Home Blog Page 440

NEW MAZDA CX-3 เติมเต็มเทคโนโลยีสกายแอคทีฟล้นคัน เคาะราคาเริ่มต้น 768,000 บาท

0

มาสด้าป่วนตลาดเปิดตัวฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์อเนกประสงค์ NEW MAZDA CX-3  ดีไซน์โฉบเฉี่ยว สปอร์ตพรีเมี่ยมทั้งภายนอกและภายใน มาพร้อมคอนเซ็ปต์ใหม่ Leap Forward ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร อัดแน่นกับเทคโนโลยีความปลอดภัยเต็มคัน วางกลยุทธ์เด็ดเจาะฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ B-Car Upper และลูกค้ากลุ่ม B-SUV ที่ต้องการรถประเภท SUV เป็นคันแรกในบ้าน ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 700,000 กว่าบาท พร้อมดอกเบี้ย 0% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร และฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

NEW MAZDA CX-3 1

การเปิดตัวแนะนำฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ NEW MAZDA CX-3 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีในปีนี้ หลังจากที่ มาสด้า เคยครองอันดับหนึ่งรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยการวางยุทธศาสตร์เพื่อส่งรถอเนกประสงค์หรือรถเอสยูวี รุ่นใหม่ๆ ลงสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญของลูกค้า เพราะมีรถอเนกประสงค์ให้เลือกมากถึง 4 รุ่น ประกอบด้วย CX-8, CX-5, CX-30 และรุ่นล่าสุดกับ NEW MAZDA CX-3 โดยตั้งเป้ายอดขายเฉลี่ยมากถึงเดือนละ 600 คัน และมั่นใจว่ายอดขายรวมทั้ง 4 รุ่น จะถึงเป้าที่ 20,000 คัน ภายในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะส่งผลให้มาสด้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอย่างเต็มภาคภูมิ

NEW MAZDA CX-3 2

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า มาสด้าเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าตลาดรถยนต์ในประเทศไทยกำลังจะกลับมาในเร็วๆ นี้ แม้ว่าวันนี้เรายังประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้ไม่ชัดเจนมากนัก แต่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะกลับสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ส่วนสำคัญคือทุกค่ายต้องร่วมมือกันกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ที่ผ่านมาการแนะนำ MAZDA CX-3 ประสบความสำเร็จทุกตลาดทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย ทั้งด้านยอดขายและรางวัลเกียรติยศที่คว้ามาแล้วมากมายจากทั่วโลก มียอดขายสะสมในประเทศไทยกว่า 16,000 คัน ภายใต้เครื่องยนต์อันทรงพลังที่ให้สมรรถนะที่ดีที่สุดในรถระดับซับคอมแพคครอสโอเวอร์กับเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้การประหยัดน้ำมันสูงสุด 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร นอกจากนั้นแล้วมาสด้ายังใส่ใจในทุกรายละเอียดทั้งภายนอกและภายใน ประกอบกับอุปกรณ์มาตรฐานที่ใส่มาจนเต็มคัน ส่งผลให้เกิดความคุ้มค่า คุ้มราคา รวมถึงการตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 768,000 บาท จะเป็นการพลิกสถานการณ์และเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้หันมานิยมรถอเนกประสงค์มากยิ่งขึ้น และคาดว่าจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

NEW MAZDA CX-3 3

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวถึงการวางกลยุทธ์การตลาดในครั้งสำคัญนี้ว่า แนวทางการสื่อสารการตลาด NEW MAZDA CX-3 มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Leap Forward ให้ชีวิตไปอีกขั้น” เพราะหลายๆ ครั้งเกิดคำถามกับตัวเองว่า “ทำไม” ต้องทำตามหลักการในตำรา ในเมื่อเรามีทางเลือกที่จะไปได้เร็วกว่า ทำไมต้องรอให้มีใครทำก่อนแล้วค่อยเดินตามแนวทางของคนอื่น ทำไมต้องรอโอกาสทั้งๆ ที่ในบางครั้งเราก็สามารถไขว่คว้าไว้ด้วยตัวเอง ทำไมต้องเลือกทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ดีที่สุด แทนที่จะทำหลายๆ สิ่งให้ดีที่สุด และทำไมไม่ก้าวข้ามไปอีกขั้นเพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริง ในเมื่อรู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของเราคืออะไร ยังมีสิ่งที่ดีกว่าและคุ้มค่ากับการใช้ชีวิตในวันข้างหน้า และเราต้องเชื่อมั่นว่าเราทำได้ จงให้เป้าหมายเป็นเหตุผลของการใช้ชีวิต ให้อารมณ์เป็นพลังขับเคลื่อน เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าในแบบฉบับของเราเอง “ให้ชีวิตไปอีกขั้น”

NEW MAZDA CX-3 4

มาสด้าจึงปรับกลยุทธ์เพื่อสื่อสารโดยตรงกับลูกค้า โดยมุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการรถอเนกประสงค์สไตล์ SUV เป็นคันแรกในครอบครัว NEW MAZDA CX-3 จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในกลุ่มซับคอมแพค หรือ B-SUV รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการพื้นที่อรรถประโยชน์ที่มากกว่า B-Car Segment ขีดสุดในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ที่แรงที่สุดในตลาดถึง 156 แรงม้า ในราคาเริ่มต้นเพียง 700,000 กว่าบาท ให้ความมั่นใจในการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSE พร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบครัน สะดวกสบายยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง

NEW MAZDA CX-3 ประกอบด้วย 4 รุ่น ดังนี้

NEW MAZDA CX-3 รุ่น BASE มาพร้อมอุปกรณ์ฟังชั่นที่ครบครัน ให้ความคุ้มค่าคุ้มราคา ด้วยขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ให้ขุมพลังแรงที่สุดในตลาด ในราคาเริ่มต้นเพียง 768,000 บาท แถมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานเต็มคัน อาทิเช่น
-เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร
-ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC)
-ระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold
-ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบฮาโลเจน
-ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว
-เบาะผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-เบาะนั่งคนขับปรับได้ 6 ทิศทาง และพนักพิงเบาะหลัง พับได้แบบ 60:40
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-หน้าจอสี Center Display แบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander
-พนักวางแขนด้านหน้า พร้อมช่องเก็บของแบบอเนกประสงค์
-มาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อค พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่
-ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์อัจฉริยะ (Push Start Button)
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า

NEW MAZDA CX-3 5

NEW MAZDA CX-3 รุ่น COMFORT เพื่อให้ความสะดวกสบายครบทุกฟังก์ชั่นจำหน่ายราคา 848,000 บาท พร้อมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมไปจากรุ่น Base อาทิ
-วัสดุตกแต่งเสาประตูด้านนอกสีดำเปียโนแบล็ก
-เบาะหนังและผ้าสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ ตกแต่งด้วยสีเงินซาติน
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีเทาเข้ม ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-พนักวางแขนด้านหลัง พร้อมที่วางแก้วน้ำ
-ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Keyless Entry)
-กล้องมองหลัง
-ระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

NEW MAZDA CX-3 6

 

NEW MAZDA CX-3 รุ่น PROACTIVE ให้การขับขี่ที่มั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับโลก i-ACTIVSENSE ตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ 948,000 บาท มีอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมจากรุ่น Comfort อาทิ
-ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว
-ไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED พร้อมไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED
-ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (Daytime Running Lamp) แบบ LED Signature
-ไฟท้ายแบบ LED Signature
-ระบบไฟหน้าปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ และระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
-กันชนหน้าและแผงกันกระแทกด้านข้าง ตกแต่งด้วยโครเมียม
-เบาะหนังสีดำ ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยผ้า Grand Luxe Suede® สีเทา ตกแต่งด้วยด้ายสีเทา
-ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ
-ABSM: ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
-RCTA: ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง

NEW MAZDA CX-3 7

NEW MAZDA CX-3 รุ่น STYLE สำหรับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างในความพรีเมี่ยม ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,048,000 บาท พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมจากรุ่น Proactive ได้แก่
-ล้ออัลลอย ขนาด 18 นิ้ว สี Dark Silver
-หลังคาซันรูฟแบบไฟฟ้า
-เบาหนัง Nappa* สีแดง Deep Red พร้อมแถบสีขาว Pure White ตกแต่งด้วยด้ายสีขาว
-เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบปรับเบาะดันหลังไฟฟ้า และระบบบันทึกตำแหน่ง
-คอนโซลหน้าหุ้มด้วยหนังสีขาว Pure White ตกแต่งด้วยด้ายสีขาว
-หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบสี Active Driving Display
-มาตรวัดความเร็วแบบดิจิตอล พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่
-รองรับระบบ Apple CarPlay
-ระบบนำทาง Navigation System
-ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง
-ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor) พร้อมระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลัง
-MRCC: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
-SBS: ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ
-SCBS: ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ

NEW MAZDA CX-3 8

NEW MAZDA CX-3 ถูกออกแบบให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีที่สุดในตลาด พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่แบบที่ไม่มีรถคอมแพคครอสโอเวอร์คันไหนสามารถทำได้มาก่อน นั่นคือ
-เครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซินขนาด 2.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 156 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 204 นิวตัน-เมตร ให้อัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร พร้อมเทคโนโลยีประหยัดพลังงานอัจฉริยะ i-Stop (Idling Stop System)

NEW MAZDA CX-3 9

-SKYACTIV-DRIVE เกียร์อัตโนมัติสกายแอคทีฟ 6 สปีด ให้อารมณ์การตอบสนองที่แม่นยำเฉกเช่นเดียวกับเกียร์ธรรมดา สัมผัสความแรงที่มาพร้อมความประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมีสวิตช์ Driving Selection สามารถเลือกขับขี่ในโหมด Sport เมื่อต้องการเร่งแซง หรือให้อัตราเร่งที่เพิ่มขึ้นในรอบเครื่องยนต์ที่สูง มอบความสนุกเร้าใจเสมือนขับขี่ด้วยเกียร์ธรรมดา

NEW MAZDA CX-3 10

-SKYACTIV-BODY โครงสร้างตัวถังสกายแอคทีฟ ซึ่งเป็นโครงสร้างของรถยนต์ยุคใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อให้มีน้ำหนักที่เบาลงเหมาะสมกับขนาดและกำลังของเครื่องยนต์ และเพิ่มโลหะเกรดพรีเมี่ยมเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (High Tensile Steel) ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา

NEW MAZDA CX-3 11

-SKYACTIV-CHASSIS ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวสกายแอคทีฟ ที่เกาะถนนมั่นคง คงความนุ่มนวลของช่วงล่างยังคงอยู่ ซึ่งระบบบังคับเลี้ยวให้ความมั่นใจในการควบคุมรถขณะเข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ

NEW MAZDA CX-3 12

-ระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้าที่พัฒนาขึ้นตามปรัชญาความปลอดภัย Mazda Proactive Safety ช่วยให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

-อีกขั้นของเทคโนโลยีสกายแอคทีฟที่ประสานและควบคุมการทำงานของรถทั้งคันให้มีประสิทธิภาพ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ตามแนวคิด จินบะ-อิไต ควบคุมทุกเส้นทางได้อย่างมั่นใจด้วยระบบควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ หรือ GVC ภายใต้เทคโนโลยี SKYACTIV-Vehicle Dynamics โดยระบบ GVC จะช่วยควบคุมสมรรถนะการขับขี่ให้แม่นยำและสมดุล เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับรถได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

NEW MAZDA CX-3 15

-ล้ำหน้ากับการเชื่อมต่อแบบไร้ขีดจำกัดผ่านระบบ Mazda Connect ไม่พลาดทุกการติดต่อ อัพเดทข้อมูลข่าวสาร หรือ รับ-ส่ง SMS จากสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณ Bluetooth ให้ความเพลิดเพลินไปกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลยิ่งขึ้นด้วย Apple Carplay ที่เชื่อมต่อแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่อย่างปลอดภัย

NEW MAZDA CX-3 13

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันขั้นสูงของ NEW MAZDA CX-3 ได้แก่
-ระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะ หรือ G-Vectoring Control (GVC)
-ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว หรือ DSC (Dynamic Stability Control)
-ระบบช่วยป้องกันรถลื่นไถล หรือ TCS (Traction Control System)
-ระบบช่วยออกตัวรถขณะอยู่บนเนินชัน หรือ HLA (Hill Launch Assist)
-สัญญาณไฟกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกรถในภาวะฉุกเฉิน เพื่อส่งสัญญาณเตือนรถคันหลัง หรือ ESS (Emergency Signal System)
-ระบบ ABS 4 ล้อ พร้อม EBD ช่วยกระจายแรงเบรก
-ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ SBS (Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้าและช่วยเบรกอัตโมมัติ
-ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติหากตรวจพบว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงการชนได้ ระบบจะช่วยเบรกอัตโนมัติจากการชนปะทะด้านหน้า SCBS (Smart City Brake Support)
-ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
-ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
-ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
-และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย รวม 6 ตำแหน่ง

NEW MAZDA CX-3 14

สีภายนอกมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ประกอบด้วย
สีขาว เซรามิก เมทัลลิค (Ceramic Metallic)

NEW MAZDA CX-3 18

สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)

NEW MAZDA CX-3 17

สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)

NEW MAZDA CX-3 18
สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)

NEW MAZDA CX-3 19

สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)

New Mazda CX-3 20

สัมผัสความประณีต ใส่ใจในทุกรายละเอียดภายในห้องโดยสารของ NEW MAZDA CX-3 เบาะนั่งภายในห้องโดยสารมีทั้งหมด 4 แบบ ประกอบด้วย เบาะหนัง Nappa สีแดง Deep Red เบาะหนังสีดำ เบาะหนังผสมผ้าสีดำ และเบาะผ้าสีดำ ดีไซน์พรีเมี่ยมที่ผสานกันอย่างลงตัวของคอนโซลหน้า แผงประตูข้าง และกรอบช่องแอร์สีขาว Pure White สะดวกสบายด้วยพนักวางแขนด้านหน้า พร้อมช่องเก็บของอเนกประสงค์ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นที่วางแก้วได้ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในแบบที่ลูกค้าต้องการ เชิญสัมผัส NEW MAZDA CX-3 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ และในงาน มอเตอร์ โชว์ 2020 เร็วๆ นี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ มอบเงินจาค 2 ล้านบาทจากแคมเปญ “Shine for Tomorrow” ให้แก่ 4 โรงพยาบาลศูนย์กลางดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19

0

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ปิดฉากแคมเปญ Shine for Tomorrow” ลงอย่างสวยงามเป็นที่เรียบร้อย หลังจากเมื่อวันที่ 28 เมษายน – 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้ออกมาจัดกิจกรรมเชิญชวนผู้ใช้รถเมอร์เซเดส-เบนซ์ โพสต์ภาพถ่ายคู่กับรถยนต์พร้อมเปิดไฟหน้า เพื่อระดมทุนช่วยเหลือ 4 โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์กลางหลักในการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อส่งกำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกัน โดยแคมเปญฯ ได้ผลตอบรับจากผู้มีจิตสาธารณะอย่างท่วมท้นและสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้เป็นจำนวนทั้งสิ้นถึง 2,000,000 บาท

