Home Blog Page 421

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว e-tron Sportback รถไฟฟ้าหรู เทคโนโลยีล้ำสมัย ในราคา 5.299 ล้านบาท

0

อาวดี้ ประเทศไทย เปิดตัว “The New e-tron Sportback” รถยนต์พลัง งานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 ชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยีไฟฟ้า พร้อมดีไซน์ที่สะท้อน DNA ของ Audi ลุคสปอร์ตพรีเมียมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ทำระยะทางได้ถึง 463 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง ซึ่งเปิดจองและส่งมอบทันทีในราคา 5,299,000 บาท พร้อมเปิดตัว “แคมเปญ Branding ใหม่พร้อมกันทั่วโลกกับสโลแกน “Future is An Attitude” 

Audi e-tron Sportback 10

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลตอบรับจากการเปิดตัว Audi e-tron รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2562 ซึ่งทาง Audi ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและองค์กรชั้นนำ เช่น บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ถึงความประทับใจในการใช้งานจริง นอกเหนือจากจะเป็นการใช้พลังงานที่ยั่งยืนแล้ว ยังให้ประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ท้าทาย อาวดี้ ประเทศไทย จึงไม่รีรอที่จะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัสอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัว “Audi e-tron Sportback 55 quattro S line” รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มีอัตราเร่งเหลือเชื่อ มาพร้อมสมรรถนะทรงพลัง อารมณ์สปอร์ต และแน่นอนความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมในการขับขี่โดยไม่สร้างมลภาวะให้กับโลก

Audi e-tron Sportback
เอสยูวีทรงสปอร์ตคูเป้ สมรรถนะสูง ทรงพลัง ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่คันนี้มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้พละกำลังสูงสุดถึง 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 463 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ หนึ่งครั้ง (อ้างอิงตามผลการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน NEDC) ผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน quattro ไฟฟ้าเพื่อการตอบสนองฉับไว

Audi e-tron Sportback 2

เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าของ Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ ทั้งจากพลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking)

Audi e-tron Sportback 3

รูปแบบที่ 1 พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว ซึ่งมีวิธีการตั้งค่าการทำงานรูปแบบนี้ 2 วิธี คือ ตั้งค่าจากแป้น paddle shift ที่สามารถเลือกปรับได้ 3 ระดับ และผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะตั้งระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่โดยอัตโนมัติผ่านฟังก์ชัน Predictive efficiency assist (PEA) ในระบบ MMI ได้อีกด้วย จากการประมวลผลและควบคุมการเคลื่อนที่เชิงฟิสิกส์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วของรถได้จากการถอนเท้าออกจากคันเร่ง โดยที่ไม่ต้องเหยียบเบรก

รูปแบบที่ 2 พลังงานจากการเบรก (Braking) เมื่อผู้ขับขี่เหยียบเบรกจะส่งผลให้เกิดพลังงานกลับเข้ามาในระบบการขับขี่ หากเหยียบเบรกที่ความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถนำพลังงานกลับเข้าไปได้สูงสุดถึง 300 Nm และ 220 Kw หรือคิดเป็นมากกว่า 70% ของกำลังที่มอเตอร์ผลิตได้ และการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสามารถเพิ่มระยะทางการขับขี่ได้มากถึง 30% ของระยะทางทั้งหมด

Audi e-tron Sportback 55 quattro S line นับเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า 100 % ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบ Audi ได้นำประสบการณ์การพัฒนาระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะมากว่า 40 ปี มาพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (electric quattro) และยังเป็นผู้ผลิตรถยนต์ แบรนด์แรกที่พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง

Audi e-tron Sportback 4

นอกจากนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของอาวดี้ ที่ว่า “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% คืออนาคต” และสะท้อนปรัชญาพื้นฐาน “Vorsprung Durch Technik” ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยี นอกจากนี้ยังสะท้อนปรากฏการณ์สำคัญครั้งใหม่ยุคของการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

การออกแบบให้มีความปลอดภัยที่เหนือระดับ จุดศูนย์ถ่วงของรถที่ต่ำลง ทำให้เกาะถนนได้ดีขึ้น ขับขี่ได้คล่องแคล่ว แม่นยำ ขณะที่ Balance ของตัวรถ มีการออกแบบการจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ของรถมาอย่างลงตัว ทำให้กระจายน้ำหนักได้อย่างสมดุล โดย Perfect balance อยู่ที่ 50:50 ในกรณีที่มีการติดตั้งอุปกรณ์เสริมพิเศษ กล้องแสดงภาพด้านข้าง (Virtual exterior mirrors) นวัตกรรมด้านความสะดวกสบายและความปลอดภัย จะมีจอแสดงผล OLED ความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันควบคุมแบบสัมผัส ที่ติดตั้งบริเวณแผงประตูซ้าย-ขวา ทำให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นภาพด้านข้างตัวรถที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแม้อยู่ในสภาวะการเดินทางที่ไม่เอื้อ อำนวย

