Home Blog Page 439

Yamaha Brand Day 2020

0

ยามาฮ่าฉลองครบรอบ 65 ปี ในวันที่ 1 กรกฎาคม ภายใต้บทบาทของตราสินค้าที่ได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก เติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยแนวคิดหลักปรัชญา “คันโด” สร้างความพึงพอใจที่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าเสมอ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติและเป็นวิถีของแบรนด์ยามาฮ่า โดยสื่อสารผ่าน Global Slogan ด้วยวลี Revs Your Heart “เร่งชีวิตให้เร้าใจ”

สำหรับ บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น มีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ด้วยวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ยามาฮ่า 5 ประการ พร้อมกันทั่วโลก ได้แก่ Innovation (ความริเริ่ม), Excitement (ความสนุกสนาน), Confidence (ความมั่นใจ), Emotion (ความดึงดูด) และ Ties (ความผูกพัน) เพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของยามาฮ่าที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเอกลักษณ์ที่ชัดเจนนี้เป็นแนวทางปฏิบัติที่พนักงานทุกคนยึดถือปฏิบัติและถ่ายทอดสู่การสร้างสรรค์สินค้า บริการและทุกจุดสัมผัสของยามาฮ่า เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าและเพื่อความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

โดย นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา ไทยยามาฮ่า สามารถคว้าอันดับที่ 2 ของโลก ในการทำ Branding Day ของยามาฮ่า ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมาก โดยเขามองเห็นถึงความทุ่มเทในการทำ Branding อย่างเป็นระบบ ซึ่งการทำ Branding เชิงระบบหมายความว่า ผู้บริหารมีส่วนร่วม ขับเคลื่อนอย่างมีระบบ มีการจัดการผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ผู้จำหน่าย ซัพพลายเออร์ สื่อมวลชน และสังคม โดยมีการบริหารจัดการที่เป็นรูปธรรม แบ่งคนแต่ละกลุ่มแล้วออกแบบโครงการต่างๆ เกี่ยวกับแบรนด์ให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับทราบและมีส่วนร่วม โดยเราได้มีโครงการด้านต่างๆ ที่ทำร่วมกันให้มีปฏิสัมพันธ์ ให้มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่ง  Global Branding Committee ก็ให้อิสระแต่ละประเทศสามารถคิดสร้างสรรค์และทำ Branding ได้เอง

ซึ่งเราก็มาคิดว่า Branding ในเมืองไทยจะสร้างความแตกต่างอย่างไร เราต้องแตกต่างจากคู่แข่ง แตกต่างในทุกๆ เรื่องที่ลูกค้ามาสัมผัสเรา และก็สามารถให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องมีความผูกพันในเชิงบวกกับแบรนด์เราอย่างไร หลังจากนั้นก็บริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ใครที่ดูแลผู้จำหน่ายก็ต้องสร้างระบบมาดูแลผู้จำหน่าย ใครที่ดูแลลูกค้าก็ต้องสร้างระบบขึ้นมาเพื่อดูแลลูกค้า ใครที่ดูแลเรื่องชุมชนก็ต้องมาดูว่าอะไรที่สามารถทำเป็นโครงการต่อเนื่องได้บ้าง เป็นต้น เมื่อเราคิดได้แบบนี้แล้วก็ออกแบบโครงการต่างๆ เพื่อเอาไปประกวดกันทั่วโลก

และสุดท้ายเราก็สามารถคว้าอันดับที่ 2 ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของไทยยามาฮ่าอย่างมาก โดยทางคณะผู้ตัดสินให้เหตุผลว่า ทางเราได้ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการทำ Branding และผู้บริหารมีส่วนร่วมในการเริ่มต้นทุกโครงการ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทยยามาฮ่า อีกทั้งเราทำ Branding โดยไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการคิดถึงสังคมด้วย ทำให้การทำ Branding ของเรานั้นทำได้โดดเด่นกว่าของประเทศอื่นอีกด้วย”

ทว่าในปี 2020 ที่ทั่วโลกประสบภาวะวิกฤติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ชีวิตและสภาพเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ดี Yamaha ยังสามารถฟันฝ่าวิกฤติและก้าวขึ้นเป็นแบรนด์สัญชาติญี่ปุ่นที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น (วัดจากยอดขายทั่วโลก โดย Interbrand Co., Ltd. บริษัทสำรวจด้านแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น)

รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ยามาฮ่าประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ผ่านสินค้า บริการ และกิจกรรมต่างๆ มอบความประทับใจและความพึงพอใจสูงสุด เหนือความคาดหวังของลูกค้า เช่น ความสำเร็จของงานบริการหลังการขายที่เรามี “Yamaha Premium Service” ศูนย์บริการระดับพรีเมียมที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้ายามาฮ่า พร้อมด้วยการบริการรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นมิติใหม่ของที่จอดรถจักรยานยนต์ระดับพรีเมียม “Yamaha Premium Parking” ที่เปิดให้บริการสำหรับลูกค้ายามาฮ่าโดยเฉพาะและพร้อมขยายให้ครอบคลุมทุกจุดทั่วกรุงเทพมหานครอีกด้วย

อีกหนึ่งโครงการสำคัญในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี คือการสร้างปรากฏการณ์เป็นแบรนด์แรกของโลก ที่รับประกันรถจักรยานยนต์ทั้งคัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. (รถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 500 ซีซี) พร้อมบริการ Road Side Service ในกรณีที่เกิดปัญหาฉุกเฉินจนไม่สามารถขับขี่ต่อได้ โดยลูกค้ายามาฮ่าทุกคันจะได้รับสิทธิ์การบริการตลอด 24 ชั่วโมง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี หรือ 12,000 กม. ตอกย้ำภาพลักษณ์ของสินค้าและบริการที่มีความแตกต่างและยึดถือความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

นอกเหนือจากการยกระดับสินค้าและบริการแล้วยามาฮ่ายังพร้อมเดินหน้าพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของเทคนิคการขาย การวางกลยุทธ์ทางการตลาด การสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า รวมถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ โดยมีสื่อมวลชนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ด้วยบทบาทของสื่อกลางที่เชื่อมโยงระหว่าง ยามาฮ่ากับลูกค้า ด้วยการยึดหลักปรัชญา “คันโด” เพื่อสร้างความพึ่งพอใจสูงสุดและประสบการณ์อันทรงคุณค่า ให้ลูกค้ามั่นใจและเชื่อมั่นในตราสินค้าและบริการของยามาฮ่าตลอดไป

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดโครงการ “Charge to Change” ชวนผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกยี่ห้อร่วมกันชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลก ลดปัญหา PM 2.5

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว โครงการ “Charge to Change อย่างเป็นทางการ ชวนผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกับพลังงานน้ำมันหันมา “ชาร์จเพื่อเปลี่ยนโลก” โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานมาชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้บ่อยขึ้น ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหา PM 2.5 สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น พร้อมทั้งสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นให้กับคนไทย

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โควิด-19 เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบกับผู้คนทั่วโลก นำไปสู่การที่พวกเราต้องเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาด ส่วนปัญหามลภาวะทางอากาศของฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้นั้นดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางลงและไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก ทว่าในความเป็นจริง ปัญหานี้ยังอยู่กับเรา ไม่ได้หายไปไหน และการเดินทางด้วยรถยนต์ก็เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิด PM 2.5 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุชัดเจนว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของฝุ่นละออง PM 2.5 นั้นมาจากการเดินทางโดยรถยนต์ และเฉพาะในกรุงเทพฯ เพียงเมืองเดียวก็มีจำนวนรถยนต์จดทะเบียนอยู่มากกว่า 10 ล้านคัน ไม่ว่าจะมีโควิดหรือหลังจากโควิดผ่านพ้นไป ปัญหา PM 2.5 จะยังเป็นปัญหาใหญ่ที่คนไทยทุกภาคส่วนต้องหันมาร่วมมือกันแก้ไข”

“สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนและทำตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เราได้กลับมาคิดทบทวนว่า จะมีทางใดที่เรายังสามารถใช้รถยนต์ต่อไปแต่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นได้บ้าง ซึ่งเราพบว่า รถยนต์ EQ Power หรือรถยนต์รุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่เรามีนั้นสามารถมอบการเดินทางที่ปราศจากมลพิษให้กับผู้ขับขี่ได้ แต่การจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในวงกว้างนั้นต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากผู้ใช้รถยนต์ทุกคน นี่จึงเป็นที่มาของการสร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ขึ้นอย่างเป็นทางการในวันนี้ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งผู้ใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์และผู้ใช้รถยนต์     แบรนด์อื่น ๆ ตระหนักว่า คุณสามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนโลกให้สะอาดขึ้นพร้อมทั้งลดปัญหา PM 2.5 ได้เพียงหันมาชาร์จรถยนต์ของคุณให้บ่อยขึ้น นอกจากนี้เรายังจะประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ร่วมมือกันขับคลื่อนเพื่อผลักดันให้กรุงเทพฯ กลายเป็นฮับของการเดินทางโดยรถยนต์พลังงานสะอาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคตด้วย” มร. โรลันด์ กล่าวต่อ

เมอร์เซเดส-เบนซ์สร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ขึ้นเป็นโครงการระยะยาวที่จะแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่

  • เฟสที่ 1 การกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เมอร์เซเดส-เบนซ์พบว่า ผู้ใช้รถยนต์ EQ Power หลายท่านมักจะไม่ชาร์จพลังงานไฟฟ้า ด้วยสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ ไม่ทราบว่ารถยนต์ของตัวเองชาร์จได้ ไม่ทราบว่าจะชาร์จได้ที่ไหนบ้าง และไม่สนใจที่จะชาร์จเพราะเติมน้ำมันแล้วขับด้วยน้ำมันสะดวกกว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จึงมุ่งสร้างความตระหนักรู้ ทั้งผ่านวิดีโอออนไลน์และการร่วมมือกับบุคคลชั้นนำในวงการต่าง ๆ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่จะกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์รับรู้ว่า เพียงแค่ขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่ไฟฟ้าในทุกวัน คุณก็สามารถมีส่วนช่วยลดปริมาณฝุ่น PM 2.5 ได้ทันทีในทุกการขับขี่ และไม่จำเป็นต้องเป็นรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เท่านั้น แต่ผู้ใช้รถยนต์ไฮบริดปลั๊กอินจากแบรนด์ใดก็สามารถมีส่วนช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดขึ้นได้เช่นกัน
  • เฟสที่ 2 การสร้างเครือข่ายการชาร์จที่มีความพร้อมและสะดวกมากขึ้นสำหรับผู้ใช้รถ เมอร์เซเดส-เบนซ์จะร่วมมือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายวงการเพื่อขยายเครือข่ายการชาร์จ โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จ เพื่อทำให้ประสบการณ์ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าเป็นประสบการณ์ที่ทั้งสะดวกและเข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์จะเริ่มต้นด้วยการมอบ Wallbox สำหรับการชาร์จไฟฟ้าจำนวน 100 ชุดให้กับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง
  • เฟสที่ 3 สู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์มุ่งหวังให้โครงการนี้มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่ของการขับขี่ด้วยพลังงานสะอาด ลดปัญหามลภาวะทางอากาศ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น และสร้างสุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้เปิดเผยยอดขายในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 ว่า รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงภายใต้ แบรนด์ Mercedes-AMG สามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึง 54% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว ส่วนรถยนต์ EQ Power หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์มีสัดส่วนของยอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปีที่แล้ว แสดงให้เห็นว่า เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์พลังงานทางเลือกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการสร้างสรรค์โครงการ “Charge to Change” ซึ่งจะเป็นโครงการระยะยาวที่เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความตั้งใจจะทำเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาตระหนักในการมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นในอนาคต

นอกจากการเปิดตัวโครงการ “Charge to Change” อย่างเป็นทางการแล้ว ภายในงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้นำรถยนต์รุ่น Mercedes-Benz G 350 d Sport ที่สุดแห่งยนตรกรรมออฟโรดที่พร้อมพาคุณพิชิตทุกจุดหมายในการเดินทางได้อย่างมั่นคงด้วยวิถีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ G-Class ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในประเทศไทยหมาด ๆ มาจัดแสดงภายในงานด้วย

ผู้สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่น EQ Power ทุกรุ่น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

นิสสัน และ ซันโวดะ ร่วมศึกษาและพัฒนาแบตเตอรี่ สำหรับรถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ e-Power

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด และ บริษัท ซันโวดะ อิเล็คทริค วิฮิเคิล แบตเตอรี่ จำกัด (Sunwoda Electric Vehicle Battery Co., Ltd.) จะเริ่มการศึกษาเพื่อร่วมพัฒนาแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นต่อไปสำหรับรถยนต์ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ e-POWER ของนิสสัน

ทั้งสองบริษัทจะพัฒนาระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่า มีกำลังการผลิตที่มั่นคงสำหรับ  แบตเตอรี่ที่พัฒนาร่วมกัน นิสสัน และ ซันโวดะ ตั้งเป้าหมายที่จะทำข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในสิ้นปีนี้ โดยกำลังการศึกษาพิจารณาจากเนื้อหาและเงื่อนไขต่างๆ

นิสสันกำลังขยายขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ทั่วโลกสำหรับรถยนต์ e-POWER โดยเทคโนโลยี e-POWER ของบริษัทฯ ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังโดยตรงไปยังล้อและมีเครื่องยนต์เบนซินติดตั้งอยู่เพื่อทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ นิสสันจะขยายเทคโนโลยี e-POWER ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% และได้รับรางวัลมาแล้วมากมายในกลุ่มรถยนต์ในแบบ B และ C ทั่วโลก ทั้งนี้ นิสสันคาดว่าจะจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 1 ล้านคันต่อปีภายในสิ้นปีงบประมาณ 2023 (พ.ศ. 2566)

ซันโวดะ เป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในด้านการพัฒนาแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค และแบตเตอรี่ของรถยนต์ ซึ่งนิสสันมั่นใจในประสบการณ์อันยาวนานของ ซันโวดะ ซึ่งจะส่งผลต่อกลยุทธ์การขับเคลื่อนเทคโนโลยี e-POWER ของนิสสัน

การหารือเพิ่มเติมจากทั้งสองบริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การรวมความเชี่ยวชาญของนิสสันในด้านรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้เข้ากับความสามารถในการพัฒนาแบตเตอรี่และกำลังการผลิตของ ซันโวดะ ในอนาคต ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดของประเทศจีนและของทั่วโลก บริษัททั้งสองกำลังพิจารณาที่จะจัดตั้งโครงสร้างของอุปทานที่มีความมั่นคง มุ่งไปสู่โอกาสทางธุรกิจในอนาคตทั่วโลก

