Home Blog Page 426

นิสสัน เดินหน้าขับเคลื่อนสังคมไทย สานต่อโครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชน

0

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมมือกับแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศญี่ปุ่น (CARE International Japan) และมูลนิธิรักษ์ไทย (Raks Thai Foundation) ประกาศเดินหน้าแผนดำเนินงานระยะที่สองของโครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชน (Youth Leadership Development: YLD) เพื่อขยายผลให้สามารถเข้าถึงนักเรียน 1,600 คน ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาทักษะของเยาวชนไทยในจังหวัดสมุทรปราการ ระยอง และพระนครศรีอยุธยา เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชน

Nissan 1

เพื่อต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ ระยะแรกที่ได้ฝึกอบรมนักเรียนจำนวนกว่า 1,400 คน นิสสัน จึงได้สานต่อความร่วมมือกับแคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศญี่ปุ่น และมูลนิธิรักษ์ไทย ภายใต้โครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชน ระยะที่สอง ตั้งแต่เมษายน 2563 – มีนาคม 2566 ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายในการฝึกอบรมนักเรียนไทยจำนวน 1,600 คน จาก 16 โรงเรียนขยายโอกาส ในจังหวัดสมุทรปราการ ระยอง และพระนครศรีอยุธยา โดยโครงการฯ ระยะที่สองนี้ มุ่งหวังในการเสริมสร้างภาวะผู้นำ และทักษะการประกอบอาชีพ เพื่อช่วยให้สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจขนาดเล็ก ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและจิตสำนึกชิงอนุรักษ์ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของสังคมที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

Nissan 2

นอกจากการฝึกอบรมทักษะภาวะผู้นำอันเป็นหัวใจหลักของโครงการแล้ว โครงการฯ ยังได้บูรณาการ สะเต็มศึกษา (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) และทักษะผู้ประกอบการไว้ในหลักสูตรอีกด้วย โดยในระยะที่สองนี้ นิสสัน ยังได้บรรจุโครงการโรงเรียนสิ่งแวดล้อม นิสสัน วากุ-วากุ (Nissan Waku-Waku Eco School) เพื่อช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นรอบโลกพร้อมด้วยแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนที่นักเรียนสามารถมีส่วนร่วมได้ ภายใต้กิจกรรมการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอคทีฟที่สนุกสนาน

Nissan 6

“ที่นิสสัน เรายึดมั่นในพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนไทยให้มีทักษะในการดำรงชีวิต รวมถึงทักษะความเป็นผู้นำ เพื่อเด็ก ๆ เติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญที่พร้อมขับเคลื่อนสังคมไทย พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่โครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชน สามารถขยายผลไปยังหลายโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่การศึกษาจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีความสำคัญเป็นเพื่อนใกล้เรือนเคียง ถือเป็นสมาชิกในชุมชนเดียวกับนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย” สุรชัย นิลคำวงศ์ รองประธานสายงานทรัพยากรบุคคล นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

Nissan 4

 

“จากผลสำเร็จจากโครงการฯ ในระยะแรก ที่ก่อให้เกิดเป็นโครงงานอาชีพจำนวนกว่า 60 โครงการ เรายังภูมิใจที่ได้มีโอกาสสานต่อพันธกิจในการเสริมสร้างสังคมไทย ผ่าน ความร่วมมือของทีมงานหลากหลายฝ่าย ซึ่งรวมถึงพนักงานนิสสัน นอกจากนี้ นิสสันยังมีส่วนร่วมในการปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ในสิ่งแวดล้อม ให้ความรู้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ ผ่านการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และประเทศชาติ ทั้งนี้ โครงการพัฒนาทักษะภาวะผู้นำสำหรับเด็กและเยาวชน ยังสะท้อน ถึงวิสัยทัศน์ระดับโลกของนิสสันในการพัฒนาชีวิตของผู้คน และยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชน และดำเนินการเพื่อนำไปสู่สังคมที่สะอาด ปลอดภัย และเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น” สุรชัย กล่าวเสริม

พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวว่า มูลนิธิรักษ์ไทยและนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีและส่งเสริมการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่ “โครงการของเรามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้นักเรียนสามารถคิดวิเคราะห์และพัฒนาทักษะภาวะความเป็นผู้นำ ทักษะการประกอบอาชีพ และทักษะด้านสังคม รวมไปถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม และความหลากหลาย”

Nissan 5

ความร่วมมือของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยและมูลนิธิรักษ์ไทย คือ หนึ่งในแนวทางการตอบแทนต่อชุมชนท้องถิ่นและเสริมสร้างพลังให้กับเยาวชนไทยที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป

ฟอร์ดต่อยอดความช่วยเหลือ โครงการระดมทุนต้านภัยโควิด-19 สร้างอาชีพใหม่ให้ชาวบ้าน 150 ครอบครัว

0

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมมือกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (Population and Community Development Association หรือ PDA) นำเงินทุนที่ได้รับจากโครงการระดมทุนต้านภัยโควิด-19 โดยกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี จัดฝึกอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานในจังหวัดภาคอีสานจำนวน 150 ครัวเรือน โดยเริ่มจัดการฝึกอบรมกลุ่มแรก 30 คนเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563

ฟอร์ด 1

ผู้เข้าอบรมอาชีพเกษตรแบบเร่งด่วนได้รับการฝึกอบรม 5 ฐานการเรียนรู้ประกอบด้วย ความรู้พื้นฐานในการเพาะเห็ด ความรู้พื้นฐานในการเพาะพืชตระกูลงอก เช่นถั่วงอกและต้นอ่อนทานตะวัน เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ด้วยการทำสารสกัดไล่แมลงจากพืชธรรมชาติ การเตรียมดินให้เหมาะสมกับการเพาะต้นกล้า และการทำปุ๋ยจากน้ำหมักชีวภาพ เมื่อจบหลักสูตรได้มีการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพเบื้องต้น ได้แก่ อุปกรณ์เพาะปลูกพร้อมเมล็ดพันธุ์พืชและต้นกล้า ก้อนเห็ด สารสกัดไล่แมลงและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมนำไปใช้จุนเจือการบริโภคในครัวเรือนหรือสร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ทันที โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานให้มีอาชีพใหม่ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในระยะยาวต่อไป

