Home Blog Page 427

“Mazda Caravan ปันสุข” ขับไปให้กำลังใจและแบ่งปันความสุขทั่วไทย

0

บริษัท มาสด้า เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ผุดโครงการ “Mazda Caravan ปันสุข” จัดคาราวานรถยนต์มาสด้าสีแดง โซล เรด ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น นำทัพสื่อมวลชนเติมเต็มความสุขกับกิจกรรมจิตอาสาส่งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา และมอบทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนที่ขาดแคลนในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ถือเป็นการขับไปให้กำลังใจและส่งต่อความห่วงใย รวมทั้งเป็นการแบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม พร้อมๆ ไปกับกิจกรรมทดสอบสมรรถนะรถยนต์มาสด้า และร่วมพูดคุยกับผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ และสถานการณ์ตลาดหลังวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจในระดับภูมิภาค และสร้างแบรนด์มาสด้าให้เติบโตร่วมกันไปกับลูกค้าอย่างยั่งยืน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจของมาสด้าในประเทศไทย ประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ เป็นเพราะการนำรถยนต์ที่ดีที่สุดอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี และการออกแบบอย่างสง่างาม จนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย ดังนั้น มาสด้าจึงมีความปรารถนาที่จะส่งมอบสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมและพี่น้องชาวไทย ผ่านโครงการเพื่อสังคมต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น ตามแผนพัฒนาสู่ความยั่งยืน “Sustainable Zoom-Zoom 2030” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวที่มาสด้าให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ด้วยความมุ่งหวังนี้ มาสด้าจึงได้แสวงหาหนทางใหม่ๆ ในการสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่อยู่เสมอ ซึ่งจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม มาสด้าจึงได้ริเริ่มสื่อสารกับลูกค้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย ให้เกิดแนวคิดเชิงบวกและสร้างสรรค์ ผ่านแฮชแท็ก “#StayDriven” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และส่งกำลังใจไปให้พี่น้องชาวไทยผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน พร้อมจับมือผู้จำหน่ายทั่วประเทศจัดตั้ง “ตู้ปันสุข” ที่บริเวณหน้าโชว์รูม เพื่อเป็นสื่อกลางในการแบ่งปันอาหารและสิ่งของที่จำเป็นแก่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ

“ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของมาสด้าอีกครั้ง เราจึงได้เดินหน้าจัดกิจกรรม “MAZDA CARAVAN ปันสุข” โดยจัดเป็นคาราวานรถยนต์มาสด้าสีแดง โซล เรด ภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่น นำคณะสื่อมวลชนร่วมเดินทางไปพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์มาสด้า พร้อมส่งมอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬาและทุนการศึกษา ให้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนผู้เดือดร้อน พร้อมๆ กับการร่วมพูดคุยกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้กำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจในระดับภูมิภาค ให้สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน” นายชาญชัย กล่าวเสริม

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมโครงการ “MAZDA CARAVAN ปันสุข” นับเป็นโอกาสอันดีที่มาสด้าและสื่อมวลชน จะได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปันและส่งมอบกำลังใจให้กับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงได้ร่วมพูดคุยกับผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้าถึงสถานการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้จำหน่ายในแต่ละจังหวัด ไปพร้อมๆ กับการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์มาสด้าภายใต้สกายแอคทีฟเทคโนโลยีทุกรุ่น ได้แก่ Mazda MX-5, Mazda2, Mazda3, Mazda CX-30, Mazda CX-3, Mazda CX-5 และ Mazda CX-8 ที่จะจัดขึ้นในรูปแบบคาราวานรถยนต์สีแดง โซล เรด อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมาสด้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการผลักดันแบรนด์มาสด้าให้เป็นที่จดจำของลูกค้าในระดับภูมิภาค และได้แบ่งปันสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม

ขบวนคาราวาน “MAZDA CARAVAN ปันสุข” จะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังผู้จำหน่ายรถยนต์มาสด้า และส่งมอบสื่อการเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษา ให้แก่เด็กนักเรียนและประชาชนในจังหวัดต่างๆ ทั้ง 4 ภูมิภาคด้วยกัน โดยเริ่มจาก จันทบุรี ขอนแก่น เชียงใหม่ กระบี่และหาดใหญ่ ตามลำดับ โดยจะเริ่มแบ่งปันความสุข ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2563 และต่อเนื่องไปตลอดเดือนกันยายน นับเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เป็นแรงผลักดัน และสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องต่อแนวคิดในการทำงานของมาสด้า เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนตลอดไป

 

โครงการ “MAZDA CARAVAN ปันสุข” ทั่วไทย

Group A: วันพฤหัสบดี – ศุกร์ที่ 27 – 28 สิงหาคม 2563
เส้นทางกรุงเทพฯ – จันทบุรี – กรุงเทพฯ (คุณบัณฑิต ตรัยศิริเจริญ มาสด้า มหาราช จันทบุรี)