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดแคมเปญ ‘Shine for Tomorrow’ ขึ้นมาเพื่อเชิญชวนให้ผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมกันโพสต์ภาพแทนคำขอบคุณต่อความเสียสละและทุ่มเทของบุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคโควิด-19 โดยทุกหนึ่งโพสต์ของคุณมีค่าเท่ากับเงินสมทบทุนช่วยเหลือจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เป็นจำนวน 500 บาท”

ตลอดระยะเวลาของแคมเปญ “Shine for Tomorrow” มีผู้ใช้รถเมอร์เซเดส-เบนซ์เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่าหลายพันคน ซึ่งรวมไปถึงบรรดาศิลปินและนักแสดงชื่อดัง เช่น เจ-เจตริน วรรธนะสิน ที่ช่วยกันเป็นกระบอกเสียงให้กับกิจกรรมดีๆ ในครั้งนี้ โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนต่างก็ได้โพสต์ภาพของตัวเองคู่กับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เปิดไฟหน้าส่องสว่างลงบนโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊คและอินสตาแกรม พร้อมกับเขียนข้อความให้กำลังใจและติดแฮชแท็ก #ShineForTomorrow #MercedesForTomorrow #MercedesBenzThailand

มร. โรลันด์กล่าวเสริมว่า “หลังจากเสร็จสิ้นแคมเปญฯ เราสามารถรวบรวมเงินบริจาคได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,000,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้แก่ 4 โรงพยาบาล โรงพยาบาลละ 500,000 บาทที่เป็นศูนย์กลางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และสถาบันบำราศนราดูร สำหรับนำไปใช้ค้นคว้าและวิจัยวัคซีนเพื่อรักษาโรคโควิด-19 ในอนาคต”

“ในนามของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงพลังเพื่อให้กำลังใจแก่เหล่าฮีโร่เสื้อกาวน์ที่คอยปกป้องและช่วยชีวิตผู้คนท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ เราภูมิใจที่ได้เป็นสื่อกลางในการส่งต่อความช่วยเหลือด้วยการนำเอาเงินบริจาคจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม กิจกรรมครั้งนี้คือบทพิสูจน์ว่ากำลังใจเล็กๆ ของทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งมีค่า และเมื่อไรก็ตามที่โลกของเราเกิดวิกฤต ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเพื่อนมนุษย์นั้นจะยังคงเป็นแสงที่ส่องสว่างให้เรามองเห็นความหวังอยู่เสมอ” มร. โรลันด์กล่าวปิดท้าย

The new Porsche Cayenne GTS สุดยอดสปอร์ต SUV ยกระดับความแรง ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ V8

0

ผสานความสปอร์ตและอรรถประโยชน์เป็นหนึ่งเดียว: ปอร์เช่ คาเยนน์ จีทีเอส (Porsche Cayenne GTS) และ คาเยนน์ จีทีเอส คูเป้ (Cayenne GTS Coupé) เสริมทัพยนตรกรรมสปอร์ต SUV รุ่นเรือธงด้วยงานออกเเบบ และสมรรถนะอันยอดเยี่ยมสำหรับรุ่นทีเอส (GTS) หัวใจสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้คือขุมพลังการขับเคลื่อน: เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบคู่ขนาดความจุ 3.6 ลิตร ซึ่งบรรจุอยู่ใต้ฝากระโปรงของรุ่นก่อนหน้า คาเยนน์ จีทีเอส (Cayenne GTS) ถูกแทนที่ด้วยการกลับมาติดตั้งเครื่องยนต์ V8 อีกครั้ง ส่งมอบพละกำลังสูงสุด 460 แรงม้า (338 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิดมหาศาลกว่า 620 นิวตันเมตร แหล่งกำเนิดพลังขนาดความจุ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่สามารถยกระดับสมรรถนะ การขับขี่ในทุกด้านให้เหนือขึ้นไปอีกขั้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ จีทีเอส (GTS) ทั้ง 2 ตัวถังให้อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในระยะเวลาเพียง 4.5 วินาทีเมื่อติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package ทะยานทะลุพิกัดความเร็วสูงสุดถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบช่วงล่างที่เน้นประสิทธิภาพในการบังคับควบคุมจากการ ลดระดับความสูงลง งานออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนบุคลิกเฉพาะตัวและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ได้รับ การติดตั้งเพิ่มเติม สมกับเป็น จีทีเอส (GTS)

ทรงพลัง เปี่ยมประสิทธิภาพ เร้าใจทุกสัมผัส: เครื่องยนต์ V8 พร้อมระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต ใหม่

เครื่องยนต์เบนซิน V8 เทอร์โบคู่ ขนาดความจุ 4.0 ลิตร ขีดสุดความแรงของสายพันธ์ ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่โดยปอร์เช่ เพื่อประจำการใน คาเยนน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Cayenne GTS)ให้กำลังเพิ่มขึ้น 20 แรงม้า (14 กิโลวัตต์) และแรงบิดเพิ่มขึ้น 20 นิวตันเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าคือ องค์ประกอบหลักที่ส่งผลต่อสมรรถนะ ที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด: อัตราเร่ง 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเร็วขึ้น 0.6 วินาที เมื่อได้รับการติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package ในส่วนของความเร็วสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นรถคันนี้ยังได้รับการเสริม ประสิทธิภาพ ให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นในทุกแง่มุมไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Tiptronic S ระบบ adaptive cylinder control ระบบจ่ายเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้และระบบระบายความร้อนที่ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด

เพื่อให้สอดรับกับสมรรถนะการขับขี่อันน่าประทับใจ อุปกรณ์มาตรฐานระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตจึงได้รับการปรับ แต่งเพื่อวัตถุประสงค์ในการส่งมอบประสบการณ์สุดเร้าใจจากเสียงคำรามของเครื่องยนต์ทรงพลังมาพร้อมปลาย ท่อไอเสีย วางตัวบริเวณมุมกันชนหลังทั้ง 2 ฝั่ง ออกแบบโดยเน้นพลังเสียงดุดันสไตล์สปอร์ตเต็มพิกัดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ คาเยนน์ จีทีเอส คูเป้ (Cayenne GTS Coupé) ได้รับการติดตั้งระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ต high frequency-tuned ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่วางตำแหน่งของปลายท่อไอเสียทรงกลมคู่บริเวณกึ่งกลางของท้ายรถอุปกรณ์ดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ใน คาเยนน์ เทอร์โบ คูเป้ (Cayenne Turbo Coupé) ในอนาคต ลูกค้าสามารถเลือกสั่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์ พิเศษได้จากชุดแต่ง Lightweight Sports Package

ช่วงล่างลดระดับความสูงลง 20 มิลลิเมตร พร้อมระบบ dynamic damper control

ปอร์เช่ คาเยนน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Porsche Cayenne GTS) ได้รับการปรับแต่งช่วงล่างเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสูงสุด ในแง่เสถียรภาพการบังคับควบคุมที่โดดเด่นด้วยชุดสปริงเหล็กกล้าลดระดับความสูงตัวรถลงถึง 20 มิลลิเมตร ผสานการ ทำงานกับระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังได้รับการติดตั้งระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV Plus) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สวยสง่า ดุดัน ด้วยล้อมาตรฐานขนาด 21 นิ้ว ลาย RS Spyder Design จานเบรกเหล็กหล่อขนาดใหญ่พิเศษ (390 x 38 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้า, 358 x 28 มิลลิเมตรที่ด้านหลัง) ประกบด้วยคาลิเปอร์เบรกสีแดง ปอร์เช่ คาเยนน์ จีทีเอส (Porsche Cayenne GTS)  ถ่ายทอดความปราดเปรียวคล่องแคล่วและการตอบสนองที่ฉับไวมายังผู้ขับขี่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง อันเป็นคุณสมบัติของยนตรกรรมสปอร์ตพันธุ์แท้ภายใต้รูปลักษณ์ของรถอเนกประสงค์ SUV เสริมประสิทธิภาพการ ลดความเร็วด้วยอุปกรณ์พิเศษ Porsche Surface Coated Brake (PSCB) เคลือบสาร tungsten carbide บนจานเบรก หรือมั่นใจสูงสุดด้วยระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) พร้อมทางเลือกพิเศษ อีกหลากหลายรายการ รวมถึงระบบช่วงล่างถุงลม three-chamber air suspension ลดระดับความสูงช่วงล่างลงอีก 10 มิลลิเมตร    ระบบช่วยเลี้ยวล้อหลัง rear-axle steering และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวด้วยอิเล็กทรอนิกส์ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) active roll stabilisation system