ฟอร์ด 2

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้รับเงินทุนจากโครงการระดมทุนต้านภัยโควิด -19 โดยกองทุนฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ราว 750,000 บาท โดยมอบความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการจ้างงานในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงเป็นสองระยะ ประกอบด้วย การสร้างรายได้ในระยะสั้นจากการเย็บหน้ากากอนามัยกว่า 6,000 ชิ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่บุคคลากรแนวหน้าในการควบคุมโรคและชาวบ้านที่ขาดแคลนช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และการสร้างอาชีพในระยะยาว นั่นคือ การจัดฝึกอบรมอาชีพเกษตรพอเพียงโดยมีเป้าหมายฝึกอบรมอาชีพให้ชาวบ้านกว่า 150 ครอบครัว ภายในดือนพฤศจิกายน 2563

 

ฟอร์ด 3

‘ซูซูกิ’ เชิญลูกค้า Suzuki Cerelio ร่วมแข่งขับรถประหยัดน้ำมัน ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท

0

เพื่อเป็นการตอกย้ำกระแสของรถยนต์ SUZUKI CELERIO ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซูซูกิจึงร่วมมือกับผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิเชิญชวนลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ SUZUKI CELERIO เข้าร่วมจัดกิจกรรม CELERIO Utility All Around โดยมีเงื่อนไขในการขับรถแบบประหยัดน้ำมัน ลุ้นรับรางวัลบัตรเติมน้ำมันมูลค่าสูงสุด 50,000 บาท

นายวัลลภ ตรีฤกษ์งาม กรรมการบริหารด้านการขายและการตลาด บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผิดเผยว่า “กิจกรรม CELERIO Utility All Around ซูซูกิจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เป็นการแข่งขันขับรถแบบประหยัดน้ำมัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจในการใช้รถยนต์ซูซูกิมาโดยตลอด เพื่อให้ผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิได้สานสัมพันธ์กับลูกค้าใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ลูกค้ามีการพบปะกันระหว่างผู้ใช้รถยนต์ SUZUKI CELERIO พร้อมกันกว่าจำนวน 50 คัน โดยซูซูกิได้เชิญนักแสดงและพิธีกรขวัญใจวัยรุ่น คุณใบเฟิร์น (พัสกร พลบูรณ์) และ คุณแจ๊ค แฟนฉัน (เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์) มาร่วมสร้างสีสันในกิจกรรมดังกล่าว ที่จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2563 กำหนดเส้นทางไป-กลับระหว่างกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งลูกค้าที่ขับรถ CELERIO ได้ประหยัดน้ำมันมากที่สุดและปฏิบัติถูกต้องตามกติกาเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมันแทนเงินสดทันทีมูลค่าสูงสุดจำนวน 50,000 บาท โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-21 กันยายน 2563 จำนวนจำกัดเพียง 50 คัน ลูกค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถติดต่อโชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทั่วประเทศ หรือติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://www.suzuki.co.th/th/newspromotion/detail-262.html และเฟสบุ๊กเพจ Suzuki Motor Thailand

SUZUKI CELERIO รถยนต์นั่งขนาดคอมแพ็คคุณภาพเกินตัว ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายอยู่ที่ 2,481 คัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายรถยนต์ SUZUKI CELERIO ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 คิดเป็นอัตราเติบโต 306% ด้วยราคาจำหน่ายที่ลูกค้าสามารถตัดสินใจครอบครองเป็นเจ้าของได้ง่ายดาย ในราคาเริ่มต้นเพียง 318,000 บาท สามารถเริ่มต้นผ่อนเพียงเดือนละ 1,999 บาท หรือขับฟรี 90 วัน อีกทั้งเป็นรถยนต์ที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่มอบความคุ้มค่าทั้งในเรื่องประโยชน์ใช้สอยและความประหยัด ผู้ขับขี่ยังมั่นใจได้ในสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ มอบพละกำลังและความสามารถเกินตัว มีสมรรถนะการขับที่ดี ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อลิตร และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขนาดห้องโดยสารที่กว้างสบาย มีพื้นที่บริเวณเหนือศีรษะและพื้นที่วางขาสบายทั้งที่นั่งตอนหน้าและตอนหลัง พร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ เสริมความอุ่นใจด้วยระบบและอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตรถอีโคคาร์อย่างแท้จริง

นายวัลลภ กล่าวต่อว่า จากวิกฤติหลังการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างเห็นได้ชัด ผู้คนต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ ทั้งไลฟ์สไตล์การทำงาน การใช้ชีวิต และด้านอื่นๆ เช่น การวางแผนทางการเงิน พยายามลดค่าใช้จ่ายต่างๆ อีกทั้งมีความรัดกุมในเรื่องการใช้จ่ายเงินมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงมีมีความสนใจในการซื้อสินค้าที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่าเกินความต้องการ ส่งผลกระทบถึงภาคธุรกิจโดยรวมในประเทศไทยมีการหดตัวลงเป็นอย่างมาก ซึ่งธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤติดังกล่าว หากแต่การเดินทางก็ยังถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยผู้บริโภคมีความต้องการความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การมองหารถยนต์ส่วนบุคคลมาเพื่อใช้งานในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากเพื่อเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชีวิต ยังมีการคำนึงถึงความคุ้มค่า ทั้งด้านคุณภาพและราคา ซึ่งรถยนต์ SUZUKI CERELIO จึงเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่สามารถตอบสนองการใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบที่มอบให้ทั้งประโยชน์ใช้สอยและความประหยัด ส่งผลให้มีตัวเลขยอดขายที่ดีอย่างเกินความคาดหมายในช่วงเวลานี้

นายวัลลภ กล่าวเพิ่มเติม “ด้วยความตั้งใจจริงของซูซูกิที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดต่อลูกค้าที่เป็นครอบครัวของซูซูกิ ทั้งเรื่องความใส่ใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์รถยนต์ทุกรุ่น และคุณภาพงานบริการทั้งก่อนและหลังการขาย ผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการของผู้จำหน่ายรถยนต์ซูซูกิกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ ซูซูกิมีความมุ่งมั่นผ่านการตอบแทนลูกค้าด้วยความจริงใจ พร้อมมอบการบริการที่ดีที่สุดและเหนือความคาดหวังให้กับลูกค้า ในฐานะที่ลูกค้าทุกท่านเป็นผู้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพลักษณ์ของซูซูกิเป็นอย่างดีเสมอมา”

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ส่ง “Welcome Back Service Campaign” รับข้อเสนอพิเศษสำหรับบริการบำรุงรักษา ตั้งแต่ 1 ก.ย.-30 พ.ย.นี้

0

แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเว้นระยะห่างทางสังคมและเฝ้าระวังกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการมอบบริการสุดพิเศษ เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงเสนอแคมเปญ “Welcome Back Service Campaign” สำหรับรถยนต์ที่ถึงเวลาต้องเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง เพื่อดูแลความพร้อมในการใช้รถยนต์ทุกๆเส้นทางกับข้อเสนอพิเศษมากมายเมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ได้แก่

