Home Blog Page 459

อีซูซุ จะระงับการผลิตรถในประเทศไทยชั่วคราว เนื่องจากขาดชิ้นส่วนประกอบ และตลาดหดตัว

0

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า บริษัทได้รับแจ้งจากบริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถอีซูซุในประเทศไทยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้ชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ  ขาดแคลนทั่วโลก รวมทั้งความต้องการของตลาดในประเทศและส่งออกหดตัวลง ทำให้บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัดสินใจระงับการผลิตรถอีซูซุที่โรงงาน 2 แห่งชั่วคราว คือที่  อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ และที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 13-30 เมษายนนี้

การระงับการผลิตชั่วคราวนี้ อาจส่งผลต่อการส่งมอบรถให้กับลูกค้าที่จองรถอีซูซุไว้บ้าง แต่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด  ขอให้ลูกค้ามั่นใจว่า บริษัทในฐานะผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุจะพยายามอย่างดีที่สุดในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว

มาสด้าเผย CX-30 ผ่าวิกฤตโควิดยอดจองพุ่งทะลุ 2,000 คัน

0

มาสด้า เผยถึงความสำเร็จของครอสโอเวอร์เอสยูวีรุ่นใหม่แกะกล่องอย่าง ALL-NEW MAZDA CX-30 ที่เพิ่งเปิดตัวเพียงไม่กี่สัปดาห์ ท่ามกลางการเผชิญหน้ากับวิกฤตไวรัสโควิด-19 แต่ก็สามารถสร้างการรับรู้จนเกิดกระแสตอบรับอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ลูกค้าจองซื้อเข้ามาสูงกว่า 2,000 คัน โดยเฉพาะรุ่นท็อป SP ได้รับความนิยมสูงสุด มียอดจองกว่า 80% ทั้งนี้มาสด้าได้เริ่มทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าไปแล้วกว่า 1,000 คัน พร้อมประกาศชัดเจนมีจำนวนรถมากเพียงพอที่พร้อมส่งให้กับลูกค้าทันที ทั้งนี้ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาจองที่โชว์รูม เพียงเข้าไปหาข้อมูลและรายละเอียดผ่านทางเว็บไซต์ www.mazda.co.th และสามารถจองผ่านระบบออนไลน์ หรือ SKY Booking ได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัสผ่านทาง https://skybooking.mazda.co.th/

จากสถานการณ์โรคระบาดความรุนแรงระดับวิกฤตเช่นนี้ ทุกธุรกิจต่างเฝ้าระวังและวางแผนเพื่อรับมือกันแบบวันต่อวัน อีกทั้งการดำเนินธุรกิจแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ในเวลานี้ ส่งผลให้ช่องทางออนไลน์กลายเป็นเครื่องมือหลักในการประคับประคองธุรกิจให้ดำเนินต่อไป โดยเฉพาะมาสด้าให้ความสำคัญ ศึกษา และพัฒนาระบบออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ผู้จำหน่าย พันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงการปฏิบัติงานของพนักงานมาสด้าทุกคน ให้สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบันด้วยการจองผ่านระบบออนไลน์ SKY Booking โดยเฉพาะการเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA CX-30 นับเป็นโมเดลแรกที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์แบบครบวงจรมากที่สุดตั้งแต่การเปิดตัว การรับ-ส่งข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ ไปจนถึงการจองซื้อรถ ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้า และมองเห็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จหลังการเปิดตัว ALL-NEW MAZDA CX-30 ถึงแม้จะไม่สามารถเปิดตัวแนะนำในรูปแบบที่กำหนดไว้ เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วยความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และการวางระบบออนไลน์หลังบ้านที่สามารถรองรับการใช้งานได้ 100% เราจึงตัดสินใจเดินหน้าตามกำหนดการเดิม แต่ปรับรูปแบบการนำเสนอการสื่อสารผ่าน Digital Presentation เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในทุกมิติของตัวรถให้เข้าใจง่ายและครบถ้วนมากที่สุด อีกทั้งได้ผนึกกำลังกับผู้จำหน่ายแต่ละพื้นที่ในการสื่อสารข้อมูลกับลูกค้า แนะนำผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าที่สนใจ ส่งผลให้เกิดกระแสตอบรับดีเกินความคาดหมาย ส่งผลให้ทุกโชว์รูมเกิดความคึกคักมีลูกค้าร่วมลงทะเบียนทดลองขับอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดจองของ ALL-NEW MAZDA CX-30 นับตั้งแต่วันเปิดตัวสูงกว่า 2,000 คัน โดยรุ่น 2.0 SP เป็นรุ่นที่มียอดจองสูงสุด ที่สำคัญมาสด้ามีรถพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าทันที

ทั้งนี้มาสด้าและพันธมิตรทางธุรกิจขอแสดงความห่วงใยและขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนชาวไทย ที่ได้รับผลกระทบกับโรคระบาดโควิค-19 ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ “เราจะสู้ไปด้วยกัน” ซึ่งทางมาสด้าได้ออกมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคด้วยการออกมาตรการให้พนักงานของมาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ปฏิบัติงานที่บ้าน Work from Home และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังยังสถานที่ต่างๆ โดยไม่จำเป็น และงดการเดินทางไปต่างจังหวัดในทุกกรณี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของพนักงาน มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม จนถึง 12 เมษายน 2563 หรือจนกว่าจะมีประกาศแจ้งเพิ่มเติมอีกครั้ง

แข่งออนไลน์ก็ยังแชมป์! อเล็กซ์ มาร์เกซ พาเรปโซลฮอนด้าเข้าวิน MotoGP Virtual Race สนามแรก

0

เรปโซล ฮอนด้า สุดยอดทีมแข่งแห่งศึก MotoGP แสดงศักยภาพความเป็นเบอร์หนึ่งแม้กระทั่งในการแข่งขันนอกสนามจริง เมื่อ อเล็กซ์ มาร์เกซ นักบิดน้องใหม่ของทีมสามารถคว้าชัยในการแข่งขัน MotoGP Virtual Race หรือ #StayAtHomeGP ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบเสมือนจริงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และประเดิมจัดการแข่งขันเป็นครั้งแรกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สำเร็จ

จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้โปรแกรมการแข่งขันโมโตจีพี ฤดูกาล 2020 ในรุ่นพรีเมียร์คลาสยังไร้วี่แววว่าจะได้เริ่มชิงชัย เป็นเหตุให้ทางผู้จัดฯ อย่างดอร์น่าได้ผุดโปรเจกต์ MotoGP Virtual Race หรือ #StayAtHomeGP ชวนเหล่านักบิดตัวจริงมาร่วมแข่งขันแบบกีฬาอีสปอร์ต เพื่อบรรเทาความคิดถึงให้เหล่าแฟนคลับได้เชียร์นักแข่งคนโปรดผ่านการรับชมทางออนไลน์ศึกดวลความเร็ว #StayAtHomeGP สนามแรกเปิดฉากที่มูเจลโล ประเทศอิตาลี จัดแข่งขันเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา เริ่มเวลา 20.00 น. ตามเวลาในไทย ท่ามกลางความตื่นเต้นตลอดการแข่งขันจำนวน 6 รอบ ผลปรากฏว่า แชมป์แรกเป็นของ อเล็กซ์ มาร์เกซ นักบิดหน้าใหม่ประจำทีมแข่ง เรปโซล ฮอนด้า ซึ่งเป็นแชมป์โมโตทูคนล่าสุดและพึ่งจะขยับขึ้นมาสู่รุ่นโมโตจีพีในปีนี้ เปิดตัวด้วยผลงานยอดเยี่ยม พารถแข่ง Honda RC213V หมายเลข 73 เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก ด้วยเวลา 10 นาที 38.643 วินาที

ขณะที่ทีมเมทยอดนักบิดคนพี่อย่าง มาร์ค มาร์เกซ หมายเลข 93 เจ้าของแชมป์โลกรุ่นใหญ่ 6 สมัย ตามเข้าวินในอันดับที่ 5 แสดงให้เห็นถึงทักษะการขับขี่ระดับท็อป ไม่ว่าจะอยู่ในแทร็คการแข่งขันจริงหรือบนหน้าจอออนไลน์ก็ตาม

อเล็กซ์ มาร์เกซ กล่าวว่า “ผมสนุกกับการแข่งขันครั้งนี้ และหวังว่าแฟนๆ ที่ติดตามรับชมจะมีความสุขเช่นเดียวกัน และขอให้ในช่วงนี้ทุกคนควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อที่พวกเราจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ได้พบเจอเพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อจะได้มีความสุขกับการแข่งขันที่พวกเรารักได้ต่อไป”

