Home Blog Page 45

“NEW GWM TANK 300 DIESEL” สร้างปรากฏการณ์! ผ่าน 3 บทพิสูจน์ความสำเร็จ ยอดขายเติบโต เปิดเวทีส่งออก และขับเคลื่นชุมชนผู้ใช้ที่แข็งแกร่ง

0
GWM (Thailand) 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุดความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้รับเสียงชื่นชมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงเพราะเป็นรถที่ลุยนอกเมือง เดินทางท่องเที่ยวได้ แต่ยังตอบโจทย์ชีวิตประจำวันบนถนนไทย ตั้งแต่ซอยแคบ ฝนหนัก น้ำท่วม ไปจนถึงลานจอดในห้างสรรพสินค้า นำมาสู่ 3 บทพิสูจน์ที่ชี้ชัดความสำเร็จ ได้แก่ 1.) ยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง 2.) เดินหน้าผลิตเพื่อส่งออก ศักยภาพการผลิตในประเทศไทยในมาตรฐานสากลที่ส่งออกแล้วทั่วโลก และ 3.) ชุมชนผู้ใช้จริงหรือ TANKER CLUB ที่แข็งแกร่ง การันตีด้วยเสียงจริงจากผู้ใช้งานจริง จนกลายเป็นรถออฟโรดทรง Boxy ที่ครองใจผู้ใช้ชาวไทยอย่างแท้จริง

GWM (Thailand) 2

3 บทพิสูจน์ที่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ในไทย

GWM (Thailand) 3

  • บทพิสูจน์ที่ 1 ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง: ความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ไม่ได้เกิดจากกระแสชั่วคราว แต่จากการใช้งานจริงที่ตอบโจทย์ความชื่นชอบและการใช้งานจริงของคนไทย ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4T เจนเนอเรชันล่าสุดที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ การใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากมาย ประกอบกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร และราคาที่จับต้องได้ คุ้มค่าคุ้มราคากับสิ่งที่ได้รับ สื่งสำคัญที่สุดคือการมาพร้อมกับการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กิโลเมตร (หรือ 8 ปี) สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างยอดเยี่ยม โดยตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจวบจนถึงปัจจุบัน GWM (Thailand) ได้ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ไปแล้วเกือบ 6,000 คัน และล่าสุดขึ้นแท่นอันดับ 2 ในกลุ่ม PPV ในประเทศไทย 6 เดือนติดต่อกัน (พฤษภาคม – กันยายน 2568) และสามารถครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่ม C-SUV ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 และยังคงรักษาความร้อนแรงได้จวบจนถึงสิ้นเดือนกันยายนอีกด้วย

GWM (Thailand) 4

  • บทพิสูจน์ที่ 2 ผลิตในไทย ส่งออกไปจริง: GWM (Thailand) เริ่มทำการส่งออก GWM TANK 300 ตั้งแต่ปี 2567 โดยเริ่มประเดิมส่งออก GWM TANK 300 HEV สู่ประเทศอินโดนีเซีย และขยายตลาดสู่ประเทศ ภูฏาน แอนติกา จาเมกา เซนต์ลูเซีย และบาร์เบโดส และในปี 2568 ได้เริ่มส่งออก NEW GWM TANK 300 DIESEL ไปยังประเทศอินโดนีเซีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ GWM ในการผลักดันให้โรงงานอัจฉริยะที่จังหวัดระยอง เป็นฐานการส่งออกที่สำคัญของ GWM ไปยังทั่วโลก ยืนยันศักยภาพในการผลิต และคุณภาพฝีมือแรงงานไทยของสายการผลิตในประเทศไทย เน้นย้ำมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพไว้ครบถ้วน พร้อมกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดที่ได้มาตรฐานสากล โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้ส่งออกไปแล้วเกือบ 500 คัน

GWM (Thailand) 5

  • บทพิสูจน์ที่ 3 การรันตีคุณภาพจากผู้ใช้งานจริง ผ่าน TANKER CLULB คอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และคุณภาพบริการหลังการขายที่ผู้ใช้ไว้วางใจ: NEW GWM TANK 300 DIESEL ได้รับการพัฒนามาจากเสียงของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่ง GWM ได้มีการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพถนนเมืองไทยและพฤติกรรมการขับขี่ของคนไทย รถยนต์คันนี้จึงไม่เพียงโดดเด่นด้านดีไซน์ สมรรถนะ และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย แต่ยังเป็นรถยนต์ที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งที่รักและมั่นใจในคุณภาพและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการใช้งาน นอกจากนี้ ยังมี TANKER CLUB ชุมชนผู้ใช้งานจริงที่แข็งแกร่ง สร้างมิตรภาพที่เหนียวแน่นผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยขน์สู่ GWM โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนางานบริการหลังการขายที่ GWM ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพื่อมอบการบริการที่รวดเร็ว ฉับไว โปร่งใส และใส่ใจ สู่การบอกต่อประสบการณ์ดี ๆ ของผู้ใช้จริงต่อบุคคลรอบข้าง สร้างผลลัพธ์เชิงบวกและการเติบโตของยอดขาย ในวงกว้าง ตอกย้ำความไว้วางใจที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง

GWM (Thailand) 6

เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ในทุกก้าวของความสำเร็จของ NEW GWM TANK 300 DIESEL เราเห็นชัดว่าพลังสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือสมรรถนะของรถ แต่คือ ‘ความไว้วางใจของลูกค้า’ ที่เกิดจากการใช้งานจริงบนถนนไทย ต้องขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนรถรุ่นนี้เติบโตขึ้นจากยอดขายเพียงช่วงเปิดตัว สู่การเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่พบเห็นได้บ่อยในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างแท้จริง เสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้ใช้จริงใน TANKER CLUB คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่า GWM ไม่ได้แค่ขายรถ แต่กำลังสร้าง ‘ชุมชนของคนที่เชื่อในคุณภาพเดียวกันและมีจิตวิญญาณเดียวกัน’ และเราจะเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จนี้ให้ไกลขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการขยายตลาดส่งออกจากประเทศไทยไปยังประเทศใหม่ ๆ ทั่วโลก รวมถึงการเพิ่มระดับความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อก้าวสู่การเป็น “อันดับ 1 ด้านบริการหลังการขายของแบรนด์จากประเทศจีน” ผลักดันให้ NEW GWM TANK 300 DIESEL ประสบความสำเร็จในขั้นต่อไป เพื่อให้ GWM ขึ้นสู่การเป็น “แบรนด์จากประเทศจีนที่คนไทยไว้วางใจมากที่สุด” หรือ “The Most Trusted Chinese Brand in Thailand” อย่างแท้จริง”

GWM (Thailand) 7

 

 

“ฮอนด้า” ชวนลูกค้าขับรถยนต์ e:HEV คู่ใจ ร่วมกิจกรรม “e:HEV Drive ดั่งใจ” ล่องใต้ไปนครศรีธรรมราชและแอ่วเหนือไปเมืองน่าน สัมผัสเสน่ห์แห่งธรรมชาติ พิสูจน์สมรรถนะขับขี่เร้าใจ ประหยัดน้ำมันเหนือชั้น

0
ฮอนด้า 1

ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ปลุกความเร้าใจ ไปได้สุดกว่าที่คิด ชวนครอบครัวฮอนด้าสัมผัสประสบการณ์ Honda e:HEV – The EXCITING Hybrid กับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ “e:HEV Drive ดั่งใจ” ชวนผู้ใช้รถยนต์ฟูลไฮบริด Honda e:HEV ทั้ง 6 รุ่น ได้แก่ City e:HEV, City Hatchback e:HEV, Civic e:HEV, HR-V e:HEV, CR-V e:HEV และ Accord e:HEV ร่วมพิสูจน์ความเร้าใจทุกไดรฟ์สไตล์ มอบพลังความสนุกเร้าใจให้คุณ Drive ได้ดั่งใจ ทั้งล่องใต้ขับขี่เลียบทางโค้งริมทะเลอ่าวไทยที่นครศรีธรรมราช และแอ่วเหนือเมืองน่าน ลุยเส้นทางขึ้นเขาอันสลับซับซ้อน จะโค้งไหนก็เข้าโค้งได้มั่นใจ