Group B: วันพฤหัสบดี – ศุกร์ที่ 10 – 11 กันยายน 2563
เส้นทางกรุงเทพฯ – ขอนแก่น – กรุงเทพฯ
(คุณสุภณัฐ และคุณสิทธิธัช สร้างถาวร มาสด้า ขอนแก่นพิจิตรเพชร)

Group C: วันพฤหัสบดี – ศุกร์ที่ 17 – 18 กันยายน 2563
เส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ (คุณนิศารัตน์ ศิริมหาราช มาสด้า เชียงใหม่)

Group D: วันพฤหัสบดี – ศุกร์ที่ 24 – 25 กันยายน 2563
เส้นทางกรุงเทพฯ – กระบี่ – หาดใหญ่ – กรุงเทพฯ
(คุณคุณากร ธุระหาญ ดุสิตออโต้เซลส์ กระบี่ และคุณสิทธิพร ปิติเจริญกิจ มาสด้าชูเกียรติยนต์ หาดใหญ่)

เอเอเอสฯ ประกาศผลรางวัล Porsche Kids Colouring Contest พร้อมมอบประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับรถยนต์ในฝัน

0

บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (AAS) ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ประกาศผลรางวัลกิจกรรม Porsche Kids Colouring Contest ในหัวข้อ “รถยนต์ปอร์เช่ในฝัน” โดยได้รับเสียงตอบรับจากเด็กๆ ผู้ชื่นชอบศิลปะและรถสปอร์ตที่ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดอย่างคับคั่ง โดยผู้ชนะการประกวดที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ มีรายชื่อดังต่อไปนี้

ผู้ชนะการประกวดรุ่นอายุต่ำกว่า 8 ปี ได้แก่ ด.ญ. อภินันทนี รุ่งสุริยากรณ์ (อายุ 7 ปี)

ผู้ชนะการประกวดรุ่นอายุ 8-11 ปี     ได้แก่ ด.ช. ฆนิกร พงษาเทศ (อายุ 11 ปี)

ผู้ชนะการประกวดรุ่นอายุ 12-15 ปี    ได้แก่ ด.ญ. ศิภาภรณ์ เชื้อกาญจน์ (อายุ 14 ปี)

ทั้งนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เอเอเอสฯ ได้จัดกิจกรรมมอบประกาศนียบัตรและรางวัลพิเศษจาก Porsche Driver’s Selection พร้อมพาน้องๆ ผู้ได้รับรางวัลเปิดประสบการณ์สุดพิเศษกับการเที่ยวชมโชว์รูมและศูนย์บริการ ณ Porsche Centre Bangkok เพื่อทำความรู้จักกับรถยนต์ปอร์เช่รุ่นต่างๆ พร้อมสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกขั้นด้วยการนั่งรถยนต์ปอร์เช่รุ่นที่ชื่นชอบเที่ยวชมเมืองโดยฝีมือการขับขี่ของผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ปอร์เช่เพื่อความปลอดภัยตลอดเส้นทาง

นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนเยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีจำนวนกว่า 300 คน เอเอเอสฯ จึงคัดเลือกผลงานพิเศษอีก 5 รางวัล โดยผู้ได้รับคัดเลือกได้รับ GTS-Drawing Board เป็นของที่ระลึก ได้แก่ ด.ญ. อนัญญา เลาหคุณากร, ด.ญ. อริสรา เลาหคุณากร, ด.ญ. ปาณัท สุขเจริญ, ด.ญ. สุพัตตา โลหิตรักษ์ และ ด.ญ. กันยกรณ์ สอนสุข

 

เอเอเอสฯ ยังจัดเตรียมกิจกรรมดีๆ สำหรับเยาวชนและผู้ชื่นชอบรถยนต์ปอร์เช่ให้ร่วมสนุกอีกมากมาย โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพื่อไม่ให้พลาดทุกกิจกรรมได้ที่

Porsche Thailand Facebook คลิก https://www.facebook.com/porsche.thailand.aas/
Line Official Account เพิ่มเพื่อน: @PorscheAAS

BMW คว้ารางวัลสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการ แห่งปี 2563 ตอกย้ำฐานะผู้นำนวัตกรรมยานยนต์เพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

0

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย คว้ารางวัล “สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี 2563” (Product Innovation Awards 2020) ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ประเภทรถยนต์อเนกประสงค์ Sports Activity Coupe (SAC) สำหรับรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู X6 ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร Business+ และวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำถึงความสำเร็จของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียมในไทย จากการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างรอบด้าน โดยรางวัลสุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี เป็นรางวัลที่มอบให้แก่แบรนด์ต่าง ๆ เพื่อยกย่องความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยได้ผ่านการคัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิ และการโหวตจากผู้บริโภค รวม 32 รางวัล ใน 10 ประเภทสินค้าและบริการ