เเข็งแกร่ง ดุดัน ตอกย้ำสายพันธุ์ จีทีเอส (GTS) ด้วยชุดแต่ง Sport Design package

ชุดแต่งตัวถัง Sport Design package ติดตั้งเป็นมาตรฐานบ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัวและความพิเศษที่เหนือกว่า เพียงสายตาสัมผัสจากอุปกรณ์ตกแต่งรายรอบคันสีดำ คาเยนน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Cayenne GTS) มาพร้อมล้ออัลลอยด์สีดำเงา satin-gloss Black มาตรฐานขนาด 21 นิ้ว ลาย RS Spyder Design ไฟหน้า LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) และไฟท้าย LED รมดำ ช่องรับอากาศกันชนหน้า กรอบกระจกประตู ปลายท่อของระบบระบายไอเสียแบบสปอร์ตตราสัญลักษณ์ประจำรุ่นและตัวอักษร Porsche บริเวณท้ายรถล้วนแล้ว แต่เป็นสีดำ

ภายในห้องโดยสารตกเเต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงได้แก่ Alcantara® บนผ้าหลังคา กึ่งกลางเบาะนั่ง ท้าวแขนคอนโซลกลาง และแผงประตู รวมทั้งตกแต่งชิ้นงานอะลูมิเนียมปัดเงาสีเข้มให้ภายในของ คาเยนน์ จีทีเอส (Cayenne GTS) สะท้อนอารมณ์สปอร์ตพร้อมความหรูหรา เบาะนั่งทรงสปอร์ตเฉพาะรุ่น จีทีเอส (GTS) สามารถปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง ให้ความมั่นใจในยามขับขี่เข้าโค้งความเร็วสูงด้วยปีกข้างเบาะที่โอบกระชับให้การรองรับร่างกายที่ดียิ่งขึ้น ตราสัญลักษณ์ GTS ประทับบริเวณประตูหน้า ธรณีประตู มาตรวัดความเร็วรอบเครื่องยนต์และหมอนรองศีรษะ พร้อมทางเลือก ในการตกแต่งภายในห้องโดยสารเพื่อแสดงความเป็นตัวตนของผู้ขับขี่อีกมากมายจากชุดแต่ง GTS interior package โดดเด่นจากการตัดโทนสีภายในด้วยสีแดง Carmine Red หรือสีเทา Crayon อาทิ รอยตะเข็บบนอุปกรณ์ต่างๆ

ปอร์เช่ คาเยนน์ จีทีเอส ใหม่ (The new Cayenne GTS) พร้อมรับคำสั่งซื้อเเล้ววันนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูม ปอร์เช่ บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ทุกสาขา

Land Rover Defender 2020 การกลับมาของตำนานแห่งรถลุยรุ่นล่าสุด พลิกโฉมการสั่งซื้อด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม

0

Land Rover Defender 2020 รถลุยระดับตำนานได้รับการปรับโฉมให้ทันสมัย เลือกตัวถังได้หลากหลายทั้งแบบ 3 ประตู ที่ห้องโดยสารแถวหน้า 3 ที่นั่ง หรือแบบ 5 ประตู ที่เป็นแบบ 5+2 ที่นั่ง มากับเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับการขับขี่ในทุกรูปแบบผจญภัย เครื่องยนต์เลือกได้หลายขนาด เริ่มต้นจำหน่ายที่ราคา 5,400,000 บาท

Land Rover Defender 2020 1

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ ใหม่ (All-New Land Rover Defender) ด้วยราคาเริ่มต้น 5,400,000 บาท สำหรับแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ รุ่น 3 ประตู (รุ่น 90) และราคาเริ่มต้น 5,800,000 บาท สำหรับแลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ รุ่น 5 ประตู (รุ่น 110)

Land Rover Defender 2020  2

นายชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แลนด์โรเวอร์ ดีเฟนเดอร์ รุ่นใหม่นี้เป็นสมาชิกใหม่ที่มาเติมเต็มไลน์โปรดักส์ของแลนด์โรเวอร์ให้มีผลิตภัณฑ์ที่ครบสมบูรณ์ ดีเฟนเดอร์ รุ่น 5 ประตู เป็นจุดเริ่มต้นของรถตระกูลขับเคลื่อนสี่ล้อที่มีสมรรถนะสูงและทนทานที่สุดในโลก มีห้องโดยสารแบบ 5+2 ที่นั่ง และดีเฟนเดอร์ รุ่น 3 ประตู ที่มีขนาดเล็กกว่า กะทัดรัด ฐานล้อสั้น สำหรับการใช้งานอเนกประสงค์ที่ทนทานกว่ารุ่นอื่นๆ

Land Rover Defender 2020 3

Land Rover Defender 2020 มาพร้อมคอนเซ็ป “MAKE IT YOUR DEFENDER” ให้คุณปรับแต่งเพื่อแสดงตัวตนในแบบของคุณ ลูกค้าจะเลือกได้ตั้งแต่ดีไซน์ตัวถังแบบ 3 ประตู ที่ห้องโดยสารแถวหน้า 3 ที่นั่ง หรือแบบ 5 ประตู ที่สามารถเลือกห้องโดยสารแบบ 5+2 ที่นั่ง รุ่นต่างๆ ของรถประกอบด้วย Defender X รุ่นเรือธง รุ่น S และรุ่น SE

Land Rover Defender 2020 4

Land Rover Defender 2020 11

Land Rover Defender 2020 11

สามารถปรับแต่งรถได้หลากหลายรูปแบบด้วยชุดอุปกรณ์เสริม 4 แบบ ได้แก่ ชุด Explorer, Adventure, Country และ Urban โดยชุดตกแต่งแต่ละชุดประกอบด้วยอุปกรณ์เสริมหลากหลายที่คัดสรรมาโดยเฉพาะเพื่อมอบบุคลิกที่แตกต่างกัน นอกจากชุดอุปกรณ์เสริม ยังมีแบบแยกชิ้นให้เลือกหลากหลายครบครันกว่ารถรุ่นอื่นๆ เช่น เต็นท์หลังคารถ ผ้าใบกันสาดแบบเป่าลม ไปจนถึงชุดอุปกรณ์ลากจูงและโครงเหล็กบรรทุกสัมภาระบนหลังคารถ

Land Rover Defender 2020 12

ขุมกำลังให้เลือกหลายขนาดทั้ง เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ เทคโนโลยีเทอร์โบคู่แบบต่อเนื่อง ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า หรือแบบ 240 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 รอบ/นาที เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 300 แรงม้า และเบนซิน 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ทุกแบบขับเคลื่อนด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติแปดสปีด ZF แบบ twin-speed เพื่อส่งกำลังในอัตราความเร็วต่ำขณะลากจูงหรือขับขี่บนเส้นทางขรุขระซึ่งต้องใช้การควบคุมมากกว่าปกติ