Audi e-tron Sportback 7

 

ในด้านดีไซน์ได้รับการออกแบบให้มีความล้ำสมัย สปอร์ต สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิดมุมมองใหม่สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โดยกระจังหน้าแบบคลาสสิกถูกอัพเกรดใหม่เป็น Single frame เส้นสาย รูปทรง สะท้อนเอกลักษณ์ของ Audi คือ ลุคสปอร์ต ขณะที่รูปทรงคูเป้ให้ความสง่า งามในแบบสปอร์ต เส้นสายมีความไดนามิก เพิ่มความแข็งแกร่งดุดัน โดดเด่นด้วยชุดแต่งภายนอกสไตล์สปอร์ต S line สปอยเลอร์หลังและขอบประตูอะลูมิเนียม

Audi e-tron Sportback 6
ห้องโดยสารมีการตกแต่งภายในและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ผสมผสานดีไซน์ฟังก์ชัน เทคโนโลยีและลุคสปอร์ตพรีเมียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ให้ความรู้สึกเรียบหรู กว้าง สะดวกสบาย และจากการผสานเทคโนโลยีในรูปแบบดิจิตัลอย่างลงตัว ทำให้ใช้งานง่าย จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เพียงปลายนิ้วสัมผัส รองรับการสั่งการด้วยการเขียนด้วยนิ้ว เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถืออย่างง่ายดายด้วย Audi smartphone interface ระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ

Audi e-tron Sportback 5
หลังคาเป็นแบบพาโนรามิคเลื่อน เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้าให้บรรยากาศที่รื่นรมย์ด้วยแสงสว่างจากธรรมชาติ แพ็คเกจ “Interior S line” ของ Audi e-tron Sportback เบาะนั่งหุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง ให้ผิวสัมผัสที่ละเอียด เบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports ตกแต่งแบบ diamond cut พร้อมสัญลักษณ์ S line พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันท้ายตัดหุ้มหนังแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line และ Paddle shift

Audi e-tron Sportback 8
Audi e-tron Sportback 55 quattro S line มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Siam beige metallic และ Antigua blue metallic โดยมีราคาจำหน่ายที่ 5,299,000 บาท กำหนดส่งมอบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 เป็นต้นไป

ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถยนต์และรถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่นจะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถไฟฟ้า Audi e-tron ใหม่ทุกรุ่น รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนและการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

(มีคลิปวีดีโอ) Sneak Preview MG HS PHEV ถ้าราคามาดี…มีปัง

0

รีวิวพร้อมทดลองขับระยะสั้นในครั้งนี้เป็นไปก่อนที่ MG HS PHEV จะออกจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งข้อมูลรายละเอียดอาจจะไม่มาก แต่ก้พอได้ใจความสำหรับการเติมเต็มในหมวดหมู่ของรถเอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด ส่วนรายละเอียดแบบเจาะลึก รอชมหลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ครับ

ตั้งแต่เปิดตัว MG HS ในราคาสนั่นวงการด้วยค่าตัวเริ่มต้นไม่ถึง 1 ล้านบาท จนถึงรุ่นท๊อพที่จำหน่ายในราคาเพียง 1.19 ล้านบาท แน่นอนว่าถูกอกถูกใจกลุ่มลูกค้าที่กำลังมองหารถเอสยูวีไว้ตอบโจทย์การใช้งานที่มากด้วยเทคโนโลยีอันโดดเด่นกว่าคู่แข่งที่อยู่ในเซกเมนต์เดียวกัน ต่อมาด้วยระยะเวลาประมาณ 1 ปี หลังจากรถรุ่นนี้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ผุ้บริหารของค่าย MG ก็ได้ผุดโปรเจคใหม่โดยการนำระบบปลั๊กอินไฮบริดไปติดตั้งกับรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

MG HS PHEV 1

การมาจำหน่ายบ้านเรานั้นถือได้ว่าเป็นประเทศที่ 3 อย่างเป็นทางการหลังจากรถรุ่นนี้ได้เปิดตัวไปในแดนแผ่นดินใหญ่ และต่อด้วยการข้ามโลกไปเปิดตัวไกลถึงสหราชอาณาจักร ส่วนในไทยนั้น 27 ตุลาคมนี้ถึงจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งการปรับใหม่พร้อมกับระบบปลั๊กอินไฮบริดนั้นเรียกได้ว่า หากมองกันผิวเผิน แทบจะไม่มีความต่าง