ฮอนด้า 2

ทริปแรก ล่องใต้ไปที่นครศรีธรรมราช ร่วมสัมผัสเสน่ห์แห่งธรรมชาติที่หลากหลายและความงดงามของวิถีวัฒนธรรมตลอด 4 วัน 3 คืนแบบครบรส ผ่านการขับขี่ที่มอบทั้งความสนุกเร้าใจที่พลังเพียบแต่เงียบเกินคาดและประหยัดน้ำมัน ทำให้การเดินทางไกลเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบาย พร้อมความอุ่นใจในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING เปิดม่านการเดินทางให้ลูกค้าได้สัมผัสธรรมชาติ ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเยี่ยมชมความงดงามของเหล่าสัตว์ป่าและเรียนรู้วิถีธรรมชาติ จากนั้นมุ่งหน้าสู่ โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า สัมผัสความร่มรื่นบนสะพานไม้เคี่ยมที่ทอดตัวยาวเหนืออ่างเก็บน้ำ พร้อมเอนจอยไปกับการให้อาหารกวางอย่างสนุกสนาน

ฮอนด้า 3

ถึงเวลามุ่งสู่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมอันทรงเสน่ห์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพิธีห่มผ้าพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และเดินทางไปสักการะไอ้ไข่ ณ วัดเจดีย์ไอ้ไข่ เพื่อเสริมสิริมงคล จากนั้นเป็นการผ่อนคลาย สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ณ อุทยานแห่งชาติเขาหลวง รวมถึงได้สัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนพรหมโลก ที่เรียบง่ายและอบอุ่น ก่อนปิดท้ายค่ำคืนสุดท้ายกับกิจกรรม Thank You Party ร่วมรับประทานอาหารเย็น กิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมชมมินิคอนเสิร์ตเติมเต็มให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุขและความสนุกสนาน

ฮอนด้า 4

ฮอนด้า5

คุณสุรยุทธ์ โคบาล และ คุณศิริกัลยา ชัยแสงสุวิมล กล่าวด้วยความประทับใจว่า “ครั้งนี้เราตั้งใจเลือกทริปภาคใต้ เดินทางโดย ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบ็ก อี:เอชอีวี ซึ่งเป็นรถคันแรก พอมาจอยก็ยิ่งประทับใจ เพราะเส้นทางของภาคใต้ต้องเข้าโค้งเยอะ แถมฝนก็ตกตลอดทาง แต่รถฮอนด้าเข้าโค้งได้สมูทมาก ๆ ปลอดภัยตลอดทาง”

ฮอนด้า 6

คุณสุภาพร จูเจี่ย และ คุณสุริโย จูเจี่ย เจ้าของรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี อี:เอชอีวี กล่าวว่า “เป็นสาวกฮอนด้ามาตั้งแต่รุ่นเก่า ๆ แต่พอได้เปลี่ยนมาใช้คันปัจจุบัน รู้สึกได้ว่าฮอนด้าพัฒนาไปไกลมาก โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ทั้งแรง สมูท ทำให้เราขับสบาย แถมช่วยเซฟค่าน้ำมันขึ้นเยอะ ครั้งนี้ถือเป็นการมาทริปกับฮอนด้าครั้งแรก ซึ่งเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ที่ประทับใจที่สุด ทั้งเรื่องอาหารอร่อย ที่พักสะดวกสบาย และความใส่ใจจากทีมงาน”

ฮอนด้า 7

สานต่อความสนุกสู่ภาคเหนือ สัมผัสมนต์เสน่ห์เมืองเก่าของจังหวัดน่าน ตลอด 4 วัน 3 คืน พร้อมพิสูจน์สมรรถนะ
บนเส้นทางที่ท้าความสูงชัน ให้ระบบฟูลไฮบริด e:HEV ได้แสดงศักยภาพที่เร่งเมื่อไหร่ฟีลสนุกมาเต็ม พร้อมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อน มอบการตอบสนองที่ฉับไวในทุกจังหวะการไต่ขึ้นเขา เริ่มต้นแวะเยือนความงดงามทางสถาปัตยกรรมล้านนาแบบผสมผสานที่ วัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรี จังหวัดแพร่ และเริ่มวันใหม่ตรวจเช็คความพร้อมของรถที่ศูนย์บริการฮอนด้าจังหวัดน่านก่อนจะขับรถคู่ใจขึ้นไปสูดอากาศบริสุทธิ์เพื่อเช็คอินถ่ายภาพสุดเก๋ ณ ถนนหมายเลข 3 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความงดงามของขุนเขา จากนั้น มุ่งหน้าสู่ โรงเรียนบ้านสะปัน เพื่อร่วมบริจาคสิ่งของและแบ่งปันความสุขกลับคืนสู่ชุมชน และเริ่มต้นวันใหม่ ที่ โกโก้ วัลเล่ย์ (Cocoa Valley) เพลิดเพลินกับกิจกรรมเวิร์กชอปช็อกโกแลต ลิ้มลองรสชาติอันเข้มข้นของผลโกโก้สไตล์คนไทย จากนั้น ร่วมสัมผัสวัฒนธรรมล้านนาด้วยการสักการะโบราณสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่าน ณ วัดพระธาตุแช่แห้ง และชมวิจิตรการฝาผนังอันลือชื่อ กระซิบรักบันลือโลก ณ วัดภูมินทร์ ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองน่าน พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตยามค่ำคืนที่ถนนคนเดิน กาดข่วงเมืองน่าน การออกเดินทางครั้งนี้ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Thank You Party และดินเนอร์ในธีมมาเหนือ เพื่อสะท้อนถึงเสน่ห์วัฒณธรรมอันสวยงามของเมืองน่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฮอนด้า 9

 

คุณวาสนา ธรรมจินดา และ คุณศรัณย์ ศรีสุรัตน์กุนทร เจ้าของรถยนต์ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี กล่าวว่า
“พวกเรามาร่วมทริปครั้งแรกกับฮอนด้า ได้สัมผัสกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการขับขี่ และการบริจาคของที่โรงเรียนบ้านสะปัน บอกเลยว่า การเดินทางด้วยรถยนต์คันนี้ ทั้งแรง นั่งสบาย ขนของได้เยอะ อเนกประสงค์สุด ๆ และได้เจอกับเพื่อนที่ขับรถฮอนด้าเหมือนกัน พวกเราประทับใจทริปนี้”

ฮอนด้า 10

คุณมณีกุล บุญเทศ และ คุณวริทธิ์ธนนท์ ธรรมาภิรมย์ เจ้าของรถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี กล่าวว่า “ทราบข่าวสารกิจกรรมนี้จากคลื่นกรีนเวฟครับ ต้องบอกว่าเป็นทริปที่เซอร์ไพรส์มาก ทั้งกิจกรรมดี สนุก อาหารอร่อยทุกมื้อ ประทับใจทุกแลนด์มาร์กที่ฮอนด้าพาเที่ยว แถมยังได้ทดสอบสมรรถนะของรถ e:HEV อย่างเต็มที่ ทั้งขึ้นเขา ลงเขา ขับสนุกเหนือคคาด ไม่คิดว่าเส้นทางจะมีโค้งเยอะขนาดนี้ แต่รถก็เอาอยู่หมดและประหยัดมาก ๆ นอกจากนี้ ทุกคนในทริปยังน่ารักมีน้ำใจ แจ่มใส ขอขอบคุณฮอนด้า อยากให้จัดกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ให้กับลูกค้าต่อไป”

ฮอนด้า 11

และถ้าใครอยากสัมผัสความประทับใจแบบนี้ในทุก ๆ วัน ฮอนด้าชวนคุณมาเป็นเจ้าของ e:HEV ทั้ง 6 รุ่นง่าย ๆ ด้วย แคมเปญพิเศษส่งท้ายปี Honda Pro OH! MY GOOOOOD PLUS+ โปรใหม่ จัดใหญ่เต็ม MAX พร้อมสิทธิพิเศษมูลค่าสูงสุด 85,000 บาท ยกขบวนความคุ้มแบบ พลัส พลัส สำหรับรถฮอนด้าทุกรุ่น ตั้งแต่ 1 ต.ค. – 11 ธ.ค. 2568 สามารถเยี่ยมชมและสัมผัสไลน์อัปรถยนต์ xEV ที่หลากหลายได้ที่งาน Motor Expo 2025 ณ บูทฮอนด้า (A08) ระหว่างวันที่29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2568 จัดเต็มข้อเสนอฟีลกู้ดทั้งในงานและที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง (Honda Call Center) โทร. 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดที่ https://www.honda.co.th/promotions อัปเดตทุกข่าวสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมล่าสุด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวได้ที่

  • เว็บไซต์: honda.co.th
  • Facebook Official Account: Honda Thailand
  • LINE Official Account: @honda-thailand

 

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สร้างมาตรฐานใหม่ในทุกการเดินทาง เปิดตัวที่สุดแห่งมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT

0
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 1

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ทางไกลบนสองล้อ ด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ตัวท็อปรุ่นใหม่ของตระกูล RT ที่สร้างมาตรฐานใหม่ด้วยนวัตกรรมรอบด้าน ทั้งระบบช่วงล่างที่พัฒนาขึ้นใหม่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่อันชาญฉลาด และรูปลักษณ์ใหม่ที่ให้ความรู้สึกปราดเปรียว แต่ยังคงปกป้อง ผู้ขับขี่จากสภาพแวดล้อมได้ยอดเยี่ยม ทั้งหมดนี้ผสมผสานกันเพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นในทุกมิติ ให้ความสะดวกสบายกับทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับความแม่นยำในการควบคุมตลอดทุกห้วงเวลาบนท้องถนน

“การขับขี่ทางไกลเป็นโจทย์ที่ทดสอบความสามารถของมอเตอร์ไซค์ทุกคันได้ดีที่สุด และเราเชื่อว่าบีเอ็มดับเบิลยู
R 1300 RT ใหม่ พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางของคุณสำหรับทุกบททดสอบบนเส้นทางที่คุณเลือก รุ่นล่าสุดในตระกูล RT ของเรา พร้อมให้นักบิดทุกคนได้สัมผัสกับที่สุดของคุณภาพและความล้ำสมัยจากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในแทบทุกด้าน นับตั้งแต่ความสบายขณะเดินทาง การปกป้องผู้ขับขี่จากสภาพแวดล้อมภายนอก สมรรถนะเพื่อการขับขี่ที่ราบรื่น ไปจนถึงงานออกแบบที่สง่างาม” มร. สเวน เยิร์ก ริทเทอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย กล่าว

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ (Impulse) ราคา: 1,439,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 2

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ (Option 719 Camargue)
ราคา: 1,569,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด 3

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ พัฒนาขึ้นเพื่อมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ทางไกลในสไตล์ทัวริ่งพันธุ์แท้ พร้อมโลดแล่นไปกับคุณด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่เพรียวลมกว่า RT รุ่นใหญ่คันอื่นๆ เพื่อให้คล่องตัวและง่ายต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

 

แชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยมีหัวใจสำคัญเป็นเฟรมหลักของตัวถังที่ทำจากเหล็กกล้า ทั้งมีขนาดกะทัดรัดกว่าและแข็งแกร่งกว่า RT รุ่นก่อน เมื่อนำตัวถังนี้ไปจับคู่กับเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนทั้งหมดที่พัฒนาขึ้นให้มีขนาดเล็กลงเช่นกัน จึงทำให้ R 1300 RT ใหม่ มีจุดศูนย์ถ่วงที่พอดีกับรูปทรงของ
ตัวรถมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ควบคุมรถได้แม่นยำและมั่นคงกว่าเดิม ส่วนแผงบังลมด้านข้างตัวรถสามารถปรับองศาการทำมุมได้ เพื่อเลือกระหว่างความเย็นสบายจากกระแสลมที่ไหลผ่านตัว หรือกางออกเพื่อเบนกระแสลมและหยดฝนให้ออกห่างผู้ขับขี่ ขณะที่แผงบังเครื่องยนต์ด้านข้างช่วยปกป้องส่วนรองเท้าและข้อเท้าให้ไม่โดนน้ำ แม้จะต้องออกเดินทางกลางฝน

 

ทั้งแฮนด์รถ ที่วางเท้า และเบาะนั่งของบีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ ผ่านการปรับแต่งและวางตำแหน่งให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่ โดยขยับตัวผู้ขับมาทางส่วนหน้ารถมากขึ้นกว่าใน RT รุ่นก่อนๆ เพื่อให้ส่วนหน้ารถตอบสนองต่อทุกการควบคุมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสริมให้ตัวรถคล่องแคล่วกว่าในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง โดยที่ยังคงความแม่นยำและนุ่มนวลไว้เช่นเคยสำหรับวันสบายๆ ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระในรุ่นนี้ มีเคสเก็บของขนาด 27 ลิตรสองชิ้นติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยแต่ละเคสสามารถปรับขยายพื้นที่ภายในให้มีความจุได้สูงสุด 33 นิ้ว ซึ่งจะทำให้ตัวรถกว้างขึ้นเล็กน้อย ส่วนท็อปเคสด้านบน มีมาให้สองใบเช่นกันที่ความจุ 39 และ 54 ลิตร ขณะที่รุ่นพิเศษ Option 719 Camargue มีท็อปเคสขนาดใหญ่พร้อมพนักพิงติดระบบทำความร้อนเพิ่มมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอีกด้วย

 

 

ตัวถังที่ออกแบบใหม่ พร้อมด้วยคุณสมบัติครบครันทั้งหมดนี้ ติดตั้งอยู่บนระบบช่วงล่างที่ใช้เทคโนโลยี Dynamic Chassis Adaption (DCA) ซึ่งใช้ระบบไฟฟ้าปรับความแข็งของสปริงและระบบกันกระเทือน ทั้งยังปรับตั้งค่าตัวรถให้
ทำมุมเอียงกับพื้นได้สองโหมด โดยโหมดมาตรฐานจะตั้งค่ามาให้แผงคอของตัวรถขนานไปกับพื้นถนน เพื่อเสริมความนุ่มนวลและมั่นคงในการขับขี่ ส่วนโหมดที่สองจะตั้งค่าให้ตัวรถยกสูงขึ้น โดยช่วงท้ายรถจะยกขึ้นสูงกว่าส่วนหน้า พร้อมด้วยสปริงและระบบกันกระเทือนที่ปรับให้แข็งกว่าโหมดแรก ซึ่งทำให้ตัวรถตอบสนองกับการควบคุมได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น

 

ด้านหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ มีชุดไฟหน้า LED ที่ส่องสว่างเพื่อเสริมความปลอดภัยในทุกเส้นทาง พร้อมด้วยแพ็คเกจ Headlight Pro ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับตลาดไทย เพิ่มความสามารถในการปรับองศาของไฟหน้าให้ก้มหรือเงยตามมุมกดของตัวถังรถ จึงช่วยให้ไฟหน้ารักษาระยะทางการส่องสว่างให้สูงสุดในทุกสถานการณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นขณะเร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว หรือการปรับองศาตัวรถผ่านระบบช่วงล่าง DCA

 

นอกจากตัวถังที่ออกแบบใหม่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ยังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่เช่นกัน โดยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ 4 จังหวะ ขนาด 1,300cc รุ่นนี้นับเป็นเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ที่ทรงพลังที่สุดจากสายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู ให้พละกำลังสูงสุดที่ 107 กิโลวัตต์ / 145 แรงม้า ที่แรงบิด 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 149 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ตัวนี้ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ 6 สปีดและคลัทช์แบบเปียกที่มีฟังก์ชันป้องกันล้อหลังล็อกมาในตัว แต่ยังขับง่ายด้วยระบบ Shift Assistant Pro ที่ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ช่วยให้เปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องใช้งานคลัทช์ ส่วนในรุ่นพิเศษ Option 719 Camargue เสริมความสะดวกไปอีกขั้นด้วยระบบ Automatic Shift Assistant (ASA) ที่ควบคุมทั้งคลัทช์และเกียร์แบบอัตโนมัติในทุกขั้นตอน

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ ติดตั้งแพ็คเกจ Riding Modes Pro มาให้เป็นมาตรฐาน จึงมีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 โหมด เริ่มจากโหมด “Rain” และ “Road” ที่ปรับการทำงานของตัวรถให้เข้ากับสภาพถนนและอากาศในขณะนั้น โหมด “Eco” ที่นำเทคโนโลยี BMW ShiftCam มาช่วยเค้นประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ให้เดินทางต่อไปได้ไกลที่สุดด้วยน้ำมันเพียงถังเดียว และโหมด “Dynamic” และ “Dynamic Pro” ที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานคู่กับช่วงล่างเทคโนโลยี Dynamic Chassis Adaption (DCA) สามารถปรับความสูงของตัวรถ ความแข็งของสปริง และระบบกันสะเทือน เพื่อความคล่องตัวสูงสุดขณะขับขี่

