Home Blog Page 432

มาสด้า เจาะพื้นที่ทำเลทองแหล่งเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯ เปิดโชว์รูมใหม่ย่านรัชโยธินพร้อมให้บริการแบบครบวงจร

0

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ทุ่มลงทุนขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายเพิ่มเติม ล่าสุดจับมือกลุ่มพระนครเข้าร่วมดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแห่งที่ 3 เตรียมเดินหน้าเพิ่มศักยภาพการให้บริการเอาใจใส่ดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัว วันนี้มาสด้าจัดงานเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่แบบครบวงจร “สาขารัชโยธิน” ด้วยงบลุงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดดเด่นด้วยทำเลที่มีศักยภาพสูงตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านเศรษฐกิจและอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน 24 เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทันสมัยครบครัน ตอบโจทย์พันธกิจในการเพิ่มศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งมอบการบริการที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดโชว์รูมมาสด้าพระนคร สาขารัชโยธิน นับเป็นโชว์รูมมาสด้าแห่งที่ 3 ภายใต้การดำเนินธุรกิจของกลุ่มพระนคร ซึ่งบริหารงานโดยคุณธวัชชัย จึงสงวนพรสุข ผู้คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงรถยนต์มาโดยตลอด ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผมมั่นใจอย่างยิ่งว่ามาสด้า พระนคร สาขารัชโยธิน จะสามารถเข้ามาเติมเต็มและสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้าเกิดความรักและเชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้ามากยิ่งขึ้น

หลายปีที่ผ่านมามาสด้ากลายเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มียอดขายร้อนแรงมากที่สุด ลูกค้าให้ความสนใจอยากเป็นเจ้าของเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างาม อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ จนสามารถสร้างสถิติใหม่ให้เกิดขึ้นมากมาย ทั้งการก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งซิตี้คาร์ ก้าวขึ้นครองแชมป์รถอเนกประสงค์เอสยูวี รวมทั้งการก้าวขึ้นครองอันดับสามตลาดรถเก๋ง จากความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มาสด้าจึงให้ความสำคัญกับ “การบริการหลังการขาย” และนำมาเป็นนโยบายหลักสำคัญเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น

“เพราะเราเชื่อว่าการบริการที่เกินความคาดหวัง เหนือความคาดหมาย จะสร้างความผูกพันอันแน่นแฟ้นและยั่งยืนระหว่างมาสด้ากับลูกค้า มาสด้าจึงมุ่งมั่นขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่ ที่ทันสมัย หรูหรา สะดวกสบาย วันนี้เรามีลูกค้าที่เดินเข้าโชว์รูมมากกว่า 5 แสนราย ที่เชื่อมั่นในแบรนด์มาสด้าและเข้ารับการบริการ ส่งผลให้รถยนต์มาสด้าทุกรุ่นได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่คนในมาสด้าเท่านั้น แต่รวมถึงผู้จำหน่ายมาสด้าที่ได้ร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กัน” นายชาญชัย กล่าวเสริม

นายธวัชชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า มาสด้า พระนคร ได้เล็งเห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาสด้าทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบกับมีความเชื่อมั่นในศักยภาพและมองเห็นโอกาสในการเติบโตร่วมไปกับแบรนด์มาสด้า จึงได้เข้าร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้าอย่างเป็นทางการ โดยเปิดสาขาแรกบนถนนเกษตร-นวมินทร์ ตามมาด้วยสาขาอุดมสุข และล่าสุด คือสาขา รัชโยธิน แห่งนี้ ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นโชว์รูมและศูนย์ให้บริการมาตรฐานที่พร้อมให้บริการแบบครบวงจร 4S ทั้งส่วนงานขาย งานบริการ งานฝ่ายอะไหล่ และงานซ่อมสีและตัวถัง หรือที่เรียกว่า “One Stop Service” ที่ลูกค้าสามารถนำรถมาเข้ารับบริการได้ทุกส่วนงานภายในที่เดียว มีจำนวนช่องซ่อมถึง 10 ช่อง สามารถรองรับเซอร์วิสลูกค้าได้ถึงวันละ 40 ราย

โชว์รูมมาสด้าพระนคร สาขารัชโยธิน เป็นโชว์รูมขนาดใหญ่แห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพย่านรัชโยธิน อันแวดล้อมไปด้วยแหล่งชุมชนและห้างสรรพสินค้าที่สำคัญ และยังอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าพหลโยธิน 24 พร้อมเชื่อมต่อกับถนนสายหลัก 2 เส้น ทั้งถนนพหลโยธินและวิภาวดี ทำให้ลูกค้าสามารถเดินทางมาใช้บริการและรับรถได้สะดวก ประกอบกับยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีทันสมัย และช่องซ่อมมากถึง 10 ช่องซ่อม พร้อมศูนย์ซ่อมสีและตัวถังขนาดใหญ่ไว้คอยให้บริการลูกค้าอย่างครบครันและฉับไว

การเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ครั้งนี้ ส่งผลให้มาสด้ามีศูนย์บริการรวมทั้งสิ้น 138 แห่ง ทั่วประเทศ ที่พร้อมให้บริการลูกค้าครบทุกฟังก์ชั่น ทั้งนี้มาสด้าจะยังคงเดินหน้าตามแผนงานในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายต่อไป เพื่อส่งมอบคุณค่าและคุณภาพการให้บริการ 4 หลักแก่ลูกค้า อันได้แก่ ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว มาตรฐานและประสิทธิภาพ และราคาที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพการขายและการบริการหลังการขาย ให้ได้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาสัมพันธ์อันดีกับผู้แทนจำหน่าย ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน

ฟอร์ดแต่งตั้ง จิม ฟาร์ลีย์ ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลัง จิม แฮคเกตต์ ประกาศเกษียณอายุ

0

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผย จิม แฮคเกตต์ จะลงจากตำแหน่งประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังจากเป็นผู้นำในการปรับโฉมธุรกิจของบริษัทมาตั้งแต่ปี 2560 โดย จิม ฟาร์ลีย์  ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทน และเข้าร่วมคณะกรรมการบริหารบริษัท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

 

แฮคเกตต์ วัย 65 ปี และฟาร์ลีย์ วัย 58 ปี จะทำงานร่วมงานกันในอีก 2 เดือนข้างหน้า เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารเป็นไปอย่างราบรื่น

 

ฟอร์ดภายใต้การนำของแฮคเกตต์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนายานยนต์อัจฉริยะ และมุ่งให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ปรับโครงสร้างการทำงาน ปรับแผนผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และลดขั้นตอนการทำงานให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

 

“ผมขอขอบคุณจิม แฮคเกตต์เป็นอย่างมากสำหรับทุกอย่างที่เขาทำเพื่อปรับโฉมธุรกิจของฟอร์ดให้ทันสมัย รวมทั้งช่วยให้บริษัทพร้อมสำหรับการแข่งขัน และประสบความสำเร็จในอนาคต” บิล ฟอร์ด ประธานบริหารของฟอร์ดกล่าว “วิสัยทัศน์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรามีความชัดเจนมากขึ้น ทั้ง มัสแตง มัค-อี รถกระบะเอฟ-150 ใหม่ และรถในตระกูลบรองโก เรามีแผนงานสำหรับรถไฟฟ้าและยานพาหนะไร้คนขับ ตลอดจนการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ บริษัทมีความคล่องตัวมากขึ้น เห็นได้ชัดจากการที่เราสามารถระดมกำลังได้อย่างรวดเร็วในการผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ช่วยชีวิตเพื่อรับมือกับโรคระบาดตั้งแต่ระยะแรก”

 

ฟาร์ลีย์ เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในระดับโลก มีประวัติการทำงานที่ประสบความสำเร็จ และยังได้ทำงานร่วมกับแฮคเกตต์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาและนำแผนงาน Creating Tomorrow Together มาใช้ปรับโฉมธุรกิจของฟอร์ดให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีกำไรมากขึ้น

 

“จิม ฟาร์ลีย์ มีความรอบรู้ทั้งด้านยานยนต์และการดูแลลูกค้า มีสัญชาตญาณดีเยี่ยมเกี่ยวกับการวางแผนงานเพื่ออนาคต และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์” บิล ฟอร์ด กล่าว “จิมเป็นคนที่หลงใหลในยานยนต์ และเป็นที่รู้กันดีว่าเขามีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ ผมเองได้เห็นพัฒนาการของเขามาโดยตลอด ความมุ่งมั่นและการมองการณ์ไกลของเขาจะช่วยให้ฟอร์ดประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไปในอนาคต”