รางวัล “สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี 2563” ซึ่งนิตยสาร Business+ ในเครือบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ได้จัดขึ้นร่วมกับวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งพิจารณาจากกระบวนการรวบรวมและคัดเลือกรายชื่อสินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมที่โดดเด่นใน 10 ประเภทสินค้าและบริการโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนนำเสนอแก่ผู้บริโภคเพื่อร่วมโหวตเลือกสินค้าหรือบริการที่มีนวัตกรรมแห่งปี 2563 รวมทั้งสิ้น 32 รางวัล

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้รับรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมสินค้าและบริการแห่งปี 2563” ในกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ประเภทรถยนต์อเนกประสงค์ Sport Activity Coupe (SAC) จากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดในตระกูล SAC โดดเด่นด้วยความคลาสสิคสไตล์คูเป้ที่สะดุดตา เสริมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ด้วยกระจังหน้ารูปไตขนาดใหญ่แบบกรอบเดี่ยวทำมุมรับกับไฟหน้าอย่างชัดเจนกว่าเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับไฟแบบส่องสว่าง Iconic Glow ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเป็นครั้งแรก เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที มอบแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ บีเอ็มดับเบิลยู X6 สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด

ด้านดีไซน์ในห้องโดยสาร โดยเฉพาะบริเวณที่นั่งคนขับมาพร้อมกับการจัดวางแผงควบคุมแบบใหม่ที่ตอบรับปรัชญาอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ พร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัยอีกมากมายเพื่อเสริมทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professional มากับระบบพวงมาลัยอัตโนมัติและระบบบังคับรถให้วิ่งอยู่ในช่องทางจราจร เสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันเหนือชั้นด้วยระบบผู้ช่วยส่วนตัวในรถยนต์ BMW Intelligent Personal Assistant และระบบ BMW Live Cockpit Professional ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ผสมผสานหน้าจอแสดงผลรุ่นใหม่และแนวคิดการใช้งานเข้ากับระบบ
การเชื่อมต่อที่ครบครันกว่าใคร บนแผงหน้าปัดและจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

รมว.อุตสาหกรรม เยี่ยมชมความคืบหน้า แผนการลงทุนเพิ่มของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย

0

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำโดย มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ให้การต้อนรับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  และ นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีสัญจรได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์การผลิตรถยนต์มิตซูบิชิ ในแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พร้อมรับฟังแนวคิดการขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยภายใต้แผนธุรกิจระยะกลาง 3 ปี ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ที่มุ่งให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมคณะฯ ยังได้เยี่ยมชมความคืบหน้าของแผนการลงทุนมูลค่า 7 พันล้านบาท เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการผลิตรถยนต์ มิตซูบิชิ ในประเทศไทย นำโดยโครงการก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้โรงพ่นสีแห่งใหม่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งจะประกอบด้วยอาคาร 4 ชั้น ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 21,000 ตารางเมตร และจะเป็นโรงพ่นสีที่มีความทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย   โครงการก่อสร้างโรงพ่นสีใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการปรับปรุงเทคโนโลยี เพื่อยกระดับขีดความสามารถของศูนย์การผลิตรถยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ได้ดำเนินงานมาอย่างยาวนานในประเทศไทย พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้านการผลิตและการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้ดีมากยิ่งขึ้น

แผนการลงทุนก่อสร้างโรงพ่นสีแห่งใหม่ และการยกระดับศูนย์การผลิตฯ แสดงถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ที่มีต่อประเทศไทย โดยปัจจุบันรถยนต์ 4 รุ่นหลักของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน  มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ โดยในเร็วๆ นี้ จะเริ่มดำเนินการผลิต มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์

พีเอชอีวี ซึ่งถือเป็นการผลิตรถยนต์ พีเอชอีวี รุ่นดังกล่าว นอกประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี มีกำหนดการเปิดตัวในประเทศไทยภายในปีงบประมาณนี้

นิสสัน สนับสนุน สโมสรฟุตบอล เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ในการกลับมาดวลแข้งในฤดูกาลนี้

0

นิสสัน ร่วมเป็นพันธมิตรกับสโมสรฟุตบอล เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สนับสนุนรถยนต์เอสยูวี นิสสัน เทอร์ร่า และรถตู้ นิสสัน เออร์แวน ที่กำลังจะกลับมาเริ่มฤดูการแข่งขันไทย พรีเมียร์ ลีก 2020

เนื่องจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ฤดูกาลนี้ต้องหยุดชะงักในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าแข่งขัน และแฟน ๆ แต่ตอนนี้มีกำหนดกลับมาแข่งขันในเดือนกันยายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของนักฟุตบอล ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ของสโมสร นิสสัน ได้สนับสนุนนิสสัน เทอร์ร่า จำนวน 7 คันและนิสสัน เออร์แวน จำนวน 2 คัน เพื่อให้ทีมได้ใช้เดินทางด้วยความปลอดภัย และช่วยเว้นระยะห่างจากสังคม (social distance) ตลอดทั้งฤดูกาล

