Home Blog Page 433

เมอร์เซเดส-เบนซ์ อาสาส่งเสบียงให้ผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ถึงชุมชน ในโครงการ “Thailand COVID-19 Aid”

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด อาสาให้บริการรถยนต์จัดส่งอาหารถึงชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายใต้โครงการ Thailand COVID-19 Aid เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกและแทนกำลังใจให้พี่น้องประชาชนชาวไทยฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้คอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพร้อมมุ่งหาวิธีช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เราพบว่านอกเหนือจากผู้ป่วยในโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษนั่นคือประชาชนผู้ไร้บ้าน ตลอดจนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนเนื่องจากต้องหยุดงาน ขาดรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงขออาสาเข้ามาทำหน้าที่ช่วยเหลือด้วยการจัดสรรรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น V 220 d Business รุ่น V 220 d Avantgarde Premium รุ่น GLE 350 d 4MATIC Coupé AMG Dynamic และรุ่น GLC 43 4Matic Coupé สำหรับใช้ลำเลียงเสบียงอาหารส่งตรงถึงบ้านของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในทุกๆ วันพุธและวันอาทิตย์ จำนวนวันละ 200-300 กล่อง โดยได้ดำเนินโครงการฯ มาตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2563 และที่ผ่านมาก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น”

“ตลอดการดำเนินโครงการ ‘Thailand COVID-19 Aid’ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รู้สึกยินดีและซาบซึ้งในความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีจิตอาสา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ให้บริการขับรถลีมูซีน ได้แก่ เบล ทรานส์ปอร์ต และออเรียลทัล ทรานส์ คาร์ เซอร์วิส ที่ได้เอื้อเฟื้อส่งทีมพนักงานขับรถมาช่วยบริการ ตลอดจนเครือโรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ ได้แก่ ปทุมวัน ปริ๊นเซส, รอยัล ออร์คิด เชอร์ราตัน, อนันตรา รวมถึงร้านอาหารต่างๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันประกอบอาหารกล่องปรุงสุกใหม่ตามหลักโภชนาการเพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ เราหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งพลังที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชนชาวไทย ในนามของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ได้รับผลกระทบสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้และกลับมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งได้ในเร็ววันครับ”
มร. โรลันด์ กล่าวปิดท้าย

บรรทัดฐานแห่งยนตรกรรมสปอร์ตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 45 ปี: ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo)

0

ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) คือตราสัญลักษณ์ของที่สุดแห่งรถสปอร์ต สมรรถนะสูงที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติในการใช้งานประจำวันตลอดระยะเวลา 45 ปีที่ผ่านมา หลังจากการเปิดตัว อย่างเป็นทางการของ 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) บัดนี้ถึงเวลาแนะนำตัว 911 เทอร์โบ คูเป้ (911 Turbo Coupé) และ คาบริโอเล็ต (Cabriolet) เจเนอเรชันล่าสุดด้วยพละกำลังที่มากยิ่งขึ้นรวดเร็วยิ่งกว่าและโดดเด่นงามสง่าเปี่ยมเอกลักษณ์ เหนือระดับไปอีกขั้น ต้องยกประโยชน์ให้ขุมพลังเครื่องยนต์ สุดแรง  580 แรงม้า (427 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังเพิ่มขึ้น 40 แรงม้า (30 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าทั้ง 2 ตัวถัง สามารถเร่งออกตัวจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ด้วยระยะเวลาที่ต่ำกว่า 3  วินาที โดยทำได้ภายใน 2.8 วินาที (เร็วขึ้น 0.2 วินาที) พร้อมแรงบิดมหาศาลกว่า 750 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้น 40 นิวตันเมตร), รุ่นปัจจุบันสามารถใช้ระบบ overboost โดยไม่จำกัดเวลาส่งผลต่ออัตราเร่ง ที่ต่อเนื่องและราบรื่นโดยแรงม้า และแรงบิดที่ได้จาก 911 เทอร์โบ (911 Turbo) ใหม่นั้นเทียบเคียงได้กับ 911 เทอร์โบ เอส (911 Turbo S) รุ่นก่อนหน้า ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK 8 จังหวะที่ผ่านการปรับ แต่งให้เหมาะสมกับการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เทอร์โบสำหรับความเร็วสูงสุดยังคงไม่เปลี่ยนแปลงที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอุปกรณ์พิเศษที่เพิ่มเติม เข้ามาเป็นครั้งแรกสำหรับปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) ได้แก่ ชุดแต่ง Sports และ Lightweight Design packages, ระบบช่วงล่าง sports chassis  และระบบระบายไอเสีย sports exhaust เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกสรรแนวทางการตกแต่งเพื่อให้ได้มาซึ่งรถสปอร์ตที่บ่งบอกถึงตัวตนและรสนิยม ของผู้ขับขี่ได้อย่างแท้จริง

ยนตรกรรมสปอร์ตรุ่นล่าสุดยังคงก้าวย่างตามรอยความยิ่งใหญ่ภายใต้สมญานามของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของความหรูหราเหนือระดับและสมรรถนะการขับขี่ชั้นเลิศนับตั้งแต่ปี 1975 แต่ละ เจเนอเรชันรับหน้าที่เป็นบรรทัดฐานให้แก่วงการรถสปอร์ตสมรรถนะสูงทั่วโลกตลอดมา ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) ผสมผสานความสปอร์ตให้เป็นหนึ่งเดียวกับอรรถประโยชน์ในการใช้งานประจำวันความเร้าใจเมื่อได้ขับขี่มาพร้อม ประสิทธิภาพ ที่ไว้วางใจได้เจเนอเรชันใหม่ของรถสปอร์ต 2+2 ที่นั่ง มีพละกำลังมากกว่า 2 เท่าของ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) รุ่นแรกสุดซึ่งได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์หกสูบนอน เทอร์โบเดี่ยว ขนาดความจุ 3.0 ลิตร 260 แรงม้า ถึงแม้ว่า 911 เทอร์โบ จะรวดเร็วขึ้นมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไปแต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรถสปอร์ตคันนี้

ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) รุ่นใหม่ ประจำการด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ ความจุ 3,745 ซีซี  ให้พละกำลังสูงสุด 580 แรงม้า ผสานการทำงานกับระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จเจอร์ symmetrical VTG ควบคุมการทำงานของ bypass valves ด้วยไฟฟ้า เสริมด้วยระบบประจุอากาศ charge air cooling ออกเเบบใหม่ และหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง piezo injectors ทั้งหมดนี้ส่งผลต่ออัตราการตอบสนองสมรรถนะคุณลักษณะการถ่าย ทอดแรงบิดและการทำงานของรอบเครื่องยนต์ช่วงล่าง   และตัวถังมีระยะกว้างขึ้นการบังคับควบคุมแม่นยำขึ้นจากการเพิ่ม ฐานล้อหน้า 42 มิลลิเมตร รวมทั้งล้ออัลลอยขนาด 20-นิ้ว ล้อมด้วยยางรถยนต์สมรรถนะสูงขนาด 255/35 ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ active all-wheel control PTM เติมเต็มประสิทธิภาพในการถ่ายทอดพลังไปยังล้อคู่หน้า ในส่วนของกำลังขับเคลื่อนที่ส่งไปยังล้อคู่หลังจะถูกรับมือด้วยฐานล้อที่เพิ่มขึ้น 10 มิลลิเมตร เช่นเดียวกับล้ออัลลอยขนาด 21-นิ้ว หรือใหญ่กว่าล้อคู่หน้าหนึ่งนิ้วและยางขนาด 315/30 ระบบเบรกที่พัฒนาขึ้นใหม่ทรงพลังยิ่งขึ้นโดดเด่นจาก คาลิเปอร์เบรกสีแดง ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน จานเบรกเหล็กหล่อ grey cast iron คู่หน้าขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 408 มิลลิเมตร (ใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า 28 มิลลิเมตร) ความหนา 36 มิลลิเมตร (หนาขึ้น 2 มิลลิเมตร) จานเบรกคู่หลังมีความหนา 30 มิลลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 380 มิลลิเมตร

ครั้งแรกสำหรับ 911 เทอร์โบ (911 Turbo)  ที่สามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติม ได้แก่  ระบบระบายไอเสีย sports exhaust ทางเลือกในการปรับแต่งช่วงล่างแตกต่างกัน 2 รูปแบบ: ขณะที่ระบบ PASM มาตรฐานให้ประสิทธิภาพที่สมดุลย์ ระหว่างความสปอร์ต และความนุ่มนวล และหนึบแน่นมั่นคง ช่วงล่างสปอร์ตควบคุมด้วยไฟฟ้า ลดระดับความสูงลงอีก 10 มิลลิเมตร ให้เสถียรภาพการทรงตัวที่ดีเยี่ยมปรับจูนอย่างละเอียดโดยมุ่งเน้นที่การขับขี่สไตล์สปอร์ตและความมั่นใจในการ ยึดเกาะถนนเมื่อใช้ความเร็วสูง อย่างเช่นการนำไปลงสนามแข่ง ในส่วนของอุปกรณ์พิเศษ ระบบ PDCC hydraulic active anti-roll stabilisation และเบรกเซรามิก PCCB  คาลิเปอร์สิบลูกสูบที่ล้อคู่หน้าให้ประสิทธิภาพการบังคับควบคุมที่เหนือ ชั้นขึ้นไปอีกขั้น

งานออกแบบภายนอกของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) เพิ่มเติมความกร้าวแกร่งยิ่งขึ้นขยาย ความกว้างตัวถัง 45 มิลลิเมตร รวมเป็น 1,840 มิลลิเมตร บริเวณล้อคู่หน้า เพื่อให้รองรับกับระบบช่วงล่างใหม่ ฝากระโปรงหน้าวางตัวในระนาบที่ต่ำกว่าแนวตัวถัง ให้บุคลิกสปอร์ตเต็มพิกัด ไฟหน้า LED  พร้อมระบบ PDLS Plus เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับความกว้างตัวถังด้านหลังเพิ่มขึ้นเป็น 1.90 เมตร (เพิ่มขึ้น 20 มิลลิเมตร) อุปกรณ์อื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของปอร์เช่ 911 เทอร์โบ (Porsche 911 Turbo) ใหม่รับหน้าที่เสริมประสิทธิภาพ

ด้านระบบอากาศพลศาสตร์ adaptive aerodynamics อาทิ ครีบดักอากาศบริเวณกันชนหน้าควบคุมด้วยไฟฟ้า สปอยเลอร์หน้าและสปอยเลอร์หลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และสามารถปรับระดับการทำงานและได้ช่องรับอากาศเข้า เครื่องยนต์  บริเวณซุ้มล้อคู่หลัง ดังนั้น อัตลักษณ์เฉพาะตัวของ 911 เทอร์โบ (911 Turbo) เปลี่ยนวัตถุประสงค์มาที่การจัด ระบบระเบียบของกระแสอากาศ แทนที่การระบายความร้อนตามแนวทางที่เคยปฎิบัติก่อนหน้า ในส่วนของระบบ charge air coolers มีการเปลี่ยนตำแหน่งมายังด้านล่างเพื่อให้สามารถรับอากาศได้โดยตรงแผง light bar พร้อมไฟท้าย LED สอดรับกับหน้ากระจังแนวนอนสีเงิน เป็นศูนย์รวมของงานออกแบบตัวถังด้านหลัง

รูปลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะของรถสามารถปรับแต่งให้เหนือระดับยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์พิเศษ ชุดแต่ง Lightweight Design และ Sports packages ในส่วนของ Lightweight Design package สำหรับรุ่นคูเป้ (Coupé) ช่วยในการรีดน้ำหนักลงได้อีกถึง 30 กิโลกรัม ความเป็นไปได้เหล่านี้เกิดขึ้นจากการเลือกใช้เบาะนั่งสปอร์ต full-bucket seats น้ำหนักเบา ถอดเบาะนั่งด้านหลังออกลดจำนวนฉนวนกั้นเสียงให้น้อยลง นั่นหมายความว่าผู้ขับขี่จะสัมผัสถึง เสียงคำรามจากเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มอารมณ์มากขึ้น ทางด้านชุดแต่ง Sports package ติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเดียว กับชุดแต่ง 911 Turbo Sport Design package แต่เพิ่มเติมชิ้นงานสีดำและวัสดุคาร์บอน  ทั้งนี้ไม่รวมถึงชุดไฟท้าย Exclusive Design

งานตกแต่งภายในห้องโดยสารยังคงใช้วัสดุพื้นฐานและสไตล์โมเดิร์นตามแนวทางของปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า (Porsche Carrera) นั่นคือ Porsche Advanced Cockpit และระบบควบคุม Direct Touch Control หน้าจอสั่งการระบบ PCM บริเวณคอนโซลกลางมีขนาด 10.9 นิ้ว ใช้งานได้อย่างคล่องมือโดยปราศจากการรบกวนผู้ขับขี่ทั้งนี้ต้องยกประโยชน์ ให้สถาปัตยกรรมการออกแบบใหม่ล่าสุด เสริมวัสดุคุณภาพสูงในหลากหลายตำแหน่งและเพิ่มเติมรายการอุปกรณ์อำนวย ความสะดวกมากมายซึ่งรวมถึงเบาะนั่งสปอร์ตปรับระดับด้วยไฟฟ้า 14 ทิศทาง ชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน GT sports พร้อม shift paddles และสวิตช์เลือกโหมดการขับขี่เช่นเดียว กับระบบเครื่องเสียงทรงพลัง BOSE® Surround Sound System นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์พิเศษอีกมาก ที่ลูกค้าสามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้ตามความต้องการไม่ว่าจะเป็นระบบ Lane Keeping Assist   กล้องมองรอบคัน Surround View และเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Burmester® High-End Surround Sound System

 

ราคาจำหน่าย

ปอร์เช่ 911 เทอร์โบ คูเป้ ใหม่ (The new Porsche 911 Turbo Coupé) และปอร์เช่ 911 เทอร์โบ คาบริโอเล็ต ใหม่ (The new Porsche 911 Turbo Cabriolet) พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

มาสด้าแรงสุดโกยยอดจองมอเตอร์โชว์กว่า 2,300 คัน

0

ปิดฉากลงอย่างสวยสดงดงามสำหรับงานมอเตอร์โชว์ที่มาสด้ายกทัพยนตรกรรมภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟทุกรุ่นมาอวดโฉมภายในงานฯ ท่ามกลางกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะรถยนต์อเนกประสงค์ CX Series ทั้ง CX-30 และ CX-3 ใหม่ ที่ลูกค้าต่างเข้าคิวเพื่อรับชมกันอย่างไม่ขาดสาย รวมถึงรถยนต์นั่งน้องเล็ก Mazda2 ที่ยังคงมาแรงเหมือนเช่นเคย จึงทำให้ครั้งนี้มาสด้าสามารถกวาดยอดจองรวมได้กว่า 2,365 คัน ตอกย้ำความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของมาสด้า ในการพัฒนายนตรกรรมที่ให้สมรรถนะสูง มีดีไซน์สวยงาม และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง  

NEW MAZDA CX-3 3

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่งานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าชาวไทย ซึ่งงานฯ นี้ นับเป็นงานใหญ่งานแรกของปี ภายหลังจากที่มีการประกาศคลายล็อกดาวน์ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของการดำเนินธุรกิจในยุค New Normal ที่ทุกส่วนงานล้วนร่วมมือกันฟันฝ่าอุปสรรค จนงานต่างๆ สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผมเชื่อว่า งานมอเตอร์โชว์นี้ จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างเช่นเคย

CX-30

จากกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมของยนตรกรรมภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟนั้น ทำให้มีลูกค้าเดินทางมาเข้าชมบูธมาสด้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน จึงทำให้มาสด้ามียอดจองรวมสูงถึง 2,365 คัน แบ่งออกเป็นรถอเนกประสงค์จำนวน 1,192 คัน โดย CX-30 มียอดขายอันดับหนึ่งของรถยนต์ประเภทนี้ ด้วยจำนวน 632 คัน ตามด้วย CX-3 จำนวน 349 คัน CX-8 จำนวน 133 คัน และ CX-5 จำนวน 78 คัน ตามลำดับ สำหรับรถยนต์นั่งก็ยังคงมาแรงเช่นเดิม ด้วยยอดจองกว่า 1,154 คัน แบ่งเป็น Mazda2 จำนวน 830 คัน Mazda3 จำนวน 324 คัน และรถ Mazda BT-50 Pro จำนวน 19 คัน 

“มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนายนตรกรรมที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าต่อไป พร้อมเดินหน้ายกระดับการให้บริการหลังการขายที่ให้ความสะดวกสบาย รวดเร็ว และได้มาตรฐาน รวมถึงพัฒนาทักษะช่างซ่อมให้เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเร่งเปิดศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าไปตลอดการใช้งาน และรองรับต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องให้ดีที่สุด” นายชาญชัย กล่าวเสริม

ทั้งนี้มาสด้าได้ขยายแคมเปญพิเศษนี้ไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 สำหรับลูกค้าที่อยากเป็นเจ้าของรถยนต์มาสด้าทุกรุ่น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทุกสาขา พร้อมรับข้อเสนอเดียวกันกับงานมอเตอร์โชว์ อาทิ ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร รับส่วนลดสูงสุด 100,000 บาท และข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย สำหรับผู้ที่จองและออกรถระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม-31 สิงหาคม 2563 เท่านั้น*

*ข้อเสนอและแคมเปญส่งเสริมการขายต่างๆ นี้ จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละรุ่น ซึ่งเงื่อนไขจะเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

อีซูซุ จัดภารกิจครั้ง กับ บอย ปกรณ์ เชิญชวนร่วมสนุกทายผลน้ำมันหยดสุดท้ายจะสิ้นสุดที่จังหวัดใด

0

อีซูซุสานต่อปฏิบัติการท้าทายครั้งใหม่กับ “ISUZU LAST DROPS CHALLENGE น้ำมันไม่หมดไม่หยุดขับ! กับ บอย ปกรณ์” เปิดโอกาสให้ร่วมสนุกลุ้นทายผลการขับรถอีซูซุขณะไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดโชว์จะวิ่งได้ไกลแค่ไหน โดยจะสิ้นสุดที่จังหวัดใด อีกหนึ่งบททดสอบความประหยัดน้ำมันครั้งใหม่ของรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ 1.9 ดีดีไอ
บลูเพาเวอร์
ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่ารวม 100,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม ศกนี้