ทางด้าน มาร์ค มาร์เกซ กล่าวว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดี ผมมีความสุขที่สามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อแฟนๆ โมโตจีพี ตอนนี้เราอยากกลับไปลงสนาม ถ้าหากสถานการณ์ดีขึ้น เราจะต้องชนะเจ้าไวรัสโคโรนาให้ได้ ขอให้ทุกคนปลอดภัย”

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป เสริมทัพยนตรกรรมรุ่นใหม่ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษหลากหลายรุ่น

0

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เสริมทัพยนตรกรรมด้วยรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น นำโดย BMW X6 xDrive30d M Sport ใหม่ ที่ผสมผสานที่สุดแห่งจิตวิญญาณการผจญภัยตามสไตล์รถยนต์ Sports Activity Vehicle เข้าไว้กับรูปลักษณ์สะดุดตาของรถยนต์คูเป้ หลอมรวมเป็นสุดยอดรถยนต์ SAC ที่ปราดเปรียวและทรงพลัง BMW M8 Competition Coupe ใหม่ รวมไว้ซึ่งความดุดันอันคล่องตัวและความหรูหราไว้อย่างไร้ที่ติ และ BMW 630i GT M Sport รถยนต์แกรนด์ทัวเรอร์โฉมใหม่ที่ผสานสุดยอดความเพลิดเพลินในการขับขี่ ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล และการใช้งานไว้ได้อย่างกลมกล่อมลงตัว ด้านมินิ เสริมแกร่งด้วยทัพยนตรกรรมอันหลากหลายเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่มาพร้อมกับระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่ มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ ขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ทั่วโลกที่เรากำลังเผชิญร่วมกันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในวิธีการทำงานและการสื่อสารของเรา แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความมุ่งมั่นของเราในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์อย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้น เราจึงเดินหน้าเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ เพื่อมอบให้แฟนๆ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ตั้งตารอ นอกจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่แล้ว เรายังได้นำหลากหลายมาตรการด้านความปลอดภัยมาใช้ทั่วเครือข่ายสำนักงาน โรงงานผลิต และผู้จำหน่ายของเราทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถส่งมอบประสบการณ์คุณภาพจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้กับลูกค้าได้อย่างปลอดภัย พร้อมด้วยความสบายใจควบคู่คุณภาพระดับพรีเมียมอย่างที่ลูกค้าคาดหวัง

“วันนี้ เราพร้อมเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู X6 เจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นล่าสุดของรถยนต์คลาส Sports Activity Coupe หรือ SAC รถยนต์ลูกผสมอันมีเอกลักษณ์คันนี้มาพร้อมกับบุคลิกที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความโดดเด่น ควบคู่กับสมรรถนะที่ทรงประสิทธิภาพและดีไซน์อันเหนือชั้น ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่ รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดที่เคยมีมาของรถยนต์ตระกูล M ก็พร้อมเปิดตัวเป็นครั้งแรกในวันนี้ เช่นเดียวกับ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 6 Gran Turismo ที่มอบอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ด้วยตัวเลือกเครื่องยนต์เพิ่มเติม จึงเสริมที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่ให้กับรถยนต์ GT รุ่นนี้ ด้านมินิ พร้อมเสนอ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ที่ปรับเปลี่ยนระบบส่งกำลังใหม่ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่าเคยในราคาเดิม”

“สำหรับลูกค้าที่เฝ้ารอข้อเสนอสุดพิเศษทุกเดือนมีนาคมจากงานมอเตอร์โชว์ เรายังพร้อมมอบข้อเสนอสุดพิเศษจากทั้งสามแบรนด์ให้ได้ตื่นตาตื่นใจอีกด้วย” มร. บารากา กล่าวสรุป

นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป บีเอ็มดับเบิลยู และ มินิ ยังได้ขยายช่องทางการจองออนไลน์ให้ครอบคลุมรุ่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบประสบการณ์การจองรถยนต์ที่สะดวกสบาย ราบรื่นให้แก่ลูกค้า พร้อมข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิก ก่อนจะรอรับการติดต่อกลับจากผู้จำหน่ายรถยนต์อย่างเป็นทางการ โดยสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู ลูกค้าจะสามารถจองออนไลน์ผ่านทาง shop.bmw.co.th ซึ่งครอบคลุมรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ดังนี้ บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 2, บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 (320d และ 330e M sport), บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5, บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 6 GT (630i GT M Sport), บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู M5, บีเอ็มดับเบิลยู M8, บีเอ็มดับเบิลยู i3s, บีเอ็มดับเบิลยู X1, บีเอ็มดับเบิลยู X3, บีเอ็มดับเบิลยู X5 และบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ สำหรับมินิ ลูกค้าที่จองมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.mini.co.th จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่
ราคาจำหน่าย: 7,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

ราวสิบปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ได้สานต่อนวัตกรรมเพื่อเดินหน้าผสมผสานอัตลักษณ์ของรถยนต์สปอร์ตอันโดดเด่นเข้ากับดีเอ็นเอแห่งความคลาสสิคสไตล์คูเป้ จึงก่อกำเนิดเป็นรถยนต์คลาส Sports Activity Coupe (SAC) รูปแบบใหม่ โดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 เจเนอเรชั่นที่สามนี้มาพร้อมกับดีไซน์อันเฉียบคมดุดันและภาพลักษณ์ที่สะท้อนถึงความมั่นใจ ทรงอำนาจ และความบึกบึนกำยำ

ภายนอกตัวรถบีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่ กว้างขวางขึ้นกว่าเคย ด้วยความยาวตัวรถที่ 4,935 มิลลิเมตร ยาวขึ้นจากเคย 26 มิลลิเมตร พร้อมความกว้างที่ 2,004 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 15 มิลลิเมตร และความสูงที่ 1,696 มิลลิเมตร เตี้ยลง 6 มิลลิเมตร จากรถรุ่นก่อนหน้า ผสมผสานสัดส่วนที่ขยายออกอย่างปราดเปรียว เติมเต็มภาพลักษณ์กำยำทรงพลังยิ่งขึ้น ด้านระยะฐานล้อยาวขึ้นที่ 2,975 มิลลิเมตร มากกว่าเดิมถึง 42 มิลลิเมตร 

กระจังหน้ารูปไตขนาดใหญ่แบบกรอบเดี่ยวทำมุมรับกับไฟหน้าอย่างชัดเจนกว่าเดิม ทั้งยังมาพร้อมกับไฟแบบส่องสว่าง “Iconic Glow” ที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเป็นครั้งแรก พร้อมเสริมรูปลักษณ์ภายนอกให้หรูหราดูเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งขึ้น โดยแผงกระจังหน้าจะส่องแสงเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถยนต์ แต่ผู้ขับสามารถสั่งเปิดหรือปิดแสงกระจังหน้าได้ด้วยตัวเองเช่นกัน รวมทั้งยังเปิดใช้ในขณะขณะขับขี่ได้อีกด้วย

บีเอ็มดับเบิลยู X6 xDrive30d M Sport ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ ให้กำลังสูงสุดถึง 195 กิโลวัตต์/265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที จึงมอบแรงบิดสูงสุด 620 นิวตันเมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ Sport Steptronic 8 จังหวะ บีเอ็มดับเบิลยู X6 สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 6.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ xDrive เจเนอเรชั่นล่าสุด ส่งแรงบิดแบ่งล้อหน้าและหลังได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการในแต่ละสถานการณ์ด้วยความแม่นยำและความเร็วที่มากยิ่งขึ้น

การตอบสนองแบบสปอร์ตของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ถูกเสริมด้วยเพลาหน้าแบบปีกนกคู่และเพลาหลังแบบ five-link ส่งให้ช่วงล่างทรงประสิทธิภาพอย่างสมบูรณ์แบบ เติมเติมสุดยอดความปราดเปรียวและการขับขี่ที่สะดวกสบายบนท้องถนน ทั้งยังช่วยยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงแม้ในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ส่วนช่วงล่าง Dynamic Damper Control มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ด้านข้างตัวรถคงไว้ซึ่งสัดส่วนที่คุ้นเคยกันดีของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยเส้นสายลากผ่านซึ่งระบุถึงตัวตนได้อย่างชัดเจนและหลังคาที่ทำองศาโค้งอย่างปราดเปรียว ล้ออัลลอย M ลาย Double Spoke น้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว มาพร้อมกับซุ้มล้อทรงแปดเหลี่ยมมน ส่วนช่องระบายอากาศสีเดียวกับตัวถังผสมผสานเข้ากับซุ้มล้อที่โดดเด่น เน้นย้ำรูปลักษณ์ภายนอกให้ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ส่วนท้ายรถของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มอบเค้าโครงอันแข็งแกร่งด้วยเส้นสายตัวถังที่ทรงพลัง เสริมความกำยำบึกบึนด้วยไฟท้าย LED ขนาดกว้างรูปตัว L ส่วนประตูท้ายรถผสานอย่างไร้รอยต่อเป็นหนึ่งเดียวกับเส้นแนวขวางของตัวถังจนแทบมองไม่เห็น