•ฟรีน้ำมันเครื่องแท้ MBOil 2 ลิตรเมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
•รับบัตรกำนัลน้ำมันเครื่องแท้ MBOil อีก 1 ลิตร (สำหรับการใช้บริการครั้งต่อไป) เมื่อนัดหมายเข้ารับบริการผ่านระบบออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th/OnlineAppointmentBooking หรือทางแอปพลิเคชัน Mercedes me Service ที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งทาง App Store และ Google Play
•รับส่วนลด 20% สำหรับอะไหล่ในกลุ่มไส้กรอง ได้แก่ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง ไส้กรองอากาศ และไส้กรองอากาศแอร์ ฯลฯ
•รับข้อเสนอแบ่งชำระ 0% นาน 6 หรือ 10 เดือน เมื่อมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ผ่านบัตรเครดิตซิตี้เมอร์เซเดส พร้อมรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่ 1 กันยายนจนถึง 30 พฤศจิกายนนี้

“ทุกลมหายใจ พร้อมให้บริการ” กลยุทธ์ความสำเร็จ มาสด้า มหาราช

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย นำทัพสื่อมวลชนมุ่งหน้าจันทบุรี ร่วมพูดคุยกับ“มาสด้า มหาราช” ผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการ ที่มียอดขายสูงสุดอันดับเป็น 7 ของประเทศในปี 2019 โดยเผยถึงแนวคิดและกลยุทธ์การบริหารงานด้วยการบริการที่เป็นเลิศ เน้นสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพนักงาน ตามคำปณิธานของมาสด้า มหาราช “ทุกลมหายใจ พร้อมให้บริการ” ทั้งมุ่งเป้าเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่ดีที่สุดในจังหวัดจันทบุรี และตราด ตลอดไป

นายบัณฑิต ตรัยศิริเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสด้า มหาราช จำกัด เผยว่า มาสด้า มหาราช ได้เข้ามาเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2548 โดยมี 2 สาขา ได้แก่ จันทบุรี และตราด โดยสาขาจันทบุรี ตั้งอยู่ใจกลางย่านเศรษฐกิจและชุมชน บนพื้นที่รวมกว่า 3.5 ไร่ มีช่องซ่อมไว้คอยให้บริการถึง 8 ช่องซ่อม สามารถให้บริการลูกค้าได้สูงสุด 1,000 คันต่อเดือน และเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรตามมาตรฐานมาสด้า ทั้งส่วนงานขาย งานบริการ งานฝ่ายอะไหล่ และงานซ่อมสีและตัวถัง หรือที่เรียกว่า “One Stop Service” สำหรับสาขาตราดนั้น มีช่องซ่อมจำนวน 4 ช่องซ่อม สามารถรองรับการให้บริการสูงสุด 400 คันต่อเดือน โดยทั้ง 2 สาขานี้ โดดเด่นด้วยห้องรับรองลูกค้าที่กว้างขวางและทันสมัย และพรั่งพร้อมด้วยทีมงานคุณภาพและช่างเทคนิคมากประสบการณ์ ที่มีความตั้งใจในการทำงานและพร้อมให้บริการลูกค้าอย่างเต็มกำลัง

“หัวใจในการทำงานของมาสด้า มหาราช คือการให้ความสำคัญในเรื่องการบริการ ทั้งด้านการขายและหลังการขาย ซึ่งเรามีพนักงานที่มีความตั้งใจในการทำงาน และพร้อมที่จะดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด นอกจากนั้น การดูแลพนักงานก็เป็นหลักสำคัญในการบริหารงานของเราด้วย เพราะถ้าหากปราศจากพนักงานแล้ว ธุรกิจของมาสด้า มหาราช ก็คงไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ดังนั้น เราจึงตั้งใจมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับพนักงานของเรา ควบคู่ไปกับการเพิ่มโอกาสให้พนักงานได้พัฒนาทักษะ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดใช้ประกอบอาชีพต่อไปได้ในอนาคต” คุณบัณฑิตกล่าว

จากความใส่ใจในการให้บริการที่ส่งมอบให้แก่ลูกค้า จึงทำให้มาสด้า มหาราช ประสบความสำเร็จและสามารถทำยอดขายได้สูงถึง 1,085 คัน ในปี 2018 ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดในภาคตะวันออกถึง 18% ทั้งยังเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งเดียว ที่มีบุคลากรทุกตำแหน่งที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันทักษะด้านบริการของประเทศหลากหลายรางวัล อันได้แก่ รางวัลชนะเลิศการแข่งขันทักษะที่ปรึกษาด้านการบริการ รางวัลชนะเลิศการแข่งขันทักษะลูกค้าสัมพันธ์ รางวัลชนะเลิศการแข่งขันทักษะทางด้านช่างเทคนิค รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 การแข่งขันทักษะที่ปรึกษาด้านการบริการ และรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมถึง 8 ปี รวม 10 รางวัล อีกด้วย ซึ่งบุคลากรคุณภาพที่เป็นแรงผลักดันของความสำเร็จเหล่านี้ ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการดูแล และส่งมอบบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าของมาสด้า มหาราช อย่างเต็มกำลัง

“มาสด้า มหาราช จะพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อที่จะสามารถดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเราได้วางเป้าหมายว่า เราจะเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่ดีที่สุดในจังหวัดจันทบุรี และ ตราด ตลอดไป” คุณบัณฑิต กล่าวเพิ่มเติม

(มีคลิปวีดีโอ) รีวิวทดลองขับ Honda CRV 2.4 ES 4WD ปรับโฉมใหม่แต่ไม่ใส่ Honda Sensing

0

ปรับโฉมใหม่ในสไตล์ไมเนอร์เชนจ์กับ Honda CrV 2020 ทั้งในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลเทอร์โบ เพื่อรูปลักษณ์ทันสมัย และมากด้วยอรรถประโยชน์จากฟี่เจอร์ใหม่ทั้งชุดไฟแบบ Full Led หลังคาติดตั้งซันรูฟ และฝาท้ายมากับระบบ Kick Sensor แต่ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ไม่ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยี Honda Sensing แบบในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ และการปรับราคาจำหน่ายเพิ่มเติมประมาณ 30000 บาท ในรถรุ่นนี้จะมีความน่าสนใจขนาดไหน และสมรรถนะในการทดลองขับจะเป็นเช่นไร

หลังจาก Honda CRV เจนเนอเรชั่นที่ 5 ทำตลาดในเมืองไทยมากว่า 3 ปี ก็ถึงเวลาที่ต้องปรับโฉมในรูปแบบไมเนอร์เชนจ์ และรุ่นที่ได้นำมาริวิวทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้คือรุ่น 2.4 ES 4WD หรือรุ่นรองท๊อพของเครื่องยนต์เบนซินนั่นเอง