กลุ่มตรีเพชรโดย นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า  “เมื่อกลางปีที่แล้วคุณบอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ พระเอกคิวทองซึ่งเป็น “ซูเปอร์พรีเซนเตอร์ของอีซูซุ” และคุณภัทร์ น้องชายได้มาร่วมพิชิตภารกิจ “อีซูซุ แม็คซ์ แชลเลนจ์ กับ บอย ปกรณ์” เส้นทางเซี่ยงไฮ้-ฉางซา ระยะทาง 1,212 กม. โดยน้ำมัน 1 ถังยังเหลือ และไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดไม่ปรากฏ ทำสถิติอัตราประหยัดน้ำมันโดยเฉลี่ย 24.99 กม./ลิตร  สำหรับปีนี้ อีซูซุได้จัดปฏิบัติการสุดท้าทายในรูปแบบใหม่ให้กับคุณบอย และคุณภัทร์ สองพี่น้องตระกูลฉัตรบริรักษ์ มาทำหน้าที่ผู้ขับ และผู้นำทางตลอดเส้นทาง อีกครั้งใน ISUZU LAST DROPS CHALLENGE  น้ำมันไม่หมด…ไม่หยุดขับ! กับ บอย ปกรณ์”  

ร่วมกับรถปิกอัพออลนิว อีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ รุ่นไฮแลนเดอร์ 2 ประตู เกียร์ธรรมดา รถมาตรฐานโรงงานในสภาพการจราจรจริง โดยใช้วิธีการขับขี่ในแบบชีวิตประจำวันตามปกติ  เปิดแอร์ตลอดเส้นทาง ความเร็วเฉลี่ยในการขับขี่ 80-90 กม./ชม. เพื่อทดสอบว่า เมื่อไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดโชว์ รถอีซูซุดีแมคซ์จะวิ่งไปได้ไกลแค่ไหน โดยวิ่งจากกรุงเทพฯ ไปทางเหนือบนถนนสายเอเชีย เครื่องยนต์ดับที่ไหน หยุดขับที่นั่น นอกจากนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ รถอีซูซุในภารกิจนี้ยังเติมน้ำมันไบโอดีเซล B10 น้ำมันดีเซลพื้นฐาน มาตรฐานใหม่ของประเทศไทย ช่วยลดมลพิษ ลดฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมทายผล และลุ้นว่าน้ำมันหยดสุดท้ายที่คุณบอยใช้ไปนั้นจะพารถอีซูซุไปสิ้นสุดที่จังหวัดใด ลุ้นรับบัตรเติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท จำนวน 100 รางวัล รวมมูลค่ารวมทั้งสิ้น 100,000 บาท”

เส้นทางวิ่งเริ่มจากบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กรุงเทพมหานคร มุ่งสู่จังหวัดทางภาคเหนือ (โดยใช้ถนนวิภาวดีรังสิต-ทางหลวงหมายเลข 1- ทางหลวงหมายเลข 32- ทางหลวงหมายเลข122- ทางหลวงหมายเลข 1) ซึ่งตัวเลือกประกอบด้วยจังหวัด อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ สามารถร่วมสนุกทายผลผ่านทางช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

ร่วมสนุกทายผลตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 – 12 สิงหาคม 2563 และประกาศผลผู้โชคดีในวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ณ โชว์รูมอีซูซุทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ https://isuzuchallenge.isuzu-tis.com

MGC-ASIA จัดหนัก กระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน กับงาน ‘Best Deal Auto Show’ ที่จังหวัดอุบลราชธานี

0

บริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกรถยนต์ และ mobility ในประเทศไทย ผลักดันยอดขายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกทัพยนตรกรรมในเครือ อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ, เปอโยต์, ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน และรถมือสองจาก มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ร่วมงาน ‘Best Deal Auto Show At MGC-ASIA Autoplex Ubon Ratchathani’ ระหว่างวันที่ 23-28 กรกฎาคม 2563 ณ โชว์รูม มิลเลนเนียม ออโต้ จังหวัดอุบลราชธานี

 

อนุสรณ์ วาณิชสำราญ ผู้จัดการทั่วไป มิลเลนเนียม ออโต้ อุบลราชธานี กล่าวว่า “ทางบริษัทฯ มีความยินดี ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงาน ‘Best Deal Auto Show At MGC-ASIA Autoplex Ubon Ratchathani’ เพื่อร่วมส่งเสริมนโยบายภาครัฐ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเพื่อเป็นของขวัญแด่ลูกค้าและผู้สนใจ กับหลากหลายแคมเปญพิเศษสุดคุ้มค่า”

Best Deal Auto Show 2

PEUGEOT: Preview All-New 2008 Compact SUV

เปอโยต์ เรียกความสนใจด้วยยนตรกรรมรุ่นใหม่ ‘All-New 2008 SUV’ คอมแพคเอสยูวี สุดเท่ โดนใจคนรุ่นใหม่ ในระดับราคา 1 ล้านบาท จัดแสดงให้ชมอย่างใกล้ชิด ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมมีกิจกรรมพิเศษ ‘#See the Unseen’ ให้สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมของ เปอโยต์ 2008 พร้อมชิงโชคลุ้นทริปท่องเที่ยวไกลถึงฝรั่งเศส ขณะที่รุ่นหลักอย่าง 3008 SUV และ 5008 SUV 7 ที่นั่ง ก็มาพร้อมแคมเปญสุดคุ้มค่า 3008 ผ่อนเริ่มต้น 15,999 บาท/เดือน 5008 ผ่อนเริ่มต้น 17,999 บาท/เดือน และข้อเสนอสุดพิเศษกับชุดเครื่องเสียง FOCAL รวมถึงบริการ ‘PEUGEOT CARE’ ครั้งแรกที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ด้วยการไปรับรถเพื่อเข้าศูนย์บริการ และนำกลับมาส่งถึงที่บ้าน ผ่านแอพพลิเคชั่น LINE

Best Deal Auto Show 3

BMW Millennium Auto: ขับฟรีปีนี้ ผ่อนปีหน้า

มิลเลนเนียม ออโต้ นำเสนอแคมเปญสุดพิเศษ ‘ขับฟรีปีนี้ ผ่อนปีหน้า’ กับหลากหลายยนตรกรรมระดับพรีเมียม อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู X2 2.0i M Sport, 630d GT M Sport, X4 2.0d M Sport รุ่นประกอบในประเทศ และ 320d GT Sport รวมถึงมีอีกหลายรุ่นในราคาสุดพิเศษ อาทิ 745le xDrive M Sport (ASEAN SUMMIT) ล็อตสุดท้าย พร้อมข้อเสนอสุดคุ้มอีกเพียบ

Best Deal Auto Show 4

อัพเกรด BSI 6 ปี*
เครื่องชาร์จ BMW i Wallbox พร้อมติดตั้ง*
ประกันชั้น 1 สูงสุด 3 ปี*
ผ่อน 0% สูงสุด 5 ปี*
เพิ่มมูลค่ารถเทรด-อิน สูงสุด 300,000 บาท*

MINI Millennium Auto: GT LIMITED EDITION

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ เปิดตัวรุ่นพิเศษแบบจำกัดจำนวน ‘GT LIMITED EDITION’ โดยนำ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิคส์ แฮทช์ มาเพิ่มความพิเศษยิ่งขึ้น ด้วยชุดแต่งรอบคัน, สติ๊กเกอร์ลาย GT, สปอตไลท์ 4 ดวง, พวงมาลัยหุ้มอัลคันทาราและล้อแม็กสีพิเศษ มีเฉพาะที่ มิลเลนเนียม ออโต้ เท่านั้น พร้อมรับฟรีของที่ระลึก Limited Edition มูลค่า 10,000 บาท เมื่อจองและออกรถ มินิ ทุกรุ่น ภายในเวลาที่กำหนด พร้อมหลากหลายแคมเปญพิเศษดังนี้

Best Deal Auto Show 5

ฟรี MSI 5 ปี หรือ 100,000 กม.* (เฉพาะรุ่น Rosewood Edition)
ฟรี ประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี*
ผ่อนเริ่มต้น 20,200 บาท/เดือน*

BMW Motorrad by Millennium Auto: S 1000 RR สีพิเศษ

พบการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด รุ่นใหม่ และรถสปอร์ตตัวแรงแห่งยุค S1000 RR สีพิเศษใหม่ล่าสุด Hockenheim Silver Metallic มาพร้อม ‘3asy Ride Campaign’ ให้ทุกท่านได้เป็นเจ้าของ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ง่ายกว่าทุกครั้ง

Best Deal Auto Show 6

ดาวน์เริ่มต้น 0%*
ฟรีประกันภัยชั้น 1*
BMSI เช็กระยะฟรี 3 ปี*
ฟรี warranty 3 ปี*
พิเศษยิ่งขึ้น รับแพ็คเกจเคลือบแก้วจาก Autosmart มูลค่าสูงสุดกว่า 15,000 บาท* เมื่อจองและออกรถกับ มิลเลนเนียม ออโต้ เท่านั้น

Harley-Davidson of Ubon Ratchathani: เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ กับแคมเปญสุดพิเศษ

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน อุบลราชธานี โดยบริษัท ยูเอส มอเตอร์ไบค์ จำกัด ในเครือกลุ่มธุรกิจ มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จัดแคมเปญพิเศษช่วงกลางปี ให้ผู้สนใจได้จับจองเป็นเจ้าของมอเตอร์ไซค์คันโปรดได้ง่ายๆ ครบทุกสายพันธุ์ อาทิ สปอร์ตสเตอร์ (Sportster), ซอฟเทล (Softail) และทัวริ่ง (Touring) พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ กับรถตระกูลทัวริ่ง สามารถจองและรับรถได้ทันที จำนวนจำกัด ไม่ว่าจะเป็น Road Glide Special และ Street Glide Special โดยผู้ที่มาลงทะเบียน จะได้รับส่วนลดในการซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์ตกแต่งของ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน อุบลราชธานี