ภายในห้องผู้โดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เอ็กซ์คลูซีฟและปราดเปรียวยิ่งขึ้น ดีไซน์บริเวณที่นั่งคนขับมาพร้อมกับการจัดวางแผงควบคุมแบบใหม่ที่ตอบรับกับปรัชญาอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยูซึ่งคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ นอกจากนี้การออกแบบเบาะที่นั่งให้สูงขึ้นยังช่วยให้ผู้ขับสามารถตรวจสอบทุกการขับขี่ได้อย่างครอบคลุมที่สุดอีกด้วย ด้านแพ็คเกจชุดแต่ง M Sport เสริมมาดความปราดเปรียวของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ด้วยพวงมาลัย M Sport คันเร่ง M-specific ภายในตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เพดานหลังคาภายในสี Anthracite

นอกจากนี้ยังมอบการใช้งานที่หลากหลายด้วยพนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 ซึ่งสามารถพับเก็บเพื่อเพิ่มความจุของพื้นที่จากเดิม 580 ลิตร เป็น 1,530 ลิตร สำหรับอุปกรณ์เสริมไฮไลท์อื่นๆ ได้แก่ ฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ BMW Gesture Control ที่วางแก้วน้ำปรับอุณภูมิพร้อมการชาร์จแบบไร้สาย หลังคากระจกแบบ Panorama และระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon

นอกจากฟังก์ชันที่เพิ่มเติมมามากมาย ระบบภายในรถยนต์ยังทำงานอย่างทรงประสิทธิภาพในการเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัย อุปกรณ์มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop & Go ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professional มากับระบบพวงมาลัยอัตโนมัติและระบบบังคับรถให้วิ่งอยู่ในช่องทางจราจร พร้อมเสริมความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันเหนือชั้น ระบบผู้ช่วยส่วนตัวในรถยนต์ BMW Intelligent Personal Assistant พร้อมมอบทุกความช่วยเหลือให้กับผู้ขับขี่ ส่วนระบบ BMW Live Cockpit Professional ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X6 ใหม่ ผสมผสานหน้าจอแสดงผลรุ่นใหม่และแนวคิดการใช้งานเข้ากับระบบการเชื่อมต่อที่ครบครันกว่าใคร บนแผงหน้าปัดและจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว

บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่
ราคาจำหน่าย:
17,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard) 

บีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ไม่ซ้ำใครในสไตล์โฉบเฉี่ยวอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล M ที่โลดแล่นด้วยความเฉียบคมอย่างเหนือชั้น ที่สุดแห่งความปราดเปรียวในทุกสภาวะการขับขี่ มาพร้อมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในตระกูล M ส่งพละกำลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ เสริมความแรงด้วยเทคโนโลยี M TwinPower Turbo มอบกำลังสูงสุด 460 กิโลวัตต์/625 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,860 รอบต่อนาที โลดแล่นจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.2 วินาที เครื่องยนต์นี้ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะพร้อมเทคโนโลยี Drivelogic กระจายกำลังลงสู่สี่ล้อด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เทคโนโลยี M xDrive พร้อมระบบระบายความร้อนเพื่อควบคุมอุณภูมิในห้องเครื่องให้เหมาะสมตลอดเวลา ทั้งขณะขับขี่ในชีวิตประจำวันและขณะโลดแล่นด้วยความเร็วสูงบนสนามแข่ง

ปุ่ม Drivelogic ในดีไซน์ใหม่ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดเกียร์ได้ 3 โหมดตามสไตล์ที่ชื่นชอบ เพื่อเสริมประสิทธิภาพ ความสปอร์ตและปราดเปรียวยิ่งขึ้นในการขับขี่ เสริมความสปอร์ตด้วยแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบ M พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ที่เน้นการถ่ายเทกำลังลงสู่ล้อหลัง ทำงานเข้าจังหวะกับระบบเฟืองท้าย Active M เพื่อผสานการกระจายกำลังจากเครื่องยนต์ลงสู่ท้องถนนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมาพร้อมช่วงล่าง Adaptive M ควบคุมระบบโช้กอัพด้วยไฟฟ้า และพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ M ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ การทำงานร่วมกันระหว่างระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive และระบบเฟืองท้าย Active M ยังสร้างโหมดการขับขี่แบบ M Dynamic ที่มอบความเป็นอิสระแก่ล้อให้สามารถ
ดริฟท์เข้าโค้งได้อย่างถึงใจยิ่งขึ้น

ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู M8 Competition Coupe ใหม่มอบความหรูหราเหนือระดับที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ได้รับการออกแบบมาเพื่อสอดรับกับรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ตั้งแต่กระจังหน้าทรงไตคู่ที่มาพร้อมแท่งโครเมียมสีดำเงาแบบคู่ เช่นเดียวกับรถในตระกูล M รุ่นอื่น ๆ แต่ประดับความพิเศษด้วยโลโก้ M8 พร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ 3 ช่อง ที่นอกจากจะเสริมลุคสปอร์ตสะดุดตาแล้ว ยังช่วยระบายการถ่ายเทอากาศในเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ และระบบเบรก ไฟหน้าทรงเรียวยาวมอบความรู้สึกดุดันตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น และยังมาพร้อมระบบไฟหน้า BMW Laserlight ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาแบบ M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Star Spoke รูปลักษณ์ที่สื่อถึงความโฉบเฉี่ยวและความเอ็กซ์คลูซีฟของสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล M นี้ยังมาพร้อมซุ้มล้อหน้าขนาดใหญ่ ช่องระบายอากาศด้านข้างแบบ M กระจกรถได้รับการเสริมประสิทธิภาพด้านแอโรไดนามิกส์ สปอยเลอร์หลัง กระโปรงท้ายและชิ้นส่วนกันชนด้านล่างโดดเด่นยิ่งขึ้นในสีตัดกัน หลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) แบบ double-bubble สะท้อนถึงสไตล์รถแข่งสุดคลาสสิก

ภายในห้องโดยสารผสานดีไซน์เฉพาะตัวแบบ M เข้ากับความหรูหราทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว ตกแต่งด้วยวัสดุหนังแท้และคาร์บอนไฟเบอร์ มาพร้อมกุญแจ BMW Display Key หน้าจอ BMW Head-Up Display ที่แสดงข้อมูลเฉพาะสำหรับตระกูล M เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ Driving Assistant Professional ระบบช่วยนำเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ระบบ BMW Live Cockpit Professional ที่มาพร้อมระบบนำทางและระบบผู้ช่วยส่วนตัว BMW Intelligent Personal Assistant ทันสมัยด้วยหน้าจอแสดงผลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้วด้านหลังพวงมาลัย และหน้าจอ Control display ขนาด 10.25 นิ้ว

 

นอกจากนี้ยังมาพร้อมการออกแบบปุ่ม Setup บริเวณคอนโซลกลางแบบใหม่ ที่ให้ผู้ขับขี่เข้าถึงการตั้งค่าเครื่องยนต์ ช่วงล่าง พวงมาลัย ระบบขับเคลื่อน M xDrive และระบบเบรกได้อย่างง่ายดาย เพื่อปรับให้เข้ากับสภาพท้องถนนและสไตล์การขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล และยังเพิ่มปุ่ม M Mode เพื่อปรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ต่าง ๆ และการแสดงผลบริเวณแผงหน้าปัดและจอ Head-Up Display รวมถึงเลือกตั้งค่าการขับขี่แบบ ROAD, SPORT และ TRACK

บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport (โปรไฟล์ใหม่)
ราคาจำหน่าย: 4,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)
 

บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport ยกระดับความสะดวกสบายในการขับขี่ พร้อมห้องโดยสารที่โอ่อ่ากว้างขวางเพื่อความผ่อนคลายในการเดินทาง มาในเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Sport Steptronic ส่งพละกำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า ที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบต่อนาที จึงเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งสู่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.3 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งยังมีช่วงล่างแบบถุงลมปรับระดับอัตโนมัติติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

ดีไซน์ภายนอกสื่อถึงเอกลักษณ์ที่สะดุดตาและทรงพลัง สัดส่วนที่ลงตัวและสง่างามตามเส้นสายบนตัวรถ มาพร้อมไฟหน้า Adaptive LED ปรับตามทิศทางหมุุนของพวงมาลัย และกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู หลังคาลาดต่ำในสไตล์คูเป้บรรจบกับส่วนท้ายของรถ ไฟท้ายในดีไซน์สามมิติโดดเด่นสะกดสายตา เสริมความสปอร์ตด้วยชุดแอโรไดนามิกส์แบบ M