 

ฟาร์ลีย์ เริ่มทำงานที่ฟอร์ดในปี พ.ศ. 2550 ในตำแหน่งประธานฝ่ายการตลาดและฝ่ายขายระดับโลก จากนั้นจึงเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารแบรนด์รถยนต์ ลินคอล์น ผู้บริหารฟอร์ดในทวีปอเมริกาใต้ ฟอร์ด ยุโรป และตลาดนานาชาติ โดยเมื่อเดือนเมษายน ปี 2562 ฟาร์ลีย์ได้เข้ารับตำแหน่งนประธานฝ่ายธุรกิจใหม่ เทคโนโลยี และกลยุทธ์ของฟอร์ด มีส่วนช่วยกำหนดทิศทางและนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการขับเคลื่อนและสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการทำใช้แพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ ระบบเชื่อมต่อการสื่อสาร เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติและการขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ๆ โดยล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ฟาร์ลีย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของฟอร์ด

 

ด้านแฮคเกตต์ มีความมั่นใจว่าขณะนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมในการส่งมอบอำนาจบริหารต่อให้กับจิม ฟาร์ลีย์ โดยตนเองจะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษให้กับฟอร์ดจนถึงเดือนมีนาคม ปี 2564  

 

“เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป้าหมายของผมคือการเตรียมฟอร์ดให้พร้อมที่จะคว้าชัยชนะในอนาคต” แฮคเกตต์ กล่าว “ความท้าทายที่ยากที่สุดสำหรับบริษัทที่มีประวัติอันยาวนานและน่าภูมิใจ คือการปรับตัวเพื่อตอบโจทย์กับความท้าทายใหม่ๆ ที่โลกกำลังเผชิญ ผมภูมิใจกับแนวทางการทำงานที่พวกเราได้ช่วยกันปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างฟอร์ดให้ทันสมัย และผมเชื่อมั่นในอนาคตของฟอร์ดเป็นอย่างยิ่ง”

 

“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผมได้ทำงานร่วมกับจิม ฟาร์ลีย์  อย่างใกล้ชิด ผมมีความมั่นใจในตัวของฟาร์ลีย์ และความสามารถในการเป็นผู้นำของเขา” แฮคเกตต์ กล่าว “ฟาร์ลีย์ มีบทบาทสำคัญในการรังสรรผลิตภัณฑ์และปรับเปลี่ยนธุรกิจของฟอร์ดในตลาดทั่วโลก และยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการนำพาฟอร์ดก้าวไปข้างหน้าด้วยการนำเสนอรถยนต์อัจฉริยะที่เหมาะสมกับโลกแห่งเทคโนโลยีอัจฉริยะ”

 

ฟาร์ลีย์ กล่าวว่า “ผมรักฟอร์ดและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการเข้ารับตำแหน่งเพื่อทำงานร่วมกับพนักงานฟอร์ด ลูกค้า ผู้จำหน่าย ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน จิม แฮคเกตต์ ได้วางรากฐานที่แข็งแรงให้กับบริษัทเพื่ออนาคตที่สดใส และช่วยผลักดันการทำงานให้มีความคืบหน้าตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับทีมฟอร์ดและผลักดันบริษัทให้เดินหน้าอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่เราคาดหวัง”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ร่วมพันธมิตรในโครงการ ChargeNow ขยายเครือข่ายหัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ

0

พันธมิตรในโครงการ ChargeNow ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จับมือ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไม่จำกัดรุ่นเพิ่มเติมถึง 12 หัวจ่าย ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ พร้อมให้บริการอัดประจุไฟฟ้าฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 กันยายน 2563 โดยการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในตัวเมืองกรุงเทพฯ ตามเป้าหมายของโครงการ ChargeNow ที่มุ่งเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า พร้อมสานต่อการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้าและความยั่งยืนเสมอมา โดยได้ผลักดันแนวคิดเกี่ยวกับยานยนต์แห่งอนาคตที่ผสานความเพลิดเพลินในการขับขี่ ควบคู่กับเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ณ ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ ในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม สามารถเข้าถึงหัวจ่ายสาธารณะในบริเวณใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดพัฒนาและส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย การเปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive30e M Sport รถยนต์ PHEV รุ่นใหม่ล่าสุดของเรา ทำให้บีเอ็มดับเบิลยูพร้อมมอบทางเลือกยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายที่สุด ด้วยรถยนต์ PHEV และ BEV สูงที่สุดในตลาดถึง 9 รุ่น ส่วนการสนับสนุนการขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow ทั่วประเทศนี้ ก็นับเป็นอีกหนึ่งแผนงานที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการส่งเสริมอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยรองรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นและทุกแบรนด์”

คุณสุธาวดี ศิริธนชัย รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ กล่าวว่า “ในปัจจุบันความนิยมในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด กำลังมีแนวโน้มที่สูงขึ้นในประเทศไทย ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม ดิ เอ็มควอเทียร์ หนึ่งในศูนย์การค้าชั้นนำของประเทศไทย จึงมีแนวคิดในการร่วมส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยร่วมมือกับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการทั้ง 2 ศูนย์การค้า ด้วยการเปิดให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไม่จำกัดรุ่นเพิ่มเติมถึง 12 หัวจ่าย ซึ่งลูกค้าที่มาใช้บริการจะมั่นใจได้ว่าได้รับบริการที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานในระดับสากล ตอบรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน”

คุณสุวัจชัย พรสุวรรณสิริ กรรมการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะหนึ่งในผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด เรามุ่งส่งมอบเทคโนโลยีอัดประจุไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยหัวจ่ายสาธารณะใหม่ทั้ง 12 หัวจ่าย ซึ่งแบ่งเป็น 6 หัวจ่ายภายในศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรี่ยม และอีก 6 หัวจ่ายภายในศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ล้วนแต่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานยุโรป และสามารถใช้งานร่วมกับรถยนต์ EV และ PHEV ได้ทุกแบรนด์ ลูกค้าจึงสามารถใช้เวลาพักผ่อนในศูนย์การค้าได้อย่างไร้กังวล และวางใจได้ว่ารถยนต์จะได้รับการอัดประจุไฟฟ้าอย่างเหมาะสมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไป”

ทั้งนี้ เครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะChargeNow เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงบริษัท เดอะ ฟิฟท์ อีลีเม้นท์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมระบบสาธารณูปโภคของประเทศไทยสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืน โดยได้เดินหน้าขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดที่เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน สถานีChargeNow มีให้บริการทั้งหมด 141 หัวจ่ายใน 63 สถานีทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ChargeNow 91 หัวจ่าย และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู 50 หัวจ่าย พร้อมวางแผนขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะChargeNow ให้ครบ 100 หัวจ่ายภายในสิ้นปี 2563 นี้ ซึ่งเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้บริการ ChargeNow ได้อย่างสะดวกสบายไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ยี่ห้อใด ได้ ณ ศูนย์การค้าและโรงแรมชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงเมืองใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย

นิสสัน พร้อมส่งมอบ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่

0

นิสสัน ประเทศไทย เริ่มสายการผลิต นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ อย่างเป็นทางการ และพร้อมส่งมอบรถยนต์ชุดแรกให้กับลูกค้าในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลิตเทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ ของนิสสัน ต่อจากประเทศญี่ปุ่น ตอกย้ำความสำคัญของของประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับนิสสันในเอเชีย และโอเชียเนีย

“การได้เห็นรถยนต์นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ คันแรกออกมาจากสายการผลิตสำหรับประเทศไทยนั้นเป็นช่วงเวลาที่น่าประทับใจ แสดงให้เห็นถึงการเดินทางของเราผ่านช่วงที่มีโรคระบาด ตั้งแต่การเปิดตัว  นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ตลอดจนกลับมาเดินสายการผลิตรถยนต์ รวมถึงการผลิต อี-พาวเวอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดของนิสสัน” ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว  “นิสสัน ขยายฐานการผลิตอย่างมีนัยสำคัญและเราลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างงาน และช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