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ e-POWER สามารถเยี่ยมชมได้ที่ link นี่

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบข้อเสนอพิเศษ ‘สบายใจ ให้เราดูแล’ ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้กังวลให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องด้วยข้อเสนอพิเศษ ‘สบายใจ ให้เราดูแล’ สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิ ทุกรุ่น ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิ ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2563

“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ห่วงใยและพร้อมดูแลลูกค้าให้มั่นใจว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานเสมอด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง พร้อมข้อเสนอพิเศษ ‘สบายใจ ให้เราดูแล’ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่ลูกค้าในช่วงที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย พร้อมกันนี้ เราขอมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดด้วยฟรีประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี และฟรีคูปองค่าแรงเช็กระยะนานถึง 100,000 กม. พร้อมรับสิทธิพิเศษ ขยายระยะเวลาการใช้คูปองค่าแรงเช็กระยะให้นานขึ้น และขยายระยะเวลาการให้บริการพ่นฆ่าเชื้อไวรัสภายในรถฟรี พร้อมข้อเสนอพิเศษอื่นๆ ที่ช่วยให้ลูกค้าของเรามีความสุข” มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ข้อเสนอพิเศษ ‘สบายใจ ให้เราดูแล’ มอบความอุ่นใจให้ลูกค้าด้วยการดูแลที่ครอบคลุม ดังนี้

  1. ดูแลฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 
  • ฟรีคูปองค่าแรงเช็กระยะ นาน 3 เดือนหรือ 1,000 กม. แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน (เมื่อเข้ารับบริการเช็กระยะจนถึง 5 ปี หรือ 100,000 กม.) สำหรับคูปองค่าแรงเช็กระยะที่หมดอายุลงแล้ว ลูกค้าสามารถนำมาใช้เพื่อเข้ารับบริการได้เช่นกัน (โปรดติดต่อศูนย์บริการมิตซูบิชิ ใกล้บ้าน สำหรับการใช้คูปองหมดที่หมดอายุแล้ว) 
  • ขยายเวลาบริการพ่นฆ่าเชื้อไวรัสภายในรถฟรี มูลค่า 360 บาท ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ
  • ตรวจเช็กฟรี 22 รายการ ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นเมื่อเข้ารับการบริการ ณ ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศ รับฟรีทันที บริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้น 19 รายการ พร้อมตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่ด้วยเครื่องวิเคราะห์สภาพแบตเตอรี่ ตรวจวัดความชื้นน้ำมันเบรกด้วยเครื่องตรวจวัดความชื้นเบรก และตรวจเช็กด้วยระบบคอมพิวเตอร์ MUT-III อีกจำนวน 3 รายการรวมทั้งสิ้น 22 รายการ
  • ผ่อน 0% นาน 6 เดือน  ลูกค้ารับสิทธิผ่อนอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับการผ่อนชำระนาน 6 เดือน ณ ศูนย์บริการมิตซูบิชิสำหรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป (ภายหลังหักส่วนลดและรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ต่อ 1 ใบเสร็จ

 

  1. ดูแลสุดคุ้ม
  • แบตเตอรี่รถยนต์เก่า นำมาแลกส่วนลดมูลค่า 300 บาท เมื่อเปลี่ยนเป็นแบตเตอรี่ยี่ห้อมิตซูบิชิ* สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นเพียงนำแบตเตอรี่รถยนต์เก่าไม่ว่ายี่ห้อใดมาแลกรับส่วนลดสูงสุดมูลค่า 300 บาทต่อ 1 ใบเสร็จเมื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนแบตเตอรี่ยี่ห้อมิตซูบิชิที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิทั่วประเทศพร้อมรับการรับประกันแบตเตอร์รี่นาน15 เดือนหรือระยะทาง 25,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน)
  • ชุดก้านปัดน้ำฝนและน้ำยาเช็ดกระจกราคาพิเศษ 499 บาทต่อชุด* สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ ไทรทัน มิตซูบิชิ ไทรทัน แอทลีท มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ เมื่อรับบริการเปลี่ยนก้านปัดน้ำฝนรับส่วนลดพิเศษสำหรับการซื้อชุดก้านปัดน้ำฝนพร้อมน้ำยาทำความสะอาดกระจก
  • ซื้อยางรถยนต์รุ่นเดียวกัน 3 เส้นรับฟรี1 เส้น* หรือ ลดสูงสุด 1,000 บาทพร้อมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่น เมื่อเข้าใช้บริการเปลี่ยนยางรถยนต์ ที่ศูนย์บริการมิตซูบิชิที่ร่วมรายการ* เมื่อซื้อยางรถยนต์ยี่ห้อและรุ่นที่ร่วมรายการ* รุ่นใดรุ่นหนึ่งเพียงรุ่นเดียวจำนวน 3 เส้น รับฟรีทันที ยางรถยนต์รุ่นเดียวกันจำนวน 1 เส้น หรือส่วนลดค่ายางรถยนต์มูลค่าเส้นละ 250 บาท (สำหรับรุ่นที่ร่วมรายการ) พร้อมรับสิทธิพิเศษ ผ่อนอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน*
  • ผ้าเบรก ลดสูงสุด 1,400 บาทต่อชุด สำหรับลูกค้าที่ซื้อผ้าเบรกพร้อมจานเบรกและโช๊คอัพ  สำหรับลูกค้ารถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่น เพียงซื้อผ้าเบรกพร้อมโช้คอัพหรือ ผ้าเบรกพร้อมจานเบรก ลดผ้าเบรกสูงสุด 700 บาท หรือ ซื้อผ้าเบรกพร้อมจานเบรกและโช้คอัพ ลดผ้าเบรกสูงสุด 1,400 บาท

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถรับข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าวได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวัน 24  ชั่วโมง

* เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กําหนด

เบนซ์ไพรม์มัส มอบแคมเปญรับหน้าฝน “Mercedes-Benz SAFE & SAVE”

0

เบนซ์ไพรม์มัส ฉลองแชมป์ 5 ดาว คะแนนสะสม CSI รวมสูงสุด ใน กทม.เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำ จัดแคมเปญปลอดภัยหน้าฝน “Mercedes-Benz SAFE & SAVE” รับส่วนลดอะไหล่แท้สูงสุด 20% ค่าแรงสูงสุด 15% พิเศษ! ฟรี! ร่ม Limited Edition มูลค่า 890  บ. และ Gift Voucher 1,000 บาท เริ่ม 1 ก.ค. – 31 ส.ค.ศกนี้ เฉพาะที่เบนซ์ไพรม์มัส เท่านั้น

นายณัฎฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ ประธาน บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า จากแนวคิดในการบริหารงานที่ให้ความสำคัญกับ “ลูกค้า” เป็นหลัก ทำให้ทุกการบริการ จะเน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการใน “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ทั้งยังมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการบริการ และพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ก้าวขึ้นเป็นอับดับ 1 ของผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เขตกรุงเทพฯ ในช่วง 3 เดือนแรก ของโครงการ Dealer Best 5 Star Rater ประจำปี 2563 ที่จัดขึ้นโดยบริษัทแม่ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)”

“ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มีนาคม – พฤษภาคม 2563) บริษัทแม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้มีการประเมินและวัดดัชนีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Index : CSI) ที่มีต่อผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ โดยไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ สามารถทำคะแนน 5 Star Rater สะสมรวมสูงสุดของเขตกรุงเทพฯ ทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.86 คะแนน สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยในเขตกรุงเทพฯ และทั่วประเทศ ที่มีตัวเลขอยู่เพียง 4.51 และ 4.47 คะแนน ตามลำดับ”

นายณัฎฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การได้รับคะแนนสะสม CSI รวมสูงสุด ในเขตกรุงเทพฯ ถือเป็นการสะท้อนความสำเร็จในการดำเนินงาน และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของทีมงานในการพัฒนา

ทักษะการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และให้ความไว้วางใจในการนำรถยนต์เข้ามารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำและเดินหน้าในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” จึงขอเชิญชวนลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ทุกท่าน ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ด้วยบริการดูแลรักษารถยนต์ให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุดสำหรับการขับขี่ในช่วงฤดูฝน ด้วยแคมเปญพิเศษ “Mercedes-Benz SAFE & SAVE” โดยมอบรับส่วนลดพิเศษ ค่าแรงสูงสุด 15% และค่าอะไหล่แท้สูงสุด 20% สำหรับรายการอะไหล่ด้านการบำรุงรักษารถยนต์ รวม 23 รายการ ได้แก่ น้ำมันเครื่อง, ไส้กรองน้ำมันเครื่อง, แบตเตอรี่, ไส้กรองแอร์, ผ้าเบรก, จานเบรก, ยางแท่นเครื่อง, น้ำมันเกียร์, ไส้กรองอากาศ, โช้คอัพ, น้ำยา Adblue, น้ำมันเบรก, ใบปัดน้ำฝน, น้ำยาล้างกระจก, หัวเทียน, ไส้กรองเบนซิน, ไส้กรองเกียร์, น้ำยาหม้อน้ำ, สายพาน, หม้อน้ำ, ไดชาร์จ, ไดสตาร์ท และปั๊มน้ำ

พิเศษ! เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการ ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 สิงหาคม ศกนี้ รับฟรี! ร่มกอล์ฟ 2 ชั้น Limited Edition มูลค่า 890 บาท และบัตร Gift Voucher ส่วนลดพิเศษ มูลค่า 1,000 บาท เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการในครั้งต่อไป

ส่วนผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี สามารถเลือกชมและสัมผัสรถยนต์รุ่นต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมรถทดลองขับรุ่นต่างๆ  อย่างมากมาย  โดย “ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” ได้คัดสรรข้อเสนอพิเศษที่หลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับทุกความต้องการของท่านในการเป็นเจ้าของรถยนต์จากค่ายดาวสามแฉก

“ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์” โชว์รูมและศูนย์บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี บนถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (ถนนประดิษฐ์มนูธรรม) ฝ่ายขาย เปิดให้บริการทุกวัน วัน

จันทร์ – วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 19.00 น. และวันอาทิตย์ เวลาทำการ 10.00 – 16.00 น. ฝ่ายบริการหลังการขาย เปิดให้บริการ ตั้งแต่วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลาทำการ 08.30 – 17.30 น.สำหรับท่านที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.benzprimus.com หรือโทรศัพท์ 02 095 5555

ปอร์เช่ คว้าชัยรุ่น GTE ศึกประลองความเร็วเสมือนจริง Le Mans 24 ชั่วโมง

0

ทีมงานปอร์เช่ Esports ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่สามารถเอาชนะการแข่งขันแบบเสมือนจริงครั้งแรกของรายการ สุดคลาสสิค Le Mans 24 ชั่วโมง ภายใต้การคุมพวงมาลัยของนักแข่งทีมโรงงาน Nick Tandy (สหราชอาณาจักร) และนักแข่งเยาวชน Porsche-Junior  Ayhancan Güven (ตุรกี) เคียงข้างนักแข่ง esport มืออาชีพ Josh Rogers (ออสเตรเลีย) และ Tommy Östgaard (นอร์เวย์) รถแข่ง 911 RSR รุ่นปี 2017 เวอร์ชั่นดิจิทัล วิ่งผ่านธงตราหมากรุกเป็นคันแรกบนสนาม Circuit des 24 Heures ระยะทาง 13.626 กิโลเมตร หลังกรำศึกสุดทรหด ผ่านไปทั้งสิ้นรวม 339 รอบ ในรุ่น GTE พวกเขาขับรถเข้าเส้นชัยเมื่อการขับเคี่ยวระยะยาวราวกับไม่มีที่สิ้นสุดกินเวลา 2 รอบเข็มนาฬิกา โดยผู้ชนะทิ้งห่างจากอันดับ 2 ถึง 1 รอบสนามเต็มๆ ในความเป็นจริงเมื่อ 50 ปีก่อน เกียรติยศ ครั้งแรกของปอร์เช่จากการคว้าชัยบนสนามระดับตำนานแห่งนี้ เริ่มต้นด้วยความสำเร็จของ Hans Herrmann และ Richard Attwood ในวันที่ 14 มิถุนายน 1970 คู่หูนักแข่งชาวเยอรมัน และชาวอังกฤษ เอาชนะในรายการ Le Mans 24 ชั่วโมง ได้หลังพวงมาลัยรถแข่ง 917 KH ยิ่งไปกว่านั้นทั้งคู่ยังสามารถคว้าแชมป์รวมถึง 19 สนาม ตลอดฤดูกาลแข่งขันที่ยอดเยี่ยมเกินคำบรรยาย ปอร์เช่คือ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่มีสถิติการครองแชมป์ในรายการนี้ มากที่สุดจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการ Le Mans 24 ชั่วโมงจึงจำเป็นต้องเลือนกำหนดการไปเป็นวันที่ 19 และ 20 เดือนกันยายน

ปอร์เช่ส่งรถเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันในรูปแบบดิจิทัลด้วยรถแข่ง 911 RSR เสมือนจริงเป็นจำนวน 4 คัน โดยในแต่ละคันจะได้รับการควบคุมโดยนักแข่งรถตัวจริงเสียงจริง 2 คน และนักแข่ง esports มืออาชีพสังกัดทีม Coanda Simracing อีก 2 คน ตั้งแต่ช่วงแรกของการแข่งขันเป็นรถหมายเลข 93 ทำได้ดีอย่างต่อเนื่องจนจบ หลังการออกตัวที่ยอดเยี่ยมของนักขับผู้เริ่มต้นด้วยรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 88 จากทีม Dempsey-Proton ในฐานะแชมป์ Le Mans ฤดูกาล 2015 Tandy ซึ่งขับต่อจาก Östgaard ที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมตลอด 4 ชั่วโมง รถของทั้งคู่สามารถก้าวขึ้นมาในตำแหน่งผู้นำเช่นเดียวกับ Güven และ Rogers ซึ่งยังคงรักษาอันดับ 1 เอาไว้ได้ แม้ต้องเข้าพิทถึง 2 ครั้ง จากปัญหาด้านเทคนิคจนส่งผลต่อระบบการชาร์จประมาณ 6:15 นาฬิกา ขณะพระอาทิตย์ กำลังสาดแสงยามเช้า Rogers นักแข่งวัย 20 ปี สามารถทำเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดในรุ่น GTE ได้ ด้วยสถิติ 3:48.203 นาที

ในส่วนของรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 92 เป็นอีก 1 คันที่มีลุ้นอันดับบนโพเดียมตลอดการแข่งขัน น่าเสียดายที่รถของ Matt Campbell (ออสเตรเลีย) นักขับทีมเยาวชน Porsche-Junior Jaxon Evans (นิวซีแลนด์) Mack Bakkum (เนเธอร์แลนด์) และ Jeremy Bouteloup (ฝรั่งเศส) ต้องพบกับปัญหาการทำงานผิดพลาดของเซิร์ฟเวอร์ เป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมงก่อนสิ้นสุดการแข่งขันผลงานที่ทำได้เมื่อผ่านเส้นชัย คือการจบอันดับที่ 11  ในรุ่น GTE