Best Deal Auto Show 7

Master Certified Used Car: ยกทัพรถมือสองกว่า 40 คัน สู่ภาคอีสาน

มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ คัดสรรรถมือสองคุณภาพดี จำนวนกว่า 40 คัน พร้อมราคาและข้อเสนอสุดพิเศษ ฟรีดาวน์ ฟรีค่าโอน ฟรีแพคเกจเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ MMS Bosch Car Service ให้ลูกค้าโซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จับจอง อาทิ

• Toyota Yaris 1.2 E ปี 2016 ราคาเริ่มต้น 319,000 บาท

• Toyota Vios 1.5 E ปี 2017 ราคาเริ่มต้น 369,000 บาท

• Honda City 1.5 V ปี 2017 ราคาเริ่มต้น 398,000 บาท

• Toyota Altis 1.6 G ปี 2014 ราคาเริ่มต้น 399,000 บาท

• Honda Jazz 1.5 V ปี 2015 ราคาเริ่มต้น 460,000 บาท

Best Deal Auto Show 1

รถยนต์ทุกคันของ มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นจากทีมงานมืออาชีพ ตามมาตรฐาน 210 รายการ พร้อมการรับประกันคุณภาพนาน 1 ปี

ซึ่งรถยนต์มือสองทุกคันผ่านขั้นตอนการคัดสรรและเช็กประวัติการใช้งาน, เลขไมล์แท้ ไม่มีอุบัติเหตุชนหนักหรือจมน้ำ ทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันของมาสเตอร์ฯ เป็นรถยนต์คุณภาพดี ตามสโลแกนของบริษัทที่ว่า ‘มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์…รถยนต์คุณภาพที่คุณวางใจ’

ชมรถยนต์เพิ่มเติมในสต็อกออนไลน์กว่า 300 คัน ได้ที่เว็บไซต์ www.masterusedcar.com ขอดูรถผ่านวีดีโอคอลล์ และจองสิทธิ์ผ่าน Line Official Account: https://lin.ee/cX9A5Vg

BMW, MINI และ BMW Motorrad โทร. 1286 Millennium Auto Connect

Harley-Davidson of Ubon Ratchathani โทร. 045-959-922

Master Certified Used Car of Ubon Ratchathani โทร. 045-206-006

ทดลองขับ Suzuki XL7 พร้อม 3 ทัศนะจากนักทดสอบรถยนต์ (ภาพ+คลิปวีดีโอ)

0

Suzuki XL7 ครอส์โอเวอร์ 7 ที่นั่งในกลุ่ม B SUV รุ่นล่าสุดที่ได้รับการตกแต่งให้โฉบเฉี่ยว พร้อมปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งการขับขี่ที่สนุกสนานและปลอดภัย เครื่องยนต์เดิมขนาด 1.5 ลิตร แต่ให้ความประหยัดขึ้น ทั้งที่มีนน.ตัวรถมากกว่าเดิมถึง…… ติดตามการทดลองขับพร้อมทัศนะจาก 3 นักทดสอบรถยนต์ได้ที่คลิปวีดีโอครับ

จะว่าไปแล้ว รถคันนี้มีจุดเด่นจากรูปลักษณ์ด้านหน้า ซึ่งหากมองจากด้านหลัง ยังไงก็มีความเหมือนรถอเนกประสงค์รุ่นพี่อย่าง Suzuki Ertiga แต่หากเปรียบเทียบจากมิติตัวรถนั้นจะมีสัดส่วนที่ขยายขึ้นกว่าเดิมในทุกมิติ ทั้งความยาว 4,450 มม. มากกว่า Ertiga 55 มม. กว้างกว่า 25 มม. และสูงกว่า 10 มม. ส่วนความสูงใต้ท้องรถ 200 มม.ในขณะที่ Ertiga สูงเพียง 180 มม.และมีความยาวฐานล้อ 2,740 มม. ในขณะที่ระยะห่างจากพื้นถึงตัวรถ 200 มม.

All New Suzuki XL7 1
การตกแต่งที่ให้ความโฉบฉี่ยวมากขึ้นกว่าเดิมนั่นคือเลือกใช้ไฟส่องสว่างแบบแอลอีดีทั้งไฟหน้าและไฟท้าย หน้ากระจังเพิ่มเติมความหรูหราด้วยวัสดุสีโครเมียม พร้อมความอเนกประสงค์ด้วยแรคหลังคาเพื่อรองรับการบรรทุกสัมภาระที่หลากหลาย โดยรับนน.ได้ถึง 50 กก. ล้อแมกขยับไซส์จาก 15 นิ้วใน Ertiga เป็น 16 นิ้ว หุ้มยาง 195/50 แบรนด์ดันลอป

All New Suzuki XL7 2

All New Suzuki XL7 3

ห้องโดยสารใช้วัสดุคาร์บอนเคฟล่าร์เข้ามาแทนที่ลายไม้เดิมใน Ertiga ซึ่งเพิ่มมาดสปอร์ตให้กับรถคันนี้ได้อย่างลงตัวทั้งคอนโซลและแผงข้าง เบาะนั่งทั้ง 7 เป็นเบาะผ้าที่มีการแซมด้วยหนังบริเวณขอบเบาะ แต่ดูแล้วไม่ค่อยจะแมทช์สักเท่าไหร่ ซึ่งแล้วแต่มุมมองของแต่ละบุคคล

All New Suzuki XL7 4

การใช้งานของเบาะนั่งสามารถปรับและพับได้หลายรูปแบบ ตัวแปรอยู่บริเวณที่นั่งแถว 2 ซึ่งสามารถเลื่อนหน้า/หลัง และพับ เพื่อเข้าไปยังเบาะนั่งแถว 3 ได้สะดวก แต่แถว 3 มีพื้นที่ค่อนข้างกะทัดรัดและน่าจะเหมาะสมกับเด็กหรือคนตัวเล็กมากกว่า

All New Suzuki XL7 5

All New Suzuki XL7 6

อีกหนึ่งไฮไลท์ประจำรุ่นนั่นคือจอแอลอีดีขนาด 5 นิ้วที่อยู่ระหว่างกลางมาตรวัดทรงกลมทั้ง 2 ช่อง ซึ่งแสดงผลและแจ้งสถานะข้อมูลสำคัญของตัวรถ เช่น Driving G-Force อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อัตราแรงบิด กำลังของเครื่องยนต์ และข้อมูลอื่นๆ

All New Suzuki XL7 7

พวงมาลัยยังคงเลือกใช้แบบ D-Shape มีปุ่มควบคุมการใช้งานวิทยุและโทรศัพท์และคอนโซลกลางแต่ที่ขาดไปนั่นคือระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติครุสคอนโทรล

All New Suzuki XL7 8

คอนโซลกลางติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้วเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto รองรับการเชื่อมต่อ บลูทูธ HDMI และ USB ที่มีช่องต่อไฟถึง 3 ตำแหน่ง ทั้งยังแสดงภาพจากกล้องมองหลัง

All New Suzuki XL7 9

ด้านระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติกระจายความเย็นไปยังผู้โดยสารตอนหลังด้วยการติดตั้งระบบปรับอากาศบนเพดาน

All New Suzuki XL7 10

ในส่วนของความสะดวกสบายได้มีการวางตำแหน่งแก้วน้ำไว้ทุกพื้นที่ทั่วรถถึง 6 จุด แต่ทีเด็ดอยู่บริเวณช่องวางแก้วน้ำใต้คอนโซลกลางจะมีช่องกระจายความเย็นเพื่อเครื่องดื่มที่เย็นสดชื่นตลอดการเดินทาง

All New Suzuki XL7 11

เครื่องยนต์เป็นบล็อกเดียวกับ Ertiga ในรหัส K15B ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 105 แรงม้า/6,000 รอบต่อนาที แรงบิดที่ 138 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะที่ได้รับการปรับจูนให้ตอบสนองดีขึ้นแต่ประหยัดกว่าเดิม ด้วยการยืนยันจากอีโค่สติ๊กเกอร์ในอัตราการสิ้นเปลืองที่ 4.1 ลิตรต่อ 100 กม. ขณะที่ Ertiga อยู่ที่ 6.3 ลิตรต่อ 100 กม.และรองรับเชื้อเพลิงแก๊ซโซฮอลล์อี 20

All New Suzuki XL7 12

ระบบช่วงล่างแบบเดิม ด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทมากับเหล็กกันโคลงด้านหน้า (Front Stabilizer) ขนาดใหญ่พิเศษเพื่อสามารถลดอาการโคลงของตัวรถและเพิ่มการยึดเกาะถนน ด้านหลังเป็นทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ซึ่งทั้งหมดได้ปรับเพิ่มในส่วนการซับแรงสั่นสะเทือนให้ดีขึ้นและยาวกว่าเดิม

All New Suzuki XL7 13

ด้านความปลอดภัยมีครบพร้อมกับถุงลมนิรภัย SRS คู่หน้า ระบบเบรก ABS พร้อมกระจายแรงเบรค EBD เสริมด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพในการทรงตัว ESP รวมทั้งระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Hold Control) และป้องกันการโจรกรรมด้วยระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