ในห้องโดยสารของบีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport ออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ พื้นที่โดยสารโอ่อ่ากว้างขวาง เบาะที่นั่งคนขับยกสูงเพื่อวิสัยทัศน์ที่กว้างรอบด้านยิ่งขึ้นของผู้ขับขี่ การจัดวางปุ่มควบคุมต่าง ๆ อยู่บนพื้นฐานของหลักการยศาสตร์ เพื่อมอบความพึงพอใจยิ่งขึ้นระหว่างขับขี่ เส้นสายการออกแบบและวัสดุแสดงถึงความประณีตและความเหนือระดับ เบาะที่นั่งด้านหลังกว้างขวางสะดวกสบาย มาพร้อมกระโปรงท้ายที่เปิดปิดอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า พนักพิงเบาะหลังแบ่งพับแบบ 40:20:40 ยังสามารถพับให้ราบได้ด้วยปุ่มในกระโปรงท้าย ฝาปิดช่องเก็บสัมภาระแบบสองชิ้นในโครงสร้างแข็งแกร่งทนทาน และสามารถพับเก็บไว้ใต้พื้นกระโปรงท้ายได้

บีเอ็มดับเบิลยู BMW 630i GT M Sport มาพร้อมระบบควบคุมและแสดงผลชั้นเยี่ยม นำเสนอที่สุดแห่งความครบถ้วนในการควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสารและระบบความบันเทิงที่ครบเครื่องอย่างไม่มีใครเทียบ แผงคอนโซลหน้ามาพร้อมกับหน้าปัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอระบบสัมผัส Control Display ความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว มอบความสะดวกสบายด้วย BMW ConnectedDrive มาพร้อมระบบการสั่งงานด้วยเสียง (Intelligent Voice Control Assistance) กล้องรอบทิศทาง (Surround View Camera) และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ (BMW gesture control) ทั้งยังเสริมความล้ำสมัยด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นระบบแจ้งเตือนและป้องกันการชนที่ครอบคลุมทั้งยานพาหนะและคนเดินถนน ระบบสนับสนุนการควบคุมพวกมาลัยและการเปลี่ยนเลน พร้อมฟังก์ชั่นป้องกันการชนด้านข้าง ระบบแจ้งเตือนรถตัดหน้า ระบบ Evasion Aid ที่ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในกรณีที่รถคันหน้าเบรกกะทันหัน ระบบควบคุุมความเร็วคงที่พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมไปถึงการจอดรถยนต์โดยควบคุมด้วยกุญแจ (Remote Controlled Parking) และจอแสดงข้อมูลการขับขี่ BMW Head-Up Display

 

 

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม (ระบบเกียร์ส่งกำลังใหม่)
ราคาจำหน่าย: 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

 มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ใหม่ มาในรูปลักษณ์ปราดเปรียวและคลาสสิกในสไตล์คันทรีแมน ภายนอกและภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน เพิ่มความหรูหรา ภายในรถมาพร้อมกล้องมองหลังและระบบ Parking Assistant ช่วยให้จอดรถได้ง่ายดาย และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร มอบกำลังสูงสุดถึง 141 กิโลวัตต์/192 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบต่อนาที เช่นเดียวกับในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน และทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ Steptronic 7 จังหวะแบบสปอร์ตพร้อม Paddle Shift พวงมาลัยหนังแท้สไตล์ MINI Yours แบบสปอร์ตพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่น และล้ออัลลอยสีดำลาย Pin Spoke ขนาด 18 นิ้ว ขับขี่ได้สนุกทันใจแบบมีสไตล์

ห้องโดยสารตกแต่งในสไตล์ MINI Yours Piano Black Illuminated สีดำมันวาว มาพร้อมไฟสีที่แต่งแต้มห้องโดยสารเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมด้วยเครื่องเสียงชั้นเลิศจาก Harman Kardon ที่พร้อมมอบความเพลิดเพลินให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร เพื่อการเดินทางที่สุนทรีย์ยิ่งขึ้น

ด้วยระบบแสดงผล MINI Head-Up Display ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีในห้องโดยสารเครื่องบินเจ็ท ผู้ขับขี่มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม จะสามารถมองเห็นข้อมูลการขับขี่ เช่น ความเร็วของรถยนต์ โดยที่ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยบนท้องถนน ส่วนหน้าจอระบบสัมผัสดีไซน์ใหม่ขนาด 8.8 นิ้ว
จะอยู่บริเวณกลางแผงคอนโซล พร้อมระบบ MINI Connected ที่เป็นเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวในยามเดินทาง แสดงพิกัดของรถ และข้อมูลต่างๆ ผ่านการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่
ราคาจำหน่าย: 2,290,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม โปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

มินิ คูเปอร์ เอสอี ใหม่ สืบทอดตำนานความคลาสสิกตามแบบฉบับมินิ 3 ประตู แต่แทนที่เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี ไร้การปล่อยมลพิษได้อย่างแท้จริง โดยระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ตำแหน่งที่ตั้งของแบตเตอรี่แรงดันสูงบริเวณใต้ท้องรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้าไปจนถึงบริเวณใต้เบาะหลัง ทำให้มินิ คูเปอร์ เอสอี มีพื้นที่ในการเก็บสัมภาระมากกว่ารุ่นอื่น ๆ และเพื่อเป็นการสร้างระยะห่างจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถและพื้นถนน มินิ คูเปอร์ เอสอีจึงได้รับการออกแบบให้สูงกว่ามินิรุ่นอื่น ๆ 18 มิลลิเมตร

ขุมพลังไฟฟ้าใน มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้พัฒนาขึ้น สามารถส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า และด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงสามารถส่งแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรได้ทันทีที่เท้าแตะคันเร่งแม้จากรถหยุดนิ่ง ส่งความเร็วจาก 0 ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.9 วินาที มอบความแรงเร้าใจใน 60 เมตรแรกได้เทียบชั้นรถสปอร์ต และสามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 217 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ติดตั้งระบบการจำลองเสียงเพื่อเตือนคนเดินถนน ซึ่งเป็นเสียงเฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี เท่านั้น โดยจำลองเสียงผ่านทางระบบลำโพงสำหรับขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ โดยทุกชิ้นส่วนของระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะได้รับการปกป้องด้วยโครงสร้างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และจะหยุดการทำงานทั้งหมดทันทีหากได้เกิดการชน

มินิ คูเปอร์ เอสอี ยังมาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ (DSC) ที่เสริมความสนุกสนานขณะโลดแล่นบนท้องถนนได้อย่างเร้าใจยิ่งขึ้น โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน และรองรับการตั้งค่าต่าง ๆ ตามสภาวะการขับขี่และรูปแบบการขับขี่ที่เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล โดยมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, MID, GREEN, และ GREEN+ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป คือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่ (regenerative brake) ที่ทำให้รถชะลอความเร็วทันทีที่ผู้ขับยกเท้าออกจากคันเร่ง จึงสามารถลดความเร็วรถได้ขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำโดยไม่ต้องแตะเบรก ทำให้ ผู้ขับขี่สามารถควบคุมความเร็วได้โดยใช้เพียงคันเร่งเท่านั้น

แบตเตอรี่แรงดันสูงสามารถรองรับสายชาร์จทั้งแบบมาตรฐานและสายชาร์จจาก MINI ELECTRIC Wallbox ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ ชาร์จถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายใน 2.5 ชั่วโมง และชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ภายใน 3.5 ชั่วโมง และหากชาร์จจากสถานีที่เป็นหัวชาร์จแบบ DC fast-charging
จะช่วยให้สำรองพลังงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้รับการออกแบบมาให้รองรับพลังงานในการชาร์จได้สูงสุด 50 กิโลวัตต์ ชาร์จได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ภายในเพียง 36 นาที โดยสามารถรองรับหัวชาร์จทั้ง AC และ DC แบบ Type 2 และหัวชาร์จ CCS Combo 2 ซึ่งจะมีไฟบอกสถานะการชาร์จปรากฎอยู่เหนือเต้าเสียบใน 3 สถานะด้วยกัน ได้แก่ ไฟสีส้มขณะเริ่มชาร์จ ไฟกระพริบสีเหลืองระหว่างการชาร์จ และไฟสีเขียวเมื่อชาร์จเต็ม