MG HS PHEV 2

รูปลักษณ์โดยรวมยังคงความเป็นสปอร์ตี้เอสยูวี ไฟหน้าเน้นการใช้งานจากแอลอีดีโปรเจคเตอร์ ที่มีไฟเลี้ยววิ่งแบบรถยุโรปและเดย์ไทม์ในโคมเดียวกัน พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ ในขณะที่ความต่างมาจากล้อแมกที่ยังคงขนาด 18 นิ้วแต่มีลวดลายที่แตกต่าง รวมถึงสัญลักษณ์ PHEV บริเวณท้ายรถ อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจเรียกกันง่ายๆว่า KicK Sensor นั้นยังไม่ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่จะมีจำหน่ายเป็นแอคเซสซอรี่ตามโชว์รูมทั่วประเทศในราคาหลักพันบาท

MG HS PHEV 3

หลังคาพาโนรามิคซันรูฟขนาดใหญ่เกือบ 80% ของห้องโดยสารยังคงไว้ซึ่งสไตล์เฉพาะตัว เบาะนั่งยังใช้โครงเดิมในรูปแบบกึ่งบักเกทซีท แต่มาในสีใหม่นั่นคือดำด้ายแดง และขาวสลับน้ำเงิน แต่งหนัง Alcantara แบบเดียวกับรถหรูจากฝั่งยุโรป

MG HS PHEV 4

อีกหนึ่งความแตกต่างที่เพิ่มเข้ามานั่นคือปุ่มการทำงานของโหมด EV บริเวณคอนโซลเกียร์ ที่เหลือเหมือนรุ่นปกติแบบยกมาทั้งกระบิ ทั้งไฟ Amblient Light ซึ่งปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 เฉดสีและยังปรับตามโหมดการขับขี่ ทั้ง Eco Normal และ Super Sport mode บริเวณมาตรวัดมีจอแสดงผล Interactive Multi-Function Display ขนาด 7 นิ้วที่แสดงผลของระบบเอนเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม และการทำงานของระบบ Advance Driver System ในรูปแบบของภาพกราฟฟิกสีสดใส

MG HS PHEV 5

พวงมาลัยเป็นแบบท้ายตัดติดตั้งระบบมัลติฟังค์ชั่นใช้สั่งการระบบต่างๆ และจะมีปุ่มควบคุมโหมด Super Sport สีแดงสดแยกออกมาอย่างโดดเด่น

MG HS PHEV 6

จอกลาง 10 นิ้วจะมาพร้อมกับฟีเจอร์กล้อง Around View Camera เลือกมุมมองของภาพได้รอบคัน และใช้ในการแสดงผลระบบบันเทิง ส่วนเทคโนโลยี i-Smart ทั้ง Smart Command หรือการสั่งงานด้วยเสียง Smart Check ตรวจสอบสถานะของรถผ่านสมาร์ทโฟน Smart Connect อัพเดทเรื่องราวของความบันเทิงทั้งเพลง ข่าว ร้านอาหารดัง และล่าสุดในด้านการรายงานสภาพอากาศ แต่ทั้งนี้ถ้ามาว่ากันด้วยเสียง ลำโพงเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับการปรับปรุงโดยใช้ลำโพงของ BOSE ที่มาพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ในตัว

MG HS PHEV 7
เครื่องยนต์บล็อกเดิมมีระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ มากับขนาดความจุ 1,490 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้าที่ 5,600 รอบ พร้อมแรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,700-4,400 รอบ ส่วนขุมพลังของมอเตอร์ไฟฟ้ายังถูกปิดเป็นความลับ ซึ่งข้อมูลทั้งในจีนและสหราชอาณาจักรนั้นเป็นมอเตอร์ที่ให้กำลังถึง 122 แรงม้า แต่ในประเทศไทยอาจมีการลดทอนลงเนื่องด้วยเรื่องของการปล่อยค่าต่าง

MG HS PHEV 8

ส่วนแบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียมไออ้อน ที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในรถเซกเมนต์นี้ ติดตั้งบริเวณพื้นของห้องโดยสาร และแบ่งออกเป็น 6 โมดูล ซึ่งรวมกันแล้วมีพลีงถึง 16.6 KWH เลยทีเดียว ส่วนเรื่องของการชาร์จไฟ สามารถนำปลั๊กที่ติดตั้งกับรถอัดประจุไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ในเวลา 5.5 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็น Wall Charge จะทำได้เร็วขึ้นในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น

MG HS PHEV 9

ระบบเกียร์เป็นแบบ Twin Clutch Sportronic เดิมทีเป็น 7 จังหวะ แต่เมื่อรวมกับที่ต้องใช้งานส่วนของมอเตอร์ฟ้าจะขยับขึ้นเป็น 10 จังหวะ และคันเกียร์ก็มีหน้าตาที่เปลี่ยนไป แต่ระบบแพดเดิลชิฟท์ที่พวงมาลัยยังมีเหมือนเดิม