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ รับรองความนุ่มนวลและปลอดภัยบนท้องถนนด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Dynamic Cruise Control (DCC) พร้อมฟังก์ชันช่วยเบรก ระบบ Active Cruise Control (ACC) ที่สามารถกำหนดระยะห่างจากรถคันหน้าได้ ระบบเตือนการชนด้านหน้า Front Collision Warning (FCW) และระบบช่วยการมองด้านข้าง Side View Assist (SVA) ที่ใช้เรดาร์ตรวจจับสิ่งกีดขวางทั้งด้านหน้าและด้านหลังรถ ฟังก์ชันทั้งหมดนี้ พร้อมด้วยระบบนำทางและการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อื่นๆ สามารถเรียกใช้งานได้ผ่านหน้าจอ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ ติดตั้งชุดเครื่องเสียง Audio System ที่ให้ความเพลิดเพลินตลอดการเดินทางด้วยชุดลำโพงทิ่ติดตั้งมาในตัว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารของผู้ขับขี่ด้วยเช่นกัน ส่วนรุ่นพิเศษ Option 719 Camargue ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงไปอีกขั้นด้วยชุดเครื่องเสียงจากแพ็คเกจ Audio Pro ด้วยชุดลำโพงคุณภาพสูงที่สามารถควบคุมเสียงเบสและเทรเบิลแยกจากกันได้ สามารถเซฟการตั้งค่าเสียงเป็นโปรไฟล์ได้ และมีฟังก์ชัน Dynamic Volume Control ที่ปรับระดับเสียงเพลงแบบอัตโนมัติตามความจำเป็นในแต่ละสถานการณ์

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ พร้อมให้นักบิดทั่วไทยเป็นเจ้าของได้ในสองรุ่นย่อย ได้แก่รุ่น Impulse กับลุคโฉบเฉี่ยวสะดุดตาในสีน้ำเงิน Racing Blue metallic และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว และรุ่นพิเศษ Option 719 Camargue ที่สง่างามไปอีกระดับในสีน้ำเงินอมเขียว Blue Ridge Mountain metallic ชุดแต่ง Option 719 Shadow Milled Parts ล้อแบบสปอร์ตในขนาดเดียวกัน ระบบช่วยเปลี่ยนเกียร์ Automated Shift Assistant (ASA) ชุดเครื่องเสียงแบบอัปเกรด Audio Pro ไฟหน้า LED พิเศษเพิ่มอีกหนึ่งดวง และท็อปเคสขนาดใหญ่อีกหนึ่งใบ

 

ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบีเอ็มดับเบิลยู R 1300 RT ใหม่ และมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อ
ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เฉลยที่มาของเลขลับ 3333333333 กับแคมเปญ “The 333 Offer” ข้อเสนอพิเศษแห่งปีพร้อมความคุ้มค่าแบบ 3-3-3 ในงาน Motor Expo 2025

0
เมอร์เซเดส-เบนซ์ 1

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยหลายคนอาจเห็นตัวเลข “333” ที่ปรากฏอยู่บนโซเชียลมีเดีย และสื่อนอกบ้านแบบ Digital Out of Home (DOOH) ที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมาในรูปแบบของโฆษณาที่เนื้อหาทั้งหมดขึ้นเป็นเลข 3333333333 ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหัวข้อและรายละเอียดต่างๆ จนอาจเกิดข้อสงสัยมากมายว่าเลข 3 ที่ว่านี้ สื่อถึงอะไร แต่ชิ้นงานโฆษณาดังกล่าวก็ยังมีจุดสังเกตที่พอให้ผู้คนเดาออกว่าสิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ คือภาพของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำนวน 3 รุ่น

เมอร์เซเดส-เบนซ์  2

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จึงต้องการเฉลยที่มาของตัวเลขดังกล่าว ที่ไม่ได้สื่อถึง 333 ที่เป็นตัวเลขเทวดาหรือ Angel Numbers และไม่ได้มาจากข้อผิดพลาดของการสื่อสาร แต่เป็นแคมเปญโปรโมชั่นทางการตลาดที่มีแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ Business Saloon ยอดนิยมของแบรนด์อย่างรุ่น “E-Class” โดยหากลองกลับตัวอักษร “E” ก็จะกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คล้ายกับเลข “3” ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อเสนอสุดพิเศษของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่คิดมาเพื่อลูกค้าที่สนใจเข้าไปดูรถในงานจัดแสดงรถยนต์ประจำปีอย่างงาน “มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42” หรือ Motor Expo 2025

เมอร์เซเดส-เบนซ์  4

ตัวเลข 333 จึงกลายเป็นแคมเปญโปรโมชั่นล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีชื่อว่า “The 333 Offer”
รับกระแสงาน Motor Expo 2025 ด้วยข้อเสนอแห่งปีสำหรับยนตรกรรมปลั๊กอินไฮบริดทั้ง 3 รุ่น
นำโดย E 350 e AMG Dynamic, GLC 350 e 4MATIC AMG Dynamic และ C 350 e AMG Dynamic ที่จะมอบความคุ้มค่าแบบ 3-3-3 ประกอบไปด้วยข้อเสนอการผ่อนเริ่มต้นเพียง 33,000 ต่อเดือน* โปรแกรม MBSP Easy Care ฟรี 3 ปี* และส่วนลดพิเศษ 3% On-Top* นอกจากนี้ทุกคนจะได้พบกับโมเดลสุดพิเศษ 3 รุ่นที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น The new CLA, G 450 d STRONGER THAN THE 1980s และ GLA 200 Night Edition เป็นครั้งแรกในงาน Motor Expo 2025 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ บูธหมายเลข “A02” อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี

นอกจากข้อเสนอแห่งปี “The 333 Offer” ของรถยนต์ทั้ง 3 รุ่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้มอบข้อเสนอพิเศษให้กับรถยนต์อีกหลายรุ่น โดยสามารถติดตามรายละเอียดได้ ที่นี่

เมอร์เซเดส-เบนซ์  4

และสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกรุ่น ในงาน จะได้รับกล้อง Mercedes-Benz Drive Recorder 360° มูลค่า 16,500 บาท* และของสมนาคุณสุดพิเศษ Tumbler Limited Edition ที่ออกแบบโดยศิลปินรุ่นใหม่ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ “Jeff Aphisit” “Bomfha” และ  “MR.HALFMAN”

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เฉพาะรุ่นและสีรถที่ร่วมรายการ​

สามารถรับข้อเสนอพิเศษเดียวกันกับงาน Motor Expo 2025 ได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 31 แห่ง ทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือโทร 1250 และติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที” รุ่นเริ่มต้น ชูคอนเซปต์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” จัดเต็มฟังก์ชัน คุ้มค่าเกินคลาส ในราคา 1,139,000 บาท

0
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 1

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที” รถอเนกประสงค์รุ่นเริ่มต้น ในราคา 1,139,000 บาท พร้อมชูคอนเซปต์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพรถยนต์ที่มีฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ตอกย้ำความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เรือธงที่ครองความนิยมในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยยอดขายที่ผ่านมากว่า 200,000 คัน มอบความคุ้มให้เกินคลาส ด้วยฟังก์ชันครบครัน ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่แรงและประหยัด ระบบความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง รวมถึงฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่คุ้มค่าเกินระดับอย่างแท้จริง

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 2

มร. เรียวอิจิ อินาบะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เรายังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับเสียงของลูกค้า ตั้งใจพัฒนาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งในด้าน “คุณค่า” และ “สไตล์” ในการเลือกสิ่งที่สะท้อนตัวตน ความคุ้มค่า ทั้งการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน และภาพลักษณ์ ด้วยฟังก์ชันที่ครบครัน สมรรถนะดีเยี่ยม และความสะดวกสบายสูงสุดในรถระดับเดียวกัน มาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย และดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มุ่งมั่นมอบความมั่นใจ และความสบายใจในทุกการเดินทาง

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 3

นอกจากการพัฒนารถให้ตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยเพิ่มมากขึ้นในทุกมิติแล้ว เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้อย่างไร้ความกังวล บริการหลังการขายจากศูนย์บริการของผู้จำหน่ายที่มีศักยภาพพร้อมให้บริการหลังการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมด้วยเครือข่ายผู้จำหน่ายเกือบ 200 แห่งทั่วประเทศ” มร.อินาบะ กล่าวเพิ่ม

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 4

หัวใจสำคัญของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที คือสมรรถนะเหนือคลาสด้วย ขุมพลังเครื่องยนต์ไฮเปอร์ พาวเวอร์ (Hyper Power) ดีเซลเทอร์โบ 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และประหยัดน้ำมันถึง 15.2 กม./ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker) แรงเต็มทุกจังหวะการขับขี่ ให้ทุกเส้นทางของคุณเต็มไปด้วยความเร้าใจ ตอบสนองฉับไวทั้งช่วงออกตัวและเร่งแซง ขณะเดียวกันยังคงเอกลักษณ์ของช่วงล่างอันโดดเด่น เสถียรภาพการทรงตัวที่ดีเยี่ยม มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sport Mode สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรคการขับขี่ได้อย่างง่ายดาย