รถแข่งอีกคันที่มีโอกาสจบอันดับ 1 ใน 3  คือรถหมายเลข 91 ซึ่งขับโดย  2  นักแข่งทีมจากทีม Porsche Formula E André Lotterer (เยอรมัน) และ Neel Jani (สวิสเซอร์แลนด์) พร้อมทั้งนักแข่ง esport ชาวอเมริกัน Mitchell de Jong และ Martti Pietilä จากฟินแลนด์ในระหว่างที่วิ่งอยู่ในกลุ่มผุ้นำ 4 คันแรกจนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงก่อนสว่างเกิดปัญหากับเซิร์ฟเวอร์ ขึ้นขณะเปลี่ยนตัวนักขับจนทำให้สูญเสียเวลาไปทั้งที่กำลังมีลุ้นที่จะคว้าอันดับที่ 3 ของการแข่งขันตำแหน่งสุดท้ายของ พวกเขาหลังจบดิจิทัล Le Mans คืออันดับที่ 12

ความโชคร้ายยเป็นของทีมนักขับที่ประกอบด้วย Simona de Silvestro (สวิสเซอร์แลนด์) และ Patrick Pilet (ฝรั่งเศส) รวมทั้งนักแข่ง esport Martin Krönke (เยอรมัน) และ David Williams (สหราชอาณาจักร) โดยเป็น De Silvestro ที่ประสบอุบัติเหตุหลังออกสตาร์ทเพียง 30 นาที และนั่นคือความยากลำบากที่จะกลับมาอยู่ในกลุ่มที่สามารถลุ้นผล การแข่งขันได้ซ้ำร้ายในช่วงกลางของการแข่งขัน Pilet ทำรถเสียหายจนกระทั่งต้องออกจากการแข่งขัน

นานาทรรศนะจากการแข่งขัน

Pascal Zurlinden (ผู้อำนวยการ Factory Motorsport): “มันคือสุดสัปดาห์แห่งความฝันสำหรับปอร์เช่ – ยังจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ หากเราจะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ต่อชัยชนะครั้งแรกของปอร์เช่ Le Mans ด้วยแชมป์รุ่น GTE ที่ได้รับจากการแข่งขัน 24 ชั่วโมง แบบเสมือนจริง ขอแสดงความยินดีแก่บรรดานักแข่งทั้งหมด รวมทั้งทีมงานผู้ดูแลรถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 93 โอกาสเดียวกันนี้ผมขอส่งมอบความรู้สึกขอบคุณไปยังทีมงาน Porsche Esports ทุกท่าน การทำงานอย่างหนักในวันแข่งและตลอดสัปดาห์ได้รับผลตอบแทนที่งดงามอย่างยิ่ง นอกจากนี้ผมขอแสดงความยินดีกับ ACO และ WEC สำหรับการจัดกิจกรรมอันยอดเยี่ยมภายในระยะเวลาอันจำกัด เพียงไม่กี่สัปดาห์ แฟนๆ กีฬาความเร็วของเราคงไม่อาจคาดหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถแทนที่การแข่งขันบนสนาม Le Mans จริงตามกำหนดการเดิมได้อย่างสมบูรณ์แต่กิจกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เรากระตือรือร้นที่จะได้พบกับการแข่งขัน ที่เลื่อนไปในเดือนกันยายนนี้”

Marco Ujhasi (ผู้จัดการ Esports Porsche Motorsport) “ผมมีความภาคภูมิใจในชัยชนะที่ทีมงาน Porsche Esports ของเราสามารถทำได้ในวันนี้สำหรับผมและอีกหลายๆ คน นี่คือเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อน: ในปี 2013 เราคว้าแชมป์ Le Mans ด้วยรถแข่ง 911 RSR พร้อมกับวาระครบรอบ 50 ปีของปอร์เช่ 911 ตามด้วยปี 2018 เป็นอีกครั้งของชัยชนะบนสนามแห่งนี้ที่เคียงข้างกับการเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ของบริษัทและในวันนี้คือช่วงเวลา ครบรอบ 50 ปี หลังจากการเอาชนะรายการ Le Mans ครั้งแรกของปอร์เช่ซึ่งเราก็สามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขัน เสมือนจริงในรุ่น GTE มาครอบครองได้สำเร็จเราไม่เพียงต้องขอบคุณนักขับทั้ง 4 คนบนรถแข่งหมายเลข 93 แต่ต้องรวมถึงทีมงานอันเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งกว่า 30 ชีวิตและแน่นอนว่าเราต้องไม่ลืมพันธมิตร ที่เหนียวแน่นของเรานั่นคือ Coanda Simsport และ Peter Dimov ผู้ก่อตั้งสถาบัน Virtual Racing School สำหรับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ขอบคุณทุกคนอีกครั้งตอนนี้ถึงเวลาฉลองกันบนโลกแห่งความจริงแล้ว”

Nick Tandy (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 93) “ชัยชนะครั้งนี้ เปรียบได้กับสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ เราต้องเผชิญกับช่วงเวลาอันยากลำบากหลายเดือนก่อนหน้านี้ การหยุดพักระยะยาวโดยปราศจากการแข่งขันจริง ก่อให้เกิดความตึงเครียดแก่ทุกคนที่ Porsche Motorsport เช่นเดียวกันกับผู้ชมและนักขับรถแข่งด้วยเหตุผลดังกล่าว การแข่งขัน Le Mans 24 ชั่วโมงเสมือนจริงคือการจุดประกายต่อลมหายใจให้กับวงการกีฬาความเร็ว ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมได้ก้าวขึ้นยืนบนโพเดียมในฐานะแชมป์ Le Mans  และตอนนี้คือการเอาชนะ การแข่งแบบเสมือนจริงไม่มีอะไรที่ยอดเยี่ยมไปกว่านี้ได้อีกแล้ว!”

Ayhancan Güven (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 93) “การแข่งขันชั่วโมงสุดท้ายนั้น เป็นอะไรที่สร้างความกังวลได้อย่างมหาศาล ผมเกือบจะไม่กล้าลืมตามองแต่แล้วมันก็ผ่านไปด้วยดีสัมผัสแห่งชัยชนะ มันช่างยอดเยี่ยมโดยเฉพาะในยามที่เราเหน็ดเหนื่อยกันจนถึงขีดสุดตลอดหลายสัปดาห์ของการเตรียมตัว การทำงาน เป็นทีมอันสมบูรณ์แบบได้รับสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่าและเราสมควรได้รับรางวัลนี้ รถแข่งรุ่น GTE ของเราวิ่งได้เร็วที่สุด ในสนาม   ชัยชนะครั้งแรกของผมใน Le Mans เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริงหวังว่าสักวันผมจะได้ลงแข่งในสนามจริง”

Joshua Rogers (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 93) “ผมไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไร พวกเราทุ่มเททำงานเพื่อโครงการนี้ตลอด 2 – 3 สัปดาห์สุดท้ายมันคือ ความพยายามอย่างหนักของทีมงาน   สุดสัปดาห์ ของพวกเราเริ่มต้นขึ้นอย่างสวยงามด้วยตำแหน่งโพล สิ่งนี้ช่วยให้เราไม่ต้องคำนึงถึงปัญหาในตอนออกสตาร์ทมากนัก และสามารถตั้งหน้าตั้งตาขับไปให้จบในแต่ละรอบสนาม นอกจากนี้เรายังสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดต่างๆ เมื่อต้องพบกับรถที่ช้ากว่ารวมทั้งรักษาตำแหน่งผู้นำของเราเอาไว้เท่าที่จะทำได้กลยุทธ์ในการแข่งขันของเรานั้นไร้ที่ติ

