Home Blog Page 422

‘ซูซูกิ’ ปลื้มยอดขายเดือนกันยายน เติบโต 112.60% CELERIO โตทะลุ 635.59% ควงคู่ SWIFT GL MAX EDITION

0

นายมิโนรุ อามาโนะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากวิกฤติของโควิด-19 แม้การแพร่ระบาดในประเทศไทยจะเบาบางและคลี่คลายไปมาก  แต่สถานการณ์ทั่วโลกและรอบประเทศยังคงมีความน่าเป็นห่วง กระทบต่อการตัดสินใจในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก จึงส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นไปเชื่องช้า โดยเฉพาะในตลาดรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ช่วงครึ่งปีหลังยังคงชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายฝ่ายเองก็ต่างคาดหวังว่าสถานการณ์ต่างๆ น่าจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับตัวเลขยอดขายรถยนต์ในตลาดรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2563 มียอดขาย 531,322 คัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562  ยังคงมีตัวเลขลดลงถึง 30.26% ส่วนทางด้านซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ในเดือนกันยายน 2563 มียอดขาย 2,145 คัน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562  คิดเป็นอัตรา 112.60% และยอดขายรวมของรถยนต์ซูซูกิในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2563 มียอดขายอยู่ที่ 17,451 คัน คิดเป็นอัตรา 94.82% เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นรุ่น

 

รุ่นรถยอดขาย
SWIFT7,136
CELERIO2,856
CIAZ2,278
XL71,104
ERTIGA2,202
CARRY1,828
JIMNY47
รวม17,451

โดยรุ่นที่สร้างยอดขายสูงสุดให้ซูซูกิยังคงเป็นรุ่น SUZUKI SWIFT ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้ทำการแนะนำ SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION สปอร์ตแฮทช์แบ็กอีโคคาร์รุ่นพิเศษออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นรุ่นที่ทำการพัฒนาต่อยอดมาจาก SWIFT GL รุ่นมาตรฐาน เพื่อมาเติมเต็มความต้องการของลูกค้าด้วยราคาเริ่มต้นที่ 541,000 บาท ที่กวาดยอดจองมาแล้วกว่า 1,580 คัน นับตั้งแต่มีการแนะนำเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ยังไม่มีวัคซีนเพื่อต้านหรือรักษาออกมาอย่างเป็นทางการ และถึงแม้ประเทศไทยจะปลดล็อค ผ่อนคลายมาตรการความเข้มงวดในการควบคุมโรคหลายๆ ด้านลงแล้วก็ตาม แต่ผู้คนยังคงต้องระมัดระวังตนเองพร้อมทำการปรับเปลี่ยนไปสู่การใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ (NEW NORMAL)  ซึ่งนอกจากทุกคนต้องปรับตัวแล้ว ธุรกิจต่างๆ ก็ต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่เช่นกัน

สำหรับ ซูซูกิ มีความพยายามอย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด โดยจะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้บริโภคมีพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินที่รัดกุมขึ้น เน้นการเก็บออมและสำรองเงินสดไว้ใช้ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยด้านสินค้า ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เลือกใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นและเน้นความคุ้มค่า คุ้มราคามากขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเลือกซื้อรถยนต์คันใหม่ที่จะใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างรอบคอบและรัดกุม คำนึงถึงเรื่องของราคาและคุณภาพที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันให้มีความคุ้มค่าอย่างสูงสุด ซึ่งส่งผลดีให้กับรถยนต์ซูซูกิหลายรุ่นทำยอดขายได้ดีขึ้นในช่วงเวลานี้

SUZUKI SWIFT GL MAX EDITION คือรถยนต์รุ่นใหม่ที่ทำการแนะนำออกมา ซึ่งมีส่วนในการส่งเสริมให้ตัวเลขยอดขายขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ส่วนรถยนต์อีกรุ่นที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ได้แก่ SUZUKI CELERIO มียอดจำหน่ายในเดือนมกราคม-กันยายน 2563 จำนวน 2,856 คัน เพิ่มสูงขึ้น 328.65% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกันยายน มีอัตราเติบโตสูงถึง 635.59% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา นับเป็นตัวเลือกที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการเดินทางได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจาก SUZUKI CELERIO จะมีสมรรถนะการขับขี่ของตัวรถและเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัวแล้วนั้น ยังทำราคาจำหน่ายให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่าย เริ่มต้นเพียง 318,000 บาท และผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 1,999 บาท

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าที่เป็นครอบครัวเดียวกันกับซูซูกิ รวมไปถึงเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นและต้องการสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ถึงสมรรถนะอันเกินตัวของ SUZUKI CELERIO โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมทดสอบความประหยัด CELERIO Utility All Around ด้วยการเชิญชวนลูกค้า SUZUKI CELERIO ร่วม

แข่งขันขับรถประหยัดน้ำมัน บนเส้นทาง กรุงเทพฯ – ระยอง – กรุงเทพฯ ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2563  โดยมีลูกค้าพร้อมครอบครัวตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคักกว่า 120 คน ซึ่งแต่ละครอบครัวที่เข้าร่วมล้วนเป็นลูกค้าผู้ใช้งานจริง ที่ต่างมาร่วมกันยืนยันถึงสมรรถนะอันดีเยี่ยมและความคุ้มค่าเหนือใครของ  SUZUKI CELERIO ได้เป็นอย่างดี

SUZUKI XL7 คืออีกหนึ่งรุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา สร้างยอดจองไปได้แล้วมากกว่า 2,600 คัน และดำเนินการส่งมอบรถให้ลูกค้าแล้วถึงเดือนกันยายนได้ถึงจำนวน 1,104 คัน โดยซูซูกิกำลังเร่งส่งมอบให้แก่ลูกค้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้

นอกจากนั้นเพื่อให้สามารถตอบรับต่อความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทันท่วงที ซูซูกิยังได้มีการปรับแผนการผลิตรถยนต์ใหม่เพื่อเร่งส่งมอบรถทุกรุ่นให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วที่สุด โดยจะยึดมั่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีควบคู่ไปกับการพัฒนางานด้านการบริการที่มีมาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์ซูซูกิที่ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 124 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งซูซูกิยังมีแผนในการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องครบ 130 แห่งภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2564

 

ช่องทางติดต่อทางออนไลน์

www.suzuki.co.th
www.facebook.com/officialsuzukimotorthailand

ช่องทางติดต่อทาง Call Center
โทรศัพท์พื้นฐาน     โทร 1800-600-900
โทรศัพท์เคลื่อนที่    โทร 1401-600-900