ระบบช่วงล่างตามแบบฉบับของ Euro Tuning Suspension ซึ่งเป็นแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าใช้เป็นแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์พร้อมเหล็กกันโคลง นอกจากนี้ระบบเบรกจะเป็นแบบดิสเบรกทั้ง 4 ล้อด้วยเช่นกัน น่าสนใจตรงที่ว่า นำหนักของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนั้น จะส่งผลต่อการขับขี่มากน้อยขนาดไหน 2 รอบสนามของ MG Driving Experience จะถูกใช้เป็นที่พิสูจน์ในระยะสั้นๆ

MG HS PHEV 11

การออกตัวทำได้ลื่นและเร็วขึ้น เดิมทีถ้าเป็นขุมพลังเทอร์โบ อัตราเร่ง 0-100 จะแตะ 10 วินาที แต่พอมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วย อัตราเร่งแรงขึ้นกว่าเดิมชัดเจน รวมถึงได้นน.ที่เพิ่มขึ้นจากชุดปลั๊กอินไฮบริด ทำให้ช่วงล่างนั้นแน่นและขับสบายมากยิ่งขึ้น ส่วนการระบายความร้อนของแบตเตอรี่นั้นจะใช้น้ำหล่อเย็นเป็นตัวช่วยซึ่งถูกเก็บไว้บริเวณตำแหน่งของยางอะไหล่เดิม ซึ่งถูกถอดออกและแทนที่ด้วยชุดซ่อมยาง

MG HS PHEV 12

บทสรุปการทดลองขับระยะสั้นจึงเป็นไปตามที่ว่า รวมถึงข้อมูลแบบเจาะลึก พร้อมจะเผยแพร่ให้รับชมหลังวันที่ 27 ตุลาคมนี้ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ถ้าราคามาดี ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท MG HS PHEV จะเป็นตัวเลือกสำคัญของผู้ที่มองหารถเอสยูวีแน่นอน

MG HS PHEV 13

มิตซูบิชิ เปิดตัว เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ครอสโอเวอร์สำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่เป็นได้มากกว่า

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ครอสโอเวอร์สำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการปรับดีไซน์ให้โดดเด่นมากขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และเสาอากาศแบบครีบฉลาม พร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ที่มาพร้อมกับสีภายนอกใหม่ สีเทา Graphite Gray

 

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2561 มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดจำหน่ายสะสมแล้วมากกว่า 30,000 คันและเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเรา ซึ่งยังเป็นรถครอสโอเวอร์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านดีไซน์และความทันสมัย เหมาะสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความอเนกประสงค์ และห้องโดยสารที่กว้างขวาง พร้อมสมรรถนะการใช้งานในแบบรถเอสยูวี ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ทุกไลฟ์สไตล์ให้สามารถเป็นไปได้ พร้อมขับผ่านทุกอุปสรรคได้อย่างสะดวกสบาย”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่  1

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มีดีไซน์ภายนอกที่โดดเด่นและแข็งแกร่ง พร้อมด้วยระยะความสูงจากพื้นถึง 205 มม. ห้องโดยสารของรถครอสโอเวอร์รุ่นนี้ยังคงความสะดวกสบาย กว้างขวาง มีเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนที่ต่ำ (NVH) ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพตามปรัชญาแบบ ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ถ่ายทอดความประณีตและยังใส่ใจในทุกรายละเอียด ห้องโดยสารตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มคุณภาพเยี่ยม ช่วยสร้างผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและยังช่วยทำให้ห้องโดยสารมีความเงียบเพิ่มมากขึ้น

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 2

ภายในกว้างขวางพร้อมความอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่ง ตอบสนองทุกการใช้งาน สามารถปรับพับเบาะที่นั่งได้หลากหลาย รวมทั้งการปรับพับเบาะที่นั่งให้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บสัมภาระ พร้อมด้วยช่องเก็บของอเนกประสงค์ที่ติดตั้งในตำแหน่งต่างๆ และสะดวกยิ่งขึ้นด้วยช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ 3 ตำแหน่ง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 3

เพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยกุญแจอัจฉริยะแบบ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พวงมาลัยสามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออกได้ ที่มาพร้อมกับสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย และจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ TFT ขนาด 4.2 นิ้วพร้อมการแสดงผลแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ เฉพาะรุ่น GT

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ 5

ระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยด้านคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า และกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

และยังได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะการขับขี่และการควบคุมให้มีความปราดเปรียวเช่นเดียวกับรถยนต์แบบซีดานและยังสะดวกสบายบนทุกเส้นทาง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ MIVEC ขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้ความเงียบและความประหยัด พร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ 4-สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างนุ่มนวล

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่  6

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ มี 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GLS-LTD มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 789,000 บาท และรุ่น GT มีราคาจำหน่ายที่ 863,000 บาท ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% หรือ แพคเกจ 5 ปี ดูแลดีถึงใจ ที่ประกอบด้วย ฟรีค่าบำรุงรักษาตามระยะ 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี และมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยบริการหลังการขายภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานเสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