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 5

ดีไซน์ภายนอกถ่ายทอดบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์อันทรงพลังในทุกรายละเอียด โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์แบบรังผึ้ง สอดรับกับแผงกันชนหน้าและหลัง ด้วยเส้นสายที่คมชัด ให้ความรู้สึกปราดเปรียวแต่มั่นคง เพิ่มมิติความสปอร์ต โดดเด่น ด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว (ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบรถยนต์ในระดับเดียวกัน)

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 5

การตกแต่งภายในห้องโดยสารพิถีพิถัน ด้วยวัสดุสีดำตกแต่งสีเงิน และเปียโนแบล็ค อีกทั้งยังมอบความสบายระดับพรีเมียม ด้วยเบาะหนังพร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ด้านคนขับ รองรับสรีระได้อย่างกระชับ และผ่อนคลายแม้เดินทางไกล ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง พื้นที่เก็บสัมภาระปรับแบนราบ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน หน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay & Android Auto พร้อมการจัดวางหน้าจออินโฟเทนเมนต์และพอร์ตเชื่อมต่อที่คำนึงถึงผู้โดยสารทุกคนให้ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน และโดดเด่นด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัย Diamond Sense ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว หรือ FCM (Forward Collision Mitigation) และระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย (Cruise Control) พร้อมถุงลมคู่หน้า และระบบเบรกมือปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบหน่วงแรงแบรก (Brake Auto Hold) ด้วยระบบความปลอดภัยที่คิดมาเพื่อคุณ ไม่ว่าการเดินทางจะใกล้หรือไกล ก็ตอบโจทย์ทุกเส้นทางอย่างคุ้มค่า

มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที 7

เป็นเจ้าของ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต จีที ตอกย้ำนิยามความเป็นรถอเนกประสงค์ “ครบเกินคุ้ม ให้เกินคลาส” ก่อนใคร ในราคา 1,139,000 บาท โดยมีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา Graphite Grey และสีขาว White Diamond (ราคาเพิ่ม 15,000 บาท) พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี* และรับประกันคุณภาพนาน 5 ปี หรือ 100,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) พร้อมฟรีค่าแรงเช็กระยะนาน 5 ปี* ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูมมิตซูบิชิทั่วประเทศ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่ เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ โทร. 02-079-9500 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง ติดตามข้อมูลข่าวสารของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทยได้ที่ www.facebook.com/MitsubishiMotorsTH

“ทีมช่างอีซูซุไทย” ยืนหนึ่งเวทีโลก คว้าแชมป์การแข่งขัน I-1 Grand Prix ที่ญี่ปุ่น

0
ทีมช่างอีซูซุไทย 1

ทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยคว้าแชมป์ “การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุ  ระดับนานาชาติ” กลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ประจำปี 2025 (Isuzu World Technical Competition I-1 Grand Prix 2025, CV Division) ครั้งที่ 20 ณ โยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น ความสำเร็จของทีมช่างอีซูซุประเทศไทยในครั้งนี้ คือการการันตี “ความเชื่อมั่นสูงสุด” และ     “การยกระดับการให้บริการ” ที่อีซูซุพร้อมจะดูแลและส่งมอบประสบการณ์หลังการขายที่ดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้า ภายใต้แนวคิด “Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษ ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

ทีมช่างอีซูซุไทย 2

มร. ทาคาชิ ฮาตะ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ผมรู้สึกดีใจ และภูมิใจอย่างยิ่งที่ทีมช่างอีซูซุไทยคว้าแชมป์การแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุ ระดับนานาชาติ กลุ่มรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ ประจำปี 2025 ชัยชนะในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะบุคลากรภายใต้การฝึกอบรมที่เข้มข้นและ ด้มาตรฐานระดับโลกของอีซูซุ…ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยและการแข่งขัน       ในตลาดรถยนต์ที่รุนแรง อีซูซุยังเชื่อมั่นและยืนหยัดการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด Isuzu Trusted Buddy…อีซูซุเคียงข้างคุณ เคียงคู่ไทย” ตลอดระยะเวลายาวนานเกือบ 70 ปี ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความทุ่มเทของทีมช่างอีซูซุ จึงทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานสูงสุด รวมถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์และประสบการณ์บริการ อันดีเยี่ยมให้แก่ลูกค้าอย่างแท้จริง พร้อมเคียงข้างคุณในทุกสถานการณ์ทางธุรกิจ และเติบโตเคียงคู่สังคมไทยไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

ทีมช่างอีซูซุไทย 3

ด้านคุณญาณพัฒน์ เพลงเกษม โค้ชจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวในฐานะตัวแทนของทีมว่า “การแข่งขันในเวที I-1 Grand Prix ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของผมในฐานะโค้ช และยังเป็นครั้งแรกการแข่งขันระดับนานาชาติของของตัวแทนช่างอีซูซุไทยทั้งสองคนด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก และปีนี้ยังเป็นปีที่พิเศษเพราะมีผู้เข้าแข่งขันมากถึง 37 ประเทศทั่วโลก ทุกคนล้วนมีศักยภาพและประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นนอกจากความรู้ด้านเทคนิคต่าง ๆ เช่น ความสามารถในการวินิจฉัยปัญหาได้ถูกต้องและแม่นยำ ทักษะความชำนาญในการใช้เครื่องมือ รวมถึง      การวางแผนบริหารจัดการภายใต้เวลาที่จำกัด ที่ต้องเตรียมตัวฝึกซ้อมเป็นอย่างดีแล้ว ทีมช่างอีซูซูไทยยังต้องมีทักษะในการทำงานเป็นทีม ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถทำให้  ประสบความสำเร็จได้และได้รับรางวัลกลับมา…ขอให้ท่านลูกค้าอีซูซุที่นำรถเข้ามารับบริการ มั่นใจได้เลยว่ารถของท่านจะได้รับการดูแลตามมาตรฐานระดับสูงของอีซูซุอย่างแน่นอน”

ทีมช่างอีซูซุไทย 4

การแข่งขัน I-1 Grand Prix หรือการแข่งขันทักษะบริการด้านเทคนิคของอีซูซุ   ในระดับนานาชาติ เป็นเวทีที่ใช้ทดสอบความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคของอีซูซุจากทั่วโลก โดยผู้เข้าร่วมการแข่งขันภาคปฏิบัติแบบบุคคลจะใช้ยานยนต์เสมือนบนคอมพิวเตอร์    เพื่อทำ “การวิเคราะห์ความเสียหายแบบเสมือน” ส่วนการแข่งขันภาคปฏิบัติแบบทีมจะประกอบไปด้วยการตรวจสอบ วินิจฉัย และซ่อมแซมความเสียหายบนตัวรถจริงเสมือนการทำงานจริง       ในศูนย์บริการ

ทีมช่างอีซูซุไทย 5

ทีมผู้เข้าแข่งขันแต่ละทีมประกอบด้วยสมาชิก 3 คน ได้แก่ ช่างเทคนิค 2 คน และโค้ช 1 คน สำหรับปีนี้มีทีมตัวแทนจากอีซูซุทั่วโลกเข้าร่วมแข่งขันรวมทั้งสิ้น 37 ประเทศ ในการแข่งขันปีนี้   ทีมช่างอีซูซุประเทศไทยสามารถแสดงศักยภาพด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการทำงานเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ระดับนานาชาติ มาครองได้สำเร็จ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากทีมช่างอีซูซุทั่วโลก ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของอีซูซุประเทศไทย ที่สะท้อนถึงมาตรฐานการพัฒนาบุคลากรด้านเทคนิคที่แข็งแกร่ง และมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการบริการให้ทัดเทียมระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

ทีมช่างอีซูซุจากประเทศไทยนำทีมโดย คุณญาณพัฒน์ เพลงเกษม โค้ชจาก บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และ 2 ช่างเทคนิค คุณธวัชชัย จันทร์หอม จาก หจก. ภาคอิสาณอุบล  (ตังปัก) และคุณจักรพันธุ์ รักบุรี จากบริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด ซึ่งหลังผ่านการคัดเลือกสมาชิกทีมแล้ว ต้องใช้เวลาฝึกซ้อมถึง 3 เดือนเพื่อติวเข้มด้านทฤษฎีและปฏิบัติ พร้อมจำลอง   การแข่งจริงโดยสถาบันฝึกอบรมตรีเพชรอีซูซุ ส่วนรองชนะเลิศที่คะแนนรวมมาเป็นอันดับ 2 และ 3 เป็นทีมอีซูซุจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศออสเตรเลีย ตามลำดับ

 

 