“เทคโนโลยียานยนต์ของนิสสัน ออกแบบขึ้นเพื่อนำผู้คนไปสู่โลกที่ดีกว่า และสิ่งนี้จะมีความสำคัญยิ่งขึ้น เราพร้อมสนับสนุนการกลับมาเริ่มต้นฤดูกาลของไทยพรีเมียร์ลีก ที่มีความปลอดภัย และมั่นใจว่าผู้เล่น และทีมงานของสโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด จะเดินทางได้อย่างปลอดภัย” ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “การสนับสนุนของนิสสันสำหรับการกลับมาเริ่มต้นฤดูกาล 2020 ที่น่าตื่นเต้นนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนผู้คนให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม และเราเชื่อว่านักฟุตบอลเหล่านี้จะทำได้เช่นนั้น”

“สโมสรฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากนิสสัน ให้ทีมเมืองทอง ยูไนเต็ด รักษาความเป็นมืออาชีพด้านกีฬาในทุกการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นของเรา” วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรฟุตบอลเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด กล่าว “นี่เป็นการแสดงถึงการเป็นพันธมิตรอย่างดีเยี่ยมกับนิสสัน ซึ่งเราจะขยายความสัมพันธ์นี้ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดต่อไป นิสสัน เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และมีมาตรฐานในด้านสปอร์ตมาเก็ตติ้งสูง และเช่นเดียวกับนิสสัน ที่ยึดมั่นในการนำนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ ซึ่งจะแสดงให้เห็นจากการเป็นพันธมิตรนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นสิ่งที่เราสามารถสร้างสรรค์ร่วมกันในอนาคต”

ในระดับโลก นิสสัน เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับ การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (UEFA Champions League) ตั้งแต่ฤดูกาล 2018 ถึง 2021 อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 และนิสสัน ยังก่อตั้งทีมโยโกฮาม่า เอฟ มารินอส (Yokohama F. Marinos) ที่เพิ่งคว้าตำแหน่งแชมป์เจลีกในปี ฤดูกาล 2019 ที่ผ่านมาอีกด้วย

“ความชื่นชอบในฟุตบอลทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก บ่งบอกถึงความชื่นชอบที่นิสสันนำมาสู่ยานยนต์ของเรา สำหรับแฟนบอลของนิสสัน เราจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับฟุตบอลที่นิสสันจัดร่วมกับผู้จำหน่ายของนิสสันเพื่อให้ลูกค้าของเราได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากความร่วมมือครั้งนี้ และจะสื่อสารกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์” อดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว

สำหรับการกลับมาเริ่มต้นฤดูกาล 2020 ในครั้งนี้ นักฟุตบอลของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด จะเดินทางโดย  นิสสัน เทอร์ร่า ซึ่งเป็นรถยนต์อเนกประสงค์ ระดับพรีเมียม ที่ผสมผสานสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดเข้ากับความสะดวกสบายที่กว้างขวาง และเทคโนโลยีการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยให้พวกเขามีอิสระในการเดินทางได้อย่างมั่นใจ เทอร์ร่ามาพร้อมกับสมรรถนะจากเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ใหม่ขนาด 2.3 ลิตร และชุดเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงจากนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) พร้อมกับระบบช่วงล่างหลังคอยล์สปริงแบบ 5-link เพื่อความนุ่มนวลในการขับขี่ นอกกจากนี้ยังมีระบบพับเบาะแถวที่สองแบบวันทัช ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย ขณะที่กระจกหน้าแบบอะคูสติกของรถทำหน้าที่ช่วยลดเสียงรบกวนให้ความเงียบขณะขับขี่

ในส่วนของทีมงาน และคณะผู้ฝึกสอนของสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด จะเดินทางด้วยรถตู้ นิสสัน เออร์แวน ตกแต่งภายให้ทันสมัยและกว้างขวางเพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนได้รับความสะดวกสบายสูงสุดในขณะเดินทาง เออร์แวน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับการขนส่งทีมงานอย่างปลอดภัยด้วยจำนวนของที่นั่ง ให้การเดินทางที่สะดวกสบายพร้อมพื้นที่วางขาและระยะความสูงของพื้นที่เหนือศีรษะที่กว้างขวาง

“นิสสัน ให้ความสำคัญกับการกีฬาที่ช่วยสร้างความสามัคคีให้กับผู้คนทั่วโลก เราภูมิใจที่ได้เห็น นักฟุตบอลและทีมงานของสโมสรฟุตบอลเมืองทอง ยูไนเต็ด ใช้รถยนต์ของเรา สำหรับการกลับมาเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ที่น่าตื่นเต้น และในฐานะบริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย นิสสัน เล็งเห็นถึงการเป็นแบบอย่างของนักฟุตบอลไทย ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนทุกคน” ราเมช กล่าวเสริม

พานาเมร่าใหม่ (The new Panamera) ทำลายสถิติในประเภท “executive cars” บนสนาม Nürburgring Nordschleife