พนักงานนิสสัน ประเทศไทย มากกว่า 5,000 คนมีส่วนร่วมในการผลิตนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ โดยพนักงานเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเพื่อรองรับมาตรฐานการผลิตระดับโลกโดยใช้เทคโนโลยี   อันทันสมัยพร้อมด้วยการสนับสนุนจากผู้จำหน่ายฯ และผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทยของนิสสัน ที่พร้อมจะช่วยนำความสำเร็จของ นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ นี้ สู่การแข่งขันในตลาดรถยนต์กลุ่มคอมแพ็ค เอสยูวี

ดีไซน์ที่โดดเด่น และสมรรถนะสูง พร้อมกับ เทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี ครบครัน นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ จึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของนิสสันในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ และเพื่อส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น รวมถึงตลาดสำคัญต่าง ๆ ในอาเซียนของนิสสัน นิสสัน ประเทศไทย มีมาตรฐานการประเมินคุณภาพที่เข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะได้รับมาตรฐานเทียบเท่ากับประเทศญี่ปุ่น และเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ นิสสัน ได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในระบบออโตเมชันขั้นสูงในกระบวนการควบคุมคุณภาพนี้

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถจองนิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 889,000 บาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่มี อายุการใช้งานที่นาน ทนทาน มีสมรรถนะและคุณภาพสูงเป็นเวลา 10 ปี พร้อมการรับประกันระบบไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี และการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ใหม่ เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

นิสสัน คิกส์ อี-พาวเวอร์ ใหม่ พร้อมให้ลูกค้าทดลองขับแล้ววันนี้ โดยลูกค้าผู้สนใจสามารถติดต่อผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน เพื่อนัดหมายเวลาทดสอบรถ สำหรับรายละเอียดการส่งเสริมการขายและข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเยี่ยมชมที่ผู้จำหน่ายฯ ของนิสสันทั่วประเทศ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

ฮอนด้า ประกาศยอดขายครึ่งปี 2563 ครองอันดับ 1 ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล คาดการณ์ตลาดรถยนต์ปี 2563 อยู่ที่ 680,000 คัน

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด รายงานผลการดำเนินงานในระหว่างสถานการณ์โควิด-19 ช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ด้วยยอดจำหน่ายสะสมระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน 2563 จำนวนทั้งสิ้น 41,326 คัน หรือคิดเป็น 29.2% สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่ง จากยอดขายรวมรถยนต์นั่ง 141,366 คัน โดย ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ฮอนด้า ซีวิค ฮอนด้า เอชอาร์-วี และ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ยังคงเป็นรถยนต์ยอดนิยมและครองตำแหน่งผู้นำในกลุ่ม จากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ฮอนด้าคาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 680,000 คัน พร้อมกันนี้ ฮอนด้าได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2563 ที่พร้อมตอบรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยจะเน้นกลยุทธ์ด้านดิจิทัล พร้อมยกระดับงานบริการหลังการขายเพื่อเพิ่มความสะดวกและมั่นใจให้กับลูกค้ารองรับไลฟ์สไตล์แบบ New Normal

ภาพรวมธุรกิจยานยนต์และความเคลื่อนไหวของฮอนด้าในช่วงสถานการณ์โควิด-19

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงาน  ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย และชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้า ภาคธุรกิจทั้งประเทศหยุดชะงักรวมทั้งธุรกิจรถยนต์ด้วย ส่งผลต่อยอดขายในครึ่งปีแรก 2563 (มกราคม – มิถุนายน 2563) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรถยนต์รวม 325,773 คัน หรือลดลง 38.7% เช่นเดียวกับตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรวม ที่มียอดขาย 141,366 คัน หรือลดลง 41.8%  

ยอดการจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้าในครึ่งแรกของปี 2563

ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่สถานการณ์โควิด-19 มีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์เป็นอย่างมาก แต่มีทิศทางที่ดีขึ้นด้วยยอดขายที่เริ่มฟื้นกลับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม ส่งผลให้ 6 เดือนแรกของปีนี้ ฮอนด้ามียอดขายรวม 41,326 คัน มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 29.2% ซึ่งสามารถครองยอดขายเป็นอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มีอัตราลดลง 36.1%  ซึ่งถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ฮอนด้าก็ยังมีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าตลาดรถยนต์ส่วนบุคคลโดยรวมสำหรับยอดขายรถยนต์ฮอนด้า ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม – มิถุนายน 2563) แบ่งตามเซกเมนต์ ประกอบด้วย

กลุ่มรถยนต์ซับคอมแพคท์ซีดาน

  • ฮอนด้า ซิตี้ ยังได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่องเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มนี้ ด้วยยอดขาย 16,950 คัน หรือคิดเป็น 39.3%

กลุ่มรถยนต์คอมแพคท์

  • ฮอนด้า ซีวิค และฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ยังครองความเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 8,656 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 56.7%

กลุ่มรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์

  • ในกลุ่มรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์ขนาดกลาง ฮอนด้า เอชอาร์-วี ครองอันดับ 1 มียอดขายสะสม 3,667 คัน ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 33%
  • กลุ่มรถยนต์สปอร์ตเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ครองอันดับ 1 มียอดขายสะสม 1,978 คัน ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 43%

กลุ่มรถยนต์ครอบครัว

  • ฮอนด้า แอคคอร์ด มียอดขายสะสม 2,270 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 45.3%

ทิศทางการดำเนินธุรกิจของฮอนด้า ในปี 2563

ในช่วงนี้ลูกค้าบางส่วนที่เคยชะลอการซื้อออกไปก็เริ่มกลับมาตัดสินใจซื้อสินค้า ผนวกกับภาครัฐที่มีมาตรการผ่อนปรนในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอดจนมีแผนฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยออกมา ซึ่งฮอนด้าคาดว่าจากปัจจัยเหล่านี้จะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม และทำให้ความต้องการการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ฮอนด้า ได้ปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจใน 3 ด้าน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคใหม่ อันประกอบด้วย

1) ด้านการขายและการตลาด

ฮอนด้า เพิ่มความเข้มข้นด้านการตลาดออนไลน์ โดยใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์ (Big Data) และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในหลายด้าน อาทิ

  • Online Channel

ฮอนด้าได้ยกระดับรูปแบบการจัดกิจกรรมออนไลน์ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • New Normal Auto Show

ฮอนด้าได้ปรับรูปแบบการจัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ต่างๆ โดยยึดแนวคิด Less is More คือการปรับลดโครงสร้าง เปิดพื้นที่บูทให้กว้าง เน้นระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าชมรถได้อย่างมั่นใจ และได้มีการแนะนำ Webchat เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารออนไลน์ และพูดคุยระหว่างลูกค้ากับที่ปรึกษาการขายจากโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ทั้งยังมี 360 Experience ให้ลูกค้าที่แม้จะไม่ได้มาเดินชมงานด้วยตัวเอง ก็สามารถรับชมบรรยากาศบูท วิดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์โดยฮอนด้าเลดี้ ไปจนถึงการรับข้อเสนอต่างๆ ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับที่งาน

  • Online Training

ปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการฝึกอบรม จากการเรียนในห้องอบรมเป็นการเรียนในรูปแบบออนไลน์ และการสอนผ่านทางไกล (Live Training Class) เพื่อพัฒนาบุคลากรทั้งของฮอนด้า และผู้จำหน่ายให้พร้อมบริการลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2) ด้านการบริการหลังการขาย

พร้อมสร้างคุณค่าของงานบริการแบบใหม่ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าการดูแลรถยนต์ฮอนด้าเป็นเรื่องง่าย และสามารถเลือกรับบริการได้ในรูปแบบที่ต้องการ โดยได้ปรับกลยุทธ์เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของลูกค้าแบบ New Normal มากยิ่งขึ้น  โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในงานด้านต่างๆ ดังนี้

  • Online Booking ส่งเสริมระบบการจองคิวออนไลน์ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า
  • Super Fast Tech เพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • Roadside Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง โดยช่างผู้ชำนาญงานจากศูนย์บริการ

นอกจากนี้ฮอนด้ายังได้ร่วมกับผู้จำหน่ายนำร่องเพื่อนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ตอบรับการใช้ชีวิตแบบ New Normal  ได้แก่

