Home Blog Page 445

โตโยต้า เปิดตัวรถยอดนิยมระดับโลกฝีมือคนไทย ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ และ ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่

0

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และนายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เปิดตัวรถกระบะคุณภาพระดับโลก  โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ และรถอเนกประสงค์สุดหรู โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เริ่มต้นโครงการ IMV ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Innovative International Multi-purpose Vehicle”  เมื่อปี พ.ศ.2547 โดยเป็นการย้ายฐานการผลิตรถกระบะและรถอเนกประสงค์จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายทั้งภายในประเทศ และส่งออกจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ห้องโดยสารกว้างขวาง สมรรถนะเครื่องยนต์อันทรงพลัง ประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ให้ความมั่นใจในทุกสภาพการใช้งาน ทนทาน อัตราการดูแลรักษาต่ำ และรองรับทุกรูปแบบการใช้งานตั้งแต่ กระบะบรรทุกมาตรฐาน – สมาร์ทแค็บ – ดับเบิ้ลแค็บ  รวมไปถึงรถอเนกประสงค์อย่างโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ส่งผลให้รถทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวเป็นรถยอดนิยมของคนไทย โดยมีลูกค้าครอบครองเป็นเจ้าของแล้ว รวมทั้งสิ้นกว่า 2.6 ล้านคัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมของโครงการ IMV ตั้งแต่ปี 2547 – พฤษภาคม 2563)

มร.มิจิโนบุ ซึงาตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ก่อนอื่นเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากโรคเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย และขอส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงระหว่างรับการรักษาโรคนี้ ด้วยเหตุนี้เราจึงดำเนินโครงการ “โตโยต้าเคียงคู่ไทย สู้ภัยโควิด-19” (Toyota Stay with You) โดยผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ และกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนโตโยต้าในการสนับสนุนรถยนต์โตโยต้าจำนวนทั้งสิ้น 280 คัน เพื่อช่วยส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยและอุ่นใจในทุกเส้นทาง นอกจากนี้เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รู้ว่ารถกระบะไฮลักซ์ รีโว่ของเราได้มีส่วนในการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในสถานการณ์ที่ลำบากเช่นนี้

จากการที่พวกเราต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้ ในขณะที่โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย มีแผนประกาศเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เป็นครั้งแรกของโลก ทำให้ตัวผมเองคิดถึงวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของเราออกสู่สาธารณชน และด้วยการที่ผมได้สังเกตเห็นความแข็งแกร่งของประเทศไทยและประชาชนชาวไทย ทำให้ผมนึกถึงคำว่า THE UNBEATABLE” ในภาษาอังกฤษขึ้นมา ผมมั่นใจว่าประเทศไทยและคนไทยจะสามารถเอาชนะสถานการณ์นี้ไปได้โดยปราศจากความย่อท้อ แม้ว่าจะต้องพบกับอุปสรรคที่ยากลำบากใดๆ ก็ตาม ผมจึงนำคุณลักษณะของ THE UNBEATABLE” ของคนไทยมาใช้กับการแนะนำรถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ใหม่ และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ใหม่ ในการเปิดตัวทั่วโลก

สำหรับโตโยต้า ไฮลักซ์ และโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าในประเทศไทย และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก ภายใต้โครงการ IMV ซึ่งมียอดขายสะสมกว่า 2.6 ล้านคัน โดยในปี 2562 โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ และโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ ยังคงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งการตลาดรถกระบะ Pure Pick-up 38.3% และส่วนแบ่งการตลาดรถ PPV 43.4%  ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อมั่นในด้านคุณภาพการผลิตและศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยแต่งตั้ง ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค บริษัท โตโยต้า ไดฮัทสุ เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด เป็นผู้ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ และโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรถยนต์ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย อีกทั้งยังประกอบขึ้นด้วยฝีมือคนไทย และส่งออกไปยังทั่วโลกโดยคนไทย

พบกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม (THE UNBEATABLE)

ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค กล่าวว่า “เราเริ่มพัฒนาโปรเจคนี้ด้วยเป้าหมายที่ต้องการ “สร้างรถที่ดีที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”  โดยการลงพื้นที่เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้รถจากทั่วทุกทวีป เพื่อให้ได้ข้อมูลในการออกแบบรถที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ทั่วโลกมากที่สุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่เรานำเสนอรถในตระกูลนี้ถึง 5 รุ่น พร้อมกัน ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยฝีมือคนไทยตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการนำเอาข้อมูลท้ังหมดที่ได้รับจากการลงภาคสนาม นำมาสู่การพัฒนา รถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ภายใต้แนวคิด TOUGHNESS FOR EVERYONE ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ทั่วโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

จุดขายหลักของโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่

  • การออกแบบ (Design) – มีความแข็งแกร่ง ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น
  • รูปลักษณ์ภายนอกใหม่ที่ให้ความแข็งแกร่งในทุกมิติ แต่ยังแฝงความล้ำสมัย มาพร้อมกับไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-Beam ไฟ LED Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding เพิ่มความโดดเด่น ในยามค่ำคืน
  • รูปลักษณ์ภายใน เพิ่มความล้ำสมัยด้วยหน้าจอสัมผัส และมาตรวัดดีไซน์ใหม่

  • สำหรับรุ่นพิเศษ Rocco นอกจากจะมีชุดตกแต่งพิเศษ อาทิ สปอร์ตบาร์ และล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ พร้อมยางแบบ White Letters ที่เพิ่มความแข็งแกร่ง ดุดัน และความพรีเมียมแล้วนั้น ยังเพิ่มความสุด Exclusive ให้มากยิ่งขึ้นด้วย การออกแบบกระจังหน้าและกันชนหน้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น Rocco ที่แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน นอกเหนือจากนี้ ภายในห้องโดยสาร ที่ตกแต่งให้สอดรับกับการออกแบบภายนอก ที่แข็งแกร่ง และดุดัน พร้อมยกระดับความพรีเมียมด้วยวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสารแบบพิเศษ และไฟส่องสว่างภายใน
  • วามนุ่มสบาย (Comfort) – ช่วงล่างที่ถูกปรับปรุงและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของการดูดซับแรงกระแทกของโช๊คอัพและเปลี่ยนวัสดุของแหนบ เพื่อยกระดับความนุ่มสบายให้มากยิ่งขึ้น เสมือนนั่งรถ SUV ระดับหรู โดยที่ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในด้านความแกร่งทนทาน และอัตราการรับนํ้าหนักได้ดีเช่นเดิม
  • สมรรถนะการขับขี่ (Performance)
  1. ปรับปรุงสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ตอบรับทุกการขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และประหยัดน้ำมันมากขึ้น
  2. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบ Off-Road :
    • เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง ราบรื่น ไม่สะดุด
    • หน้าจอ TFT แสดงข้อมูลตำแหน่งองศาของล้อ และติดตั้งสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย และมุมกันชนหน้า-หลัง เพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางรอบข้างในขณะขับขี่
  3. ปรับปรุงประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งในเครื่องยนต์ 2.8 และ 2.4 ลิตร เพิ่มความประหยัดเป็นเลิศ
  4. ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ปรับน้ำหนักพวงมาลัยให้เหมาะสมในทุกช่วงความเร็ว ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่

  • ความสะดวกสบาย (Convenience) – หน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อม T-Connect ระบบเชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
  • ความปลอดภัย (Safety) – ครั้งแรกกับการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) มาไว้ในรถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control) และระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าในทุกกลุ่มอาชีพ โดยเราได้กำหนดแนวทางการสื่อสารในครั้งนี้ ให้สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์และบุคลิกของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน (B-Cab) เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกหนักเป็นหลัก เช่น กลุ่มธุรกิจที่เพื่อการขนส่ง (Logistics) และเกษตรกรขนผลิตผล ที่ผ่านมายืนยันได้จากความสำเร็จด้วยการมีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดใน segment นี้ ซึ่งในรุ่นมาตรฐานนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุกอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูง 204 แรงม้า และประหยัดน้ำมัน รวมถึงระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งรองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างดีเยี่ยม สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจได้ในทุกมิติจากผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และแบบ หัวเดี่ยว (Cab & Chassis) ที่รองรับการติดตั้งเพิ่มเติม เช่น ต่อเติมตู้แห้ง-ตู้เย็น ต่อคอก โดยลูกค้า สามารถจบทุกความต้องการได้ด้วยการบริการทางการเงินที่ครอบคลุมแบบ One Stop Service

พร้อมกันนี้ยังติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย T-Connect และ Fleet Telematics Service ระบบบริหารยานพาหนะและการขนส่งครบวงจร ช่วยให้การจัดการและการดำเนินธุรกิจขนส่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังให้บริการทางด้านการเงิน Full Service Lease ในการเช่าซื้อแบบครบวงจร เพื่อช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

 