“มาสด้า” ร่วมกับกลุ่มอารีมิตรเปิดโชว์รูมแห่งใหม่จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมส่งมอบประสบการณ์ลูกค้าอย่างเหนือระดับ

0
มาสด้า 1

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ตอกย้ำการให้ความสำคัญกับบริการหลังการขายและผลักดันกลยุทธ์การขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ประกาศความร่วมมือกับ กลุ่มอารีมิตร เพิ่มเงินลงทุนอีกกว่า 100 ล้านบาท เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ บนเนื้อที่ 12 ไร่ ใจกลางย่านชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อส่งมอบบริการที่ครบวงจรให้กับลูกค้าในภาคอีสานตอนกลาง ภายใต้หลักการทำงาน “ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า คือมาตรฐานการทำงานของเรา” อันสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกบริบท เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขและสร้างความพึงพอใจที่น่าจดจำให้กับลูกค้ามาสด้าทุกคน จากการเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ครั้งนี้ ส่งผลให้มาสด้าอารีมิตรสามารถให้บริการลูกค้าได้ครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด ทั้งใน กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด

Mazda 2

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เนื่องจากมาสด้าได้เล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโตของภาคอีสานตอนกลาง ที่มีลูกค้ามาสด้าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากและมีโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค จึงได้ร่วมมือกับ กลุ่มอารีมิตร ผู้จำหน่ายที่มีความพร้อมและศักยภาพสูง เพื่อลงทุนเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังแห่งใหม่ ที่พร้อมให้บริการแบบครบวงจรเพิ่มเติมในจังหวัดร้อยเอ็ด  หลังจากมีปริมาณลูกค้ามาเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกาฬสินธุ์และมหาสารคาม เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งกลุ่มอารีมิตร เป็นกลุ่มธุรกิจที่เชี่ยวชาญด้านการดำเนินธุรกิจรถยนต์มายาวนานกว่า 30 ปี มาสด้าเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยความพร้อมของกลุ่มอารีมิตร ทั้งในด้านสิ่งอำนวยความสะดวก บุคลากร ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์การดำเนินธุรกิจที่การันตีด้วยรางวัลผู้จำหน่ายยอดเยี่ยมถึง 4 ปี ผมเชื่อว่าจะทำให้มาสด้า อารีมิตร สาขาร้อยเอ็ด เป็นอีกหนึ่งสาขาที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

Mazda 4

นางพิกุล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า “กลุ่มอารีมิตร ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการให้บริการและขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับต่อความต้องการของลูกค้าและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้รถยนต์มาสด้า ครั้งนี้เราได้เปิดโชว์รูมและศูนย์บริการแบบครบวงจรแห่งใหม่ สาขาร้อยเอ็ด เสริมทัพจากสาขากาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านบาท โดยโชว์รูมแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพใจกลางเมืองร้อยเอ็ด รายล้อมด้วยแหล่งเศรษฐกิจสำคัญ บนถนนบายพาสทำให้เดินทางสะดวกสบาย ใกล้ห้างสรรพสินค้าโรบินสันร้อยเอ็ด โฮมโปรและไทวัสดุ สามารถรองรับทั้งลูกค้าและผู้มาเยี่ยมชมได้อย่างสะดวกครบวงจรในทุกมิติของการให้บริการ”

“บนเนื้อที่ครอบคลุม 12 ไร่ หรือ 19,200 ตารางเมตร แบ่งออกเป็นพื้นที่ส่วนโชว์รูมที่จัดแสดงรถยนต์มาสด้าได้ครบทุกรุ่น พร้อมด้วยห้องรับรองลูกค้าขนาดกว้างขวาง ที่ได้รับการตกแต่งอย่างทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานมาสด้า ภายใต้แนวคิด Customer-Centric ที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อส่งมอบประสบการณ์ความสุขในทุกด้านของการใช้ชีวิต และคอนเซ็ปต์ “Joy Drives Lives” ที่พร้อมให้การต้อนรับ ส่งมอบประสบการณ์การให้บริการด้วยความอบอุ่น จริงใจ และเป็นกันเองกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ และยังพร้อมด้วยศูนย์บริการมาตรฐาน ที่สามารถส่งมอบงานบริการได้ถึง 500 งานต่อเดือน โดยช่างเทคนิคมืออาชีพที่ได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐาน มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ที่สำคัญมีการสำรองอะไหล่ครบถ้วน เพื่อสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างตรงเวลาและครอบคลุม”

Mazda 5

นายณัฐพล อุตรนคร กรรมการผู้จัดการขาย บริษัท อารีมิตร มาสด้า จำกัด กล่าวว่า “มาสด้า อารีมิตร มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกขั้นตอน ทั้งด้านการขาย การบริการหลังการขาย รวมถึงศูนย์ซ่อมสีและตัวถังแบบครบวงจร โดยยึดมั่นในคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ตามปรัชญาการทำงาน “ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า คือมาตรฐานงานบริการของเรา” ด้วยเหตุนี้ กลุ่มอารีมิตรจึงได้มุ่งมั่นยกระดับบริการหลังการขายให้ครอบคลุมกับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้วยการเปิดสาขาร้อยเอ็ด ต่อจากสาขากาฬสินธุ์ และมหาสารคาม เพื่อมอบความสะดวกและรวดเร็วให้กับลูกค้ามาสด้าที่มาใช้บริการ”

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ในครั้งนี้ มาสด้า อารีมิตร จึงขอมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่จองและออกรถทุกรุ่นที่ มาสด้า อารีมิตร สาขาร้อยเอ็ด ดังต่อไปนี้

  • ลูกค้าที่จองระหว่างวันที่ 1-14 ธ.ค. 68 รับฟรีบัตรน้ำมัน มูลค่า 3,000 บาท จำนวน 27 รางวัล
  • ลูกค้าที่มาร่วมงานเปิดโชว์รูมและจองรถภายในวันที่ 1-13 ธ.ค.68 จะได้รับสิทธิ์ร่วมจับรางวัลเครื่องชงกาแฟมูลค่า 15,000 บาท จำนวน 7 รางวัล
  • ลูกค้าที่จองระหว่างวันที่ 15-30 ธ.ค. 68 รับฟรีบัตรน้ำมัน มูลค่า 1,000 บาท จำนวน 14 รางวัล

“มาสด้า อารีมิตร ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับการสนับสนุน เราหวังว่าจะได้ให้การดูแลท่านและรถยนต์ของท่านในโอกาสถัดไป เพื่อให้รถยนต์มาสด้า เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบประสบการณ์ความสุข ให้กับท่านและครอบครัวของท่านไปตลอดอายุการใช้งาน” นายณัฐพล อุตรนคร กล่าวเสริม

Mazda 8

สำหรับลูกค้ามาสด้าที่จะเข้ารับบริการที่ มาสด้า อารีมิตร สาขาร้อยเอ็ด หรือ สาขาอื่น ๆ สามารถนัดหมายเข้ารับบริการได้ตามที่อยู่และเบอร์ติดต่อ ดังต่อไปนี้

  • มาสด้า อารีมิตร สาขา ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่ที่ 449 หมู่ที่ 16 ถ.บายพาส เหนือเมือง เมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45000 โทร. 092-989-0810 Line: @areemitmazda3
  • มาสด้า อารีมิตร สาขา กาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ที่ 9/1 ถนนสงเปลือย ตำบล กาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0030 Line: @areemitmazda
  • มาสด้า อารีมิตร สาขา มหาสารคาม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 927 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม 44000 โทร 043-010-252 หรือ 098-101-0040 Line: @areemitmazda2

“มาสด้า” เตรียมเผยโฉม THE ALL-ELECTRIC MAZDA6e รถยนต์ไฟฟ้าครั้งแรกในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ปีนี้

0
มาสด้า 1

มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ปล่อย Teaser เผยภาพยนตร์โฆษณา “The All-Electric Mazda6e” รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากมาสด้า ที่สะท้อนถึงก้าวแรกในการเข้าสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ตามคอนเซ็ปต์ “eLECTRIFY INTO THE NEW ERA” พร้อมเชิญชวนลูกค้าไปสัมผัสได้เร็ว ๆ นี้ ในงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2025 โดยงานแถลงข่าวเปิดบูธมาสด้าจะมีขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เวลา 14:45 – 14:55 น. ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าชมและจองรับสิทธิพิเศษเพื่อเป็นเจ้าของได้ก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 68 – 10 ธ.ค. 68 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