  • Drop & Go Services สำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการรอรับบริการที่ศูนย์บริการ เพียงนัดหมายและยืนยันงานบริการล่วงหน้า เมื่อถึงวันนัดก็สามารถนำรถมาจอดและฝากกุญแจ ณ จุดบริการได้เลย รวมถึงสามารถชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ (e-Payment) ได้อีกด้วย
  • Home Services บริการอำนวยความสะดวกในการดูแลรถยนต์ (บางรายการ) ถึงบ้าน

 3) ด้าน Digital Transformation

สร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งของทั้งองค์กร โดยนำดิจิทัล เทคโนโลยีมาใช้ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด และเพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า ซึ่งในยุคที่มีการแข่งขันสูง Digital Transformation มีส่วนสำคัญในการสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ฮอนด้าได้เน้นการสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลทุกส่วนงาน มุ่งยกระดับทักษะของพนักงานทางด้านดิจิทัล มีการเชื่อมโยงข้อมูล พร้อมนำไปวิเคราะห์ร่วมกับการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อการพัฒนารูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการ และการสื่อสารทางการตลาด ไปสู่สิ่งที่ลูกค้าคาดหวังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ฮอนด้าได้ริเริ่ม Blockchain Innovative Technology (BIT) อีกหนึ่งโปรเจกต์สำคัญ ที่เริ่มต้นขึ้นเพื่อรองรับ Big Data และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจัดตั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมา เพื่อทดลองการทำงานแบบไร้รอยต่อในแต่ละเจเนอเรชัน ในช่วงแรกจะเริ่มใช้กับกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัทฯ (CSR) เพื่อกระตุ้นให้พนักงานทำกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการบันทึกการทำความดีผ่าน Time Banking ซึ่งโมเดลดังกล่าวจะนำไปประยุกต์ใช้กับงานในส่วนอื่นๆ ของฮอนด้าต่อไปในอนาคต

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวสรุปว่า “ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 สถานการณ์โควิดในประเทศไทยเริ่มคลี่คลาย ทิศทางตลาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าในช่วงต้นปีแรก แต่ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพราะตลาดยังมีความอ่อนไหวหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดซึ่งอาจทำให้ประชาชนกลับมาระมัดระวังการใช้ชีวิตและการใช้เงินอีกครั้ง ฮอนด้าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินงานในหลายด้านเพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าในยุคใหม่ และยังคงมาตรการ Social Distancing ในโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงทุกพื้นที่ในการดำเนินธุรกิจอย่างเข้มงวดต่อไป ฮอนด้าคาดว่าตลาดรถยนต์รวมในปี 2563 จะมียอดขายรวม 680,000 คัน ลดลงจากปีก่อน 32% โดยเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 304,000 คัน ลดลงจากปีก่อน 35%”

“ราซกัตลิโอกลู” ระเบิดฟอร์ม เฆเรซ ควบ R1 คว้าดับเบิ้ลโพเดี้ยม ศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์

0

ศึกซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2020 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ดวลความเร็วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ เซอร์กิโต เดอ เฆเรซ-อังเคล นีอัตโต้ ประเทศสเปน ระยะทางต่อรอบ 4.423 กิโลเมตร ในรายการพิเรลลี่ สแปนิช ราวนด์

เกมในเรซแรกกำหนดชิงชัยทั้งสิ้น 20 รอบสนาม และเป็นทางด้าน โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #54 ที่ออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม ไต่จากกริดที่ 5 ขึ้นไปรั้งอันดับ 2 ตั้งแต่รอบแรกของการแข่งขัน และบิดเกาะอยู่ในกลุ่มหัวขบวนตลอดทั้งเกม ขับเคี่ยวแย่งแชมป์กับคู่แข่งได้อย่างสุดมันส์ ก่อนจะบิด ยามาฮ่า YZF-R1 รับธงตาหมากรุกในอันดับ 3 ส่วน ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 เพื่อนร่วมสังกัดพาต้า ยามาฮ่า เวิลด์เอสบีเค ออฟฟิเชียล ทีม บิดไม่จบการแข่งขัน

ทว่าในรอบซูเปอร์โพลเรซ เป็นทางด้าน ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 ที่สามารถรีดผลงานอันยอดเยี่ยมของตนเอง ก่อนจะควบรถแข่ง ยามาฮ่า YZF-R1 เข้าเส้นชัยในอันดับ 3 หลังผ่าน 10 รอบสนามที่ เฆเรซ บวกแต้มเพิ่มให้กับตนเองและต้นสังกัดได้สำเร็จ ขณะที่ โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #54 พลาดโอกาสคว้าแต้มอย่างน่าเสียดาย หลังต้องออกจากการแข่งขันไป หลังผ่านครึ่งทางของการชิงชัยในเกมรอบซูเปอร์โพล

อย่างไรก็ดี โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #54 สามารถกลับมาเรียกฟอร์มเก่งได้ในเรซที่ 2 ของการแข่งขัน ทะยานจากกริดที่ 10 ขึ้นไปรั้งอันดับ 4 ในรอบแรกของการแข่งขัน และขยับขึ้นอันดับ 3 ได้ในรอบถัดมา ก่อนจะไล่บดกับคู่แข่งอย่างสุดมันส์จนครบ 20 รอบสนาม ซิ่ง ยามาฮ่า YZF-R1 เบิ้ลโพเดี้ยมที่ เฆเรซ มาครอง ด้าน ไมเคิล ฟาน เดอร์ มาร์ค #60 ทำได้ดีที่สุดด้วยการซิ่งจบการแข่งขันในอันดับ 7

สำหรับการชิงชัยในสนามที่ 3 ศึกซูเปอร์ไบค์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2020 จะยกพลไปดวลความเร็วที่ อัลกาเฟ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศโปรตุเกส ระหว่างวันที่ 8-9 สิงหาคม นี้ ในรายการโมตุล โปรตุกีส ราวนด์

เตรียมพบกับ Toyota Gazoo Racing Motorsport 2020 ความกล้าที่จะข้ามขีดจำกัด…Spirit to push the limit

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสนธยา คุณปลื้ม นายกสมาคมราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ – สมาคมกีฬา และนายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมแถลงข่าวการจัดกิจกรรม “Toyota Gazoo Racing Motorsport 2020” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2563 ณ Toyota Driving Experience Park

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเป็นทั้งผู้จัดการแข่งขัน และให้การสนับสนุนตั้งแต่ระดับเยาวชนต่อเนื่องไปจนถึงนักแข่งในระดับอาชีพ เปิดโอกาสให้นักแข่งไทยได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ จากความทุ่มเทในการพัฒนาวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ส่งผลให้โตโยต้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำในวงการมอเตอร์สปอร์ตของไทยอย่างแท้จริง

Toyota Motorsport 2020 11

 

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวว่า “มอเตอร์สปอร์ตถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน DNA สำคัญของโตโยต้า และมอบแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ “ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า” ในประเทศไทย โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 35 ปีที่แล้วด้วยวัตถุประสงค์ในการสร้างประสบการณ์ความสนุกสนาน จากการสนับสนุนของผู้รักกีฬามอเตอร์สปอร์ต ผู้จัดงานและผู้สนับสนุน ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเราพยายามปรับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้สนับสนุนนักแข่งชาวไทยให้ได้มีโอกาสไปแข่งขันในระดับนานาชาติ”

Toyota Motorsport 2020 2

โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง มอเตอร์สปอร์ต 2020 …Spirit to push the limits

จากแนวคิดของ Toyota Gazoo Racing ในการเข้าร่วมกีฬามอเตอร์สปอร์ต ที่เชื่อว่าการทดสอบขีดจำกัดของสมรรถนะการขับขี่ขั้นสูงสุดของรถยนต์ จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถยนต์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราไม่สามารถเห็นได้ในการขับขี่แบบปกติในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดล้วนเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในการพัฒนายนตรกรรม “ที่ดียิ่งกว่า” (Ever-Better Cars) ของโตโยต้า โดยกีฬามอเตอร์สปอร์ตนั้นได้เปิดมุมมองในการผลิตรถยนต์ในเชิงลึกมากขึ้น ซึ่งความคิดริเริ่มดังกล่าวได้รับการถ่ายทอด DNA ของมอเตอร์สปอร์ต เพื่อส่งต่อไปในการพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น GR Series