Tommy Östgaard (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 93) “นี่คือการแข่งขันที่เหลือเชื่อ สำหรับรถแข่งของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปโดยปราศจากความผิดพลาดตั้งแต่ต้นจนจบเราโชคไม่ดีที่เจอธงแดงถึง 2 ครั้งแต่เราเตรียม พร้อมรับ สถานการณ์ แบบนี้เอาไว้แล้วและยังคงรักษาสมาธิเอาไว้ได้ ทีมงานทุกคนทั้งของปอร์เช่ และ Coanda ล้วนสร้างผลงานที่เกิดจากความพยายามได้อย่างน่าอัศจรรย์ไม่แปลกใจที่เราจะสามารถผลักดันกันจนบรรลุเป้าหมาย ในท้ายที่สุดเราคือรถแข่งที่เร็วที่สุดและปราศจากข้อผิดพลาด นับเป็นอีกครั้งที่ปอร์เช่บันทึกประวัติศาสตร์ให้แก่วงการ มอเตอร์สปอร์ต ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง กับการได้เป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่”

Jaxon Evans (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 92) “คือการแข่งขันที่สุดยอด ตั้งแต่การเตรียมตัวอย่างเข้มงวดตลอด 4 สัปดาห์จนถึงชั่วโมงสุดท้ายของการแข่งขันราวกับเป็นสิทธิพิเศษของผม ที่ได้ออกสตาร์ทด้วยรถแข่งหมายเลข 92 ของทีม Porsche Esports เราทุกคนในทีมรู้ดีถึงศักยภาพด้านความเร็ว ที่สามารถนำพาเราไปยืนบนโพเดียมได้อย่างสง่าผ่าเผยเมื่อบ่ายวันอาทิตย์มาถึง แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเพียง 90 นาทีก่อนสิ้นสุดการแข่งขันเราต้องเผชิญกับปัญหาเครือข่ายล้มเหลวส่งผลให้เราหลุดจากตำแหน่งบนโพเดียมไปอย่าง น่าเสียดาย การเอาตัวรอดจากความสับสนวุ่นวายคือภารกิจที่ยากเย็นทุกอย่างล้วนถาโถมใส่เราอย่างไม่ขาดสายแต่เรา ก็กลับมาสู้ต่อได้  เสียงปรบมือชื่นชมกึกก้องที่ได้รับไม่เพียงแค่นักแข่งบนรถหมายเลข 92 เท่านั้นแต่มันมีไว้สำหรับทุกคน ที่อยู่เบื้องหลัง!”

 

André Lotterer (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 91) “ผมรู้สึกตื่นเต้นเอามากๆ ที่ได้ร่วมลงแข่งในรายการ Le Mans 24 ชั่วโมงแบบเสมือนจริง นอกจากนี้ยังประทับใจกับความสมจริงสมจังของมันรวมทั้งทีมแข่ง Porsche Esports ทีมใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยความเป็นมืออาชีพผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายเกี่ยวกับโลกของ esports ถึงแม้ว่าผล การแข่งขันจะออกมาไม่ดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากปัญหาเล็กน้อยที่เกิดจากการเชื่อมต่อสัญญาณ การได้ยืนบนโพเดียม คือสิ่งที่เราเกือบจะไขว่คว้าเอาไว้ได้ อย่างไรเสียการได้ขับรถแข่งนับเป็นเรื่องสนุกล้นเหลือต่อให้บางทีมันจะไม่ใช่เรื่องง่าย ผมคิดว่าเราจะทำได้ดีในครั้งต่อไป”

Simona de Silvestro (รถแข่งปอร์เช่ 911 RSR หมายเลข 94) “เราทุกคนต่างออกสตาร์ทได้ดี แต่เรื่องไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น อดีตแชมป์โลกรถแข่งฟอร์มูล่า 1 เบียดผมออกจากสนามหลังจากเริ่มต้นได้เพียง 30 นาที จำเป็นต้องซ่อมแซมรถที่เสียหายเพื่อให้กลับมาแข่งต่อได้ด้วยการโดนหักเวลาไป 90 วินาที ซ้ำเติมด้วยพายุ ลูกใหญ่ที่พัดโหมกระหน่ำโจมตีบ้านของผมในสวิสเซอร์แลนด์ตลอดทั้งคืนนั่นทำให้การเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต ของผมหายไปและผมต้องใช้เวลากว่า 5 นาทีในการกลับมายังเซิร์ฟเวอร์เราตามหลังคันอื่นค่อนข้างห่างเมื่อ Patrick หลุดลงไปในบ่อกรวดและไปไหนต่อไม่ได้โชคร้ายที่ไม่มีการจำลองวิธีการกู้รถคืนจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ดังนั้น เราจึงต้องยุติการแข่งขันลงอย่างน่าอัปยศ”

ผลการแข่งขัน รุ่น LMP2:

  1. Deletraz/Marciello/Wisniewski/Brzezinski (CH/I/POL/POL), Oreca 07 LMP2, 371 รอบ
  2. Dillmann/Guerrieri/Simoncic/Pedersen (F/ARG/SLO/DK), Oreca 07 LMP2, 371 รอบ
  3. Canapino/Aitken/Arana/Romanidis (ARG/GB/E/GR), Oreca 07 MP2, 371 รอบ

ผลการแข่งขันรุ่น GTE:

  1. Tandy/Güven/Rogers/Östgaard (GB/TR/AUS/N), Porsche 911 RSR, 339 รอบ
  2. Thiim/Westbrook/Sörensen/Biancolilla (DK/GB/DK/I), Aston Martin, 338 รอบ
  3. Juncadella/Beche/Jajovski/Kappet (E/CH/NMK/EST), Corvette C7.R, 337 รอบ
  4. 5. Pera/Hartog/Francesconi/van Dooren (I/NL/I/NL), Porsche 911 RSR, 337 รอบ
  5. 9. Pereira/Olsen/Neuendorf/Siara (LUX/N/D/POL), Porsche 911 RSR, 335 รอบ
  6. Evans/Campbell/Bakkum/Bouteloup (NZ/AUS/NL/F), Porsche 911 RSR, 333 รอบ
  7. Lotterer/Jani/DeJong/Pietilä (D/CH/USA/FIN), Porsche 911 RSR, 333 รอบ
  8. 16. Hörr/Kolkmann/Giusa/Müller (D/D/D/D), Porsche 911 RSR, 325 รอบ

ไม่จบการแข่งขัน DNF Barker/Watson/Maguire/Masciulli (GB/GB/IRL/I), Porsche 911 RSR, 324 รอบ

ไม่จบการแข่งขัน DNF Pilet/de Silvestro/Krönke/Williams (F/CH/D/GB), Porsche 911 RSR, 166 รอบ

ฮุนได จัดแคมเปญ “Happy Rainy Season” บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 40 รายการ พร้อมส่วนลดพิเศษค่าอะไหล่

