Home Blog Page 424

ยามาฮ่าผนึกผู้จำหน่าย จัดอบรมพนักงานขาย เพื่อสร้าง”ผู้นำออโตเมติกต้องยามาฮ่า”

0

นางสาวอัญชลี ศรีพิทักษ์ ผู้จัดการส่วนส่งเสริมการตลาดกลุ่มรถออโตเมติก ร่วมกับฝ่ายขายและฝ่ายบริการ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด จัดอบรมกิจกรรม ”ผู้นำออโตเมติกต้องยามาฮ่า” และทดสอบสมรรถนะรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติก ทั้ง 9 รุ่น โดยมีนางสุดสวาท เหล่ารุ่งโรจน์ รองประธานกรรมการ บริษัท ทวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ให้เกียรติเป็นประธานในการอบรม พร้อมนำพนักงานขายบริษัท เข้าร่วมอบรมกิจกรรมครั้งนี้

ซึ่งรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติกที่นำมาทดสอบสมรรถนะทั้ง 9 รุ่น ประกอบด้วย

รุ่น 125 ซีซี ได้แก่ ยามาฮ่า แกรนด์ ฟีลาโน่ ไฮบริด ,ยามาฮ่า คิวบิกซ์, ยามาฮ่า จีที125, ยามาฮ่า ฟรีโก, ยามาฮ่า ฟีโน่, ยามาฮ่า เล็กซ์ซี่ รุ่น 155 ซีซี ได้แก่ ยามาฮ่า แอร็อกซ์, ยามาฮ่า เอ็นแม็กซ์ และรุ่น 300 ซีซี ได้แก่ ยามาฮ่า เอ็กซ์แม็กซ์

โดยกิจกรรมนี้ มุ่งเน้นเพิ่มทักษะการขาย ความรู้เชิงลึกในรถแต่ละรุ่น และสร้างประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่าออโตเมติกให้แก่พนักงานขายเพื่อให้สามารถแนะนำลูกค้า ให้เลือกซื้อรถยามาฮ่าออโตเมติกได้ถูกใจและเหมาะกับการใช้งานมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นที่ บริษัท ทวียนต์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด จ.เชียงราย เมื่อเร็วๆ นี้

วอลโว่ มอบประสบการณ์สุดยอดยนตรกรรม “The All-New Volvo S60 Your Signature Drive”

0

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จัดทริปทดสอบสมรรถนะยานยนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟแก่ลูกค้าที่สนใจรถยนต์วอลโว่บนเส้นทางกรุงเทพฯ – พัทยา กับกิจกรรม “The All-New Volvo S60 Your Signature Drive” มอบสุดยอดประสบการณ์การเดินทางหนึ่งวันเต็มกับสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก Volvo S60 T8 Twin Engine AWD เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับทราบข้อมูลและสัมผัสถึงสมรรถนะเครื่องยนต์รวมถึงฟีเจอร์การทำงานขั้นสูงต่าง ๆ ในสถานการณ์จริง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้ทำเวิร์กช็อปพิเศษฝึกฝนเทคนิคการถ่ายภาพให้สวยงามโดดเด่นด้วยสมาร์ทโฟนกับ คุณแฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ ช่างภาพคนดังในโลกโซเชี่ยล เจ้าของ Instagram (21Day) เพื่อนำเสนอภาพความประทับใจจากประสบการณ์การเดินทางที่สนุกสนานในแบบฉบับของตัวเอง สมดังสโลแกนของ The All-New Volvo S60 “Your Signature Drive-สะท้อนการขับขี่ในแบบที่เป็นตัวคุณ”

กิจกรรม The All-New Volvo S60 Your Signature Drive” จัดขึ้นโดยเชิญลูกค้าที่สนใจจะสั่งจองรุ่นรถ The All-New Volvo S60 ในแต่ละโชว์รูมวอลโว่ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบ สมรรถนะยานยนต์ รวมจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกกรมทั้งหมดในครั้งนี้มากกว่า 200 คน

นายภัทรพงษ์ อชะปาละศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “การเดินทางทดสอบสมรรถนะรถยนต์ครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่เราตั้งใจจัดขึ้นสำหรับลูกค้าที่มีความสนใจในรถยนต์วอลโว่โดยเฉพาะ เพื่อให้ทุกท่านได้มีประสบการณ์กับสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ที่สมบูรณ์แบบด้วยเทคโนโลยีการขับขี่ระดับพรีเมียมและดีไซน์ที่หรูหราในแบบสแกนดิเนเวียนด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นการเดินทาง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมล้วนรู้สึกพึงพอใจในสมรรถนะของ Volvo S60 เป็นอย่างมากและเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของฟีเจอร์ต่าง ๆ ว่าทำงานได้อย่างดีเยี่ยมในสถานการณ์จริง เราจึงมั่นใจว่ากิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ในรูปแบบนี้จะช่วยเพิ่มความตระหนักรู้ต่อคุณค่าของแบรนด์วอลโว่ในหมู่ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม และช่วยกระตุ้นยอดขายของ The All-New Volvo S60 รวมถึงรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ของเราในประเทศไทยได้อย่างมาก”  

กิจกรรมช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมตัวกัน เพื่อร่วมรับประทานอาหารเช้ารอบพิเศษ พร้อมฟังการบรรยายข้อมูลผลิตภัณฑ์และรายละเอียดการเดินทางโดยผู้เชี่ยวชาญจากวอลลโว่ คาร์ ประเทศไทย หลังจากนั้นจึงออกเดินทางสู่พัทยาด้วย The All-New Volvo S60 T8 Twin Engine AWD โดยในระหว่างการเดินทาง ผู้เชี่ยวชาญจากวอลโว่ คาร์ จะคอยสื่อสารเพื่อให้คำแนะนำในการปรับโหมดการขับขี่และเปิดฟีเจอร์ต่าง ๆ  เมื่อขับเข้าสู่ถนนที่มีลักษณะแตกต่างกัน อาทิ ทางโค้ง ทางชัน ทางแยก ฯลฯ เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้สัมผัสถึงประสิทธิภาพของฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ The All-New Volvo S60 ในสถานการณ์จริงได้อย่างชัดเจนและปลอดภัย

เมื่อเดินทางถึงพัทยา  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ห้องอาหาร A’ La Campagne และทำกิจกรรมเวิร์กช็อปกับ คุณแฝด-ประสิทธิ์ ลิมปสถิรกิจ ช่างภาพคนดังในโลกโซเชี่ยล เจ้าของ Instagram (21Day) ในการฝึกฝนการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนแบบมือโปร เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในสไตล์คนรุ่นใหม่ให้สมบูรณ์แบบ หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ อย่างสวัสดิภาพ