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะผ้าสีดำ Carbon Black ลาย Double Stripe หัวเกียร์ในดีไซน์เฉพาะสำหรับรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอี ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน แยกการระบายอากาศและการควบคุมอุณหภูมิระหว่างผู้ขับและผู้โดยสาร แผงหน้าปัดมาในดีไซน์เฉพาะรุ่นเช่นเดียวกัน โดดเด่นด้วยจอแสดงผลสีดิจิทัลขนาด 5.5 นิ้ว ในดีไซน์ Black Panel ด้านหลังพวงมาลัย โดยอัตราความเร็วในการขับขี่จะแสดงผลทั้งในแบบตัวเลขและแถบทรงกลมอยู่บริเวณกลางจอ ส่วนด้านข้างเป็นการแสดงข้อมูลในรูปแบบดิจิทัลเกี่ยวกับระดับพลังงานของแบตเตอรี่แรงดันสูง โหมดการขับขี่ สถานะของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และสัญญาณแสดงสถานะการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่ สำหรับจอระบบสัมผัสขนาด 6.5 นิ้วบริเวณแผงคอนโซล รองรับการแสดงผลจากบริการ MINI Connected ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เช่น จอ eDrive ที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงานและระยะทางที่วิ่งได้ รวมถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการเพิ่มระยะทางในการขับขี่

ดีไซน์ภายนอกมาพร้อมเส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและชัดเจน สะท้อนถึงเทคโนโลยีการขับขี่แห่งอนาคตที่ล้ำสมัย ส่วนฝาครอบที่ชาร์จไฟฟ้าอยู่เหนือล้อหลังด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับฝาถังน้ำมันของมินิ 3 ประตู บนฝาแสดงสัญลักษณ์ MINI Electric เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการใช้พลังงานไฟฟ้า สัญลักษณ์นี้ยังปรากฎบริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง ประตูท้ายรถ และกระจังหน้า ซึ่งสะดุดตาด้วยแถบสีเหลืองรับกับฝาครอบกระจกข้างในสีเดียวกัน สร้างความโดดเด่นเฉพาะตัวให้แก่มินิ คูเปอร์ เอสอี ซึ่งมาพร้อมไฟหน้า LED เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ ยังเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ด้วยล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 17 นิ้ว ลาย MINI Electric Corona พร้อมยางรันแฟลตที่มีเป็นพิเศษเฉพาะในรุ่นมินิ คูเปอร์ เอสอีเท่านั้น

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ

ข้อเสนอพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู*: ยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา BSI เป็นเวลา 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร พร้อมรับฟรี ลำโพง Bowers & Wilkins

ลูกค้าที่ทำการจองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตั้งแต่วันนี้ และมีกำหนดส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับข้อเสนอพิเศษ ได้แก่

  1. เมื่อซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นพร้อมซื้อโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Ultimate ที่ให้ระยะเวลาบำรุงรักษา 5 ปี / 100,000 กิโลเมตร จะได้รับการอัพเกรดระยะเวลาบำรุงรักษาเป็น 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร และการรับประกันรวมทั้งสมาชิกภาพ BMW Mobility Service เป็นระยะเวลา 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  2. บีเอ็มดับเบิลยู ขยายช่องทางการจองรถยนต์มากมายหลากหลายรุ่นผ่านทางออนไลน์ที่ bmw.co.th. โดยลูกค้า 200 ท่านแรกที่ทำการจองรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์ภายในวันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับลำโพง Bowers & Wilkins ฟรี
  3. ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น**รับฟรี แท่นชาร์จ BMW Wallbox พร้อมฟรีค่าติดตั้ง
  4. นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่นแบบสินเชื่อผ่านบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย จะได้รับประกันภัยชั้นหนึ่ง 3 ปี ฟรี
  5. สำหรับลูกค้าที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู X1 ทุกรุ่น รับข้อเสนอดาวน์ 0% พร้อมเว้นผ่อนชำระได้จนถึงสิ้นปี 2563 จากแคมเปญ “JOY NOW, PAY NEXT YEAR”เมื่อซื้อรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X1 แบบสินเชื่อผ่านบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ด้วยเงื่อนไขพิเศษนี้ ลูกค้าจะสามารถขยายระยะเวลาการผ่อนจ่ายงวดแรกไปได้ถึงเดือนมกราคม 2564 เพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกค้าทุกท่านในช่วงนี้โดยเฉพาะ
  6. แคมเปญ Loyalty สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู สามารถนำรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ท่านเป็นเจ้าของ รุ่นใดก็ได้ มาเปลี่ยนเป็น บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู X3 ได้ในมูลค่าที่สูงกว่าทั่วไป

ข้อเสนอพิเศษจากมินิ*: 30 นาทีทอง MINI Flash Deal เฉพาะในวันที่ 25 มีนาคม เวลา 20.10-20.40 น. เท่านั้น 

  1. มินิ ประเทศไทย มอบข้อเสนอสุดพิเศษ 30 นาทีทอง สำหรับลูกค้าที่ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ https://bit.ly/33pwkmn ตั้งแต่วันนี้จนถึง 25 มีนาคม เวลา 00 น.เท่านั้น โดยลูกค้าจะสามารถรับข้อเสนอพิเศษเมื่อซื้อมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์ www.mini.co.th ในวันเดียวกัน ตั้งแต่เวลา 20.10-20.40 น. เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น
  2. สำหรับผู้ที่จองมินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 – 31 มีนาคม 2563 และมีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับฟรี
    • ประกันภัยชั้นหนึ่ง หนึ่งปีเต็ม
    • ประกันสุขภาพโควิด-19
    • ตัวกรองอากาศ MINI Fine Dust Filter

ลูกค้าที่จองรถยนต์มินิ (เฉพาะรุ่นที่กำหนดเท่านั้น) ตั้งแต่วันนี้ และมีกำหนดส่งมอบภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 จะได้รับการยกระดับโปรแกรมบำรุงรักษา MSI จากระยะเวลา 3 ปี / 60,000 กิโลเมตร เป็น 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร

บางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ประกาศเลื่อนจัดครั้งที่ 2 เป็น 18-31 พ.ค. 63 นี้

0

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ได้มีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ทางบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชนในฐานะผู้จัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์” ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ และความจำเป็นในการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาด อีกทั้งยังคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของผู้เข้าร่วมงาน และทีมงานเป็นสำคัญ  ถึงแม้ว่าทางคณะผู้จัดงานฯ จะมีการเตรียมมาตรการการป้องกันที่รัดกุมและเข้มงวดแล้วก็ตาม

แต่เพื่อสอดรับกับนโยบายการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ของรัฐบาล คณะผู้จัดงานฯ จึงมีมติให้เลื่อนการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2563 ไปเป็นวันที่ 20 เมษายน- 3 พฤษภาคม 2563 และขอแจ้งเปลี่ยนแปลงกำหนดการครั้งใหม่ไปเป็นวันที่ 18-31 พฤษภาคม 2563 

เอ็มจี ส่งสมาร์ทเอสยูวี NEW MG ZS เขย่าตลาด ชูคอนเซ็ปต์ “SMART UP”

0

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัว NEW MG ZS  โฉมใหม่อย่างเป็นทางการตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเอสยูวี ด้วยอีกขั้นของยนตรกรรมภายใต้นิยาม “SMART UP” ยกระดับสู่การเป็น “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” โดยมีนักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง “เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม” เป็นพรีเซนเตอร์คนแรก ที่จะมาถ่ายทอดดีเอ็นเอของความสมาร์ทได้อย่างสมบูรณ์แบบ และถือเป็นครั้งแรกของเอ็มจีกับการเปิดตัวรถในรูปแบบออนไลน์ ที่สามารถรับชมได้พร้อมกันทั่วประเทศไทย โดยมีแผนเผยโฉมอย่างเป็นทางการสู่สาธารณชน ณ โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายนนี้

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี พ.ศ. 2560 เราได้แนะนำรถเอสยูวีรุ่น NEW MG ZS สู่ตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วยแนวคิด ที่ต้องการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ หรือ สมาร์ทคาร์ โดยสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถยนต์ ในเมืองไทยจากการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ซึ่งเป็นระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะระบบแรก และระบบเดียวในโลกที่รองรับการสั่งการในรถด้วยเสียงภาษาไทย พร้อมดีไซน์ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัย ที่ครบครัน ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ซึ่งทำให้เราสามารถะก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำของกลุ่มรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก หรือ B-SUV ด้วยยอดขายสะสมที่มากกว่า 30,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง

ในครั้งนี้ เอ็มจี ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว NEW MG ZS โฉมใหม่ ที่ยกระดับไปอีกขั้น และให้ความสมาร์ทและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “SMART UP” กับภาพลักษณ์ของการเป็น “สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” และสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในทุกด้าน โดยนอกจากการดีไซน์ใหม่ของทั้งด้านหน้าและท้ายรถให้ดูโฉบเฉี่ยว เสริมความสปอร์ตและแฝงความหรูหราที่มากขึ้นแล้ว NEW MG ZS ยังมาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 8 สปีด ซึ่งทำให้การตอบสนองต่อการขับขี่ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นใหม่ Emergency Call ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงาน ด้วยการโทรและส่งข้อความ ระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้ เพิ่มโอกาสการรับความช่วยเหลือในเวลาฉุกเฉิน รวมทั้งมีระบบ ความปลอดภัยที่ให้มากกว่าเดิมทั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) และระบบความปลอดภัยอื่นๆ อย่างครบครัน โดยการเปิดตัว NEW MG ZS ในครั้งนี้ ยังถือเป็นครั้งแรก ที่จัดเปิดตัวในรูปแบบออนไลน์ ผ่านช่องทาง Facebook official page : MG Thailand ที่สามารถรับชมพร้อมกันได้ทั่วประเทศไทย”

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัว “เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม” นักร้องและแสดงชั้นนำ ในฐานะพรีเซนเตอร์ คนแรกของ NEW MG ZS โดยมั่นใจว่า นอกจากจะช่วยสร้างความสนใจไปยังกลุ่มเป้าหมายแล้ว คุณเจเจ จะสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ความสมาร์ทของตัวรถผ่านตัวตนที่มีความโดดเด่นและมีแนวทางการใช้ชีวิตที่สมาร์ทได้เป็นอย่างดี 

“ผมเชื่อว่ารถเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดีครับ สำหรับ ่างT UP ยีความล้ำสมNEW MG ZS ซึ่งมาพร้อมนิยาม “SMART UP” คันนี้ สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างผมที่ชื่นชอบความทันสมัย เทคโนโลยีล้ำๆ พร้อมความสนุกในการขับขี่ได้อย่างลงตัว และเป็นสมาร์ทเอสยูวีที่คุ้มค่าที่สุดในเวลานี้แล้วครับ” เจเจ – กฤษณภูมิ กล่าว 

NEW MG ZS : SMART UP สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน

“NEW MG ZS” อีกขั้นของยนตกรรม SUV ที่มาพร้อมนิยาม “SMART UP สมาร์ทเอสยูวี ที่เหมาะกับชีวิตสมาร์ทของทุกคน” ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC ให้ความสปอร์ต หรูหรา ตามแบบฉบับยนตรกรรมอังกฤษที่ได้รับการอัพเกรดขึ้นอีกขั้นทั้งในด้านสมรรถนะ (PERFORMANCE) การควบคุม (HANDLING) การออกแบบ (DESIGN) ความสะดวกสบาย (COMFORT) และความปลอดภัย (SAFETY) ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สมาร์ทของทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

SMART UP – EXTERIOR DESIGN ขั้นกว่าของดีไซน์ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

NEW MG ZS โดดเด่นด้วยสไตล์ความเป็นสปอร์ตและรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และการออกแบบเส้นสายด้านข้างแบบ British Shoulder Line ด้วยความโค้งมนที่เป็นเอกลักษณ์ของเอ็มจี เพิ่มความสมาร์ทด้วยไฟหน้าแบบ LED Projector ที่ควบคุมการเปิด-ปิดอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHT) และไฟท้ายแบบ LED พร้อมเสริมความดุดันด้วยล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

              

SMART UP – INTERIOR DESIGN & COMFORT ความลงตัวของงานออกแบบพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์

NEW MG ZS  ได้รับการออกแบบภายในอย่างพิถีพิถันด้วยห้องโดยสารแบบสปอร์ตสีทูโทน และการใช้วัสดุ SOFT TOUCH ในการตกแต่ง โดดเด่นขึ้นอีกขั้นด้วยพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นและหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะขนาด 7 นิ้วดีไซน์ใหม่ (Digital Multi-Function Display)  และหน้าจอ touch screen ขนาดใหญ่ 10 นิ้ว  ซึ่งรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Apple CarPlay และระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียกับสมาร์ทโฟนระบบ Android พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีระบบกรองอากาศเพื่อกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 อีกทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมที่พักแขนด้านหน้า รวมไปถึงระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ (Smart Key) พร้อมสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยปุ่ม Push Start และยังคงสุนทรียภาพในการขับขี่ด้วยหลังคาซันรูฟขนาดใหญ่แบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)

SMART UP PERFORMANCE บทพิสูจน์แห่งยนตรกรรมที่มาพร้อมขุมพลังที่ให้สมรรถนะเต็มประสิทธิภาพ

NEW MG ZS ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 114 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ใหม่ 8 สปีด และสามารถปรับโหมดพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด คือ โหมด City สำหรับการขับขี่ในเมือง โหมด Standard สำหรับการขับขี่ทั่วไป และโหมด Sport สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ตที่จะให้ความเร้าใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น NEW MG ZS มาพร้อมช่วงล่างตามแบบ EURO TUNING SUSPENSION ที่ให้การทรงตัวอย่างดีเยี่ยม ผสานกับระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลงและช่วงล่างหลังแบบ Torsion Beam ที่จะทำให้การควบคุมในการขับขี่มีความลงตัวมากขึ้น

SMART UP – INTELLIGENT SYSTEM ตอกย้ำความเป็นสมาร์ทเอสยูวี ด้วยระบบอัจฉริยะ i-SMART

NEW MG ZS ยังคงมาพร้อมระบบปฎิบัติการอัจฉริยะ i-SMART เอกสิทธิ์เฉพาะของเอ็มจี เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่สมาร์ทยิ่งขึ้น

  • Smart Command ที่สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทยหรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมยกระดับความสมาร์ทเพื่อความปลอดภัย ด้วยระบบ Emergency Call ซึ่งจะมีการโทรและส่งข้อความระบุพิกัดรถไปยังเบอร์โทรที่ได้มีการตั้งค่าไว้เมื่อถุงลมนิรภัยในรถทำงานทำให้การเข้าช่วยเหลือทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • Smart Connect เชื่อมต่อโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาดสามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมนำทางและรายงานการจราจรแบบ Real Time รวมทั้งการอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทันเหตุการณ์
  • Smart Check ที่จะทำให้การตรวจสอบรถของคุณง่ายดายยิ่งขึ้น โดยสามารถ ตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

SMART UP SAFETY สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยที่สุดแห่งเทคโนโลยีความปลอดภัย

NEW MG ZS เป็นยนตรกรรมที่มาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอย่างเต็มขั้น ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) พร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ที่จะทำงานผสานกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold)
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Brake System)
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control System)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)
  • ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
  • ระบบจำกัดความเร็ว ASL (Active Speed Limit)

นอกจากนี้ NEW MG ZS ยังมาพร้อมระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) และ ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold) กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Around View Monitor) พร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างรวม 6 จุด และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

* อุปกรณ์ที่ติดตั้งจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น

NEW MG ZS  มี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น C+ D+ และรุ่นสูงสุดคือ X+ พร้อมสีตัวถังทั้งหมด 4 สี คือ สีขาว Arctic White สีแดง Scarlet Red สีเงิน Silver Metallic และ สีดำ Black Knight โดยมีราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แบ่งตามรุ่นย่อย ดังนี้

รุ่นรถยนต์ราคาจำหน่าย (บาท)
NEW MG ZS รุ่น C+689,000
NEW MG ZS รุ่น D+739,000
NEW MG ZS รุ่น X+799,000

 

NEW MG ZS มาพร้อมโปรโมชั่นและแคมเปญสุดพิเศษ ที่จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของลูกค้า ในสถานการณ์ COVID-19 โดยลูกค้าที่จองและรับรถภายในเดือนเมษายนนี้ จะได้รับข้อเสนอสุดพิเศษ ดังนี้

  • ซื้อรถ NEW MG ZS วันนี้ “ขับฟรี 3 เดือน”*
  • ดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 89%*
  • ฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

*ภายใต้เงื่อนไขของสถาบันการเงินที่กำหนด

สำหรับผู้ที่สนใจ NEW MG ZS สามารถเข้าชม พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 3 – 5 เมษายน พ.ศ. 2563 หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ MG CALL CENTRE โทร. 1267 หรือที่เว็บไซต์ www.mgcars.com

“ควิกเลน” ส่งโปรโมชั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 99 บาท สุดคุ้ม