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น Z-edition สำหรับรถกระบะตัวเตี้ย มีความหลากหลายในการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน โดยที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการมีรถยนต์เป็นคันแรก โตโยต้าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วย “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ที่มีดีไซน์ที่โดนใจ เสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม “Racing Mania” ที่เป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของผู้ที่หลงใหลการแต่งรถ ให้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จและครองความเป็นผู้นำในตลาดนี้อย่างต่อเนื่อง โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ได้พัฒนาให้มีรูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยเร้าใจในทุกมุมมอง สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ ด้านสมรรถนะมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power 4 ลิตร ที่ให้การประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) เราได้มีการจัดแต่งรถในโชว์รูม เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางการใช้งานและไอเดียในการแต่งรถ ด้วยแพ็กเกจชุดแต่งหลากหลายทางเลือกแบบ One Stop Service และพร้อมเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบ Connected Auto Loan หรือ CAL และบริการ Sabuy 😀 ที่ฉีกมิติใหม่ในการเช่าซื้อ ด้วยการผ่อนต่ำลง 18%  เมื่อเทียบกับโปรแกรมเช่าซื้อปกติ แต่รวมแพคเกจเช็กระยะ 23,000 กม.พร้อมรับประกันราคาขายต่อในอนาคต และระบบ Theft Track หรือการติดตามการโจรกรรม ที่เสมือนรถอยู่ในสายตาให้ความปลอดภัยจากการโจรกรรมตลอดเวลา

 

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นยกสูง (Pre-runner) ถือได้ว่าเป็นรถกระบะยอดนิยมของคนไทย สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่อเนกประสงค์ และสะดวกสบายเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง ด้วยดีไซน์ ที่สวยงาม ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ง่าย ระบบช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงสิ่งอำนวยสะดวกภายในรถที่ครบครัน ทำให้โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่รุ่นยกสูง ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งด้านการขายและได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งชายและหญิง ในหลากหลายกลุ่มอาชีพ อาทิ ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป โดยรุ่นใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึน ทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวและส่องสว่างได้ดียิ่งขึ้น ขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power ใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพละกำลังและความประหยัดสูงสุด ระบบช่วงล่างใหม่ “Super Flex Suspension” ที่ทำให้การขับขี่นุ่มนวลเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง พร้อมเพิ่มระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC ที่ช่วยในการควบคุมพวงมาลัย ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่สำหรับผู้ที่ต้องขับรถในระยะทางไกลๆ และระบบ VSC ที่ติดตั้งในรุ่นกลางเป็นต้นไป

สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถเพิ่มเติม สามารถซื้ออุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโตโยต้า TGA (Toyota Genuine Accessories) ที่ออกแบบใหม่ให้ตรงกับความต้องการใช้งานของลูกค้ามากขึ้น พร้อมนำเสนอบริการทางเลือกใช้รถรูปแบบใหม่ KINTO” บริการออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าบุคคลเช่ารถระยะยาว ที่พร้อมให้บริการออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การจอง การอนุมัติสินเชื่อ ตอบโจทย์ทุกความต้องการใช้รถที่สอดรับรูปแบบการเดินทางใหม่ โดยลูกค้าสามารถเลือกรุ่น สี และระยะเวลาในการใช้งานได้ตรงตามไลฟ์สไตล์ คลายความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงราคาขายต่อ

รวมไปถึงประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How You Drive) ที่จะทำให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยส่วนลดจากการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ ขับรถดี ขับปลอดภัย จะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันต่ออายุ สูงสุดถึง 45% สามารถซ่อมได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้า ได้นานสูงสุด 8 ปี

 

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นพิเศษ Rocco และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน ในเมือง เน้นความสง่างาม ชื่นชอบกิจกรรมในยามว่าง และมีงานอดิเรก ชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย ลูกค้าจึงมีความต้องการรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายดีเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง โดยปัจจุบัน Hilux Revo รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่น Rocco ได้รับความนิยมและครองใจแฟนๆ จากสิงห์รถกระบะอย่างหนักแน่น ตอกย้ำฉายา King of Off-Road” โดยรุ่นใหม่นี้ได้รับการปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแบบ Exclusive เฉพาะในรุ่น Rocco เพื่อสื่อถึงความพรีเมียม แข็งแกร่ง ทรงพลัง และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพื่อสอดคล้องกับภาพลักษณ์ และการใช้งานของลูกค้าที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ นอกจากนี้ในด้านสมรรถนะการขับขี่ได้ปรับปรุงขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ GD เจเนเรชั่นที่ 2 “GD Super Power”  ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร  พร้อมทั้งยังมีการพัฒนาประสิทธิภาพการขับขี่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ที่ทำงานร่วมกับช่วงล่างใหม่ Super Flex Suspension ที่เกาะถนนและนุ่มนวลยิ่งขึ้น เพิ่มสมรรถนะการบุกตะลุย มอบประสบการณ์การขับขี่ ขึ้น-ลงเขาที่ง่ายดายกว่าเดิม

ครั้งแรกกับการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง Toyota Safety Sense มาใช้ในรถกระบะโตโยต้าในประเทศไทย ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง พร้อมเพิ่มประสบการณ์ใหม่ในการซื้อรถด้วยแอปพลิเคชัน T-Connect by Toyota เพื่อติดตามสถานะการส่งมอบรถของท่านผ่านโทรศัพท์มือถือ และเพิ่มความอุ่นใจ ปลอดภัยไร้กังวลด้วย ระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) หรือ การติดตามการโจรกรรม การแสดงข้อมูลการขับขี่ Trip Report การเช็กตำแหน่งรถ (Find My Car) และยังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าตลอดเวลาในทุกเส้นทาง Toyota Tube ที่จะเป็นสื่อแนะนำการใช้รถยนต์ในรูปแบบวีดีโอบนโทรศัพท์มือถือ

 

พบกับโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่…Wisdom of a Leader

พร้อมกันนี้ โตโยต้าได้เปิดตัวรถอเนกประสงค์สุดหรู โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีด้วยยอดขายอันดับ 1 ในตลาด PPV ตลอดมา ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค  กล่าวว่า “อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ โตโยต้า นั่นก็คือโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่มีการเปิดตัวในเจเนเรชั่นที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการปรับโฉมอย่างเป็นทางการในรอบ 5 ปี โดยเราได้ออกแบบและพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความ “Prestige & Cool” มากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนตัวตนความเป็นผู้นำของผู้ขับขี่อย่างมีระดับ เน้นความหรูหราและทันสมัย เหมาะกับคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยกลางคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และใช้งานในชีวิตประจำวัน”

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ มีเป้าหมายเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น ด้วยดีไซน์ใหม่และฟังค์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่มอายุ ที่มีวิสัยทัศน์ และมองหารถที่สะท้อนตัวตนความเป็นผู้นำ มีองค์ประกอบที่โดดเด่นในทุกมิติ พร้อมลุยไปได้ทุกที่ และสำคัญที่สุดคือ ความคุ้มค่าของรถ จะถูกแนะนำ 2 รุ่นด้วยกัน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าโตโยต้า

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัว มองหารถที่ใหญ่ขึ้น และให้ความสำคัญด้านความคุ้มค่า โดยรุ่นมาตรฐานนี้ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ 4 GD Super Power ให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ทำให้น้ำหนักพวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ควบคุมรถได้แม่นยำและมั่นใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ Cruise Control และสัญญาณกะระยะ 6 ตำแหน่ง ที่จะช่วยคุณขับขี่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ Apple Carplay ที่จะเชื่อมต่อคุณและความบันเทิงได้อย่างอิสระ

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นพิเศษ สะท้อนสัญลักษณ์ตัวตนของผู้นำ จะใช้ชื่อว่า Toyota Fortuner Legender เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มองหารถที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย โดยโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender มาพร้อมกับดีไซน์ที่ออกแบบให้หรูหรา และยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น สะกดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ และเครื่องยนต์ 2.8 GD Super Power ใหม่ เพิ่มสมรรถนะการขับขี่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และฟังก์ชัน Sport Mode ที่จะทำให้การขับขี่สนุกและเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่ม Balance shaft ที่จะช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร กล้องมองรอบคัน ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันด้วย แท่นชาร์ไฟแบบไร้สาย และ ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor และยังเป็นครั้งแรกในรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense

พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้าทุกท่านด้วยระบบ T-Connect ที่สามารถเช็กตำแหน่งรถตามเวลาจริง (Real Time) ได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) และระบบประสานความช่วยเหลือ SOS ของโตโยต้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับเข้าศูนย์บริการ Telematic Care ช่วยให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

 จุดขายหลักของโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่

  • การออกแบบ (Design)

รุ่นมาตรฐาน  รูปลักษณ์ภายนอก ที่ปรับดีไซน์กระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน เพิ่มความรู้สึกแข็งแกร่งให้กับตัวรถ ดูหรูหรา บึกบึนมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding เพิ่มความโดดเด่นในยามค่ำคืน นอกจากนี้ยังปรับล้ออัลลอย 18 นิ้วดีไซน์ใหม่ให้รับกับตัวรถ

รุ่นพิเศษ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า “Legender” ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันให้แตกต่างจากรุ่นมาตรฐานอย่างชัดเจน คำนึงถึงความสวยงามของเส้นสายที่ดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น ตามหลักอากาศพลศาสตร์ เพิ่มความโฉบเฉี่ยว ด้วยสัดส่วนกระจังหน้าที่แตกต่าง เพิ่มความทันสมัยด้วย ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED พร้อมปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่ให้สอดรับกับดีไซน์ด้านหน้าอย่างลงตัว นอกจากนี้ยังปรับเปลี่ยนลายล้ออัลลอย 20 นิ้วเป็นดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับหลังคาทูโทน ให้ความโดดเด่น ยกระดับการเป็น Flagship Model สะท้อนภาพลักษณ์สปอร์ตระดับผู้นำ ดีไซน์หรูหรา แบบ Sport Premium PPV”