Land Rover Defender 2020 5
รถคันนี้จะสร้างนิยามใหม่ของขีดจำกัดความสามารถให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมรรถนะสำหรับการขับขี่ทุกสภาพอากาศ ทุกภูมิประเทศ และยังคงความสบายเมื่อขับขี่บนเส้นทางราบเรียบ ในทุกการเดินทาง ดีเฟนเดอร์ ใหม่ สามารถบรรทุกน้ำหนักสูงสุดถึง 900 กิโลกรัม โดยหลังคารถสามารถรับน้ำหนักสูงสุดขณะจอดนิ่งที่ 300 กิโลกรัมและน้ำหนักสูงสุดขณะขับขี่ที่ 168 กิโลกรัม

Land Rover Defender 2020 6

ความสามารถในการลุยน้ำได้สูงสุดที่ความลึก 900 มิลลิเมตร รองรับด้วยโปรแกรมตรวจสอบความลึกของน้ำในระบบ Terrain Response 2 ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขับลุยน้ำด้วยความมั่นใจเต็มร้อย

Land Rover Defender 2020 7

การกลับมาในครั้งนี้ได้มีการนำระบบ Configurable Terrain Response มาใช้เป็นครั้งแรก ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่มือเก๋าปรับตั้งค่าการขับขี่ให้เหมาะสม การขับกับสภาวะต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ขณะเดียวกันผู้ขับขี่มือใหม่ก็สามารถให้ระบบค้นหาการตั้งค่าที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากที่สุดได้โดยใช้ฟังก์ชั่นอัตโนมัติแบบอัจฉริยะ

Land Rover Defender 2020 8

ด้านเทคโนโลยีระบบข้อมูลและความบันเทิง Pivi-Pro แบบใหม่ พร้อมหน้าจอสัมผัสที่ใช้งานได้ง่ายและเป็นมิตรต่อผู้ใช้ เพียงป้อนข้อมูลไม่กี่อย่างก็สามารถทำงานในฟังก์ชั่นที่มีการใช้งานบ่อยได้

Land Rover Defender 2020 9

ทั้งยังยกระดับการอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านสัญญาณแบบไร้สาย Software-Over-The-Air จะทำให้คุณได้รับซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดตลอดเวลา ด้วยการดาวน์โหลดข้อมูลขณะที่ลูกค้ากำลังนอนหลับอยู่ที่บ้านหรืออยู่ในสถานที่ห่างไกล โดยส่งสัญญาณข้อมูลสำหรับการอัปเดตจะไปยังตัวรถยนต์อัตโนมัติอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังศูนย์บริการของแลนด์โรเวอร์เลย

Land Rover Defender 2020 10
เพื่อความสะดวกมากขึ้นและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อ Land Rover Defender 2020 ผ่าน Online Car Configurator ซึ่งออกแบบและเลือกอุปกรณ์รถยนต์ตามความต้องการ ด้วยโปรแกรมภาพจำลองเสมือนจริงผ่านทางออนไลน์ โดยจะแสดงราคาทุกออปชั่นให้เลือกได้อย่างชัดเจน ส่วนในด้านการบริการหลังการขาย ลูกค้าสามารถทำการนัดหมายเข้ารับบริการผ่าน Online Booking Service โดยพบกับการนำเสนอสินค้าและบริการทางออนไลน์ของเราเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ให้แก่ลูกค้าได้ที่เว็บไซต์ www.landrover.co.th”

ฟอร์ด ส่งมอบ ‘เรนเจอร์ ลิมิเต็ด 4×4’ และ ‘เรนเจอร์ XLT’ รวม 65 คัน ให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

0

นายรัฐการ จูตะเสน  ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่าย ฟอร์ด ประเทศไทย (ที่สองจากซ้าย) พร้อมด้วย ผู้บริหารจากผู้จำหน่ายฟอร์ด กลุ่มบริษัท รุ่งเจริญ พลัส นายสุรพล ชัยตระกูลทอง (ซ้าย) และนางสาววรินธร  ชัยตระกูลทอง (ขวา) ร่วมพิธีส่งมอบรถกระบะ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ ลิมิเต็ด 4×4’ และ ‘ฟอร์ด เรนเจอร์ XLT’ รวม 65 คันให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายบรรชา กิจสังสรรค์กุล (ที่สองจากขวา) ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัสดุและยานพาหนะกองคลังเป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ รถกระบะ ทั้งสองรุ่น เป็นรถที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง การออกแบบที่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ

ฟอร์ด เรนเจอร์ ลิมิเต็ด (Limited) ขับเคลื่อนสี่ล้อ มีการตกแต่งภายนอกแบบโครเมียม พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร พร้อมระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา (Hill Descent Control) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่บนเส้นทางสมบุกสมบัน และเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้นด้วยฝาท้ายแบบผ่อนแรง Easy Lift

ภายในของฟอร์ด เรนเจอร์ ลิมิเต็ด (Limited) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ทั้งกุญแจรีโมทอัจฉริยะ พร้อมปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ ระบบซิงค์ 3 ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทย เพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

ด้านฟอร์ด เรนเจอร์ XLT เป็นรถกระบะที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากตระกูลเรนเจอร์ มาพร้อมกระจังหน้าโครเมียมอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดูราทอร์ค ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้งานได้อย่างลงตัว

ทดลองขับ Mercedes-Benz C 300e AMG Sport ซีดานปลั๊กอินไฮบริด สมรรถนะดุ

0

Mercedes-Benz C 300e AMG Sport ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดจากเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 211 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 440 นิวตัน-เมตร ส่งผลให้มีกำลังรวมสูงสุดอยู่ที่ 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร เอาเป็นว่า เจอบนถนนอย่าริไปซิ่งด้วยก็แล้วกัน

Mercedes-Benz C 300e 1

Mercedes-Benz C 300e AMG Sport รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะแรง หนึ่งในรถยนต์กลุ่ม EQ Power เจนเนอเรชั่นที่ 3 ที่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดตัวล่าสุด หลังจากเปลี่ยนแผนการผลิตจากนำเข้าทั้งคัน (CBU) มาเป็นรุ่นประกอบในประเทศ (CKD) ซึ่งมีราคาต่างกันประมาณ 300,000 บาท จากเดิมรุ่นนำเข้าราคา 2.99 ล้านบาท ลดลงเหลือเพียง 2.69 ล้านบาท นอกจากราคาที่มีความต่าง ก่อนเข้าสู่เรื่องราวของการทดสอบ มาดูกันก่อนว่ายังมีอะไรต่าง

Mercedes-Benz C 300e 3

รูปลักษณ์ภายนอกได้มีการปรับชุดไฟ LED ใหม่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ยังคงไว้ซึ่ง Adaptive Highbeam Assist สามารถปรับองศาไฟสูงหลบหลีกรถคันอื่นได้อัตโนมัติ พร้อมระบบปรับองศาตามการเลี้ยวของพวงมาลัย Active Light System และไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง Cornering Light

Mercedes-Benz C 300e 2

นอกจากนี้ยังมีชุดตกแต่งภายนอกแบบ AMG Body styling รวมถึง Night Package สีดำเงาที่ช่วยเติมสัมผัสของความสปอร์ตให้โดดเด่น ซึ่งมีการถอดชุดหลังคาพาโนรามิคออก แต่ยังคงไว้ซึ่งล้อ AMG น้ำหนักเบาขอบ 18 นิ้วลวดลายเดิม หุ้มยาง Michelin Pilot PRIVACY 3 ซึ่งเป็นแบบ Runflat ขนาด 225-45 R18

Mercedes-Benz C 300e 4

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนนิดหน่อย เดิมทีเป็นเบาะหนังสีแดง มาใหม่เป็นสีดำ มาตรวัดความเร็วยังคงแบบดิจิตอล (All-digital instrument display) ด้วยหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว สามารถปรับการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic, Sport และ Progressive

