมบัติด้านความนุ่มนวลในการใช้งานทุกสภาพเส้นทาง

ISUZU MU-X 2020 14

อีกหนึ่งระบบที่ได้ทดลองในช่วงแรกนั่นคือ LDW (Lane Departure Warning) ระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน ซึ่งจะประมวลผลผ่านนวัตกรรมกล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera ทำหน้าที่คอยตรวจจับเส้นถนน และเมื่อไหร่ที่รถเริ่มเบนออกนอกช่องทาง กล้องตะประมวลผลและส่งเสียงเตือนเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับรู้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งความปลอดภัยในการขับขี่

ISUZU MU-X 2020 14

ต่อด้วยการทดสอบระบบ FCW (Forward Collision Warning) ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า ระบบนี้จะใช้ทั้งกล้องและเรดาร์ทั้ง 2 จุดในการประมวลผล และทไงานในย่านความเร็วประมาณ 30 กม./ชม. โดยหากตรวจจับเจอวัตถุ คน หรือ สัตว์ ระบบจะสั่งการระบบเบรคอัตโนมัติเพื่อการหยุดรถได้ทันถ่วงที

ISUZU MU-X 2020 15

อีกหนึ่งระบบที่ได้เป็นที่ประจักษ์นั่นคือ PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด เช่นในกรณีที่ถอยหลังออกจากซอง หรือเคลื่อนตัวด้วยความเร็วแต่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ระบบจะประมวลผลด้วยเรดาร์เพื่อวั่งตัดการทำงานของเครื่องยนต์ทันที

ISUZU MU-X 2020 17

สุดท้ายในส่วนของฟีเจอร์ ACC (Adaptive Cruise Control) อันที่จริงแล้วระบบล๊อคความเร็วอัตโนมัติตามรถคันหน้านั้นไม่ได้พึ่งมีในเซกเมนต์ของรถเอนกประสงค์กลุ่มนี้ แต่ที่มีเหนือกว่าคู่แข่งนั่นคือฟีเจอร์ Stop and Go

ในกรณีที่ล๊อคความเร็วในรูปแบบของฟีเจอร์นี้ เมื่อรถคันหน้าเบรคจนรถหยุดสนิท ระบบก็จะสั้งการให้ชะลอความเร็วจนถึงขึ้นหยุดสนิทตาม และหากในเวลาไม่เกิน 3 วินาที รถคันหน้าเคลื่อนตัว ระบบก็จะสั่งการให้ใช้ความเร็วตามคันหน้าเหมือนเดิม แต่หากเกินข้อกำหนด ก็จะต้องเริ่มต้นการทำงานใหม่อีกครั้ง เสมือนกับรูปแบบการทำงานของระบบที่มีอยู่ในรถหรูจากฝั่งยุโรปหรือเอสยูวีระดับพรีเมี่ยม

ISUZU MU-X 2020 19

5 รูปแบบการทดสอบสมรรถนะ พอสรุปแบบสังเขปได้ว่า การกลับมาใหม่ในเจนเนอเรชั่นที่ 2 ของรถเอนกประสงค์กลุ่มพีพีวีจากค่ายอีซูซุในครั้งนี้ ไม่มีการกั๊กออฟชั่นและยังมีการเติมเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่าง Adas ที่ทำให้ประสิทธิภาพของความปลอดภัยก้าวสู่ความเป็นผู้นำของรถในเซกเมนต์เดียวกัน

ISUZU MU-X 2020 20

ความสวย คม และปราดเปรียวของรูปลักษณ์ ผนวกกับความหรูหราจากงานตกแต่งห้องโดยสารนั้นเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่ามีความคุ้มค่าสูงเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของรุ่นท๊อพที่ 1,591,000 บาท ซึ่งตั้งราคาได้ต่ำกว่าคู่แข่งในคลาสเดียวกันเสียอีก

ISUZU MU-X 2020 21

แต่หากถามว่าควรตกแต่งอะไรเพิ่มเติม ขอเรื่องเดียวนั่นคืออัพเกรดระบบช่วงล่างให้สปอร์ตขึ้นและแน่น หนึบ ตามความชอบส่วนตัว แค่นี้ก็พอแล้วครับ

ISUZU MU-X 2020 22

เอเอเอสฯ จัดแคมเปญตรวจเช็คสภาพและดูแลรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก โดยช่างระดับเหรียญทอง มาตรฐาน ประเทศเยอรมนี