Toyota Motorsport 2020 6

โดยในปีนี้ Toyota Gazoo Racing Motorsport 2020 ถูกจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Spirit to push the limits” หรือ “ความกล้าที่จะข้ามขีดจำกัด” คือ ความกล้าที่จะเปิดทุกโสตประสาทสัมผัส ปลุกความกล้าที่จะก้าวข้ามทุกขีดจำกัดแห่งความท้าทายของผู้เข้าชมทุกท่าน ไปกับสมรรถนะการขับขี่อันดีเยี่ยมของรถโตโยต้าอย่างใกล้ชิดกับรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบวันเมคเรซ ทั้ง 4 รุ่น ได้แก่รุ่น ไฮลักซ์ รีโว่ วันเมคเรซ (Hilux Revo OMR) กับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง กับช่วงล่างที่หนึบและสมรรถนะที่แรงสุดขีด

Toyota Motorsport 2020 3

และรุ่น โคโรลล่า อัลติส จีอาร์ สปอร์ต วันเมคเรซ (Corolla Altis GR Sport OMR) ที่ถือเป็นครั้งแรกของการนำรถตระกูล GR Sport เข้าทำการแข่งขันวันเมคเรซกับเครื่องยนต์ 1,800 ซีซี ที่ผสานกันอย่างลงตัวระหว่างเครื่องยนต์ ระบบช่วงล่าง และระบบเบรค ส่งผลให้การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ท้ายสุดกับรุ่น วีออส วันเมคเรซ (Vios OMR) และรุ่นวีออส วันเมคเรซ เลดี้คัพ (Vios OMR Lady Cup) กับเครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่คล่องแคล่ว ปราดเปรียวสำหรับนักแข่งมือใหม่

Toyota Motorsport 2020 4

เพื่อให้สอดรับกับมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 เรามีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวด โดยเริ่มตั้งแต่การกั้นแนวรั้วล้อมพื้นที่จัดงานเพื่อคัดกรองผู้เข้าร่วมกิจกรรมในทุกทางเข้า – ออก พร้อมลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ผู้เข้าร่วมงานทุกคนต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิ และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา นอกจากนี้ยังจัดให้มีการทำความสะอาดบริเวณจุดต่างๆ เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังในด้านความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานทุกคน และจำกัดจำนวนคนในพื้นที่กิจกรรมไม่เกิน 3,000 คน

และนอกจากนี้ ยังได้จัดรายการแข่งขันพิเศษ TOYOTA EXECUTIVE CHARITY RACE 2020 โดยคณะผู้บริหารโตโยต้าและตัวแทนชมรมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า กับรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม รุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4X2 Z Edition บทพิสูจน์ของกระบะสายพันธุ์แกร่ง สมรรถนะที่แรงสุดขีด โดยเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันจำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยข้าวรัชมงคลจำนวน 4 ตันจะนำไปมอบให้กับโรงพยาบาลทั้ง 4 แห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลบ้านด่าน โรงพยาบาลชำนิ และโรงพยาบาลแคนดง เพื่อใช้สนับสนุนและเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

Toyota Motorsport 2020 5

ความสนุกในรูปแบบการขับขี่ (Fun-to-drive)

การโชว์สมรรถนะของรถโตโยต้า

-Battle Drift Show (ใหม่)

ครั้งแรกกับบทพิสูจน์สมรรถนะของรถสปอร์ตในตำนานอย่าง GR Supra ที่จะมาแบทเทิลกับรถกระบะสายพันธุ์แกร่งอย่าง Hilux Revo รถกระบะยอดนิยม ของคนไทย ที่มาสร้างความตื่นเต้นและเร้าใจไปด้วยกัน

-Toyota Gazoo Racing Team Thailand Show

การโชว์สมรรถนะของรถแข่งและทีมแข่งรถระดับมืออาชีพที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากสนามแข่งระดับโลก ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่า 35 ปี

สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในสนามแข่ง

-GR Supra Driving Experience

สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษ กับการนั่งรถสปอร์ต GR Supra พร้อมนักแข่งมืออาชีพที่ขับในสนามแข่งจริง

-TNGA Driving Experience

ประสบการณ์ใหม่ที่ให้ลูกค้าได้ทดลองขับรถใน Track การแข่งขัน กับรถ Toyota ที่มีโครงสร้าง TNGA อาทิ Camry,Corolla Altis, C-HR และล่าสุดกับ New Corolla Cross เพื่อพิสูจน์ถึงการควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ และคุณจะสนุกไปกับการขับขี่

กิจกรรมแห่งความสนุกโดนใจวัยมันส์

-Motorsport Zone ที่รวบรวมเรื่องราวของ Toyota Gazoo Racing ที่พัฒนารถจากการแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ต ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า “Ever-Better Cars” นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงสินค้าภายใต้แบรนด์ Toyota Gazoo Racing ที่ออกแบบและผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นล้วนสะท้อนตัวตนความสปอร์ต ที่มีเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

-สำหรับคนรุ่นใหม่ที่รักในความเร็ว จะได้สัมผัสและทดลองขับเครื่องจำลองการขับขี่เสมือนอยู่ในสนามแข่งจริงกับเกมส์แข่งขัน Corolla Altis GR Sport Simulator

-สำหรับท่านที่ชื่นชอบการแต่งรถ สามารถส่งรถเข้าร่วมประกวดรถแต่งได้ ทั้งรถเก๋งและรถกระบะ ทั้งในประเภทแต่งสวยงาม หรือแต่งขั้นเทพ พร้อมเงินและถ้วยรางวัล อีกทั้งยังได้มาชมรถแต่งและเลือกซื้ออุปกรณ์ตกแต่งจากร้านแต่งรถชื่อดังในท้องถิ่น

Toyota Gazoo Racing Academy Thailand

โตโยต้าได้ก่อตั้งโครงการ Toyota Racing School เมื่อปี 2552 เพื่อเปิดโอกาสให้กับบุคคลทั่วไป และผู้ที่ ชื่นชอบการขับรถแข่ง ได้มาเรียนรู้ทักษะการขับรถกับนักแข่งมืออาชีพ ตั้งแต่หลักสูตร Basic Advance และ Racing โดย 11 ปีที่ผ่านมาได้สร้างนักแข่งหน้าใหม่ให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยมากมาย และในปีนี้ Toyota Racing School ได้ยกระดับสู่ความสนุกสนาน ตื่นเต้นและเร้าใจมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งปรับภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ Toyota Gazoo Racing Academy Thailand ส่งต่อความหลงใหลในการแข่งรถให้กับคน รุ่นใหม่ ด้วยหลักสูตรที่จะช่วยต่อยอดทักษะการแข่งรถ ให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการขับรถตามมาตรฐานสนามแข่ง ได้อย่างปลอดภัย กับหลักสูตรขับรถแข่งมืออาชีพ และยังสามารถนำความรู้หรือทักษะในการเรียน มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับการขับรถบนท้องถนนให้มีความปลอดภัยได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสานฝันคนรุ่นใหม่ที่ชอบและใฝ่ฝันในกีฬาการขับรถแข่งด้วยกิจกรรม “The Dream Racers” ซึ่งจะคัดเลือกผู้ที่มาสมัครทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อมาเรียนรู้เทคนิคและทักษะการขับขี่ที่ถูกต้อง โดยเราจะทำการคัดเลือกผู้ที่ผ่านการทดสอบจำนวน 30 ท่าน เพื่อสมัครใจในการเข้าเรียนคอร์ส Basic Advance และ Racing หลังจากนั้นเราจะคัดเลือกผู้ชนะ เพื่อไปร่วมงาน Toyota Gazoo Racing Motorsport ที่สนามบุรีรัมย์ ซึ่งผู้ชนะจะได้ไปสัมผัสประสบการณ์และเรียนรู้การเป็นนักแข่งแบบมืออาชีพ และพิเศษสุด กับการขับรถ GR Supra ในสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต สามารถสมัครผ่านทาง Facebook: Toyota Gazoo Racing Motorsport Thailand

การแข่งขัน E-Motorsport “Gran Turismo GR Supra GT Cup”