0

เป็นอีกครั้งที่ ปอร์เช่ ได้พิสูจน์สมรรถนะให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย พานาเมร่า (The new Panamera) รุ่นใหม่ล่าสุดก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลก: ภายใต้การขับขี่ของ Lars Kern (อายุ 32 ปี) นักขับทดสอบมืออาชีพหลังพวงมาลัยรถจากสายการผลิตปกติ เขาสามารถวิ่งจบรอบสนามระดับตำนานอย่าง Nürburgring Nordschleife ระยะทางรวมกว่า 20.832 กิโลเมตร ได้ด้วยเวลา 7:29.81 นาที เมื่อพิจารณาจากการ จัดอันดับสถิติอย่างเป็นทางการของสนามหรือ official ranking of Nürburgring GmbH เวลาดังกล่าวได้รับการ รับรองให้เป็นสถิติใหม่ที่รวดเร็วที่สุดในประเภท “executive cars”

“การยกระดับขีดความสามารถในส่วนของระบบช่วงล่างและระบบส่งกำลังให้แก่ พานาเมร่า ใหม่ (The new Panamera) ใหม่ ทำให้เรารู้สึกได้ในทันทีระหว่างการขับขี่ไปรอบสนามว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดเมื่อต้องลงสนามแข่งทุกแห่ง ในโลก”  Kern แสดงความคิดเห็น “ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในส่วนของโค้ง Hatzenbach รวมทั้ง Bergwerk และ Kesselchen ก็ไม่แตกต่างกันระบบ electromechanical roll stabilisation ที่ผ่านการปรับแต่งมาใหม่ยังคงแสดงประสิทธิภาพ ได้อย่างคงเส้นคงวาและส่งผลให้ พานาเมร่า (Panamera) มีเสถียรภาพการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมแม้ต้องวิ่งบนสนาม ที่ขรุขระก็ตามในช่วงเส้นทางโค้งยาว Schwedenkreuz ชัดเจนว่าตัวรถได้รับประโยชน์อย่างยิ่งยวดจากการเคลื่อนที่ในแนว ระดับที่ดีขึ้นและการยึดเกาะที่เพิ่มขึ้นของยางมิชลินสปอร์ตรุ่นใหม่ ผมขับรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงขนาดที่ไม่น่าเชื่อว่าจะ เกิดขึ้นได้ด้วย ปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera)”

ยกระดับสมรรถนะทั้งในแง่ความนุ่มนวล และความสปอร์ต

“ปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) คือยนตรกรรมที่ดำรงสถานะ 2 ประการควบคู่กันเสมอโดยสามารถเป็นทั้งทัวริ่ง ซาลูนสุดหรูหราและรถสปอร์ตพันธุ์แท้ได้ในเวลาเดียวกัน สำหรับรุ่นล่าสุดเราได้ทำการปรับแต่งศักยภาพของพานาเมร่า ให้เเข็งเเกร่งยิ่งขึ้น” ข้างต้นคือคำกล่าวของ Thomas Friemuth รองประธานกรรมการผู้ดูแลส่วนงาน Product Line Panamera “พร้อมกับการเพิ่มพลังเครื่องยนต์ การพัฒนาส่วนอื่นเกิดขึ้นตามไปด้วยไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพในการเข้าโค้ง การควบคุมตัวถังและความแม่นยำของพวงมาลัยสิ่งที่ได้จากการปรับปรุงก่อให้เกิดคุณประโยชน์ต่อความนุ่มนวล สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวันและสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม สถิติความเร็วรอบสนามที่ทำได้ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์อันน่าประทับใจ”

ขณะที่อุณหภูมิอากาศภายนอกห้องโดยสารอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิพื้นผิวสนามอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส Lars Kern เริ่มต้นการขับรอบสนามในเวลา 13.49 นาฬิกา ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2020 และนำพารถวิ่งผ่านเส้นชัยได้ด้วย ระยะเวลา 7:29.81 นาที หลังจากนั้นในการทำลายสถิติของปอร์เช่ พานาเมร่า (Porsche Panamera) ครั้งนี้ตัวรถ ได้รับการติดตั้งเบาะนั่งสำหรับการแข่งขันและโครงสร้างนิรภัยเพื่อการปกป้องผู้ขับขี่ เจ้าหน้าที่ผู้บันทึกสถิติได้ยืนยันถึง สภาพตัวรถว่าเป็นซาลูน 4 ประตู จากสายการผลิตปกติซึ่งมีกำหนดเปิดตัวต่อสาธารณะชนอย่างเป็นทางการครั้งแรก ของโลกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ในส่วนของยางรถยนต์สมรรถนะสูง Michelin Pilot Sport Cup 2 ได้รับการพัฒนา ขึ้นเป็นพิเศษเพื่อติดตั้งให้กับพานาเมร่าใหม่ (The new Panamera) โดยเฉพาะสำหรับการลงสนามเพื่อทำสถิติ ความเร็วรอบและจะสามารถสั่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมได้หลังจากตัวรถวางจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว

รวดเร็วกว่ารุ่นก่อนหน้า ถึง 13 วินาที

สถิติความเร็วต่อรอบสนาม คือเครื่องยืนยันผลการพัฒนาโดยรวมที่เกิดขึ้นกับ ปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) เจเนอเรชันที่ 2 ในปี 2016 เป็น Lars Kern ที่นำพารถวิ่งครบรอบสนามเลื่องชื่อของภูมิภาค Eifel แห่งนี้ด้วยระยะเวลา 7:38.46 นาที หลังพวงมาลัยของ พานาเมร่า เทอร์โบ (Panamera Turbo) ซึ่งมีพละกำลัง 550 แรงม้า – สถิติที่ทำได้ในขณะนั้นถูกบันทึกโดยวิ่งด้วยระยะทางรอบสนามมาตรฐานที่ 20.6 กิโลเมตร หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นระยะทางที่ตัดถนนความยาวประมาณ 200 เมตร บริเวณหน้าอัฒจันท์ grandstand หมายเลข 13 (T13) ออก แต่เมื่อพิจารณาเส้นทางรอบสนามในมาตรฐานใหม่ของ Nürburgring GmbH เวลาต่อรอบจะถูกวัดที่ระยะทางจบ Nordschleife ที่ 20.832 กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน Lars Kern และปอร์เช่ พานาเมร่า (Panamera) ใหม่ สามารถวิ่งผ่านระยะทาง 20.6 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียง 7:25.04 นาทีเท่านั้น การทำลายสถิติโดยรถสปอร์ต 4 ประตู และนักขับมืออาชีพในครั้งนี้จึงนับได้ว่าเร็วกว่าสถิติเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ถึง 13 วินาที

อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ได้รับการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล ที่สอดคล้องกับวิธีการ Light Vehicle Test Procedure (WLTP) ล่าสุด สำหรับค่าการตรวจวัดอัตราการบริโภคน้ำมัน เชื้อเพลิงเฉลี่ยตามมาตรฐาน NEDC ที่ระบุในบทความนี้ใช้อ้างอิงได้เฉพาะสภาพการทดสอบในช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ไม่สามารถ นำมาเปรียบเทียบกับค่าการตรวจวัดอัตราการ บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยของ NEDC ที่ได้จากวิธีการ อื่นใดก่อนหน้าการทดสอบนี้

สำหรับข้อมูลอย่างเป็นทางการของผลทดสอบอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในรถยนต์รุ่นใหม่อื่นๆ สามารถค้นหาได้จากเอกสาร Guidelines on fuel consumption, CO2 emissions and power consumption of new passenger cars” [Leitfaden über den Kraftstoffverbrauch, die CO2Emissionen und den Stromverbrauch neuer Personenkraftwagen], ผ่านตัวแทนจำหน่ายและสถาบัน Deutsche Automobil Treuhand GmbH (DAT) โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

พบกับพริตตี้สาวสวยวิถีใหม่ แถมโปรฯ รถถูกใจ “ใหม่ถูกดี” ได้ที่ งาน Big Motor Sale 2020

0

เปิดแล้วกับงาน “Big Motor Sale  2020” มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายวิถีใหม่ งานที่จัดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมาพบกันในแบบ “อยากได้รถ จบในงานเดียว”  เรียกว่า คืนกำไรผู้บริโภคที่ต้องการเลือกซื้อรถใหม่ป้ายแดง และรถมือสองพรีเมี่ยม ด้วยโปรโมชั่นเด็ดสุดคุ้ม “ใหม่ถูกดี” จากแบรนด์ยานยนต์คุณภาพ โดยมีอีกหนึ่งสีสันที่ช่วยการกระตุ้นบรรยากาศการเดินชมงานให้คึกคักของเหล่าพริตตี้สาวสวยจากค่ายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์หลากหลายแบรนด์ที่ปีนี้แม้ว่าด้วยมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในรูปแบบ New Normal อย่างเข้มข้นของผู้จัดงาน ทำให้ต้องเว้นระยะห่างเป็นพิเศษ แต่ยังโชว์ความสวยทะลุเฟซชีลด์กันแบบเน้น ๆ  เตรียมพร้อมต้อนรับและแนะนำสิทธิพิเศษ ให้ผู้เข้าชมงานได้เลือกซื้อรถอย่างจุใจ งานนี้คนรักรถ และชอบดูของสวยงามไม่ควรพลาด!!  เปิดขายแล้ววันนี้ -​ 30 สิงหาคม ศกนี้ ที่ไบเทค บางนา เดินทางสะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า BTS ติดตามไฮไลท์ที่น่าสนใจได้ที่ https://www.facebook.com/bigmotorsale.yanyont/