ฟอร์ดแนะ เทคนิคขับรถ ทางไกลให้ประหยัดน้ำมัน

0
Ford Ranger FX 4 MAX 2

หลายคนอาจเคยมีความกังวลเวลาขับรถไปต่างจังหวัดหรือเมื่อเดินทางไกลๆ ว่าน้ำมันอาจจะหมดกลางทางในพื้นที่ห่างไกลจากปั๊มน้ำมัน ขณะที่นักเดินทางไกลจำนวนไม่น้อยก็เลือกใช้รถยนต์ส่วนบุคคลแทนการขึ้นเครื่องบินเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การใช้ เทคนิคการขับรถ และการใช้งานรถที่ถูกต้องมีส่วนอย่างมากในการช่วยให้ผู้ขับขี่ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น โดยการวิจัยของ National Renewable Energy Laboratory (NREL) ในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า พฤติกรรมของผู้ขับขี่เองมีส่วนช่วยควบคุมการใช้น้ำมันได้ถึง 5-10เปอร์เซ็นต์[1] ฟอร์ดจึงขอแชร์เคล็ดลับในการขับขี่อย่างชาญฉลาดที่จะช่วยพาคุณไปยังจุดหมายปลายทางในระยะไกลได้แบบสบายกระเป๋ายิ่งขึ้น

เทคนิคขับรถ

  1. ขับให้นิ่ม

สภาพเส้นทางที่เดินทางไป แน่นอนว่าไม่ได้มีเพียงทางตรงอย่างเดียว แต่ยังมีโค้ง มีขึ้นเขา ลงห้วย ที่อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ต้องเร่ง เบรก หรือเลี้ยวกะทันหัน การพยายามใช้คันเร่ง เบรก และควบคุมพวงมาลัยให้เบาที่สุดเท่าที่ทำได้จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ขณะที่การขับรถฉวัดเฉวียน การเร่งเครื่องอย่างเฉียบพลัน ขับเร็ว หรือเบรกแรงเกินไปจะใช้น้ำมันไปอย่างฟุ่มเฟือย หากผู้ขับขี่ตั้งสมาธิกับถนนด้านหน้า ประเมินสถานการณ์ที่อาจจะต้องเร่ง หรือชะลอความเร็วได้อย่างเหมาะสม ย่อมทำให้เครื่องยนต์ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น

เทคนิคขับรถ

  1. ใช้ระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ

ระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติของฟอร์ดเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะทั้งสำหรับการเดินทางไกล จากการช่วยรักษาระดับความเร็วและเว้นระยะห่างจากรถด้านหน้าได้อย่างพอเหมาะ ทำให้รถใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพบนถนนไฮเวย์ที่ยาวไกล และช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องคอยกังวลกับการมองเข็มวัดความเร็วตลอดเวลาอีกด้วย

เทคนิคขับรถ

  1. บรรทุกให้น้อย

ทุกครั้งที่ออกท่องเที่ยวเดินทาง แน่นอนว่า สัมภาระเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องนำติดตัวไปด้วย ทางหนึ่งที่จะช่วยประหยัดน้ำมันคือการคำนึงถึงปริมาณข้าวของที่จะนำไปด้วย หากนำสัมภาระไปมากเกินอาจกลายเป็นภาระได้ในภายหลัง การนำของขึ้นรถไปให้น้อยที่สุดเป็นการช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์โดยไม่ลืมพกของสำคัญต่างๆ อย่างชุดปฐมพยาบาลฉุกเฉิน สายจั๊มพ์ กล่องเครื่องมือขนาดเล็ก และแม่แรง ไปด้วย และนำของที่ไม่จำเป็นเก็บไว้ที่บ้าน

เทคนิคขับรถ

  1. ชะลอลงหน่อย

การเดินทางไกลบนถนนที่ทอดยาวสุดลุกกหูลุกตา อาจจะทำให้คุณรู้สึกอยากจะเหยียบคันเร่งหนักกว่าปกติ ซึ่งนอกจากความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้นแล้ว การขับรถเร็วเกินไปยังใช้น้ำมันมาก เนื่องจากการเร่งเครื่องทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก การขับรถที่ความเร็วประมาณ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทนที่จะเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว

  1. ลดมวลอากาศพลศาสตร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ ได้รับการออกแบบมาให้มีอากาศพลศาสตร์ที่ดีโดยพื้นฐาน แต่ตัวแปรต่างๆ จะเปลี่ยนไปเมื่อมีการบรรทุกของที่กระบะท้ายที่ยื่นออกไปนอกตัวถัง หรือการขับรถแบบเปิดหน้าต่างรับลมซึ่งจะเพิ่มแรงต้านและมวลของรถให้ควบคุมยากขึ้นและส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำมัน หนึ่งในวิธีที่ฟอร์ดแนะนำคือการบรรทุกสัมภาระในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ผ้าคลุมกระบะท้าย นอกจากนี้ ในการเดินทางไปยังที่สมบุกสมบัน ผู้ขับขี่ควรนำของมีค่าต่างๆ มาไว้ในห้องโดยสารเพื่อให้ปลอดภัยจากการร่วงหล่นจากกระบะท้าย