Mercedes-Benz C 300e 5

Mercedes-Benz C 300e 6

Mercedes-Benz C 300e 7

และอีกหนึ่งเรื่องที่มีการปรับเปลี่ยนนั่นคือโดยระบบความบันเทิงปรับเปลี่ยนจาก Bur Master เป็น MB Audio 20 สามารถใช้งานได้ทั้งบนหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้วและบนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น

Mercedes-Benz C 300e 8

นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันการเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน พร้อมระบบ Apple CarPlay พร้อมปุ่ม Controller แบบหมุนและ Touchpad รวมถึง Mercedes Me และอีกหนึ่งไฮไลต์ของการปรับเปลี่ยนแสงในห้องโดยสารได้สูงสุดถึง 64 สี

Mercedes-Benz C 300e 9

Mercedes-Benz C 300e 10

หน้าจอชุดนี้ยังสามารถแสดงภาพจากกล้องมองภาพรอบทิศทาง พร้อมมุมมองแบบ Bird-eye view ที่ทำงานผ่านกล้องทั้ง 4 ตัว ทำงานคู่กับเซ็นเซอร์กะระยะรอบคัน PARKTRONIC สำหรับตัวช่วยอย่างระบบช่วยจอดอัตโนมัติ Active Parking Assist ก็ติดตั้งไว้ให้เสร็จสรรพ ระบบปรับอากาศมาพร้อมฟีเจอร์ Pre-entry climate control via key ช่วยเปิดระบบปรับอากาศให้อัตโนมัติก่อนขึ้นรถ

Mercedes-Benz C 300e AMG Sport ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า EQ Power เจเนอเรชันที่ 3 มาพร้อมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-1,400 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ส่งผลให้มีกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบอยู่ที่ 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC และการปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ด้วย E-Mode ได้ไกลกว่าเดิมถึง 30% ซึ่งหากติดตั้ง Wallbox ที่ช่วยร่นระยะเวลาชาร์จลงเหลือ 1 ชั่วโมง 50 นาที นับจากปริมาณแบตเตอรี่ 10% จนถึง 100%

‎Mercedes-Benz C 300e 11

ระบบช่วงล่างเป็นแบบอิสระมัลติลิงค์ทั้ง 4 ล้อ ตัวช่วยการขับขี่มีระบบช่วยเบรก Active Brake Assist, ควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ Distance Pilot DISTRONIC, ระบบจำกัดความเร็ว SPEEDTRONIC และระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE System

ระบบความปลอดภัยมาตรฐานติดตั้งมาให้ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมนิรภัยหัวเข่าผู้ขับขี่, ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP, ระบบเบรก ABS, ระบบ ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist

เข้าสู่ช่วงทดสอบกันเลยดีกว่า ระยะทางที่ใช้ในการทดสอบนั้นเป็นการเดินทางไปที่เมืองกรุงเก่า จ. พระนครศรีอยุธยา หากไม่มองถึงวัตถุประสงค์ในการออกแบบให้รถคันนี้เป็นหนึ่งในกลุ่ม EQ Power ซึ่งเป็นไปในรูปแบบของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จะถือว่าเป็นรถที่มีสมรรถนะค่อนข้างจัดจ้าน

Mercedes-Benz C 300e 12

เครื่องยนต์หลักเป็นแบบเบนซินเทอร์โบขนาด 4 สูบ ความจุ 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-1,400 รอบต่อนาที ก็ถือว่ามีดีเกินตัวอยู่แล้ว แต่เมื่อผสมโรงกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ทำให้มีกำลังรวมสูงสุดทั้งระบบอยู่ที่ 320 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร เรียกว่าหลังติดเบาะเอาได้ง่ายๆ

Mercedes-Benz C 300e 13

ระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ 9G-TRONIC ในช่วงเปลี่ยนเกียร์ทำได้นุ่มนวล และเพิ่มความสนุกด้วยแพดเดิลชิฟท์ขนาดกระชับมือบริเวณหลังพวงมาลัย สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.4 วินาที และความเร็วปลายอยู่ที่ 250 กม./ชม.

ระบบช่วงล่างแบบมัลติลิงค์ทั้ง 4 ล้อนั้นออกแบบมาให้ความนุ่มนวลเพื่อการขับขี่ที่สะดวกสบาย ซึ่งหากปรับโหมดการขับขี่เป็นแบบ Sport+ น้ำหนักพวงมาลัยจะหน่วงกว่าโหมด Sport อยู่เล็กน้อย แต่การเรียกกำลังจากคันเร่งนั้นให้อารมณ์ที่ใกล้เคียงกัน

Mercedes-Benz C 300e 14

สำหรับโหมด ComFort นั้นหากใครไม่ชินและต้องการการขับขี่ที่สะดวกสบายควรเลือกใช้โหมดนี้ เพราะอาการที่รถดึงขณะที่ถอนคันเร่งเพื่อชาร์จไฟกลับไปยังแบตเตอรี่นั้นแทบสัมผัสไม่ได้ ในขณะเดียวกัน โหมด Eco นั้นมีอาการดึงมากกว่าอย่างชัดเจน หากมองอีกมุม โหมดนี้สามารถชะลอรถจนเกือบหยุดสนิทเนื่องจากแรงเฉื่อยของมอเตอร์ไฟฟ้า เพราะฉะนั้น จึงช่วยลดจำนวนการใช้เบรกได้อีกทาง แต่ถ้ามีผู้โดยสารไปด้วยอาจจะหัวทิ่มเล็กน้อยตามแรงเฉื่อยที่มาจากกลไกการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า

ส่วนการใช้งานโหมดEV นั้นควบคุมค่อนข้างง่าย แต่กติกามีอยู่ว่าต้องมีพลังงานอยู่ในแบตเตอรี่เท่านั้น จะด้วยวิธีชาร์จไฟหรือการรีชาร์จจากล้อกลับไปสู่แบตเตอรี่ก็ตาม ซึ่งถ้ามี Wallbox ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง นับจากปริมาณแบตเตอรี่ 10% จนถึง 100% และความเร็วที่สามารถใช้ในโมหด EV ทำได้ทะลุ 130 กม./ชม. เดิมทีการใช้งานในรูปแบบไฟฟ้า สามารถทำระยะทางได้เพียงประมาณ 50 กม. แต่การพัฒนาครั้งใหม่สามารถเพิ่มระยะทางได้อีก 30 %

Mercedes-Benz C 300e 15

เรื่องการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารนั้นทำออกมาค่อนข้างเนี๊ยบ เพราะเริ่มมีเสียงลมทเร็ดรอดมาก็ช่วงความเร็วทะลุ 120 กม./ชม. แต่ประตูรถค่อนข้างต้องออกแรงเยอะพอสมควรถึงจะปิดได้สนิท การใช้งานฟีเจอร์ต่างๆนั้นทำได้ง่าย เนื่องจากเป็นรถที่ประกอบในประเทศ จึงมีเมนูภาษาไทยมาให้เลือกใช้

Mercedes-Benz C 300e 20

อีกหนึ่งฟีเจอร์ของยุคสมัยนั่นคือ Mercedes me connect ที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างเจ้าของรถ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการและฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

Vehicle status บอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้าและโชว์รูม

Remote Service เชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล

Accident Recovery and break down management ปุ่มรูปโทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เหตุฉุกเฉิน รถเสีย หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปผ่านคอลเซ็นเตอร์