ที่สุดของความแรงกับ Toyota GR Supra รถสปอร์ตในตำนาน กับการแข่งขันเกมส์ชิงแชมป์ด้วยรถประเภทเดียวเพื่อหานักแข่ง Supra ที่เก่งที่สุดในโลก ผ่านการแข่งขันกีฬา E-Motorsport “GR Supra GT Cup 2020” ที่ได้รับการรับรองโดย FIA (สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ) ซึ่งโตโยต้าในฐานะผู้สนับสนุนหลักในการแข่งขันมุ่งเน้นที่จะยกระดับกีฬา E-Motorsport พร้อมทั้งส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีโอกาสในการร่วมแข่งขันในระดับสากล โดยผู้เข้าแข่งขันที่สามารถสะสมคะแนนได้สูงที่สุด 3 อันดับแรกในรอบคัดเลือก จะได้สิทธิพิเศษเข้าร่วมการแข่งขันในระดับเอเซียแปซิฟิคในเดือนตุลาคม และจะได้รับเงินรางวัลพิเศษรวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท และผู้ชนะระดับเอเซียแปซิฟิคจะได้สิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบตัดสินระดับโลกในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 นี้ ร่วมเชียร์และร่วมเป็นกำลังใจให้เหล่าเกมเมอร์ไทยผ่านเข้าชิงแชมป์ในระดับโลก

การสนับสนุน Toyota Gazoo Racing Team Thailand ร่วมแข่งขันในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

ในโอกาสครบรอบ 35 ปี Toyota Gazoo Racing Team Thailand ในฐานะเป็นทีมแข่งรถสัญชาติไทยที่ก่อตั้งมายาวนานที่สุดในประเทศ และประสบความสำเร็จโดยสร้างชื่อเสียงในวงการมอเตอร์สปอร์ต และการแข่งขันรายการ RAAT Thailand Endurance International Championship 2019 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 พระราชทานถ้วยรางวัล รถยนต์ทางเรียบมาราธอนชิงแชมป์ประเทศไทย รุ่น Over All ให้แก่ Toyota Gazoo Racing Team Thailand และในปีนี้ยังคงเข้าร่วมรายการแข่งขันในระดับประเทศ อาทิ รายการ Thailand Super Series ที่จะส่ง GR Supra รถสปอร์ตในตำนานเข้าร่วมแข่งขัน รวมถึงรายการ RAAT Thailand Endurance International Championship 2020

นอกจากนี้ในรายการระดับอินเตอร์เนชั่นแนล คือรายการ ADAC ZURICH 24 Hours Race at Nürburgring เป็นการแข่งขันรถ 24 ชั่วโมงต่อเนื่องในสนามแข่งขันที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสนามที่ขับยาก ท้าทาย และอันตรายที่สุดสนามหนึ่งในโลก ณ เมืองนูร์เบอร์ก ประเทศเยอรมนี โดยในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ส่งรถยนต์ Toyota Corolla Altis GR Sport รถแข่งในตระกูล GR Sport ที่มีความพร้อมทั้งสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ที่ทนทาน และช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบเพื่อการขับขี่แบบสปอร์ต เกาะถนนดีเยี่ยม มีการควบคุมบังคับที่คล่องตัว ตลอดจนระบบมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน กล่าวว่า “ตามที่ท่านประธานได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่ต้องการพัฒนายนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า เราจึงอยากส่งต่อความฝันและปลุกเร้าแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ที่รักการแข่งรถ ผ่านกิจกรรม “The Dream Racers” กับ Toyota Gazoo Racing Academy Thailand ที่สอนและพัฒนาทักษะการขับขี่ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน (Basic) ขั้นสูง (Advance) และการแข่งรถ (Racing) แบบมืออาชีพ โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้สิทธิ์เรียนครบ 3 หลักสูตรในราคาเพียงครึ่งเดียว และเราจะคัดเลือกผู้ชนะเพื่อร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษกับการขับรถ GR Supra ในสนามแข่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกิจกรรมนี้จะถูกถ่ายทอดแบบ Reality ผ่านทางสื่อออนไลน์ Official Facebook ของ Toyota Motor Thailand และ Toyota Gazoo Racing Motorsport เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักการแข่งรถ”

Toyota Motorsport 2020 8

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่า “การจัดกิจกรรมภายในปีนี้ นอกจากการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรถในแง่มุมด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันวันเมคเรซ และในปีนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นำเอาโคโรลล่า อัลติส จีอาร์ สปอร์ต มาลงสนามแข่ง ยิ่งไปกว่านั้น ทุกท่านจะได้มีโอกาสพบกับ Toyota GR Supra รถสปอร์ตในตำนานพร้อมเปิดประสบการณ์สัมผัสการดริฟต์รถอันน่าตื่นเต้น ด้วยการลองนั่งด้านข้างผู้ขับที่มีฝีมือยอดเยี่ยมระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้นเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่การจัดงานมอเตอร์สปอร์ตจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่กับการแข่งขันทั้ง 5 สนาม ใน 4 ภูมิภาค หลังจากที่หยุดชะงักจากโรคระบาดมาเป็นระยะเวลานาน เราหวังว่ากิจกรรมของเราจะสามารถกระตุ้นการท่องเที่ยวท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้น เรายังคงเดินหน้าจัดการแข่งรถ Toyota Executive Charity Races เพื่อให้ผู้บริหาร รวมถึงผม และผู้แทนจำหน่ายโตโยต้า ได้แสดงถึงการแข่งขันที่มีความดุดัน แต่เป็นกันเองผ่านรถกระบะ ไฮลักซ์ รีโว่ใหม่…พลังแกร่งเกินนิยาม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิจ จากการที่ผมได้กล่าวในงานเปิดตัวไฮลักซ์ และ ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ พวกเราทุกคนรักในรถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ และมีความสุขที่ได้จัดการแข่งขันเพื่อการกุศลในครั้งนี้ โดยเงินรางวัลจากการแข่งขัน จะมอบให้กับโรงพยาบาลจำนวน 4 แห่ง ในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด

Toyota Motorsport 2020 7

สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกท่านที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนพี่น้องสื่อมวลชนบรรดานักแข่งทุกท่าน รวมถึงพันธมิตรคนสำคัญ อาทิ อาร์โต , โยโกฮามา , ทีวีซี, โมตุล , สิงห์ และเลนโซ่ กับการสนับสนุนด้วยดีตลอดมา ตลอดระยะเวลา 35 ปีมา สำหรับกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต ในประเทศไทย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทุกท่าน หากขาดซึ่งการสนับสนุนเหล่านี้แล้ว โตโยต้า มอเตอร์สปอร์ต คงจะไม่ประสบความสำเร็จในฐานะผู้สนับสนุนชั้นนำระดับประเทศ”

พบกับการแข่งขันรายการ “Toyota Gazoo Racing Morotsport 2020” ทั้ง 5 สนาม ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

สนามที่ 1 วันที่ 22 – 23 สิงหาคม จังหวัดภูเก็ต
สนามพิเศษ Executive Race วันที่ 17 – 19 กันยายน จังหวัดบุรีรัมย์
สนามที่ 2 และ 3 วันที่ 24 – 25 ตุลาคม จังหวัดบุรีรัมย์
สนามที่ 4 วันที่ 27 – 29 พฤจิกายน จังหวัดชลบุรี
สนามที่ 5 วันที่19 – 20 ธันวาคม จังหวัดเชียงใหม่

 

“Bridgestone ALENZA 001” ได้รับความไว้วางใจให้ติดตั้งใน All-New TOYOTA Corolla CROSS รุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรกของโลก

0

บริดจสโตน ผู้นำด้านการผลิตยางรถยนต์อันดับหนึ่งของโลกเผยว่า ผลิตภัณฑ์ “Bridgestone ALENZA 001” สุดยอดยางสมรรถนะสูงระดับพรีเมียม เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวของบริดจสโตนออกแบบมาเพื่อรถ SUV โดยเฉพาะ มาพร้อมกับการมอบประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ เพิ่มพลังการขับเคลื่อน และยกระดับความรื่นรมย์ในทุกการเดินทาง ได้รับเลือกให้เป็นยางมาตรฐานสำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ SUV ครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยกับ “โตโยต้า โคโรลล่า ครอส” ใหม่ (All-New TOYOTA Corolla CROSS) 

“Bridgestone ALENZA 001” ถูกพัฒนาขึ้นให้ตอบโจทย์ประสบการณ์การขับขี่ชั้นยอด ซึ่งเน้นการเติมเต็มสมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัยในทุกสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยี MRB และยังให้ทุกการขับขี่ทุกเส้นทางเป็นไปได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย จึงได้รับความไว้วางใจจาก TOYOTA เลือกผลิตภัณฑ์ “Bridgestone ALENZA 001” โดยใช้ยางขนาดขอบ 17 ให้เป็นยางล้อมาตรฐานสำหรับติดตั้งรถยนต์อเนกประสงค์ SUV “All-New TOYOTA Corolla CROSS”