0

ควิกเลน ศูนย์บริการยางและรถยนต์ประเภทเร่งด่วน มาตรฐานระดับโลก เดินหน้าให้บริการลูกค้าในช่วงสถานการณ์โคโรนาไวรัส (โควิด -19) ด้วยโปรโมชั่นเปลี่ยนน้ำมันเครื่องราคาเดียวสุดคุ้มเพียง 99 บาท พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ด้วยการประกาศมาตรการรับมือสถานการณ์โคโรนาไวรัส (โควิด -19) ที่ ควิกเลน ทุกสาขา ทั่วประเทศ

 

แม้ในช่วงเวลาที่ควรงดการเดินทาง ควิกเลนเล็งเห็นความสำคัญในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าเพื่อเตรียมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือมีความจำเป็น จึงส่งมอบโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกค้าได้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแบบสังเคราะห์แท้ ในราคาเพียง 99 บาทต่อคัน พร้อมดูแลรถคุณระดับมืออาชีพ โดยลูกค้าสามารถเข้ามาที่รับบริการได้ที่ศูนย์บริการทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2563 หรือ จนกว่าสินค้าจะหมด

 

ทั้งนี้ เพื่อสุขอนามัยของลูกค้าที่เข้ารับบริการ ควิกเลนให้ความสำคัญแก่ความปลอดภัยของลูกค้า จึงได้มีมาตรการรับมือสถานการณ์โคโรนาไวรัส (โควิด-19) ที่ ควิกเลน ทุกสาขา ทั่วประเทศ อย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. เตรียมจุดล้างมือ หรือน้ำยาล้างมือหรือเจลแอลกอฮอล์ให้เพียงพอโดยเฉพาะในบริเวณที่มีการใช้งานร่วมกันจำนวนมาก เช่น ห้องรับรองลูกค้า ห้องสุขา จุดชำระเงิน จุดบริการอาหารและเครื่องดื่ม
  2. ทำความสะอาดอุปกรณ์บริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ลูกบิดประตู มือจับประตู ประตูห้องน้ำ ด้วยน้ำยาทำความสะอาดหรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ
  3. เช็ดทำความสะอาดภายในรถยนต์ เช่น มือจับประตู พวงมาลัย และปุ่มกดต่างๆ เมื่อลูกค้านำรถเข้ามาใช้บริการ
  4. คัดกรองพนักงานทุกคนโดยการวัดไข้ทุกวัน ให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยเวลาที่ปฏิบัติงาน และให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังประเทศเสี่ยง ตามประกาศของกรมควบคุมโรค

 

ลูกค้าสามารถโทรสอบถามข้อมูลสินค้า ราคาและโปรโมชั่น ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการให้บริการ ได้ที่ ‘Quick Line’  ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ควิกเลน ที่หมายเลข 02-039-5798 ให้บริการตลอด 7 วัน ระหว่าง 8.00-20.00 น.

Subaru Ultimate Test Drive เพราะความปลอดภัยรอไม่ได้

0

ซูบารุจัดกิจกรรม SUTD หรือ Subaru Ultimate Test Drive ที่สนามมอเตอร์สปอร์ตพาร์ค สุวรรณภูมิ ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากแฟน ๆ และผู้ที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมกันอย่างหนาแน่น ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดและฝนตกหนัก ยิ่งทำให้ ‘ซูบารุ ฟอเรสเตอร์’  ได้แสดงศักยภาพ ของเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งเครื่องยนต์ BOXER, ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร Symmetrical All-Wheel Drive, X Mode รวมทั้งเทคโนโลยีเสริมความปลอดภัยล่าสุดอย่าง EyeSight อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม #เพราะความปลอดภัยรอไม่ได้ ซูบารุ เพิ่มมาตรการเพื่อสุขอนามัยที่ดี โดยการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อก่อนเริ่มกิจกรรม เตรียมพร้อมหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกด้วย

โตโยต้า แนะนำยนตรกรรมระดับผู้นำ “อัลฟาร์ดและเวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่”

0

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แนะนำที่สุดแห่งยนตรกรรมระดับผู้นำโตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และเวลไฟร์ 2.5 รุ่นปรับปรุงใหม่ ด้วยการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายที่ครบครัน พร้อมมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่กับระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก 

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ระดับหรู โตโยต้า อัลฟาร์ด อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 เพื่อเป็นรถยนต์โดยสารสำหรับบุคคลระดับชั้นนำ ภายใต้การใส่ใจในการออกแบบทุกรายละเอียด ทั้งภายในและภายนอกอย่างประณีต รวมถึงผ่านการทดสอบคุณภาพรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย และในปีพ.ศ. 2558 ได้แนะนำโตโยต้า อัลฟาร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 3  ประกอบด้วยโตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราที่มาพร้อมความสปอร์ต และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์แห่งความเป็นผู้นำ

นายสุรศักดิ์ สุทองวัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของโตโยต้าที่จะปฏิรูปองค์กรสู่การเป็น องค์กรแห่งการขับเคลื่อน (Mobility Company) โดยการเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อและการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในความมุ่งมั่นนั้น คือการสร้าง ยนตรกรรมที่ดียิ่งกว่า (Ever-Better Cars) วันนี้โตโยต้าจึงขอแนะนำรถยนต์ โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 รุ่นปรับปรุงใหม่ ที่จะเติมเต็มความสะดวกสบายและความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว (Toyota T-Connect Telematics) เพื่อตอบสนองความต้องการแก่ลูกค้าทุกท่านอย่างเหนือความคาดหมาย”

โตโยต้า อัลฟาร์ด 2.5 ไฮบริด และโตโยต้า เวลไฟร์ 2.5 รุ่นปรับปรุงใหม่ สะท้อนความสมบูรณ์แบบเหนือระดับ ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่น และความสะดวกสบายครบครันอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายด้วยชุดเซ็นเซอร์เปิดฝาท้ายแบบ Kick activated เพิ่มสุนทรียภาพในทุกการเดินทางด้วยเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านหน้าขนาด 10.5 นิ้ว และด้านหลังขนาด 13.3 นิ้ว ที่สามารถรองรับ Apple car play ตลอดจนลำโพง JBL 17 ตัว เพื่อเติมเต็มความสนุกและเพลิดเพลินอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยกล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) กล้องวิดีโอบันทึกภาพติดรถยนต์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (Digital Video Recorder) และระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้ารุ่นล่าสุดอย่าง Toyota Safety Sense เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่ครบครันไปด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โตโยต้า อัลฟาร์ดและ โตโยต้า เวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่

อุปกรณ์อำนวยความสะดวก เพื่อที่สุดของสุนทรียภาพของการเดินทาง

  • เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านหน้าขนาด 5 นิ้ว รองรับ Apple car play
  • เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสด้านด้านหลังขนาด 3 นิ้ว
  • ลำโพง JBL 17 ตัว
  • ชุดเซ็นเซอร์เปิดฝาท้ายแบบ Kick activated

ระบบที่เชื่อมต่อรถและผู้ใช้รถให้เป็นหนึ่งเดียว (T-CONNECT TELEMATICS)

  • GEO-FENCING…ระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากบริเวณที่กำหนด
  • FIND MY CAR…เช็คตำแหน่งรถผ่านแอพพลิเคชั่น
  • PARKING ALERT…ระบบแจ้งเตือนผ่าน Notification เมื่อรถถูกสตาร์ทหรือเคลื่อนที่
  • STOLEN VEHICLE TRACKING…ระบบตรวจสอบตำแหน่งรถยนต์เมื่อถูกโจรกรรม
  • OPS (OPERATOR SERVICE)…ผู้ช่วยค้นหาเส้นทางตลอด24ชั่วโมง พร้อมบริการจองร้านอาหารชั้นนำ
  • SOS EMERGENCY SERVICE ประสานงานช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง*

(*อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มในบางกรณี)

  • PAY AS YOU DRIVE…ประกันภัย “ขับน้อย จ่ายน้อย”
  • NAVIGATOR…ระบบนำทางพร้อมแสดงข้อมูลจราจร
  • MY TOYOTA WI-FI…เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้พร้อมกันสูงสุดถึง 9 อุปกรณ์*

(*ตามเงื่อนไขที่กำหนดในแพ็คเกจ)

ระบบความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ  

  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมพวงมาลัยหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic High Beams)
  • ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่กลางเลน (Lane Tracing Assist)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Vehicle Sway Warning)
  • กล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor)
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อลมยางผิดปกติ (Tire Pressure Monitoring System)
  • กล้องวิดิโอบันทึกภาพติดรถยนต์ (Digital Video Recorder)

โตโยต้า อัลฟาร์ดและ โตโยต้า เวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ พร้อมให้คุณครอบครอง