  • ความสะดวกสบาย (Comfort)
  1. หน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อมระบบ T-Connect ที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว
  2. กล้องมองภาพรอบคันพร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ เพิ่มทัศนวิสัย และให้ความปลอดภัยสูงสุด
  3. สัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor ให้ทุกการจอดง่ายสำหรับคุณ
  4. ระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลังได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ
  5. แท่นชาร์จไร้สาย เพื่อตอบสนองการใช้งานในปัจจุบัน

  • สมรรถนะการขับขี่ (Performance)
  1. เครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 8 ลิตร ให้กำลังสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบต่อนาที ตอบรับทุกการขับขี่ได้อย่างเต็มสมรรถนะ และประหยัดน้ำมันมากขึ้น
  2. เพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ในเครื่องยนต์ 8 ลิตร ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร เพิ่มความเงียบและความนุ่มนวลในการขับขี่มากยิ่งขึ้น
  3. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบ Off-Road:

           3.1. เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง ราบรื่น ไม่สะดุด

           3.2. แสดงข้อมูลตำแหน่งองศาของล้อบนหน้าจอ MID และติดตั้งสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย และมุมกันชนหน้า-หลัง เพื่อช่วยตรวจสอบสิ่งกีดขวางรอบข้างขณะขับขี่

  1. เพิ่มระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามระดับความเร็วให้สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ
  2. Sport Mode เพื่อช่วยให้การขับขี่ของคุณสนุกสนานมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับการทำงานของคันเร่งให้ตอบสนองเร็วยิ่งขึ้น และปรับการทำงานของพวงมาลัยให้มีน้ำหนักมากขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงและการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง

  • ความปลอดภัย (Safety) – ครั้งแรกกับการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense) มาไว้ในรถอเนกประสงค์ PPV ของโตโยต้า ที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุดไว้มากมาย อาทิ ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System) ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Cruise Control) และ ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert)

 

สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในการนำเสนอประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) ที่ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลสถานะคงเหลือของรถ (Stock)  อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบระยะเวลาการส่งมอบรถได้อย่างแม่นยำกับระบบ Estimate Time of Arrival (ETA) และฟังก์ชันพิเศษที่จะปฏิวัติการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ให้เป็นเจ้าของรถง่ายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Connected Auto Loan (CAL) นอกจากนี้สำหรับลูกค้าที่มองหาอิสระในการใช้รถ ก็สามารถใช้บริการเช่าใช้ส่วนบุคคล หรือ KINTO ผ่านระบบออนไลน์ ได้อีกด้วย

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ (New Usage Experience) เพียงแค่ลงทะเบียนผ่าน  Application  T-Connect by Toyota ที่มีฟังก์ชันหลากหลาย อาทิ บริการผู้ช่วยส่วนตัว ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อความสุข และสร้างความสบายใจให้ตลอดทุกเส้นทาง

พร้อมกับประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How Your Drive) ซึ่งทำให้ลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับขี่ ผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัยจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดและยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในสังคมมากยิ่งขึ้น

 

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2563
รุ่นมาตรฐาน สามารถส่งมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 และ รุ่น Legender สามารถส่งมอบในเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

 

พร้อมเป็นเจ้าของ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม  40 รุ่นย่อย

มีสีภายนอกให้เลือก 8 สี (สีใหม่ 3 สี)

White Pearl CS*  (เฉพาะรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกรด High / ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ)  Silver Metallic  (ยกเว้นรุ่น Rocco)  Dark Grey Metallic  (ยกเว้นรุ่น Rocco / Cab & Chasis)  Attitude Black Mica  (ยกเว้นรุ่นมาตรฐาน)  Super White**  (ยกเว้นรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ / ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner เกรด High)

ราคา

ไฮลักซ์ รีโว่ Rocco  มี 4 รุ่นราคา         949,000 – 1,239,000 บาท
ไฮลักซ์ รีโว่ แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ  มี 5 รุ่นราคา         862,000 – 1,159,000 บาท
ไฮลักซ์ รีโว่ ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner  มี 12 รุ่นราคา         707,000 – 1,009,000 บาท
ไฮลักซ์รีโว่ Z-Edition  มี 12 รุ่นราคา         609,000 – 809,000 บาท
ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นมาตรฐาน  มี 7 รุ่นราคา         544,000 – 704,000 บาท

(*สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 10,000 บาท / ** สี Super White ลด 7,000 บาท)

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ทุกคัน จะได้รับแคมเปญช่วงแนะนำ และแพ็คเกจการรับประกันคุณภาพ เพิ่มเติมเป็น 5 ปี 150,000 กม.  พร้อมค่าแรงเช็กระยะฟรีไปจนถึง 100,000 กม. รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท เพิ่มเติมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโตโยต้ากับ Toyota Privilege More

 

พร้อมเป็นเจ้าของโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่…สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender  มี 4 รุ่นย่อย (เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคม 2563)

มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี (สีใหม่ 1 สี)

• Emotional Red Black Top (ใหม่) ***• White Pearl CS Black Top *** • Attitude Black Mica

ราคา

  • 8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,839,000 บาท
  • 8 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,769,000 บาท
  • 4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,634,000 บาท
  • 4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,564,000 บาท

(*** สำหรับสี Emotional Red Black Top และ สี White Pearl CS Black Top เพิ่ม 20,000 บาท)

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน มี 3 รุ่นย่อย

มีสีภายนอกให้เลือก 6 สี (สีใหม่ 2 สี)

• Dark Blue Mica (ใหม่) • Emotional Red (ใหม่) ****

• White Pearl CS ****  • Silver Metallic  • Dark Grey Metallic  • Attitude Black Mica


ราคา  (เปิดตัววันนี้ – 30 กันยายน 2563)

  • 4V เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ        1,494,000 บาท   จาก 1,524,000 บาท
  • 4V เกียร์อัตโนมัติ                                    1,424,000 บาท   จาก 1,454,000 บาท
  • 4G เกียร์อัตโนมัติ                                    1,319,000 บาท   จาก 1,349,000 บาท

(**** สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 12,000 บาท)

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะได้รับแพ็คเกจรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กม. และขยายค่าแรงเช็กระยะฟรี จนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 45,000 บาท พิเศษวันนี้ ถึง 30 กันยายนเท่านั้น

 

พบกับ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่…สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน เป็นต้นไป  และทดลองขับได้ที่ Toyota Driving Experience Park (TDEX) บางนา (กม.3) ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน เป็นต้นไป

 

ติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.toyota.co.th/

Facebook: Toyota Motor Thailand , Hilux Revo Thailand

LINE ID: @ToyotaThailand

นิสสัน เผยแผนปฏิรูปเพื่อสร้างการเติบโตและผลกำไรอย่างยั่งยืน

0

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประกาศแผนระยะ 4 ปี เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงิน และความสามารถในการสร้างผลกำไร ภายในสิ้นปีงบประมาณปี พ.ศ. 2566 โดยแผนปฏิรูปการดำเนินธุรกิจนี้ยังครอบคลุมถึงการจัดการต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ขององค์กรจากเดิมที่ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจมากจนเกินไป

ภายใต้แผนระยะ 4 ปีนี้ นิสสันตัดสินใจที่จะปฏิรูปการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยลดธุรกิจที่ไม่ทำกำไรและโรงงานที่เกินความจำเป็นลง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างองค์กร พร้อมลดต้นทุนคงที่ โดยพิจารณากำลังการผลิต รถยนต์รุ่นต่าง ๆ ที่จำหน่ายอยู่ทั่วโลก และรวมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ  ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีระเบียบแบบแผน บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญและลงทุนในธุรกิจที่จะช่วยให้ฟื้นฟูองค์กรให้สร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนเท่านั้น

นิสสัน คาดการณ์ว่าการดำเนินงานตามแผนดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทฯ มีอัตรากำไรจากผลการดำเนินงานที่ร้อยละ 5 และมีสัดส่วนทางการตลาดทั่วโลกคิดเป็นร้อยละ 6 เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณปีพ.ศ. 2566 ซึ่งรวมถึงสัดส่วนรายได้ที่มาจากการร่วมลงทุนร้อยละ  50 ในประเทศจีน

มาโคโตะ อูชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นิสสัน กล่าวว่า “แผนปฏิรูปของเรามีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้เกิดการเติบโตอย่างมั่นคง แทนที่จะให้ความสำคัญต่อการเพิ่มยอดขายมากจนเกินไป โดยนิสสันจะมุ่งเน้นเรื่องความสามารถหลักขององค์กร พร้อมยกระดับคุณภาพทางธุรกิจ และรักษาระเบียบวินัยทางการเงิน รวมถึงรายได้สุทธิต่อหน่วยเพื่อสร้างผลกำไรตามเป้าที่วางไว้ โดยทั้งหมดนี้จะมีการดำเนินงานควบคู่ไปกับการรื้อฟื้นวัฒนธรรม “ความเป็นนิสสัน” เพื่อเดินหน้าสู่ยุคใหม่ของนิสสันอย่างแท้จริง”