All New Suzuki XL7 15

การทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ถือเป็นการใช้งานระยะทางไกลกว่า 400 กม. เส้นทางไปกลับกรุงเทพ-เขาใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งการทดลองนั่งและทดลองขับ

All New Suzuki XL7 16

ว่ากันด้วยเรื่องของการนั่งแถวที่ 3 ถือว่าค่อนข้างแออัดไปสักนิด สำหรับผู้โดยสารที่มีความสูงทะลุ 170 ซม. แต่ถ้าเป็นพื้นที่ของเด็กน่าจะเหมาะกว่า การปรับเบาะนั่งแถว 2 ทำได้ไม่ยาก แต่ก็ยังไม่ง่ายเหมือนแบบ One Touch ระบบปรับอากาศบนเพดานส่งต่อลมเย็นๆมายังเบาะนั่งแถวสามได้ดี

All New Suzuki XL7 17

น้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 100 กก.เป็นทุนเดิม เมื่อรวมกับน้ำหนักของผู้ขับขี่และผู้โดยสารอีก 200 กก. เท่ากับภาระของเครื่องยนต์ K15B จะถูกลดกำลังไปโดยปริยายจากการมีน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มเข้ามา

All New Suzuki XL7 18

การปรับแต่งขุมพลังถือเป็นอีกหนึ่งการบ้านที่ผู้ผลิตได้ใส่ใจในรายละเอียด มีการปรับจูนในส่วนของสมองกลหรือกล่องอีซียู เพื่อตอบสนองการขับขี่ได้รวดเร็วขึ้น และอีกหนึ่งเหตุผลที่พอจะสังเขปได้ว่า All New Suzuki XL7 เป็นรถที่ขับสนุก นั่นคือระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 จังหวะซึ่งมีอัตราทดที่ค่อนข้างจัดจ้าน

All New Suzuki XL7 19

ขณะที่ใช้งานความเร็ว 100 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์อยู่ที่ 2,400 รอบ ซึ่งค่อนข้างสูง แต่หากเป็นระบบเกียร์ซีวีที จะอยู่ที่ไม่ถึง 2,000 รอบต่อนาที ตรงนี้ไม่ถือเป็นประเด็นเพราะหากมองถึงด้านอัตราสิ้นเปลืองที่ทะลุ 16 กม./ลิตร ทั้งที่ตัวรถหนักกว่า Ertiga เกิน 100 กก.

All New Suzuki XL7 20

ความสุงของตัวรถก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าไม่สร้างปัญหาให้กับการควบคุม เพราะทีมผู้ผลิตมีการปรับแต่งค่ารองรับการสั่นสะเทือนใหม่ และน้ำหนักของพวงมาลัยที่ปรับตามความเร็วจะคอยช่วยสนับสนุนให้ควบคุมรถได้มั่นใจ

All New Suzuki XL7 21

การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดี เสียงเร็ดรอดเข้าห้องโดยสารน้อยมาก แม้จะใช้ความเร็วทะลุ 100 กม./ชม.โครงสร้างตัวถังแบบ Heart-Tech มีส่วนเข้ามาช่วยทั้งด้านความทนทานและน้ำหนักเบา รอยเชื่อมต่างๆทั้งตัวรถก็มีการเพิ่มเติมเพื่อให้ลมเร็ดรอดเข้าตัวรถได้น้อยที่สุด รวมไปถึงยางขอบประตู

All New Suzuki XL7 22

บทสรุปการเดินทางกว่า 400 กม. All New Suzuki XL7 ใช้อัตราบริโภคเชื้อเพลิงไปใกล้เคียงกับอีโค่สติกเกอร์นั่นคืออยู่ที่ 15.2 กม./ลิตร ด้วยการใช้งานแบบปกติซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างจะได้มาซึ่งความประหยัด การควบคุมรถทำได้ดีและสนุกได้อย่างมั่นใจ ความสุนทรีย์จากการเดินทางมาในรูปแบบของการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่สะดวกสบายและทำได้ทั้งระบบ IOS และ ENDROID AUTO รูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวพร้อมการปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้มากับค่าตัวที่ 779,000 บาท สูงกว่ารุ่นพี่ Ertiga ประมาณ 50,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจรถยนต์ประเภทนี้ ตัวเลือกล่าสุดกับ  Suzuki XL7 ถือว่าห้ามมองข้ามเป็นอันขาด

มาสด้า เปิดกลยุทธ์บริการหลังการขาย MAZDA ACTIV SERVICE เพื่อดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน

0

มาสด้า เผยกลยุทธ์การสื่อสารด้านการบริการหลังการขาย ภายใต้ชื่อ “MAZDA ACTIV SERVICE” เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุดและอุ่นใจไปกับการบริการและการดูแลจากมาสด้านับตั้งแต่วันที่ออกรถ ปลุกความเชื่อมั่นด้วยการดูแลรถคู่ใจไปตลอดอายุการใช้งาน เสมือนรถคือคนในครอบครัว ครั้งแรกกับการเปิดหลังบ้านให้สัมผัสถึงประสิทธิภาพของบริการตรวจเช็กระยะแบบเร่งด่วน หรือ MAZDA FAST TRACK ที่ใช้เวลาเพียง 60 นาที ก็สามารถส่งมอบรถที่เสร็จสมบูรณ์กลับคืนให้ลูกค้า พร้อมขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและมอบความสนุกสนาน เร้าใจ เหมือนเช่นทุกครั้ง  วางแผนขยายศูนย์ซ่อมตัวถังและสีเพิ่มในพื้นที่ 7 จังหวัด ยกระดับความสะดวกของบริการหลังการขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รองรับกับปริมาณการใช้บริการของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวถึงแนวคิดด้านการดูแลลูกค้าหลังการขายว่า นอกจากการขายรถใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว การบริการหลังการขายถือเป็นหัวใจสำคัญที่มาสด้าเร่งพัฒนาให้แข็งแกร่งควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าเราจะดูแลรถคู่ใจในทุกๆ ช่วงเวลาตลอดอายุการใช้งานได้เป็นอย่างดี ด้วย 4 แกนหลัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เรามุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า คือ ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว มาตรฐานการบริการ และราคาที่เหมาะสม จึงถูกนำมาต่อยอดเป็นแนวทางในการเสริมจุดแข็งด้านบริการหลังการขาย พร้อมกับวางกลยุทธ์ในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้ลูกค้าได้รับรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของแต่ละผลิตภัณฑ์ด้านบริการจากมาสด้านับตั้งแต่วันที่ออกรถ ช่วยให้ลูกค้านำรถเข้ารับบริการได้อย่างครบถ้วนตามมาตรฐานกำหนดและยังยืดอายุการใช้งานให้กับรถด้วยเช่นกัน

มาสด้าได้สื่อสารเกี่ยวกับโปรแกรมบริการหลังการขาย “MAZDA ACTIV SERVICE” ไปยังลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอุ่นใจในการใช้รถตลอดอายุการใช้งาน และยังสะดวกสบาย เพราะสามารถเข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศกับ 5 โปรแกรมที่มาสด้ามอบให้ ดังนี้

Mazda Added Protection โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถจาก 3 ปี ปัจจุบันมาสด้าเพิ่มให้สูงสุดเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน การรับประกันครอบคลุมอะไหล่กลุ่มหลักหลายรายการ ช่วยให้ลูกค้าคลายความกังวลเรื่องค่าซ่อมหลังหมดระยะเวลารับประกัน และสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาสด้าทั่วประเทศ
Mazda Premium Insurance ประกันภัยพรีเมียมจากมาสด้า ให้บริการโดยศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากมาสด้า มั่นใจในคุณภาพด้วยการใช้อะไหล่แท้ 100% พร้อมรับประกันคุณภาพอะไหล่และคุณภาพงานซ่อมนานสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร พร้อมคุ้มครองความเสียหายจากอุทกภัยและภัยก่อการร้าย
Mazda Care แพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะ ครอบคลุมค่าแรง ค่าอะไหล่ และผลิตภัณฑ์ของเหลว จากการเช็กระยะทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร โดยมีให้เลือกทั้งแพ็กเกจระยะสั้น 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร (เช็กระยะ 6 ครั้ง) และแพ็กเกจระยะยาว 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เช็กระยะ 10 ครั้ง) มอบความคุ้มค่าให้ลูกค้า ประหยัดยิ่งขึ้นด้วยส่วนลดพิเศษสูงสุด 20%
Mazda Genuine Parts อะไหล่แท้มาตรฐานมาสด้า ซึ่งได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีของรถมาสด้าโดยเฉพาะ ให้ลูกค้ามั่นใจด้วยระบบการจัดส่งที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และการรับประกันคุณภาพอะไหล่แท้นานสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร
Mazda Roadside Assistance บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ที่จะช่วยทำให้ลูกค้าอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ยางรั่ว น้ำมันหมด แบตเตอรี่หมด ด้วยความช่วยเหลือและบริการต่างๆ ที่ พร้อมจะเคียงข้างดูแลตลอด 24 ชม. พร้อมบริการเสริม Personal Assistant พิเศษสำหรับรถใหม่มาสด้าทุกคันรับสิทธิ์บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. ฟรี