มาสด้า 2

The All-Electric Mazda6e มาพร้อมภาพลักษณ์ NeoFastback นิยามใหม่ของยนตรกรรม 5 ประตู ที่สะท้อนแนวคิด New Era of Design and Utility ถ่ายทอดเส้นสายทรงพลังแบบ Fastback ที่เปี่ยมด้วยความสวยงามและความลื่นไหลในการออกแบบ ตามแนวคิด Kodo-Soul of Motion ถ่ายทอดเอกลักษณ์การขับขี่และสมรรถนะของรถยนต์มาสด้าไว้ในทุกองค์ประกอบอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น ปรัชญาการขับขี่แบบ จินบะ-อิไต ที่มอบความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถ ให้ความสนุกสนานในการขับขี่ (Joy of Driving) และมอบประสบการณ์ความประทับใจให้กับลูกค้าทั่วโลก

ลูกค้าชาวไทยเตรียมพบกับ The All-Electric Mazda6e พลังที่จุดประกายทุกสัมผัส​ ยกระดับตัวตนและจิตวิญญาณสู่อีกขั้น ที่หลอมรวมทุกการขับขี่ให้เป็นหนึ่งเดียวกับคุณ​ ครั้งแรกของยนตรกรรมไฟฟ้าจากมาสด้า ได้ที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2025 เร็ว ๆ นี้

มาสด้าจะยังคงมุ่งมั่นส่งมอบความสุขในการขับขี่ “Joy of Driving” ภายใต้คุณค่าหลักที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลาง “Human Centric” ควบคู่กับการส่งมอบประสบการณ์ความสุขในการใช้ชีวิต “Joy of Living” ให้กับลูกค้า เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ที่ส่งมอบความสุขและยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตในทุกด้านให้กับลูกค้า อันเป็นสิ่งที่มาสด้าปรารถนาเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและผู้คนในทุกบริบทตลอดไป

รับชม Teaser หนังโฆษณาได้ที่: https://youtu.be/ZszOr2yCpuA

หมายเหตุ:

  • รอบสื่อมวลชนและวีไอพี:              28 พ.ย. 68 เวลา 09:00-22:00 น.
  • รอบมหากุศล (บุคคลทั่วไป):          29 พ.ย. 68 เวลา 11:00-22:00 น.
  • รอบสำหรับบุคคลทั่วไป:               30 พ.ย. 68 – 10 ธ.ค. 68

วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 12:00-22:00 น.

วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 11:00-22:00 น.

“IMC สื่อสากล” พร้อมจัดงาน MOTOR EXPO 2025 เริ่ม 29 พย. นี้

0
MOTOR EXPO 2025 1

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ปรับรูปแบบกิจกรรม คุมโทนในงานให้เหมาะสม ค่ายรถยนต์ 42 แบรนด์ จักรยานยนต์ 16 แบรนด์ ร่วมแสดงนวัตกรรม พร้อมจัดโปรโมชั่นมากมาย ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม นี้

MOTOR EXPO 2025 2

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42เผยว่า “ปีนี้จัดตามแนวคิด “อลังการงานแสดง-The Magnificent Motor Expo” โดยขอความร่วมมือผู้ออกงานให้คำนึงถึงความเหมาะสมในการจัดกิจกรรม และการแต่งกายของพริทที เพื่อให้ภาพรวมของงานมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

MOTOR EXPO 2025 3

MOTOR EXPO 2025 มีค่ายรถยนต์เข้าร่วมงานทั้งหมด 42 แบรนด์ จาก 8 ประเทศ ได้แก่ AION, AUDI, AVATR, BMW, BYD, CARRYBOY, CHERY, DEEPAL, DENZA, DFSK, FARIZON, FORD, GAC, GEELY, GEELY RIDDARA, GWM, HONDA, HYPTEC, HYUNDAI, ISUZU, JEEP, KIA, LEAPMOTOR, LEXUS, MAXUS, MAZDA, MERCEDES-BENZ, MG, MINI, MITSUBISHI, NEX, NISSAN, OMODA & JAECOO, POCCO, PORSCHE, SUZUKI, TESLA, TOYOTA, VOLVO, WULING, XPENG และ ZEEKR รวมทั้ง ชุดแต่งจากผู้นำเข้าอิสระ M’Z SPEED

MOTOR EXPO 2025 4

รถจักรยานยนต์ 16 แบรนด์ จาก 7 ประเทศ ได้แก่ BMW MOTORRAD, DECO, DUCATI, EM MOTOR, HARLEY-DAVIDSON, HONDA, LAMBRETTA, NIU, ROYAL ALLOY, ROYALENFIELD, SLEEK EV, SUZUKI, TRIUMPH, TROMOX, YAMAHA และ ZONTES

รถมือสอง 3 แบรนด์ ได้แก่ BMW PREMIUM SELECTION, MERCEDES-BENZ CERTIFIED PRE-OWNED VEHICLES, และ VOLVO SELEKT

สำหรับกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ…ชิงรถ / ซื้อบัตร…ชิงรถ / ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์ / ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรถ มีรายละเอียดดังนี้

  1. “ซื้อรถ…ชิงรถ” ผู้จองหรือซื้อรถยนต์ใหม่ภายในงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ AVATR 11 รุ่น STANDARD RANGE มูลค่า 2,099,000 บาท
  2. “ซื้อบัตร…ชิงรถ ผู้ซื้อบัตรชมงาน มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ MITSUBISHI XFORCE รุ่น ULTIMATE มูลค่า 1,059,000 บาท
  3. “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิกไบค์” ผู้จองหรือซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ในงาน มีสิทธิ์ชิงรถจักรยานยนต์ SUZUKI รุ่น GSX-8R มูลค่า 419,000 บาท
  4. “ชมงานผ่าน MOTOR EXPO APP ชิงรถ” ผู้ลงทะเบียนใน MOTOR EXPO APPLICATION พร้อมตอบแบบสอบถามครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 มีสิทธิ์ชิงรถยนต์ WULING BINGUO รุ่น DC ICON มูลค่า 429,000 บาท

ยิ่งกว่านั้นยังมีบริการ “MOTOR EXPO EXCLUSIVE VISITOR” เพียง 1,000 บาท รับ บัตรเข้าชมงาน ULTIMATE VIP 3 ใบ ช่องจอดรถ VIP ณ ลานจอดรถ P1 (1 คัน/1 สิทธิ์) ฟรีค่าจอด 3 ชม. พื้นที่รับรองพิเศษ EXCLUSIVE VISITOR LOUNGE บริการนำชมรถโดยพนักงานขายของแบรนด์ที่ลูกค้าสนใจ ซื้อสินค้าที่ระลึก MOTOR EXPO ลด 10% และสิทธิ์เข้าร่วมชิงโชครายการ “ซื้อบัตร ชิงรถ”

MOTOR EXPO 2025 10

นอกจากนี้ งาน MOTOR EXPO 2025 ยังมีกิจกรรมมากมาย ได้แก่ Skill Driving Experience Junior จัดอบรมปลูกฝังวินัยจราจรเด็ก / Skill Driving Experience จัดกิจกรรมขับรถแข่งเครื่อง Simulator / Spirit of the 4×4 Driving School ชมสนามรถบังคับจำลองสถานการณ์ในพื้นที่ทุรกันดาร และสนามจำลอง ให้ทดลองนั่งรถ 4×4 ที่ขับโดยผู้เชี่ยวชาญ / นิทรรศการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย แสดงรถโบราณทรงคุณค่า หาชมยาก / มูลนิธิ “ลมหายใจไร้มลทิน” จัดกิจกรรมสำหรับเด็ก และเยาวชน / ชุมนุมรถสวย ชมรถยนต์ และบิกไบค์ รุ่นดังหลากหลายค่าย จากสมาชิกคาร์คลับทั่วประเทศ / Join Boat Platform จัดแสดงเรือสำหรับคนรักเรือ ฯลฯ

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” จัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2568 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล” และสามารถซื้อบัตรชมงานได้ทาง https://www.motorexpo.co.th/onlineticket/

“GWM” เตรียมส่ง Hi4 สุดยอดเทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะสู่ตลาดไทย ประเดิมรุ่นแรกใน GWM WEY G9 รถ MPV ระดับไฮเอนด์ พร้อม Zero Gravity Seat และระบบปฏิบัติการสุดล้ำ