Bridgestone ALENZA

<คุณสมบัติเด่นของ Bridgestone ALENZA 001>

1. ออกแบบพิเศษสำหรับรถ SUV   โดยเฉพาะ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยเทคโนโลยี MULTI-ROUND BLOCK (MRB) STRUCTURE ด้วยการปรับความโค้งมนของสันปลายร่องดอกยาง ส่งผลให้แรงกดที่บริเวณร่องดอกยางเพิ่มขึ้น จึงช่วยให้การยึดเกาะบนพื้นถนนดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพถนนเปียกหรือแห้ง

2. มั่นใจด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัยเพื่อทุกสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยี CHAMFERING ด้วยการปรับความโค้งมนของสันบล็อกดอกยาง ส่งผลให้ป้องกันการบิดตัวของเนื้อยางเมื่อเกิดการเบรกรถ เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้อย่างเหนือชั้น

3. ที่สุดของการออกแบบยนตรกรรมคุณภาพเพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ด้วยเทคโนโลยี 3D M-SHAPED SIPE ป้องกันการสึกที่ไม่เรียบบริเวณหน้ายาง ด้วยการลดการขยับตัวของหน้ายางในขณะหมุน ยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น

 

<ภาพรวมของผลิตภัณฑ์ “Bridgestone ALENZA 001” สำหรับรถ All-New TOYOTA Corolla CROSS” >

 

รุ่นรถขนาดยาง

All-New TOYOTA Corolla CROSS
(Hybrid smart and 1.8 Sport)
 

ALENZA 001

215/60R17 96H AL01DZ 17”

 

 

<คุณสมบัติหลักของ “All-New TOYOTA Corolla CROSS” >

 ครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยกับรถยนต์อเนกประสงค์ SUV “โตโยต้า โคโรลล่า ครอส” ใหม่ (All-New Toyota Corolla CROSS) 
ด้วยการออกแบบภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และมีความแข็งแกร่ง ภายในห้องโดยสารกับที่สุดแห่งความกว้างขวาง สะดวกสบายพร้อมด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระ ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย อีกทั้งยังมอบความเงียบภายในห้องโดยสารได้อย่างยอดเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกการใช้งานและทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ  ครบครันด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานของอุปกรณ์อำนวยความสะดวก อาทิ ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าแบบ Kick activated และกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ (Panoramic view monitor) นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมโครงสร้างยานยนต์ใหม่ TNGA (Toyota New Global Architecture) ให้สมรรถนะที่เหนือกว่า ควบคู่ไปกับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) มั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่  มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ทั้งแบบเบนซิน และแบบไฮบริดรุ่นล่าสุดเจเนอเรชั่นที่ 4  ที่ให้ทั้งอัตราเร่งที่ตอบสนองได้ทันใจและประหยัดน้ำมัน 

“มอเตอร์โชว์ 2020” ดันยอดขายรถพุ่ง สวนทางวิกฤตโควิค-19

0

มอเตอร์โชว์ 2020 งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 – 26 กรกฏาคมที่ผ่านมา แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 แต่ด้วยมาตรการป้องกันและคัดกรอง รวมถึงขั้นตอนปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าชมงานที่รัดกุมและมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เข้าเยี่ยมชมภายในงาน ทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ จนมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนถึง 1,049,046 คน ขณะที่ยอดจองในงานทะลุ 20,000 คัน ส่งผลให้ยอดขายรถในช่วงครึ่งปีหลังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น

นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะรองประธานจัดงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41” เปิดเผยว่า “สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในปีนี้ มียอดผู้เข้าชมงานอยู่ที่ 1,049,046 คน ซึ่งการที่มีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เข้าเยี่ยมชมงาน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าชมงาน จนทำให้งาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ได้รับการยอมรับว่า เป็นงานอีเว้นท์ใหญ่ของประเทศที่มีมาตรการการเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ”

Motor Show 2020 1

“ส่วนตัวเลขยอดจองรวมทุกค่ายอยู่ที่ 22,791 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 18,381 คัน และรถจักรยานยนต์ 4,410 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเป้าที่แต่ละบริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก”

“สำหรับประเทศไทยเอง แม้จะไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ แต่การประกาศมาตรการเฝ้าระวังของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการชะลอตัว เนื่องมาจากรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศมาจากการท่องเที่ยว รวมถึงการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ไม่สามารถส่งออกได้”

Motor Show 2020 6

“เมื่อรวมเข้ากับสภาวะของเศรษฐกิจที่บรรยากาศไม่เอื้อต่อการจับจ่ายของผู้บริโภค แม้ค่ายรถยนต์จะพยายามนำเสนอแคมเปญที่ดีภายในงาน แต่ผู้บริโภคก็ยังคงชะลอการตัดสินใจในการซื้อรถออกไป น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภค ในการตัดสินใจใช้เงินในสภาวะเช่นนี้”

ทั้งนี้ หากดูจากตัวเลขยอดจองที่เกิดขึ้น น่าจะพอบ่งชี้ได้ว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือ กลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการซื้อรถจริง เพราะผู้บริโภคมีความเข้าใจและเลือกซื้อรถที่เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเอง ซึ่งจากตัวเลขยอดจองรถภายในงาน ตลาดรถยนต์ในกลุ่มราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เนื่องจากมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

Motor Show 2020 7

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าด้วยศักยภาพของงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41” และความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จะส่งผลให้แนวโน้มของตลาดรถยนต์ในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น และช่วยกระตุ้นตลาดรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังให้มีตัวเลขการเติบโตเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากยอดจองที่เกิดขึ้นภายในงานมีตัวเลขเกินกว่าที่แต่ละบริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายไว้

ส่วนปริมาณยอดจองรถภายในงานยังอยู่ในระดับ 22,791 คัน แบรนด์รถยนต์ที่ทำยอดจองสูงสุดภายในงาน ได้แก่ อันดับ 1 โตโยต้า ยอดจองรวม 3,745 คัน อันดับ 2 มาสด้า ยอดจองรวม 2,365 คัน อันดับ 3 ฮอนด้า ยอดจองรวม 2,001 คัน อันดับ 4 ซูซูกิ ยอดจองรวม 1,583 คัน อันดับ 5 อีซูซุ ยอดจองรวม 1,510 คัน อันดับ 6 เอ็มจี ยอดจองรวม 1,399 คัน อันดับ 7 มิตซูบิชิ ยอดจองรวม 1,227 คัน อันดัน 8 นิสสัน ยอดจองรวม 952 คัน อันดับ 9 บีเอ็มดับเบิ้ลยู ยอดจองรวม 888 คัน และอันดับ 10 ฟอร์ด ยอดจองรวม 742 คัน

Motor Show 2020 2

Motor Show 2020 5

แบรนด์รถจักรยานยนต์ ที่ทำยอดจองสูงสุด ได้แก่ อันดับ 1 ฮอนด้า ยอดจองรวม 1,545 คัน อันดับ 2 ยามาฮ่า 1,387 คัน อันดับ 3 คาวาซากิ ยอดจองรวม 446 คัน อันดับ 4 รอยัล เอนฟิลด์ ยอดจองรวม 321 คัน และอันดับ 5 ซูซูกิ 203 คัน

Motor Show 2020 3

Motor Show 2020 4

สำหรับงาน “บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42” จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

ฟอร์ด เผย 5 เหตุผลที่รถกระบะมาแรงกว่าเก๋ง

0

ในปัจจุบันเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น จะเห็นไปว่าความต้องการรถยนต์ในประเทศในปัจจุบันเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ของทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่จะเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย

“รถกระบะเป็นรถที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยมานาน ทั้งในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ รองรับการบรรทุกหนัก สมบุกสมบัน ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นเทรนด์ของผู้คนที่ใช้รถกระบะเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยใช้รถทั้งเพื่อตอบโจทย์การใช้การใช้งานในชีวิตประจำวัน และการไปท่องเที่ยวใช้ชีวิตในวันหยุดกับครอบครัว ฟอร์ดเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี เรามีรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างครบครัน โดยฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นรถกระบะที่ช่วยให้ผู้ขับขี่พร้อมลุยทุกกิจกรรมได้อย่างเหนือชั้น  ด้วยอีกขั้นของความสะดวกสบาย ความปราณีต ความปลอดภัย เทคโนโลยี และสมรรถนะอันสมบูรณ์แบบ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังเป็นรถกระบะคู่ใจที่่มีรูปลักษณ์โดดเด่นสะท้อนตัวตนของเจ้าของรถได้เป็นอย่างดี และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้ชีวิตของเจ้าของรถได้หลากหลายยิ่งกว่า ทำให้รถกระบะเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานที่สามารถตอบสนองทุกการใช้งานในวันทำงานที่หนักหน่วง และเป็นเพื่อนร่วมทางในวันที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว

 

มาดูกันว่า 5 เหตุผล ที่ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นทางเลือกรถครอบครัวที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายกว่ารถเก๋ง มีอะไรบ้าง

ปลอดภัย ไร้กังวล

ฟอร์ด เรนเจอร์มีระบบความปลอดภัยชั้นนำติดตั้งมาพร้อมแล้ว โดยรวมฟีเจอร์ความปลอดภัยทั่วไปเข้ากับเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะระดับสูง ฟีเจอร์อย่าง ระบบป้องกันการชนพร้อมสัญญาณตรวจจับคนเดินถนน (Pre-Collision Assist with Pedestrian Detection) เป็นประโยชน์อย่างมากบนถนนหนาแน่นที่รถเคลื่อนตัวช้า ระบบดังกล่าวทำงานที่ความเร็วเกิน 3.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป และออกแบบมาให้ตรวจจับได้ว่ารถด้านหน้าหยุดเมื่อไร หรือมีคนข้ามถนนหรือไม่ ระบบจะช่วยเบรกในกรณีที่คุณเบรกไม่ทัน

ระบบช่วยเตือนการขับรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane-keeping System) มีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์เช่นเดียวกัน โดยจะตรวจจับว่าคุณขับรถออกนอกช่องทางโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ เมื่อไรที่คุณขับเอียงออกจากช่องทาง พวงมาลัยรถจะสั่นเพื่อเตือนให้ทราบ และหากคุณยังไม่ดึงพวงมาลัยกลับมาช่องทางเดิม ระบบจะช่วยพารถกลับเข้ามาโดยอัตโนมัติ

ฟอร์ด เรนเจอร์มาพร้อมถุงลมนิรภัยทั้งหมด 7 จุด รวมถึงด้านข้าง และบริเวณหน้าต่าง โดยมีระบบช่วยโทรฉุกเฉินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการเดินทางจะมีความปลอดภัยสูงสุด การที่นั่งคนขับที่ยกสูงขึ้น และเบาะที่ปรับได้ตามสรีระทำให้คนขับอาจจะเห็นวิสัยทัศน์บนถนนได้สะดวกขึ้นกว่าการขับรถเก๋งทั่วไป

นั่งสบาย

แรกเริ่ม รถกระบะมีรูปแบบการใช้งานเพื่อตอบโจทย์พื้นฐาน แต่รถกระบะในปัจจุบันได้รับการออกแบบมาอย่างปราณีตมากขึ้น และใกล้เคียงรถเอสยูวีมากกว่ารถกระบะในอดีต ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง และมีรายละเอียดให้ความรู้สึกหรูหราและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ภายในของฟอร์ด เรนเจอร์ เน้นความสำคัญของพื้นที่ ความสบาย และการใช้งานที่สะดวก โดยห้องโดยสารส่วนหลังมีความสูง และความกว้างเหลือเฟือ ให้ฟอร์ด เรนเจอร์สามารถพาครอบครัวไปท่องเที่ยวในวันหยุดได้มากถึง 5 คน นอกจากนั้น ประตูรถ และการจัดวางของกรอบประตูด้านหลัง ก็ทำให้สามารถขึ้นลงได้สะดวกขึ้นเช่นกัน

ฟอร์ด เรนเจอร์ไม่ได้ทำให้นั่งแล้วรู้สึกเสมือนอยู่บนรถหรูเพียงอย่างเดียว การขับขี่ก็เช่นกัน ด้วยแชสซีเหล็กที่แข็งแรง รวมถึงระบบตัดเสียงที่พัฒนาขึ้น ทำให้ประสบการณ์การเดินทางบนรถฟอร์ด เรนเจอร์เป็นไปได้อย่างนุ่มนวล และเงียบสงบแบบเหนือชั้น

ขับง่ายได้ทุกสถานการณ์

ใครๆ ก็หลงรักฟอร์ด เรนเจอร์ เพราะเป็นรถกระบะที่ขับง่าย พวงมาลัยไฟฟ้าควบคุมได้ง่ายและมีน้ำหนักพอเหมาะ วิสัยทัศน์ด้านหน้ามองเห็นชัดเจน ที่นั่งคนขับก็เข้ากับสรีระและสบาย อุปกรณ์ควบคุมต่างๆ จัดวางอย่างเหมาะสม รวมถึงวัสดุที่ใช้ผลิตรถก็มีคุณภาพพอที่จะยกระดับความสวยงาม และความสบายของห้องโดยสาร นอกจากนี้ กุญแจรีโมทอัจฉริยะพร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติทำให้คุณปลดล็อกรถ และสตาร์ทรถได้โดยไม่จำเป็นต้องหยิบกุญแจออกจากกระเป๋า

ขนาดของรถ 5 เมตร (5,359 มม.) และกว้างเกือบ 2 เมตร (1,850 มม.) ของฟอร์ด เรนเจอร์ อาจดูเหมือนว่าจะถอยจอดในช่องจอดรถได้ยาก แต่กล้องมองหลังขณะถอยจอดจะแสดงเส้นกะระยะ เพื่อช่วยให้คุณจอดได้แม้กระทั่งในช่องจอดที่แคบที่สุด โดยกล้องจะทำงานทันทีเมื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์ถอยหลัง ในกรณีที่คุณต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังมีระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ที่สามารถช่วยจอดเทียบข้างได้ นอกจากจะช่วยหาที่จอดที่ขนาดพอเหมาะได้แล้ว ยังสามารถหมุนพวงมาลัยให้จอดได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยผู้ขับขี่เพียงแค่เหยียบคันเร่ง และเบรกเท่านั้น

บุกตะลุยไปได้ทุกที่

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ รวมถึงระบบล็อคเฟืองท้ายแบบ Electronic Locking Rear Differential ของฟอร์ด เรนเจอร์ถูกออกแบบมาให้รับมือกับพื้นที่สมบุกสมบัน ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน (Hill Descent Control) ที่ช่วยชะลอรถขณะลงจากเนินเขาออฟโรดให้มีความเร็วในระดับที่ปลอดภัย บวกกับความสามารถในการลุยน้ำได้ลึกถึง 800 มิลลิเมตร ทำให้พร้อมลุยไปถึงทุกจุดหมาย ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากจะพาคุณและครอบครัวไปได้ทุกที่ ฟอร์ด เรนเจอร์ ยังช่วยขนสัมภาระของทุกคน ด้วยกระบะหลังสามารถจุข้าวของเครื่องใช้ได้หนักถึง 1.2 ตัน และยังสามารถลากจูงน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3.5 ตัน

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี

ฟอร์ด เรนเจอร์ เป็นผู้นำในตลาดรถกระบะที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่มีอยู่ในรถหรู อย่างระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ช่วยตรวจตราถนน และการจราจรด้านหน้า และปรับความเร็วในการวิ่งให้เหมาะสม ระบบ SYNC® 3 ที่ควบคุมได้ด้วยเสียง พร้อมจอสัมผัส 8 นิ้วทำให้คุณใช้โทรศัพท์มือถือ ปรับอุณหภูมิภายในรถ และอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องใช้มือ คุณจะได้ไม่ต้องปล่อยมือจากพวงมาลัย และจดจ่อสายตาอยู่กับถนน

เมื่อพิจารณาถึง 5 ข้อดีของการมีรถกระบะเป็นรถคู่ใจที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของครอบครัวแล้ว หากลูกค้าสนใจเป็นเจ้าของ ฟอร์ด เรนเจอร์ ฟอร์ดพร้อมมอบแคมเปญสุดพิเศษแห่งปี รับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถฟอร์ด เรนเจอร์ เฉพาะเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2563 โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ford.co.th/Ford-DrivelineCare และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1383