พร้อมกันนี้มาสด้ายังได้ยกระดับบริการหลังการขาย ด้วยการเพิ่ม 2 โปรแกรมหลักสำคัญเพื่อส่งมอบความรวดเร็วและสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยลดระยะเวลาการรอคิวเพื่อเข้ารับการบริการรวมถึงเวลาที่ใช้ดำเนินการด้วย ในขณะที่ไม่ลดทอนคุณภาพแต่อย่างใด เพื่อส่งมอบรถกลับคืนให้กับลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและรองรับปริมาณลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

Mazda Fast Track บริการเช็กตามระยะแบบเร่งด่วน ทั้งสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ ดำเนินการโดยช่างเทคนิคประจำช่องซ่อมที่มีความชำนาญสูง พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ตรวจวัดที่มีประสิทธิภาพสูง มั่นใจในคุณภาพด้วยอะไหล่แท้ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ในเกรดที่ได้มาตรฐานมาสด้า ใช้เวลาเพียง 60 นาที เท่านั้น
Mazda Certified Body & Paint คือ ศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานจากมาสด้า งานซ่อมสีที่มีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานโรงงานผลิต โดยให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนของงานซ่อม เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือ และอุปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูง มุ่งหวังสร้างสัมผัสเสมือนได้รถคันใหม่มอบความปลอดภัยในการขับขี่ของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด

หมายเหตุ : โปรดศึกษาเงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้จากผู้จำหน่ายมาสด้า

ด้าน ดร. ปณัสย์ บุญค้ำ รองประธานฝ่ายบริการหลังการขาย กล่าวถึงความสะดวกสบายของ “บริการเช็กระยะแบบเร่งด่วน หรือ MAZDA FAST TRACK” ที่ใช้เวลาเพียง 60 นาที เท่านั้น ก็พร้อมส่งมอบรถที่สะอาด และขับขี่ปลอดภัยให้กับลูกค้าสำหรับการเช็กระยะสำหรับเลขคี่ อาทิ 10,000 หรือ 30,000 กิโลเมตร ส่วนระยะเลขคู่ อาทิ 20,000 หรือ 40,000 กิโลเมตร จะใช้เวลาในการตรวจเช็กลดลงจากปกติครึ่งหนึ่ง โดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญประจำช่องซ่อม FAST TRACK ที่ผ่านการฝึกอบรมและการทดสอบจากศูนย์ฝึกอบรมมาสด้า จำนวน 2 คน ต่อ 1 ช่องซ่อม พร้อมด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่คัดเลือกอย่างพิถีพิถันเพื่อให้การตรวจเช็กมีความแม่นยำสูง มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับอะไหล่แท้ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 100% รวมถึงผลิตภัณฑ์ของเหลวที่มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น

ขั้นตอนการเข้ารับบริการตรวจเช็กระยะแบบเร่งด่วน MAZDA FAST TRACK

  1. ลูกค้าโทรติดต่อนัดหมาย วัน เวลา กับทางศูนย์บริการ หลังจากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่โทรแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อนถึงวันนัดหมาย 1 วัน และล่วงหน้าก่อนถึงเวลานัดหมาย 30 นาที เพื่อยืนยันการเข้ารับบริการ
  2. ลูกค้านำรถเข้ารับการบริการที่ศูนย์บริการตามวันและเวลาที่ได้นัดหมาย
  3. เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ ต้อนรับลูกค้า ตรวจสอบเอกสาร พร้อมรับรถเตรียมเข้าสู่ช่อง FAST TRACK
  4. เชิญลูกค้าที่เคาน์เตอร์ FAST TRACK SERVICE เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายการเช็กระยะและเชิญลูกค้าที่ห้องรับรองลูกค้า
  5. เจ้าหน้าที่ตรวจเช็กระยะตามใบสั่งซ่อม
  6. ทำความสะอาดรถเตรียมส่งมอบรถกลับคืนให้ลูกค้า
  7. ลูกค้าชำระค่าบริการและรับรถกลับไปใช้งานด้วยความสบายใจ

ปัจจุบันรูปแบบการให้บริการแบบเร่งด่วน MAZDA FAST TRACK เปิดให้บริการลูกค้าไปแล้วจำนวน 8 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งภายในสิ้นปี 2563 มาสด้าตั้งเป้าเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นรวมเป็น 20 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางมาใช้บริการของลูกค้า และสร้างความอุ่นใจตลอดอายุการใช้รถยนต์มาสด้า

ลำดับบริษัทจังหวัดเบอร์ติดต่อ
1บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) สาขาประดิษฐ์มนูธรรมกรุงเทพฯ063 464 5185
2บริษัท พระนคร เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สาขาเกษตร-นวมินทร์กรุงเทพฯ02 092 7555
3บริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มาสด้า (ประเทศไทย) จำกัด สาขาพาราไดซ์ พาร์คกรุงเทพฯ02 398 2222
4บริษัท ดรีมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด สาขาเชิงเนินระยอง038 613 545-9
5บริษัท ดรีมคาร์เซ็นเตอร์ จำกัด สาขาปลวกแดงระยอง038 891 930-2
6บริษัท ไฮ-คลาส ออโต้ จำกัด @บายพาส ชลบุรีชลบุรี038 193 555
7บริษัท มาสด้า ชลบุรี จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยาพัทยา038 223 646-7
8บริษัท ไทยธาดา ออโตโมบิล จำกัดลพบุรี036 780 786

อีกหนึ่งบริการหลังการขายที่มีอัตราการเข้าใช้บริการของลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นั่นคือ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี หรือ CERTIFIED BODY & PAINT ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากมาสด้า ทั้งนี้มาสด้าต้องการยกระดับคุณภาพด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจเพื่อจะส่งคืนรถให้กับลูกค้าเสมือนได้รถคันใหม่ โดยไม่ต้องรอคิวซ่อมนานๆ จึงเตรียมเปิดศูนย์ซ่อมตัวถังและสีเพิ่มขึ้นอีก 11 แห่ง ภายในปีงบประมาณ 2563 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2564) และวางแผนสร้างเพิ่มในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสาคร นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี ปัจจุบันพร้อมให้บริการลูกค้าแล้วกว่า 40 แห่ง ทั่วประเทศ

โตโยต้า แถลงยอดขายรถยนต์ครึ่งแรกปี 2563 พร้อมคาดการณ์ตลาดรวมอยู่ที่ 660,000 คัน

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  แถลงสถิติการจำหน่ายรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2563 พร้อมประมาณการตลาดรถยนต์ไทยปี 2563

มร.ซึงาตะ กล่าวว่าจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินโครงการ Toyota Stay with You” หรือ “โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19″ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าและผู้ผลิตชิ้นส่วนทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความยากลำบากของพี่น้องประชาชนและสังคมไทยจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้จะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจได้ว่า “จะไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง”

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและระดับโลก ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศและส่งออกหดตัวในช่วงไตรมาส 1 และต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ทั้งนี้จากการผ่อนปรนให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องภายใต้มาตรการที่ภาครัฐกำหนด มีการคาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 เศรษฐกิจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

  1. สถานการณ์ตลาดรถยนต์ครึ่งแรกของปี 2563

          มร.ซึงาตะ กล่าวว่า “ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เดิมมีการคาดการณ์ตลาดรวมในประเทศของปี 2563 อยู่ที่ 940,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขายรถยนต์โตโยต้าไว้ที่ 310,000 คัน แต่ทว่าในสถานการณ์ไตรมาสที่ 1 ตัวเลขยอดขายตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 200,000 คัน หรือคิดเป็น 76% ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยโตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 56,200 คัน คิดเป็น 65% ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

          ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา จากการที่เชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการของตลาดลดลงอย่างฉับพลัน ทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศและตลาดการส่งออก ทำให้สภาวะการดำเนินธุรกิจของประเทศไทยโดยรวมนั้น มีความแตกต่างออกไปจากแผนที่เราคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง

สำหรับโตโยต้า เราจำเป็นต้องประกาศหยุดสายการผลิตชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน จนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ประกอบกับลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูมผู้แทนจำหน่ายฯมีปริมาณลดลง อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาที่เราต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราวนั้น พนักงานของเรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง และได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นโอกาสในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรและเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงการพัฒนาทักษะและความสามารถของพนักงาน โดยให้มีการสลับกันเข้ามาปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสำหรับพนักงานสายสำนักงาน เราจัดให้มีการทำงานจากที่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งหมดนี้ ช่วยให้โตโยต้าสามารถรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคนโดยไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด ทั้งนี้ ผมขอขอบคุณพนักงานโตโยต้าทุกคนที่ได้ร่วมกันทุ่มเททำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง ตลอดจนรักษาสุขภาพของตนเองให้ปลอดภัยและแข็งแรงอยู่เสมอ

เช่นเดียวกันกับผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั้ง 155 แห่งทั่วประเทศ ที่พยายามรักษาสถานะการจ้างงานของพนักงานทุกคน โดยพนักงานขายและพนักงานที่ทำหน้าที่ดูแลหลังการขายได้ใช้ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียในการติดต่อลูกค้า พร้อมเชิญลูกค้านำรถยนต์เข้ามาซ่อมบำรุงที่ศูนย์บริการหรือจัดให้มีบริการซ่อมบำรุงแบบเคลื่อนที่ เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ลูกค้าสามารถดูแลรักษารถยนต์ของตนเองได้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณผู้แทนจำหน่ายของเราจากใจจริงด้วยครับ