[1] Final Report on the Fuel Saving Effectiveness of Various Driver Feedback Approaches

รายงานเกี่ยวกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจากการแสดงความคิดเห็นต่อการขับขี่

https://www.osti.gov/servlets/purl/1010863

ไทยแลนด์คาร์ออฟเดอะเยียร์ ปีนี้ยิ่งใหญ่ รมว.อุตฯ ตอบรับประธานมอบรางวัล

0

สรยท. เข้าพบ รมว.อุตสาหกรรมเทียบเชิญ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นประธานมอบรางวัลไทยแลนด์คาร์ออฟเดอะเยียร์ปีนี้ พร้อมเปิดปาฐกถาพิเศษ “อุตฯ ยานยนต์หลังโควิท-19 ความหวังพลิกฟื้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” ภาครัฐกับนโยบายผลักดันและสนับสนุนภาคธุรกิจ

นายวชิระ เรืองมาลัย นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thai Automotive Journalists Association : TAJA) พร้อมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เข้าพบ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแนะนำคณะกรรมการบริหาร พร้อมกราบเรียนเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานมอบรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2563 (Thailand Car of the year 2020), รางวัลรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2563 (Thailand Motorcycle of the year 2020) และรางวัลเกียรติยศบริษัทรถยนต์-รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องที่มีผลงานด้านการตลาดดีเด่นแห่งปี 2563 (Thailand Car Marketing Awards 2020)  ที่สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 26 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นี้ ณ สโมสรราชพฤกษ์ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีผู้บริหารส่วนราชการระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของโลก และอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเป็นอุตสาหกรรมหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย สุดท้ายนี้คณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ต้องขอขอบพระคุณ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม ที่ตอบรับเป็นประธานมอบรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้

อนึ่ง คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thai Automotive Journalists Association : TAJA) ประกอบด้วย :-

  1. นายวชิระ เรืองมาลัย                นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.)
  2. นายพุทธิ ผาสุข                        อุปนายก
  3. นายวรพล สิงห์เขียวพงษ์         อุปนายก
  4. นายรังสรร ทองภู                      กรรมการและเลขานุการ
  5. นายกันต์ เย็นสบาย                   กรรมการบริหารและเหรัญญิก
  6. นายกรพิทักษ์ เบญจเจริญรุจน์ กรรมการบริหาร
  7. นายธีระโชติ คงทน                   กรรมการบริหาร
  8. นางสาวนุสรา เงินเจริญ            กรรมการบริหาร
  9. นายไชยรัตน์ ไพศาลธนจิตร    กรรมการบริหาร
  10. นางสาวจิราพร ศรีอำไพ           กรรมการบริหาร
  11. นายพิสิษฐ ภาระก้านตรง         กรรมการบริหาร
  12. นายเอกรินทร์ อัสดรธีรยุทธ์     กรรมการบริหาร
  13. นายรติ ปานทอง                      กรรมการบริหาร
  14. นายพุฒิพัฒน์ สุริยะธัญสิริ       กรรมการบริหาร
  15. 15. นายรชฎ สุวรรณรัต            กรรมการบริหาร

“อีซูซุดีแมคซ์” คว้ารางวัลการออกแบบดีเด่น (Good Design Award 2020 หรือ G Mark) ของประเทศญี่ปุ่น

0

รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่น “Good Design Award 2020” (G Mark) สาขารถเพื่อการพาณิชย์ (Commercial vehicle, Commercial vehicle-related instruments) จากสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ Japan Institute of Design Promotion (JDP) โดยรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ได้มีการพัฒนาประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน ระบบความปลอดภัย และออกแบบให้สามารถตอบสนองการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายของผู้ใช้รถทั่วโลก

G Mark เป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นโดยกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรม (Ministry of International Trade and Industry) ของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ JDP ซึ่งจะทำการคัดเลือกผลงานการออกแบบที่มีคุณสมบัติส่งเสริมพัฒนาการคุณภาพชีวิต สังคม และวงการอุตสาหกรรม อย่างเข้มข้นจากหลากหลายผลงานที่ส่งเข้าประกวดจากทั่วโลก เป็นรางวัลทางด้านการออกแบบอันทรงเกียรติที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็น 1 ใน 4 รางวัลด้านการออกแบบที่ยิ่งใหญ่ของโลก และเป็นที่รู้จักมากที่สุดตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1957 โดยมีจุดประสงค์ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ผ่านการออกแบบที่ยอดเยี่ยม

กรังด์ปรีซ์ฯ มอบรางวัลผู้โชคดีจากงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 41 มูลค่ารวมกว่า 3.33 ล้านบาท