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จัดแคมเปญ Porsche Classic Service Clinic ตรวจเช็คและดูแลรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก ด้วยการให้บริการจากช่างผู้ชำนาญการที่ผ่านการฝึกอบรมและรับรองมาตรฐานระดับเหรียญทอง พร้อมการคัดสรรอะไหล่แท้ จากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี โดยท่านเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิก รุ่น ปอร์เช่ 356, 914, 959, 911 Type 930 964 และ 993 รถยนต์ปอร์เช่ 4 สูบ และ 8 สูบ ได้แก่ 924, 944, 968 และ 928 รวมถึงรถยนต์ ปอร์เช่ บ็อกซ์เตอร์ type 986 และ ปอร์เช่ 911 type 996 สามารถเข้ารับบริการดูแลและตรวจสภาพรถในแคมเปญPorsche Classic Service Clinic ได้ในระหว่างวันที่ 2  – 20 พฤศจิกายน 2563 ณ ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) และ ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn)

โดยเอเอเอสฯ มอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้าที่นำรถยนต์ปอร์เช่รุ่นคลาสสิกเข้ามาตรวจเช็คสภาพในแคมเปญPorsche Classic Service Clinic มากมาย อาทิ

  • ฟรีตรวจเช็คสภาพ 24 จุด
  • ฟรีบริการน้ำมันเครื่อง Mobil 1 สำหรับลูกค้า 20 ท่านแรกที่มียอดค่าซ่อมแซมก่อนหักส่วนลดเกิน 50,000 บาท
  • ส่วนลดเพิ่มเติม 5% สำหรับค่าแรง อะไหล่ และ Tequipment
  • ส่วนลดค่าอะไหล่เพิ่มเติม 5% สำหรับแผนกสี
  • ส่วนลดเพิ่มเติม 5% เมื่อซื้อสินค้า Porsche’s Driver Selection
  • ฟรีค่าฝากดูแลรักษารถ 3 เดือนแรกสำหรับ Porsche Pre-owned car มูลค่า 5,000 บาท
  • บริการทำความสะอาดและเคลือบเงารถด้วยผลิตภัณฑ์ Autoglym ฟรี 1 ครั้ง
  • ฟรีบริการอบโอโซนและทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค Covid-19 ในห้องโดยสาร

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

โดยสามารถติดต่อสอบถามและนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ที่

  • ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่ดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) โทร. 02-522-6655 ต่อ 400-404
  • ศูนย์บริการรถยนต์ปอร์เช่พัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) โทร. 02-369-1111 ต่อ 400-403

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัวเทคโนโลยี เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม จังหวัดปทุมธานี

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ (ในภาษาญี่ปุ่น “เดน” หมายถึง ไฟฟ้า “โด” หมายถึง การขับเคลื่อน “เดนโด” จึงหมายถึง “การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า) ที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดแสดงระบบนิเวศพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถยนต์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัยได้อย่างไร พร้อมกับนำเสนอความเชี่ยวชาญของบริษัทฯ ในด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่มีการใช้พลังงานแบบยั่งยืน

เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ถือเป็นนวัตกรรมสำหรับที่พักอาศัย ซึ่งประกอบด้วย มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ ปลั๊กอินไฮบริด (พีเอชอีวี) เครื่องอัดและจ่ายประจุไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่สำรองกระแสไฟฟ้าในที่พักอาศัย โดยเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าจากที่พักอาศัยได้เอง เพื่อนำไปใช้ในการชาร์จกระแสไฟฟ้าให้แก่ยานพาหนะ และในทางกลับกันยังสามารถดึงกระแสไฟฟ้าออกจากยานพาหนะเพื่อนำกลับมาใช้ในที่พักอาศัยได้อีกด้วย

โดยหัวใจสำคัญของระบบนิเวศฯ นี้ ได้แก่ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ที่มิได้เป็นเพียงแค่รถยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริดทั่วไป แต่จะมาพลิกโฉมด้านคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และวิถีชีวิตของผู้คนในการใช้พลังงานหมุนเวียนในแบบที่ยั่งยืน

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม ถือเป็นพื้นที่การศึกษารูปแบบใหม่ที่ให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสกับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ได้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งยังได้เรียนรู้งานดีไซน์ควบคู่กับงานด้านวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมีวัตถุประสงค์ให้ผู้เข้าชมได้ค้นพบว่า มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี และเทคโนโลยีเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์สามารถเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนได้เป็นอย่างดี”