นอกจากนี้ ผมขอแสดงความซาบซึ้งใจต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการและฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นจังหวัดที่โรงงานทั้ง 3 แห่งของเราตั้งอยู่ สำหรับการอนุเคราะห์ให้เราสามารถดำเนินการจัดส่งรถยนต์ใหม่ ตลอดจนชิ้นส่วนต่าง ๆ ไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทั่วประเทศ ถึงแม้จะอยู่ในช่วงระยะเวลาของการบังคับใช้มาตรการเคอร์ฟิวก็ตาม และท่านยังยินดีอนุญาตให้โตโยต้าสามารถกลับมาเดินสายการผลิตอีกครั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผมรู้สึกปลาบปลื้มที่ได้เห็นพนักงานในโรงงานของเรามีความสุขที่ได้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยปัจจุบันการผลิตของเราก็สามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น และตั้งใจที่จะเพิ่มยอดการผลิตให้สูงขึ้นนับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป โดยเราจะยังคงเน้นย้ำในการดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยขั้นสูงสุดให้กับพนักงานของเราทุกคน พร้อมรักษาระดับความเข้มงวดของการใช้มาตรการการป้องกันโรค ตามแนวทางของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด”

         มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่าหลังผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และ การหยุดสายการผลิตเป็นการชั่วคราวไปแล้วนั้น ตลาดรถยนต์ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ลดลงไปที่ประมาณ 128,500 คัน คิดเป็น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยโตโยต้ามียอดขายอยู่ที่ 38,100 คัน หรือคิดเป็น 45% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในทางกลับกันหากเราพิจารณาถึงยอดจำหน่ายรายเดือนของช่วงไตรมาสที่ 2 จะเห็นได้ว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงค่อยๆฟื้นตัว อันเป็นผลจากการที่รัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการผ่อนคลายต่างๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมามีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น”

  สถิติการขายรถยนต์ ม.ค. – มิ.ย. 2563

• ปริมาณการขายรวม  328,604 คัน     ลดลง     3%
• รถยนต์นั่ง  119,716 คัน     ลดลง    0%
• รถเพื่อการพาณิชย์  208,888 คัน     ลดลง    2%
• รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)  166,409 คัน     ลดลง     6%
• รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)   149,432 คัน     ลดลง     7%

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้า ม.ค. – มิ.ย. 2563

• ปริมาณการขายโตโยต้า   94,222 คัน ลดลง     1%   ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
• รถยนต์นั่ง   29,926 คัน       ลดลง     4%   ส่วนแบ่งตลาด 25.0%
• รถเพื่อการพาณิชย์   64,296 คัน       ลดลง     2%   ส่วนแบ่งตลาด 30.8%
• รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)  56,265 คัน       ลดลง     3%   ส่วนแบ่งตลาด 33.8%
• รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)   49,622 คัน       ลดลง     5%   ส่วนแบ่งตลาด 33.2%

 

  1. แนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2563

          มร.ซึงาตะ คาดการณ์ว่า “ในส่วนของภาคธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทยนั้น ผลกระทบที่เราได้รับยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน และการฟื้นตัวของประเทศไทยดูจะรวดเร็วกว่า ดังนั้น แม้เราอาจจะยังไม่ควรที่จะประเมินสถานการณ์ให้สูงจนเกินไป แต่ผมเห็นว่าแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไทยน่าจะไปในทิศทางที่ดี และสถานการณ์จะไม่แย่เท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวให้กับทวีปเอเชียทั้งหมดในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ นอกจากแนวโน้มเชิงบวกที่เห็นได้จากยอดจำหน่ายรายเดือนแล้ว ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จในการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ซึ่งในขณะนี้มีผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมงานเป็นจำนวนมาก และเมื่อพิจารณาสัญญาณบวกเหล่านี้แล้ว เราจึงได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ในปี 2563 เป็น 660,000 คัน คิดเป็น 65% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

มร.ซึงาตะ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโตโยต้า ในช่วงครึ่งปีแรกนั้น เราได้ปรับแผนการดำเนินงานทั้งในส่วนของการผลิตและการขาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ของเราสามารถแนะนำออกสู่ตลาดได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ เราจะเร่งเดินหน้าทำการตลาดอย่างเต็มที่ โดยมีผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ ๆ ของเราเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งเมื่อเดือนที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวรถยนต์ไฮลักซ์ รีโว่ใหม่ และฟอร์จูนเนอร์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Unbeatable” หรือ “พลังแกร่งเหนือนิยาม” เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของประเทศไทยและคนไทย ดังที่พิสูจน์ได้จากความสามารถในการควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคได้ โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ของเราทั้ง 2 รุ่นนี้ ได้รับการชื่นชมในเชิงบวกจากลูกค้า ซึ่งเราหวังว่าการเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้นไปอีก

          นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เราได้ทำการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ล่าสุด “โคโรลล่า ครอส” ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก ภายใต้สโลแกน A New Journey” หรือ “ให้ชีวิตเดินทาง” โดยรถยนต์รุ่นนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของเรา ในฐานะที่เป็นรถยนต์ในเซกเมนต์ที่โตโยต้าไม่เคยทำตลาดมาก่อน พร้อมกันนี้ ผมขอแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมว่า เราได้ติดตั้งแอพพลิเคชั่น T-Connect ในรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งสามรุ่นดังกล่าว โดยนี่ถือเป็น “ระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะ” โครงการแรกของโตโยต้าในเอเชีย ซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง บริษัท โตโยต้า และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนโตโยต้าภายในประเทศไทย ทั้งนี้ เทคโนโลยี T-Connect มอบฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามเมื่อเกิดการโจรกรรม การค้นหาตำแหน่งรถ และบริการผู้ช่วยส่วนตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เรายังเป็นรายแรกในประเทศไทยที่นำเสนอประกันภัยรูปแบบใหม่ล่าสุดภายใต้ชื่อ “ขับดีลดให้” หรือ Toyota Care Pay How You Drive – PHYD” ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมการขับขี่ผ่านเทคโนโลยี  T-Connect  กรณีที่ผู้ขับมีพฤติกรรมการขับขี่ที่ดี ก็จะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันภัยในปีที่ 2 เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าประกันภัย “ขับดีลดให้” นี้จะเป็นแรงจูงใจที่ดีในการผลักดันให้เกิดสังคมแห่งการขับขี่ปลอดภัยและช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุในประเทศไทย

และเรามีความยินดีที่ได้เห็นว่ารถรุ่นต่างๆ ที่ได้ทำการเปิดตัวไปนั้น ได้รับความสนใจและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมบูทโตโยต้า ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ที่กำลังจัดอยู่ในครั้งนี้ได้เป็นจำนวนมาก และมั่นใจว่าด้วยการประสานความร่วมมืออย่างเข้มแข็งกับเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ จะผลักดันให้เราสามารถกลับมาครองพื้นที่ในตลาดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง ตลอดจนสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรุ่นนั้น ส่งผลให้เราปรับเป้าหมายยอดจำหน่ายรถยนต์โตโยต้าในปี 2563 นี้ใหม่เป็น 220,000 คัน คิดเป็น 66% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา หรือเท่ากับ 33.3% ของส่วนแบ่งทางการตลาด หากในอนาคตตลาดมีแนวโน้มในเชิงบวกมากขึ้น เราก็จะท้าทายตัวเองด้วยการปรับเป้าหมายให้เพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก”

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2563

ปริมาณการขายรวม  660,000 คัน     ลดลง      5%
รถยนต์นั่ง   225,100 คัน     ลดลง      5%
รถเพื่อการพาณิชย์  434,900 คัน     ลดลง      6%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)  346,015 คัน     ลดลง      7%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)  310,000 คัน     ลดลง      2%

ประมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศของโตโยต้า ปี 2563

• ปริมาณการขายรวม  220,000 คัน    ลดลง   8%    ส่วนแบ่งตลาด 33.3%
• รถยนต์นั่ง   62,800 คัน    ลดลง   6%    ส่วนแบ่งตลาด 27.9%
• รถเพื่อการพาณิชย์  157,200 คัน    ลดลง   8%    ส่วนแบ่งตลาด 36.1%
• รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)  135,600 คัน    ลดลง   3%    ส่วนแบ่งตลาด 39.2%
• รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)  121,000 คัน    ลดลง   9%    ส่วนแบ่งตลาด 39.0%

 

สำหรับการส่งออกในครึ่งปีแรก 2563 ของโตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวนทั้งสิ้น 97,000 คัน ลดลง 30% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เราได้เห็นสัญญาณเชิงบวกจากในภูมิภาคโอเชียเนียและบางประเทศในทวีปเอเชีย ด้วยเหตุนี้ เราจึงปรับการคาดการณ์การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสำหรับปีนี้ทั้งปี อยู่ที่ 194,000 คัน หรือคิดเป็น 73% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ในส่วนของการผลิตรถยนต์ของเรานั้น ก็เป็นไปตามสภาวะของตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเหนือกว่าที่เราได้คาดการณ์ไว้ ดังนั้น จำนวนการผลิตรถยนต์ของโตโยต้าในปี 2563 จะอยู่ในระดับที่ 408,000 คัน คิดเป็น 71% เมื่อเทียบกับยอดการผลิตของปีที่ผ่านมา”