Mercedes-Benz C 300e 16

บทสรุปของการทดลองขับในครั้งนี้อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงเริ่มต้นนั่นคือ หากเจอ Mercedes-Benz C300e AMG Sport บนท้องถนน อย่าริไปซิ่งด้วยเพราะคุฯอาจจะได้เห็นแค่ฝุ่น เพราะพละกำลัง 320 แรงม้าพร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร ไม่ต่างไปจากสปอร์ตคาร์สักเท่าไหร่ การบังคับควบคุมทำได้ง่าย จากแต่ละสไตล์การใช้งานของระบบ Dynamic Select ขระที่ช่วงล่างไม่ถึงกับสไตล์สปอร์ตเพราะยังคงไว้ด้วยความนุ่มสบาย

Mercedes-Benz C 300e 16

สิ่งที่ปรับใหม่หากเทียบกับรุ่นนำเข้า(CBU) เริ่มจากโคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมไฟ LED High Performance หลังคาพาโนรามิคถูกนำออกจากไลน์ผลิต และเปลี่ยนลำโพงจาก Burmaster เป็น MB Audio ซึ่งราคาตัวรถของ (CBU) อยู่ที่ 2.99 ล้านบาท แต่พอผลิตในประเทศ ราคาถูกปรับลดไป 300,000 บาท โดยประมาณ คงเหลือราคาจำหน่ายในรุ่นนี้อยู่ที่ 2.69 ล้านบาท สำหรับผุ้ที่กำลังมองรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด Mercedes-Benz C300e AMG Sport ก็น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เพราะมีจุดแข็งนั่นคือราคาที่ถูกลงและออฟชั่นไม่หายไปเยอะ ส่วนเรื่องสมรรถนะการขับขี่ ก็อย่างที่บอก…อย่าริไปซิ่งกับเขาเลย

อีซูซุ ยืนยันภาครัฐ… “รถอีซูซุทุกรุ่น…มั่นใจพร้อมใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10”

0

กระทรวงพลังงาน เข้าเยี่ยมชมกิจการกลุ่มอีซูซุที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หลังจากที่ภาครัฐได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยกำหนดให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน มาตรฐานใหม่ของประเทศไทย

คุณนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เผยว่า “กระทรวงพลังงานมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ในภาคการขนส่งให้มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดฝุ่น และที่สำคัญคือช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศ กระทรวงได้กำหนดเป้าหมายการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในประเทศ โดยรถยนต์อีซูซุที่สามารถใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ได้ทุกรุ่นนั้น ก็จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ เป็นการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพิ่มปริมาณการใช้ สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ ลดฝุ่น เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น”

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลและพลังงานทดแทนไบโอดีเซล อีซูซุมีความตั้งใจสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของภาครัฐเสมอมา ณ ปัจจุบันรถทุกคันที่ผลิตจากโรงงานอีซูซุ ทั้งรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ สามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถยนต์อีซูซุทุกรุ่น ที่จะรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B10 ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงานเช่นกัน”

คุณมนัส พุทธรัตน์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์ม กล่าวขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้ผลักดันนโยบายให้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานของประเทศว่า “ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันมีปัญหาเรื่องผลผลิตปาล์มล้นตลาด และราคาตกต่ำ เดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งในเวลานั้น อีซูซุได้ประกาศว่าพร้อมที่จะพัฒนารถยนต์ให้รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งทางเรารู้สึกยินดี และขอบคุณทั้งกระทรวงพลังงานและอีซูซุเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงใจ และเกษตรกรก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกครั้ง”

อีซูซุเชื่อว่านโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ให้กับประเทศไทย อีซูซุภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการเกษตรของประเทศไทย สามารถเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ดังปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ว่า “ผู้ใช้ สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

อาวดี้ ประกาศแคมเปญมอเตอร์โชว์ ท้าออกรถทำไมต้องดาวน์ ที่โชว์รูมอาวดี้ทั่วประเทศ และในงานมอเตอร์โชว์ 2020

0

อยากขับ Audi ต้องได้ขับ อาวดี้ ประเทศไทย ประกาศแคมเปญมอเตอร์โชว์แรงสะท้านใจเอาใจคนรักอาวดี้ จัดโปรฯ ออกรถทำไมต้องดาวน์  ลูกค้าสามารถเลือก ดาวน์ 0 บาท หรือเลือกผ่อนสบายๆ 0% สูงสุดนาน 7 ปี ไม่มีบอลลูน  เริ่มแล้ววันนี้ที่โชว์รูมอาวดี้ทั่วประเทศ และภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2020

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย เผยกลยุทธ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนรักอาวดี้ ได้จัดแคมเปญมอเตอร์โชว์สุดพิเศษเอาใจลูกค้าโดยเฉพาะ แต่ละรุ่นมีหลากหลายทางเลือกให้คนรักอาวดี้เป็นเจ้าของรถอาวดี้ได้ง่ายๆ “สำหรับลูกค้าที่เป็นกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ย อาวดี้ขอให้คุณสบายใจได้ ทางเรามีแคมเปญ ผ่อนสบาย 7 ปี ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีบอลลูน ซึ่งเป็นแคมเปญที่ได้การตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก หรืออีกทาง เลือกสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องการวางเงินดาวน์ เราก็พร้อมมีข้อเสนอ ดาวน์ 0 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินดาวน์ก็ออกรถได้

1. เลือกระหว่าง ดาวน์ 0 บาท หรือ โปรแกรมผ่อนสบายๆ ดอกเบี้ย 0% นาน 7 ปี ***ไม่มีบอลลูน อาทิเช่น A1, A4 Avant, A8L, Q2, Q5, Q8, TT Coupé, TT Roadster และ TTS

  • Audi Q8 ผ่อนต่อเดือนเพียง 56,700 บาท นาน 7 ปี *** ไม่มีบอลลูน
  • Audi Q5 ผ่อนต่อเดือนเพียง 28,300 บาท นาน 7 ปี *** ไม่มีบอลลูน
  • Audi TT Roadster ผ่อนต่อเดือนเพียง 29,990 บาท นาน 7 ปี *** ไม่มีบอลลูน

2. โปรแกรมผ่อนสบายๆ 0% สูงสุดนาน 5 ปี ***ไม่มีบอลลูน อาทิเช่น Q3, Q7, A6 Avant 45 และ A7

  • Audi Q3 Sportback 35 TFSI S line ผ่อนต่อเดือนเพียง 26,490 บาท *** ไม่มีบอลลูน
  • Audi Q7 45 TDI quattro ผ่อนเริ่มต้นต่อเดือนเพียง 56,900 บาท *** ไม่มีบอลลูน
  • Audi A6 Avant 45 TFSI quattro ผ่อนต่อเดือนเพียง 50,150 บาท *** ไม่มีบอลลูน

“ภายใต้นโยบาย Attractive & Affordable ที่มุ่งนำเสนอยนตรกรรมที่มีความหรูหรา ล้ำสมัย สมรรถนะสูง เอกลักษณ์โดดเด่น ปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกๆ ไลฟ์สไตล์ พร้อมก้าวนำไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ จะเห็นว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาอาวดี้มีการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมพรีเมียมออฟชั่น ในราคาที่ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย อาวดี้ ไม่หยุดที่จะสร้างข้อเสนอพิเศษและหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าผสมกับความเชื่อมั่นในแบรนด์อาวดี้ ควบคู่ไปกับราคาที่สบายกระเป๋า และแคมเปญสุดคุ้มให้ลูกค้าที่รักอาวดี้”

เพื่อเพิ่มสีสันให้คนรักอาวดี้ ทางเรามีแผนเปิดตัวยนตรกรรมสปอร์ต ตระกูล RS ในเร็วๆ นี้ และสำหรับลูกค้าที่สนใจยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เช่น The New Audi Q7, A6 และ A5 สามารถชมคันจริงรวมถึงทดลองขับได้ที่โชว์รูมอาวดี้ทั่วประเทศ