ทั้งนี้ผู้เข้าชมยังมีโอกาสได้สัมผัสกับ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ในรูปแบบประสบการณ์ภายใต้แนวคิดเดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ที่ใช้เทคโนโลยีระบบพลังงานแบบ Vehicle-to-Home (V2H) ซึ่ง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้จัดแสดงให้เห็นถึงอรรถประโยชน์ของการใช้ชีวิตที่พึ่งพาการใช้พลังงานแบบพอเพียง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการใช้พลังงานหมุนเวียนในแบบที่ยั่งยืน 

เดนโด ไดร์ฟ เฮ้าส์ ที่สถาบันการศึกษาและฝึกอบรม จะแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนปี 2563 พร้อมความมุ่งมั่นที่ต้องการให้พื้นที่การศึกษารูปแบบใหม่นี้เป็นสถานที่สำหรับผู้มาเยี่ยมชมเพื่อพบปะและพูดคุยเกี่ยวกับนวัตกรรมเทคโนโลยีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ในอนาคต

ฮอนด้า ชวนลูกค้าสัมผัสยนตรกรรมไฮไลต์รุ่นยอดนิยม พร้อมด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ ในงาน Fast Auto Show Thailand 2020 ไบเทค บางนา

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้า ชูรถยนต์ฮอนด้า 4 รุ่นไฮไลต์ยอดนิยมในงาน Fast Auto Show Thailand 2020 นำโดยยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวี ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ พร้อมด้วยยนตรกรรมสปอร์ตซีดานอีก 3 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ใหม่ ฮอนด้า ซีวิค และ ฮอนด้า แอคคอร์ด จัดแสดงภายในบูทที่คงคอนเซ็ปต์ Less is More เรียบง่ายแต่โดดเด่น ด้วยพื้นที่เปิดกว้างโปร่งโล่งสบาย พร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น ในงาน Fast Auto Show Thailand 2020 ระหว่างวันที่ 28  ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ณ บูทฮอนด้า (B04) ฮอลล์ 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค และลูกค้ายังสามารถรับข้อเสนอพิเศษเดียวกันได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

  • ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมพรีเมียมเอสยูวีไอคอนของฮอนด้า มาพร้อมดีไซน์การออกแบบภายนอกที่สปอร์ตหรูหราและแข็งแกร่งในทุกมิติ โดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) พร้อมระบบเปิด-ปิดแบบ One-Touch สมรรถนะการขับขี่กับ 2 ขุมพลังทางเลือก เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO แบบ 7 ที่นั่ง และเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 7 ที่นั่งและ 5 ที่นั่ง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4WD และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกสบายล้ำสมัยระดับพรีเมียม ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายได้อย่างดีเยี่ยม เสริมความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ honda.co.th/crv

  • ฮอนด้า ซิตี้ เทอร์โบ ใหม่ นิยามใหม่ของซิตี้คาร์ยอดนิยม ที่ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศ มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์เทอร์โบ 0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกเร้าใจแต่คงไว้ซึ่งอัตราประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมที่ 23.8 กิโลเมตร/ลิตร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ห้องโดยสารกว้างขวางพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียม เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยี ฮอนด้า คอนเนค (Honda Connect) นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของ ฮอนด้า ซิตี้ ที่มาพร้อมกับชุดแต่งสไตล์สปอร์ตเร้าใจรอบคัน ในรุ่น RS ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city

  • ฮอนด้า ซีวิค ยนตรกรรมพรีเมียมซีดานยอดนิยม ผู้นำตลาดคอมแพคท์ 4 ปีซ้อน มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ห้องโดยสารกว้างขวาง ครบครันด้วยฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบายเหนือระดับ ยกระดับอีกขั้นของความสปอร์ตกับรุ่น TURBO RS ที่ตกแต่งภายในด้วยด้ายสีแดงและเสริมความมั่นใจทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) และระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) เป็นต้น โดย ฮอนด้า ซีวิค มีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 8 ลิตร และเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/civic

  • ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานที่มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ลงตัวกับดีไซน์สไตล์สปอร์ตและหรูหราสง่างามเหนือระดับ มาพร้อมกับ 2 ขุมพลังการขับเคลื่อน ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 5 ลิตร ในรุ่น TURBO EL มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม พร้อมด้วยฟังก์ชันเพื่อความสะดวกสบาย และระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive (i-MMD) ซึ่งเป็นการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ในรุ่น HYBRID ที่มอบความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน ทั้ง ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัย ในรุ่น HYBRID TECH ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/accord