สีภายนอก

  • โตโยต้า อัลฟาร์ด : White Pearl Crystal/ Luxury White Pearl/ Black
  • โตโยต้า เวลไฟร์ : Steel Bronze Metallic/ White Pearl Crystal/ Burning Black

ราคา

  • โตโยต้า อัลฟาร์ด 5 ไฮบริด  ราคา  4,019,000 บาท
  • โตโยต้า เวลไฟร์ 5                 ราคา  3,889,000 บาท

**ราคาดังกล่าวเป็นราคารถยนต์พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ผลิตจากโรงงาน และชุดอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ พร้อมค่าติดตั้งโดยบริษัท TAC จำกัด*

ร่วมสัมผัส โตโยต้า อัลฟาร์ดและเวลไฟร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ และสอบถามรายละเอียดได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://www.toyota.co.th/

กระหึ่มวงการแอดเวนเจอร์! ฮอนด้าเปิดตัว All New Africa Twin CRF1100L ครั้งแรกในไทย สุดยอดบิ๊กไบค์สายลุยระดับตำนาน รวมที่สุดของเทคโนโลยีขั้นสูงและล้ำสมัยไว้อย่างลงตัว

0

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์ในประเทศไทย เปิดตัวสุดยอดรถแอดเวนเจอร์รุ่นใหม่แห่งยุค All New Honda Africa Twin CRF1100L ตัวลุยสายพันธุ์ใหม่ ถอดรหัส DNA จากตำนานแชมป์ดาการ์แรลลี เจ้าของฉายา “ราชันย์แห่งทะเลทราย” พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ True Adventure กับการรวมที่สุดแห่งนวัตกรรมของการออกแบบและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อคนที่รักการขับขี่ทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ

โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ดุดัน สมรรถนะเหนือระดับจากขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1,100 ซีซี ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัจฉริยะ DCT มาพร้อมฟังกชั่นปรับโหมดการขับขี่ได้ถึง 6 โหมด พร้อมโช้คอัพหน้า-หลังไฟฟ้า มั่นใจด้วย Cornering Light ปรับแสงอัตโนมัติ และ Cornering ABS เพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเข้าโค้ง ถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 24.8 ลิตร ทุกองค์ประกอบสามารถรองรับการขับขี่ผจญภัยทั้งแบบออนโร้ดและออฟโร้ดได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการ ฮอนด้า บิ๊กวิง ทั้ง 22 แห่งทั่วประเทศ

มีให้เลือกทั้งรุ่นมาตรฐาน ที่มาพร้อมสีแดง-กรังด์ปรีซ์เรด และสีดำ-แมทบอลลิสติกแบล็คเมทัลลิค ราคาแนะนำ 559,000 บาท และรุ่นแอดเวนเจอร์สปอร์ต สีขาวไตรคัลเลอร์-เพิร์ลแกรไวท์ ราคาแนะนำ 699,000 บาท พร้อมโปรโมชันสำหรับลูกค้าที่ซื้อภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ รับข้อเสนอพิเศษราคาเพียง 669,000 บาท เท่านั้น

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ภายใต้คอนเซปต์ Honda BigBike Excites the World เรามุ่งมั่นนำเสนอประสบการณ์ระดับโลกอันท้าทายและระทึกใจ ให้กับลูกค้าชาวไทยผ่านรถบิ๊กไบค์หลากหลายรูปแบบตามรสนิยมหรือความชื่นชอบของแต่ละคน ครั้งนี้ เราพร้อมที่จะส่งมอบอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ในสไตล์แรลลี่ ด้วยการเปิดตัว All New Honda Africa Twin CRF1100L เป็นครั้งแรกในเมืองไทย หลังจากที่รถรุ่นนี้ได้รับการแนะนำสู่ตลาดโลกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วที่ประเทศอิตาลีและได้พบกระแสตอบรับที่ล้นหลาม วันนี้ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของสุดยอดรถแอดเวนเจอร์ระดับตำนานที่เคยคว้าแชมป์ดาการ์แรลลี่ 4 ปีซ้อน จนถูกยกให้เป็นตัวจริงในสายแอดเวนเจอร์ ได้รับการยอมรับจากนักบิดสายลุยทั่วโลกกว่า 3 ทศวรรษ ด้วยดีไซน์อันโดดเด่นและสุดยอดสมรรถนะที่พร้อมบุกตะลุยได้ในทุกเส้นทาง โดยการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้มาจากแนวคิด Man & Machine คือคนและรถต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เราจึงปรับทั้งรูปโฉมและสมรรถนะ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สนุกกับความเป็นแอดเวนเจอร์ได้อย่างเต็มรูปแบบ”

All New Honda Africa Twin CRF1100L เจ้าของฉายา “ราชันย์แห่งทะเลทราย” แบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย คือรุ่น Standard และรุ่น Adventure Sports ทั้งสองรุ่นได้รับการออกแบบที่มุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่และตัวรถเป็นหนึ่งเดียวกัน พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซปต์ True Adventure ด้วยรูปลักษณ์การออกแบบเฟรมใหม่ Compact Design ปราดเปรียวแต่ให้ความดุดันสไตล์ Aggressive Rally มาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูงและล้ำสมัยที่สุดแห่งยุค โดดเด่นด้วยไฟหน้าคู่แบบใหม่ดีไซน์ดุดันพร้อม LED Daytime Running Light เพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ยามค่ำคืนด้วย ใช้งานฟังก์ชันของรถได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยหน้าจอสัมผัส TFT Touchscreen ขนาด 6.5 นิ้ว ที่ได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถจักรยานยนต์ฮอนด้า รองรับระบบ Apple CarPlay และการเชื่อมต่อบลูทูธ แสดงข้อมูลการขับขี่ เช่น แผนที่ มาตรวัดความเร็วดิจิทัล และมาตรวัดมัลติฟังก์ชั่นครบทุกรายละเอียด

All New Honda Africa Twin CRF1100L ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1,100 ซีซี แบบ Parallel Twin ให้พละกำลังแรงขึ้น แต่น้ำหนักตัวรถเบาลง โดยมีน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถแอดเวนเจอร์ระดับเดียวกัน มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ให้เลือกใช้มากถึง 6 โหมด และระบบ HSTC ป้องกันรถลื่นไถลขณะขับขี่ พร้อม Cruise Control ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ มั่นใจด้านความปลอดภัย ด้วยระบบเบรก ABS ที่สามารถเลือกเปิดปิดได้ เหนือชั้นขึ้นไปอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี Cornering ABS เพิ่มประสิทธิภาพเมื่อเข้าโค้ง

เหนือชั้นสู่ขั้นสุดไปกับ All New Honda Africa Twin CRF1100L รุ่น Adventure Sports ที่ได้รับการอัพเกรดทั้งดีไซน์และสมรรถนะ เริ่มจาก Cornering Light เทคโนโลยีไฟส่องสว่างด้านข้างที่เปิดได้เองแบบอัตโนมัติเมื่อเข้าโค้ง และปรับการส่องสว่างตามองศาการเลี้ยวของรถ แฮนด์ปรับอุณหภูมิได้ (Heat Grips) วิลด์ชิลด์หน้าปรับได้ถึง 5 ระดับ ถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 24.8 ลิตร เดินทางไกลได้อย่างที่ใจต้องการ สะดวกสบายด้วยช่องชาร์ตไฟมือถือ ACC CHARGER ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัจฉริยะ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งแบบ MT และ Dual Clutch Transmission หรือ DCT เอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า ระบบกันสะเทือนใหม่ ครั้งแรกของรถจักรยานยนต์ฮอนด้ากับโช้กอัพหน้า-หลังไฟฟ้า SHOWA สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้เหมาะสมกับทุกสภาพถนน พร้อมยาง Tubeless แบบไร้ยางใน ขนาดวงล้อ หน้า 90/90-21 หลัง 150/70-18 รองรับการขับขี่ผจญภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแบบออนโร้ดและออฟโร้ด

All New Honda Africa Twin CRF1100L รุ่น Standard มีให้เลือก 2 สีได้แก่ สีแดง-กรังด์ปรีซ์เรด และสีดำ-แมทบอลลิสติกแบล็คเมทัลลิค ราคาแนะนำ 559,000 บาท และรุ่น Adventure Sports สีไตรคัลเลอร์-เพิร์ลแกรไวท์ ราคาแนะนำ 699,000 บาท พร้อมวางจำหน่ายที่โชว์รูมและศูนย์บริการ ฮอนด้า บิ๊กวิง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป พิเศษ! เฉพาะรุ่น Adventure Sports ฮอนด้าบิ๊กวิงพร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้กับลูกค้าที่ซื้อภายในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ด้วยราคาพิเศษช่วงแนะนำเพียง 669,000 บาท เท่านั้น