นอกจากความโดดเด่นและประสิทธิภาพขั้นสูงของรถยนต์ กิจกรรมนี้ยังต้องการสื่อสารถึงแนวคิดการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า (Customer Experience) นับตั้งแต่การออกแบบ Volvo S60 ให้เป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริงและมอบความพึงพอใจในทุกส่วน ทั้งในแง่ Function Benefit และ Emotional Benefit เพื่อผสาน Volvo S60 เข้ากับไลฟ์สไตล์การเดินทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ลูกค้ายังได้สัมผัสถึงการออกแบบโชว์รูมวอลโว่แนวใหม่ภายใต้แนวคิด Volvo Retail Experience (VRE) และรับรู้ได้ว่าเมื่อคุณมาเป็นลูกค้าของวอลโว่ เราไม่เพียงส่งมอบผลิตภัณฑ์ชั้นเลิศเท่านั้น แต่จะดูแลคุณเพื่อมอบความอุ่นใจตลอดเส้นทางของการใช้งานผลิตภัณฑ์ของเราเลยทีเดียว เนื่องจากวอลโว่มีเป้าหมายในการสร้าง Brand Value ให้เกิดขึ้นในใจของลูกค้าในทุก ๆ วัน และสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์วอลโว่ในระยะยาว” นายภัทรพงษ์ กล่าวเสริม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ The All-New Volvo S60 ยังได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี ประเภทสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลางในงาน “PRODUCT INNOVATION AWARDS 2020” โดยนิตยสาร BUSINESS+ จากนำเสนอความโดดเด่นที่สมบูรณ์แบบทั้ง 3 มิติคือนวัตกรรม ความปลอดภัย และราคาที่จับต้องได้ โดย The All-New Volvo S60 เป็นสุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่มอบประสบการณ์การเดินทางบนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค นำเสนอการขับขี่ที่สนุกสนานและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์ T8 TWIN ENGINE PLUG-IN HYBRID  407 แรงม้า สามารถพาคุณพุ่งทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.4 วินาที ดีไซน์โดดเด่นด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์จากค้อนธอร์อันเป็นซิกเนเจอร์ของวอลโว่ มอบภาพลักษณ์ของนักขับผู้มาดมั่นไม่ว่าจะขับขี่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน

The All-New Volvo S60 มาพร้อมชุดเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก อาทิ ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน รวมถึงระบบ Head-Up Display จะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับ ระบบกล้อง 360 องศาที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งทั้งบนกระจังหน้ารถและกันชนหลัง และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงอีกมากมาย

ผู้สนใจสามารถเป็นเจ้าของ The All-New Volvo S60 ได้แล้ววันนี้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาทสำหรับการตกแต่งรุ่น Momentum หรูหราเหนือระดับ และ การตกแต่งรุ่น R-DESIGN ลุคโฉบเฉี่ยวปราดเปรียว ในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้านบาท

 

ติดตามกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมายจากวอลโว่ได้ในเร็ว ๆ นี้ โดยแอดไลน์ @VolvoCarsTH หรือสอบถามรายละเอียดจากผู้จัดจำหน่ายรถยนต์วอลโว่และ Volvo Call Center โทรศัพท์ 02 305 4499

เบนซ์ไพรม์มัส จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mercedes-Benz SUV Driving Events

0

เบนซ์ไพรม์มัส ประกาศศักดาผู้นำ CSI 5 Star Rater ยกระดับความพึงพอใจสูงสุด เดินหน้าเปิดประสบการณ์พิสูจน์ความแกร่ง กับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Mercedes-Benz SUV Driving Events รองรับไลฟ์สไตล์แนว Adventure สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

นายณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ในเครือบริษัท ทีโอเอ เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้จัดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Mercedes-Benz SUV Driving Events” โดยเชิญชวนลูกค้าที่สนใจรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ในตระกูล SUV ได้ร่วมสัมผัสและเปิดประสบการณ์ใหม่ในการพิสูจน์สมรรถนะรถยนต์ในแบบ Off Road พร้อมเสริมทักษะในการขับขี่ เพื่อการใช้งานรถยนต์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากขึ้น ที่สำคัญ การได้ทดสอบรถยนต์ก่อนตัดสินใจเป็นเจ้าของ จะทำให้ลูกค้าได้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริง ที่สนาม Grand Prix Motor Park อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

“จากแนวนโยบายของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่เน้นการสร้างความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยดำเนินนโยบายตามหลักแนวคิด  “Customer Centric” ทำให้การพัฒนาด้านบริการทั้งส่วนการขายและการบริการหลังการขาย จะมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้  “เบนซ์ไพรม์มัส”  สามารถครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยคะแนน 5 Star Rater สูงสุด ด้านบริการหลังการขาย ในกลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์เขตกรุงเทพฯ ประจำเดือนมีนาคม 2563 และล่าสุด เดือนสิงหาคม 2563 ด้วยคะแนน 4.87 คะแนน จากการแข่งขันในโครงการ Dealer Best 5 Star Rater ประจำปี 2563  ดังนั้น การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะเป็นอีกสิ่งที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของ “เบนซ์ไพรม์มัส” ที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดในการเปิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ”

สำหรับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Mercedes-Benz SUV Driving Events” เริ่มสตาร์ทกันที่ โชว์รูม เบนซ์ไพรม์มัส ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพื่อออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี ร่วมสมทบกับสมาชิกบางส่วน ที่ร้านอาหาร “คีรีมันตรา” พร้อมสัมผัสรสชาติความอร่อยและชื่นชมบรรยากาศแห่งขุนเขาอย่างเต็มอิ่ม ก่อนที่จะเดินทางสู่สนาม Grand Prix Motor Park กับบทพิสูจน์ความแกร่งของรถยนต์ SUV สุดหรูจากค่ายดาวสามแฉก

และในโอกาสสำคัญนี้ “คุณณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ” ประธานเบนซ์ไพรม์มัส ได้ให้เกียรติขึ้นมากล่าวต้อนรับและเปิดกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “Mercedes-Benz SUV Driving Events” อย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย “คุณจิระพล รุจิวิพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ “เบนซ์ไพรม์มัส” กล่าวถึงวัตถุประสงค์ และแนวคิดในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ ตามด้วย “คุณอโณทัย เอี่ยมลำเนา” ผู้บริหาร บมจ.กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในฐานะเจ้าของสนาม Grand Prix Motor Park ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบและโซนต่างๆ สำหรับการทดสอบ

ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบ ทางผู้บริหาร และทีมงาน “เบนซ์ไพรม์มัส” และ “กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล” พร้อมลูกค้าคนสำคัญ ได้ให้เกียรติร่วมถ่ายรูปกับกองทัพรถ SUV ที่จัดมาให้ทดสอบกันอย่างมากมาย

จากนั้นเริ่มเข้าสู่กิจกรรมการทดสอบความแกร่งของรถตระกูล SUV ที่ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” จัดเตรียมไว้ให้ลูกค้าคนสำคัญได้เลือกขับตามต้องการ มีทั้งรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG ในกลุ่ม GLA, GLC และ GLE รวมกว่า 10 รุ่นด้วยกัน ซึ่งการทดสอบจะแบ่งกลุ่มลูกค้าออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อทดสอบสมรรถนะในแต่ละโซนของสนาม Off Road โดยพื้นที่จะแบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่

โซนแรก “10 Stations Thailand 4×4 Academy”  เป็นโซนสำหรับการเรียนรู้วิธีการขับขี่ในแบบ Off Road ผ่านอุปสรรครูปแบบต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับเส้นทางธรรมชาติ ประกอบด้วยฐานต่าง ๆ จำนวน 10 ฐาน ได้แก่ การขับในเส้นทางที่เป็นหลุมสลับ, หลุมบ่อโคลนและทางโคลน, เนินระนาดซุง หินและดิน, เนินเอียง 20-35 องศา, ทางขึ้น-ลงเนินชัน, ทางขรุขระและเป็นหินกรวด, การขับข้ามบ่อน้ำและลำธาร ที่ลึก 50-80 เซนติเมตร ยาว 50 เมตร, ทางเนินเอียงและโค้งครึ่งวงกลม, การขับผ่านสะพานซุงและน้ำตกจำลอง