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังมาพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น ที่จะช่วยให้คุณเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ได้ง่ายขึ้น เมื่อจองรถยนต์ฮอนด้ารุ่นที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2563 – 1 พฤศจิกายน 2563 และรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2563 – 30 พฤศจิกายน 2563  อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 0% แคมเปญ “Double Smile” ดาวน์เริ่มต้น 0 บาท  และแคมเปญ “ฮอนด้าช่วยผ่อน” โดยฮอนด้าช่วยผ่อนเริ่มต้นเดือนละ 1,500 บาท และสูงสุดเดือนละ 4,000 บาท นาน 12 เดือน

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์และข้อเสนอพิเศษต่างๆ ได้ ณ บูทฮอนด้า (B04) ฮอลล์ 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ในงาน Fast Auto Show Thailand 2020 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 พร้อมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษเดียวกันที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรือ www.honda.co.th/promotions

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจทดลองขับรถยนต์ฮอนด้า สามารถลงทะเบียนเพื่อร่วมกิจกรรมทดลองขับ ณ โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือผ่าน www.honda.co.th/testdrive โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

“SUZUKI” บุกงาน Fast Auto Show Thailand 2020 ส่ง SWIFT GL Max Edition นำทัพ

0

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ซูซูกิยังคงนำรถยนต์ชั้นนำทุกรุ่นเข้าร่วมจัดแสดงภายในงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020 (Fast Auto Show Thailand 2020) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมด้วยเตรียมข้อเสนอสุดพิเศษมามอบให้กับลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด   กล่าวว่า  “ไฮไลท์รถยนต์รุ่นสำคัญยังคงเป็น SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นพิเศษ ผ่านการพิสูจน์แล้วด้วยกระแสตอบรับอย่างล้นหลามนับตังแต่เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์อีกหนึ่งรุ่นของซูซูกิที่เข้ามาเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี  SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION รุ่นตกแต่งพิเศษ มาภายใต้แนวคิด เต็มที่กับสไตล์ เร้าใจทุกมุมมอง ด้วยชุดแต่งดีไซน์ใหม่ ชุดสเกิร์ตรอบคันพร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังสุดสปอร์ต ชุดแต่งท่อไอเสียคู่เสริมความเร้าใจ เสาอากาศครีบฉลาม ซุ้มล้อสีดำ บ่งบอกถึงความพิเศษและเป็นเอกลักษณ์ด้วย ชุดสติกเกอร์ Max Edition

เครื่องยนต์รหัส K12M แบบเบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.2 ลิตร หัวฉีดคู่หรือ DUALJET ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อมรองรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภท E20 ประหยัดเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ยกว่า 23 กิโลเมตร/ลิตร โดยมีสีให้เลือกคือ สีแดง Ablaze Red Pearl, สีเทาอ่อน Star Silver Metallic, Mineral สีเทาเข้ม Gray Metallic, สีดำ Super Black Pearl สีน้ำเงิน Speedy Blue Metallic จำหน่ายในราคาเพียง 541,000 บาท และ สีขาว Pure White Pearl จำหน่ายในราคาเพียง 546,000 บาท

อีกหนึ่งรุ่นสำคัญ คือ SUZUKI XL7  รถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดของซูซูกิที่ ชูแนวคิด THINK XL คิดได้เกินคาด ไปได้เกินใคร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของชีวิต ด้วยสมรรถนะและฟังก์ชันที่ครบครัน ออกแบบมาให้ทุกท่านสัมผัสได้ถึงความสปอร์ตทั้งภายในและภายนอก มอบความคุ้มค่าเหนือใคร ทั้งในด้านสรรถนะการขับขี่ที่ตอบโจทย์ในการใช้งานได้ทุกเส้นทาง

ฟังก์ชั่นการใช้อันโดดเด่น มอบพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่บรรจุสัมภาระที่มากกว่าใคร ใช้งานได้จริง ครอสโอเวอร์ ขนาด 7 ที่นั่ง ถูกแนะนำสู่ผู้บริโภค ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 779,000 บาท  มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีส้ม Rising Orange Pearl Metallic , สีเทา Metallic Magma Grey , สีดำ Cool Black Metallic และสีขาว Snow White Pearl