มร.ซึงาตะ กล่าวเสริมว่า ท่ามกลางการเผชิญความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผมขอยกย่องประเทศไทยและคนไทย ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญานอันแรงกล้าและพลังแห่งความสามัคคีอันกล้าแกร่ง ผมหวังว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกๆ ที่สามารถเอาชนะวิกฤตการณ์โรคระบาดในครั้งนี้ได้ ซึ่งครอบครัวโตโยต้าในประเทศไทยก็พร้อมที่จะช่วยขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ ควบคู่ไปกับการสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจของไทย

มร.ซึงาตะ กล่าวปิดท้ายว่า จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริงอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทั้งรัฐบาลไทย ลูกค้าคนสำคัญของเรา ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับการสนับสนุนที่ท่านได้กรุณามอบให้กับพวกเราชาวโตโยต้าในประเทศไทยมาโดยตลอด แม้ในช่วงเวลาอันยากลำบากเช่นนี้ก็ตาม

เรายังคงยืนหยัดเดินหน้าตามแนวทางสากลของโตโยต้าในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของการผลิตและส่งออกรถยนต์ในระดับภูมิภาค ตลอดจนเดินหน้าสร้างความเจริญเติบโตให้กับธุรกิจของโตโยต้าในประเทศไทย เพื่อเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมิถุนายน 2563

ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย  58,013 คัน ลดลง 6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ16,661 คัน เพิ่มขึ้น     26.1%ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า13,366 คันลดลง      53.8%ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า  5,822 คันลดลง      52.1%ส่วนแบ่งตลาด 10.0%

ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย  20,768 คัน ลดลง 3%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า         4,816 คัน     ลดลง      47.4%        ส่วนแบ่งตลาด  23.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า       4,802 คัน     ลดลง      50.7%        ส่วนแบ่งตลาด  23.1%
อันดับที่ 3 ซูซุกิ             1,776 คัน     ลดลง      13.1%        ส่วนแบ่งตลาด  8.6%

ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย  37,245 คัน ลดลง 4%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           16,661 คัน      เพิ่มขึ้น     26.1%        ส่วนแบ่งตลาด  44.7%
อันดับที่ 2  โตโยต้า     8,564 คัน      ลดลง      55.4%        ส่วนแบ่งตลาด  23.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ      2,562 คัน      ลดลง      34.1%        ส่วนแบ่งตลาด  6.9%

ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 29,576 คัน ลดลง 26.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          15,368 คัน      เพิ่มขึ้น     29.7%        ส่วนแบ่งตลาด  52.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า       7,375 คัน      ลดลง      57.2%        ส่วนแบ่งตลาด  24.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ        2,562 คัน     ลดลง      34.1%        ส่วนแบ่งตลาด  8.7%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,992 คัน โตโยต้า 1,262 คัน – มิตซูบิชิ 553 คัน – อีซูซุ 500 คัน – นิสสัน 337 คัน – ฟอร์ด 312 คัน –  เชฟโรเลต 28 คัน

ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 26,584 คัน ลดลง 25%

อันดับที่ 1 อีซูซุ          14,868 คัน      เพิ่มขึ้น     33.7%        ส่วนแบ่งตลาด  55.9%
อันดับที่ 2 โตโยต้า        6,113 คัน     ลดลง      58.8%        ส่วนแบ่งตลาด  23.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ       2,009 คัน     ลดลง      26.6%        ส่วนแบ่งตลาด  7.6%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – มิถุนายน 2563

1.) ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย  328,604 คัน ลดลง  37.3%

อันดับที่ 1 โตโยต้า      94,222 คัน     ลดลง      45.1%        ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ           76,054 คัน     ลดลง      14.7%        ส่วนแบ่งตลาด 23.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า       41,326 คัน     ลดลง      36.1%        ส่วนแบ่งตลาด 12.6%

2.) ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย  119,716 คัน ลดลง 42%     

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 34,518 คัน      ดลง      29.4%        ส่วนแบ่งตลาด  28.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า      29,926 คัน      ลดลง      50.4%        ส่วนแบ่งตลาด  25.0%
อันดับที่ 3 นิสสัน12,641 คัน      ลดลง      36.9%        ส่วนแบ่งตลาด  10.6%

3.) ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 208,888 คัน ลดลง 34.2%       

อันดับที่ 1 อีซูซุ           76,054 คัน      ลดลง      14.7%        ส่วนแบ่งตลาด  36.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า      64,296 คัน      ลดลง       42.2%       ส่วนแบ่งตลาด  30.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ      15,416 คัน      ลดลง       38.6%       ส่วนแบ่งตลาด  7.4%

 4.) ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 166,409 คัน ลดลง 35.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           70,573 คัน     ลดลง      13.9%        ส่วนแบ่งตลาด  42.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า      56,265 คัน     ลดลง      43.3%        ส่วนแบ่งตลาด  33.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ      15,416 คัน     ลดลง      38.6%        ส่วนแบ่งตลาด  9.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 16,977 คัน โตโยต้า 6,643 คัน – มิตซูบิชิ 3,818 คัน – อีซูซุ 2,948 คัน – ฟอร์ด 2,098 คัน – นิสสัน 832 คัน – เชฟโรเลต 638 คัน

5.) ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 149,432 คัน ลดลง 33.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ           67,625 คัน      ลดลง      11.5%        ส่วนแบ่งตลาด  45.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า      49,622 คัน      ลดลง      41.5%        ส่วนแบ่งตลาด  33.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ      11,598 คัน      ลดลง      36.3%        ส่วนแบ่งตลาด  7.8%

 

 

 

ฟอร์ดร่วมกิจกรรมปลูกป่ากับคาราวานลูกค้า ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ณ หน่วยพิทักษ์ป่าผาลาด จังหวัดกาญจนบุรี

0

ฟอร์ด ประเทศไทย สนับสนุนกิจกรรมของ Everest Club Thailand ร่วมออกเดินทางแบบคาราวานไปกับกลุ่มลูกค้าเจ้าของรถ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ กว่า 90 คัน เพื่อทำกิจกรรมปลูกป่า ณ หน่วยพิทักษ์ป่าผาลาด จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี มร. อังเดร คาวาลาโร ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กลุ่มตลาดนานาชาติ ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี และนางสาวกมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย และตลาดอาเซียน ร่วมเดินทางเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างฟอร์ดและกลุ่มลูกค้า พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รถยนต์เอนกประสงค์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สามารถลุยไปได้ทุกเส้นทาง

คณะเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรี โดยได้แวะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์แดนยุทธหัตถีดอนเจดีย์ที่อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเป็นสิริมงคล ก่อนแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ครัวชนะศึก แล้วออกเดินทางต่อไปยังหน่วยพิทักษ์ป่าผาลาด โดยผ่านทั้งเส้นทางถนนที่คดเคี้ยวและการตะลุยเส้นทางออฟโรด

โดยลูกค้าฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ได้สนุกสนานกับการขับรถลุยผ่านทั้งหิน ดิน และโคลน โดยใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ (Terrain Management System หรือ TMS) ช่วยนำพาผู้ขับขี่ลุยไปได้ทุกเส้นทางเพียงหมุนปุ่มควบคุมไปตามโหมดการขับขี่ที่ต้องการ นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมีระบบล็อคเฟืองท้ายที่ตอบโจทย์ชาวออฟโรดเมื่อต้องตะลุยผ่านถนนที่ลื่นและขรุขระ ช่วยให้สามารถฝ่าฟันทุกอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย

โดยเมื่อคณะเดินทางถึงหน่วยพิทักษ์ป่าผาลาดได้ร่วมกันปลูกต้นไผ่และต้นมะค่า 200 ต้น และมอบสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นรวมถึงอาหารแห้งแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นการส่งต่อความสุขคืนสู่สังคม

“ลมหายใจไร้มลทิน” ขยายเครือข่ายซื่อสัตย์สุจริตสู่เมืองคอน

0

“ชมรมลมหายใจไร้มลทิน” โดยการสนับสนุนของ “มูลนิธิลมหายใจไร้มลทิน” ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลกลาย และสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรมตามโครงการ “ซื่อสัตย์ สร้างรับผิดชอบ รักษาสิ่งแวดล้อม” เพื่อเสริมสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต และขยายเครือข่ายเยาวชน ตามพันธกิจมูลนิธิฯ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ด้านการท่องเที่ยว และผลิตภัณฑ์ชุมชน ณ โรงเรียนวัดเขาพนมไตรรัตน์ และบริเวณชายหาดบางสาร ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 10-11 กรกฎาคม 2563 กิจกรรมนี้มีเยาวชนเข้าร่วมจำนวน 22 คน แกนนำชุมชน 12 หมู่บ้าน จำนวน 12 คน โดยวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เช่น กิจกรรมเชิงกระบวนการ กิจกรรมสานสัมพันธ์ กิจกรรมเปิดที่ใจปรับที่เรา กิจกรรมมือน้อยเปลี่ยนโลก กิจกรรมร่วมคิดร่วมทำพัฒนาบ้านกลาย กิจกรรมฐานแห่งการพัฒนา ฯลฯ

ส่วนวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 จัดกิจกรรมล่องเรือชมทะเลกลาย สร้างจิตสำนึกรักบ้านเกิด กิจกรรมฐานผู้นำการเปลี่ยนแปลง กิจกรรมเก็บขยะริมชายหาด กิจกรรมรอบกองไฟ ฯลฯ

ผู้สนใจร่วมเครือข่ายเสริมสร้างค่านิยมแห่งความซื่อสัตย์สุจริต สามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” ได้ที่ lomhaijai.org และ facebook.com/LomhaijaiFoundation/