โซนที่ 2  “Twin Track Speed Circuit” เป็นโซนสำหรับทดสอบด้านสมรรถนะในการควบคุมรถยนต์บนทางเรียบและทางฝุ่น และโซนสุดท้าย  “4×4 Adventure”  เป็นเส้นทางธรรมชาติที่มีทั้งอุปสรรคและความท้าทาย สำหรับฝึกทักษะการขับขี่ในแบบ Off Road

ลูกค้าทั้ง 3 กลุ่มจะสลับขับในโซนต่าง ๆ จนครบทั้ง 3 โซน เพื่อให้สัมผัสถึงสมรรถนะของระบบต่างๆ   อาทิ ระบบเกียร์ ระบบช่วงล่าง ระบบขับเคลื่อน และระบบเครื่องยนต์  ที่ได้รับการเลือกสรรและติดตั้งในรถยนต์ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG  ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ  พร้อมกันนี้ ลูกค้าทุกท่านจะได้รับประกาศนียบัตรสำหรับกิจกรรมการขับขี่รถยนต์ SUV ในครั้งนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ ทาง “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้จัดทริปท่องเที่ยวสุดพิเศษสำหรับลูกค้าคนสำคัญ กับการเดินทางย้อนยุคสู่อดีต ที่ “เมืองมัลลิกา ร.ศ.124” เมืองแห่งวัฒนธรรมและวิถีชนชาวสยาม ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ยุคสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ด้วยการแต่งกายชุดไทย เที่ยวชมเมืองโบราณ อาทิ สะพานหัน, ถนนสามแพร่ง, หอชมเมือง, บ้านเรือน ที่มีให้เลือกชมหลากหลายแบบ ทั้งเรือนคฤหบดี, เรือนหมู่, เรือนแพ รวมทั้งอาหารการกินและของใช้ในยุคนั้น  ที่สามารถจับจ่ายใช้สอยด้วยเงินสมัยโบราณ “เงินรู” ในยุคอยุธยาและสุโขทัย พร้อมร่วมชมการแสดงนาฏศิลป์สุดพิเศษ ในชุดระบำศรีชัยสิงห์ การเชิดหุ่นคน และโขนรามเกียรติ ตอนยกรบ

ด้านกิจกรรมยามค่ำคืน “เบนซ์ไพรม์มัส” ได้เนรมิต ห้องมณฑาทิพย์ บอลลูม ของ อะเมย์ เทวมันตร์ทรา รีสอร์ท แอน สปา ที่ผสมผสานความงามสง่าของอาคารสไตล์โคโลเนียลกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและมิตรภาพ พร้อมดื่มด่ำรสชาติของอาหารชั้นเลิศ คลอเคล้ากับเสียงดนตรีที่ให้ความเพลินเพลิด และสนุกสนานกับการลุ้นรับของรางวัลต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ค่ำคืนนี้อบอวลไปด้วยความสุขและรอยยิ้มแห่งความประทับใจกับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก “เบนซ์ไพรม์มัส”

ฟอร์ด ปลุกพลังจิตอาสา จัดกิจกรรม ‘Water Go Green’ ปีที่ 5

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สานต่อโครงการ ‘Water Go Green’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ชวนอาสาสมัครในอำเภอแกลง ร่วมจัดทำถังเก็บน้ำและระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และแปลงปลูกผักตามวิถีเกษตรอินทรีย์ ให้แก่โรงเรียนวัดเกาะลอย ต.พังราด อ.แกลง จ.ระยอง โดยมีคณะครูและนักเรียนร่วมแสดงพลังจิตอาสากันอย่างพร้อมเพรียง

โครงการ Water Go Green ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการจากกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (Ford Motor Company Fund) ซึ่งเป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด ที่มีการจัดกิจกรรม Ford Global Caring Month ในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อให้อาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยในประเทศไทย ฟอร์ดร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA ทำงานร่วมกับส่วนราชการและชาวบ้านในชุมชนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อนำเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาช่วยจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบจัดการน้ำพลังงานแสงอาทิตยที่เหล่าอาสาสมัครร่วมกันจัดทำจะเอื้อประโยชน์ให้กับครูและนักเรียนกว่า 180 คน ในการลดค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำและทำให้การจัดการน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตรในโรงเรียนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ แปลงผักตามวิถีเกษตรอินทรีย์จะใช้จุนเจือการบริโภคในโรงเรียนและเป็นศูนย์กลางการฝึกทักษะอาชีพเกษตรอินทรีย์ให้กับนักเรียน และใช้เป็นโครงการนำร่องเพื่อต่อยอดไปยังสถานศึกษาอื่นๆ และชุมชนใกล้เคียงในจังหวัดระยองได้

“ฟอร์ดตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราริเริ่มโครงการ Water Go Green ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกิจกรรม Ford Global Caring Month เพื่อจัดกิจกรรมจิตอาสาที่ช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน แสดงถึงเจตนารมณ์หลักของฟอร์ดในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนที่ฟอร์ดเข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน” นางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน กล่าว

กิจกรรมภายใต้โครงการ Ford Global Caring Month ของอาสามัครฟอร์ด จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 โดยอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลก ได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมไปแล้วกว่า 1.4 ล้านชั่วโมงใน 50 ประเทศทั่วโลก

บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต ขยายศูนย์บริการ BMW Service Outlet พร้อมโชว์รูม BMW Premium Selection

0

อมร เพรสทีจ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู สานต่อความร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดตัว “บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต” ศูนย์บริการ BMW Service Outlet และ โชว์รูมรถยนต์มือสองที่ผ่านการรับรองคุณภาพ พร้อมเติมเต็มประสบการณ์การบริการระดับพรีเมียมสำหรับลูกค้าครบทุกมิติตามมาตรฐานระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างเราและอมร เพรสทีจ มีประวัติความสำเร็จยาวนานต่อเนื่องกว่า 7 ปี และยังโดดเด่นในด้านนวัตกรรมที่คำนึงถึงลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว BMW Service Outlet แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอมร เพรสทีจ ในการส่งมอบการบริการชั้นเลิศในทุกระดับให้กับลูกค้า เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมนี้สู่ตลาดในจังหวัดปทุมธานีและนครนายก”

บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 2 ไร่ ด้วยงบลงทุนกว่า 90 ล้านบาท ครบครันทั้งพื้นที่โชว์รูมและโซนบริการหลังการขาย พร้อมพนักงานกว่า 60 คนที่พร้อมให้บริการบนพื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 2,125 ตารางเมตร มอบที่สุดแห่งประสบการณ์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างรอบด้านด้วยการจำหน่ายรถยนต์มือสองคุณภาพสูงภายใต้โปรแกรม BMW Premium Selection ในพื้นที่โชว์รูมขนาด 767 ตารางเมตร