แผนระยะ 4 ปีของนิสสัน วางอยู่บนกลยุทธ์ 2 ด้าน ที่อยู่บนชื่อเสียงของนิสสันที่มีรากฐานมาจากการเป็นผู้ริเริ่มด้านนวัตกรรม ฝีมือการผลิต การให้ความสำคัญแก่ลูกค้า และคุณภาพ และยังรวมไปถึงการปฏิรูปด้านวัฒนธรรมองค์กร

1. กระบวนการทำให้เกิดประสิทธภาพ: แนวทางปฏิบัติเพื่อปรับโครงสร้าง ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

แผนงาน

  • ปรับอัตราการผลิตของนิสสันลงร้อยละ 20 ให้เหลือเพียง 4 ล้านคันต่อปี ภายใต้การปฏิบัติงานตามช่วงเวลาการทำงานตามมาตรฐานปกติ
  • เพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตให้ได้มากกว่าร้อยละ 80 เพื่อเพิ่มผลกำไร
  • ลดจำนวนรุ่นรถยนต์ทั่วโลกลงร้อยละ 20 (ให้เหลือเพียง 55 รุ่น จากเดิม 69 รุ่น)
  • ลดต้นทุนแบบคงที่ลงประมาณ 3 แสนล้านเยน
  • ยุติการดำเนินงานของโรงงาน ณ บาร์เซโลน่า ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก
  • ควบรวมการผลิตของรถยนต์รุ่นสำคัญต่าง ๆ ในอเมริกาเหนือ
  • ยุติการดำเนินงานของโรงงานในประเทศอินโดนีเซีย และมุ่งให้ความสำคัญกับโรงงานในประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตแห่งเดียวในอาเซียน
  • ร่วมมือบริษัทในกลุ่มพันธมิตรในการใช้ทรัพยากร เช่น การผลิต รุ่นรถยนต์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ร่วมกัน

2. การให้ความสำคัญกับตลาดหลักและรถยนต์รุ่นสำคัญ

แผนงาน

  • มุ่งเน้นธุรกิจของนิสสันในประเทศญี่ปุ่น จีน และทวีปอเมริกาเหนือ
  • ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือของกลุ่มพันธมิตร เพื่อรักษาฐานทางธุรกิจของนิสสัน ในอเมริกาใต้ อาเซียน และยุโรป
  • ยุติการการดำเนินงานในประเทศเกาหลีใต้ ยุติการดำเนินธุรกิจของดัทสันในรัสเซีย รวมถึงปรับแผนการดำเนินธุรกิจของบางประเทศในอาเซียน
  • ให้ความสำคัญกับรถยนต์รุ่นหลักในกลุ่ม C และ D Segment รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถสปอร์ต
  • เดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ 12 รุ่น ในอีก 18 เดือนข้างหน้า
  • เพิ่มจำนวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า รวมถึง เทคโนโลยี อี-พาวเวอร์ โดยตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 1 ล้านคัน ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2566
  • ในประเทศญี่ปุ่น นิสสันจะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 2 รุ่น และรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีอี-พาวเวอร์ จำนวน 4 รุ่น เพื่อเพิ่มสัดส่วนของยอดขายของรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ถึงร้อยละ 60 ของยอดขายทั้งหมด
  • นำระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ProPILOT มาใช้ในรถยนต์มากกว่า 20 รุ่นที่วางขายใน 20 ประเทศ โดยตั้งเป้าว่าจะมีรถยนต์จำนวนกว่า 5 ล้านคัน ที่ใช้ระบบ ProPILOT ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2566

อูชิดะ กล่าวปิดท้ายว่า “นิสสันต้องส่งมอบคุณค่าของแบรนด์ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก โดยเราต้องนำนวัตกรรม ทั้งด้านยานยนต์ เทคโนโลยี และเจาะตลาดที่เรามีศักยภาพในการแข่งขัน นี่คือ DNA ความเป็นนิสสัน และในยุคใหม่ของเรา คนยังเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดสำหรับนิสสัน เพื่อให้นิสสันส่งมอบเทคโนโลยีที่คิดค้นมาเพื่อทุกคน และเพื่อรับมือกับความท้าทาย ซึ่งมีแต่นิสสันเท่านั้นที่สามารถทำได้”

เอช เซม มอเตอร์ สยายปีก รุกตลาดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เปิดตัว 3 รุ่นรวด

0

เอช เซม มอเตอร์ ขยายกลุ่มธุรกิจใหม่ หลังพิษโควิดซา รุกตลาดครั้งใหญ่ เอาใจลูกค้าชอบพลังงานสะอาด เปิดตัวขายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทีเดียว 3 รุ่นรวด ยืนยันเป็นรถที่จดทะเบียนได้ พร้อมให้บริการหลังการขายถึงพื้นที่ใช้งาน เผยตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 600 คัน

นายวันชัย ลี้นะวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทฯได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการประหยัดพลังงานตลอดมานั้น ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3 รุ่น โดยจะเริ่มวางตลาดอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งทั้ง 3 รุ่นเป็นรถที่จดทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมาย คาดว่าจะจำหน่ายได้ในปีนี้ประมาณ 600 คัน

สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าทั้ง 3 รุ่นที่จะออกจำหน่ายนี้ประกอบด้วยรุ่น เอช เซม เชา (H SEM CIAO) เป็นรถที่ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน DC 60V 2000W  มีชื่อเรียกว่า Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. มาพร้อมกุญแจรีโมท ปุ่มกดสตาร์ท สัญญานกันขโมย และระบบครูส คอนโทรล (Cruise Control) สำหรับล็อคความเร็ว มีให้เลือก 4 สี คือ แดง เหลือง ฟ้า และขาว ราคา 49,700 บาท

อีกรุ่นหนึ่งคือ เอช เซม โมบิล่า (H SEM MOBILA) รุ่นนี้จะแบ่งเป็น 2 รุ่นย่อยคือ รุ่น G และรุ่น S โดยรุ่น จี (G) ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนแบบเกียร์มอเตอร์ DC72V 3000W ปรับความเร็วแบบเกียร์โลว์-ไฮ (Low – High) ส่วนรุ่น เอส (S) ใช้มอเตอร์ DC72V 3000W แบบ Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ปรับความเร็วได้ 2 ระดับพร้อมระบบถอยหลัง มาพร้อมที่เก็บสัมภาระด้านหลังขนาดใหญ่ สามารถติดตั้งกล่องเอนกประสงค์ด้านหลัง พร้อมช่องใส่แบตเตอรี่ได้ถึง 2 ลูก เหมาะกับธุรกิจกลุ่มเดลิเวอรี่หรือใช้ส่งสินค้า มีให้เลือก 4 สี คือ แดง ฟ้า เทา และดำ Mobila – S ราคา 89,900 บาท ส่วน Mobila – G ราคา 92,200 บาท

และสุดท้ายเป็นรุ่น เอช เซม วิงส์ (H SEM WINGS) ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อน DC 72V 3000W แบบ Brushless Hub-Motors ความเร็วสูงสุด 60 กม./ชม. ปรับความเร็วได้ 3 ระดับ พร้อมระบบถอยหลัง มีความเรียบหรู สวยงามด้วยขอบโครเมี่ยมรอบคัน พร้อมกล่องใส่ของ U Box ใต้เบาะ มี 4 สี คือ แดง ขาว เทา และดำ ราคาอยู่ที่ 95,700 บาท

โดยทุกรุ่นมีการรับประกันมอเตอร์สูงสุด 3 ปี หรือ 30,000 กม. แบตเตอร์รี่ 2 ปี เฉพาะรุ่น WINGS (วิงส์) MOBILA S/G (โมบิล่า เอส/จี) และ สำหรับรุ่น CIAO (เชา) รับประกันแบตเตอร์รี่ 1 ปี อุปกรณ์ไฟฟ้าและตัวรถรับประกัน 1 ปี หรือ 10,000 กม. พร้อมบริการตรวจซ่อมและตรวจเช็คฟรี 3 ครั้ง โดยลูกค้าสามารถนำรถมาที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้าน หรือต้องการให้เข้าบริการ ณ พื้นที่ใช้งาน (Onsite Service) ก็สามารถโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ และที่สำคัญหมดกังวลเรื่องการหาอะไหล่ เพราะเอช เซม มีคลังอะไหล่ทุกชิ้นรองรับตลอดอายุการใช้งานได้อย่างแน่นอน

“ผมเริ่มสนใจศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (ประมาณปี 2560) ด้วยเหตุผลที่ต้องการยานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน ช่วยลดมลพิษฝุ่น PM 2.5 และที่สำคัญคือตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการจดทะเบียนได้ด้วย การเปิดตลาดรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ เอช เซม นี้ส่วนตัวแล้วเราไม่ได้เป็นคู่แข่งกับใคร เราแข่งกับตัวเอง เป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ เพราะเรามีสินค้าครบวงจร ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ทั้งการใช้งานทั่วไปและการใช้ในภาคธุรกิจต่างๆ อาทิกลุ่มธุรกิจเดลิเวอรี่  ขนส่งสินค้า ที่ต้องการความรวดเร็ว สามารถเข้าถึงสถานที่ที่มีพื้นที่จำกัดได้อย่างคล่องตัว” นายวันชัยกล่าว

สำหรับแผนธุรกิจของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า นายวันชัยกล่าวว่า “ด้านการผลิตในปีแรกจะเป็นการนำเข้าทั้งคันและหลังจากนั้นเราจะประกอบและผลิตเองในประเทศไทย โดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศและนำเข้าเฉพาะบางชิ้นส่วน เพื่อให้เม็ดเงินอยู่กับประเทศไทย ด้วยศักยภาพและความพร้อมของสายพานการผลิตที่มีอยู่ของเรา เพียงปรับเพิ่มเติมเล็กน้อยก็สามารถเริ่มการผลิตได้ และเป็นการใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่มีอยู่ให้คุ้นค่ากับการลงทุนมากยิ่งขึ้น ส่วนการขายเราตั้งเป้าไว้ที่ 600 คันภายในปีนี้”

เอช เซม มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ออกแบบภายใต้แนวคิด “ก้าวล้ำทุกสไตล์ในแบบคุณ” หรือ “Unique On Your Way” เราผ่านการตรวจสอบมาตรฐานในประเทศไทยและสามารถจดทะเบียนกับกรมขนส่ง โดยทุกรุ่นจุผู้โดยสารได้ 2 ที่นั่ง รับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 150 กก. มีความแข็งแรงด้วยโครงสร้างเหล็ก ขับขี่ง่ายด้วยการควบคุมแบบแฮนด์บิดคันเร่ง ตกแต่งสวยงาม ดูทันสมัยด้วยเรือนไมล์แบบดิจิตอล พร้อมไฟ LED รอบคัน พร้อมดิสเบรคหน้า-หลัง ล้อแม็กอลูมิเนียมอัลลอย แบตเตอรี่แบบลิเธียม สามารถยกตัวแบตเตอรี่ออกมาชาร์จไฟด้านนอกได้ และจะใช้เวลาชาร์จเต็มภายใน 4 ชั่วโมง โดยมีประมาณการค่าไฟอยู่ที่ 7 บาทต่อการชาร์จ 1 ครั้ง

 

ลูกค้าสนใจสามารถดูรายละเอียดผ่านแฟนเพจ www.facebook.com/hsemmotor.sev  และ www.facebook.com/hsemmotor.stc หรือ โทรสายด่วนลูกค้าสัมพันธ์ โทร.099-001-1888 วันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.30 น.

ฟอร์ด ปิ๊งไอเดียตอบโจทย์ 6 ความปกติใหม่ (New Normal) ในการใช้รถ

0

หลังเริ่มมีการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 (โควิด-19) ธุรกิจหลายแห่งเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ แม้สถานการณ์จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะใกล้เคียงปกติ แต่ทุกคนก็ควรปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ หรือ New Normal และให้ความสำคัญกับสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในทุกๆ กิจกรรมมากยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมควบคู่กับการป้องกันตนเองโดยคำนึงถึงสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ฟอร์ดแนะ 6 ตัวช่วยเพื่อการเดินทางด้วยรถยนต์ด้วยความมั่นใจและปลอดภัยเพื่อรับมือกับ ‘ความปกติใหม่’ ที่แตกต่างไปจากเดิม

1. การทำความสะอาดฆ่าเชื้อในรถยนต์อย่างเข้มงวดและสม่ำเสมอ

หลังสถานการณ์โควิด-19 หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในรถยนต์ โดยเฉพาะบริเวณจุดสัมผัสบ่อย รวมถึงการเตรียมอุปกรณ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัยสำรองไว้ในรถตลอดเวลา ดังนั้น เพื่อมอบความมั่นใจด้านสุขอนามัยสูงสุดให้แก่เจ้าของรถฟอร์ด ฟอร์ดจึงมอบบริการทำความสะอาดฆ่าเชื้อรถทุกคันที่เข้ารับบริการในโชว์รูม หรือใช้บริการตรวจสภาพรถยนต์ที่บ้าน ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแนะนำโดยฟอร์ดว่าปลอดภัยและไม่มีผลกระทบต่ออายุการใช้งานของวัสดุต่างๆ ก่อนส่งมอบให้กับลูกค้า

2. การให้บริการแบบส่งตรงถึงบ้าน

ความปกติใหม่ทำให้บริการส่งตรงถึงบ้าน หรือ Delivery service ได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายภาคธุรกิจรวมถึงในอุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่างฟอร์ด จึงนำเสนอหลากหลายบริการแบบส่งตรงถึงบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการส่งรถทดลองขับให้ลูกค้าถึงบ้าน (Delivery Test Drive) การส่งมอบรถคันใหม่ให้ลูกค้าถึงบ้าน (Home Delivery) การบริการรับรถเข้าศูนย์บริการและส่งคืนถึงบ้าน (Pick-up and Delivery) โดยพนักงานของผู้จำหน่ายจะเดินทางไปรับรถยนต์ของลูกค้ามาเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ และส่งมอบรถยนต์คืนถึงบ้าน รวมถึงหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Service) ที่ให้บริการลูกค้าถึงบ้านตามเวลานัดหมาย สำหรับบริการที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ เช่นการตรวจสภาพรถยนต์เบื้องต้น เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป

3. ความนิยมใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น

ผลสำรวจจากศูนย์วิจัยด้านการตลาด Ipsos พบว่า หลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ชาวจีนกว่า 2 ใน 3 หันมาใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น และการใช้รถยนต์ส่วนตัวได้กลายเป็นรูปแบบการเดินทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดอันดับหนึ่งเพื่อป้องกันการติดโรค[1] สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางตามวิถีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ หรือรถเอสยูวีอเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์  ตั้งแต่วันนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2563 ฟอร์ดมอบข้อเสนอ ‘ซื้อรถวันนี้ เริ่มผ่อนปีหน้า’ สำหรับข้าราชการและบุคลากรทางการแพทย์ เมื่อจองและซื้อรถฟอร์ดทุกรุ่นและจัดไฟแนนซ์ผ่านธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ส่วนลูกค้าทั่วไปสามารถเริ่มผ่อนชำระค่างวดงวดแรกหลังจากส่งมอบรถ 90 วัน พร้อมส่วนลดและดอกเบี้ยพิเศษ เมื่อจัดไฟแนนซ์ผ่าน ฟอร์ด ลีสซิ่ง โดยธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)*

4. ชั่วโมงเร่งด่วนที่เปลี่ยนแปลงไป

การเหลื่อมเวลาทำงานเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยลดความแออัดระหว่างการเดินทางและส่งผลต่อความหนาแน่นของการจราจรบนท้องถนน จากเดิมที่เคยรถติดมากเป็นพิเศษเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน การเหลื่อมเวลาทำงานอาจทำให้ปริมาณการจราจรในแต่ละชั่วโมงหนาแน่นพอๆ กันตลอดวัน ดังนั้น การเลือกรถที่มีเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ** เพื่อลดความตึงเครียดและลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจึงเป็นสิ่งสำคัญ อย่างเช่น อย่างระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ในรถยนต์ฟอร์ดก็เป็นทางเลือกหนึ่ง นอกจากนี้ แอปพลิเคชันนำทางต่างๆ รวมถึงระบบนำทางใน SYNC3 ของฟอร์ดยังช่วยคาดการณ์การจราจรบนเส้นทางที่คุณใช้ได้ล่วงหน้า ช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางได้ดีขึ้นและเดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างรวดเร็ว

5. การชำระค่าผ่านทางและบริการต่างๆ ในรูปแบบออนไลน์

องค์การอนามัยโลกได้ออกประกาศให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสธนบัตรและเหรียญเพื่อซื้อสินค้า ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา เพราะอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ การเดินทางโดยรถยนต์ก็ต้องมีการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมัน ค่าผ่านทางพิเศษ หรือซื้อสินค้าผ่านช่องทางไดรฟ์ทรู ผู้ใช้รถจึงหันมาชำระค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยจ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นหรือใช้วิธีชำระผ่านบัตรเติมเงินหรือบัตรเครดิต ฟอร์ดจึงได้เพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการใช้บริการต่างๆ เพื่อลดการสัมผัสและมอบความปลอดภัยสูงสุด

6. การเปลี่ยนรถยนต์ให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวระหว่างเดินทางพักผ่อน

แม้การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและพักผ่อนหย่อนใจเริ่มมีให้เห็นมากขึ้น แต่ประชาชนยังต้องเฝ้าระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดที่มีผู้คนจำนวนมาก การเปลี่ยนรถของคุณให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวระหว่างไปพักผ่อนหย่อนใจในสถานที่ต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ หรือแหล่งท่องเที่ยวกลางแจ้งก็ตอบโจทย์เรื่องการเว้นระยะห่างทางสังคม และยังมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับการเดินทางได้อย่างลงตัว ลองเปลี่ยนรถของคุณให้เป็นรถแคมปิ้ง หรือจัดพื้นที่ท้ายรถในการปิกนิก รถยนต์อเนกประสงค์อย่างฟอร์ด เอเวอเรสต์ ที่มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางและความจุในการบรรทุกสัมภาระได้มากถึง 2,010 ลิตรเมื่อพับเบาะ นอกจากจะใช้เก็บสัมภาระได้จุใจแล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานให้หลากหลาย ให้รถกลายเป็นห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

 

*สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ฟอร์ด โทร. 1383 และโทรฟรี 1-800-225-449 เฉพาะต่างจังหวัด หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.ford.co.th

**เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะเป็นเพียงระบบช่วยการขับขี่เท่านั้น และไม่สามารถทดแทนสมาธิขณะขับขี่และการตัดสินใจของผู้ขับขี่ได้ ผู้ขับขี่จะต้องบังคับควบคุมรถตลอดเวลา โดยสามารถเปิดใช้งานระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะเพื่อช่วยหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ ทั้งนี้ ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะอาจไม่ทำงานภายใต้ความเร็วระดับหนึ่งหรือสภาวะแวดล้อมบางสภาวะ

 

เปิดเทรนด์ใหม่ให้โลกของการขับขี่! New Honda CT125 วางจำหน่ายในประเทศไทยเป็นที่แรกของโลก

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทย สร้างสรรค์เทรนด์การขับขี่รูปแบบใหม่ให้กับวงการ ฯ อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุด New Honda CT125 รถเลเชอร์ไบค์ (Leisure Bike) ดีไซน์เฉพาะตัว สานตำนานอันโด่งดังจากยุค 60s ของ Original CT Series ผสานเทคโนโลยียุคใหม่ พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 125ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI ติดตั้งการ์ดเครื่องยนต์ (Engine Guard) ที่แข็งแกร่ง มาพร้อม CARRIER แร็คหลังขนาดใหญ่ และท่อไอเสียพร้อมกรองอากาศแบบยกสูง เพื่อการลุยน้ำลึกและการผจญภัยแบบเทรล (TRAIL) มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกหน้าแบบ ABS และยางดูอัลเพอร์เพิส (Dual Purpose Tire) วางจำหน่ายที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกของโลก ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป ด้วยราคาแนะนำเพียง 84,900 บาท สำหรับรุ่นมาตรฐาน ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยเวอร์ชั่นเสริมชุดแต่งจาก H2C แบรนด์อะไหล่แต่งรถจากฮอนด้า มีให้เลือก 2 สไตล์ ได้แก่ City Trail ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน ราคาแนะนำ 95,900 บาท และ Country Trekking มีจำนวนจำกัดเพียง 50 คัน ราคาแนะนำ 108,900 บาท ที่ร้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ CUB House ทุกสาขาทั่วประเทศ

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “เทรนด์ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ รถในกลุ่มมูลค่าเพิ่มมีแนวโน้มที่เติบโตอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2012 จนถึงปัจจุบัน ล่าสุดใน 4 เดือนแรกของปี 2020 ก็ยังคงมีการเติบโตมากถึง 20% โดยหลัก ๆ แล้วการเติบโตนี้มาจากความนิยมในกลุ่มยังเจนที่เติบโตในยุคโซเชียลมีเดียและมีพฤติกรรมชอบความสนุกท้าทาย โดยเฉพาะในมุมของการท่องเที่ยวแบบเอาท์ดอร์ ลุยไปกับธรรมชาติ ไปยังสถานที่ ๆ ใหม่ ๆ น่าสนใจว่าในปี 2019 สินค้าในกลุ่มเอาท์ดอร์ไลฟ์สไตล์มีการเติบโตขึ้นถึง 30%”

“ในขณะเดียวกัน การเป็นผู้นำตลาดรถจักรยนยนต์ไทยก็ไม่ได้ทำให้ฮอนด้าหยุดนิ่ง แต่เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายให้กับผู้ใช้ของเราผ่านการทำตลาดด้วยสินค้าในกลุ่มมูลค่าเพิ่ม ครั้งนี้ เราพร้อมนำเสนอรถรุ่นใหม่ New Honda CT125 วางตำแหน่งสินค้าเป็นรถขี่ง่ายสายลุย เจาะตลาดไลฟ์สไตล์แบบเอาท์ดอร์ ด้วยการถ่ายทอดการผจญภัยของ CT Series ซึ่งเป็นรถที่ได้ความนิยมในอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย มาตั้งแต่ปี 1960 จนกลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน และในวันนี้คนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับรถรุ่นนี้เป็นประเทศแรกก่อนใครในโลก นี่คือรถที่นำเสน่ห์ของ CT มาผสานกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของฮอนด้าในปัจจุบัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้คนไทยได้สัมผัสและสนุกกัน”

New Honda CT125 รถจักรยานยนต์แนวใหม่สไตล์ Trail Hunter เป็นการนำเสนอเพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจด้วยคอนเซปต์ “Time to Trail ได้เวลาออกนอกเส้นทาง” ออกแบบทุกรายละเอียดให้สะท้อนเอกลักษณ์ของสุดยอดรถแห่งการผจญภัยระดับตำนานของ CT Series ตั้งแต่ปี 1960 ดีไซน์เพื่อไลฟ์สไตล์ Explore ที่แท้จริง ด้วยเอกลักษณ์การขับขี่แบบ SINGLE RIDING “ขับคนละคันมันส์กว่า” ให้ผู้ขับขี่ได้ลุยไปกับเพื่อน ๆ พร้อมด้วย CARRIER แร็คหลังขนาดใหญ่ (47.7 x 40.9 ซม.) รองรับทุกสัมภาระ ท่อไอเสียและกรองอากาศยกสูงสำหรับลุยน้ำลึก เพื่อการผจญภัยแบบ TRAIL ขนานแท้ โดดเด่นด้วยไฟส่องสว่างรอบคันเต็มระบบแบบ Full LED เรือนไมล์ LCD ทรงกลม พร้อมด้วยเทคโนโลยีมาตรวัดความเร็วแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกด้วยโลโก้ Honda CLASSIC WING สัญลักษณ์ที่มีเฉพาะในมอเตอร์ไซค์แนวไลฟ์สไตล์ของฮอนด้าเท่านั้น

New Honda CT125 มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ ขนาด 125 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI ให้แรงบิดสูง พร้อม ENGINE COVER COMP ช่วยลดเสียงเครื่องยนต์ ไม่รบกวนธรรมชาติ ยกชุดมากับการ์ดป้องกันเครื่องยนต์ที่แข็งแกร่ง ให้ความสนุกทุกเส้นทางการผจญภัย ถังน้ำมันขนาดใหญ่ 5.4 ลิตร เติมครั้งเดียววิ่งไปได้ไกลกว่า 360 กิโลเมตร

New Honda CT125 ติดตั้งระบบกันสะเทือนด้านหน้าที่ออกแบบให้สามารถดูดซับแรงกระแทกได้มากเป็นพิเศษ ด้วยระยะยุบมากกว่าปกติถึง 10 มม. พร้อมยางกันฝุ่นหุ้มโช้ก ลุยได้มากกว่า เข้าถึงได้ทุกพื้นที่ มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกหน้าแบบ ABS และยางแบบดูอัลเพอร์เพิส (Dual Purpose Tire)

เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมวางจำหน่าย New Honda CT125 ที่เมืองไทยเป็นประเทศแรกในโลก ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2563 เป็นต้นไป สำหรับรุ่นมาตรฐาน มีให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่ สีแดงโกลวิงเร้ด และสีน้ำตาลแมทเฟรซโก้บราวน์ ราคาแนะนำเพียง 84,900 บาท ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ฮอนด้ายังเพิ่มความพิเศษด้วยเวอร์ชั่นแต่งเต็มขั้น ด้วยชุดแต่ง H2C จากฮอนด้า มีให้เลือก 2 สไตล์ ได้แก่ City Trail สีแดงโกลวิงเร้ด ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 100 คัน ราคาแนะนำ 95,900 บาท

และ Country Trekking สีน้ำตาลแมทเฟรซโก้บราวน์ มีจำนวนจำกัดเพียง 50 คัน ราคาแนะนำ 108,900 บาท วางจำหน่ายเฉพาะที่ CUB House ร้านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ทุกสาขาทั่วประเทศ

พบกับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว

  1. ดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 0.59% เท่านั้น สำหรับ New Honda CT125 ทุกรุ่น
  2. พิเศษเมื่อซื้อรุ่นแต่ง City Trail และ Country Trekking ที่ร้าน CUB House ทุกสาขา รับทันทีหมวกกันน็อก Bell Helmet Custom 500 Series พร้อมด้วยประกันอุบัติเหตุฟรี 1 ปี (เมื่อซื้อตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563)

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของ New Honda CT125 ผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่
เว็บไซต์ : www.aphonda.co.th , www.hondacubhouse.com
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : www.fb.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊กแฟนเพจ : www.fb.com/cubhousebyhonda
ยูทูบ : www.youtube.com/hondamotorcycleTHA

มาสด้า ชวนเปลี่ยนวิกฤตโควิด-19 ให้เป็นโอกาส สร้างพลังให้ค้นหาตัวตน เพิ่มโอกาสให้กับชีวิต

0

จากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลของประเทศไทยที่ต้องรับภาระอันยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องไม่ให้ประเทศไทยเกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ ทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจ ตรวจรักษา เฝ้าระวัง ตลอดจนควบคุมการระบาดของโรคได้อย่างยอดเยี่ยม จนกระทั่งรัฐบาลสามารถประกาศปลดล็อกระยะที่ 3 ได้สำเร็จ อีกทั้งมีการปรับลดระยะเวลาเคอร์ฟิว พอคลายความวิตกกังวลให้กับคนไทยได้บ้าง