สตาร์แฟลก เอาใจคนรัก SUV พาตะลุยสุดระห่ำบนเส้นทางออฟโรด

0

บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ต่อยอดความสำเร็จจากแคมเปญ I Love Mercedes-Benz at Central Embassy สู่กิจกรรมสุดเอ็กซคลูซีฟเอาใจสายลุย ให้เหล่าคนที่ชื่นชอบความแกร่ง ความอเนกประสงค์ของ Mercedes-Benz SUV(Sport Utility Vehicle) ยนตรกรรมที่ทั้งหรูหราสง่างามบนถนนทางเรียบ และ พร้อมบุกตะลุยในทุกอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด ได้ลองขับจริงในงาน “Mercedes-Benz SUV Driving Events” โดยในครั้งนี้ สตาร์แฟลก ยังจัดขบวน SUV ที่นำมาร่วมกิจกรรม ประกอบด้วยรุ่น GLA, GLB, GLC, GLE และ GLS ส่วนในรุ่นตัวแรงอย่าง Mercedes-AMG ส่งตัว Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupe เข้าร่วมทดสอบสมรรถนะ พร้อมพาตะลุยด่านสุดโหด ท้าทายอุปสรรคต่างๆ ณ สนาม Grand Prix Motor Park จ.กาญจนบุรี ที่ผ่านมา

โดยภายในงาน“Mercedes-Benz SUV Driving Events” ยังได้รับเกียรติจาก นายชยุส ยังพิชิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด และ นายอัชฌ์ บุณยประสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บจก.เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ร่วมนำขบวนทดสอบสมรรถนะ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้ถูกแบ่งเป็น 3 สถานีหลักดังนี้

-เริ่มกันที่สถานีแรกกับ 10 Station Thailand 4×4 Academy โซนที่ผู้ร่วมกิจกรรมจะได้เรียนรู้การขับขี่ในแบบ Off Road กับการจำลองเส้นทางที่มีอุปสรรคต่างๆให้ใกล้เคียงกับเส้นทางธรรมชาติ ประกอบด้วยฐานต่างๆ10ฐาน อาทิ การขับในเส้นทางหลุมสลับ, หลุมบ่อโคลนและทางโคลน, เนินระนาดซุง หิน และดิน, เนินเอียง 20-30องศา, ทางขึ้น-ลงเนินชัน, ทางขรุขระและทางหินกรวด, การขับข้ามบ่อน้ำและลำธารที่มีความลึกถึง 50-80 เซ็นติเมตร ในระยะทาง50 เมตร, ทางเนินเอียงและโค้งครึ่งวงกลม และด่านการขับผ่านสะพานซุงและน้ำตกจำลอง

-สถานีถัดมา Twin Track Speed Circuit โซนที่ผู้ขับขี่จะได้ทดสอบความเร็วบนเส้นทาง Cross Country ระยะทาง 3 กิโลเมตร ที่ต้องผ่านอุปสรรคเส้นทางที่เป็นพื้นทรายและหินกรวดเล็กใหญ่

   -และสถานีสุดท้ายสุดท้าทาย 4×4 Adventure ที่ต้องขับขี่บนเส้นทาง Off Road แบบบุกตะลุยจริงตลอดระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร ในบรรยากาศลุยป่ากันแบบแท้จริง

ปิดท้ายกิจกรรมไปอย่างสุดประทับใจ งานนี้เรียกได้ว่าโดนใจคนรักรถ SUV เต็มๆ สำหรับท่านที่พลาดโปรโมชั่นในงาน I Love  Mercedes-Benz at Central Embassy อีกทั้งเหล่าคนรัก SUV ที่ได้มาลองสัมผัสจริงถึงสมรรถนะที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์กับกิจกรรม Driving Events ที่ผ่านมา และกำลังตัดสินใจกับ Mercedes-Benz SUV ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ยังสามารถ มายลโฉมคันจริงพร้อมทดลองขับ อีกทั้งพบกับข้อเสนอ โปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์สุดพิเศษมากมาย ในแบบ Special Deal ที่รอให้ท่านตัดสินใจเป็นเจ้าของ และยังสามารถนำพ้อยท์บัตรเครดิตมารับสุดคุ้มกับรถยนต์ เมอร์เซเดส เบนซ์ ณ โชว์รูม เบนซ์ สตาร์แฟลก ได้อีกด้วย

       สิทธิประโยชน์สุดพิเศษอีกมากมายดังนี้ (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด)

  • บริการรถทดแทนให้ใช้ฟรีระหว่างซ่อม(*รุ่นรถเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) เมื่อนำรถมาซ่อมสี-ตัวถัง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือเช็คระยะ *ที่งานนี้เบนซ์สตาร์แฟลกใจดีให้คุณผ่อน 0 % นาน 6 เดือน* (เฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ)
  • เบนซ์สตาร์แฟลกเปิดศูนย์บริการหลังการขายสำหรับMercedes-AMG โดยเฉพาะที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์และรองรับการให้บริการคนรักรถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG ศูนย์บริการหลังการขายครบวงจร Mercedes-AMG Performance Center Workshop ตั้งบนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร พร้อมช่างผู้ชำนาญการเฉพาะทางของ AMG Certified พรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อรองรับยนตรกรรมสมรรถนะสูงอย่าง Mercedes-AMG โดยเฉพาะ ที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ณ เบนซ์ สตาร์แฟลก
  • โปรโมชั่นสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ หลากหลายรุ่น ดอกเบี้ยเพียง 0.99 % นาน 48 เดือน
  • รถผู้บริหาร ไมล์น้อย พร้อมให้คุณได้เป็นเจ้าของด้วยโปรโมชั่นดาวน์0% (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการเท่านั้น) หรือ นำรถเก่ามาแลกรถใหม่ได้ง่ายๆ เพราะที่เบนซ์สตาร์แฟลก เราให้ราคาพิเศษสุดๆ

สามารถติดตามข่าวสาร และ กิจกรรมสุดเอ็กซคลูซีฟจาก เบนซ์ สตาร์แฟลก หรือ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายขายโทร.02-248-6699 ตามวันและเวลาทำการ  หรือ www.starflag.mercedes-benz.co.th, Facebook : Benz Star Flag, Instagram @BenzStarFlag   Line: @benzstarflag

Nissan RE-LEAF ต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้า 100% แหล่งพลังงานเคลื่อนที่เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ

0

นิสสันเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% สำหรับงานช่วยเหลือฉุกเฉิน ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่ยามเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือสภาพอากาศร้ายแรง นิสสัน รี-ลีฟ (RE-LEAF) รถยนต์ต้นแบบที่ใช้งานได้จริงถูกพัฒนามาจากรถยนต์นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้าที่จำหน่ายสำหรับตลาดมวลชนรุ่นแรกของโลก