พื้นที่ในส่วนของศูนย์บริการที่บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต มาพร้อมกับ 4 ช่องซ่อมที่สามารถรองรับการให้บริการซ่อมรถยนต์ได้ถึง 30 คันต่อวัน ขณะเดียวกัน เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูยังสามารถใช้ประโยชน์จากหัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้าทั้ง 3 จุดในศูนย์บริการแห่งใหม่นี้ได้อีกด้วย นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์พรีเมียมเต็มรูปแบบขึ้นอีกขั้นที่ชั้นสองของอาคารโชว์รูม ซึ่งจะเผยโฉมบริเวณพิเศษซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง อมร เพรสทีจ และ THANN โดยพร้อมมอบบริการแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูทุกท่าน

คุณวรรณภา ตั้งบรรยงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมร เพรสทีจ จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัวศูนย์บริการบีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต แห่งใหม่ นับเป็นการสานต่อเป้าหมายของเราในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดการให้บริการ ภายในศูนย์บริการแห่งใหม่จึงได้รับการออกแบบมาอย่างประณีต โดยมี THANN แบรนด์ไทยชื่อดัง ร่วมสร้างสรรค์การออกแบบที่ผสมผสานประสบการณ์การเลือกซื้อรถยนต์ การบริการ และการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจไว้ได้อย่างไม่มีใครเหมือน จึงสามารถมอบบริการชั้นเลิศอย่างที่ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูคาดหวังไว้ได้เป็นอย่างดี ภายใต้คอนเซ็ปต์ THANN SPACE คือห้องรับรองลูกค้าขนาด 125 ตารางเมตร บนพื้นที่ชั้น 2 ของอาคาร ที่ถูกรังสรรค์โดยทีมออกแบบตกแต่งภายใน และทีมพัฒนากลิ่นหอมของ THANN เพื่อส่งมอบบรรยากาศอันสดชื่น ผ่อนคลาย และหรูหราให้แก่ลูกค้าที่เข้ามารับบริการ ณ บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต”

บีเอ็มดับเบิลยู อมร เพรสทีจ รังสิต เปิดให้บริการแล้ววันนี้ที่ เลขที่ 94/5 ถนนพหลโยธิน ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี 12130 โทร 02-513-9555

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย แถลงนโยบายเดินหน้าเพื่อพัฒนาระบบการใช้งานสถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่าย

0

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) นำโดย นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมฯ เเถลงเเผนการดำเนินงานของสมาคม เเละทิศทางการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าใน ประเทศไทย พร้อมด้วย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการวิจัย, นายสรรเพชญ ตั้งเสาวภาคย์ อุปนายกฯ ฝ่ายอุตสาหกรรม, ผศ.ดร.อุเทน สุปัตติ  อุปนายกฯ ฝ่ายวิชาการ เเละนายฉันทกร เดวิชญ์ จำศิลป์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้ โดยคณะกรรมการชุดใหม่นี้จะมีวาระการทำงานในระหว่างปี พ.ศ. 2563 ถึง 2565

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ภายใต้การทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่นี้ เเบ่งการทำงานออกเป็น 5 ฝ่าย ได้เเก่ ฝ่ายเลขานุการ, ฝ่ายส่งเสริมการวิจัย, ฝ่ายวิชาการ, ฝ่ายอุตสาหกรรมและฝ่ายส่งเสริมการใช้ ทุกฝ่ายล้วนมีการทำงาน ด้วยวิสัยทัศน์เดียวกันคือ ส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ที่จะช่วยลดปัญหามลพิษ ในท้องถนนโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดการใช้พลังงานในภาคขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมอุตสาหกรรม การผลิต พัฒนาและวิจัยยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้มีความเข้มแข็งและสามารถ แข่งขันในตลาดสากลได้มากขึ้น”

ในส่วนของผลงานในปีที่ผ่านมาไปจนถึงเดือนกันยายน 2563 นี้ ทางสมาคมได้ดำเนินการเเบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้เเก่

  1. ผลงานในความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งทางสมาคมได้จับมือเป็นพันธมิตรกับองค์กรยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศต่างๆ เช่นAsian Federation of Electric Vehicle Association (AFEVA) ที่มีสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เป็นพันธมิตรในโครงการความร่วมมือต่างๆระหว่างสมาคมฯ นอกจากนี้ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยยังได้ลงนามข้อ ตกลงความร่วมมือ ด้านข้อมูล เทคโนโลยี เเละ พัฒนายานยนต์ไฟฟ้าระหว่างประเทศไทยเเละเกาหลีใต้, และในด้านความร่วมมือทางวิชาการนั้น สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมบรรยายและสัมมนาในหัวข้อยานยนต์ไฟฟ้าบนเวที นานาชาติในประเทศฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย เเละเกาหลีใต้ เป็นต้น
  1. ผลงานในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและการสนับสนุนร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐ เมื่อปี 2562 ทางสมาคมได้เข้าชี้แจงข้อเสนอแนวทางการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้ากับคณะเลขาธิการ ณ กระทรวงพลังงาน, ดร.ยศพงศ์ ลออนวล นายกสมาคม กิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1-1/2563 ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ นโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ , ทางสมาคมยังได้เข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลเรื่องการจัดซื้อรถยนต์ xEV ในส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมกับทางสำนักงบฯ อีกหนึ่งโครงการความร่วมมือที่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ 11 องค์กรพันธมิตรผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบ เชื่อมต่อการใช้สถานีอัดประจุไฟฟ้าข้ามเครือข่าย ร่วมกับทางภาครัฐเเละภาคเอกชน หรือที่เรียกชื่อโครงการนี้ ว่า Charging Consortium เพื่อให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการอัดประจุไฟฟ้าได้ในทุกเครือข่ายฯ รวมไปถึงการพัฒนาระบบการให้บริการที่เป็นมาตรฐานในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ทางสมาคมยังได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทย (Thailand Energy Storage Technology Alliance: TESTA)  ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช), มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ) เพื่อสร้างเครือข่ายการดำเนินงานในการ พัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานไทยตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่าซึ่งจะยิ่งทำให้ประเทศไทยมีองค์ความรู้ด้านการกักเก็บ พลังงาน จากนักวิจัยของประเทศเอง เเละจะสามารถสร้างสรรค์ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เอื้อต่อการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าได้อีกด้วย
  1. ผลงานการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนด้านวิชาการและความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป ทางสมาคมได้มีการจัดทำรถสามล้อไฟฟ้า ต้นเเบบ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นไฟฟ้า เพื่อเป็นเเนวทางในการผลิตสำหรับ ผู้ประกอบการ อีกทั้งทางสมาคมได้จัดทำ EVAT Directory 2020 ที่รวบรวมข้อมูลสมาชิก ยานยนต์ไฟฟ้าที่จัดจำหน่ายในไทย เเละให้บุคคลทั่วไป สามารถดาวน์โหลด ข้อมูลได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เเละที่ผ่านมาล่าสุด สมาคมฯ ร่วมกับอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ได้จัดการประชุมด้านยานยนต์ไฟฟ้านานาชาติ (iEVTech 2020) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ประจำปี 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา ภายใต้หัวข้อ “Scaling-up Electric Mobility & Beyond” ภายในงานยังได้รับเกียรติจากผู้บริหารระดับสูงของค่ายรถยนต์ชั้นนำ 7 บริษัท มาแสดงวิสัยทัศน์ในการยกระดับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้แถลงตัวเลขผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนับตั้งเเต่ปี 2558 ถึง 2563 ทั้งในส่วนของรถยนต์ประเภทปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) ที่มีเเนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (BEV)  ก็มีสถิติการจดทะเบียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 สูงกว่ายอดจดทะเบียนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในปี 2562 ทั้งปี