Honda CRV 2020 1

แม้ว่าการปรับใหม่ในครั้งนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ก็ถือเป็นการเติมเต็มด้วยการเสริมหล่อด้วยชุดไฟหน้าแบบ Full Led พร้อมไฟเลี้ยวแบบ Led Sequential  รวมถึงปรับดีไซน์กันชนหน้าและหลังใหม่ ที่มาพร้อมกระจังแบบ Gloss black

Honda CRV 2020 2

ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้วพร้อมยางขนาด 235/60 R18 จาก Toyo Tire เป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่ได้รับการออกแบบให้มีความสปอร์ตยิ่งขึ้น

Honda CRV 2.4 3

ด้านบนหลังคาเสริมเท่ด้วยพาโนรามิคซันรูฟที่ควบคุมและสั่งการด้วยระบบไฟฟ้า

Honda CRV 2.4

ส่วนของฝาท้ายแต่งใหม่ด้วยโครเมียมและไฟท้ายแบบรมดำ พร้อมตอบสนองทุกทุกการใช้งานด้วยฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติพร้อมระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate และปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ ทั้งยังมีระบบ Jam Protection ป้องกันการหนีบ

Honda CRV 2.4 6

ภายในห้องโดยสารมีการยกระดับอยู่หลายส่วนเริ่มจากแผงคอนโซลขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยลายไม้และวัสดุสีดำ Piano Black ซึ่งในรุ่นที่นำมาทดสอบนั้นเป็นแบบ 5 ที่นั่ง มีการเพิ่มเติมสำหรับเบาะนั่งหนังแท้ในส่วนของผู้ขับขี่นั้นมีหน่วยความจำให้ 2 ตำแหน่ง และในส่วนของเบาะนั่งผู้โดยสารสามารถปรับด้วยระบบไฟฟ้า

Honda CRV 2.4 7

Honda CRV 2.4 10

พวงมาลัยเป็นแบบมัลติฟังค์ชั่น มีสวิตช์สั่งการทั้งเครื่องเสียงและระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติรวมถึงระบบสั่งการด้วยเสียง Siri โดยจะแสดงผลการทำงานไปยังจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ซึ่งสามารถแสดงผลฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายรวมถึงระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและ Driver Attention

Honda CRV 2.4 9

บริเวณคอนโซลกลางมีระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay  รวมถึงแสดงภาพจากกล้องมองหลังที่ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ

Honda CRV 2.4 13

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา i-Dual Zone และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเติมเข้ามานั่นคือ Wiress Charger อุปกรณ์ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายที่ใช้งานได้ทั้งระบบ IOS และ Android

Honda CRV 2.4 14

บริเวณคอนโซลเกียร์มีระบบเบรกมือไฟฟ้าและ Auto Brake Hold และ Econ Mode ถัดมาเป็นช่องเก็บของบริเวณคอนโซลกลางที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับการใช้งานได้ถึง 3 รูปแบบ

Honda CRV 2.4 15

กระจกมองหลังเป็นแบบปรับลดแสงอัตโนมัติ บนเพดานมีสวิตช์ควบคุมการเปิดปิดพาโนรามิคซันรูฟแบบไฟฟ้าที่ใช้งานง่าย

Honda CRV 2.4 16

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85 และ E20 และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD

Honda CRV 2.4 17

ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์และมาพร้อมเหล็กกันโครงด้วยเช่นกัน

ตัวช่วยการขับขี่นอกจากระบบเตือนขณะเมื่อยล้า Driver Attention ยังมีให้ครบครันทั้งระบบแสดงภาพมุมอับสายตา Honda Lane Watch,ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist,ระบบเพิ่มความคล่องตัวขณะขับขี่ Agille Handling Assist,ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย,สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว

Honda CRV 2.4 18

ส่วนระบบความปลอดภัยมีทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า,ด้านข้าง และม่านนิรภัย ระบบเบรกเป็นดิสทั้ง 4 ล้อ และมีเอบีเอสรวมถึงกระจายแรงเบรกแบบอีบีดี

การทดลองขับในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับสมรรถนะของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร ที่มีทั้งแบบการใช้งานในเมืองและนอกเมือง

Honda CRV 2.4

การขับขี่ในเมืองที่รถพลุกพล่าน ฟีเจอร์ Auto Brake Hold จะช่วยให้ขับขี่ได้สบายยิ่งขึ้น เพราะหากเปิดระบบ เมื่อไหร่ก็ตามที่รถหยุดสนิท ระบบจะทำการเบรครถอัตโนมัติโดยไม่มีการขยับเขยื้อน การทำงานอยู่ที่ 15 นาที หลังจากนั้นจะตัดระบบไปที่เบรกมือไฟฟ้าทันที และหากต้องการเคลื่อนที่ก็เพียงแค่เหยียบคันเร่ง ระบบก็จะปลดล๊อคให้อัตโนมัติ

Honda CRV 2.4 19

ซันรูฟที่เป็นฟีเจอร์ใหม่หลายคนอาจจะชอบ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นนัก เพราะความร้อนที่สะสมภายในห้องโดยสารจะมากกว่ารถทั่วไป การใช้งานไม่ยากเพราะเป็นสวิตช์ในรูปแบบ One Touch กดเพียงครั้งเดียวก็สามารถควบคุมการทำงานทั้งปิดและเปิด ส่วน Wiress Charger ระบบนี้มีดี เพราะรองรับการชาร์จไฟของสมาร์ทโฟนได้ทุกระบบ

Honda CRV 2.4 20

ขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้าพร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตันเมตร ต้องบอกว่ากำลังเหลือๆ แต่ถูกควบคุมความเกรี้ยวกราดด้วยระบบเกียร์ CVT เลยทำให้การไต่ระดับความเร็วอาจจะช้าไปสักนิด

Honda CRV 2.4 21

พวงมาลัยออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาในความเร็วต่ำ แต่จะหน่วงเพิ่มขึ้นเมื่อความเร็วสูง จึงทำให้คุณผู้หญิงขับขี่ได้อย่างสบายๆ ทั้งยังรวมไปถึงกล้องมองหลังที่ปรับมุมมองได้ 3 ระดับ ทำให้การถอยจอดทำได้ง่ายขึ้น