อีซูซุ รับมอบรางวัล “Product Innovation Awards 2020” จากนิตยสาร Business+

0

กลุ่มตรีเพชร โดยคุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด  รับมอบรางวัล  “Business+ Product Innovation Awards 2020”  โดย  “ออลนิว อีซูซุ ดีแมคซ์” พลานุภาพ…พลิกโลก! และ “อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้านวัตกรรมแห่งปีพ.ศ. 2563 ประเภทรถปิกอัพและรถยนต์อเนกประสงค์ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลจากการโหวตของประชาชนทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ โดยนิตยสาร Business+ ด้วยความร่วมมือกับทีมบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ C asean Ratchada กรุงเทพฯ

ฟอร์ด ส่งมอบ ‘เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL+ Sport 4×2’ ให้ผู้โชคดีจากแคมเปญ ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’

0

ฟอร์ด ประเทศไทย โดยนายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายปฏิบัติการบริการลูกค้า มอบรถกระบะ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL+ Sport 4×2’ มูลค่า 673,000 บาทให้แก่คุณสายทอง เทนสุนา ผู้โชคดีจากการจับฉลากรับรางวัลจากแคมเปญ ‘ศูนย์บริการอภิมหาความสุข’ ณ โชว์รูม ฟอร์ด ทีที กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยแคมเปญนี้มอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้าที่นำรถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฟอร์ดและใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,500 บาทต่อใบเสร็จ ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ โอเพ่นแค็บ XL+ Sport 4×2 เป็นรถกระบะเปี่ยมสมรรถนะจากตระกูลเรนเจอร์ พร้อมรับมืองานหนักด้วยแชสซีย์ที่แข็งแรง และขุมพลังเครื่องยนต์ดูราทอร์คขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ และเกียร์ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นด้วยพวงมาลัยพาวเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electric Power Assisted Steering) สะดวกสบายด้วยระบบเชื่อมต่อบลูทูธและระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC พร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าและระบบป้องกันล้อล็อก ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD เพื่อความอุ่นใจทุกการเดินทาง

“กลุ่มสยามกลการ” ขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ส่งเสริมการเกษตรไทย เปิดบริการเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับพ่นสารเคมีแปลงเกษตร

0

กลุ่มสยามกลการ ร่วมทุน กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ไทยและญี่ปุ่น เปิดบริษัทฯ รับบริการพ่นสารเคมีในแปลงเกษตร โดยเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับ  ยกระดับการทำการเกษตรในประเทศไทย นับเป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับใบอนุญาต เพื่อประกอบธุรกิจในการเดินอากาศโดยใช้อากาศยานไร้คนขับอย่างถูกต้องจากกรมการบินพลเรือนและกระทรวงคมนาคม

นายมนตรี เด่นไพโรจน์ศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามยามาฮ่า มอเตอร์ โรโบทิคส์ จำกัด  เปิดเผยว่า  “กลุ่มสยามกลการ เดินหน้ารุกธุรกิจใหม่ มุ่งหวังพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทยให้ก้าวไปอีกระดับด้วยการเปิดบริการพ่นสารเคมีในแปลงเกษตรโดยเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับ ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ บริษัท สยามยามาฮ่า มอเตอร์ โรโบทิคส์ จำกัด  โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น ได้แก่ บริษัท สยามกลการอะไหล่ จำกัด  ถือหุ้น  41%, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด  ถือหุ้น  34%, บริษัท  มิตซุยแอนด์คัมปะนี จำกัด  ถือหุ้น  15% และนายชาติศิริ โสภณภนิช  ถือหุ้น 10%

“บริษัทที่เปิดใหม่ขึ้นมาดังกล่าว เพื่อให้บริการพ่นสารเคมีในการเกษตรในเมืองไทยโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ ไร้คนขับของยามาฮ่าซึ่งมีการพัฒนาและใช้งานในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี และมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากกว่า 3000 ลำ ในประเทศญี่ปุ่น ด้วยการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับ

การใช้งานเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับในการทำเกษตรกรรมนั้น สามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถทำงานได้เร็วขึ้นกว่าวิธีการเดิมๆหลายเท่าเนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับสามารถฉีดพ่นสารเคมีได้เร็วโดยใช้เวลาในการฉีดพ่นสารเคมีบนพื้นที่  1 ไร่ ภายใน 1 นาที ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรทำงานได้เร็วขึ้นจากการทำงานวิธีเดิม 7-10 เท่า และสามารถทำงานได้ต่อเนื่องทั้งวันเนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับของเราใช้เครื่องยนต์ขนาด 400 CC. และมีการออกแบบการระบายความร้อนมาโดยเฉพาะเพื่อการทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งวันในสภาพภูมิอากาศที่ร้อนได้อย่างดี