0
GWM Thailand 1

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลกด้วยแนวคิด“ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนอง ทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด GWM (Thailand) เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ในประเทศไทย ด้วยการเผยโฉมครั้งแรกของแบรนด์ GWM WEY (จีดับเบิ้ลยูเอ็ม เวย์) นำโดย GWM WEY G9 (จีดับเบิ้ลยูเอ็ม เวย์ จีไนน์) รถ MPV ระดับไฮเอนด์รุ่นแรก ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำมากมาย ทั้งระบบขับเคลื่อน Hi4 Technology เทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ ปลอดภัยและมั่นใจในทุกเส้นทางและทุกสถานการณ์ รวมถึง Coffee Intelligence ซึ่งเป็นระบบนิเวศ AI ใหม่ที่พัฒนาโดย GWM และระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3.3 เชื่อมต่อคนกับรถอย่างไร้ขีดจำกัด มอบประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะและการตอบสนองที่ถูกต้อง ฉับไว แม่นยำ และไร้รอยต่อ ที่ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากผู้ใช้ในประเทศจีน นอกจากนี้ ยังล้ำไปอีกขั้นกับสุดยอดความสะดวกสบายด้วยเบาะแถวสองที่สามารถปรับเป็นสภาวะไร้น้ำหนัก หรือ Zero-Gravity Seat โดย GWM WEY G9 คือ ยนตรกรรมระดับลักชัวรี่ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะอย่างแท้จริง เตรียมเผยโฉมอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo 2025 วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นี้

เทคโนโลยี Hi4: ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะครั้งแรกของโลก การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด

GWM WEY G9 มาพร้อม Hi4 (Hybrid Intelligent 4WD) เทคโนโลยีไฮบริดขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะครั้งแรกของโลก หลังจากที่คว้ารางวัล Grand Prize ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (S&T Award) ประจำปี 2025 จากสมาคมวิศวกรยานยนต์แห่งประเทศจีน (China SAE) ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปีที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนไฮบริดได้รับรางวัลสูงสุดนี้ และเป็นรางวัลทรงเกียรติที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์จีน สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวล้ำของเทคโนโลยี Hi4 ทั้งด้านสมรรถนะ ความปลอดภัย และความชาญฉลาดในการขับขี่ ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งแรกของบริษัทระดับโลก เทคโนโลยี Hi4 ใช้นวัตกรรมเชิงสถาปัตยกรรม “3 แหล่งพลังงาน + 9 โหมดการทำงาน” ครอบคลุมทั้ง EV Mode, Series Range-Extending Mode, Parallel Hybrid Mode, Direct Engine Drive Mode และโหมดการฟื้นพลังงานจากทั้งเพลาหน้าและหลัง พร้อมระบบ ITVC (Intelligent Torque Vectoring Control) ที่สามารถปรับแรงบิดของล้อแต่ละข้างได้ภายในเวลาเพียง 0.01 วินาที ช่วยลดการลื่นไถลและเพิ่มการยึดเกาะบนพื้นผิวลื่น เช่น น้ำ ทราย หรือกรวด แม้แต่การเข้าโค้ง เพื่อมอบสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ทั้งความเร็ว ความลื่นไหล ความเงียบ การประหยัดพลังงาน และความปลอดภัยในทุกสภาพถนน รองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายในโลกแห่งการเดินทางที่ท้าทาย

นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2023 รถที่ติดตั้งเทคโนโลยี Hi4 ของ GWM มียอดขายทั่วโลกกว่า 410,000 คัน ณ สิ้นปี 2024 โดยได้ผลักดันส่วนแบ่งตลาดรถออฟโรดพลังงานใหม่ของ GWM ในจีนจาก 10% ในปี 2020 เติบโตเป็น 52% ภายใน2024 ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ รถยนต์ที่ติดตั้ง Hi4 ได้ถูกส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น ออสเตรเลีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ และคาซัคสถาน

Coffee OS 3.3: ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะเพื่อการเชื่อมต่อในทุกเส้นทางแบบไร้ขีดจำกัด

นอกจาก Hi4 แล้ว GWM WEY G9 ยังมาพร้อมระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Coffee OS 3.3 ที่เชื่อมต่อทุกฟังก์ชันในรถให้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด เพื่อสร้างประสบการณ์การเชื่อมต่อที่ราบรื่นระหว่างคนกับรถ โดยทำงานร่วมกับ AI ที่สามารถแสดงภาพและสถานะของรถยนต์ในรูปแบบ 3 มิติแบบเรียลไทม์บนหน้าจอแสดงผล รวมถึงสามารถสั่งงานอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยการสั่งงานจากภาพบนหน้าจอ เช่น เปิด-ปิดฝากระโปรงท้าย นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้วยด้วยการรองรับการสั่งงานด้วยเสียงมากถึง 21 ภาษา และสำเนียงท้องถิ่นที่แตกต่างกัน จับเสียงได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถแยกเสียงชายและหญิงได้อย่างชาญฉลาด พร้อมระบบการนำทาง Petal Maps Global Navigation อันทันสมัยที่สามารถแสดงภาพแผนที่แบบ 3 มิติและสภาพการการจราจรแบบเรียลไทม์ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ผ่าน GWM App Store เช่น Spotify ได้อย่างง่ายดาย และยังเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนอย่างไร้รอยต่อ ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว GWM WEY G9 ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (cyber security) ที่ทันสมัย เพื่อให้ทุกข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลส่วนตัวได้รับการปกป้องขั้นสุด มอบความมั่นใจในทุกการเดินทาง

2nd Row Zero-Gravity Seat: เบาะแถวสองแบบสภาวะไร้น้ำหนัก ให้การเดินทางสะดวกสบายถึงขีดสุด

GWM WEY G9 มาพร้อมกับเบาะแถวสองแบบสภาวะไร้น้ำหนัก ที่ทำให้ผู้โดยสารแถวสองรู้สึกสบายเหมือนนั่งอยู่ในอวกาศที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง โดยร่างกายของผู้โดยสารไม่ได้สัมผัสกับชิ้นส่วนหรือพื้นของรถ ด้วยการปรับมุมองศาของเบาะไปที่ “Golden Angle” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีการบินและอวกาศของ NASA สร้างมุมที่นั่งที่สมบูรณ์แบบ 127° สําหรับลําตัว และ 132° สําหรับต้นขาและน่อง โดยจัดตําแหน่งหัวใจและหัวเข่าในระดับเดียวกันเพื่อการกระจายแรงกดทั่วที่นั่งอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มความสบายไปอีกขั้นด้วยเบาะหุ้มหนัง Nappa สัมผัสนุ่ม หรูหรา ทนทาน ไม่ระคายเคืองผิว ระบายอากาศได้ดี และทำความสะอาดง่าย พร้อมระบบเบาะนวดไฟฟ้า 6 รูปแบบ และระบบเบาะระบายอากาศที่พนักพิงและที่นั่ง ช่วยลดความเมื่อยล้าและยกระดับความสบายไปอีกขั้น

ยิ่งไปกว่านั้น GWM WEY G9 ใช้วัสดุที่รักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยลดการปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile Organic Compounds หรือ VOC) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเชื่อมพื้นผิวด้วยคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิก ลดการใช้กาวในชิ้นส่วนภายในรถ ใช้พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ผ่านการอบที่อุณหภูมิ 80°C นาน 2 ชั่วโมง เพื่อลดกลิ่นและสาร VOC  GWM WEY G9 ถือเป็นรถยนต์ MPV รุ่นแรกในประเทศจีนที่ได้รับการรับรอง “การปลอดฟอร์มาลดีไฮด์ (Zero Formaldehyde)” และ “China Green Car Assessment Program (C-GCAP) ระดับห้าดาว”

GWM WEY และ GWM WEY G9 จึงเป็นมากกว่าแบรนด์ลักชัวรี่และรถยนต์ระดับไฮเอนด์ แต่เป็นแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมและเหนือความคาดหมายให้กับผู้ใช้ทั่วโลก ชูเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการเดินทางที่เหนือระดับ ทั้งสมรรถนะ ความปลอดภัย และการเชื่อมต่อที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่อย่างแท้จริง

เวย์น โจว์ กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM มุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าที่เคย โดยเฉพาะเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนและระบบปฏิบัติการที่ล้ำหน้าและทันสมัยที่สุดของ GWM ทั้ง Hi4 และ Coffee OS ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของนวัตกรรมยานยนต์ระดับโลก เราเชื่อมั่นว่าการนำเทคโนโลยีระดับสูงเหล่านี้เข้ามาให้คนไทยได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการนำแบรนด์ GWM WEY ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งและสร้างสรรค์จากเกียรติยศและแรงบันดาลใจของประธาน Jack Wey รวมถึงการนำ GWM WEY G9 เข้าสู่ตลาดไทย จะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ GWM ในการส่งมอบยนตรกรรมระดับไฮเอนด์และประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทย สร้างความมั่นใจในทุกการขับขี่ และตอบโจทย์ทุกการเดินทางอย่างแท้จริง”