นิสสัน รี-ลีฟ เพิ่มสมรรถนะให้สามารถลุยไปได้ทุกอุปสรรคเช่นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ด้านนอกของรถติดตั้งชุดเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าขนาด 110 – 230 โวลต์ จากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ประสิทธิภาพสูงของนิสสัน ลีฟ สามารถขับไปยังพื้นที่ศูนย์กลางของภัยพิบัติ และใช้เป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับการกู้ภัย ด้วยการจัดการพลังงานแบบบูรณาการ ทำให้สามารถให้พลังงานไฟฟ้ากับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบสื่อสาร ไฟส่องสว่าง ระบบทำความร้อน และเครื่องมือช่วยชีวิตอื่น ๆ

“เราเห็นโอกาสที่รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตผู้คนนอกเหนือการเดินทางแบบไร้มลพิษ” เฮเลน เพอร์รี่ หัวหน้าฝ่ายรถยนต์ไฟฟ้าแบบโดยสารและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับนิสสันในยุโรป (Helen Perry, head of electric passenger cars and infrastructure for Nissan in Europe) กล่าว

“รถยนต์ต้นแบบ รี-ลีฟ แสดงถึงความเป็นไปได้ในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีที่สะอาด และอัจฉริยะเพื่อการช่วยเหลือ และฟื้นคืนชีวิตสู่สภาวะปกติ”

การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้จริงเมื่อเกิดภัยพิบัติ

ภัยพิบัติทางธรรมชาติคือสาเหตุหลักของไฟฟ้าดับ จากรายงานในปี 2019 ธนาคารโลกระบุว่าภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสาเหตุของไฟฟ้าดับถึง 37% ในยุโรประหว่างปี 2000 ถึงปี 2017 และ 44% ในสหรัฐอเมริกาของช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น ไฟฟ้าจะกลับมาใช้งานได้ภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความระดับความเสียหาย ในระหว่างนี้เราสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานแบบไร้มลพิษได้

นิสสันพัฒนา “รี-ลีฟ” ขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ แม้ว่ามันจะเป็นแค่รถยนต์ต้นแบบ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้จริงแล้ว เช่นในประเทศญี่ปุ่นที่นิสสันได้นำรถยนต์ ลีฟ มาใช้เป็นแหล่งพลังงานและพาหนะเมื่อเกิดภัยพิบัติตั้งแต่ปี 2011 อีกทั้งยังได้ร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นกว่า 60 แห่งในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ

รถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันยังสามารถเป็นแหล่งพลังงานเคลื่อนที่สำหรับบ้านเรือนและชุมชนแม้ในเหตุการณ์ปกติ ผ่านโครงข่าย นิสสัน เอเนอจี้ แชร์ ที่สร้างโมเดลการแจกจ่ายพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของ    อุปสงค์และอุปทานของการใช้พลังงาน

รี-ลีฟ ใช้ความสามารถในการชาร์จแบบสองทางของลีฟซึ่งเป็นคุณสมัติมาตรฐานที่มากับตัวรถตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2010 โดยไม่เพียงแต่ ลีฟ จะสามารถ “ดึง” พลังงานออกมาชาร์จแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง แต่ยังสามารถ “ป้อนพลังงาน” กลับไปยังระบบโครงข่าย หรือ grid ผ่านเทคโนโลยี V2G (Vehicle-to-Grid) หรือส่งไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านระบบ V2X (Vehicle-to-everything)

รถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการฟื้นสภาพที่มีประสิทธิภาพ

นิสสัน ลีฟ อีพลัส (LEAF e+) สามารถเป็นสถานีพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ โดยเมื่อชาร์จเต็มสู่  แบตเตอรี่ ขนาดความจุไฟฟ้า 62 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) จะสามารถให้พลังงานแก่บ้านหนึ่งหลังในทวีปยุโรปได้ถึงหกวัน

และเมื่อไฟฟ้ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ เราก็สามารถชาร์จไฟกลับสู่ตัวรถใช้สำหรับการเดินทางแบบไร้มลพิษ ซึ่งนิสสัน ลีฟ อีพลัส สามารถวิ่งได้ถึง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง

 “รถยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยให้การฟื้นตัวหลังเกิดภัยพิบัติมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” เพอร์รี่กล่าว “การเตรียมรถยนต์ไฟฟ้าไว้หลายพันคัน ไม่ว่าจะเพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ หรือเชื่อมต่อกับโครงข่ายยานพาหนะไฟฟ้าสู่ระบบโครงข่าย หรือ V2G จะสร้างโรงไฟฟ้าแบบเสมือนจริงเพื่อรักษาอุปทานของพลังงานไฟฟ้าได้”

รี ย่อมาจาก RE ซึ่งเป็นสามหลักในการรับมือกับภัยพิบัติ response ตอบสนอง recovery ฟื้นฟู resilience ฟื้นตัว

ตามมาตรฐาน WLPT (Worldwide Harmonized Light Vehicles Test Procedure) ขั้นตอนการทดสอบยานพาหนะเบาที่ใช้กันทั่วโลก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดบ้านต้อนรับกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร

0

มร.โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่ 2 จากขวา) ให้การต้อนรับ นายกิตติกร โล่ห์สุนทร ประธานคณะกรรมมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร (ที่ 3 จากซ้าย) และคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานการประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและการประกอบแบตเตอรี่ลิเธียมเพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์ทางธุรกิจและการลงทุน ตลอดจนความพร้อมในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่บริษัท ธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด และบริษัท ธนบุรี เอ็นเนอร์ยี่ สตอเรจ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เริ่มต้นประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มประกอบแบตเตอรี่ลิเธียมเพื่อใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2562  เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ประกอบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและส่งออกจำหน่ายในประเทศตั้งแต่ปี 2559 ถึงสิ้นปี 2562 แล้วมากกว่า 16,000 คัน

“ศึกอีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” ปฐมฤกษ์นัดแรกครบมาตรฐานแบบ New Normal

0

กลุ่มตรีเพชรยืนยันความพร้อมจัดการแข่งขันมวยไทยมิติใหม่แบบ New Normal ศึกอีซูซุคัพ ครั้งที่ 31 “ศึกอีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” ชิงเดิมพันรถปิกอัพยอดนิยม “ออลนิว อีซูซุ ดีแมคซ์ สปาร์ค” เกียร์อัตโนมัติ และรางวัลเงินสด รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นมากกว่า 2 ล้านบาท พร้อมต่อยอดสู่สังเวียนระดับโลก “THAI FIGHT 2021” ย้ำชัดทุกนัดเพิ่มการคุมเข้มทั้งนักมวยและผู้เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณสุข เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