นอกจากนี้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ ได้จัดทำผ้าใบใสสำหรับกั้นที่นั่งผู้โดยสารและผู้ขับขี่ และได้นำไปแจกให้เเก่ผู้ขับขี่รถสามล้อรับจ้างในเขตกรุงเทพมหานครฯและเชียงใหม่ จำนวนกว่า 150 ชุด โดยดำเนินโครงการร่วมกับ การไฟฟ้า นครหลวง

สำหรับทิศทางสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ภายใต้การทำงานของคณะกรรมการชุดใหม่นี้  สมาคมฯจะยังคงสานต่อ 8 ข้อเสนอ เเนะเเนวทางส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อันได้เเก่

  1. การจัดทำแผนที่นำทางเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (EV Roadmap)  แบบบูรณาการ
  2. การพิจารณาปรับปรุงข้อกฎหมายต่างๆ อาทิ ให้รถสามล้อไฟฟ้าเเละรถรับจ้างไฟฟ้าสามารถจดทะเบียนได้อย่างเสรี
  3. การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เช่นการส่งเสริมให้ประชาชนซื้อยานยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสมผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษีส่วนบุคคล/นิติบุคคลสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า
  4. การส่งเสริมการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า
  5. การส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเเละการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
  6. การจัดทำมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง
  7. การเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า
  8. การส่งเสริมพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า

นายกฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมฯ กล่าวถึงแนวทางการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าไทยว่า “ปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิกกว่า 190 ราย ทั้งภาคเอกชน ภาควิชาการ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มีประสบการณ์และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เราทำงานเพื่อให้การสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อร่วมส่งเสริมการใช้เเละพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย อันจะช่วยลดมลพิษและปัญหาสิ่งเเวดล้อม พร้อมๆไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้”

(มีคลิปวีดีโอ) Ford Everest Titaniam Plus ขับชิว ชมวิว กินลม กับภารกิจตามหาไก่เหลือง ณ หาดบางแสน

0

ทริพนี้เป็นอีกครั้งที่ได้พา Ford Everest Titaniam Plus เป็นพาหนะในการเดินทาง และยังคงสร้างความประทับใจในสมรรถนะเช่นเคยดั่งครั้งที่พาไปลุยหนัก กับการเข้าป่าพร้อมเส้นทางโหดๆ ในจ.เพชรบูรณ์ ภารกิจตามหาไก่เหลืองริมหาดบางแสนในครั้งนี้จึงเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ อิ่มหนำจนพุงกาง ติดตามชมไปพร้อมกันครับ

ในด้านรูปลักษณ์ของ Ford Everest Titaniam Plus 4×4 รุ่นปี 2020 ที่ใช้เป็นพาหนะอาจไม่ได้รับการปรับเปลี่ยนสักเท่าไหร่ กระจังหน้ายังดูหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับ อเมริกันสไตล์ เสริมหรูยิ่งขึ้นด้วยการหุ้มขอบโครเมียม และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วพร้อมยางไฮเทอเรนกู๊ดเยียร์

Ford Everest Titaniam Plus 1

Ford Everest Titaniam Plus 2

Ford Everest Titaniam Plus 5

ลูกเล่นของความสะดวกสบายอย่างประตูท้าย เปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบแฮนฟรี สั่งการและทำงานด้วยการยื่นเท้าไปที่ใต้กันชนหลัง ฝาท้ายก็จะเปิดโดยอัตโนมัติ รวมถึงหลังคาแบบพาโนรามิค มูนรูฟ ขนาดใหญ่ ออฟชั่นเท่ๆที่เหนือระดับกว่าคู่แข่งในเซกเมนต์เดียวกัน

Ford Everest Titaniam Plus 3

Ford Everest Titaniam Plus 5

ห้องโดยสารแต่งด้วยโทนสีดำ เสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายทั้งคอนโซลและแผงข้าง ทุกที่นั่งหุ้มด้วยหนังสีดำ เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทางรวมถึงเพิ่มระบบไฟฟ้าให้กับผู้โดยสารตอนหน้าและเบาะแถวที่ 3 พับได้ด้วยไฟฟ้า

Ford Everest Titaniam Plus 6

เติมเต็มความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ท รวมถึงระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก (Active Noise Cancellation) ทำให้ห้องโดยสารปราศจากเสียงรบกวน ในขณะที่กระบวนการวิศวกรรมออกแบบให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวนจากเครื่องยนต์และระบบเกียร์ พร้อมพัฒนาซีลกันเสียงและวัสดุดูดซับเสียงภายในห้องโดยสารให้มีประสิทธิภาพ

Ford Everest Titaniam Plus 7

ความโดดเด่นอีกหนึ่งฟีเจอร์นั่นคือ ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ซึ่งรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง พร้อมระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมเมื่อออกนอกพื้นที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทั้งยังมากับระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัว

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) คือ ระบบ SYNC® ที่ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธด้วยระบบ SYNC® และต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

ขุมพลังแบบเดียวกับ Ranger Raptor โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ (Bi-turbo Diesel Engine) ให้กำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า พร้อม ด้วยแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ที่ความเร็ว 1,750 -2,000 รอบต่อนาที ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดพร้อมแมนนวลโหมด

Ford Everest Titaniam Plus 9

ระบบขับเคลื่อน เป็นการทำงานกึ่ง All wheel Drive เนื่องจากไม่มีสวิตช์ปรับระบบขับเคลื่อนแบบ 4H แต่มี 4 Low และโหมดการขับขี่อัจฉริยะ Terrain Management System ที่มีตัวช่วยให้เลือกถึง 4 รูปแบบการใช้งาน ทั้ง Normal-เพื่อการขับขี่บนพื้นผิวทั่วไป, Snow/Mud/Grass-สำหรับพื้นหิมะ โคลน และ หญ้า, Sand-เพื่อการขับขี่บนพื้นทราย และ Rock-สำหรับการขับขี่บนพื้นหินขรุขระ

Ford Everest Titaniam Plus 11

นอกจากนี้ยังมีอาวุธลับอย่างระบบ Electronic Locking Rear Differential หรือระบบล๊อคเฟืองท้าย Traction Control-ระบบป้องกันไม่ให้รถลื่นไถล, Hill Start Assist-ตัวช่วยออกตัวบนทางชัน Hill descent control-ตัวช่วยลงทางชัน

ระบบกันสะเทือนด้านหน้ายังคงใช้แบบอิสระปีกนก 2 ชั้น พร้อมคอยล์สปริง และ เหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลง ที่ให้ความนุ่ม หนึบ แบบไว้ใจได้

Ford Everest Titaniam Plus 12

ตัวช่วยความปลอดภัยมาพร้อมระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนนของฟอร์ด ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Detection) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) บริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถ และช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนนลง โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้เพลิดเพลินกับประสบการณ์การขับขี่อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย ได้แก่
•ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
•ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System)
•ระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System)
•ระบบแจ้งเตือนการขับขี่ (Driver Alert System)
•ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัจฉริยะ (Auto High Beam Control)
•ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist)
•ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert)
•กล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า (Rear View Camera and Sensors)