ในการทดสอบด้านเสียงที่เข้ามาในห้องโดยสาร ผลลัพธ์ที่ได้อยู่ที่ประมาณ 74 เดซิเบล ซึ่งถือว่าค่อนข้างเงียบ เป็นผลพวงมาจากการติดตั้งกระจกแบบ Acoustic Glass และวัสดุซับเสียงภายในห้องโดยสาร แต่เพียงถ้าเปิดม่านซันรูฟออก ความดังจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4 เดซิเบล

Honda CRV 2.4 22

สำหรับอัตราบริโภคเชื้อเพลิงตามอีโค่สติกเกอร์อยู่ที่ 12.5 กม./ลิตร ความเร็ว 0-100 กม./ชม.อยู่ที่ประมาณ 13 วินาที และความเร็วที่ 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ประมาณ 2,200 รอบ แต่เมื่อความเร็วสูง ระบบช่วงล่างให้อารมณ์นุ่มนวลต่างจากรุ่น i-DTEC ที่แน่นกว่าอย่างชัดเจน

Honda CRV 2.4 23

โดยสรุปสำหรับ Honda CRV 2.4 ES 4WD นั้นเป็นรถเอสยูวีที่ให้สมรรถนะในการขับขี่ค่อนข้างดี ผู้หญิงใช้งานง่าย ถึงรูปลักษณ์จะได้รับก่ารปรับปรุงไม่มากนักจะมีก็แต่โคมไฟแบบ Full Led แต่ฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เน้นไปที่ความสะดวกสบายเป็นหลัก ทั้งฝากระโปรงท้ายที่เปิดปิดพร้อมระบบแฮนด์ฟรี Wiress Charger ในราคาที่เพิ่มเข้ามาประมาณ 30,000 บาท แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่ได้นำระบบ Honda Sensing เข้ามาติดตั้งด้วย ซึ่งคู่แข่งในตลาดล้วนมีระบบตัวช่วยการขับขี่แทบทุกแบรนด์  

วรูม ไทยแลนด์ ยกทัพรถ BAJAJ Pulsar & Dominar รุ่นใหม่ล่าสุดครบทุกรุ่นให้สื่อมวลชนทดสอบ อีกบทพิสูจน์ความแรง แกร่ง เท่ ของรถ BAJAJ

0

นายวรท กมลโชติรส รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท วรูม จำกัด กล่าวว่าภายหลังจากที่ทางบริษัทฯ ได้ทำการเปิดตัวรถจักรยานยนต์บาจาจครบทุกรุ่นในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา เราได้ผลตอบรับที่ดีจากสื่อมวลชนและลูกค้า โดยเฉพาะเรื่องการทดสอบขับขี่ที่เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าได้พิจารณาตัดสินใจเลือกแบรนด์บาจาจของเรา ดังนั้นเพื่อเป็นสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ทางบริษัทฯ จึงได้เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ร่วมทดสอบสมรรถนะ และสัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถจักรยานยนต์บาจาจครบทุกรุ่นในทุกสภาพถนน 3 วัน 3 เส้นทาง เริ่มจากกาญจนบุรี ระยอง และจบทริปสุดท้ายที่เขาใหญ่

ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้สื่อมวลชนจะได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีของรถจักรยานยนต์บาจาจ รวมถึงสมรรถนะที่ทรงพลังของเครื่องยนต์ที่ให้อำนาจในการควบคุมให้กับผู้ขับขี่ ทำให้ทุกเส้นทางการเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางโค้ง คดเคี้ยว หรือในสถานการณ์ที่ต้องการอัตราเร่ง เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย สนุกสนาน และมีความปลอดภัย

วรูม ไทยแลนด์ได้วางคอนเซ็ปต์ในการทดสอบขับขี่ตามคอนเซ็ปต์ของรถจักรยานยนต์บาจาจคือ แรง แกร่ง เท่ เราเตรียมรถจักรยานยนต์บาจาจให้สื่อมวลชนสายยานยนต์ได้ร่วมทดสอบสมรรถนะทั้งหมด 4 รุ่นด้วยกันคือ Pulsar NS 160, Pulsar NS 200, Pulsar RS 200 และ Dominar 400 โดยเลือกเส้นทางที่แตกต่างถึง 3 เส้นทางใน 3 วัน แต่ละวันจะเดินทางทดสอบขับขี่ในสถานที่ที่ต่างกันไป วันแรกเริ่มจากกรุงเทพ – กาญจนบุรี – กรุงเทพ วันที่สองเริ่มจากกรุงเทพ – ระยอง – กรุงเทพ วันที่สามเริ่มจากกรุงเทพ – เขาใหญ่ – กรุงเทพ ระยะทางรวมทั้งหมดมากกว่า 1,300 กิโลเมตร โดยกำหนดเส้นทางให้มีความหลากหลายในแต่ละวัน เผชิญทุกสภาพถนนเพื่อทดสอบรายละเอียดต่างๆ เริ่มจากสำนักใหญ่ที่ แฟลกชิพ ลาดพร้าวซอย 122 ซึ่งช่วงนี้ทุกคนจะได้มีโอกาสสำรวจรายละเอียดของตัวรถ ทั้งในส่วนการออกแบบรถในส่วนต่างๆ  ที่ผสมผสานความหรูหรา โฉบเฉี่ยว สปอร์ต และความเรียบง่ายไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ทำให้พร้อมที่จะโจนทะยานไปข้างหน้าทันทีเมื่อมีโอกาสได้เปิดคันเร่ง จากนั้นจะใช้เส้นทางผ่านถนนช่วงนี้มีพื้นที่โล่งๆ ให้ทดสอบการตอบสนองของเครื่องยนต์ ทั้งในเรื่องของการทำความเร็ว อัตราเร่ง การเร่งแซง ระบบเกียร์ รวมถึงความคล่องตัวเมื่อมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเลนไปมาในบางสถานการณ์ การขับขี่ในรูปแบบนี้ต้องอาศัยความพร้อมหลายอย่างของตัวรถ ทั้งอัตราการเร่งที่ดี ช่วงล่างที่ยึดเกาะถนน ถ่ายทอดสภาพถนนและสถานการณ์ต่างๆ มายังผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี รถทุกรุ่นจะผ่านเส้นทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถนนที่มีสภาพการจราจรที่แออัด ถนนทางตรง ถนนโค้ง หรือสภาพถนนขรุขระ ความคล่องตัวและสมรรถนะของเครื่องยนต์ของรถจักรยานยนต์บาจาจทุกรุ่นทำให้ไม่มีใครรู้สึกเครียดแต่อย่างใด ในทางกลับกันให้ความรู้สึกสนุกสนานเข้ามาแทน และที่สำคัญคือสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา

รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท วรูม จำกัด กล่าว “ตลอดการเดินทางไป-กลับของทริปนี้ ผมมั่นใจว่าสื่อมวลชนจะได้สัมผัสถึงความโดดเด่นของเทคโนโลยีขุมพลังของเครื่องยนต์บาจาจที่ทรงประสิทธิภาพ ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้การเดินทางตลอดทั้งวันมีแต่ความเพลิดเพลิน  สนุกสนาน และประจักษ์ได้ว่ารถจักรยานยนต์บาจาจที่อัดแน่นไปด้วยความแรง อารมณ์สปอร์ต รวมถึงคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ในทุกๆ รุ่นจะสร้างประสบการณ์การขับขี่ใหม่ๆ ให้กับสื่อมวลชน”

MG จัดงานสัมมนา “New Generation of Automotive” ขับเคลื่อนนโยบาย และแนวทางส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย จัดงานสัมมนาหัวข้อ “New Generation of Automotive” โดยได้รับเกียรติจาก นาย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมปาฐกถา “Roadmap ไทย ขับเคลื่อน EV” รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน รวมขับเคลื่อนนโยบาย และแนวทางส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย 

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ กล่าวถึงนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้าในปาฐกถา “Roadmap ไทย ขับเคลื่อน EV” ว่า “ภาครัฐให้ความสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า และกระตุ้นให้คนไทยเห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็น และประโยชน์จากการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการลดมลพิษในอากาศในระยะยาว ซึ่งประเด็นการปล่อยมลพิษของรถยนต์สันดาปภายใน ถือเป็นตัวเร่งให้เกิดการพัฒนารถยนต์พลังงานทางเลือก เกิดเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ๆ รวมถึงการออกกฎหมายควบคุมมลพิษจากยานยนต์เกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากกำหนดค่าไอเสียที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีการกำหนดค่ามาตรฐานการปล่อยมลพิษของตัวเอง เพื่อควบคุมและแก้ปัญหามลพิษ รวมไปถึงภูมิภาคอื่นๆ อย่างเช่นในประเทศในกลุ่มยุโรปก็ได้มีการออกมาตรฐานการปล่อยมลพิษของยานยนต์อย่าง มาตรฐานยูโร โดยเริ่มตั้งแต่ ยูโร 1 ถึงปัจจุบันอยู่ที่มาตรฐานยูโร 6”

ปัจจุบันมียานยนต์จำหน่ายทั่วโลกรวมกันกว่า 1,200 ล้านคัน ย่อมก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่มากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ จึงได้มีการออกมาตรการที่เข้มงวดในเรื่องระบบท่อไอเสีย รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีให้รองรับการใช้ทั้งเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ ไม่ว่าจะเป็น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV) ยานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) รวมทั้งยานยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle : BEV) รวมถึงการออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ประเภทนี้ อาทิ รัฐแคลิฟอร์เนียออกนโยบายการเงินในการสนับสนุนเงินให้ผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าสูงสุดกว่า 200,000 บาทต่อคัน และการสนับสนุนให้ตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ทำให้ในปี ค.ศ. 2018 มีจำนวนแท่นชาร์จไฟกว่า 450,000 มากที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกา 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญ โดยในปี ค.ศ. 2019 มีการผลิตอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ถือเป็น 1 ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่มีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ และมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการประชุมครั้งที่ 1 ได้มีการเห็นชอบ  แผน 30@30 โดยปี ค.ศ. 2030 จะผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 30% ของการผลิตรถยนต์ในไทย โดยแบ่งการทำงานเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะสั้น (2020-2022) ผลิตรถสำหรับรถราชการ รถสาธารณะ รถจักรยานยนต์สาธารณะ 60,000-110,000 คัน
  • ระยะกลาง (2021-2025) จะผลักดัน ECO EV จำนวน 100,000-250,000 คัน และผลักดันสมาร์ท ซิตี้ บัส จำนวน 300,000 คัน
  • ระยะยาว (2026-2030) ให้มีการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าประมาณ 750,000 คัน

พร้อมกันนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าโครงการมาตรการยานยนต์เก่าแลกยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) โดยการนำรถเก่าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี มาเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมตลาดและการจัดการซากยานยนต์ โดยจะมีการศึกษาการจัดการซากยานยนต์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการจัดการซากรถยนต์ที่เป็นระบบ ลงทุนการรีไซเคิลซากรถยนต์และแบตเตอรี่ และเข้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ด้านโครงสร้างพื้นฐานได้รองรับการส่งเสริมสถานีอัดประจุไฟฟ้า โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบคงที่ 2.63 บาท ต่อหน่วย และตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะให้ตั้งภายในรัศมี 50-70 กิโลเมตร เพื่อให้ครอบคลุมการเดินทางระยะไกล ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในอนาคตอันใกล้

มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ของเอ็มจีว่า “สำหรับเอ็มจี นิยามของ New Generation of Automotive ประกอบด้วย 3 ประเด็นสำคัญ คือ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบไร้คนขับ และพลังงานทางเลือก สำหรับ SAIC Motor ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ถือเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าลำดับต้นๆ ของโลกที่พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง”

มร. จาง ยังกล่าวถึง การยกระดับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยการทำการตลาดภายใต้แบรนด์เอ็มจี โดยเอ็มจีถือเป็นผู้จุดประกายให้เกิดกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในสังคมไทยด้วยการเปิดตัว MG ZS EV ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วยคอนเซ็ปต์ “EASY” ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ดูแลรักษาได้ง่าย ใช้งานได้ง่าย เมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เอ็มจียังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องด้วยการลงทุนติดตั้งจุดชาร์จ ในรูปแบบ DC โดยภายในปีนี้ จะมีจุดชาร์จจำนวน 100 แห่งในโชว์รูมและศูนย์บริการเอ็มจีทั่วประเทศ และวางแผนในการขยายจุดชาร์จเพิ่มอีก 1 เท่าตัวภายในปีหน้า ส่วนแผนงานในระยะที่ 2 ในการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จให้มากขึ้น จะเลือกสถานีที่อยู่เส้นทางหลักตามทางหลวง และแผนงานในระยะที่ 3 จะเพิ่มสถานีชาร์จที่ศูนย์การค้า ออฟฟิศ หมู่บ้าน ที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมีแผนนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริดเข้ามาทำตลาดอีกด้วย โดยเอ็มจีมุ่งหวังให้เกิดการบูรณาการและพร้อมที่จะสนับสนุนความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตมากขึ้น พร้อมนำเสนอให้รัฐบาลช่วยผลักดันเรื่องสิทธิพิเศษด้านภาษี หรือการลงทุน รวมถึงการมอบสิทธิพิเศษให้กับผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวถึงนโยบายกระตุ้นการลงทุนในกลุ่มยานยนต์พลังงานทางเลือกพร้อมมาตรการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตว่า “ในปี พ.ศ. 2560 BOI เตรียมการลงทุนเรื่องนโยบายการลงทุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ครอบคลุมทุกเรื่อง อาทิ การผลิต ความต้องการตลาด การส่งเสริมการลงทุน การสร้างสถานีชาร์จ รถยนต์ใช้ส่วนบุคคล รถยนต์สาธารณะ และชิ้นส่วน”