นอกจากนั้น ยังเข้าถึงพื้นที่ที่แต่เดิมไม่สามารถเข้าไปทำงาน เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับพืชได้ เช่นในไร่อ้อยที่มีอายุมากกว่า 5 เดือน แต่เดิมเกษตรกรไม่สามารถเข้าไปทำงานเพื่อพ่นปุ๋ยหรือฮอร์โมน เพื่อเร่งการเจริญเติบโตซึ่งจะทำให้เกษตรกรเพิ่มคุณภาพ และช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับอ้อยได้ หรือแม้แต่การพ่นสาร เร่งสุกแก่เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาล

ในอ้อยที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยยังไม่สามารถใช้ได้เนื่องจากขาดเครื่องมือในการทำงานที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถพ่นสารเร่งสุกแก่ในแปลงของตัวเองได้เนื่องจากสารเร่งสุกแก่นี้ จะต้องทำการฉีดพ่น ณ ตอนที่อ้อยมีอายุ 9-10 เดือนซึ่งจะมีความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตรทำให้ยากต่อการทำงานและมีระยะเวลาการทำงานที่สั้นเพราะต้องฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวไม่เกิน 45 วัน หลังพ่นเพื่อให้ได้ปริมาณน้ำตาลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด”  นายมนตรี  กล่าว

ทางด้าน นายปิยุรัช ศุภารัตน์ ผู้จัดการทั่วไป/Chief Operating Officer [COO] กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกเหนือจากเป็นการช่วยผ่อนแรงในการทำงานแล้ว ที่สำคัญ ยังมีส่วนช่วยให้เกษตรกรสามารถทำงานทางด้านการเกษตรได้อย่างปลอดภัย หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีอย่างสิ้นเชิง ทางบริษัทได้มีการทดสอบร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้เกษตรกรทุกท่านมั่นใจได้ว่าการทำงานด้วยเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้นปลอดภัย เราได้พิสูจน์แล้วว่าด้วยการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้น ทั้งตัวเกษตรกรและตัวนักบินที่บังคับเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้น ไม่มีการสัมผัสกับสารเคมีแม้แต่จุดเดียวบนร่างกาย โดยมีการทดสอบคู่กับวิธีการทำงานแบบเดิมนั้น เกษตรกรจะต้องมีการสัมผัสกับสารเคมีเกือบทุกจุดบนร่างกาย ดังนั้นเราจึงมั่นใจว่าด้วยการใช้งานเฮลิคอปเตอร์  ไร้คนขับนั้น เกษตรกรจะปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมีมากขึ้นกว่าเดิม

การทำงานของเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้น เป็นการพัฒนาและออกแบบมา เพื่อใช้งานในการเกษตรโดยเฉพาะ และมีการออกแบบหัวพ่น (Nozzle) ให้มีการทำงานร่วมกับแรงลมใต้ใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับที่จะช่วยกดน้ำยาสารเคมีลงสู่พืชได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการควบคุมปริมาณโดยกล่องคอมพิวเตอร์ภายในเครื่องยนต์ที่จะช่วยควบคุมการจ่ายน้ำยาลงสู่พืชให้ได้ปริมาณตามที่คำนวณเอาไว้อย่างแม่นยำ

การฉีดพ่นสารเคมีโดยเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้น จะเป็นการฉีดพ่นโดยการใช้ปริมาณน้ำน้อยมากเพียง 1.28 ลิตรต่อไร่ซึ่งน้อยกว่าการใช้น้ำการการเกษตรแบบปัจจุบัน 40-60 เท่าซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในประเทศ เพื่อการเกษตรลงอย่างมหาศาลแต่ยังคงไว้ซึ่งคุณภาพของสารเคมีได้ดังเดิม

“สำหรับบริษัทของเราเป็นนับเป็นบริษัทแรกในประเทศไทย ที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจในการเดินอากาศโดยใช้อากาศยานไร้คนขับอย่างถูกต้องจากกรมการบินพลเรือนและกระทรวงคมนาคม ในการขอใบอนุญาตเพื่อประกอบธุรกิจในการการเดินอากาศกับกรมการบินพลเรือนนั้นจะต้องขออนุญาติ ทั้งหมด 3 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. การขออนุญาตสำหรับเครื่องบิน
  2. การขออนุญาตสำหรับนักบิน
  3. การขออนุญาตดำเนินธุรกิจทางอากาศ

ที่จะให้บริการรับจ้างพ่นสารเคมีในการเกษตรในเมืองไทย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับ ที่จะเน้นให้บริการกับการเกษตรแปลงใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่จะมีการเน้นให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเพื่อให้การทำงานแต่ละขั้นตอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในช่วงแรก บริษัท สยามยามาฮ่า มอเตอร์ โรโบทิคส์ จำกัด จะเน้นให้บริการในการฉีดพ่นสารเคมีในการปลูกอ้อยและข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย และโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการปลูกในลักษณะของเกษตรแปลงใหญ่ซึ่งการใช้งานเฮลิคอปเตอร์ไร้คนขับนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีขึ้น ลดระยะเวลาในการฉีดพ่นสารเคมีลง และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานของเกษตรกรได้มากขึ้น”   นายปิยุรัช  กล่าวในที่สุด