มาสด้า จึงขอเชิญชวนทุกคนร่วมแสดงน้ำใจได้ง่ายๆ เพียงแค่ดูแลรักษาสุขภาพตนเองและคนรอบข้างให้แข็งแรง ตอบรับนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อเพื่อชาติ” เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของทีมแพทย์และพยาบาล โดยมาสด้าเริ่มการสื่อสารกับลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อให้ทุกคนเกิดพลังแนวคิดเชิงบวกและสร้างสรรค์ผ่านแฮชแท็ก “StayDriven” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในวันที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไปแต่ความรู้สึกของเราไม่เคยเปลี่ยน และขอส่งกำลังใจให้กับคนไทยทุกคนก้าวผ่านพ้นวิกฤต COVID-19 ไปด้วยกัน

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากวิกฤตครั้งนี้เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์หลายมิติ มีหลายสิ่งเกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป หรือ New Normal อาทิเช่น มนุษย์เงินเดือนในหลายองค์กรต้อง Work From Home ได้เรียนรู้และสัมผัสกับการทำงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ห้างร้าน สถานประกอบการหลายประเภทต่างปิดให้บริการอย่างไม่มีกำหนด ทำให้สูญเสียรายได้ จึงต้องหันมาศึกษา เรียนรู้ และพัฒนา หาวิธีการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ และผันตัวเองมาเป็นร้านค้าออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะการกักตัวเองอยู่บ้านนานนับเดือนจึงทำให้ใครหลายๆ คน ค้นพบพรสวรรค์ของตัวเองจากการทดลองลงมือทำ และอาจต่อยอดไปสู่กิจการใหม่ๆ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว จากเหตุการณ์ข้างต้นเราจะพบว่าในทุกวิกฤติ ย่อมมีโอกาสใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ

เส้นทางธุรกิจของมาสด้าเองเคยเผชิญกับวิกฤติต่างๆ มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ด้วยความไม่ย่อท้อ ไม่ถอดใจ เชื่อมั่น และศรัทธาในตัวเอง จึงเป็นแรงขับช่วยให้เราข้ามผ่านวิกฤตมาถึงวันนี้ วันที่มาสด้าเดินทางมาเป็นเวลากว่า 100 ปี และวิกฤตในครั้งนี้ก็ไม่มีใครรู้ว่าเราจะต้องอยู่และใช้ชีวิตไปกับเจ้า COVID-19 ไปอีกนานแค่ไหน มาสด้าอยากชวนทุกคนได้ใช้โอกาสในการกักตัว รวมถึงการมีพื้นที่ส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นจากการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือ Social Distancing ให้คุ้มค่า และมีความสุข ด้วยการลองหากิจกรรม งานอดิเรกหรือการฝึกทักษะต่างๆ ระหว่างที่อยู่บ้าน หรือใช้เวลาไปกับการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง ผู้ประกอบการได้มีเวลาได้หยุดพักเพื่อคิด วางแผน เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตที่กำลังจะมาถึง นอกจากจะช่วยบรรเทาความเครียดได้แล้ว อาจจะเป็นการค้นพบทักษะใหม่ๆ ในตัวเองที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ต่อยอดไปสู่ช่องทางสร้างรายได้ใหม่ได้อีกด้วย

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ขอยืนหยัดอยู่เคียงข้างคนไทย ส่งต่อกำลังใจเพื่อให้ทุกคนผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน ในวันนี้หลายสิ่งหลายอย่างอาจปลี่ยนไป แต่สายใยระหว่างเราจะไม่เปลี่ยนแปลง มาสด้าขอเป็นพลังแรงขับให้ทุกคนก้าวข้ามความยากลำบากนี้ อย่าหยุดที่จะพัฒนา และสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น หลังวิกฤต COVID-19 จบสิ้น เราอาจจะมีประสบการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตเพิ่มขึ้น เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นให้ได้เล่าสู่กันฟังอย่างไม่รู้จบ

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ร่วมต้านภัยโควิด-19 ผลิตและมอบเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C ให้แก่โรงพยาบาล 4 แห่งในจังหวัดชลบุรี

0

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินโครงการ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ช่วยหมอ ต่อชีวิต สู้ภัยโควิด-19” อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสนับสนุนการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยล่าสุด มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ต่อยอดศักยภาพด้านการผลิตมาสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยได้ผลิตเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C และมอบให้แก่โรงพยาบาล 4 แห่งในจังหวัดชลบุรี เพื่อใช้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์

มร. โมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จังหวัดชลบุรีเปรียบเสมือนบ้านของเรา เพราะเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์การผลิตของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เราจึงได้ร่วมมือและให้การสนับสนุนแก่โรงพยาบาลในชุมชนของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19”

“พนักงานทุกคนที่ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ต่างมีส่วนร่วมในโครงการนี้ เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่ออื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C ที่พนักงานของเราพัฒนาขึ้นคืออีกหนึ่งความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อเราทุกคนต่างร่วมมือร่วมใจกัน ประเทศไทยจะสามารถคงอัตราของผู้ติดเชื้อให้อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และสามารถผ่านพ้นความท้าทายนี้ไปได้ในที่สุด” มร. ชกกิ กล่าวเพิ่มเติม

การพัฒนาเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C โดยพนักงานของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ถือเป็นการต่อยอดงานวิจัยที่ได้รับการรับรองในการนำเทคโนโลยี UV-C มาปรับใช้เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส โดยอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นนี้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสบนหน้ากากอนามัย N95 และ หน้ากากที่ใช้ในการผ่าตัดที่ใช้แล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถนำหน้ากากอนามัยเหล่านี้กลับไปใช้ซ้ำได้อย่างปลอดภัย และยังสามารถช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการขาดแคลนหน้ากากได้อีกด้วย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้ดำเนินการส่งมอบเครื่องอบฆ่าเชื้อ UV-C ให้แก่โรงพยาบาลทั้ง 4 แห่งดังต่อไปนี้

  1. โรงพยาบาลบางละมุง
  2. โรงพยาบาลแหลมฉบัง
  3. โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา
  4. โรงพยาบาลชลบุรี

โดยก่อนหน้านี้ โครงการ “มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ช่วยหมอ ต่อชีวิต สู้ภัยโควิด-19” ได้มอบความช่วยเหลือไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ด้วยการบริจาคเครื่องช่วยหายใจ ชุดป้องกันเชื้อโรค PPE รวมถึงหน้ากากอนามัย N95 ให้แก่โรงพยาบาล 6 แห่ง ใน 5 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ฟอร์ด คิดค้น “ขี้นกเทียม” เพื่อทดสอบการปกป้องสีรถ

0

เมื่อคุณได้นำรถออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก สิ่งที่คุณต้องกลับมาเจอคืออะไรบ้าง แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ “ขี้นกตกใส่” หลายคนอาจจะเชื่อว่าการถูกทิ้งระเบิดจากนกน้อยโดยบังเอิญนั้นถือเคล็ดเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่คงจะไม่ดีต่อสีรถสวยๆ ของคุณแน่ โชคดีที่รถฟอร์ดผ่านการทดสอบเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้เรียบร้อยแล้ว ด้วยตัวช่วยอย่าง “ขี้นกเทียม” สารสังเคราะห์ที่ทำขึ้นในห้องทดลองของฟอร์ดนั้นเสมือนจริงมากจนสามารถเลียนแบบสิ่งต่างๆ ที่นกนานาชนิดกินเข้าไป แล้วทำให้ออกมาเป็นกรดต่างๆ ปะปนในสารได้อย่างแนบเนียน

ชิ้นส่วนที่นำมาทดสอบด้วยการพ่นสเปรย์ ถูกนำไปอบในเตาอุณภูมิ 40, 50 และ 60 องศาเซลเซียส เพื่อเลียนแบบการนำรถไปจอดในที่ที่มีความร้อนสูง ทำให้สารป้องกันการกัดกร่อนสีรถถึงขีดจำกัด “การทดสอบขี้นก” เป็นแค่ขั้นตอนเดียวของการนำชิ้นส่วนที่มีการเคลือบสีมาทดสอบ นอกจากนี้ วิศวกรฟอร์ดยังใช้กรดฟอสเฟอริกผสมกับน้ำยาทำความสะอาด และเกสรดอกไม้สังเคราะห์พ่นลงบนชิ้นส่วนตัวถัง ก่อนจะทำไปอบในเตาที่ความร้อน 60 องศาเซลเซียส และ 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที การทดสอบนี้ใช้ป้องกันสสารล่องลอยในอากาศอย่างเกสรดอกไม้ และเศษไม้มียาง

ล้างรถในประเทศเขตร้อน

ยิ่งในประเทศเขตร้อน สีรถจะเสี่ยงต่อการเสียหายเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่เพียงแต่จะมีนกเยอะในทุกฤดู แต่สีรถยังสามารถปรับเปลี่ยนสถาพและซีดจางลงได้ ในกรณีที่จอดกลางแดดร้อนจัดตลอดเวลา พอเจอความเย็นก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในของสี อีกทั้งรวมถึงสิ่งปฏิกูลจากนก เกาะติดกับพื้นผิวตัวถัง หากทิ้งไว้อย่างนั้น จะกลายเป็นคราบถาวรที่จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกำจัดออก

ผู้เชี่ยวชาญได้ทดสอบว่า สารเคลือบที่ฟอร์ดใช้กับสีรถมีความสามารถสูงสุดในการต้านปฏิกิริยาจากสิ่งปนเปื้อนในอากาศและมีความคงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศในทุกรูปแบบ โดยการปรับสูตรสี เรซิน และสารเติมแต่งอื่นๆ ที่ใช้ในการทำสีและเคลือบรถ