ปัจจุบัน มีผู้เข้ามาลงทุนในส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 16 บริษัท รวม 26 โครงการ โดยมีการขอส่งเสริมการลงทุนในการผลิตรถยนต์ ประเภทไฮบริด (HEV) ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงรถพลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) และมียอดการผลิตรวมกันกว่า 560,000 คัน และ BOI กำลังพิจารณาส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของสามล้อไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่มีแผนการเปิดโครงการในช่วงการประชุมคณะกรรมการบีโอไอครั้งต่อไป  

สำหรับประเทศไทย BOI มองว่า เราต้องสร้างการรับรู้เรื่องนวัตกรรม และต่อยอดสู่การพัฒนาให้ได้ รวมถึงต้องเข้าใจบริบทของความต้องการ เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ประเภทสันดาปภายในมานาน ดังนั้น การจะผันตัวเป็นศูนย์กลางในการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ต้องปรับตัวให้ได้และให้ทัน ทั้งเรื่องเครื่องมือ (Supply) และการขยายตลาด (Demand) ต้องดูเรื่องผู้ผลิตและผู้ใช้งานมีความพร้อมหรือไม่ ซึ่งจากแผน 30@30 เราต้องคิดกลยุทธ์เพื่อให้เกิดการลงทุนที่มากขึ้น อาทิ การผลิตรถบัสพลังงานไฟฟ้า เพื่อการใช้งานขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นถือเป็นจำนวนการผลิตที่ค่อนข้างสูง

นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) กล่าวถึงทิศทางการขยายสถานีชาร์จและแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยว่า “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รับผิดชอบพื้นที่ครอบคลุม 74 จังหวัด โดยในปัจจุบัน เรามีการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้งหมด 11 แห่ง นอกจากนี้ เรายังมีแผนในการทำสถานีร่วมกับบางจาก เพิ่มอีก 62 จุด แบ่งเป็นสถานีปั๊มน้ำมันบางจาก 56 จุด และส่วนพื้นที่ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีก 6 จุด โดยจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของ ปี พ.ศ. 2564 และในระยะถัดไป ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2565 เราจะดำเนินการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้าอีก 64 จุด ทำให้ในปี พ.ศ. 2565 ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งหมด 137 จุด ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ 75 จังหวัด (รวมกรุงเทพมหานคร) โดยต้นทุนในการสร้างสถานีอัดประจุไฟฟ้า เฉลี่ย 2.5 ล้านบาท ต่อหนึ่งแท่นชาร์จ”

นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (MEA) กล่าวถึงทิศทางการขยายสถานีชาร์ทและการขยายสถานีชาร์ทให้ตอบโจทย์กับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าว่า “ส่วนงานของการไฟฟ้านครหลวง ครอบคลุมพื้นที่ใน 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในปัจจุบัน เรามีสถานีอัดประจุไฟฟ้า 10 จุด จำนวน 15 แท่นชาร์จ โดยมีแผนการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอีก 118 จุด รวมเป็น 128 จุด ภายในปี พ.ศ. 2565 พร้อมทั้งมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ในการค้นหาสถานีชาร์จไฟฟ้าทั้งประเทศ และสามารถจองแท่นชาร์จก่อนเข้ารับบริการได้ ในเชิงนโยบายนั้น ทางการไฟฟ้านครหลวงได้มีการเร่งดำเนินการขยายสถานีชาร์จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ เราจะส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าใจในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้ออกนอกบริเวณจังหวัดที่ใกล้เคียง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปัจจุบันมีระยะทางวิ่งมากกว่า 200 กิโลเมตร ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน สะดวกต่อการชาร์จพลังงานไฟฟ้าที่ที่พักอาศัยของผู้ใช้งาน”

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การกำหนด Roadmap ของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคตว่า “สถาบันยานยนต์เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นกลไกของภาครัฐเพื่อสนับสนุนให้กับกระทรวงอุตสาหกรรม มีพันธกิจในเรื่องของการศึกษาวิจัยในด้านเทคโนโลยียานยนต์ร่วมกับทั้งทางภาครัฐและเอกชน รวมถึง การพัฒนาบุคลากรในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ ฝึกอบรม ศูนย์ทดสอบ ตามมาตรฐาน มอก. และตามมาตรฐานต่างประเทศด้วย ปัจจุบันสถาบันยานยนต์มีที่ตั้ง 3 แห่ง ประกอบด้วย กล้วยน้ำไท ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่ทดสอบเรื่องมลพิษ และสนามไชยเขต  จ.ฉะเชิงเทรา ทำหน้าที่ทดสอบด้าน EV ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สำหรับ ศูนย์ทดสอบสนามไชยเขต คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้”

ในส่วนของเครื่องมือที่จำเป็นต่อการทดสอบ ทางสถาบันฯ ได้รับอุปกรณ์มาแล้วทั้งสิ้น 5 ชิ้นในปี พ.ศ. 2562 คือ เครื่องทดสอบความแข็งแรง ทดสอบการชาร์จไฟ ทดสอบการปล่อยประจุเกิน ทดสอบการทนต่ออุณหภูมิ และทดสอบไฟรั่วหรือไฟฟ้าลัดวงจร โดยในปีงบประมาณพ.ศ. 2563 จะได้รับอุปกรณ์เพิ่มอีก 4 ชิ้น ซึ่งจะทำให้ทางสถาบันฯ มีเครื่องมือในการทดสอบรวมทั้งสิ้น 9 เครื่อง ในส่วนงานด้านบุคลากร สถาบันฯ กำลังจะทำ MoU กับทางศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)

ดร. ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวถึงแผนงานในการสนับสนุนและพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ว่า “ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) นับได้ว่าเป็น Think Tank ในด้านการทำ R&D เพราะการวิจัยที่ดีจะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ไกล ในอนาคตเราได้มีการจัดทำมาตรฐานแกนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแบตเตอรี่ Charging Station ในด้านของการกำหนดมาตรฐานเราใช้ IEC & ISO เป็นตัวกำหนด และมีการพัฒนาระบบยานยนต์ รวมถึงระบบช่วยขับขี่ ADAS ที่มีการใช้มากขึ้น เราต้องการให้มีมาตรฐานของเครื่องชาร์จ หัวชาร์จ แบตเตอรี่ แท่นชาร์จ และหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแบตเตอรี่ เพราะฉะนั้นมาตรฐานในเรื่องนี้จึงสำคัญมาก”