รถยนต์อาวดี้ทุกคัน เป็นรถยนต์ประกอบนอกและนำเข้าทั้งคัน  ลูกค้าอาวดี้ที่จองรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection ด้วยการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ชมยนตรกรรมนำเข้าใหม่ของอาวดี้ ได้ที่ Audi Centre Thailand  02-765-8888, Audi New Petchaburi Rd., 02-023-4888, Audi Pattaya 038-197-888, Audi Phuket 076-646-666 และภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2020 ที่ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

* เงื่อนไขพิเศษเฉพาะรุ่นที่บริษัทฯ กำหนด

เชิญชม นิทรรศการรถโบราณ REMEMBER ME ที่ ฟิวเจอร์พาร์ค ปลายมิถุนายน นี้

0

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัดนิทรรศการรถโบราณ และรถคลาสสิค อวดโฉมรถเด่นในความทรงจำจากงานประกวดรถโบราณที่อยู่คู่กับศูนย์การค้าฯ มานานถึง 1 ทศวรรษ ระหว่าง 26 มิถุนายน – 6 กรกฎาคม นี้

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯ จัด “งานประกวดรถโบราณ” ต่อเนื่องมาถึง 43 ครั้ง แต่ปีนี้สมาคมฯ ต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ของภาครัฐ จึงจำเป็นต้องยกเลิกจัด “งานประกวดรถโบราณ ครั้งที่ 44”

อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ได้ร่วมกับศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ จัดนิทรรศการแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิคขึ้น ภายใต้แนวคิด “REMEMBER ME – ย้อนรอย 1 ทศวรรษวินเทจคาร์” เพื่อย้ำเตือนความทรงจำของผู้สนใจ และประชาชนทั่วไปว่า งานประกวดรถโบราณเป็นงานใหญ่ประจำปีของศูนย์การค้าฯ ที่จัดต่อเนื่องมานานนับ 10 ปี

นิทรรศการ “REMEMBER ME” จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และสเปลล์ โดยจะแสดงรถโบราณที่เคยเป็นแบบในโพสเตอร์ประชาสัมพันธ์งานประกวดฯ และรถที่เคยได้รับรางวัลชนะเลิศในงานประกวดฯ รวมจำนวน 20 คัน เช่น BLACK ปี 1904, OVERLAND MODEL 40 ROADSTER ปี 1910, LANCIA APRILIA ปี 1937, MG VA 1937, TRIUMPH ROADSTER 1800 ปี 1947 เป็นต้น

นิทรรศการดังกล่าวเปิดให้ชมฟรี โดยศูนย์การค้าฯ มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรค COVID-19 อาทิ กำหนดประตูทางเข้า – ออก เพื่อควบคุมจำนวนผู้ใช้บริการ ติดตั้งเทอร์โมสแกนตรวจวัดอุณหภูมิผู้เข้าศูนย์ทุกประตู เจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรอง และพนักงานที่ใกล้ชิดลูกค้าต้องสวมหน้ากากอนามัย เฟศชีลด์ และถุงมือตลอดเวลา มีจุดบริการเจลล้างมือ ฯลฯ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ชมงาน

เชิญชมนิทรรศการแสดงรถโบราณ และรถคลาสสิค “REMEMBER ME” ณ ชั้น G ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และ สเปลล์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายนถึง 6 กรกฎาคม 2563 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ vintagecarclub.or.th และ futurepark.co.th

ซูบารุ จัดโรดโชว์ เสิร์ฟความสะดวกให้ลูกค้าได้สัมผัส ‘ซูบารุ ฟอเรสเตอร์’ ให้ลองขับใกล้บ้านคุณ

0

บริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ‘SUBARU’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เอาใจแฟนคลับจัดกิจกรรมโรดโชว์นำรถยนต์ ‘ซูบารุ ฟอเรสเตอร์’ ที่มาพร้อม 4 เทคโนโลยีหลัก ประกอบด้วย เครื่องยนต์บ็อกเซอร์ (Boxer) ที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำและถูกจัดวางอย่างสมมาตรสร้างความสมดุล ยึดเกาะถนน ลดแรงสั่นสะเทือน เพื่อสุนทรียภาพในการเดินทาง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) ที่ส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่อย่างเหมาะสมในทุกสถานการณ์ ให้การยึดเกาะถนนที่มีประสิทธิภาพ เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่ ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม (Subaru Global Platform) ภายใต้วิศวกรรมการออกแบบทำให้โครงสร้างตัวถังและรอยต่อมีความแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยซับแรงปะทะในกรณีเกิดอุบัติเหตุเพื่อให้ห้องโดยสารปลอดภัยมากขึ้น เทคโนโลยีอายไซต์ (EyeSight) ที่ออกแบบมาเสมือนดวงตาอีกคู่ช่วยระวังสภาพแวดล้อมบนท้องถนน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุด้วย 6 ฟังก์ชั่น

  1. Pre-Collision Braking System ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติ
  2. Pre-Collision Throttle Management การจัดการคันเร่งก่อนเกิดการชน ในกรณีเข้าเกียร์ผิด
  3. Adaptive Cruise Control ระบบแปรผันตามความเร็วรถคันหน้า ที่เริ่มทำงานตั้งแต่จุดหยุดนิ่ง 0-200 กม./ ชั่วโมง
  4. Lane Sway Warning ระบบเตือนเมื่อรถส่ายไปมา ระบบจะเตือนตั้งแต่ความเร็ว 60 กม./ ชั่วโมง
  5. Lane Departure Warning ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบจะเตือนตั้งแต่ความเร็ว 50 กม./ ชั่วโมง
  6. Lead Vehicle Start Alert ระบบเตือนเมื่อรถคันข้างหน้าออกตัว

ด้วยความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีและหลักวิศวกรรมยานยนต์ที่ถูกออกแบบและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องทำให้ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ คว้ารางวัลรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดในประเภท Small Off-Road/MPV จากสถาบันทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ของยุโรป หรือ Euro NCAP ประจำปี 2562, รางวัลรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดจาก JNCAP 2561 – 2562 ต่อมาในปี 2563 The All-New Forester ที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัย EyeSight คว้ารางวัล SAFETY PICK + (TSP +) จากสถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยบนทางหลวง (IIHS) ทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา รางวัลเฉพาะด้านความปลอดภัยที่ได้รับจากองค์กรต่างๆทั่วโลกนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความหลงใหลและความมุ่งมั่นของซูบารุที่มีต่อความปลอดภัยทุกด้านแต่ยังเป็นเครื่องยืนยันในคุณภาพมาตรฐานการผลิตและประกอบรถยนต์ซูบารุทั่วโลก

สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์ SUBARU XV และ SUBARU FORESTER ภายในงานรับข้อเสนอพิเศษสุด ‘ขับฟรีตลอดปี 2020!!’ 

  • ซูบารุ เอกซ์วี ออกรถวันนี้ ขับฟรีตลอดปี 2020* พร้อมดอกเบี้ย 0 % 60 เดือน, ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีประกัน คุณภาพ 5 ปี
  • ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ออกรถวันนี้ ขับฟรีตลอดปี 2020* พร้อมดอกเบี้ย 0.99 % 48 เดือน, ฟรีประกันภัยชั้น 1 ฟรีประกันคุณภาพ 5 ปี

ติดต่อทดลองขับ เพื่อสัมผัส 4 เทคโนโลยีหลักอันเป็นเอกลักษณ์ในรถยนต์ซูบารุได้แล้ววันนี้ ที่กิจกรรมโรดโชว์ และโชว์รูมซูบารุ ทั่วประเทศ สามารถชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.subaru.asia/th