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์  อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” จัดพิธีส่งมอบรางวัลแก่ผู้โชคดี จากการตอบแบบสอบถามผ่านช่องทาง   www.bangkok-motorshow.com และ ผ่านทาง Application Car Buddy by GPI เพื่อชิงรางวัล รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในงาน“บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 41  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-26 กรกฏาคม 2563 โดยมีพิธีจับรางวัลท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมเป็นสักขีพยาน  ณ บริเวณจุดโชว์รถรางวัล Lucky Draw  อาคารชาเลนเจอร์ 1  อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 26  กรกฏาคม 2563 ที่ผ่านมา

ในพิธีมอบรางวัล คณะผู้บริหาร นำโดย ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานจัดงานฯ คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ และ คุณพีระพงศ์  เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงานฯ ร่วมกันให้การต้อนรับและขึ้นมอบรางวัลแก่ผู้โชคดีฯ มูลค่ารวมกว่า 3.33 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังได้รับเกียรติจาก Mr.Hideki Yanagisawa (ฮิเดกิ ยานากิซาว่า) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วรูม จำกัด ที่ร่วมเป็นสักขีพยานและร่วมมอบรางวัลพิเศษ จากบัตรอภินันทนาการ Car Buddy by GPI  ได้แก่ รถจักรยานยนต์ Bajaj Dominar 400  มูลค่า 115,000 บาท ให้ผู้โชคดีในงานฯ

 

ก่อนปิดท้ายด้วยการส่งมอบรางวัลจากการประกวดมิสมอเตอร์โชว์ 2020 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา  ได้แก่รถยนต์ Ford Ranger  DBL 2.2 XLT Hi-Rider 6AT ให้กับนางสาวสุชานุช ธรรมวงศ์  มิสมอเตอร์โชว์ 2020  และรถจักรยานยนต์ Yamaha GT125 ให้กับนางสาวอิสริยาภรณ์ ถมยางกูร  รองอันดับ 1 พร้อมกันภายในงานฯ  ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 2  ชั้น 4  บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

สรุปรายชื่อผู้โชคดี งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 41 มีดังต่อไปนี้

ผลรางวัลจากบัตรเข้าชมงาน

1. รถยนต์ Ford Everest 2.0 L Turbo Trend 4×2 10AT                                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณอุทิศ หุตีนุ

2. รถยนต์ Ford Ranger DBL 2L XLT Hi-Rider 6AT                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณอิสระ เสียงไพเราะ

3. รถจักรยานยนต์ Kawasaki Z125                                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณจำเรียง เจกะเกตุ

4. รถจักรยานยนต์ Yamaha GT125                                                                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณอชิราญาณ์ เดชธรรมรงค์     

5. รถจักรยานยนต์ Honda Super Cub                                                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณพิชญุตม์ กิตติศรีไสว

6. รถจักรยานยนต์ Suzuki FV115LE                                                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณศรนันต์ ณ เจริญ  

รางวัลพิเศษ จากบัตรอภินันทนาการ Car Buddy by GPI 

รถจักรยานยนต์ Bajaj Dominar 400  มูลค่า 115,000 บาท                 จำนวน                    1              รางวัล

ได้แก่ คุณดอกรัก เย็นจุระ

มอเตอร์โชว์ฯ ร่วมกับ Mercedes-Benz (Thailand) ขับ S Class ลงใต้มอบทุนการศึกษา รวม 250,000 บาท แก่เด็กด้อยโอกาส โรงเรียนเยาววิทย์ จ.พังงา

0

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ร่วมกับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เป็นเวลากว่า 11 ปีมาแล้ว ที่ได้ร่วมกันมอบโอกาสดีๆ ให้กับเด็กๆ นักเรียนโรงเรียนเยาววิทย์แห่งนี้ ได้มาทัศนศึกษาที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นรางวัลแก่นักเรียนที่เรียนดี และเป็นการเปิดโลกทัศน์ในอีกมุมหนึ่งให้กับน้องๆ นักเรียนทุกคนที่ได้มาทัศนศึกษา แต่สำหรับในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ที่ผ่านมานี้ น้องๆ นักเรียนไม่ได้ขึ้นมาทัศนศึกษาที่งานเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากอยู่ในมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการติดเชื้อ Covid 19 และเพื่อความปลอดภัยของตัวน้องๆ นักเรียนและคุณครูทุกท่านด้วย

คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงานฯ ร่วมกับผู้บริหาร เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) นำโดย มร.โรลันด์ โฟลเกอร์  ประธานบริหาร พร้อมด้วย มร. บีเยิร์น ย๊อร์คคิม   กุซเทรา  รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด และคุณอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร จึงได้เดินทางโดย Mercedes-Benz S Class  เส้นทาง กรุงเทพ-พังงา เพื่อไปพบปะกับน้องๆด้วยตนเอง พร้อมมอบเช็คทุนการศึกษาในนาม บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 200,000 บาท และยังได้มอบทุนส่วนตัวร่วมอีกจำนวน 50,000 บาท รวมทั้งสิ้น 250,000 บาท  และในครั้งนี้คุณจาตุรนต์ ยังได้กล่าวกับทางโรงเรียนเยาววิทย์ และน้องๆ นักเรียนทุกคนด้วยว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ก็จะยังคงให้การสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ นักเรียนโรงเรียนเยาววิทย์ แห่งนี้ไปโดยตลอดอีกด้วย