การเดินทางในครั้งนี้ระยะทางไปกลับราว 250 กม. โดยใช้งานบนถนนหลวงตลอดทริพ นอกจากขุมพลังที่หายห่วงในการเรียกใช้ความแรง สมรรถนะของช่วงล่างที่ปรับเซทมาอย่างลงตัว จึงทำให้มั่นใจไปกับการใช้งาน บ่อยครั้งที่เผลอใช้ความเร็วเกินกำหนด เพราะระบบช่วงล่างที่ช่วยเก็บอาการของรถไว้ทั้งหมด รวมถึงระบบตัดเสียงรบกวนจากภายนอก จึงทำให้ชับชี่ได้อย่างเพลิดเพลิน

Ford Everest Titaniam Plus 13

ระบบเกียร์ 10 จังหวะถูกออกแบบมาช่วยในเรื่องความประหยัด แต่การเร่งแซงถือว่าโดดเด่นไม่แพ้กัน ความอัจฉริยะอยู่ที่สมองกล ซึ่งควบคุมให้เหมาะสมกับการใช้งาน ปรับเปลี่ยนอัตราทดแบบก้าวกระโดด(1,3,5) เมื่อกดคันเร่งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการออกตัวที่ดีและตอบสนองไวโดยไม่ต้องรอรอบ ขณะเดียวกันจังหวะคิกดาวน์จะมีการปรับลดแบบก้าวกระโดดเช่นกัน (10,8,6) ทำให้เครื่องยนต์มอบพลังและแรงบิดสูงสุดแม้ในตอนเปลี่ยนเกียร์ หรือจะเลือกขับสนุกในโหมดเกียร์ธรรมดาโดยใช้ระบบปุ่มบวก/ลบ ที่ตำแหน่งหัวเกียร์

Ford Everest Titaniam Plus 16

ตัวช่วยการขับขี่ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบรักษาระยะห่าง จะคอยทำงานร่วมกับระบบเตือนและช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งระบบที่ยังถือว่าเป็นผู้นำนั่นคือระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทำงานง่ายๆเพียงหาที่ว่างและสั่งการด้วยสวิตช์บริเวณคอนโซลกลาง และความปลอดภัยที่เหนือระดับจากระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ทำให้ช่วยลดอัตราเสี่ยงของอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เป็นอย่างดี

Ford Everest Titaniam Plus 14

แน่นอนว่าการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเป็นไปด้วยความราบลื่น และภารกิจตามหาไก่เหลืองก็สำเร็จลุล่วงด้วยความสมบูรณ์และพุงกางไปกับอาหารทะเลพร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศริมชายหาดบางแสน หลังจากที่ต้องเก็บตัวอยู่บ้านจากพิษสงของ โควิด-19 ซึ่งทำให้เป็นทริพเปิดโลกกว้างที่สะดวกสบายและลงตัวทั้งระยะทาง สมรรถนะของรถ รวมถึงอาหารอร่อยจนพุงกางไปตามๆกัน

Ford Everest Titaniam Plus 19

Ford Everest Titaniam Plus 17

สำหรับ Ford Everest Titaniam Plus ยังคงเป็นรถที่ผมเชื่อว่าหลายคนที่มองรถยนต์เซกเมนต์ไม่สามารถปฏิเสธได้ สำหรับข่าวเสียที่เคยมีในอดีต ผู้บริหารก็อนุมัติในด้านการรับประกันเครื่องยนต์เป็นเวลาถึง 10 ปี เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องยากที่รถรุ่นนี้ยังคงเป็นรถธงในกลุ่มรถเอนกประสงค์จากค่ายฟอร์ดที่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นตามลำดับ

Ford Everest Titaniam Plus 19

ข้อมูลทางเทคนิค: Ford Everest Titaniam Plus 4×4
เครื่องยนต์: ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบ เทอร์โบคู่
ความจุกระบอกสูบ (ซี.ซี.): 1,996
กำลังสูงสุด (แรงม้า ที่ รอบ/นาที): 213/3,750
แรงบิดสูงสุด (นิวตัน-เมตร ที่รอบ/นาที): 500/1,750 – 2,000
ระบบส่งกำลัง: อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode
ระบบขับเคลื่อน: สี่ล้อพาร์ทไทม์ พร้อมระบบ Terrain Management
ระบบกันสะเทือน(หน้า/หลัง): แมคเฟอร์สันสตรัท /วัตต์ลิงค์
เบรก(หน้า/หลัง): ดิสก์/ดิสก์
ยาว/กว้าง/สูง(มม.): 4,893×1,862 x1,836
ราคา (บาท): 1,799,000
ตัวแทนจำหน่าย: บริษัท ฟอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด

เอช เซม สนับสนุนรถสี่ล้อไฟฟ้า

0

คุณวันชัย ลี้นะวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด (คนที่ 4 จากขวา) และ คุณรัตชนก หวังเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม เทรดดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (คนที่ 3 จากขวา) พร้อมทีมบริหาร มอบรถสี่ล้อไฟฟ้า รุ่น Jello S จำนวน 1 คัน (มูลค่า 45,000 บาท) ให้กับ คุณภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (คนที่ 2 จากซ้าย) เพื่อส่งมอบต่อให้สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฎิบัติงาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

BMW M2 CS ใหม่ 0-100 กม./ชม.ในเวลา 4. วิ ทำความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม. จำหน่ายในไทยราคา 6.99 ล้านบาท

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS รถสปอร์ตสมรรถนะสูงตระกูล M ที่ผสานความเร้าใจจากสนามแข่งเข้ากับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน สานต่อตำนานมอเตอร์สปอร์ต ด้วยสมรรถนะที่เหนือว่ารุ่นก่อนหน้า ทั้งด้านดีไซน์ ระบบขับเคลื่อน และสุนทรียภาพการขับขี่ ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกของตระกูล M ในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพ็คที่ผลิตมาในรุ่นพิเศษและมีช่วงการผลิตที่จำกัด

BMW M2 CS 2
ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติม “การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ในครั้งนี้ ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของเราในการมอบตัวเลือกทางยนตรกรรมที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า ครอบคลุมทุกความต้องการไม่ว่าจะเป็นในแง่ของเครื่องยนต์ ประเภทรถ ไปจนถึงไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เรียกได้ว่าเป็นการมอบพลังแห่งทางเลือกให้กับลูกค้าได้อย่างแท้จริง”
BMW M2 CS 4
บีเอ็มดับเบิลยู M2 รถสปอร์ตสมรรถนะสูงในดวงใจของแฟน ๆ ได้หวนคืนสู่ท้องถนนอีกครั้งเพื่อสานต่อตำนานแห่งความทรงพลังของตระกูล M กับความเร้าใจที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิมในรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ที่สืบทอดเอกลักษณ์จากรุ่นก่อนหน้าอย่าง M2 Competition แต่ยกระดับสมรรถนะอย่างรอบด้านด้วยดีเอ็นเอความโฉบเฉี่ยวแบบฉบับ CS จากรุ่นพี่อย่าง M3 CS และ M4 CS ได้รับการพัฒนาจากพื้นฐานรถแข่งของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS Racing ตอบโจทย์ผู้หลงใหลในความรวดเร็วที่มองหารถยนต์คู่ใจในชีวิตประจำวัน