SUZUKI CARRY กระบะอเนกประสงค์เพื่อการพาณิชย์สุดคุ้มค่าตอบสนองการใช้งานในรูปแบบการขนส่งได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดดเด่นทั้งในด้านความแข็งแกร่ง มีความทนทานสูง รูปทรงภายนอกมีความกระทัดรัด และเป็นที่นิยมในกลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถนำไปดัดแปลงสร้างสรรค์เป็นร้านค้าเคลื่อนที่ได้หลากหลายรูปแบบ

รถกระบะบรรทุกอเนกประสงค์ มีมิติตัวรถขนาดความยาว 4,195 มม. ความกว้าง 1,765 มม. และความสูง 1,910 มม. กระบะบรรทุกแบบเรียบ มีความกว้างและความยาวของพื้นที่บรรทุกอยู่ที่ 1,670 มม. และ 2,450 มม. กระบะเปิดได้ทั้ง 3 ด้าน ขนถ่ายสัมภาระได้สะดวกยิ่งขึ้น รับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดถึง 945 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายเพียง 385,000 บาท 

ซึ่งภายในงานผู้เข้าร่วมชมจะได้พบกับการนำ SUZUKI CARRY มาตกแต่งพิเศษเป็นร้านขายพาสต้า และนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทางซูซูกิ สามารถตกแต่งดัดแปลงเพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่สนใจจะนำรถรุ่นนี้ไปประกอบกิจการได้ตามความต้องการ

 

นอกจากนั้นยังแน่นขนัดไปด้วย ยนตรกรรมชั้นนำของซูซูกิ อีกมากมายหลายรุ่น ประกอบไปด้วย SUZUKI ERTIGA    ยนตรกรรมอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ตอบโจทย์ความต้องการใช้งานอย่างหลากหลายสมกับเป็นรถ MPV รุ่นยอดนิยม  มี 2 รุ่น คือ GL (AT) วางราคาจำหน่ายอยู่ที่ 659,000 บาท และรุ่น GX (AT) วางราคาจำหน่ายอยู่ที่ 725,000 บาท

SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัวได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีมาเสมอมา เครื่องยนต์ K10B 1.0 ลิตร แต่มอบพละกำลังและความคล่องตัวสูง มีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นิยมความคุ้มค่า ต้องการรถที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน  กับราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 318,000 บาท

SUZUKI CIAZ พรีเมียมอีโคคาร์ซีดาน เหนือระดับด้วยความกว้างขวางกว่าใคร รูปทรงภายนอกดูสปอร์ตเร้าใจ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในครบครัน วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 523,000 บาท

นายวัลลภกล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยความตั้งใจจริงของซูซูกิที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกค้าที่เป็นครอบครัวของซูซูกิ ทั้งเรื่องความใส่ใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์รถยนต์ทุกรุ่น และคุณภาพงานบริการทั้งก่อนและหลังการขาย พร้อมมอบการบริการที่ดีที่สุดและเหนือความคาดหวังให้กับลูกค้า ในฐานะที่ลูกค้าทุกท่านเป็นผู้ให้การสนับสนุน  และส่งเสริมภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นอย่างดีเสมอมา เรายังคงมุ่งหวังลูกค้าต้องการรถยนต์ส่วนตัวเพื่อใช้งานในยุคที่การเว้นระยะห่างทางสังคมยังมีความสำคัญ อีกทั้งยังจัดเตรียมกิจกรรมส่งเสริมการขายไว้รองรับทุกท่านตลอดทั้งงาน โดยยังเน้นย้ำและให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้เข้าชมงาน ด้วยการปฎิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ของผู้จัดงานอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เพื่อความอุ่นใจและเข้าเยี่ยมชมบูธของลูกค้าทุกท่านอย่างมีความสุขตลอดงาน” 

 

รายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บูธซูซูกิ ภายในงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020 (Fast Auto Show Thailand 2020) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2563  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา  บูธ B02  ฮอลล์ 106 หรือที่โชว์รูมและศูนย์บริการของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดแสดงยานยนต์แห่งสุนทรียภาพ ที่งาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จัดแสดงยนตรกรรมครบทุกรุ่นที่งานฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2020 โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสทั้ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชัน, มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที-พลัส, มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต, มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่, มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส และ มิตซูบิชิ ไทรทัน