โรงเรียนเยาววิทย์ เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แบบประจำสำหรับเด็กด้อยโอกาส ก่อตั้งโดยมูลนิธิ “Children’s World Academe” จดทะเบียนที่ประเทศเยอรมันและประเทศไทย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครั้งนั้น เสด็จทรงเป็นองค์ประธานเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2549 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักเรียนในโครงการอย่างเต็มที่ ด้วยการส่งเสริมด้านการศึกษาให้มีคุณภาพแก่นักเรียน นำความรู้ไปพัฒนาตนเองและสังคม ซึ่งปัจจุบันมีเด็กนักเรียนอยู่ในความอุปการะจำนวน 109 คน  

สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจอยากให้การสนับสนุนการศึกษาให้กับน้องๆ นักเรียนโรงเรียนเยาววิทย์แห่งนี้ สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ www.yaowawit.org

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมฉลอง 70 ปีความสัมพันธ์ไทย-ลาว เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู X5 พร้อมศิลปะลายไทยสมัยใหม่

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดแสดงรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X5 ในลวดลายศิลปะลายไทยสมัยใหม่ที่สื่อถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ สร้างสรรค์ผลงานโดย คุณเติ้ล ธีระยุทธ พืชเพ็ญ หรือ “TRK” ภายใต้โครงการ “BMW Unbound World of Art Series” ส่งมอบประสบการณ์งานศิลป์ให้ผู้เข่าร่วมงานในกิจกรรมการแสดงดนตรีและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน “โขงบ่กั้น โควิดบ่ใกล้ 70 ปี ไทย – ลาว ฮักแพง แบ่งปัน และมั่นคง” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยกระทรวงวัฒนธรรม ณ โรงละครแห่งชาติ เขตพระนคร กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ โครงการ “BMW Unbound World of Art Series” จัดขึ้นโดยบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ในโอกาสครบรอบ 45 ปี “BMW Art Cars” โดยจับมือกับ 9 ศิลปินชั้นนำจากหลากหลายแขนงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบภายใน กราฟฟิกดีไซน์ แฟชั่น หรือกราฟฟิตี้ มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจเพื่อรังสรรค์งานศิลปะลวดลายพิเศษด้วยคอนเซ็ปต์และไอเดียที่แสดงถึงจิตวิญญาณของศิลปินบนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู

นิสสันบริจาค นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรชั่นแรก จำนวน 5 คัน ให้แก่มหาวิทยาลัยและสถาบันยานยนต์ชั้นนำ

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าผลักดันการใช้ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยได้บริจาค นิสสัน ลีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เจนเนอเรชั่นแรก จำนวน 5 คัน ให้แก่ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย, สถาบันยานยนต์, มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสนับสนุนการศึกษา การค้นคว้าและวิจัยในด้านเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

การบริจาค นิสสัน ลีฟ ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเปิดประตูสู่การเรียนรู้ด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้าผ่านประสบการณ์จริง สำหรับนักเรียน บุคลากรทางการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศน์ของยนตรกรรมเพื่อความยั่งยืน

ในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า นิสสันมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษาและค้นคว้าวิจัย อันจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่ใช้งานระบบพลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นเพื่อปูทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

การบริจาคในครั้ง เป็นการต่อยอดจากการบริจาค นิสสัน ลีฟ เจนเนอเรชั่นแรกให้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เมื่อปีที่ผ่านมา

 “นิสสัน ลีฟ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของนิสสันในสร้างสรรค์ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ในวันนี้ เรายินดีที่มีส่วนสนับสนุนการเรียนรู้และวิจัยด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ราเมช นาราสิมัน ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวในพิธีส่งมอบรถยนต์  “การได้เรียนรู้และศึกษาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากของจริงอย่างใกล้ชิด จะช่วยขับเคลื่อนงานวิจัยอันทรงคุณค่า รวมถึงสร้างผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า”

การบริจาคนิสสัน ลีฟ เจเนอเรชั่นแรก ให้แก่สถาบันการศึกษาและสถาบันยานยนต์ ยังเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับโลกมาสู่ประเทศไทย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เริ่มจำหน่ายรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบพลังงานไฟฟ้าออกสู่ตลาดประเทศไทย อาทิ นิสสัน ลีฟ ใหม่ และ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ เป็นต้น

นิสสัน ลีฟ คือ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่มีการผลิตเพื่อจำหน่าย เปิดตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2553 โดยปัจจุบัน มียอดขายทั่วโลกกว่า 500,000 คัน