กลุ่มตรีเพชรโดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “อีซูซุยังคงเดินหน้าจัดการแข่งขันศึกอีซูซุคัพครั้งที่ 31 “ศึกอีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” ศึกมวยไทยระดับตำนานที่ครองใจแฟนมวยมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษหลังจากรัฐบาลประกาศผ่อนปรนให้จัดการแข่งขันได้  แต่เนื่องด้วยสถานการณ์เฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัส  โคโรนา 2019 (COVID-19)  การแข่งขันในทุกนัดจึงต้องคุมเข้มตามแนวทางชีวิตวิถีใหม่ หรือ New Normal ซึ่งนักชกมวยรอบอีซูซุทั้ง 8 คน รวมทั้งพี่เลี้ยง กรรมการตัดสิน เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และผู้ชมในสนาม จะต้องปฏิบัติตามมาตรการของทางเวทีมวยสยามอ้อมน้อย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด–19 ด้านการแข่งขันกีฬาแบบมีผู้ชมอย่างเคร่งครัด เช่น มีการฆ่าเชื้อในเวทีมวย การตรวจวัดไข้ก่อนเข้าสนามมวยทุกคน นักมวยที่จะชกรวมถึงพี่เลี้ยง และกรรมการตัดสินต้องตรวจผ่านโควิด-19 ทุกคน กรรมการทุกคนจะต้องใส่ถุงมือ และสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันอย่างดีตลอดการแข่งขัน การจำกัดจำนวนผู้เกี่ยวข้องในรอบการชกแต่ละคู่ และควบคุมจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมในพื้นที่แข่งขัน แต่แฟนมวยสามารถชมและเชียร์นักมวยที่ชื่นชอบ ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

ศึกอีซูซุคัพ ครั้งที่ 31 “ศึกอีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” ยังคงเอกลักษณ์ความสนุกด้วยการคัดสรร 8 สุดยอดนักมวยระดับเทพ พิกัด 138-140 ปอนด์ รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท มาประชันลีลาตามแบบฉบับแม่ไม้มวยไทย ชิงเดิมพันเป็นรางวัลรถปิกอัพยอดนิยม “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค” เกียร์อัตโนมัติ พร้อมรางวัลเงินสด รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้นมากกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งผู้ครองตำแหน่งแชมป์จะได้รับสิทธิ์เข้าชิงความเป็นหนึ่งในศึก “อีซูซุคัพ ซูเปอร์ไฟต์ 2021” เพื่อลุ้นรับตำแหน่ง    นักชกตัวแทนประเทศไทยไปประกาศศักดิ์ศรีบนสังเวียนผ้าใบระดับโลก “THAI FIGHT 2021” ซึ่งนักชกทั้ง 8 คน แบ่งออกเป็น 2 สาย คือ สายเอ ได้แก่ เพชรมณี ภ.หลักบุญ, ธีระเดช ช.ห้าพยัคฆ์,    เฮอคิวลิส ว.จักรวุฒิ และ เพชรธงชัย ทีบีเอ็ม. ยิม ส่วนสายบี ได้แก่ ยอดไอคิว พี.เค. แสนชัยมวยไทยยิม, ไตรเทพ ป.เตละกุล, ก้องธรณี ส.สมหมาย และ เอ็กซ์ตร้า รองสมัคร อบจ.อุดร โดยนัดปฐมฤกษ์เป็นการพบกันระหว่าง “เพชรมณี ภ.หลักบุญ” ฉายาขุนเข่าม้าพยศ ฝ่ายแดง และ “ธีระเดช ช.ห้าพยัคฆ์” ฉายาเสือยิ้มยากจากแดนอีสาน ฝ่ายน้ำเงิน นัดล้างตาของสองหนุ่มจากแดนอีสาน ซึ่งเพชรมณี ออกอาวุธเต็มอัตราตลอด 5 ยก ชนะคะแนนเป็นเอกฉันท์ สะสมแต้มรอลุ้นในรอบต่อไป

สำหรับรางวัลสำหรับผู้ครองตำแหน่งแชมป์มวยอีซูซุคัพครั้งที่ 31 และรองชนะเลิศทั้ง 3 อันดับ จะได้รับรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 2 ล้านบาท ดังนี้

รางวัลชนะเลิศ             :  เข็มขัดแชมป์อีซูซุคัพ ครั้งที่ 31 พร้อมรางวัลชนะเลิศรถปิกอัพ “ออลนิว   อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค” เกียร์อัตโนมัติ  มูลค่า 607,000 บาท และเงินสด 1,000,000 บาท รวมมูลค่า 1,607,000 บาท พร้อมรับสิทธิ์เข้าชิงความเป็นหนึ่งในศึก “อีซูซุคัพ ซูเปอร์ไฟต์ 2021” เพื่อเป็นนักชกตัวแทนประเทศไทยในศึกมวยไทยระดับโลก “THAI FIGHT 2021”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1                 :   เงินสด 500,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2                 :   เงินสด 300,000 บาท

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3                 :   เงินสด 200,000 บาท

การแข่งขันศึกมวยไทยอีซูซุคัพ ครั้งที่ 31 “ศึกอีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก” ณ เวทีมวยสยาม (อ้อมน้อย) จะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา   12.15 น. เป็นต้นไป

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว Ford Mustang รุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 55 ปี รถสปอร์ตแห่งตำนาน

0

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว Ford Mustang รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 55 ปี ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีและออปชั่นเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่หลากหลายแตกต่างกัน โดยมีวางจำหน่ายเพื่อลูกค้าในประเทศไทยสองรุ่น คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack

ฟอร์ดเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของ ฟอร์ด มัสแตง ที่ครองตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ที่ขายดีที่สุดในโลก ด้วยฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษในปี 2020 ด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมที่สุด มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลัง มอบสมรรถนะความเร็วสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความชื่นชอบและความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และ เครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3 ลิตร ผสานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์

เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ได้รับการพัฒนาให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะในการขับขี่อันน่าตื่นเต้น ด้วยขุมพลังสูงสุด 449 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 529 นิวตันเมตร ขณะที่เครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งประหยัดน้ำมันมากกว่า มอบขุมพลัง 290 แรงม้าและแรงบิด 441 นิวตันเมตร ฟอร์ด มัสแตง ทั้งสองรุ่นมาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ทำให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น     พร้อมล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้ว และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนานในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