0

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดแคมเปญ “Happy Rainy Season” เชิญชวนลูกค้านำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 40 รายการสำหรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่น พร้อมรับส่วนลดพิเศษสำหรับค่าอะไหล่และน้ำมันเครื่องสูงสุด 15%  พร้อมรับฟรี! กรองน้ำมันเครื่องสำหรับรถยนต์ฮุนไดรุ่นที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทฯกำหนด ตั้งแต่วันนี้ –  29 สิงหาคม 2563

นอกจากนี้ในรุ่นเอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ บริษัทฯยังมอบส่วนลดพิเศษ 35% สำหรับผ้าเบรกและจานเบรกจากราคาปกติ โดยลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับบริการตรวจเช็คระบบเบรก ภายในใต้เงื่อนไขส่วนลดพิเศษนี้ได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์ฮุนไดทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้ – 9 มกราคม 2564

ลูกค้าที่สนใจสามารถนำรถยนต์เข้ารับบริการได้ที่ศูนย์บริการฮุนไดทั่วประเทศ และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ที่ ฮุนได คอลเซ็นเตอร์ โทร 02- 305 8494 หรือ www.hyundai.co.th

เอ.พี. ฮอนด้า แต่งตั้งคุณวรพจน์ พรประภา ขึ้นเป็นประธานบริษัทคนใหม่

0

บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง คุณวรพจน์ พรประภา ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานบริษัท (Chairman) คนใหม่ แทนดร.อรรณพ พรประภา ประธานบริษัทท่านเดิมที่ครบวาระในปีนี้ โดยคุณวรพจน์จะเริ่มดำรงตำแหน่งใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม 2563 เป็นต้นไป

คุณวรพจน์ พรประภา เริ่มทำงานกับบริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ตั้งแต่ปี 2529 ผ่านงานดูแลบริหารมาแล้วในหลายส่วนงานของบริษัท ฯ ในฐานะกรรมการบริหาร ได้แก่ ส่วนงานบริการลูกค้า ส่วนงานกิจกรรมเพื่อสังคม ส่วนงานควบคุมภายในองค์กร และส่วนงานความยั่งยืน มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการผลักดันให้ บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ก้าวสู่ความเป็นผู้นำในวงการรถจักรยานยนต์ไทย และรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งมากว่า 30 ปี

ทั้งนี้ คุณวรพจน์ พรประภา จะผนึกกำลังร่วมกับ มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร และ ดร.อารักษ์ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร เพื่อดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับคนไทยด้วยผลิตภัณฑ์และบริการมาตรฐานระดับโลกจากฮอนด้าต่อไป

Mitsubishi Xpander Cross ใหม่ ‘อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ’ ขยายเวลาราคาจำหน่ายพิเศษช่วงแนะนำ

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศขยายเวลาราคาจำหน่ายพิเศษช่วงแนะนำของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ โดยยังคงราคาจำหน่ายที่ 899,000 บาท เมื่อจองรถภายใน 31 สิงหาคม 2563 และออกรถภายวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบรถเอสยูวีเพื่อไลฟ์สไตล์ในเมืองได้เป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้ง่ายขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟูจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ มาพร้อมแนวคิด “อีกขั้นกับ SUV ที่เป็นคุณ” โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แข็งแกร่งโฉบเฉี่ยว เหนือระดับสไตล์รถเอสยูวีในเมืองใหญ่ ครบครันด้วยความอเนกประสงค์และการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบสนองการใช้งานได้อย่างหลากหลาย ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเหนือชั้น มอบความสะดวกสบายระดับพรีเมียมเพื่อผู้โดยสารทุกคน

ดีไซน์แกร่งเหนือระดับเพื่อไลฟ์สไตล์ทันสมัย 

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นด้วยรูปลักษณ์ที่มีความแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งขึ้นด้วยดีไซน์ DYNAMIC SHIELD เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด เปี่ยมด้วยความทันสมัยและโดดเด่นด้วยเส้นสายเลขาคณิตบนกันชนหน้าและกระจังหน้า

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟตัดหมอก LED ขนาดใหญ่ที่ให้ภาพลักษณ์เข้มบึกบึนพร้อมความล้ำสมัย โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยด้านหน้าที่กว้างขึ้น 50 มม. แผงตกแต่งข้างประตูและซุ้มล้อสีดำรับกับล้ออัลลอยสีทูโทนดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว ฝ่าอุปสรรคได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระยะความสูงใต้ท้องรถ 225 มม. ช่วงล่างปรับแต่งใหม่เพื่อการขับขี่ดียิ่งขึ้นและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ติดตั้งราวหลังคาที่เพิ่มความอเนกประสงค์และตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายตามสไตล์รถอเนกประสงค์เอสยูวี เสริมบุคลิกแกร่งโฉบเฉี่ยวด้วยประตูท้ายดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยวัสดุเปียโนแบล็ค เสาอากาศครีบฉลาม และกันชนหลังพร้อมแผงกันกระแทกขนาดใหญ่ขึ้น รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่นี้มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีส้ม SUNRISE ORANGE และ สีเทา GRAPHITE GRAY เพิ่มเติมจาก สีดำ JET BLACK MICA สีเงิน STERLING SILVER และสีขาว QUARTZ WHITE PEARL ซึ่งมีให้เลือกใน มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ รุ่นมาตรฐาน

ภายในอเนกประสงค์และตอบโจทย์ทุกการใช้งาน

ภายในห้องโดยสารของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ยังคงถ่ายทอดแนวคิด ‘โอโมเตะนาชิ’ ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่มุ่งเน้นความประณีตพิถีพิถันและใส่ใจในทุกรายละเอียด ภายในห้องโดยสารมอบผิวสัมผัสนุ่มสบาย พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุสีเงินและสีดำเปียโนแบล็ค แดชบอร์ดและเบาะนั่งหรูอีกระดับด้วยดีไซน์ทูโทนสีดำและน้ำตาล ขณะที่พวงมาลัย หัวเกียร์และเบรกมือหุ้มหนังช่วยสร้างบรรยากาศและเติมเต็มความพรีเมียมให้กับห้องโดยสาร

ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มที่ พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางสามารถรองรับผู้โดยสารสูงสุด 7 คน เบาะแถวที่ 2 สามารถพับแยกแบบ 60:40 และเบาะแถวที่ 3 สามารถพับแยกแบบ 50:50 สามารถปรับเบาะทั้ง 2 แถวให้แบนราบเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับการจัดเก็บสัมภาระขนาดใหญ่

คุณสมบัติด้านการขับขี่และความปลอดภัย

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ได้รับความนิยมจากลูกค้า อีกทั้งยังผ่านบททดสอบพร้อมสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ รถเอสยูวีรุ่นนี้เป็นที่ยอมรับในด้านสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยมทั้งการเดินทางผ่านการจราจรในเมืองและบนถนนทางไกล

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยทั้งการปกป้องและการป้องกันเพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมุ่งสู่จุดหมายได้อย่างไร้ความกังวล ได้แก่ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) ระบบป้องการลื่นไถล (TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) ระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) ถุงลมนิรภัยสำหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า พร้อมกล้องมองภาพด้านหลังขณะถอยจอด

ลูกค้า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ และรถยนต์มิตซูบิชิทุกรุ่นสามารถวางใจได้ในบริการหลังการขายคุณภาพในราคาที่ไม่แพง ภายใต้สโลแกน เราดูแล คุณแค่ขับมุ่งมั่นมอบคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี อะไหล่แท้ที่ตอบโจทย์ การบริการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกฝนอบรม การดูแลและเข้าใจในสินค้าและการบริการเพื่อมอบความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ตลอดจนการเข้าถึงบริการและเครือข่ายได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อให้รถยนต์ มิตซูบิชิ ของลูกค้าทุกคันพร้อมใช้งานเสมอ

พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่ ภายใน 31 กรกฎาคม 2563 และรับรถภายใน 31 สิงหาคม 2563 นี้ จะได้รับข้อเสนอ ‘ขับฟรี 90 วัน’ เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อกับสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ พร้อมกันนี้ยังได้รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งนาน 1 ปี ฟรีรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และ ฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถรับข้อเสนอสุดพิเศษดังกล่าวได้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิ ทั่วประเทศ และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 เปิดให้บริการทุกวัน 24  ชั่วโมง

ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า ด้วยบริการเช็กสภาพรถฟรี 25 รายการ พร้อมมอบความมั่นใจด้วยมาตรฐานการให้บริการแบบ New Normal

0

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ส่งต่อความห่วงใยรับหน้าฝนผ่านแคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า” ชวนลูกค้าเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจในทุกการเดินทางตลอดฤดูฝน ด้วยการนำรถยนต์เข้ารับการบริการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ พร้อมรับบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์ เมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ และข้อเสนอพิเศษกับการผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการ 0% นานสูงสุด 4 เดือน และค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ 0% นานสูงสุด 6 เดือน อีกทั้งรับส่วนลด 10% สำหรับยางปัดน้ำฝน และแผ่นกรองอากาศ รุ่นชาร์โคล (Charcoal) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 31 สิงหาคม 2563 ซึ่งมาพร้อมความใส่ใจด้านความสะอาดและสุขอนามัยในการให้บริการลูกค้าทุกขั้นตอนรับ New Normal

เดินทางใกล้-ไกล ก็หายห่วง ด้วยบริการเช็กสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ*

เตรียมความพร้อมของรถยนต์ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ด้วยการตรวจเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้น 25 รายการสำคัญ เพื่อความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ในการเดินทางช่วงหน้าฝน

ฟรี! บริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในรถยนต์ สำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการตลอดช่วงแคมเปญฯ
ลดความกังวลและสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าฮอนด้าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการบริการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคภายในห้องโดยสารรถยนต์สำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์เข้ารับบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดช่วงแคมเปญฯ เพื่อสุขอนามัย ความสะอาด และความปลอดภัย                  

ค่าใช้จ่ายงานบริการ 0% สามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 4 เดือน**

สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่เข้ารับบริการในงานตรวจเช็กตามระยะทาง งานซ่อมทั่วไป งานซ่อมตัวถังและสี(ประเภทลูกค้าเป็นผู้ชำระเงิน) งานติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ของฮอนด้า รวมถึงลูกค้าที่ซื้อโปรแกรมอัลติเมทแคร์ และซื้อแพ็กเกจเช็กระยะฮอนด้าเพย์เซฟ โดยมียอดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป
และมีการออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีในช่วงเวลาระหว่างแคมเปญ สามารถเลือกผ่อนชำระค่าใช้จ่าย 0% นานสูงสุด 4 เดือน

 

ผ่อนค่าใช้จ่ายยางรถยนต์สบาย ๆ ด้วยโปรแกรม 0% นานสูงสุด 6 เดือน**

สำหรับลูกค้าที่มียอดค่าใช้จ่ายเปลี่ยนยางรถยนต์ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป และมีการออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีในช่วงเวลาระหว่างแคมเปญ สามารถเลือกผ่อนชำระค่าใช้จ่ายยางรถยนต์ 0% นาน 4 เดือน หรือ 0% นาน 6 เดือน

รับส่วนลดพิเศษ 10% สำหรับยางปัดน้ำฝน และแผ่นกรองอากาศ รุ่นชาร์โคล

ยางปัดน้ำฝน ถือเป็นอุปกรณ์ที่ต้องหมั่นดูแลให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ฮอนด้ามอบส่วนลดพิเศษ 10% ให้แก่ลูกค้าที่เปลี่ยนยางปัดน้ำฝน และลดพิเศษ 10% สำหรับแผ่นกรองอากาศ รุ่นชาร์โคล ซึ่งสามารถกรองหมอกควันและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลเวียนของอากาศในห้องโดยสาร 

เข้ารับบริการอย่างมั่นใจ ด้วยมาตรการด้านความสะอาดและสุขอนามัยรับ New Normal

โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้า พร้อมให้บริการลูกค้าทุกท่านด้วยมาตรการด้านความสะอาดและสุขอนามัยรับ New Normal ใส่ใจในความสะอาดและความปลอดภัยทุกขั้นตอน ครอบคลุมทุกจุดพื้นที่การให้บริการรถยนต์ที่จัดแสดง รถยนต์ทดลองขับ รวมถึงพนักงานที่ให้บริการทุกคน เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดเมื่อนำรถยนต์เข้ารับบริการที่โชว์รูมและศูนย์บริการ

*รายการตรวจสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ ได้แก่
1
) ตรวจวัดค่าแบตเตอรี่ด้วยเครื่องทดสอบโวลท์/ แอมแปร์ และตรวจเติมน้ำกลั่น
2
) ตรวจเติมระดับน้ำในถังสำรองหม้อน้ำและถังเก็บน้ำล้างกระจก
3
) ตรวจการรั่วซึมของท่อยางหม้อน้ำ บน / ล่าง
4
) ตรวจทำความสะอาดไส้กรองอากาศ
5
) ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง
6
) ตรวจระดับน้ำมันเบรก / คลัทช์ (สำหรับรุ่นที่มี)
7
) ตรวจระดับน้ำมัน พวงมาลัยเพาเวอร์ (สำหรับรุ่นที่มี)
8
) ตรวจระดับน้ำมันเกียร์
9
) ตรวจสภาพสายพานขับด้านนอก
10
) ตรวจสภาพยางปัดน้ำฝน
11
) ตรวจระดับหัวฉีดน้ำล้างกระจก
12
) ตรวจสภาพยาง วัดแรงดัน / เติมลมยาง 5 เส้น
13
) ตรวจการทำงานของไฟสัญญาณ / ไฟส่องสว่าง
14
) ตรวจการทำงานของเข็มขัดนิรภัย
15
) ตรวจการทำงานของระยะแป้นเบรก
16
) ตรวจการทำงานของระยะยกคันโยกเบรกมือ
17
) ตรวจการทำงานของแม่ปั๊มเบรก และหม้อลมเบรก
18
) ตรวจการทำงานของระบบปรับอากาศ (ความเย็น / ช่องทางลม)
19
) ตรวจสภาพของท่ออ่อนเบรก 4 ล้อ
20
) ตรวจลูกหมากและยางกันฝุ่นแร็คพวงมาลัย
21
) ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านซ้าย
22
) ตรวจยางกันฝุ่นเพลาขับด้านขวา
23
) ตรวจถังน้ำมันเชื้อเพลิง / ท่อ และข้อต่อท่อน้ำมันเชื้อเพลิง
24
) ตรวจการทำงานของเครื่องยนต์ รอบเดินเบา / การรั่วซึม
25
) ตรวจช่วงล่าง ลูกยาง และลูกหมากต่าง ๆ

**การผ่อนชำระค่าใช้จ่าย 0% 4 เดือน หรือ 6 เดือน สำหรับลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย

ลูกค้าสามารถนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กสภาพและรับบริการใน แคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า”  ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 31 สิงหาคม 2563  ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดที่ www.honda.co.th/promotions/detail/ServiceCampaign2020_Rainy