BMW M2 CS 4

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยสีตัวถัง Misano Blue metallic ท้ายรถคงเอกลักษณ์ความสปอร์ตด้วยท่อไอเสียสแตนเลสแบบคู่ทั้งสองข้าง พร้อมสลักตัวอักษร M ภายในมอบความรู้สึกเร้าใจแบบฉบับรถแข่งด้วยพวงมาลัย M Sport เบาะนั่งหนังแท้สไตล์ M Sport สีดำตัดตะเข็บสีแดง เสริมโฉบเฉี่ยวด้วยสีสันจากลาย BMW M บริเวณพนักพิงศีรษะ บนขอบประตูสลักโลโก้ M2 CS เสริมเอกลักษณ์ความโดดเด่นไม่ซ้ำใคร

BMW M2 CS 9

BMW M2 CS 6

ความพิเศษของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ อยู่ที่การใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เพื่อลดน้ำหนักพร้อมเสริมประสิทธิภาพการระบายอากาศและแอโรไดนามิกส์ในชิ้นส่วนต่าง ๆ ด้านนอกรถ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงหน้าในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ช่วยลดน้ำหนักให้เบาลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความโดดเด่นด้วยช่องระบายอากาศที่กึ่งกลางกระโปรงหน้าในสีดำเงา ช่วยลดแรงกดและเสริมประสิทธิภาพการระบายอากาศในห้องเครื่อง

BMW M2 CS 7
นอกจากนี้ หลังคารถยังมาในโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์เป็นครั้งแรกในรุ่น M2 ช่วยพัฒนาทั้งในเรื่องความแข็งแกร่งและลดเสียงรบกวนจากภายนอก อีกทั้งสร้างจุดศูนย์ถ่วงต่ำร่วมกับกระโปรงหน้าเพื่อความปราดเปรียวยิ่งขึ้น ชิ้นส่วนภายนอกอื่น ๆ ที่มาในวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ได้แก่ ลิ้นกันชนหน้า สปอยเลอร์หลัง แผงใต้กันชนท้าย และฝาครอบกระจกข้าง ซึ่งทำงานร่วมกันในการเสริมประสิทธิภาพการไหลผ่านของอากาศเพื่อศักยภาพในการเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้น

BMW M2 CS 8

BMW M2 CS 5
บีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังสมรรถนะสูงจากเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี M TwinPower Turbo ส่งพละกำลัง 331 กิโลวัตต์/450 แรงม้า สูงกว่าบีเอ็มดับเบิลยู M2 Competition ถึง 29 กิโลวัตต์/40 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โลดแล่นด้วยความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 4.0 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด พร้อมระบบ Drivelogic ก็พร้อมให้ผู้ขับขี่เลือกโหมดการขับขี่ได้ 3 โหมดตามต้องการ ได้แก่ COMFORT SPORT และ SPORT+
BMW M2 CS 10
ระบบช่วงล่างของบีเอ็มดับเบิลยู M2 CS ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการขับขี่ทั้งบนสนามแข่งและบนท้องถนน มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (Dynamic Stability Control) และระบบเฟืองท้ายแบบ Active M (Active M Differential) ที่ปรับการควบคุมการล็อกเฟืองท้ายด้วยไฟฟ้าให้เหมาะสมตามสภาวะการขับขี่ ขณะที่โหมด M Dynamic (MDM) จะเปิดใช้งานทันทีที่เลือกโหมดการขับขี่แบบ SPORT+ หรือกดปุ่ม DSC ขณะขับขี่ในโหมดอื่น ๆ เพื่อเพิ่มอิสระในการควบคุมให้โลดแล่นได้โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น
BMW M2 CS 1
ทั้งยังมาพร้อมระบบช่วงล่าง Adaptive M เป็นครั้งแรก เสริมความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ M ขนาด 19 นิ้ว ลาย V-Spoke พร้อมเบรก M Sport และคาลิเปอร์เบรกในสีแดงสะดุดตาสำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ
BMW M2 CS 11
BMW M2 CS ใหม่ มีราคาจำหน่าย 6,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

(มีคลิปวีดีโอ) NEW MAZDA CX-3 ขยับ Level ขึ้นชั้น Crossover สุดไฮเทค ตัวท๊อปยืนหนึ่งในกลุ่ม SubCompact SUV !!??

0

รถยนต์ตระกูล CX ของ Mazda คือรถประเภท SUV Crossover ที่โด่งดังมากเมื่อ Mazda ผ่านเข้ามาสู่ยุค Technology Skyactiv พร้อมกับการเริ่มต้นศักราชของ KODO Design ที่ส่งต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆของ Mazda มาตั้งแต่ปี  2012 ซึ่ง CX 5 เป็นปฐมบทของรถ Mazda ยุคใหม่ นั่นเอง และก็ตามมาด้วย CX 3 ในปี 2015 และมาเปิดตัวในไทยช่วงปลายปีในเวลาของงาน Motor Expoในปีนั้น ปี 2016 CX3 ก็คว้ารางวัล Car of the year 2016 ของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย มาครองอย่างเต็มภาคภูมิใจ รถยนต์ ตระกูล CX ขยันขันแข็งในการครองใจผู้บริโภคทั้งคนไทยและคนทั่วโลก จนทำให้ตลาดของ Mazda ขยายตัวแบบก้าวกระโดด รวมทั้งในประเทศไทยที่ Mazda สามารถทำอัตราการเติบโตต่อเนื่องปีต่อปีแบบทำลายสถิติการเติบโตของตัวเองปีแล้วปีเล่า และ CX3 ก็เป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มพูนประชากร Mazda ในตลาดด้วยยอดขายสะสมกว่า 16,000 คัน

ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา CX 3 ทำ Minor change ไปแล้วในปี 2018  เป็นการปรับให้ทันสมัยขึ้นในเวลานั้น และในวันนี้ CX 3 2020 ก็ปรับใหม่อีกครั้งให้ทันสมัยยิ่งขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในเรื่องของการอัพเกรดระบบเทคโนโลยี่เพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกัน i-ACTIVSENSE ให้เต็มระบบล่าสุด เช่นเดียวกับที่ใส่ในรถเจเนอเรชั่นใหม่ของ Mazda ไม่ว่าจะเป็น รุ่น 3 หรือ CX30 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ไล่เรียงกันมาได้ 12 ระบบตามนี้

-ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC)
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว หรือ DSC (Dynamic Stability Control)
-ระบบช่วยป้องกันรถลื่นไถล หรือ TCS (Traction Control System)
-ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนเนินชัน หรือ HLA (Hill Launch Assist)
-สัญญาณไฟกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง หรือ ESS (Emergency Signal System)
-ระบบ ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก
-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ
-ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากตรวจพบว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติจากการชนปะทะด้านหน้า SCBS (Smart City Brake Support)
-ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
-ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)

ด้วยการอัพเกรดระบบเทคโนโลยี่เพื่อความปลอดภัยเชิงป้องกัน i-ACTIVSENSEของ Mazda CX 3 ทำให้ SUV คันนี้เป็นรถที่มีความสมบูรณ์พร้อมในเรื่องของเทคโนโลยี่ช่วยผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน

ในส่วนของรูปร่างหน้าตา MAZDA CX-3 ใหม่ขึ้นด้วยการเติมความพรีเมี่ยมในงานดีไซน์ทั้งภายนอกและภายใน ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ Leap Forward ให้ชีวิตไปอีกขั้น ซึ่งคงเป็นนิยามที่เกิดจากการเติมแต่งหน้าตาและเทคโนโลยี่ใหม่ๆเพิ่มขึ้นมานั่นเอง ครั้งนี้ CX3 มีให้เลือกอยู่ 4 รุ่นย่อยด้วยกันคือ Base , Comfort , Proactive และ Style เป็นตัวท๊อป ทั้งหมดจะแตกต่างกันที่อุปกรณ์และเทคโนโลยี่ที่ใส่เข้ามาในแต่ละรุ่น แต่โครงสร้างตัวถัง แชสซีส์ เครื่องยนต์ ยังคงเป็นแพลทฟอร์มเดิมที่ใช้ร่วมกันกับ Mazda 2 ชุดเดียวกันหมด แต่ยกตัวถังสูงขึ้น ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ถ่ายทอดกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 6 สปีด ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 16.4 กิโลเมตรต่อลิตรเป็นเครื่องยนต์เดิมที่คุ้นเคยกันอยู่แล้วนั่นเอง ที่ขาดไปคือครั้งนี้ไม่มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกอีกแล้ว

 

ดีไซน์ภายนอกที่เพิ่มเติมมาดูจากรุ่น Style ซึ่งเป็นรุ่นท๊อปนั้นจะเป็นว่า กระจังหน้าเปลี่ยนสีจากโครเมี่ยมเป็นรมดำ ล้อไปกับ ล้ออัลลอยลายใหม่สีเทาเข้มเช่นเดียวกันนั่นเป็นส่วนที่เปลี่ยนไป ในขณะที่ภายในก็เพียงเปลี่ยนเบาะลายใหม่ กับเปลี่ยนหนังหุ้มที่คอนโซนหน้าและแผงข้างประตูสีขาวนวลขับกับแถบโครเมี่ยม เติมความพรีเมี่ยมขึ้นไปได้อีก

การมานั่งอยู่หลังพวงมาลัย CX3 มันเหมือนกับพร้อมที่จะสนุกกับการขับรถอย่างจริงๆจังๆ ความที่เป็นรถ SUV ซึ่งปกติจะมีอาการโครงๆในบางช่วงความเร็ว หรือในช่วงโค้งกว้าง แต่สำหรับ CX 3 เราสามารถสนุกกับเขาได้ทุกสภาพถนนอย่างมั่นใจ ตรงกับนิยาม ซูมซูม ของ Mazda นั่นเอง ยิ่งการเติมเทคโนโลยี่ช่วยขับเข้ามาเพิ่มก็ยิ่งทำให้ขับได้ง่ายผ่อนคลายมากขึ้น และก็ปลอดภัยมากขึ้น

โดยรวมแล้วผมยังให้คะแนน CX 3 ในด้านสมรรถนะ การขับขี่ การทรงตัวแบบ ++ อยู่เช่นเคยไม่มีข้อให้ติ จะมีเพียงเรื่องเดียวก็คือ ห้องสัมภาระด้านหลังที่มีความจุน้อย เพราะต้องให้พื้นที่ไปกับยางอะไหล่ ซึ่งคงต้องรอให้ Mazda แก้ไขกันในเจเนอเรชั่นหน้าต่อไป ซึ่งก็คงอีกไม่นานนัก

ภูวนาถ เผ่าจินดา รายงาน

 

 

รายละเอียดของ MAZDA CX-3 ทั้ง 4 รุ่นขอใช้ข้อมูลจากประชาสัมพันธ์

NEW MAZDA CX-3 รุ่น BASE มาพร้อมอุปกรณ์ฟังชั่นที่ครบครัน ให้ความคุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้ขุมพลังแรงที่สุดในตลาด ในราคาเริ่มต้นเพียง 768,000 บาท แถมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานเต็มคัน อาทิเช่น

-เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร
-ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC)
-ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
-ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน
-ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
-เบาะผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-เบาะนั่งคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง และพนักพิงเบาะหลัง พับได้แบบ 60:40
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-หน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander
-พนักวางแขนด้านหน้า พร้อมช่องเก็บของแบบอเนกประสงค์
-มาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อค พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่
-ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button)
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

NEW MAZDA CX-3 รุ่น COMFORT เพื่อให้ความสะดวกสบายครบทุกฟังก์ชั่นจำหน่ายราคา 848,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมไปจากรุ่น Base อาทิ
-วัสดุตกแต่งเสาประตูด้านนอกสีดำเปียโนแบล็ก
-เบาะหนังและผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ตกแต่งด้วยสีเงินซาติน

-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีเทาเข้ม ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
-ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)
-กล้องมองหลัง
-ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

NEW MAZDA CX-3 รุ่น PROACTIVE ให้การขับขี่ที่มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSE ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 948,000 บาท มีอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมจากรุ่น Comfort อาทิ

-ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว
-ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
-ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature
-ไฟท้ายแบบ LED Signature
-ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
-กันชนหน้าและแผงกันกระแทกด้านข้าง ตกแต่งด้วยโครเมียม
-เบาะหนังสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยผ้า Grand Luxe Suede® สีเทา ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ
-ABSM: ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
-RCTA: ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

NEW MAZDA CX-3 รุ่น STYLE สำหรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างในความพรีเมี่ยม ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,048,000 บาท พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมจากรุ่น Proactive ได้แก่

-ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว สี Dark Silver
-หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า
-เบาหนัง Nappa* สีแดง Deep Red พร้อมแถบสีขาว Pure White ตกแต่งด้วยด้ายสีขาว
-เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่ง
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีขาว Pure White ตกแต่งด้วยด้ายสีขาว
-หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี Active Driving Display
-มาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่
-รองรับระบบ Apple CarPlay
-ระบบนำทาง Navigation System
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง
-ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor) พร้อมระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลัง
-MRCC: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
-SBS: ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ
-SCBS: ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ

NEW MAZDA CX-3 ถูกออกแบบให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในตลาด พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่แบบที่ไม่มีรถคอมแพคครอสโอเวอร์คันไหนสามารถทำได้มาก่อน นั่นคือ

-เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมเทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ i-Stop (Idling Stop System)

-SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ให้อารมณ์การตอบสนองที่แม่นยำเฉกเช่นเดียวกับเกียร์ธรรมดา สัมผัสความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมีสวิตช์ Driving Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง มอบความสนุกเร้าใจเสมือนขับขี่ด้วยเกียร์ธรรมดา

-SKYACTIV-BODY โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างของรถยนต์ยุคใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลงเหมาะสมกับขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ และเพิ่มโลหะเกรดพรีเมี่ยมเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High Tensile Steel) ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา

-SKYACTIV-CHASSIS ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ที่เกาะถนนมั่นคง คงความนุ่มนวลของช่วงล่างยังคงอยู่ ซึ่งระบบบังคับเลี้ยวให้ความมั่นใจในการควบคุมรถขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ

-ระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้าที่พัฒนาขึ้นตามปรัชญาความปลอดภัย Mazda Proactive Safety ช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-อีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ประสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต ควบคุมทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ หรือ GVC ภายใต้เทคโนโลยี SKYACTIV-Vehicle Dynamics โดยระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

-ล้ำหน้ากับการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect ไม่พลาดทุกการติดต่อ อัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetooth ให้ความเพลิดเพลินไปกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยิ่งขึ้นด้วย Apple Carplay ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่อย่างปลอดภัย

 

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ประกอบด้วย

• สีขาว เซรามิก เมทัลลิค (Ceramic Metallic)• สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
• สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)• สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
• สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)