“ฟอร์ดมีความภาคภูมิใจที่ได้เปิดตัวรถสปอร์ตอเมริกันระดับตำนานในประเทศไทย ด้วย 2 รุ่นย่อยจากไลน์อัพที่ทรงสมรรถนะที่สุดของฟอร์ด มัสแตง” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษนี้ยังคงเป็นรถที่ครบครันด้วยสมรรถนะและดีไซน์ปราดเปรียวอันเป็นเอกลักษณ์ สมกับตำแหน่งรถสปอร์ตคูเป้ที่ขายดีที่สุดในโลก 5 ปีซ้อน”

ภายในห้องโดยสารของมัสแตง รุ่นพิเศษนี้ ได้รับการออกแบบให้มีความพรีเมียมกว่าเดิม ด้วยคอนโซลหน้ารถสไตล์สปอร์ตใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ “MUSTANG FIFTY FIVE YEARS” ฉลองการครบรอบ 55 ปี และเบาะหนัง RECARO® เบาะที่นั่งดีไซน์สำหรับรถแข่ง มอบความสบายและกระชับ รองรับการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยมแม้ในเวลาเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่รถสปอร์ตสมรรถนะสูงได้อย่างเต็มที่

ฟอร์ด มัสแตงรุ่นพิเศษนี้ยังสามารถปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจด้วยโหมดการขับขี่ มากมาย รวมถึงโหมด Good Neighbor Mode ที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามดึก โดยชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ ยังมีระบบ Electronic Line Lock ฟีเจอร์ซึ่งทำงานเฉพาะกับเบรกคู่หน้า เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้ง่ายๆ ขณะรถจอดนิ่งก่อนออกตัว

เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยและสะดวกสบาย

ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะมากมาย รวมถึงระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจในทุกการเดินทางบนท้องถนน

ด้านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 3 มาพร้อมหน้าจอมัลติทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว และยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบสื่อสารและความบันเทิงล้ำสมัย รองรับการทำงานทั้งบน Apple CarPlay และ Android Auto™ ผ่านการเชื่อมต่อได้ทั้งบลูทูธและไวไฟ ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่พลาดการเชื่อมต่อ และยังคงความปลอดภัยขณะขับขี่

นอกจากนี้ ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษนี้ ยังครบครันด้วยฟีเจอร์เพื่อความปลอดภัยมากมาย ทั้งระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบควบคุมการทรงตัว Advancetrac® (Advancetrac® With Electronic Stability Programme) พร้อม ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control) และระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Launch Assist) เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในกับลูกค้าในประเทศไทย

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ 3 สีใหม่ คือสีน้ำเงิน เวโลซิตี้ บลู (Velocity Blue) สีส้ม ทวิสเตอร์ ออเรนจ์ (Twister Orange) และสีแดง แรพิด เรด (Rapid Red) และ 1 สีคลาสสิก คือสีเทา แมคเนติค เมทัลลิค (Magnetic Metallic)   

ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ สำหรับฟอร์ด มัสแตง รุ่นฉลองครบรอบ 55 ปี ทั้งสองตัวเลือกเครื่องยนต์ ได้แก่

  • Ford Mustang 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,899,000 บาท
  • Ford Mustang 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,699,000 บาท

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นพิเศษที่ผลิตขึ้นเพื่อฉลองการครบรอบ 55 ปี ของ ฟอร์ด มัสแตง พร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 9 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ในจำนวนจำกัดเท่านั้น

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า มอบการดูแลอย่างดีตลอด 5 ปี ด้วยแพ็กเก็จ ‘Ford Five Years Premium Care’ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร. 1383 หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th

ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ ก้าวสู่ปีที่ 9 จัดเต็มรถใหม่ป้ายแดง – รถใช้แล้ว – อุปกรณ์ตกแต่งโมดิฟายด์

0

ค่ายรถแบรนด์ดัง – ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว อุปกรณ์ตกแต่ง ยกทัพเข้าร่วมงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์  2020″ ชูไฮไลต์รถรุ่นใหม่ รถยนต์มือสองคุณภาพดีให้เลือกสรร พร้อมข้อเสนอทางการเงินจากกรุงศรี ยูสด์ คาร์” ผ่อนสบายสูงสุด 84 เดือน  และแคมเปญลุ้นรับของรางวัลทุกวัน

นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020 กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 9 ที่ท้าทายมาก เนื่องจากต้องประสบภาวะวิกฤติโควิด -19  ที่ส่งผลกระทบทำให้ต้องเลื่อนการจัดงานจากเดิมที่มีขึ้นวันพุธที่ 1 – วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2563   มาเป็นวันพุธที่  28 ตุลาคม – วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ณ ฮอลล์ 105 – 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

“วิกฤติในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายที่ทุกคนต้องก้าวข้ามผ่านไปให้ได้ ทั้งผู้จัดงาน และ พันธมิตรค่ายรถทั้งรถยนต์ใหม่ และรถยนต์ใช้แล้ว โดยความพร้อมในตอนนี้ถือว่า 100 % ทุกแบรนด์ทุกบริษัทยืนยันการเข้าร่วมงานเต็มพื้นที่ 16,000 ตร.ม. ของฮอลล์ 105-106  รวมถึงพื้นที่ด้านหน้า ฮอลล์ 106 ไบเทค”

นายพัฒนเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางวิกฤติในครั้งนี้ ยังมีโอกาส เพราะพฤติกรรมของลูกค้าที่กังวลใจเรื่องสุขภาพทำให้หลีกเลี่ยงการใช้รถในระบบขนส่งสาธารณะ และหันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมตลาดรถมือสองในช่วงที่ผ่านมาลดลง 15% ในขณะที่รถยนต์ใหม่ป้ายแดงหดตัวลง 37% ในครึ่งปีแรก 

 “ในครึ่งแรกของปี 2563 ตลาดรถยนต์ ทั้งรถยนต์ใหม่ป้ายแดง และรถมือสองชะลอตัว เนื่องจากวิกฤติโควิด-19 แต่ครึ่งหลังแนวโน้มตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้น อันเป็นผลจากมาตรการเยียวยาต่างๆที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือประชาชน การผ่อนคลายล็อกดาวน์ทำให้ธุรกิจเดินหน้า บริษัทรถยนต์เปิดตัวรถรุ่นใหม่หลายรุ่น  ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดรถยนต์เริ่มฟื้นตัว”

นายพัฒนเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลต์ภายในงานปีนี้ นอกจากจะมีรถยนต์มือสองมาเข้าร่วมอย่างคับคั่งแล้ว ในส่วนของรถใหม่มีรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้ามานำเสนอกับลูกค้า ซึ่งการจัดงานในปีที่ผ่านมา ค่ายเอ็มจี ได้เปิดตัว เอ็มจี แซดเอส อีวี รถยนต์ไฟฟ้า 100% และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ดังนั้นในปีนี้ก็คาดว่ารถรุ่นใหม่ที่นำมาจัดแสดงภายในงานจะได้รับการตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน

“นอกจากนี้ คนไทยเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และให้ความสนใจและติดตามความก้าวหน้าของนวัตกรรมความก้าวหน้าของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ดังจะเห็นจากสัดส่วนยอดขายของรถยนต์ในกลุ่มนี้ที่เพิ่มต่อเนื่อง และเมื่อดูจากข้อมูลผลการวิจัยจากหลายสถาบันได้เปิดเผยข้อมูลเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ต่างประเมินในทิศทางเดียวกันว่าในระยะยาวของอุตสาหกรรมยานยนต์มีปัจจัยด้านความพร้อมของโครงสร้างและเทคโนโลยี มีส่วนผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV (Electric vehicles) มีแนวโน้มถูกลงและจะเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในหรือ ICE (Internal Combustion Engine) มากขึ้น”

นายชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน กล่าวว่า  ผู้ประกอบการรถยนต์ใหม่ที่เข้าร่วมงานในปีนี้ มีจำนวน 11 แบรนด์ชั้นนำ  ได้แก่ MG, Approved Certified Used Car by MG, HONDA,  ISUZU, MAZDA, THAIRUNG, MITSUBISHI, NISSAN, SUZUKI, SUBARU, TOYOTA  โดยมีไฮไลต์จากแบรนด์ เอ็มจี ภายในงานปีนี้ลูกค้าจะได้เห็นรุ่น  เอ็มจี เอชเอส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (MG HS Plug-in Hybrid) ที่งานเป็นครั้งแรก  และยังมีไฮไลต์จากแบรนด์อื่นๆ อาทิ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต จีที-พลัส (Mitsubishi Pajero Sport GT-Plus )  ใหม่ และ นิว อีซูซุ เอ็กซ์ -ซีรีส์ 2020 (New Isuzu X-Series 2020 ) ชุดแต่ง X-Stylish Package มีให้เลือก 2 รุ่น Sport Racing ในรุ่น SPEED และ Sport Premium รุ่น HI-LANDER

นายอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานจัดงาน กล่าวว่า  ผู้ประกอบการรถยนต์มือสองที่เข้าร่วมงานในปีมีจำนวนทั้งสิ้น 15 ราย ได้แก่ วิสาร ออโต้คาร์, DDS คาร์เซ็นเตอร์, โย รัชดา, ศูนย์รถยนต์ 54 นิวัฒน์, THE ONE, CarDeeSureOK, เจ มอเตอร์เทรด, A.T.CARSALE, อมรวารันตี โดยเบนซ์อมรรัชดา, รถเศรษฐี, เบสท์ เซอร์วิส,ดา ศรีนครินทร์, NBP CAR, รถบ้านคุณเอ็กซ์ By AUTO MASTER, UNIQUE AUTO โดยผู้ประกอบการทุกรายต่างมีความพร้อมในการเข้าร่วมงาน และมีประสบการณ์ตรงที่ได้จากการออกงานอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา

“แนวโน้มการซื้อรถยนต์ใช้แล้วที่จะได้รับความนิยมสูงในตลอดช่วงนี้ คือ กลุ่มรถระดับพรีเมี่ยม รถมินิเอ็มพีวี รถพีพีวี และรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อ เนื่องจากสามารถใช้งานได้อเนกประสงค์ โดยราคาเฉลี่ยรถยนต์ใช้แล้วในตลาดอยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท ในขณะที่ภายในงานคาดว่าจะมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าท้องตลอดและกลุ่มรถระดับพรีเมี่ยม ยังคงจะได้รับความนิยม”

นายอัษฎาวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานในปีนี้ ยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะซื้อรถยนต์มือสองด้วยการรับการซื้อคืน 100% ตามเงื่อนไข 5 ข้อ คือ 1. ไม่ไฟไหม้ 2. ไม่จมน้ำ 3. ไม่มีการตัดต่อ 4. โอนทะเบียนได้ถูกกฎหมาย 5. ไม่มีการชนหนัก และพิเศษสุดสำหรับผู้ที่ซื้อรถยนต์มือสองทุกคันภายในงานยังจะได้รับบัตรกำนัลในการใช้บริการที่ “บี-ควิก” อีกด้วย

นายอโณทัย เอี่ยมลำเนา ผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) รองประธานจัดงาน กล่าวว่า การเข้าร่วมจัดงานในครั้งนี้ ถือเป็นปีแรกของกลุ่มกรังด์ปรีซ์ ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหม่ โดยมีการมาเติมส่วนที่น่าสนใจให้กับงาน ได้แก่ อุปกรณ์ตกแต่ง โมดิฟายด์ มอเตอร์สปอร์ต อี-สปอร์ต ที่จะเข้ามาเสริมทัพให้การจัดงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ ยิ่งใหญ่สมการรอคอยอีกด้วย 

สิ่งสำคัญอีกประการ ที่จะนำมาใช้ในงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020 คือการนำประสบการณ์จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งล่าสุดที่จัดภายใต้วิถีใหม่ “NEW NORMAL” ตามมาตรการของ ศบค.มาใช้อย่างเคร่งครัด อาทิ มีจุดคัดกรองผู้ชมงานก่อนเข้างาน จุดบริการเจลแอลแอลกอฮอล์ทั่วบริเวญงาน ทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากที่มีลูกค้าเข้าชมตัวรถ รวมถึงรถทดสอบที่จัดเตรียมไว้ด้านหลังฮอลล์ด้วย โดยทั้งหมดได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการ 15%

นางกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)  ในฐานะตัวแทนผู้สนับสนุนหลักของงานฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า “นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่กรุงศรี    ออโต้ ได้ร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักของงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ โดยเราพร้อมอยู่เคียงข้างพันธมิตรและลูกค้าทุกท่าน ด้วยบริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร ตามแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ในปีนี้ เราได้คัดสรรโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้า “กรุงศรี ยูสด์ คาร์” อาทิ รู้ผลอนุมัติสินเชื่อไวภายใน 15 นาที ดาวน์น้อย ผ่อนสบายสูงสุด 84 เดือน พร้อมแพคเกจพิเศษรับประกันอะไหล่รถยนต์ (Krungsri Auto Extended Warranty) นานสูงสุด 2 ปี หรือ 70,000 กิโลเมตร รวมถึงของสมนาคุณมากมาย นอกจากนี้ เรายังมี นวัตกรรม “กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท” ที่ให้ลูกค้าประเมินวงเงิน รู้ผลภายใน 3 นาที ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ก่อนเลือกซื้อรถทำให้การซื้อขายรถภายในงานสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น กรุงศรี ออโต้ เชื่อมั่นว่างาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ ในปีนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์มือสองครึ่งปีหลังให้กลับมาคึกคักมากขึ้นอีกครั้ง สอดคล้องกับสภาพตลาดที่มีแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นภายหลังสถานการณ์โควิด-19 เพราะความคุ้มค่าของรถยนต์มือสองเหมาะอย่างยิ่งสำหรับลูกค้าที่ต้องการรถส่วนตัวเพื่อใช้งานในยุคที่การเว้นระยะห่างทางสังคมยังมีความสำคัญ”