 

วิทยาศาสตร์แห่งขี้นก

ขี้นกมักจะประกอบไปด้วยสีขาว และดำ แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่อุจจาระทั้งหมด ส่วนสีขาวนั้นคือกรดยูริก และสร้างขึ้นในทางเดินปัสสาวะของนก จึงเทียบได้กับปัสสาวะ ส่วนที่เป็นอุจจาระมาจากระบบทางเดินอาหาร และร่างกายของนกได้ปลดปล่อยของเสียทั้งสองในเวลาเดียวกันอย่างรวดเร็วมาก จนไม่มีเวลาให้ของเสียทั้งสองผสมกัน

การทดสอบสีรูปแบบอื่นๆ

ฟอร์ดยังใช้ตัวอย่างสีที่ใช้พ่นรถยังไปทดสอบบด้วยวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสงอัลตร้าไวโอเลตแบบมาราธอน ยาวนานถึง 6,000 ชั่วโมง (250 วัน) ในห้องฉายแสง เพื่อจำลองระยะเวลา 5 ปี ในที่ที่สว่างที่สุดในโลก เพื่อประเมินการกัดกร่อนจากแสงอาทิตย์ อีกทั้งยังนำไปแช่อุณหภูมิติดลบ ให้เผชิญกับคราบน้ำแข็งเกาะติดจากฤดูหนาวที่รุนแรงในห้องเกลือความชื้นสูง และทดลองด้วยคราบน้ำมันสำหรับกรณีที่เติมน้ำมันมากเกินไปจนล้นออกมา

วิธีล้างขี้นกจากรถของคุณ

การปล่อยให้ขี้นกเลอะรถอยู่อย่างนั้นไม่ใช่ความคิดที่ดี เจ้าของรถควรล้างรถเป็นประจำด้วยฟองน้ำและน้ำอุ่นที่ผสมสบู่ล้างรถค่ากรดเป็นกลาง และค่อยๆ ลบคราบที่ลบง่ายออกจากรถทันที การลงแว็กซ์ปีละ 2 ครั้งก็จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าสีรถจะฝ่าฟันสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โดยที่ยังเงาวับได้นานกว่าเดิม

“เมื่อเราได้เริ่มเอารถออกไปใช้กันแล้ว ย่อมต้องได้จอดทิ้งไว้กลางแจ้ง เป็นไปได้ที่นกจะทิ้งระเบิดใส่รถของเรามากกว่าปกติ ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าล้างคราบขี้นกออกไปก่อนที่แดดจะทำให้ล้างไม่ออก แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคสามารถวางใจได้ว่าการทดสอบต่างๆ ของฟอร์ด ทำให้มั่นใจได้ว่าสีรถได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด” มร. อังเดร ธีริก ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมสีรถยนต์ ฟอร์ด ยุโรป กล่าว

นิสสัน ประกาศกลับมาเดินสายการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย

0

นิสสัน ประกาศจะกลับมาเริ่มสายการผลิตของโรงงานที่ 2  ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 โดยสายการผลิตของโรงงานที่ 1 จะยังคงเปิดดำเนินการตามปกติต่อไป พร้อมกับการปรับแผนการผลิตอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสายการผลิตเครื่องยนต์ และสายการผลิตชิ้นส่วนปั๊มขึ้นรูป

ตามที่รัฐบาลขยายระยะเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ และเตรียมการเปิดประเทศโดยกำหนดมาตรการผ่อนคลายต่าง ๆ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19   รัฐบาลได้แนะนำให้ผู้ประกอบการธุรกิจพิจารณาความเป็นไปได้ในการจำกัดจำนวนพนักงานในสถานที่ทำงานตามความเหมาะสมของการควมคุมโรค

นิสสันปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และคำแนะนำจากภาครัฐ และกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องดูแลสุขภาพของพนักงาน ลูกค้า และสังคม รวมถึงการจำกัดจำนวนพนักงานที่จะกลับเข้ามาปฏิบัติงานที่สำนักงานทุกพื้นที่ และกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย และเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของพนักงานในสถานที่ทำงาน

“เราตั้งใจจะให้การดำเนินธุรกิจกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้ได้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงาน และครอบครัว ตลอดจนสังคม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถาณการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19” ราเมช นาราสิมัน ประธานบริษัท นิสสัน ประเทศไทย กล่าว

ที่ผ่านมา บริษัทฯ ให้พนักงานส่วนสำนักงานทำงานจากที่บ้านเพื่อควบคุมการระบาด และผลกระทบจากไวรัส  ทั้งนี้ นิสสันมีจำนวนรถยนต์ในสต็อกเพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในประเทศไทย และศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศยังคงเปิดทำการเพื่อมอบการบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า อีกทั้งยังมีมาตรการดูแลสภาพแวดล้อมภายในศูนย์บริการให้สะอาด และปลอดจากเชื้อ เพื่อปกป้องสุขภาพและสุขภาวะของพนักงานและลูกค้าทุกท่าน

 บริษัทฯ ยังได้เปิดตัวโครงการ “Care For You แทนความห่วงใยจากนิสสัน” เพื่อช่วยเหลือและสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

มาตรการเพื่อช่วยเหลือ และอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้านิสสันปัจจุบัน และลูกค้ารายใหม่ ภายใต้โครงการ “Care For You แทนความห่วงใยจากนิสสัน” ได้แก่ ทางเลือกใหม่ในการทดลองขับ บริการตรวจเช็คระยะนอกสถานที่และบริการรับรถที่บ้านลูกค้า รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษ ณ โชว์รูมและศูนย์บริการนิสสัน ทั่วประเทศ

พร้อมกันนี้ นิสสันยังได้ดำเนินการมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ศูนย์บริการนิสสันทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความสะอาดภายในศูนย์บริการ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อทำความสะอาดทุก ๆ 30 นาที ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานผู้ปฏิบัติงานและลูกค้าที่เข้ารับบริการทุกคน พนักงานทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน การติดตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือสำหรับให้บริการลูกค้าอย่างเพียงพอ รวมไปถึงใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดรถยนต์บริเวณจุดสัมผัส เช่น พวงมาลัย เกียร์ เบาะ ที่จับประตู และคอนโซลหน้า เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง

ความปลอดภัยของพนักงาน คู่ค้ารวมถึงลูกค้าทุกท่านเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด และบริษัทฯ จะปฏิบัติตามคำแนะนำและมาตรการจากภาครัฐอย่างดีที่สุด

ฟิล์มกรองแสง คาร์ดินอล ผนึก รายการ “GUESS MY AGE รู้หน้า ไม่รู้วัย” มอบเงินช่วยเหลือให้ผู้เดือดร้อนจาก โควิด-19

0

บริษัท อินนิแฟตโต้ จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์ภายใต้แบรนด์ “คาร์ดินอล” จาก ประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมเคียงข้างคนไทย ร่วมฝ่าวิกฤตของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโลน่า 2019  ด้วยการสนับสนุนรายการ “GUESS MY AGE รู้หน้า ไม่รู้วัย” และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟิล์มคาร์ดินอล #ไทยช่วยไทย #คุณรอดเรารอด ซึ่งบริษัทตั้งใจจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ของบุคคลสู้ชีวิตที่ร่วมรายการ เพื่อจุดประกาย ให้เป็นกำลังใจส่งต่อ พี่น้องชาวไทยหลายหลากหลายอาชีพที่ได้รับผล กระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และ ฝ่าฟันอุปสรรคและความยากลำบาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของสภาวะวิกฤติ Covid-19 ครั้งนี้

ดังนั้นฟิล์มกรองแสง “คาร์ดินอล”  จึงสนับสนุนเงินรางวัล ในรายการฯ  ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเดือดร้อนสมัครเข้าร่วมรายการเพื่อทายอายุของ “ปรัศนี ปริศนา” หากผู้ร่วมรายการทายถูกรับเงินรางวัล สนับสนุนจาก ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ภายใต้แบรนด์  “คาร์ดินอล” มูลค่าสูงสุด 5,000 บาท  หรือ หากทายผิดยังได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 3,000 บาท 

พร้อมด้วย อุปกรณ์ป้องกัน เฟสชิว ที่ติดฟิล์มเซรามิกของคาร์ดินอล และ หน้ากาก อนามัยแบบผ้า  ซึ่งอุปกรณ์ที่มีความสำคัญ   ในการป้องกัน และยังเป็นการลดความเสี่ยงด้วยเชื้อไวรัส โควิด-19 ได้ด้วย

“วันนี้ทุกคนทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งกำลังส่งผลกระทบและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้านอย่างรวดเร็ว ฟิล์มกรองแสง คาร์ดินอล เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมสนับสนุนครั้งนี้ จะช่วยให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันยากลำบาก และท้าทายนี้ไปได้ เพราะเราเชื่อว่าการช่วยเหลือกันและกันของคนไทยจะช่วยให้เราและประเทศผ่านอุปสรรค์ครั้งนี้ไปได้ ถ้าประเทศไทย คนไทยไม่รอด เราก็อยู่ไม่ได้”

 

สำหรับ “GUESS MY AGE รู้หน้า ไม่รู้วัย”  ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7  ระหว่างวันพุธ-ศุกร์  เวลา 18.00 น.