สำหรับผู้เข้าร่วมงานในปีนี้สามารถสัมผัสและทดลองขับรถยนต์ มิตซูบิชิ ครบทุกรุ่นรวมทั้ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ที่พึงเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ และได้นำมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรกภายในงานนี้

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่ได้รับการปรับเพิ่มดีไซน์ให้มีความโดดเด่นมากขึ้นด้วย ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และเสาอากาศแบบครีบฉลาม พร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ที่มาพร้อมกับสีภายนอกใหม่ สีเทา Graphite Gray

“อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยกำลังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ขอยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพและสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม โดยเรายังคงมุ่งมั่นเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

อีกหนึ่งไฮไลท์ภายในบูธมิตซูบิชิ ที่ได้นำมาจัดแสดง ได้แก่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที-พลัส ใหม่ ที่มาพร้อมกับระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า สามารถสั่งการด้วยระบบแฮนด์ฟรี และจอภาพขนาด 12.1 นิ้ว บนเพดานเพื่อความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล พร้อมรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนผ่าน USB และ HDMI ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายต่างๆ อาทิ ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อจอดอยู่กับที่ (BAH) ระบบเบรกมืออัตโนมัติ (APB) กล้องมองภาพรอบคัน (MAM) และเซ็นเซอร์ช่วยจอด ขณะที่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีลีท เอดิชั่น ใหม่ ที่มาพร้อมความหรูหรา พรีเมียม และสไตล์ที่เหนือระดับสะท้อนความสำเร็จที่แตกต่างในแบบฉบับที่เป็นคุณด้วยแนวคิด ‘เดอะ มาสเตอร์พีซ’

พร้อมกันนี้ยังได้จัดแสดงยนตรกรรมคุณภาพครบครัน อาทิ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต, มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส และ มิตซูบิชิ ไทรทัน ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ ได้ง่ายขึ้นพร้อมด้วยประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม บริษัทฯ เตรียมมอบข้อเสนอพิเศษพร้อมโปรโมชั่นมากมายสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกรุ่นภายในงานฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2020

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส A06 ที่งาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2020 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคมถึง 1 พฤศจิกายน 2563 ที่ฮอลล์ 105 – 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

มาสด้า กระตุ้นเศรษฐกิจดึงกำลังซื้ออัดโปร 0% ลุยงาน FAST

0

มาสด้าลุยงาน FAST Auto Show Thailand 2020 ยกขบวนรถยนต์มาสด้าภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟและการออกแบบอันสง่างามของ โคโดะ ดีไซน์ หลากหลายรุ่นทั้งรถยนต์นั่งที่กำลังฮ็อตฮิตอย่าง Mazda2, Mazda3 และ CX-30 ที่นำมาปรับลุคให้สวยงามมากยิ่งขึ้นด้วยชุดแต่งพิเศษแท้จากโรงงาน Signature Style และรถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีตระกูล CX-Series ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากลูกค้า อาทิ CX-30, CX-5 และ CX-8 มาให้ลูกค้าสัมผัสกับความหรูหรา พรีเมียมแบบจัดเต็ม พร้อมมอบข้อเสนอสุดคุ้มกับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้น 1 Mazda Premium Insurance 1 ปี ทุกรุ่น อุ่นใจตลอดการเดินทางด้วยโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์นานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร เตรียมรับกระเป๋าเดินทาง MAZDA PREMIUM LUGGAGE มูลค่า 2,500 บาท เมื่อจองซื้อรถยนต์ทุกรุ่นภายในงานฯ ตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป และออกรถภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ สำหรับงาน FAST Auto Show Thailand 2020 จัดขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 28 ตุลาคม – วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ณ ไบเทค บางนา ให้คุณเจ้าของรถมาสด้าได้ง่ายๆ ด้วยเงื่อนไขสุดพิเศษดังนี้

  • Mazda2 ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี
  • Mazda3 ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม.
  • Mazda CX-30 ดอกเบี้ย 99% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม.
  • Mazda CX-5 ดอกเบี้ย 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม.
  • Mazda CX-8 ดอกเบี้ย 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กม.

หมายเหตุ :

  • เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และบมจ.ธนาคารธนชาต เท่านั้น

ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองซื้อและออกรถภายในวันที่ 28 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2563 เท่านั้น และออกรถภายในวันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2563 เท่านั้น เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.mazda.co.th