นายพัฒนเดช กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า การจัดงาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ ในปีนี้ ยังคงความเข้มข้นและแกร่งยิ่งขึ้นเมื่อมีพันธมิตรใหม่อย่างค่าย “กรังด์ปรีซ์” เข้ามามาเสริมทัพ โดยเชื่อมั่นว่างานในปีนี้จะเป็นเวทีกลางในการพบปะระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งรถยนต์ใหม่ หรือรถยนต์ใช้แล้ว ที่สำคัญผู้มาซื้อรถยนต์ภายในงานได้รับสิทธิประโยชน์และลุ้นรับของรางวัลพิเศษมากมายตลอดการจัดงาน อาทิ ลุ้นรับรางวัลประจำวันทุกวัน ได้แก่บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท วันละ 5 รางวัล และ รางวัลใหญ่บัตรเติมน้ำมัน มูลค่า 100,000 บาท และพิเศษสุดในวันสุดท้ายของงานร่วมลุ้นรางวัล เครื่องดูดฝุ่น Dyson รุ่น V8 Slim Fluffy + มูลค่า 14,900 บาท

ใบปลิวมีมูลค่า อย่าทิ้ง !!! สามารถ นำมาเป็นคูปองส่วนลด 2,000 บาท ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่บูท Dyson ภายในงาน ฟาสต์ ออโต้ โชว์ ไทยแลนด์ 2020

งาน ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2020 จะมีขึ้นระหว่างวันพุธที่ 28 ตุลาคม – วันอาทิตย์ที่  1 พฤศจิกายน นี้ ที่ ณ ฮอลล์ 105 – 106 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา  โดยงานเปิดให้เข้าชมฟรี!ไม่มีค่าใช้จ่าย

มาสด้า เผยยอดขายไตรมาส 3 เติบโตสูงสุด CX-30 แรงสุดมัดใจลูกค้า ไตรมาสสุดท้ายเตรียมรถใหม่เสริมทัพ

0

มาสด้า เผยยอดขายรถยนต์เดือนกันยายนที่ผ่านมาเติบโตสูงสุดหลังวิกฤตโควิด-19 โดยรถยนต์นั่ง Mazda2 ยังคงครองความนิยมสูงสุด ตามด้วยรถปิกอัพ Mazda BT-50 PRO ที่ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดีจากแคมเปญช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้มียอดจำหน่ายสูงเป็นประวัติการณ์ ตามมาด้วย Mazda3 และครอสโอเวอร์ยอดนิยม Mazda CX-30 ที่ยังคงร้อนแรงไม่แพ้ใคร ส่งผลให้มาสด้าปิดยอดขายไตรมาสที่สามของปีด้วยจำนวน 10,664 คัน เติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากไตรมาสที่สอง

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หากเปรียบเทียบระหว่างยอดขายรถยนต์มาสด้าในไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีนี้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าในช่วงไตรมาสสองได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงจากการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะเดือนเมษายนกับเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นตลาดก็เริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด อันเกิดจากดีมานด์ทั้งของลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ที่กลับมาใช้บริการที่โชว์รูมเพิ่มมากขึ้น มาสด้าจึงเดินหน้าตอบรับกำลังซื้อที่กลับมาด้วยการส่งมอบแคมเปญและโปรโมชั่นพิเศษให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะแคมเปญการตลาดที่ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สามารถผลักดันยอดขายรถปิกอัพ Mazda BT-50 PRO เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวน 786 คัน ทำให้มาสด้าปิดตัวเลขยอดขายในไตรมาสที่สามได้สูงถึง 10,664 คัน ในขณะที่ในไตรมาสที่สองปิดตัวเลขอยู่ที่ 5,256 คัน หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า

สำหรับเดือนกันยายนที่ผ่านมา มาสด้าสามารถปิดยอดขายรวมได้จำนวน 3,917 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขยอดขายที่สูงสุดตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา โดยแบ่งเป็นรถยนต์นั่งจำนวน 2,049 คัน รถอเนกประสงค์ครอสโอเวอร์เอสยูวีจำนวน 1,082 คัน และรถปิกอัพจำนวน 786 คัน เมื่อแบ่งเป็นรายรุ่น Mazda2 ยังคงได้รับความนิยมสูงสุดจากลูกค้าด้วยยอดขาย 1,616 คัน ตามด้วยรถปิกอัพ Mazda BT-50 PRO จำนวน 786 คัน, Mazda CX-30 จำนวน 532 คัน, Mazda3 จำนวน 433 คัน, Mazda CX-3 จำนวน 269 คัน, Mazda CX-8 จำนวน 159 คัน และ Mazda CX-5 จำนวน 122 คัน ตามลำดับ

นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน 2563 มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้น 26,072 คัน โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งจำนวน 16,665 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวีจำนวน 7,653 คัน รถปิกอัพจำนวน 1,754 คัน ถึงแม้ว่าปริมาณยอดขายยังห่างกับตัวเลขที่คาดหวัง แต่มาสด้ายังมั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ยอดขายจะทะลุตามเป้าหมายที่ประมาณ 40,000 – 42,000 คัน ในขณะที่ตลาดรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยคาดว่าจะปิดตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 750,000 คัน ทั้งนี้มาสด้าเตรียมพร้อมเสริมทัพด้วยรถอเนกประสงค์เอสยูวีรุ่นใหม่และรถปิกอัพ รวมทั้งกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการขายอย่างต่อเนื่องตลอดสามเดือนสุดท้ายของปีนี้

ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี มาสด้ายินดีมอบสิทธิพิเศษอีกมากมาย อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ขยายการรับประกันคุณภาพสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กม. และฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ตุลาคม 2563 เท่านั้น ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้าเดือนมกราคม – กันยายน 2563

ข้อมูลการขายรถมกราคม – มีนาคม 2563 (Q1)เมษายน – มิถุนายน2563 (Q2)กรกฎาคม – กันยายน 2563 (Q3)ยอดขายรวม