PTEC จะเป็นฝ่ายดูแลและควบคุมเรื่องแบตเตอรี่ผ่านขั้นตอนการทำ Lab Test ที่เป็นมาตรฐานบังคับรวมไปถึงการนำ Cell Battery ที่มีโมดูลและวงจรควบคุมแบตเตอรี่ (Battery Management System) ในการจัดการและควบคุมประจุของแบตเตอรี่ การวิจัยเรื่องการปล่อยประจุไฟฟ้า และการชาร์จไฟฟ้า ทั้งในรูปแบบ AC และ DC การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และการระบายความร้อนของแบตเตอรี่ โดยทดสอบตั้งแต่เรื่องอุณหภูมิแบตเตอรี่ขณะขับขี่ ระบบระบายความร้อน การสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ระบบความปลอดภัย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพและคุณภาพการขับขี่  ในประเทศไทย

นอกจากนี้ PTEC กำลังดำเนินการสร้าง Lab ทดสอบ ที่สามารถนำรถบัส 2 ชั้นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและมีเป็นยานยนต์อัตโนมัติ ไร้คนขับ พร้อมทั้งทดสอบโครงสร้างที่น้ำหนักเบา และรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการควบคุมเรื่องความถี่ของรถที่จะไม่กวนการทำงานของเครื่องยนต์หรือ ซอฟต์แวร์ อื่นๆ

และมองว่าประเทศไทย อุตสาหกรรมยานยนต์ของเราไม่ได้มีความห่างชั้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเรามีศักยภาพที่ค่อนข้างพร้อม และประเทศไทยก็ยังเป็นศูนย์การผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอับดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน และส่วนสำคัญที่จะเร่งการพัฒนาของประเทศไปอีกขั้น คือ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีที่โดดเด่นจากประเทศอื่นๆ เข้ามาปรับใช้ในเมืองไทย หากเราได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ก็จะสามารถทำให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

 

แฟลช เอ็กซ์เพรส เลือก ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 4×2’ ต่อยอดธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ

0

ฟอร์ด ประเทศไทย โดยนายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ (ที่สองจากซ้าย) พร้อมด้วยผู้บริหารจากผู้จำหน่ายฟอร์ด บริษัท ที เอส ออโต้ เซลส์ จำกัด ร่วมกับบริษัทล็อตเต้ เรนท์-อะ-คาร์ ส่งมอบรถกระบะ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 4×2’ ให้แก่ บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการขนส่งสัญชาติไทยแบบครบวงจร โดยมีนางจรัสพักตร์ การปลื้มจิตต์ พาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจแฟลช (กลาง) รับมอบ ณ โชว์รูม ฟอร์ด ที เอส ออโต้ เซลส์ บางบัวทอง

โดยทัพรถกระบะ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 4×2’ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการขนส่งพัสดุของ แฟลช เอ็กซ์เพรส รองรับฐานลูกค้าที่กำลังเติบโต สอดรับกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย

ฟอร์ด เรนเจอร์ สแตนดาร์ดแค็บ 4×2 เป็นรถกระบะเปี่ยมสมรรถนะจากตระกูลเรนเจอร์ พร้อมรับมืองานหนักด้วยแชสซีย์ที่แข็งแรง และขุมพลังเครื่องยนต์ดูราทอร์คขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ และเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electric Power Assisted Steering) พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าเพื่อความปลอดภัยทุกการเดินทาง โดยรถกระบะฟอร์ดที่ส่งมอบให้แฟลช เอ็กซ์เพรส มีคณะวิศวกรจากโรงงานฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมควบคุมคุณภาพให้เปี่ยมด้วยสมรรถนะและตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานอย่างลงตัว

“ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” เติมเต็มพลานุภาพ เพิ่มเกียร์อัตโนมัติครบทุกรุ่น ตามคำเรียกร้อง

0

อีซูซุยกระดับความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ตอบสนองคำเรียกร้องของลูกค้าผู้ใช้รถโดยเพิ่มรถรุ่นเกียร์อัตโนมัติที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครันในรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุ ดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” (The “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential”) ครบทุกรุ่น ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถปิกอัพความสูงมาตรฐาน เพื่อตอกย้ำในความเป็นรถที่คุ้มค่าเงินสูงสุด   

กลุ่มตรีเพชร โดย นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบให้ยอดขายในตลาดรถยนต์เมืองไทย 8 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงไปมากเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!ยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ยังคงมีกระแสความร้อนแรงจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่น่าสังเกตว่าในทุกวิกฤติ รถปิกอัพจะเป็นที่ต้องการมากเพราะสามารถนำมาใช้งานได้อเนกประสงค์ และลูกค้าจะคิดถึงรถที่คุ้มค่าเงินเป็นหลัก ทำให้รถอีซูซุได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษจากคุณสมบัติเรื่องการประหยัดน้ำมัน ความแข็งแกร่งทนทาน และราคาขายต่อสูง ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถ และเพิ่มทางเลือกแห่งความสะดวกสบายในการ  ขับขี่ อีซูซุจึงได้เพิ่มรุ่นรถที่มีเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic ซึ่งสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้แบบเกียร์ธรรมดา ในรถ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” จนครบทุกรุ่น ซึ่งมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นในรถปิกอัพความสูงมาตรฐาน ได้แก่ รุ่นแค็บโฟร์ รุ่นสเปซแค็บ และรุ่นสปาร์ค ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมส่งมอบกลางเดือนตุลาคม ศกนี้ เป็นต้นไป

รถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” เครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ ที่มีการเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติให้เลือก มาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ช่วยในการควบคุมรถได้ง่ายทุกสถานการณ์อย่างครบครัน ได้แก่ ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESC (Electronic Stability Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว TCS (Traction Control System) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (Hill Start Assist) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control) โดยมีรายละเอียดและราคา ดังนี้

  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ แค็บโฟร์ รุ่น S  ราคา 721,000 บาท
    (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)

  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สเปซแค็บ รุ่น S ราคา 640,000 บาท
    (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)

  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 4×2 ซึ่งมีการปรับโฉมห้องโดยสารใหม่ เพิ่มที่วางแขนพร้อมช่องเก็บของระหว่างที่นั่งคนขับและผู้โดยสาร  ราคา 607,000 บาท
    (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)
  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ แค็บ/แชสซีส์ ราคา 545,000 บาท

ติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ :  www.isuzu-tis.com  Facebook : All-New Isuzu D-Max  และ Line Official : Isuzu Thailand