มกราคม – กันยายน

Mazda26,7332,6095,06014,402
Mazda39453129972,254
Mazda CX-33222378991,458
Mazda CX-304411,4321,8203,693
Mazda CX-54673844361,287
Mazda CX-85751484921,215
Mazda BT-50 PRO6671309571,754
Mazda MX-52439
ยอดรวม10,1525,25610,66426,072

เอเอเอสฯ ส่ง ปอร์เช่ ไทคานน์ ร่วมกิจกรรม EV Drive & Ride ภายในงาน EV Asia 2020

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ร่วมกิจกรรม EV Drive & Ride ภายในงาน EV Asia 2020 โดยส่ง ปอร์เช่ ไทคานน์ 4 เอส (Porsche Taycan 4S) ที่สุดแห่งยนตรกรรมสปอร์ตสายพันธุ์แท้ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ อวดโฉมให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าและสื่อมวลชนชั้นนำร่วมทดลองขับขี่และทดสอบสมรรถนะ พร้อมพาทีมผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ไทคานน์มาให้ความรู้และแนะนำการใช้งานอย่างใกล้ชิด โดยมี มร. ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทค บางนา 

โดยกิจกรรม EV Drive & Ride ภายในงาน EV Asia 2020  จัดขึ้นโดย สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยและอินฟอร์มา มาร์เก็ต ถือว่าเป็นงานแรกและงานเดียวในประเทศไทยที่รวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 100% (Battery Electric Vehicles) จากค่ายรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย ที่ขนรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมที่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วที่ผู้สนใจในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปราศจากมลพิษที่ปล่อยสู่อากาศ (Zero Emission) รวมถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่กําลังพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นรถยนต์คันต่อไป ได้ทดลองขับรถยนต์ไฟฟ้า หรือเข้าทดลองนั่งภายในตัวรถยนต์ไฟฟ้าในบางรุ่น เพื่อให้ได้รับประสบการณ์จริงพร้อมความรู้ในเรื่องยานยนต์ไฟฟ้าที่ถูกต้อง

ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่ (The new Taycan)

สุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตซาลูน 4 ประตู ที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟฟ้าแรงขับเคลื่อนสูง 800 โวลต์ เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม และคงไว้ซึ่งงานออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของปอร์เช่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปอร์เช่ ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) มาพร้อมกับพละกำลังสูงสุด 761 แรงม้า ให้อัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาที ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) มาพร้อมพละกำลังสูงสุด 680 แรงม้า ให้อัตราเร่งจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที ทั้ง 2 รุ่นนี้ยังสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ได้ถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับในรุ่น ไทคานน์ 4 เอส (Taycan 4S) ที่ติดตั้ง Performance Battery Plus ให้พละกำลังสูงสุด 571 แรงม้า ให้อัตราเร่งจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.0 วินาที พร้อมทะยานทะลุความเร็วสูงสุดกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่ ราคาเริ่มต้น 7.1 ล้านบาท

นิสสัน เผยวิสัยทัศน์ด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าปูเส้นทางสู่อนาคต ในงาน iEVTech 2020

0

นิสสันเผยวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เมืองแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ภายในงานประชุมเชิงวิชาการและนิทรรศการเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้านานาชาติ ครั้งที่ 5  หรือ iEVTech 2020 จัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

ราเมช นาราสิมัน ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เผยถึงบทบาทของนิสสันในการขับเคลื่อนวงการยานยนต์ไฟฟ้าของไทย โดยชูประเด็นด้านความพร้อมของผู้บริโภคชาวไทย และบทบาทของนิสสันในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของผู้บริโภค ระหว่างการอภิปรายภายใต้หัวข้อ “ยกระดับยานยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่โลกแห่งอนาคต”

“นิสสันในฐานะผู้นำนวัตกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า เชื่อว่าเรามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาค พร้อมตั้งเป้าในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 1 ใน 4 ของจำนวนยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในเอเชียและโอเชียเนีย  โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่ไร้มลพิษ” ราเมช กล่าว

ด้วยปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในพื้นที่ในเมืองอย่างกรุงเทพมหานคร ตลอดจนเมืองใหญ่ ๆ ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค จนทำให้การมีอากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจกลายเป็นเรื่องท้าทายมากขึ้นทุกที นิสสันจึงมีพันธกิจที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ทั้งหมดลงถึง 90% ภายในปี พ.ศ. 2593 เมื่อเทียบกับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2543   ตามแนวคิด Well-to-Wheel ซึ่งเป็นมาตรการที่คำนึงถึงกระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงและกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์

ราเมชยังเน้นย้ำถึงปัญหาเรื่องมลภาวะทางเสียงที่มักถูกมองข้าม  โดยมลพิษทางเสียงนับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ยนตรกรรมระบบพลังงานไฟฟ้าสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เกือบปราศจากเสียงรบกวน จะมีส่วนช่วยในการช่วยลดมลภาวะทางเสียงลงได้ ซึ่งสอดคล้องกับ     พันธกิจของนิสสันในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตของผู้คน

ด้วยประสบการณ์ของนิสสันในแวดวงรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 70 ปี และในฐานะผู้นำระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า นิสสันมุ่งมั่นเสริมทัพพอร์ตโฟลิโอด้วยยนตรกรรมที่มาพร้อมเทคโนโลยี EV ที่หลากหลาย ทั้ง ยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ อาทิ นิสสัน ลีฟ ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายเชิงพาณิชย์ และนิสสัน อริยะ ใหม่ ครอสโอเวอร์อัจฉริยะพลังงานไฟฟ้าและที่สุดของไอคอนแห่งนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี

พร้อมกันนี้ นิสสันยังได้ปฏิวัติวงการยานยนต์ในประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ครั้งแรกของโลกในประเทศไทย โดยขุมพลังอี-พาวเวอร์ มอบประสบการณ์การขับขี่และสมรรถนะเฉกเช่นเดียวกับการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ซึ่งผลิตขึ้นที่โรงงานของนิสสัน ในประเทศไทย ได้รับรางวัลมามากมาย และนับเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมโยงผู้บริโภคชาวไทยสู่การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ

“นิสสัน มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ปลอดภัย มีเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์สังคมที่ไร้มลพิษและอุบัติเหตุร้ายแรง ผมเชื่อมั่นว่าการอภิปรายอย่างเปิดกว้างร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในการผลักดันการใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย และทำให้วิสัยทัศน์ของนิสสันในการเปลี่ยนแปลงวิถีการขับขี่และใช้ชีวิตของผู้คนกลายเป็นจริง”